Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอสเซนด์ มันนี่ เผยมูลค่าบริษัททะยาน 1,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หลังระดมทุนครั้งล่าสุด และก้าวสู่การเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย

กรุงเทพฯ 27 กันยายน 2564 – แอสเซนด์ มันนี่ บริษัทฟินเทคชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยบริษัทฯ มีมูลค่าเพิ่มเป็น 1,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ภายหลังระดมทุนรอบล่าสุดจำนวน 150 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และก้าวสู่การเป็นบริษัทฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย โดย แอสเซนด์ มันนี่ มีแผนเดินหน้าขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินในระดับภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ ทรูมันนี่ วอลเล็ท และขยายบริการทางการเงินดิจิทัลต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อดิจิทัล การลงทุนดิจิทัล และการโอนเงินข้ามประเทศ ให้ครอบคลุมในระดับภูมิภาค

โดยในการระดมทุนครั้งล่าสุดนี้ ยังได้บริษัท โบว์ เวฟ แคปปิตอล แมเนจเมนท์ (Bow Wave Capital Management) จากสหรัฐอเมริกา มาลงทุนร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ แอนท์ กรุ๊ป

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง และ ประธานคณะกรรมการบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่การก่อตั้ง แอสเซนด์ มันนี่ เป็นบริษัทฟินเทคที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้คน บริษัทฯ กำลังขยายแพลตฟอร์มและบริการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา ดังนั้น แอสเซนด์ มันนี่ จึงจัดว่าเป็น Financial Platform of Opportunity หรือ แพลตฟอร์มทางการเงินที่มอบโอกาสให้กับผู้คนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วทั้งภูมิภาค ความสำเร็จในการระดมทุนของ แอสเซนด์ มันนี่ ยังเป็นความภาคภูมิใจในระดับชาติ เพราะสะท้อนศักยภาพของไทย ในการสนับสนุนบริษัทฟินเทคและผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในประเทศให้สามารถประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจไประดับนานาชาติได้”

ก่อนหน้านี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นองค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนของโลก UN Global Compact ระดับ LEAD การขับเคลื่อนด้านการระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นการขยายแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ธุรกิจ 4.0 ของเครือฯ ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินแก่คนทุกภาคส่วน และตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาค

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ปัจจุบันเป็นฟินเทคสัญชาติไทยเพียงรายเดียวที่ให้บริการครอบคลุม 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ทั้งนี้ แอสเซนด์ มันนี่ คือผู้ให้บริการ ทรูมันนี่ แพลตฟอร์มดิจิทัลเพย์เมนต์และบริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำที่ให้บริการผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านราย ผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท และเครือข่ายตัวแทนกว่า 88,000 รายทั่วภูมิภาค

นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “จากการที่ แอสเซนด์ มันนี่ เป็นบริษัทฟินเทคสัญชาติไทยที่ได้เติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้เปรียบเสมือนบ้านเกิดของเรา บริษัทฯ จึงต้องการช่วยให้ผู้คนทั่วทั้งภูมิภาคสามารถเข้าถึงโอกาสที่มากขึ้นผ่านนวัตกรรมและบริการทางการเงินที่เรามอบให้ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา ที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ถือหุ้นและนักลงทุนซึ่งมาร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ในขณะเดียวกัน การได้ก้าวขึ้นเป็นบริษัทฟินเทคยูนิคอร์น ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้เราสามารถดำเนินพันธกิจให้สำเร็จตามเป้าหมายได้มากขึ้น ต่อจากนี้ เราจะร่วมกับพันธมิตรของเราในภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านแพลตฟอร์มและบริการทางการเงินอันหลากหลายของเรา”

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “แอสเซนด์ มันนี่ กำลังขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดและมอบบริการทางการเงินอันหลากหลายให้กับผู้ใช้ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจและบริการครอบคลุมการเงินดิจิทัลอย่างครบครัน ได้แก่ บริการสินเชื่อดิจิทัล บริการเงินฝากดิจิทัล และบริการลงทุนแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มการเงินที่ทำให้การเงินเป็นเรื่องง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้ไม่มีงานประจำ รวมถึงคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินได้โดยง่าย  นอกจากนี้ แอสเซนด์ มันนี่ ยังมีบริการโอนเงินภายในประเทศและโอนเงินข้ามประเทศผ่านเครือข่ายตัวแทน และได้ช่วยตัวแทนเหล่านี้ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เราจะเดินหน้าพันธกิจของเรา ซึ่งก็คือการช่วยเหลือคนอีกหลายล้านให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการส่งมอบนวัตกรรม ประสบการณ์การใช้งาน และแพลตฟอร์มที่ลูกค้ามอบความไว้วางใจสูงสุด”

นายอิไท เลมแบร์เกอร์ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัท โบว์ เวฟ แคปปิตอล แมเนจเมนท์ กล่าวว่า “ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ได้เร่งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราภูมิใจที่ได้สนับสนุน แอสเซนด์ มันนี่ ให้บรรลุพันธกิจสำคัญในการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาค”

แอสเซนด์ มันนี่ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 บริษัทฯ มียอดการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม (Total Payment Volume) รวม 6 ประเทศ อยู่ที่ 14,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของยอดการทำธุรกรรมรวมสูงสุดที่ 84% ระหว่างปี 2562 – 2563

เกี่ยวกับแอสเซนด์ มันนี่

แอสเซนด์ มันนี่ คือบริษัทฟินเทคชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการนวัตกรรมทางการเงินให้แก่ลูกค้าใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดย แอสเซนด์ มันนี่ ก่อตั้งเมื่อ 2556 และเป็นหนึ่งในบริษัทภายใต้แอสเซนด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการครอบคลุมเรื่องการเงินดิจิทัล ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และผู้ให้บริการคลาวด์และข้อมูล ทั้งนี้ บริการหลักของ แอสเซนด์ มันนี่ คือ ทรูมันนี่ วอลเล็ท แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากช่วยอำนวยความสะดวกทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงิน นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ascendmoneygroup.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA) ร่วมกับหัวเว่ย จัดงาน “ทิศทางอนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย”

[กรุงเทพฯ 24 กันยายน 2564] — สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ภายใต้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดงาน “ทิศทางอนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย (Future Direction of Thailand Digital Workforce)” ภายใต้หลักสูตรการฝึกอบรม “พื้นฐานการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ (Mobile App Development Foundation Course)” ครั้งที่สอง พร้อมงาน Huawei Developer Day ประกาศเร่งผลิตแรงงานดิจิทัลผ่านการเสริมสร้างทักษะใหม่ ๆ โดยหลักสูตรดังกล่าวจะจัดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยตนเองของหัวเว่ย ตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรได้ 800 – 1,000 คนหลังจบโครงการฯ เพื่อช่วยประเทศไทยปูรากฐานด้านไอซีทีให้แข็งแกร่งผ่านการฝึกอบรมและบ่มเพาะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้เป็นไปตามการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน กับ หัวเว่ย ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โดยทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะร่วมกันสร้างโอกาสในการเรียนรู้ทางดิจิทัล ตลอดจนออกแบบและนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนด้านดิจิทัลที่สะดวกสบายและเข้าถึงง่ายสำหรับคนจำนวนมากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการผลิตแรงงานดิจิทัล 3,000 คน และเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอีก 120 คน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือ

ภายหลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการจัดหลักสูตรครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและหัวเว่ย ประกาศเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สอง ที่เน้นการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลที่สุดแก่ผู้ใช้ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและนักพัฒนาแอปมากความสามารถจะมาร่วมเป็นวิทยากรในงานดังกล่าวที่จัดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มอีเลิร์นนิงระดับเวิลด์คลาสของหัวเว่ยอย่าง “HiCLC” การฝึกอบรมแบบเร่งรัดจะใช้เวลาทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง โดยจะครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีพัฒนาและเผยแพร่แอปที่ยอดเยี่ยมในอุปกรณ์ Android และ Huawei App Gallery

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและหัวเว่ย ได้ร่วมกันออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับนิสิตนักศึกษาด้านไอที คนที่ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจการพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับวุฒิบัตรการฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงประกาศนียบัตรการจบหลักสูตรของหัวเว่ย เพื่อเป็นหลักฐานในการเรียนรู้และเป็นการรับรองทักษะของผู้เข้าร่วม โดยทุก ๆ คนที่จบหลักสูตรจะกลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มด้านแรงงานไอซีทีของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

หัวเว่ยได้เปิดตัวหลักสูตร Mobile App Development Foundation ระหว่างงาน Huawei Developer Day (HDD) 2564 ที่จัดขึ้นในหัวข้อ “อนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย (Future of Thailand Digital Workforce) โดยงาน HDD ในปีนี้จะมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบนิเวศของแอป โดย Huawei Developer Day (HDD) เป็นเวทีระดับโลกที่หัวเว่ยใช้นำเสนอนวัตกรรมและบริการล่าสุดแก่ นักพัฒนา พร้อมบอกเล่าเทรนด์ล่าสุดในโลกไอที  ซึ่งงานในปีนี้ หัวเว่ยได้ประกาศถึงอัปเดตสำคัญของระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 2.0, Huawei Mobile Services (HMS) 6.0 รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับระบบนิเวศของแอปและเครื่องมือที่มีประโยชน์มากมายที่หัวเว่ยสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชุมชนนักพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่  และด้วยนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง HMS ได้กลายเป็นระบบนิเวศแอปพลิเคชันมือถือที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกด้วยเครือข่ายนักพัฒนากว่า 2.3 ล้านคน HMS ยังได้ปลดล็อกความสามารถด้านการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของหัวเว่ย และช่วยให้นักพัฒนาทั่วโลกได้คิดค้นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำอีกด้วย

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแรงงานทักษะที่มีทักษะแห่งอนาคต (future skills) ที่จะมารองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ พร้อมกล่าวว่า “กระทรวงแรงงานมีพันธกิจในการยกระดับทักษะของแรงงานดิจิทัลให้เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน หลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทิลในหัวข้อการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้จะช่วยสร้างโอกาสในการทำงานใหม่ ๆ ในยุคนิวนอร์มอลให้แก่ผู้เข้าอบรม ขอขอบคุณหัวเว่ย ประเทศไทย สำหรับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เสมอมา ร่วมนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญมาช่วยเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ เราจะช่วยกันพัฒนาให้แรงงานไทยมีทักษะขั้นสูงที่จำเป็นต่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในยุคดิจิทัล”

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเปิดงาน “ทิศทางอนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย (Future Direction of Thailand Digital Workforce)” เพื่อเปิดตัวหลักสูตรการฝึกอบรม “พื้นฐานการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ (Mobile App Development Foundation Course)” ครั้งที่สอง โดยครั้งนี้เราตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรจำนวน 800 ถึง 1,000 คน เมื่อสิ้นสุดการอบรม ผู้เข้าร่วมได้จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนักพัฒนาแอปของหัวเว่ยซึ่งมีสมาชิกกว่า 2.3 ล้านคนทั่วโลกได้อีกด้วย” นายอาเบลกล่าวเสริมว่า “ผมขอขอบคุณกระทรวงแรงงานสำหรับความร่วมมืออันยาวนาน ในฐานะบริษัทไอซีทีชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2542 หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าอีโคซิสเต็มบุคลากรดิจิทัลเป็นรากฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นดิจิทัลฮับแห่งอาเซียน หัวเว่ยพร้อมสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มรูปแบบสำหรับทุกคน ภายใต้พันธกิจ ‘Grow in Thailand, Contribute to Thailand’ ของเรา”

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและหัวเว่ยพร้อมเดินหน้าจัดโครงการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อีกมากมายในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับบุคลากรด้านดิจิทัลและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีศักยภาพ ด้วยทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่มีร่วมกัน สำหรับนักศึกษาและบุคลากรที่สนใจเข้าร่วม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการลงทะเบียนได้ที่ 02-643 6038 หรือคลิก https://bit.ly/3saLkAW  หรือไปที่เพจเฟซบุ๊กของสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล https://bit.ly/3gZkQhk


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สธ.-หัวเว่ย ลงนามพัฒนาระบบ 5G Healthcare สนับสนุนการแพทย์ทางไกล

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมการแพทย์และหัวเว่ย พัฒนาระบบ 5G Healthcare สนับสนุนการแพทย์ทางไกล รถพยาบาล 5G งานบริการคลาวด์ ประยุกต์ใช้ AI จาก Big Data ด้านสุขภาพ ช่วยการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ พร้อมทั้งทำให้เป็น personal-based medical services ขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น รองรับการแพทย์วิถีใหม่ ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา

วันนี้ (22 กันยายน 2564) ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วย “การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare” ระหว่าง นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายเฉียน เหลียว รองประธานกรรมการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพระบบบริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการพัฒนาอย่างมาก สามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบคิว ระบบงานบริการของโรงพยาบาล ระบบส่งต่อ และการเชื่อมโยงข้อมูลบริการสุขภาพที่เป็น Big Data  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญ  และการใช้เทคโนโลยี 5G ระดับโลกจากหัวเว่ย ส่งผลให้บริการสุขภาพผ่านเครือข่ายดิจิทัลมีความเร็วสูง เกิดความครอบคลุมทั้งพื้นที่เขตเมืองและชนบท ลดช่องว่างให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม ทันเวลา และทันต่อเหตุการณ์ ถือเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ยังต้องเข้มเรื่องรักษาระยะห่าง ดังนั้น กรมการแพทย์และหัวเว่ยจึงได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาและและวิเคราะห์การใช้ประโยชน์จากระบบ 5G  นำมาประยุกต์ใช้ในกิจการทางการแพทย์ และการให้บริการประชาชน โดยต้องขอบคุณความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีจากหัวเว่ย ที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์และทีมที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงมาทำงานร่วมกับกระทรวงฯ และกรมการแพทย์ที่สนับสนุนองค์ความรู้ทางการแพทย์ เป็นการให้บริการทางการแพทย์ทุกที่ทุกเวลา

นายแพทย์สมศักดิ์ กล่าวว่า การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare ประกอบด้วย ระบบการแพทย์ทางไกล 5G และรถพยาบาล 5G ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1.งานบริการทางการแพทย์ โดยหัวเว่ยสนับสนุนการออกแบบโซลูชั่นด้านสาธารณสุขสำหรับสถาบันทางการแพทย์ ส่งเสริมการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตทางการแพทย์ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการแพทย์ทางไกล ส่วนกรมการแพทย์สนับสนุน แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ  ให้บริการการแพทย์เคลื่อนที่ และการแพทย์ทางไกล กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้โดยไม่ละเมิดนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ทำให้ลดภาระการเดินทาง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น    2. งาน 5G เทคโนโลยี บูรณาการใช้เทคโนโลยี 5G เข้ากับบริการทางการแพทย์  ทำให้สามารถขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลในระยะยาวทั่วประเทศไทย ตัวอย่างเช่น พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ 5G เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรทางแพทย์ต่อการติดเชื้อ 3. งานบริการด้านคลาวด์  สำหรับการประยุกต์ใช้ AI มาช่วยบุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น พัฒนาเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคโดยใช้AI เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโควิด-19 ช่วยให้วินิจฉัยโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็วภายใน 25 วินาทีต่อเคส ด้วยความปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น  4. งานส่งเสริมองค์ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทักษะใหม่หรือทักษะที่สูงขึ้น ให้กับบุคลากรทั้งสองฝ่าย ผ่านการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และ 5.งานความร่วมมือกับภาครัฐบาล เพื่อค้นคว้า วิจัย และร่วมผลักดันระบบ 5G และบริการคลาวด์ในประเทศไทยให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เพื่อเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่ (New Normal Medical Services and Public Health) ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (personal-based medical services)

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการสาธิตการใช้งานโซลูชันดิจิทัลที่ผสานรวมเทคโนโลยี 5G+Cloud ของหัวเว่ยเข้ากับการดำเนินงานของโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ อาทิ โซลูชันการสื่อสารทางการแพทย์ผ่านระบบทางไกล 5G, ระบบ Home Isolation สำหรับการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยจากระยะไกล รวมถึงจำลองสถานการณ์การทำงานแบบเรียลไทม์ของรถพยาบาลระบบ 5G

นายอาเบล เติ้ง กล่าวว่า “หัวเว่ยรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโรงพยาบาลราชวิถี ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพระบบการดูแลสุขภาพของไทยให้ดียิ่งขึ้น  บันทึกข้อตกลงนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะในอนาคต” พร้อมเสริมว่า “ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในวงการแพทย์ เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนประเทศไทย ร่วมนำนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะมาช่วยเสริมแกร่งระบบสาธารณสุขและการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อสร้างสรรค์บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมผู้คนจำนวนมาก ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองและผู้คนที่อยู่ห่างไกลออกไป หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะสร้างสร้างโลกดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกันและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ”

หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างระบบนิเวศการรักษาพยาบาลที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งจะมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วย ผู้รับบริการ และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและเสริมประสิทธิภาพให้แก่บริการต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มประกาศ 10 สุดยอดพันธมิตรธุรกิจแห่งปี สร้าง Best Practice สนับสนุนองค์กรไทยในอุตสาหกรรมสำคัญ

กรุงเทพ ประเทศไทย – 22 กันยายน 2564: วันนี้ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ประกาศ 10 สุดยอดพันธมิตรธุรกิจแห่งปี ที่สร้าง Best Practice นำเทคโนโลยีเสริมศักยภาพองค์กรไทย พร้อมเตรียมนำต้นแบบความสำเร็จนี้ต่อยอดในวงกว้างต่อไป

ที่ผ่านมา ไอบีเอ็มและพันธมิตรได้จับมือนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเข้าสนับสนุนองค์กรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีพันธมิตร 10 รายที่มีความโดดเด่นและประสบความสำเร็จมากที่สุด เป็นสุดยอด IBM Ecosystem Partner แห่งปี ประกอบด้วย

  • Automation Solution Partner of the Year คือ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยหนึ่งในความสำเร็จคือการช่วยสนับสนุนเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการและไลฟสไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และสร้างประสบการณ์แห่งการช็อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ โดยได้นำเทคโนโลยี IBM API Connect ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างห้างฯ กับธนาคารพันธมิตรอัตโนมัติ ช่วยให้ทั้งลูกค้าของห้างฯ และบัตร SCB M ไม่ต้องเสียเวลากับการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ทำให้การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว
  • Data & AI Solution Partner of the Year คือ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)โดยหนึ่งในความสำเร็จคือการช่วยสนับสนุนธนาคารออมสิน นำ IBM Cognos Analytics ช่วยให้ธนาคารฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์และตัดสินใจ นำสู่ความพร้อมยิ่งขึ้นในการเร่งเครื่องบริการที่เร่งด่วนและทันสถานการณ์ให้กับประชาชนและ SME ทั่วประเทศ
  • Security Solution Partner of the Year คือ บริษัท รูธ วิคเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ช่วยสนับสนุน บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ในการให้บริการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ (CSOC) กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจจับภัยคุกคามไซเบอร์อัจฉริยะระดับโลก IBM QRadar Security Information and Event Management ซึ่งช่วยตรวจจับภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมการแจ้งเตือนภัยคุกคามล่าสุดที่รวบรวมจากข้อมูลกว่า 150,000 ล้านเหตุการณ์ต่อวันบน IBM X-Force ช่วยให้หน่วยงานสามารถตอบสนองต่อเหตุภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
  • IBM Power Hybrid Cloud Partner of the Year คือ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ที่ได้นำระบบ Enterprise Database Appliance เข้าสนับสนุน บมจ. อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Data Warehouse เดิม ที่ใช้งานมายาวนานแต่ยังมีข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์จำนวนมาก เข้ากับระบบ ERP ที่เป็น SAP S/4HANA ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกการบริหารโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำ อันเป็นกุญแจสำคัญสู่ความคล่องตัวและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ
  • Hybrid Cloud Storage Solution Partner of the Year คือ บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ที่ได้นำระบบ IBM Power Systems และ FlashSystem เข้าช่วยรองรับระบบ SAP และ SAP HANA ของสิงห์ เอสเตท ด้วยประสิทธิภาพและเสถียรภาพระดับ 999% ทำให้วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลธุรกิจระดับเทราไบต์ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีดาวน์ไทม์ รองรับการวางแผน การบริหารจัดการ และการลงทุน รวมถึงก้าวย่างการเติบโตอย่างยั่งยืนและการทรานส์ฟอร์มสู่คลาวด์ในอนาคต ด้วยค่าใช้จ่ายระบบไอทีที่ลดลง 20%
  • Innovative Services on IBM Excellence Award คือ บริษัท โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ จำกัด โดยหนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการร่วมสนับสนุนกรมสรรพากร ที่มีเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีตรงเป้า ด้วยนโยบายตรงกลุ่ม บริการตรงใจและได้ทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การทำ Design Thinking ปรับการทำงานให้เป็นแบบ Agile รวมถึงการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน และวันนี้ยังได้เดินหน้าต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนบริการแบบเบ็ดเสร็จผ่านระบบ Digital Service รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้การทำงานที่เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องหลายส่วนงานทั้งราชการและเอกชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส และเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการใหม่ๆ
  • Build with IBM Excellence Award คือ บริษัท ซิสเต็มส์ ดอท คอม จำกัด หรือ SDC ที่นำระบบ IT เข้าสนับสนุนบริษัท กันยงอีเลคทริก จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้เครื่องหมายการค้า “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค” เพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลการผลิตมหาศาลแบบ End-to-end ช่วยให้บริษัทได้รับมุมมองเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำและรวดเร็วทันท่วงที รองรับการปรับ Capacity ตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดตามมา Insights จากระบบประมวลผลข้อมูลที่ทรงพลัง ยังเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของบริษัทอีกด้วย
  • Industry Solution Partner of the Year คือ บริษัท แอ็บสแตรค คอมพิวเตอร์ จำกัดผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนโรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวคือ โดยได้นำ IBM Power Systems เข้ารองรับระบบสารสนเทศ เพิ่มประสิทธิภาพระบบสำรองข้อมูล และปกป้องข้อมูลผู้ป่วยกว่าสองล้านรายจากภัยไซเบอร์และการเจาะข้อมูล โดย IBM Power Systems ช่วยให้ระบบการให้บริการของโรงพยาบาลมีความเสถียรสูง พร้อมรองรับแอพพลิเคชันทั้งที่มีอยู่แล้วและรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคต รวมถึงรองรับการให้บริการโทรเวชกรรม (Telemedicine) และนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ
  • Rookie Partner of the Year คือ บริษัท ไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ISS ที่ได้นำ IBM Power เข้าสนับสนุนการเพิ่มจำนวนสาขาและการทำธุรกรรมของบริษัทประกันภัยชั้นนำของไทย เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีสะดุดโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งยังทำให้องค์กรพร้อมและสามารถปรับปรุงระบบ ERP หลักให้รองรับการทำงานในรูปแบบ On-premise ไปจนถึงเชื่อมต่อกับการทำงานบน Cloud ในรูปแบบ Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • Distributor of the Year บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด ที่มีความชำนาญด้านระบบที่รองรับ AI อันดับต้นๆ ของไทย และได้ติดตั้ง IBM Power ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในงาน AI ในองค์กรทั่วโลก เพื่อให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพสามารถทดลองรันโมเดล AI บน Dataset ขนาดใหญ่ พร้อมทดลองตั้งค่าระบบใน Container ของตนได้อย่างอิสระ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากร AI ในอนาคตจะมีความรู้ลึกและเข้าใจการใช้งาน AI จริงๆ เมื่อเรียนจบ

ในปีที่ผ่านมา บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังเป็นบริษัทคู่ค้าไอบีเอ็มจากประเทศไทยเพียงรายเดียว ที่ได้รับรางวัล 2021 IBM Geography Excellence Award ASEAN – Thailand Partner of the Year


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริการใหม่จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ชี้จุดเสี่ยงในระบบไฟฟ้า สร้างความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจด้วยการบำรุงรักษาระบบตามสภาพของอุปกรณ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ออกบริการใหม่ EcoStruxure Service Plans โดยเป็นแพคเกจด้านการบริการระบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบด้วยการผสานการบำรุงรักษาอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเข้ากับบริการด้านดิจิทัล ตอบโจทย์เป้าหมายของลูกค้าได้ตรงใจ และช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วางใจในความต่อเนื่องทางธุรกิจ

60 เปอร์เซ็นต์ของภาคธุรกิจ กำลังเตรียมการให้พร้อมสำหรับอนาคตด้วยการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ส่วนหนึ่งคือการปรับระบบไฟฟ้าให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบสามารถทำงานต่อเนื่องในทุกวันและลดความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น 56 เปอร์เซ็นต์ของการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าเนื่องมาจากการขาดการซ่อมบำรุง นอกจากนี้ยังมีความท้าทายที่ทีมงานดูแลระบบไฟฟ้าต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะในเรื่องของความเชี่ยวชาญในการทำงาน หรือช่องว่างทางด้านทักษะในการบำรุงรักษา

EcoStruxure Service Plans บริการใหม่นี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาด้วยการมอบการบริการภาคสนามที่ผสมผสานอย่างลงตัวภายใต้สัญญาเดียว ทั้งบริการด้านดิจิทัลและให้คำปรึกษาระยะไกลได้ตรงความต้องการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มุ่งเน้นความสำคัญในการมอบประสบการณ์ที่ดีและทันสมัยยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า โดยที่สามารถเลือกใช้แผนการบริการ EcoStruxure Service Plan ได้ตามความต้องการเพื่อรับประโยชน์ที่สูงสุด

“ลูกค้าของเราหลายรายมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูธุรกิจที่อาจเสียศูนย์ไปในช่วงวิกฤต” เฟรดเดอริก โกเดอเมล รองประธานบริหาร ฝ่ายระบบพลังงานและการบริการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “นั่นคือสาเหตุที่เรานำเสนอบริการใหม่ EcoStruxure Service Plans นี้ขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจของลูกค้า การผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างบริการภาคสนามและบริการดิจิทัลจะสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า โดยลูกค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจหลัก และให้เรื่องการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าและคุณภาพของพลังงานเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ อย่างชไนเดอร์ อิเล็คทริค”

เลือกบริการที่เหมาะสมกับกลยุทธ์

นายวราชัย จตุระสถาพร รองประธาน ธุรกิจ Field Services ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา เผยว่า “EcoStruxure Service Plans สะท้อนความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจลูกค้าในอนาคตได้ นอกเหนือจากบริการภาคสนามแบบปกติ ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลในเรื่องข้อมูล ซอฟต์แวร์ และระบบวิเคราะห์ ที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย ประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานและความยั่งยืน”

ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ด้วยซอฟต์แวร์ ระบบวิเคราะห์ และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับดิจิทัล

EcoStruxure Service Plans ขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์ดิจิทัล เช่นอุปกรณ์ที่ทำงานด้วยระบบ IoT ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ และปรับปรุงอุปกรณ์ที่ลูกค้ามีอยู่ โดยการนำเทคโนโลยีล่าสุดมาช่วย ผ่านแพลตฟอร์ม IoT ที่เรียกว่า EcoStruxure ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

สมัครแพคเกจ EcoStruxure Service Plan วันนี้ แถมฟรี Visual Audit Inspection มูลค่า 30,000 บาท (โปรโมชั่นอยู่ถึง 30 พฤศจิกายน 2564) กรอกข้อมูลให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ติดต่อกลับ https://go.schneider-electric.com/TH_202109_ESP-Form_CS-LP.html?source=Social-Media&sDetail=ESP-Form_TH

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม https://www.se.com/th/th/work/services/service-plan/ecostruxure-service-plan.jsp


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ENGNOW ผนึกกำลัง JOYLADA ออนไลน์คอมมูนิตี้เพื่อการศึกษา เปิดพื้นที่มุ่งเสริม-พัฒนาเยาวชนไทย

เมื่อธุรกิจ Startup น้องใหม่ด้านการศึกษาอย่าง “Engnow” ผุดโปรเจคต์การแลกเปลี่ยนทางการตลาดร่วมกับ “Joylada” แหล่งรวมคอนเทนต์ต่างๆในรูปแบบออนไลน์คอมมูนิตี้ โดยมี คุณหมู ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ CEO & Founder บริษัท อุ๊คบี จำกัด – Ookbee ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอีบุ๊คแพลตฟอร์มสัญชาติไทย ความร่วมมือในครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองของการทำธุรกิจออนไลน์ด้านการศึกษาของทั้งสองท่าน

คุณเอฟ นพพล สุนทรกระจ่าง กรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ Engnow กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของความร่วมมือในครั้งนี้คือ เราทราบดีว่า Engnow เป็นธุรกิจขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของธุรกิจด้านการศึกษาใน Market ตอนนี้ และการที่จะทำให้ Engnow เป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้า

หมายนั้น เราเองไม่ได้มีงบประมาณในการโฆษณามากมายนัก เราจึงมองในเรื่องของการนำเอาสิ่งที่เรามี ไปแลกเปลี่ยนกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เขาอยากจะให้โอกาสเราเข้าไปในพื้นที่ของเขา โดย “Joylada”(จอยลดา) คือหนึ่งในพันธมิตรทางธุรกิจที่ผมและทีมงานสนใจมาก เราเลยทำการติดต่อไป ส่วนตัวผมติดตามการทำงานและการดำเนินธุรกิจต่างๆของคุณหมูมาตลอด ผมชื่นชมในวิสัยทัศน์การบริหารงาน และความกล้าในการทำธุรกิจของคุณหมูเป็นอย่างมาก และดีใจมากที่คุณหมูและทีมจอยลดา ให้โอกาสตรงนี้กับทาง Engnow ครับ”

คุณหมู ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ CEO & Founder บริษัท อุ๊คบี จำกัด – Ookbee ให้ข้อมูลเบื้องต้นกับเราว่า “จอยลดาเป็นออนไลน์คอมมูนิตี้ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนและผู้ที่สนใจในการสร้างคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบนิยายหรือรูปแบบของการไลฟ์ ได้นำเสนอผลงาน (คอนเทนต์) ของตัวเองมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ที่มีความสนใจเดียวกัน และสามารถรับค่าตอบแทนจากการสนับสนุนของผู้ติดตามหรือผู้ที่ชื่นชอบเนื้อหาของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้โดยตรง  ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของเรา เริ่มต้นจากการเป็นแพลตฟอร์มนิยายแชทแห่งแรกของประเทศไทย และได้ต่อยอดรูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์มาเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และทำให้เนื้อหา (คอนเทนต์) บนคอมมูนิตี้หลากหลายมากขึ้นเพื่อสนับสนุนความถนัดของน้องๆ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการฟัง การพูด การอ่าน หรือการเขียน โดยเป้าหมายหลักของจอยลดาคือทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้แก่กลุ่มคนที่มีความชอบ ความสนใจเดียวกันได้มาเจอกัน เพื่อสร้างให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่อบอุ่นและทุกคนๆ ได้มีส่วนร่วมในแบบฉบับของตัวเอง”

คุณหมูกล่าวต่ออีกว่า “จุดเริ่มต้น และวัตถุประสงค์ในการร่วมมือ Partner กับทาง Engnow ในครั้งนี้คือนอกจากการเป็นออนไลน์คอมมูนิตี้ด้านนิยายที่หลายๆ คนชื่นชอบแล้ว เราก็ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของด้านการศึกษาซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่กลุ่มผู้ใช้งานจอยลดาให้ความสนใจ จึงเกิดมาเป็นโครงการการจับมือระหว่าง Partner เพื่อเสนอคอนเทนต์รูปแบบของการศึกษา ทั้งนี้ทางจอยลดาต้องขอขอบคุณ Engnow ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญในส่วนนี้เช่นเดียวกัน และได้มาจับมือเพื่อผลิตคอนเทนต์ดีๆ แก่กลุ่มผู้ใช้งานของจอยลดาร่วมกัน

โดยกิจกรรมที่ทางจอยลดามีร่วมกันกับทาง Engnow นั้น จะเป็นการไลฟ์ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจด้านภาษาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่น้องๆ หลายๆ คนให้ความสนใจ โดยหัวข้อการไลฟ์จะเปลี่ยนไปในทุกๆ สัปดาห์ โดยพิจารณาจากความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก นอกจากความรู้ที่ได้รับ ทาง Engnow ยังสอดแทรกความเพลิดเพลิน สนุกสนานและเทคนิคต่างๆ มากมายที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของน้องๆ ได้อีกด้วย

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของจอยลดาในการมี Partner ด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมนี้ ที่ทาง Engnow นำเอาหัวข้อและเนื้อหาที่สนุกสนาน สอดแทรกสาระนี้มาแบ่งปันแก่น้องๆ ในคอมมูนิตี้ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบต่อกลุ่มเป้าหมายในจอยลดาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ทางจอยลดาต้องขอขอบคุณในทุกๆ การสนับสนุนของ Engnow และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมกันสร้างเนื้อหาและกิจกรรมเพื่อแบ่งปันความรู้แบบนี้กับผู้ที่สนใจอีกเรื่อยๆ และสำหรับผู้ที่สนใจติดตามคอนเทนต์ของ Engnow บนจอยลดาสามารถกดติดตามได้ที่ Account ของ Engnow ได้ที่คอมมูนิตี้จอยลดากันได้เลยนะครับ” คุณหมูกล่าวปิดท้าย

“จากการแลกเปลี่ยนทางการตลาดในครั้งนี้ Engnow ได้เพิ่ม Engagement ให้กับทาง Joylada อย่างต่อเนื่อง และ Engnow เองก็ได้กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆจากจอยลดาเช่นเดียวกัน เราอยากแสดงให้เห็นว่าโอกาสทางภาษาสามารถสร้างอนาคตให้กับหลายคนได้จริงๆ ขอบคุณความใจกว้างของคุณหมู ที่ให้โอกาสธุรกิจเล็กๆอย่าง Engnow ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่ของ Joylada ซึ่งมีพาร์ทเนอร์ที่มีชื่อเสียงมากมาย  เราตั้งใจว่าในอนาคตหากเรามีโอกาสเติบโตได้เท่ากับสิ่งที่คุณหมูและทีมงานกำลังทำอยู่ตอนนี้ เราก็จะเปิดพื้นที่เพื่อให้โอกาสธุรกิจเล็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับเรา เหมือนกับที่คุณหมูและทีมงานจอยลดาให้โอกาสเราเช่นเดียวกัน และในอนาคตหากคุณหมูและทีมงาน ต้องการความร่วมมือหรือช่วยเหลือไม่ว่าจะด้านใดจาก Engnow พวกเรายินดีอย่างเต็มที่แน่นอนครับ” คุณเอฟกล่าวปิดท้าย

หากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงคอนเทนต์ต่างๆที่น่าสนใจจากทั้ง Engnow และ Joylada สามารถติดตามได้ที่

  • Facebook Page: Engnow.in.th เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ และ www.engnow.in.th
  • Facebook Page: Joylada / www.joylada.com  และ ดาวน์โหลด Application: Joylada ได้ทั้งระบบ Android และ iOS

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีป้า – จังหวัดอุบลราชธานี ปักหมุดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล สร้างระบบนิเวศกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนากำลังคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

20 กันยายน 2564อุบลราชธานี – ดีป้า จับมือ จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ปักหมุดพื้นที่ศาลากลางจังหวัด จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center หวังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล รวมถึงศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ ช่วยยกระดับเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ คาดพร้อมให้บริการหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปปลายปี 2565

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center บนพื้นที่ 3 ไร่ บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ซึ่งมีคณะผู้บริหาร รวมถึงพนักงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีกันโดยพร้อมเพรียง โดยทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด

โดย นายสฤษดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการปักหลักของ ดีป้า และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมเส้นทางเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง และขอแสดงความยินดีกับ ดีป้า ภายใต้การนำของ ดร.ณัฐพล รวมไปถึงคณะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน อีกทั้งขออำนวยพรให้การดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาฯ ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และสามารถดำเนินภารกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป

ด้าน ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า บูรณาการการทำงานกับจังหวัดอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่องในการสำรวจและวางแผนความร่วมมือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่การเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ก่อนพัฒนาไปสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ในอนาคต

“อาคารสำนักงาน ดีป้า สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใช้งานได้อย่างสะดวก เหมาะกับการคิดค้นสิ่งใหม่ต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มี Co-working Space รองรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการประชุม เป็นศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (City Data Platform) ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถให้บริการภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงชาวต่างชาติ อีกทั้งมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ โดยคาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2565” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

นอกจากนี้ ดีป้า และ จังหวัดอุบลราชธานี เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Economy Showcase) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีคุณภาพจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรม Smart Economy Showcase ได้ทาง Facebook Page: depa Thailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัว “SOLIDWORKS 2022” ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด เพิ่มการปรับปรุงโดยผู้ใช้เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนานวัตกรรม

ประเทศไทย, วันที่ 20 กันยายน 2564 – Dassault Systèmes เปิดตัว SOLIDWORKS 2022 ซอฟต์แวร์การออกแบบสามมิติและแอปพลิเคชั่นด้านวิศวกรรม ที่นวัตกรหลายล้านคนทั่วโลกเลือกใช้ โดย SOLIDWORKS 2022 เวอร์ชั่นล่าสุดได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นโดยผู้ใช้มีส่วนร่วมหลายร้อยรายการ ซึ่งสามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ เร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม ปรับปรุงคุณภาพ และเพิ่มความเร็วในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ไอเดียเริ่มต้นไปจนถึงขั้นตอนการผลิต

ด้วยโซลูชันที่หลากหลายและการปรับแต่งได้เอง ทำให้ SOLIDWORKS 2022 มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับงานจัดการขั้นตอนด้านการออกแบบ งานเอกสาร การจัดการข้อมูล และการตรวจสอบที่ผู้ใช้งานทำเป็นประจำทุกวัน โดยขั้นตอนใหม่ ฟีเจอร์ใหม่ และการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก สังคม SOLIDWORKS ที่เป็นผู้ใช้งานจริง ช่วยให้นักออกแบบและวิศวกรทำงานได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก โดยใช้เวลาดำเนินการน้อยลง นอกจากนี้ SOLIDWORKS 2022 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ของ Dassault Systèmes และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการเชื่อมต่อกับ 3DEXPERIENCE Works

SOLIDWORKS 2022 เวอร์ชั่นใหม่ ประกอบด้วย:

  • ลำดับขั้นตอนการทำงานใหม่และการปรับปรุงฟีเจอร์สำหรับงานออกแบบ การประกอบชิ้นส่วน งานวาดโครงและเก็บรายละเอียด (drawing and detailing) การจำลองและการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์
  • ฟีเจอร์ใหม่ในส่วนต่าง ๆ เช่น การสร้างแบบจำลองไฮบริดและการสร้างเกลียวภายนอกที่ได้มาตรฐาน
  • ปรับปรุงหน้าตาการผู้ใช้ โดยเพิ่มแถบเมนูลัด การจัดการการกำหนดค่า ข้อมูลด้านความเป็น 3มิติของผลิตภัณฑ์ และอื่น ๆ
  • ปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพให้กับงานประกอบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ การนำเข้าไฟล์ STEP, IFC และ DXF/DWG งานวาดโครงและเก็บรายละเอียด รวมถึงการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบอัตโนมัติโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโหมดและการตั้งค่า
  • นำเสนอข้อมูลด้านกราฟิกที่เร็วที่สุดในปัจจุบันพร้อมทั้งความสามารถในการตอบสนองและคุณภาพการแสดงผลที่ดียิ่งขึ้น
  • เข้าถึงสภาพแวดล้อมดิจิทัลสำหรับการทำงานร่วมกันของแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE เพื่อปรับปรุงนวัตกรรมและเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ
  • เข้าถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ 3DEXPERIENCE Works บนคลาวด์ของแอปพลิเคชันเพื่องานออกแบบ วิศวกรรม การจำลอง การผลิต และการกำกับดูแล

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SOLIDWORKS 2022 ของ Dassault Systèmes ได้ที่: https://www.solidworks.com/product/whats-new

เกี่ยวกับ Dassault Systèmes

Dassault Systèmes คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของDassault Systèmes ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, Compass, 3DS, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES และ 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนของ Dassault Systèmes หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ACCESSTRADE จัดสัมมนาออนไลน์ Performance Growth Summit เพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญการตลาดออนไลน์ รับมือยุคโควิด-19

แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานสัมมนาออนไลน์ Performance Growth Summit 2021 : เพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญการตลาดออนไลน์อย่างไรให้ก้าวผ่านยุคโควิด-19 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 2564 เวลา 13.00 น. – 16.00 น. 
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ที่ https://performancegrowthsummit.com/th/register

โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมชั้นนำด้านดิจิทัล มาร่วมอภิปราย และแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ความสำเร็จต่าง ๆ ในข้อมูลเชิงลึก ให้แก่นักการตลาด นักธุรกิจ เจ้าของสื่อ และบล็อกเกอร์ในประเทศไทย ให้สามารถปรับตัวและก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้ ใน 5 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย

  1. การตลาด Performance Marketing ในโควิดระลอก 3 : โอกาสที่หลายคนมองไม่เห็น (Performance Marketing in 3rd Wave : The unseen opportunities for advertisers)
  2. จัดการข้อมูลด้วยแพลตฟอร์มอย่างไร ให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Customer Data Platform)
  3. Social Data ต่อยอดธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (Utilize Social Data to improve your business)
  4. Optimize อย่างไร ให้เกิดยอดขายสูงสุด (Social Media optimize for conversion)
  5. สภาวะของการตลาดแอปพลิเคชันการเงิน

ซึ่งปัจจุบันโซเชียลมีเดีย และกระแสของ Performance Marketing มีบทบาทสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดดิจิทัลไปทั่วโลก เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการทำการตลาดได้คุ้มค่า มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และจ่ายเงินก็ต่อเมื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ สามารถวัดที่ผลลัพธ์ของแคมเปญการตลาดเทียบกับเงินที่ลงทุนได้ โดยมีการวางกลยุทธ์การตลาดควบคู่ไปกับการใช้โซเชียลมีเดีย การสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อช่วยโฆษณาหรือสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้นจากช่องทางการตลาดดังกล่าวทาง ACCESSTRADE จึงจัดงาน Performance Growth Summit ขึ้น เป็นประจำทุกปี ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และไทย

ทั้งนี้คาดว่าจะมีกลุ่มนักการตลาด, นักธุรกิจ, ผู้สนใจทั่วไป เจ้าของเว็บไซต์ต่างๆ, อินฟลูเอนเซอร์, บริษัทเอเจนซี่โฆษณา ทั้งที่ได้ใช้ performance marketing อยู่แล้ว และกำลังสนใจที่จะใช้ performance marketing ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

โดยผู้สนใจงานสัมมนาออนไลน์ Performance Growth Summit 2021 : เพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญการตลาดออนไลน์อย่างไรให้ก้าวผ่านยุคโควิด-19 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่

https://performancegrowthsummit.com/th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เหลือ 3 วันเท่านั้น ! โค้งสุดท้ายงานรับสร้างบ้าน Online 2021 “สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน” คาดยอดคนเข้าชม-ยอดจองตามเป้า

รับสร้างบ้าน Online 2021 ฮอต ล่าสุด ณ เวลา 12.00 .ของวันที่ 17 กันยายน 2564 มีผู้บริโภคให้การตอบรับสนใจเข้าชม www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com แล้วกว่า 4,000 ราย เหลือ วันสุดท้ายก่อนจบงานในวันที่ 20 กันยายน 2564 คาดยอดคนเข้าชมและยอดจองต่อเนื่องเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA)  เปิดเผยถึงความคืบหน้าถึงการจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-20 กันยายน 2564 หลังจากได้เปิดให้ ผู้บริโภค” พบกับ บริษัทรับสร้างบ้าน” ที่เป็นสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ผ่านเว็บไซต์ www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2564 ณ เวลา 12.00 มียอดผู้เข้าชมงานแล้วกว่า 4,000 ราย ส่วนยอดจองอยู่ระหว่างรวบรวมจากสมาชิกของสมาคมฯ แต่อย่างไรก็ดี ช่วงโค้งสุดท้ายของ วันที่เหลือ (วันที่18-20 กันยายน) จะมีผู้เข้าชมงานเพิ่มมากขึ้น เมื่อจบงานในวันที่ 20 กันยายน 2564 คาดทั้งยอดคนเข้าชมงานจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือมากกว่า 5,000 คน และมียอดจองปลูกสร้างบ้านต่อเนื่องจากงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

ยอดคนกว่า 4,000 คนที่เข้าชมผ่าน www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com นี้สะท้อนได้ชัดว่า ผู้บริโภคมีความสนใจหรือต้องการที่จะปลูกสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ โดยผู้บริโภคสามารถจองปลูกสร้างบ้าน เลือกแบบบ้านได้ในรูปแบบงาน Exhibition Online ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งนี่จะเป็นสัญญาณที่ดีที่จะเพิ่มแรงเหวี่ยงให้ตลาดรับสร้างบ้านโดยรวมมีความคึกคักในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 และอาจต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2565” นายวรวุฒิ กล่าว พร้อมกับกล่าวย้ำว่า เหลือเพียงอีก วันเท่านั้นที่ผู้บริโภคสามารถจองปลูกสร้างบ้าน เลือกแบบบ้านได้ครั้งแรกในประเทศไทย ในงานรับสร้างบ้าน Online 2021โดยสามารถเข้าชมได้ที่ www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัลและช่วยแก้ปัญหาที่ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการเดินทาง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถเข้าชมงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ผ่านทาง www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com และเว็บไซต์ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน www.hba-th.org ที่เป็นเว็บไซต์ศูนย์กลางให้กับผู้ที่สนใจปลูกสร้างบ้านได้เข้ามาหาข้อมูล และเข้าถึงแบบบ้านต่าง ๆ พร้อมโปรโมชั่นของสมาชิกของสมาคมฯ ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและผู้บริโภค


 

Exit mobile version