Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware พร้อมนำลูกค้าเข้าสู่ Zero Trust Security ด้วยความรวดเร็ว

นวัตกรรมของ VMware Security รูปแบบใหม่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานบนแอปพลิเคชันของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

พัลโล อัลโต, แคลิฟอร์เนีย – VMworld 2021 (21 ต.ค. 2564) — องค์กรสมัยใหม่ในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น องค์กรจึงต้องการระบบรักษาความปลอดภัยที่ครบเครื่องและโดดเด่น ด้วยโซลูชันรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม ประสิทธิภาพสูง และใช้งานง่าย จึงมีลูกค้ามากกว่า 30,000 รายให้ความไว้วางใจ VMware ในการปกป้อง modern apps และ edge native apps ขององค์กร VMware, Inc. (NYSE: VMW) ได้ทำการประกาศเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่มอบการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ปลายทาง virtual machines, และ containers ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ end-to-end Zero Trust อันเป็นก้าวใหม่ที่เปิดตัวในวันนี้

  • เข้าถึง Workload อย่างปลอดภัย ด้วย Zero Trust ภายในคลาวด์ และ data centers
  • มี Elastic Application Security Edge เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นระหว่างคลาวด์
  • VMware Cloud Disaster Recovery และ VMware Carbon Black Cloud เพื่อการป้องกัน ramsomware และกู้คืน
  • CloudHealth Secure State สำหรับ visibility และการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นข้าม public clouds
  • API security และ Kubernetes Security Posture Management เพื่อการป้องกัน modern apps ที่ดียิ่งขึ้น
  • VMware SASE และ VMware Workspace ONE สำหรับความปลอดภัยของ distributed workforce ที่ดียิ่งขึ้น

ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมของ VMware องค์กรต่าง ๆ จะได้รับการคุ้มครองตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทางไปจนถึงผู้ใช้งานอย่างสมบูรณ์บนทุกสภาพแวดล้อมในการทำงานของแอปพลิเคชัน จากการทดสอบโดยบุคคลที่สามของ SE Labs ได้ให้การรับรองว่าสภาพแวดล้อมที่สร้างบน VMware จะได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามขั้นสูงแบบต่อเนื่องได้ดียิ่งขึ้น(1) VMware NSX NDR เป็นโซลูชัน NDR รายแรกและรายเดียวที่ได้รับคะแนน AAA  จาก SE Labsในการทดสอบการตรวจจับการตอบสนองต่อการละเมิด และเร็ว ๆ นี้จะเป็นรายแรกที่มี NTA/NDR แบบ tapless ซึ่งใช้ประโยชน์จาก VMware vSphere เพื่อขยายเซ็นเซอร์ไปทุกที่ VMware Carbon Black Cloud บันทึกข้อมูลการรักษาความปลอดภัยไว้ถึง 1.2 ล้านล้านเหตุการณ์โดยเฉลี่ยในแต่ละวัน และหยุดการโจมตีจาก ransomware ได้มากกว่าหนึ่งล้านครั้งภายใน 90 วัน(2) VMware เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่มาพร้อม firewall ที่รองรับการขยายได้ถึง 20TB ที่สร้างขึ้นเพื่อการรักษาความปลอดภัยบน east-west traffic อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าลูกค้ายังสามารถลด firewall rule ลงได้ถึง 90%(2) ซึ่งทำให้การรักษาความปลอดภัยสามารถจัดการได้มากยิ่งขึ้น

Tom Gillis รองประธานอาวุโส ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงของ VMware กล่าวว่า “โซลูชันการรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานในยุคสมัยที่แตกต่างออกไป องค์กรดิจิทัลที่มีการทำงานแบบกระจายตัวสูง จะไม่สามารถใช้เครื่องมือและระบบรักษาความปลอดภัยแบบเก่าแล้วนำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถเข้ากับการทำงานในปัจจุบันและคาดหวังที่จะได้รับการป้องกันเช่นเดิมได้ VMware นำเสนอโซลูชันในการรักษาความปลอดภัยที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะ เราใช้ขุมพลังของซอฟต์แวร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบ distributed ที่รองรับการขยาย, พร้อมการออกแบบบนหลัก Zero Trust และมีรูปแบบการทำงานบนคลาวด์ เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น”

เพื่อการประมวลผล workloads บน VMware ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

VMware เป็นผู้บุกเบิกการรักษาความปลอดภัยแบบ Zero Trust บนคลาวด์ และ data centers ด้วย Secure Workload Access ลูกค้าสามารถรักษาความปลอดภัยระหว่าง workloads และ apps รวมถึงความปลอดภัยในการเชื่อมต่อข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นด้วย Secure Workload Access. VMware นำเสนอความสามารถที่โดดเด่นสำหรับ Secure Workload Access รวมถึง workload identity ที่มี authoritative context, east-west control ขั้นสูงสำหรับ Micro-segmentation, ระบบการรักษาความปลอดภัยสำหรับ workload และ API; การควบคุม cloud-to-cloud edge เช่นเดียวกับการรักษาความปลอดภัยในการเชื่อมต่อ, พร้อม distributed NDR และ web security เต็มรูปแบบ และ workload-attached policies ที่การรองรับการทำงานอัตโนมัติ และมีความยืดหยุ่นในการขยาย

ในการย้ายไปยัง data center /cloud edge โดยทั่วไประบบรักษาความปลอดภัยมักถูกติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงที่ไม่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงานของแอปพลิเคชันได้ VMware ได้ประกาศเปิดตัว Elastic Application Security Edge (EASE ที่ออกเสียงว่า “easy”(ง่าย)) เป็นรายแรก อันจะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายและความปลอดภัยของ data center/ cloud edge มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับได้ตามปริมาณการรับส่งข้อมูลของแอป VMware มาพร้อมบริการกลุ่มของ data plane ที่ยืดหยุ่น สำหรับระบบเครือข่าย, ระบบความปลอดภัย, การ observability, และ distributed architecture ที่ไม่เหมือนใครที่รองรับการขยาย อันเป็นที่มาของ EASE ที่สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความต้องการของแอป

องค์กรส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใช้ระบบรักษาความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมเพียงแบบเดียว จากการวิจัยของ VMware แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีการใช้งาน public clouds หลาย ๆ แห่งในการดำเนินธุรกิจ นอกเหนือจาก on-premises data center ขององค์กร เราจึงขอแนะนำ CloudHealth Secure State ซึ่งเป็น unified search และเครื่องมือการตรวจสอบแบบใหม่, มี Exploer 2.0 ที่ได้รับการปรับปรุงในส่วนของ visibility, ระบบรักษาความปลอดภัย, และข้อกำหนด compliance บนสภาพแวดล้อมที่มีหลาย public cloud ในคราวเดียวกัน ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการค้นหาทรัพยากรบนคลาวด์แบบ real-time, ความสามารถในการ visualize relationships, และการตรวจสอบ meta data และการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมการทำงาน รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในบัญชีคลาวด์, ในระดับภูมิภาค, และแบบมุมองเดี่ยวที่ผู้ให้บริการสามารถปฏิบัติได้

เห็นได้ชัดเจนว่า ransomware สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบโดยตรงกับองค์กร VMware ได้จัดเตรียมทั้งการป้องกันขั้นสูงและการกู้คืนอย่างรวดเร็วจาก ransomware ด้วย VMware Carbon Black Cloud ช่วยให้สามารถเปิดใช้งานได้อย่างง่ายดายเพียงเปลี่ยน VMware vCenter เป็นระบบป้องกัน ransomware ได้อย่างง่ายดายและสามารถ deploy ได้อย่างรวดเร็ว VMware ได้ประกาศความสามารถในการกู้คืนอย่างรวดเร็วในกรณีที่ ransomware ผ่านด่านป้องกันมาได้ VMware Cloud Disaster Recovery เป็นโซลูชัน DR-as-a-service (DRaaS) ที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่า ที่ช่วยกู้คืนอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นได้ตามปริมาณ, ดังนั้นองค์กรจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่ ลูกค้าสามารถใช้ประวัติเชิงลึกของ immutable snapshots ที่จัดเก็บไว้เป็นระบบไฟล์แยกบนคลาวด์, เปิดใช้งาน VM สำหรับ security evaluations แบบวนซ้ำ และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในการทดสอบระบบ automated, การ failover, และ failback ในการกู้คืนแอปและข้อมูล IT แบบ end-to-end และการตั้งค่าข้อมูลหลังจากการโจมตีของ ransomware

VMware ผู้บุกเบิกระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับ Modern App

Modern Apps นับเป็นความท้าทายสำหรับทั้งผู้ดูแลระบบความปลอดภัยและนักพัฒนา แอปพลิเคชันเหล่านี้สร้างขึ้นจากส่วนประกอบนับพันรายการที่สื่อสารผ่าน API ทำให้ API กลายเป็น endpoint ใหม่ ที่ระบบรักษาความปลอดภัยตัดแปะแบบเก่า ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความปลอดภัย

Tanzu Service Mesh เป็นการยกระดับ distributed visibility, การค้นหา และการรักษาความปลอดภัยสำหรับ API. Tanzu Service Mesh ช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือของแอป และลดจุดบอดด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ปรับตามพฤติกรรมของ contextual API. Tanzu Service Mesh รุ่นใหม่ช่วยให้นักพัฒนาและทีมรักษาความปลอดภัยมีความเข้าใจที่ดีขึ้นในการสื่อสารของ APIs ว่าเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร แม้บนสภาพแวดล้อมระหว่าง multi-cloud, เพิ่มความสามารถให้กับ DevSecOps นอกจากนี้ VMware Secure State ยังให้บริการ Kubernetes Security Posture Management (KSPM) เป็นรายแรกที่ให้ visibility เชิงลึก เพื่อหา misconfiguration vulnerabilities ระหว่างทั้ง Kubernetes clusters และการเชื่อมต่อกับ public cloud โซลูชัน Secure State KSPK ในปัจจุบันสามารถรองรับได้ 176 rules รวมถึง CIS Benchmarks สำหรับ managed services เช่น Amazon EKS, Azure Kubernetes Service และ Google Kubernetes Engine

VMware ผู้นำด้าน Anywhere Workspace Security

เมื่อสถานที่ทำงานเปลี่ยนไปเป็นที่ใดก็ได้, พนักงานจำต้องได้รับการจัดสรรระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงแอปและข้อมูลจากที่ใดก็ตามที่พวกเขาต้องการทำงาน VMware Anywhere Workspace เป็นการบูรณาการโซลูชัน workforce ที่สร้างมาเพื่ออุตสาหกรรมชั้นนำและเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลในการเสริมสร้างศักยภาพให้พนักงาน, ลดค่าใช้จ่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน, และมีระบบความปลอดภัยที่มีขอบเขตกว้างขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

VMware SASE มีบริการใหม่เพิ่มขึ้น คือ inline cloud access service Broker (CASB) ที่จะช่วยเพิ่ม visibility และควบคุมการเข้าถึงแอปพลิเคชันสำหรับฝ่ายไอทีได้ดียิ่งขึ้น ฝ่ายไอทีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประยุกต์นโยบายการจัดการสิทธิ์การเข้าใช้งานแอปพลิเคชันบนคลาวด์ และระบุการใช้หรือใช้งานแอปที่ไม่ได้รับการอนุมัติในทางที่ผิด ความสามารถในการป้องกันข้อมูลรั่วไหล หรือ Forthcoming Data Loss Prevention (DLP) จะช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม HIPAA, GDPR, PCI และกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนรั่วจากสภาพแวดล้อมที่มีการกำหนดไว้ Workspace ONE next generation รุ่นใหม่ผ่านตามข้อกำหนดในการตรวจสอบการทำงาน บนอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ และแอปพลิเคชันกว่า 1000รายการเพื่อให้มั่นใจถึงสถานะที่ต้องการ รวมถึงการดำเนินการแก้ไข โดยให้มีผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้ใช้งาน VMware Carbon Black ผสานรวมกับ Workspace ONE และได้ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของ Horizon VDI ที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยให้ distributed edge และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานที่ทำงานผ่านรีโมทในคราวเดียวกัน

สุดท้ายนี้ VMware และ Intel ได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอโซลูชันการรักษาความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมแบบ edge โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ Silicon ครอบคลุมถึงอุปกรณ์และแอปพลิเคชัน โดยโซลูชันจะสร้างการเชื่อมโยงตรงระหว่างแพลตฟอร์ม Intel vPro® และ VMware Workspace ONE เพื่อทำ out-of-band อัตโนมัติ อันจะช่วยให้ PCs มี patch ความปลอดภัยล่าสุดตาม infosec policiesไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือจะใช้งานบนระบบปฏิบัติการใดก็ตาม ด้วยการวิเคราะห์อัจฉริยะที่สามารถเข้าถึงระดับฮาร์ดแวร์ telemetry จะช่วยให้ลูกค้าสามารถลดความเสี่ยงเชิงรุกให้เหลือน้อยที่สุด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานได้มากที่สุด

เสริมศักยภาพให้ VMware Cloud Providers ด้วยนวัตกรรมสำหรับ Managed Security Services

Managed security services จะช่วยขจัดภาระในการ deploy และการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยรายวันของลูกค้า ด้วยการทำงานร่วมกันกับผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย (managed security service provider) ลูกค้าจะเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดได้เร็วยิ่งขึ้น อันช่วยปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น VMware มาพร้อมชุดของเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสร้าง managed security service portfolio ที่ครอบคลุมให้กับ VMware Cloud Provider เทคโนโลยีเหล่านี้ประกอบไปด้วย  VMware Carbon Black Cloud, VMware Cloud Disaster Recovery, VMware SASE และ VMware NSX Distributed IDS/IPS โดยทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายและให้บริการได้ทั่วโลก

ลูกค้าจะได้รับประโยชน์อะไรจาก VMware Security

DVB Bank SE ผู้ให้บริการทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรับ-ส่งเงินระหว่างประเทศ

Robert Seidemann รองประธานฝ่ายวิศวกรรมและบริการปฏิบัติการของ DVB Bank SE กล่าวว่า “DVB Bank SE มองว่า VMware เป็นพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือ มีความสามารถในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์กร (compliance) ถึงแม้สภาพแวดล้อมในการทำงานองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ VMware ช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นด้วยการลดช่องโหว่ในการโจมตีและทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยง่ายขึ้น การย้ายจากอุปกรณ์ appliances มาใช้ NSX Firewall ช่วยให้เราสามารถจำแนก distributed apps ตามระดับของ workload ได้อย่างง่ายดาย และความก้าวหน้าของ VMware Carbon Black Cloud Workload ช่วยให้เราสามารถปรับใช้การรักษาความปลอดภัยกับแต่ละแอปพลิเคชันในระดับ hypervisor”

neurothink เป็นบริษัทย่อยของ ADX Labs ที่ทำ machine learning as a service platform

ไบรอัน โรเจอร์ส ซีอีโอของ neurothink กล่าวว่า “ที่ neurothink เราให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย เสมอ ขณะที่เราสร้างแพลตฟอร์มของเรา สิ่งสำคัญคือเราต้องเลือกระบบการป้องกันอย่างรอบคอบและเหมาะสมที่สุด โดยเรามองหาระบบรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end และเราก็พบว่า VMware Carbon Black platform เป็นโซลูชันด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุด VMware Carbon Black Cloud ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ workload และ รักษาความปลอดภัยให้ container ซึ่งช่วยให้เราสามารถลดความซับซ้อนของ machine learning ให้กับลูกค้าของเราอีกที”

Axway เป็นผู้บุกเบิกการรวมข้อมูลระดับองค์กรที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

David Starler ผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ของ Axway กล่าวว่า “CloudHealth Secure State เป็นตัวขับเคลื่อนการบูรณาการระหว่างทีมที่แตกต่างกันอย่างทีมรักษาความปลอดภัย, DevOps และ R&D ของ Axway อย่างแท้จริง CloudHealth Secure State สามารถแจ้งข้อมูลที่มีความเสี่ยงต่อระบบคลาวด์ได้อย่างอัจฉริยะ ช่วยให้แต่ละทีมสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยที่ความแตกต่างกันบนคลาวด์ได้ บริการนี้มีความพิเศษในการนำเสนอ context เพิ่มเติมที่มักจะไม่พบเห็นบนระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์”

การอ้างอิง

  1. SE Labs, Breach Response Test, VMware NSX Network Detection and Response,สิงหาคม2564
  2. VMware Internal Analysis,สิงหาคม 2564
  3. VMware Internal Analysis,สิงหาคม 2564
  4. VMware Internal Analysis,สิงหาคม 2564

ก้าวเข้าสู่ยุคของ Multi-Cloud ไปกับ VMware

ที่งาน VMworld 2021, VMware ได้ทำการเปิดตัวกลยุทธ์ใหม่ ที่จะช่วยนำลูกค้าก้าวเข้าสู่ยุคของ multi-cloud และเร่งสร้างนวัตกรรมอย่างมีอิสรภาพ มีความยืดหยุ่น และมีความปลอดภัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับวิธีการที่ VMware นำเสนอเส้นทางการใช้งานคลาวด์ที่ชาญฉลาดสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล สำหรับข่าวสารเพิ่มเติม โปรดไปที่ VMworld 2021 media kit


เกี่ยวกับ VMworld 2021

VMworld 2021 คือ งานคลาวด์คอมพิวติ้งและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับโลก VMworld ประกอบไปด้วยการประชุมอบรมและห้องปฏิบัติการที่ไม่ซ้ำกันมากกว่า 600 รายการ พร้อมกับสปอนเซอร์มากกว่า75 ราย รวมถึงกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ต่อยอดเชิงธุรกิจหลากหลายรายการ อันช่วยเร่งความเร็วในการเกิด software-defined business ตั้งแต่อุปกรณ์เคลื่อนที่ไปถึง data center และระบบคลาวด์ ผู้เข้าร่วมงาน VMworld สามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นในการสร้าง cloud landscape ใหม่และปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจของตน เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMworld โปรดไปที่ : www.vmworld.com

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านบริการ multi-cloud สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อส่งมอบนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลสำหรับระดับองค์กรขนาดใหญ่ บนพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ช่วยเพิ่มความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานในอนาคต VMware ที่มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, CloudHealth, NSX, Carbon Black, Workspace ONE, vCenter, Tanzu  และ VMworld เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ ได้ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ VMware ซึ่งสร้างและดูแลโดยบุคคลที่สามและมีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาในเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 3 ธีมหลักเทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2564

โดย นายไบรอัน เบิร์ค รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์

สินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำซ้ำไม่ได้ (Nonfungible tokens – NFTs) มนุษย์ดิจิทัล (Digital Humans) และ Physics-Informed AI เข้ามาร่วมเป็น 25 เทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ของปีนี้

เมื่อต้นปีบริษัทรับจัดประมูลชั้นนำอย่าง “คริสตีส์” ได้เปิดประมูลผลงานชิ้นเอกสองชิ้น ซึ่งการประมูลครั้งนี้เปิดรับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ด้วย พร้อมยังเสนอขายงานศิลปะที่สร้างสรรค์ด้วยดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยี nonfungible token (NFT)

ผลงานของศิลปินดิจิทัล “บีเพิล (Beeple)” สามารถขายได้สูงกว่า 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท) ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการสร้างรายได้แบบใหม่ และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นระบบนิเวศดิจิทัลใหม่ทั้งหมด

NFT เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนที่มีความเฉพาะตัวและเชื่อมโยงกับทรัพย์สินในโลกความเป็นจริง เช่น ศิลปะดิจิทัลหรือดนตรีดิจิทัล รวมถึงสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่จับต้องได้และแปลงเป็นเหรียญโทเคน อาทิ บ้านหรือรถยนต์ ในกรณีของผลงานศิลปะ เทคโนโลยี NFT จะตรวจสอบที่มา ความเป็นเจ้าของ และการเข้าถึง ซึ่ง NFTs จะใช้บล็อกเชนสาธารณะที่ไม่สามารถแก้ไขหรือดัดแปลงได้ ในเดือนที่ผ่านมาตลาดนี้มีมูลค่าสูงมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)

ดาวน์โหลด: 2020-2022 Emerging Technology Roadmap for Large Enterprises

NFTs ยังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในวงจรการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ของการท์เนอร์ในปี 2564 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีเทคโนโลยีสุดล้ำถึง 25 รายการที่จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อการทำธุรกิจและสังคมในช่วงสองถึงสิบปีข้างหน้านี้

คลิกฟัง: Behind the Research: The Gartner Hype Cycle 

นายไบรอัน เบิร์ค รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นความท้าทายแม้กระทั่งองค์กรที่เน้นนวัตกรรมเป็นหลัก ซึ่งการที่องค์กรต่าง ๆ มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัลหมายความว่าคุณต้องเร่งสปีดในการเปลี่ยนแปลงและก้าวข้ามผ่านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงเหล่านี้ด้วย”

เทคโนโลยีต่าง ๆ ในปีนี้ นั้นได้รับการคัดเลือกโดยพิจารณาถึงศักยภาพในการสร้างประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง ภายใต้ 3 แกนหลัก ดังนี้:

  1. ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม (Engineering trust)
  2. การเติบโตอย่างเร่งด่วน (Accelerating growth)
  3. การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปร่าง (Sculpting change)

ธีม 1: ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม

ทีมไอทีในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัล พวกเขาจะต้องออกแบบและพัฒนาแกนหลักของธุรกิจให้เป็นที่มั่นใจให้ได้ ซึ่งต้องมีทั้งความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ และต้องสร้างขึ้นโดยยึดแนวทางปฏิบัติในด้านการทำงานที่สามารถทำซ้ำ พิสูจน์ ปรับขนาดได้ และมุ่งเน้นนวัตกรรม โดยแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะสร้างแกนหลักและรากฐานธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นสำหรับไอทีเพื่อส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจต่อไป

ตัวอย่างเช่น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบเรียลไทม์เป็นบริการหนึ่งที่ช่วยให้รับทราบสถานการณ์เกี่ยวกับองค์กรโดยรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยทั่วไปแล้ว องค์กรด้านความปลอดภัยแบบสาธารณะจะมีวิธีการเก็บรวบรวมฐานข้อมูล เซ็นเซอร์ วิดีโอ และมีระบบสื่อสารของตนสำหรับสร้างเป็นศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม บริการนี้ยังช่วยลดความซับซ้อนของฟังก์ชันเรียลไทม์ของศูนย์บัญชาการ โดยเริ่มต้นมาจากการสร้างศูนย์เรียลไทม์ยุคใหม่เพื่อลดปัญหาด้านอาชญากรรม อย่างไรก็ดีมีรูปแบบการนำไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ นำไปใช้ในการจัดการไฟป่า ภัยธรรมชาติ กิจกรรมหรืองานพิเศษต่าง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรับมือกับการแพร่ระบาด

ความท้าทายสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลทั้งหมด (อาทิ ข้อมูลพื้นฐาน วิทยุ IoT การแจ้งเตือนจำนวนมาก เครื่องอ่านป้ายทะเบียน และการติดตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์) มักเป็นของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ถึงอย่างไรศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ที่เป็นบริการนี้ยังสามารถปรับปรุงและพัฒนาเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้

อ่านเพิ่มเติมที่ Data Fabric Architecture is Key to Modernizing Data Management and Integration

เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อยู่ในธีม “ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม” ได้แก่ Sovereign Cloud, Homomorphic Encryption และ Data Fabric.

ธีม 2: การเติบโตอย่างเร่งด่วน (Accelerating growth)

หากแกนหลักธุรกิจมีความน่าเชื่อถือแล้ว ผู้นำไอทีและซีไอโอต้องมุ่งเน้นที่ความคิดริเริ่มใหม่ ๆ สำหรับใช้ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับองค์กร นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงทางเทคโนโลยีกับความเสี่ยงทางธุรกิจ และต้องสร้างความมั่นใจได้ว่าเป้าหมายการเติบโตขององค์กรยังคงเป็นไปได้และจะบรรลุผลสำเร็จตามแผน

ลองพิจารณาถึง มนุษย์ดิจิทัล (Digital Humans) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้คนในแบบดิจิทัล โดยเทคโนโลยีนี้มอบโอกาสให้กับบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตและเปิดช่องทางหารายได้ใหม่ ๆ พวกเขาสามารถเป็นอวาตาร์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรืออินเทอร์เฟซผู้ใช้ในกระดานการสนทนา อาทิ แชทบ็อตหรือลำโพงอัจฉริยะ ซึ่งการโต้ตอบในลักษณะนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI โดยมีพฤติกรรมแบบเดียวกับมนุษย์ ซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึง UI การสนทนา CGI และแอนิเมชั่น 3 มิติแบบเรียลไทม์อัตโนมัติ

มีรูปแบบการใช้งานเกิดขึ้นมากมายสำหรับเทคโนโลยีฮิวแมนนอยด์ในการฝึกอบรมของฝ่ายบุคคล การสื่อสาร การดูแลทางการแพทย์ และการบริการลูกค้า โควิด-19 ผลักดันศักยภาพของเทคโนโลยีและเปิดประสบการณ์ไร้สัมผัส เพื่อต่อสู้กับความโดดเดี่ยวทางด้านสังคมและการดูแลผู้สูงอายุ มนุษย์ดิจิทัลได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์สารคดี แสดงในงานประชุม และทำหน้าที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อแบรนด์ นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไปไม่สุดแล้ว ยังมีอุปสรรคทางสังคมและความกังวลด้านจริยธรรมที่ฉุดรั้งและสร้างความท้าทายให้กับมนุษย์ดิจิทัล แต่ศักยภาพในการสร้างผลกระทบและความแตกต่างทางธุรกิจกำลังผลักดันให้บางองค์กรไล่ตามเทคโนโลยีนี้

เทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้ธีม “การเติบโตอย่างเร่งด่วน” ได้แก่ Multi-experience, Industry Cloud และ Quantum ML

ธีม 3: การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปร่าง (Sculpting change)

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ กุญแจสำคัญคือเราต้องตระหนักถึงการหยุดชะงักและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับแต่งและจัดการกับสิ่งใดก็ตามที่อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วน โดยคุณต้องคาดการณ์และปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี Physics-Informed AI (PIAI) คือ AI ที่ใช้สร้างแบบจำลองทางกายภาพและทางวิทยาศาสตร์ได้ โดย PIAI ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในฐานะตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสำหรับการสร้างแบบจำลองในระบบที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยากต่อการสร้างแบบจำลองเมื่อพิจารณาจากรายละเอียด

อ่านเพิ่มเติม: How to Make AI Trustworthy

โมเดล AI ดิจิทัลแบบดั้งเดิมมีความสามารถในการปรับตัวที่จำกัด เนื่องจากไม่สามารถสรุปข้อมูลทั่วไปได้นอกเหนือจากข้อมูลที่ถูกป้อนและสอนมา PIAI สร้างรูปแบบการนำเสนอในบริบทของผลิตภัณฑ์ทางกายภาพที่เชื่อถือได้มากขึ้น โควิด-19 ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของโมเดลธุรกิจที่เปราะบาง แต่ PIAI สร้างรูปแบบการนำเสนอในบริบทและนำเงื่อนไขต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อช่วยให้ระบบทำงานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างระบบที่ปรับเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างระบบจำลองการทำธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและปรับแต่งได้ โดยมีความน่าเชื่อถือสำหรับสถานการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ ในธีมนี้ ประกอบด้วย Composable Applications, Composable Networks และ Influence Engineering.

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พลิกองค์กรด้วยนวัตกรรม พูดง่ายทำยาก แต่ Wildcats ช่วยได้ ด้วยพลังของคน “GenWild”

ในยุคที่ใครๆ ก็บอกว่าแบรนด์ต้องสร้างนวัตกรรม แต่การสร้างนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ยิ่งสำหรับองค์กรใหญ่ๆ ที่ถึงจะมีพร้อมทั้งทรัพยากรบุคคลหรือ เงินทุน แต่ก็มีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งข้อจำกัดเยอะ

“นวัตกรรม” เกิดมาเพื่อแก้ “ปัญหา” แน่นอนว่าที่แบรนด์ต่างๆ อยากสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้กับลูกค้า แต่ไม่มีแบรนด์ไหนจะเข้าใจลูกค้าได้มากเท่ากับลูกค้าหรอกจริงมั้ย?

นี่มันยุคของ C2B แล้ว!

Consumer Centric อยากจะทำให้แบรนด์ยืนระยะได้ยาวแค่ไหนการทำให้ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการมองเห็นปัญหาของลูกค้า แต่ด้วยข้อจำกัดมากหมายขององค์กรขนาดใหญ่ หลายครั้งการทำให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่จะมาช่วยแก้ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

Start With Why จุดกำเนิด Wildcats กับคำถามว่า “ทำไม” เราไม่ให้คนที่เจอปัญหามาช่วยแก้ปัญหานั้นซะเองเลยละ!

เมื่อแบรนด์ (Business) มีทั้งเงินทุนและโอกาส ส่วนลูกค้า (Consumer ) มีปัญหา และสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่สิ่งที่ขาดคือคนกลางที่จะพาทั้งสองมาเจอกัน

Wildcats คือแพลตฟอร์มที่จะเชื่อมต่อ Consumer ให้ไปเจอกับ Business ได้อย่างไร้รอยต่อ และช่วยต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมขึ้นมาจริงๆ

ชุมชนคน “GenWild”

GenWild ไม่ได้มีเพื่อมาบอกขอบเขตปีเกิดหรืออายุว่าเป็นคนเจนไหน แต่เป็นคำเรียกของผู้คนหลากหลายเจนที่มี “ความฝัน” ที่จะเปลี่ยนโลกด้วย “นวัตกรรม”

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่องค์กรหรือแบรนด์จะสามารถหาคนรุ่นใหม่ ที่หลงใหลในการสร้างนวัตกรรม มาอยู่ในองค์กรได้จำนวนมากและหลากหลาย เท่ากับที่ Wildcats มีจนสามารถเรียกว่าเป็นชุมชนของคน GenWild ได้

และเหล่านักสร้างนวัตกรรมรุ่นใหม่จำนวนมาก ก็ไม่สามารถเข้าถึงองค์กรหรือเงินทุนที่จะมาช่วยทำให้นวัตกรรมที่ตัวเองคิดเกิดขึ้นได้เช่นกัน

Wildcats มองเห็นและมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวิธีที่จะขับเคลื่อนธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยผู้บริโภคอย่างแท้จริง

Fail Fast, Fail Cheap, Fail Forward

เมื่อคนในองค์กรไม่มีเวลา และจำนวนมากพอให้กับความผิดพลาด Wildcats คือตัวช่วยที่ดีที่สุด แน่นอนว่าการสร้างนวัตกรรมนั้นต้องเจอความล้มเหลว ผิดพลาดจำนวนมากถึงจะเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับองค์กรที่ต่างคนต่างมี KPI ของตัวเองที่ต้องไปให้ถึง ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้บ่อย

แต่สำหรับ Wildcats ที่มีชุมชนคน GenWild จำนวนมาก ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยหาไอเดียใหม่ๆ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ผิดพลาดที่เล็ก เรียนรู้ เริ่มใหม่ และสามารถทำได้พร้อมๆ กันหลายๆ โปรเจ็กต์ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย

โมเดลนี้จึงเป็นโมเดลแห่งอนาคตที่แบรนด์จะสามารถ ได้ทดลองสิ่งต่างๆ ผ่านสุมมติฐานของลูกค้าที่พบเจอปัญหาจริงๆ ได้ที่ละจำนวนมากๆ เพื่อหานวัตกรรมที่ดีที่สุด และต่อยอดไปจนเกิดเป็นสินค้าจริงๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จากสิงคโปร์ สู่ ไทย และเป้าหมายใหญ่ SEA

Wildcats เริ่มจากสิงคโปร์ และได้มีส่วนร่วมในการผลักดันให้นวัตกรรมและการลงทุนจริงๆ มาแล้วกว่า 5 ประเทศ

และวันนี้ Wildcats ก็พร้อมแล้วที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อ “นักสร้างสรรค์นวัตกรรม” และ “องค์กร” ที่ต้องการนวัตกรรม และผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย 

และเป้าหมายสำคัญที่จะไปต่อคือการทำให้ SEA เป็นศูนย์กลางของการสร้างนวัตกรรมของโลก! ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป 

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เห็นปัญหาและต้องการโอกาส หรือคุณจะเป็นคนที่ต้องการนวัตกรรมและพร้อมให้โอกาส เข้ามาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และเข้ามาเป็นหนึ่งในชุมชนคน GenWild กับเราได้ที่นี่ http://www.wildcats.io/  


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คลังสินค้า ออฟฟิศเมท คว้า 3 รางวัล สถานประกอบกิจการดีเด่น จาก สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ฉะเชิงเทรา

คลังสินค้า ออฟฟิศเมท  ในเครือเซ็นทรัลรีเทล  คว้า 3 รางวัล ด้านแรงงาน จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  จ. ฉะเชิงเทรา ได้แก่ รางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน, รางวัลมาตรฐานการป้องกันและการแก้ไขปัญหายาเสพติด  ในสถานประกอบการ และ รางวัลสถานประกอบการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2564 โดย นายไมตรี ไตรติลานันท์  ผู้ว่าราการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้มอบ

ทั้งนี้ ออฟฟิศเมท ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคลังสินค้ามาตรฐานสากล รวมถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของแรงงาน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงาน  สวัสดิการที่เป็นธรรม และการสร้างความมั่นคงในอาชีพแก่พนักงานทุกระดับ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Eaton ประเทศไทย รุกบริการหลังการขาย สร้างความมั่นใจด้วยทีม service แบบครบวงจร

อีตั้น อีเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด (EATON)  เป็นบริษัทจัดการพลังงานแบรนด์ดังจากอเมริกา ซึ่งมียอดขาย 17.9 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 ที่ผ่านมา อีตั้นมีโซลูชั่นเพี่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าของเราจัดการระบบไฟฟ้าและระบบสำรองไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย คุ้มค่าและยั่งยืน โดยอีตั้นมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 92,000 คน และมีสำนักงานในประเทศต่างๆ มากกว่า 175 ประเทศ

นายมนตรี กองสมบัติ Regional Service Manager บริษัท อีตั้น อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด (EATON) ได้กล่าวว่า “ทีมเซอร์วิส ของอีตั้น มีความพร้อม และมุ่งมั่นในการบริการให้กับลูกค้าไม่ได้มีเพียงการบริการหลังการขายเท่านั้น เราเริ่มตั้งแต่การให้คำแนะนำ สำรวจหน้างานเพื่อออกแบบโซลูชั่นทางไฟฟ้าและระบบสำรองไฟที่เหมาะสมตรงกับความต้องการของลูกค้า  การติดตั้งและทดสอบระบบเพื่อส่งมอบงาน การทำ preventive maintenance ตามกำหนดระยะเวลา รวมไปถึง การให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ทางทีมงานพร้อมเข้าไปดูแลทันทีในรูปแบบ 24/7 โดยทีมงานที่ผ่านการ Certified และมีทักษะความรู้ รวมทั้ง อุปกรณ์เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน

 “ในสภาวะปัจจุบันนี้ เราต้องยอมรับว่า นอกจากชื่อเสียงของแบรนด์และคุณภาพของสินค้าแล้ว ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างคือ ศักยภาพในการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขาย ซึ่งลูกค้านำมาประกอบการตัดสินใจเพื่อความมั่นใจในความต่อเนื่องทางธุรกิจ นั่นจึงทำให้ทีมเซอร์วิสของเราเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมไปถึงแผนธุรกิจของปีหน้า เรายังคงมุ่งเน้นการให้บริการที่รวดเร็ว ด้วยทักษะความรู้ความสามารถที่ดีเยี่ยมของทีมงานและอุปกรณ์ตรวจสอบที่ทันสมัย ครอบคลุมการให้บริการทั้งเปลี่ยนเครื่องหรือซ่อมแซมทั่วทั้งประเทศไทยแบบออนไซต์ และกำลังมีแผนที่จะพยายามขยายฐานไปยังลูกค้าที่มีระบบไฟฟ้าหรือเครื่องสำรองไฟรุ่นเดิมและต้องการเปลี่ยนใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย” นายมนตรีกล่าวเสริม

นอกจากการให้บริการที่ครบวงจร ทีมเซอร์วิสของอีตั้นยังมี Call Center และทีมงานดูแลที่สแตนด์บายคอยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในการที่จะรับแจ้งเหตุเมื่อเกิดปัญหาและพร้อมเข้าหน้างาน

เพื่อสร้างความอุ่นใจในการให้บริการให้กับลูกค้า อีตั้นจึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วไทยในการดูแลระบบไฟฟ้าและระบบสำรองไฟ “เพราะอีตั้นตระหนักว่าการบริการที่ยอดเยี่ยมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจของคุณ” สนใจข้อมูลเพิ่มเติม www.eaton.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

APP จัด Virtual Event เปิดตัว AppliCAD as a Service
ติดปีกอุตสาหกรรมการผลิต ตอบโจทย์การทำงานยุคดิจิทัล

ดร.อิสระ อัคราพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) หรือ APP ผู้จัดจำหน่ายโซลูชั่น ด้านการออกแบบอย่างครบวงจร ทั้งซอฟต์แวร์การออกแบบด้านอุตสาหกรรม และด้านสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ และการให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7-8 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ทาง APP ได้จัดงาน AppliCAD’s 3DExperience SOLIDWORKS Day 2022 ขึ้น ซึ่งเป็น Virtual Event อย่างเต็มรูปแบบ ถือว่าเป็นวิวัฒนาการของบริษัทสู่การให้บริการที่ครบวงจรและเป็นมืออาขีพ ซึ่งเราเรียกว่า AppliCAD as a Service เป็นการเปิดตัวรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การทำงานแบบดิจิทัลพร้อมขับเคลื่อนโซลูชันภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป

ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่

3DEXPERIENCE แฟลตฟอร์มที่สร้างประสบการณ์ทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเรื่องการทำงาน และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่อง IT Infrastructure ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม ลดความสูญเสียทั้งเวลา และทรัพย์สินจากการประสานงานที่ยังขาดระบบควบคุมที่เหมาะสม ซึ่งนับเป็นเครื่องมือหลักที่รองรับการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การตลาด การขาย การออกแบบ ไปจนถึงงานด้านวิศวกรรมซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคได้อย่างง่ายดายด้วยการทำงานที่สอดคล้องกับแนวโน้มในปัจจุบันและอนาคต ในรูปแบบบนระบบคลาวด์ (Cloud) หรือ Online แบบเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา บนทุกอุปกรณ์

XR service (Extended Reality) หรือ 3D Virtual Solution ธุรกิจให้บริการโลกเสมือนจริง โดยให้บริการทำ Virtual Showroom เข้าชมสินค้าเสมือนจริงให้เเก่ลูกค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี่, Virtual Industrial การเยี่ยมชมโรงงานเสมือนจริง, Virtual Events หรือ Virtual Exhibition การจัดงานเเสดงสินค้าเสมือนจริง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจในยุค New Normal เช่น Virtual Boutique ของ Grand Seiko, Mercedes-Benz Showroom เป็นต้น

บริษัทยังพัฒนา ERP System บน Opensource Platform พร้อมให้บริการภายใต้แบรนด์ของ AppliCAD ERP (APE) กับการจัดการข้อมูลด้านอุตสาหกรรมการผลิตไทยเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพการแข่งขันที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทประเมินทิศทางในอนาคต หากหลายอุตสาหกรรมมีการปรับวิถีการดำเนินงานเพื่อเอาชนะและลดความเสี่ยงจากโรคระบาด ยิ่งตอกย้ำว่า Digital transformation จะเข้ามารับการเปลี่ยนแปลงและเป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินชีวิต ตลอดจนภาคการผลิตมีการตื่นตัวในการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในสายการผลิตสู่การเป็น Smart Manufacturing ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม บริษัทคาดว่าธุรกิจใหม่ดังกล่าวจะสามารถทำรายได้ให้เติบโตได้อย่างมากในอนาคต สนใจโซลูชั่นด้านการออกแบบสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม, ดาวน์โหลดโปรแกรมทดลองใช้, อบรมฟรี ได้ที่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มประกาศเดินหน้าพัฒนาทักษะ 30 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2573 – จับมือภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษาไทย ปั้นบุคลากรทักษะไอที

วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE: IBMประกาศความมุ่งมั่นและแผนสำคัญระดับโลกในการสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับงานในอนาคตให้คน 30 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2573 พร้อมประกาศโร้ดแมพที่ชัดเจนในการร่วมมือกับพันธมิตรภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมรายใหม่กว่า170 รายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยไอบีเอ็มจะใช้ประโยชน์จากโครงการและแพลตฟอร์มด้านการพัฒนาคนสู่สายอาชีพที่มีอยู่ ในการขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนการสอนและตำแหน่งงานด้านเทคนิคที่กำลังเป็นที่ต้องการในตอนนี้
“ทาเลนท์มีอยู่ทุกที่ แต่ว่าโอกาสทางการศึกษาไม่ได้มีอยู่ในทุกที่” อาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอ ของไอบีเอ็มกล่าว “และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเดินหน้าอย่างจริงจังและในสเกลที่ใหญ่ ในการขยายโอกาสการเข้าถึงทักษะดิจิทัลและการจ้างงาน เพื่อให้กลุ่มคนในวงกว้างสามารถได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นใครและมีพื้นเพอย่างไร วันนี้ไอบีเอ็มมุ่งมั่นที่จะมอบทักษะใหม่ๆ ให้คน 30 ล้านคนภายในปี 2573 เพื่อเปิดโอกาสให้กับทุกคน ลดช่องว่างด้านทักษะที่กำลังเพิ่มขึ้น และมอบเครื่องมือที่จำเป็นให้กับคนทำงานรุ่นใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขาและของสังคมเรา”
ความยากลำบากในการหาคนที่มีทักษะเหมาะสมกับงานคือปัญหาที่นายจ้างทั่วโลกกำลังเผชิญ และสิ่งนี้กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จากข้อมูลของ World Economic Forum (WEF) การปิดช่องว่างด้านทักษะทั่วโลก จะสามารถเพิ่ม GDP โลกได้ 11.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571 โดย WEF ระบุว่าภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันในด้านการศึกษาและฝึกอบรม เพื่อให้ก้าวทันความต้องการของตลาด ความเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความก้าวล้ำของเทคโนโลยีที่เดินหน้าไม่หยุดยั้ง
โครงการสำหรับทุกคน
โครงการด้านการศึกษาของไอบีเอ็มมีความเฉพาะตัวและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีรูปแบบที่หลากหลายและปรับได้ตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นการสะท้อนความเข้าใจของไอบีเอ็มที่มองว่าแนวทางแบบ one size fits all หรือการใช้แนวทางเดียวกับทุกคน ไม่ใช่แนวทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ โครงการของไอบีเอ็มครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาด้านเทคนิคสำหรับเยาวชนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการฝึกงานและการฝึกทักษะในสถานที่ทำงาน ควบคู่ไปกับการให้คำแนะนำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็ม รวมถึงการเปิดหลักสูตรออนไลน์ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคนได้ และเข้าเรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ไอบีเอ็มวางแผนที่จะมอบการศึกษาแก่คน 30 ล้านคนผ่านโครงการต่างๆ ที่มีความครอบคลุม รวมถึงผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานหลักของภาครัฐ (และหน่วยงานด้านการจ้างงาน) นอกจากนี้ยังขยายความร่วมมือไปยังองค์กรเอกชน โดยเฉพาะองค์กรที่มุ่งเน้นคนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเยาวชนที่ด้อยโอกาส กลุ่มสตรี และกลุ่มทหารผ่านศึก โดยไอบีเอ็มได้ผลักดันอย่างต่อเนื่องให้ภาคเอกชนทั่วโลกเปิดกว้างและขยายโอกาสให้กับคนกลุ่มน้อยและกลุ่มคนที่ขาดโอกาส
ในประเทศไทย ไอบีเอ็มจะเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนพันธกิจของประเทศในการสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเชิงบูรณาการ ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยผ่านความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในโครงการ P-TECH ที่ใช้เวลาเรียนห้าปี ปัจจุบันได้มีความร่วมมือกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาแล้วสี่แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย และวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา โดยนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนในหลากหลายมิติจากพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมการให้คำปรึกษาแนะนำ การดูงาน และการฝึกงานเชิงทักษะแบบได้รับค่าตอบแทน รวมถึงวิชาเรียนต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการเติบโตของผู้เรียน ทั้งในมุมวิชาการและมุมวิชาชีพ
“ไอบีเอ็ม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมของเรา อันประกอบด้วยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำงานร่วมกันภายใต้ความพยายามในการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ของประเทศ พร้อมยกระดับความเป็นเลิศทางวิชาการ และเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนด้วยชุดทักษะที่จะเป็นที่ต้องการอนาคต” ปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าว “เรามุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา เพื่อช่วยสร้างคนทำงานที่มีทักษะและพร้อมสนับสนุนก้าวย่างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เรียกร้องให้ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อลดคาร์บอน ด้วยการเร่งสู่เส้นทาง Net Zero

กรุงเทพฯ -12 ตุลาคม 2564 – โลกสามารถเร่งการดำเนินการด้านสภาพอากาศอย่างเร่งด่วนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573 สอดคล้องตามคำกล่าวของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก ประจำปี 2564 โดย Corporate Knights ซึ่งในการเปิดตัวงาน Innovation Summit World Tour 2021 ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เปิดเผยประเด็นสำคัญที่สนับสนุนเส้นทางเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ตามที่กำหนดอยู่ในรายงาน “ความจำเป็น 2030: การแข่งขันกับเวลา” จากสถาบันวิจัยความยั่งยืนชไนเดอร์ อิเล็คทริค

Innovation Summit World Tour เป็นงานสำคัญประจำปีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีขึ้นระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม ถึง 12 พฤศจิกายน) เพื่อจัดการกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกและเพื่อแนะแนวทางให้ลูกค้า คู่ค้า หน่วยงานที่กำกับดูแล รวมไปถึงผู้กำหนดนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพื่อกำจัดคาร์บอนในเศรษฐกิจโลกในทศวรรษนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมไปถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Electricity 4.0 และ Next-generation automation

ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกำจัดคาร์บอนโดยเร็ว

คำกล่าวปราศัยช่วงเปิดงาน Innovation Summit World Tour ของนายฌอง มุ่งกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมงานใช้มาตรการสำคัญในการกำจัดคาร์บอน พร้อมนำเสนองานวิจัยของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นพิมพ์เขียวเพื่อเป็นแนวทางมุ่งสู้เป้าหมายในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส รายงานดังกล่าวได้ให้รายละเอียดถึงความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30-50 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วงทศวรรษนี้ เทียบกับระดับปัจจุบัน หากพลาดจุดนี้ไปก็อาจจะเป็นไปได้ยากที่จะจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิให้อยู่ที่ระดับ 1.5°C ตามที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel for Climate Change หรือ IPCC) ได้กำหนดกรอบไว้

สถาบันวิจัยความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำเสนอแบบจำลองที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่สามารถลดคาร์บอน 10 กิกะตันต่อปี (10GtCO2/y) ได้จริงภายในปี 2030 รายงานดังกล่าว เน้นที่องค์ประกอบย่อยของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก จาก 50GtCO2e/y การจำลองสถานการณ์ “ความจำเป็นในปี 2030” พบโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30% (10GtCO2e/y) จากฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งหมดที่ 30GtCO2/y ซึ่งเป็นการเร่งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้เมื่อเร็วๆ นี้ (อยู่ในราว 3GtCO2e/y ที่คิดเป็น 10% ของเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษ) อย่างไรก็ตาม ยังมีการปล่อยก๊าซที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานประมาณ 20GtCO2e/ปี ซึ่งไม่ครอบคลุมในแบบจำลองของรายงานนี้

พร้อมกันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรต่างๆ พยายามมากขึ้น 3-5 เท่า ทางสถาบันเชื่อว่าทางเดียวที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและเป็นจริงได้ คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาปรับใช้ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการขจัดคาร์บอนในอาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรม แนวทางนี้นับเป็นการซื้อเวลาเพื่อจัดการกับภาคส่วนที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ค่อนข้างยาก โดยแบบจำลองแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทางเลือกอื่นจะสร้างภาระให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก

“แม้จะมีแรงผลักดันเรื่องความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่นำเป้าหมายที่ท้าทายมาช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานวิจัยชิ้นนี้เผยให้เห็นว่าเราต้องเร่งให้เร็วขึ้นอย่างไร ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราคือส่วนหนึ่งของโซลูชันที่แตกต่างอย่างโดดเด่น โดยในการสนับสนุนองค์กรต่างๆ ให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างรวดเร็วและปฏิบัติตามพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ เราได้เร่งขยายธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพื่อความคืบหน้าอย่างมีนัยในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและเป้าหมายการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ” นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานและซีอีโอของชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สิ่งที่องค์กรต้องการในวันนี้คือพันธมิตรที่เชื่อถือได้ ผู้ผสานรวมทั้งเรื่องการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการกำหนดเป้าหมายด้วยการติดตั้งโซลูชันที่ได้รับการพิสูจน์ในเรื่องของประสิทธิภาพมาแล้ว เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม จากที่เราได้ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามความท้าทายด้านความยั่งยืนมากมายด้วยตัวเอง และในการดำเนินการดังกล่าวจนประสบความสำเร็จด้วยการนำโซลูชันด้านระบบไฟฟ้าและดิจิทัลระดับโลกมาใช้ในโรงงานของเรา เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะช่วยให้ผู้อื่นดำเนินการได้เร็วยิ่งขึ้นและไปได้ไกลขึ้น”

กลยุทธ์และโซลูชันเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่า

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้อาศัยฐานความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนและการยึดเป้าหมายของดัชนีด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์สำหรับปี 2564-2568 ด้วยการเร่งดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนทั่วโลก พร้อมขยายบริการด้านพลังงานและความยั่งยืนโดยต่อยอดจากความสำเร็จในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลา 10 ปี

ปัจจุบัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือผู้นำระดับโลกด้านประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการพลังงาน การจัดหาพลังงานหมุนเวียน การออกรายงานเกี่ยวกับคาร์บอน การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และการลดการปล่อยคาร์บอนในซัพพลายเชน โดยให้บริการซอฟต์แวร์และบริการด้านคำปรึกษาแก่บริษัทใน Fortune 500 มากกว่า 30% ซึ่งลูกค้า ได้แก่ Johnson & Johnson, Walmart, Faurecia, Kellogg, Takeda, Velux Group, Unilever และ T-Mobile เป็นต้น

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านบริการให้คำปรึกษาที่เป็น “เป้าหมายที่ท้าทาย + การดำเนินการ” ของชไนเดอร์ คือเหตุผลที่ขับเคลื่อนการขยายตัว ซึ่งรวมถึงปัจจัยต่อไปนี้

  • บริการให้คำปรึกษาในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ และการลดคาร์บอนในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
  • บริการด้านการสื่อสาร ซึ่งรวมถึงการรายงาน/การประเมินด้าน ESG และการเรียกร้องเกี่ยวกับความยั่งยืนและเรื่องของชื่อเสียง
  • บริการเรื่องของการหมุนเวียนและการตรวจสอบย้อนกลับ
  • โมดูล ESG สำหรับแพลตฟอร์ม EcoStruxure™ Resource Advisor ที่ได้รับรางวัลเพื่อใช้ในการติดตามมาตรการด้านสังคมและการกำกับดูแล

การเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสู่ระบบดิจิทัล

หนึ่งในเป้าหมายที่ท้าทายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการผลักดันนวัตกรรมที่ให้ความยั่งยืน และสร้างเส้นทางไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยการช่วยให้ลูกค้าในหลายภาคส่วนคิดค้นนวัตกรรมและย้ายไปสู่ระบบเปิดที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดายผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงแนวทางที่ช่วยให้ทำธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดย ในงาน Innovation Summit World Tour ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมดิจิทัล ที่ช่วยลดคาร์บอนภายในบ้าน ในอาคาร ในดาต้าเซ็นเตอร์ ในโครงข่ายพลังงาน และอุตสาหกรรมต่างๆ

ไฟฟ้า 4.0 : ขับเคลื่อนโลกไฟฟ้าใบใหม่ด้วยพลังงานสีเขียวอัจฉริยะ

ในวันนี้ เรากำลังเห็นการหลอมรวมของดิจิทัลและไฟฟ้าด้วยซอฟต์แวร์ ไฟฟ้าทำให้พลังงานเป็นสีเขียวและเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการลดคาร์บอน ดิจิทัลทำให้พลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพและขจัดของเสียได้อย่างชาญฉลาด การหลอมรวมดังกล่าวทำให้เกิด ‘ไฟฟ้า 4.0’ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโลกไฟฟ้าใบใหม่

บ้านอัจฉริยะ ในวันนี้ ชไนเดอร์ได้เปิดตัวโซลูชันบ้านอัจฉริยะที่ให้ความยั่งยืน ซึ่งรวมถึง Wiser ที่ช่วยจัดการกับพลังงานที่เสียไป โดยภายในปี 2050 คาดว่าภาคครัวเรือนจะเป็นภาคที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด และเป็นภาคที่มีส่วนในการปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูงสุดเช่นกัน คาดว่าน่าจะสูงถึง 34% เลยทีเดียว

Resilient Digital Grids อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของชไนเดอร์ ที่มาแรง ด้วยเทคโนโลยีปลอดก๊าซ SF6 เพื่ออากาศบริสุทธิ์ สำหรับโครงข่ายพลังงานแบบ Net Zero ด้วย RM AirSeT Ring Main Unit และ Modular Switchgear รวมไปถึง MCSeT Active ซึ่งเป็นสวิตช์บอร์ดแรงดันไฟฟ้าปานกลางแบบใช้ฉนวนอากาศ

Smart Electrical Distribution ผลิตภัณฑ์ระบบดิจิทัล TeSys Giga ที่ปรับปรุงโฉมใหม่ ให้แรงดันไฟฟ้าต่ำ Canalis Busbar, PrismaSeT Active, New Gen ComPacT, TransferPacT และ EcoStruxure Power™ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายขึ้น ให้ความยั่งยืน และปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับผู้ติดตั้งและคู่ค้าด้านการบริการ ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมด้านคู่ค้า Partnerships of the Future

อุตสาหกรรมแห่งอนาคต : ยืดหยุ่นและยั่งยืนด้วยระบบอัตโนมัติแห่งอนาคต

สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น ในเรื่องประสิทธิภาพและความคล่องตัว ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยี digital twin รวมถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็น human insight ที่ได้รับการสนับสนุนจากระบบวิเคราะห์ขั้นสูง และซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมที่ทำงานร่วมกันได้โดยไม่เลือกค่ายผู้จำหน่าย รวมถึงระบบอัจฉริยะด้านประสิทธิภาพจาก AVEVA

EcoStruxure™ Automation Expert 21.2 ให้การบริหารจัดการ life cycle ที่ครบวงจรสำหรับโรงงานน้ำและโรงงานบำบัดน้ำเสีย ด้วยระบบอัตโนมัติแรกของโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นศูนย์กลางในการจัดการที่ผสานรวมบริการด้าน IT และ OT ได้อย่างลงตัว ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ยืดอายุการทำงานของระบบ และพัฒนาเพิ่มเติมต่อไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่ง EcoStruxure™ Automation Expert เป็นโซลูชันระบบอัตโนมัติที่ให้การบริหารจัดการได้ครอบคลุม สามารถใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่เดิมได้ โดยอุปกรณ์ควบคุมแบบเวอร์ชวลสามารถทำงานบนอุปกรณ์เอดจ์คอมพิวติ้งใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ Linux ก็ตาม ช่วยให้องค์กรด้านอุตสาหกรรมได้รับความยืดหยุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การประสานงานร่วมกันผ่านระบบดิจิทัลในลักษณะดังกล่าว ช่วยเพิ่มศักยภาพในการปลดล็อคคุณค่าที่คิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับภาคอุตสาหกรรม

EcoStruxure Machine ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับผู้ประกอบการด้านเครื่องจักรและลดเวลาในการพัฒนา ด้วย Lexium MC12 multi carrier ใหม่ ที่ช่วยดูแลเรื่องการขนส่ง การจัดกลุ่ม และการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการ OEM สามารถบรรลุประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น รวมถึงให้ความยืดหยุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนสูงสุดถึง 40% และช่วยให้การติดตั้งและทดสอบเครื่องจักรทำได้เร็วขึ้น 50% ซึ่งเมื่อผสานรวมเทคโนโลยี digital twin แล้ว Multi carrier ใหม่นี้ ยังช่วยลดการออกแบบเครื่องจักรและย่นเวลาในการออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น 30%

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC รับ 2 รางวัลใหญ่ประจำปี 2021 จาก IBM Thailand Partner of the Year และ IBM Power Hybrid Cloud Partner of the Year

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทคู่ค้า IBM รายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัล 2021 IBM Geography Excellence Award – Thailand Partner of the Year จากงาน IBM Think 2021 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2564 ผ่าน digital online ทั่วโลกไปแล้วนั้น

และในวันที่ 17 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย คุณวีรพันธุ์ ดุรงค์แสง กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจดิตอลโซลูชั่น และ คุณจิระศักดิ์ ตรังคิณีนาถ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น มีความภูมิใจในการเข้ารับรางวัล 2020 IBM Partner Awards and Recognitions – IBM Power Hybrid Cloud Partner of the Year จาก บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในงาน IBM New Star Partner Summit 2021 ซึ่งรางวัลนี้มอบให้กับสุดยอดพันธมิตรธุรกิจแห่งปี

หนึ่งในความสำเร็จจากรางวัลดังกล่าวนั้น บริษัทฯ ได้นำเสนอโซลูชั่นจากไอบีเอ็มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานระบบฐานข้อมูลของ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ โดยการนำ Enterprise Database Appliance จาก IBM Power เพื่อใช้เป็นระบบฐานข้อมูลหลัก เพื่อสนับสนุนการใช้งานจากระบบที่หลากหลาย เช่น SAP S/4 HANA, Data Warehouse รวมถึง Mobile Application ซึ่งทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและแม่นยํา อันเป็นกุญแจสําคัญสู่ความคล่องตัวและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

โดยกว่า 3 ทศวรรษ, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริการโซลูชั่นเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเลือกใช้เทคโนโลยีหลากหลายจากไอบีเอ็ม อาทิเช่น IBM Hybrid-Cloud, Big Data, AI และ IBM Infrastructure Solution เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล และมีส่วนร่วมในความสำเร็จของลูกค้าด้วยดีตลอดมา


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ไอบีเอ็ม’ เปิดตัวเครื่องมือ AI ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยองค์กรตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและปัญหาสภาพภูมิอากาศ

วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ได้ประกาศเปิดตัวชุดเครื่องมือที่ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ความสามารพของ AI ในการช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอากาศและสภาพภูมิอากาศที่อาจดิสรัปท์ธุรกิจ พร้อมสามารถประเมินผลกระทบที่องค์กรสร้างขึ้นต่อโลกได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลและการจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้อง

วันนี้หลายบริษัทกำลังเผชิญกับความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ การหยุดชะงักของซัพพลายเชนและการปฏิบัติงาน รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ที่กดดันให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม รายงาน “Global Risks Report 2021” โดย World Economic Forum ระบุว่าสภาพอากาศอันรุนแรง ความล้มเหลวจากการรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ คือความเสี่ยงสูงสุดสามอันดับแรกสำหรับธุรกิจในช่วง10 ปีข้างหน้า วันนี้ธุรกิจต้องการมุมมองเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ แต่วิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมีความยุ่งยากและซับซ้อน เนื่องจากเป็นการทำงานแบบแมนวลที่ใช้คนจำนวนมาก ต้องอาศัยคนที่มีทักษะด้านสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงต้องใช้พลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ที่ประกาศในวันนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการดำเนินการที่รองรับอยู่ได้โดยอัตโนมัติ อาทิ การทำบัญชีและลดการใช้คาร์บอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ชุดเครื่องมือดังกล่าวใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาพอากาศจากไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในภาพรวม ร่วมกับข้อมูลการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศขั้นสูง และนวัตกรรมใหม่จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม โดยนับเป็นครั้งแรกของการผสานศักยภาพของ AI ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงลึก และความสามารถในการจัดทำบัญชีคาร์บอน เข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้น้อยลง และมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับปรุงการดำเนินการมากขึ้น

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite มาพร้อมกับเลเยอร์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ให้ข้อมูลและภาพอธิบายถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แนวโน้มการเกิดน้ำท่วม เป็นต้น

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite เป็นโซลูชัน SaaS ที่ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ
• มอนิเตอร์สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง ไฟป่า น้ำท่วม และคุณภาพอากาศ พร้อมส่งการแจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจพบ
• คาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
• ดึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องตอบสนอง
• วัดผลและจัดทำรายงานเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและการทำบัญชีคาร์บอน ซึ่งจะเป็นการลดภาระในการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมของทีมจัดซื้อและทีมปฏิบัติการ

ชุดเครื่องมือดังกล่าวให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านทาง API แดชบอร์ด แผนที่ และการแจ้งเตือน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถจัดการความท้าทายด้านการดำเนินงานได้ทันท่วงที พร้อมวางแผนและกลยุทธ์ในระยะยาวเพื่อรับมือ ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าปลีกสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการขนส่งสินค้าในจุดที่มีสภาพอากาศรุนแรงและประสบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง หรือทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับจุดที่ตั้งคลังสินค้าในอนาคต สำหรับบริษัทด้านพลังงานและสาธารณูปโภค เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าควรตัดแต่งต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบสายไฟในจุดไหน หรืออุปกรณ์สำคัญชิ้นใดที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากไฟป่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นภาพมากขึ้นว่าระบบทำความเย็นกำลังมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาพรวมอย่างไร ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงในเรื่องดังกล่าวได้

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ช่วยให้องค์กรสามารถมอนิเตอร์และตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ เกณฑ์ หรือการแจ้งเตือนพนักงาน ลูกค้า และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุขึ้น พร้อมสามารถสเกลการใช้งานได้

“อนาคตของธุรกิจและสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่เพียงบริษัทต่างๆ จะต้องรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงที่อาจมีต่อการดำเนินงาน แต่ยังต้องสามารถอธิบายต่อผู้ถือหุ้นและหน่วยงานที่กำกับดูแลได้ว่าการดำเนินงานของตนส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร” นายคารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการ IBM AI Applications กล่าว “ไอบีเอ็มได้ผนึกพลังของ AI และ Hybrid Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้มุมมองอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่ธุรกิจ ที่จะช่วยปรับปรุงการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการเพื่อลดการใช้ทรัพยากร และการวางแผนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ”

วันนี้หลายบริษัททั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีสภาพอากาศและ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักใน IBM Environmental Intelligence Suite แล้ว อาทิ BP Bunge Bioenergia ซึ่งเป็นบริษัทด้านเอธานอล พลังไฟฟ้าชีวภาพ และน้ำตาล ของบราซิล ที่ได้ใช้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์สารสนเทศเชิงลึก เพื่อช่วยให้เข้าใจการผลิตอ้อยและเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ตลาดในแง่ที่เกี่ยวกับการผลิตน้ำตาลทั่วโลก นอกจากนี้ Cajamar ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจการเกษตร ก็ได้นำข้อมูลดังกล่าวเข้าช่วยชาวไร่สเปนในการเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเครื่องมือดิจิทัล Plataforma Tierra

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ยังได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศและข้อมูลสามารถวิเคราะห์ชุดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น พร้อมด้วยแบบจำลองความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแบบใหม่ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์ความเสี่ยงเรื่องไฟป่าและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ชุดเครื่องมือดังกล่าวยังใช้เทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ที่ใช้ความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติและออโตเมชัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมระบุได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อลดการปล่อยก๊าซในระหว่างการดำเนินงานและการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ต่างๆ

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite มาพร้อมกับเลเยอร์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ให้ข้อมูลและภาพอธิบายถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แนวโน้มการเกิดไฟป่า เป็นต้น

องค์กรยังสามารถใช้เครื่องมือ Environmental Intelligence Suite ร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้งานปฏิบัติการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น IBM Maximo Application Suite เพื่อช่วยให้องค์กรปกป้องและเพิ่มอายุการใช้งานอุปกรณ์สำคัญๆ หรือ IBM Supply Chain Intelligence Suite เพื่อช่วยสร้างซัพพลายเชนที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ไวขึ้น

นอกจากนี้องค์กรยังสามารถได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในมุมอุตสาหกรรมของ IBM Global Business Services เพื่อออกแบบ ติดตั้ง และเร่งเครื่องสู่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับรูปแบบการดำเนินงาน ซัพพลายเชน การบริหารจัดการการปล่อยมลพิษ หรือ ESG รวมถึงการจัดทำรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Environmental Intelligence Suite สามารถดูได้ที่ ibm.biz/environmental-intelligence และสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมของไอบีเอ็มเข้าช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวไวยิ่งขึ้นให้กับองค์กรต่างๆ สามารถดูได้ที่ ibm.com/sustainability


 

Exit mobile version