กรุงเทพฯ, 4 ตุลาคม2564 —HP Smart Tank 700 Series นวัตกรรมใหม่สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเพื่อการบริหารงานได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพรองรับงานพิมพ์ได้หลากหลายรวดเร็วคุณภาพสูงประหยัดค่าใช้จ่าย
มร. ลิมชุนเต็กกรรมการผู้จัดการบริษัทเอชพีอิงค์ประเทศไทยกล่าวว่า “กว่า 68% ของการซื้อเครื่องพิมพ์ใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำงานและการเรียนจากที่บ้าน เช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต่างต้องการอุปกรณ์ที่ฉลาดมากขึ้น ใช้งานง่าย คุ้มค่า และรองรับงานพิมพ์จำนวนมากในแต่ละวันได้ เครื่องพิมพ์ Smart Tank 700 Series ที่เปิดตัวในครั้งนี้ สามารถส่งมอบงานพิมพ์ที่ยอดเยี่ยมคุณภาพสูง พร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อช่วยทำงานได้อย่างไร้กังวลและสร้างประสิทธิผลมากขึ้น”
เอชพี มีประวัติอันยาวนานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยึดมั่นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน HP Smart Tank 700 Series เป็นเครื่องพิมพ์อิงค์แทงค์ที่มีส่วนประกอบจากพลาสติกรีไซเคิลมากกว่า 25% นอกจากนี้ ขวดหมึกพิมพ์ของเอชพี ยังสามารถส่งไปรีไซเคิลได้ผ่านโครงการHP Planet Partnersที่เน้นวิสัยทัศน์ของบริษัทที่สนับสนุนกระบวนการรีไซเคิลแบบวงจรปิดอย่างจริงจัง เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติก
เครื่องพิมพ์เอชพีอยู่คู่กับผู้บริโภคในประเทศไทยมาอย่างยาวนานและได้มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆเพื่อสนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเพื่อการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานหรือเพื่อต่อยอดธุรกิจและควบคู่ไปกับการเปิดตัวเครื่องพิมพ์HP Smart Tank 700 Series ใหม่นี้เอชพีประเทศไทยได้ผลิตวิดีโอภายใต้แนวคิด ‘เป็นฮีโร่ให้ตัวเอง‘ เพื่อเป็นกำลังใจในช่วงวิกฤตนี้โดยการสะท้อนเรื่องราวชีวิตของชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กลับยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นเดินหน้าไปต่อโดยมีเทคโนโลยีจากเครื่องพิมพ์เอชพีเป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์พัฒนาไอเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายมาเป็นธุรกิจเล็กๆที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในที่สุด
ราคาและการวางจำหน่าย
HP Smart Tank 700 Series ใหม่มีวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ในราคาเริ่มต้นที่ 7,390 บาท ณ ร้านค้าไอทีชั้นนำและร้านค้าออนไลน์ พร้อมการรับประกัน 2 ปีและการบริการนอกสถานที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
จากสถานการณ์โรคระบาด ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการและผู้ดูแลอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (Commercial Real Estate หรือ CRE) เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน สำนักงาน ไม่อาจคำนึงถึงเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกหรือระบบการบริหารอาคารแบบดั้งเดิม แต่ต้องปรับเปลี่ยนอาคารให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น Internet of Things (IoT) และระบบความปลอดภัยแบบดิจิทัล
จากการสังเกตและวิเคราะห์ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้ HID Global ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันระบุและยืนยันตัวตน จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ ‘CRE Vertical and Consultant Webinar for Asia’ เพื่อแนะนำเทรนด์ของ CRE ที่เกิดขึ้นล่าสุด พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติในการออกแบบระบบควบคุมการเข้า-ออกอาคารเพื่อความปลอดภัย และสะดวกสบายในการใช้งาน
Troy Johnston ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ CRE ของ HID Global กล่าวในงานสัมมนาว่าปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อต้องมีการออกแบบระบบเข้า-ออกอาคาร ประกอบด้วย
เครื่องอ่านบัตรแบบMulti-Technologyที่อ่านบัตรได้หลายประเภท มีบลูทูธและ NFC (Near-field Communication หรือเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้) รองรับการอ่านบัตรทั้งความถี่ต่ำและสูง
อุปกรณ์ควบคุม (Controller)แบบMulti-Tenancy ที่เป็น Open API ซึ่งทำงานแบบอิสระไม่ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ควบคุมการเข้าออกยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ผู้ใช้งานสามารถเลือกซอฟต์แวร์ได้ตามความต้องการของตนเอง อีกหนึ่งปัจจัยคือการเลือกตัวควบคุมที่มีหน่วยความจำเพียงพอเพื่อป้องกันปัญหาติดขัดในการเข้าถึงภายในอาคารและลดความกังวลในระยะยาวเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มหรือมีผู้ใช้อาคารเพิ่มขึ้น
เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On