Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอชพี เปิดตัวพอร์ตเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันหน้ากว้าง HP DesignJet และ HP PageWide XL เพิ่มประสิทธิภาพงานพิมพ์ ส่งงานได้รวดเร็วขึ้น

กรุงเทพฯ, 29 ตุลาคม 2564 – เอชพี ประเทศไทย เปิดตัวเครื่องพิมพ์ DesignJet และ PageWide XL Pro สำหรับผู้ใช้งานพิมพ์หน้ากว้างด้วยเทคโนโลยีที่ผลักดันและสร้างความเติบโตให้ธุรกิจในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่นี้มีสมรรถนะสูงทั้งด้านงานพิมพ์ภาพถ่ายและสีคุณภาพสูง ให้ความแม่นยำ พร้อมโซลูชั่นการพิมพ์งานกราฟิกใหม่ๆ ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบภายใต้นโยบายที่เน้นความยั่งยืน

โซลูชั่นล่าสุดในเครื่องพิมพ์ HP DesignJet Z Pro รุ่นใหม่ ช่วยผู้ให้บริการด้านการพิมพ์และนักวิเคราะห์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สามารถผลิตงานพิมพ์ภาพถ่ายระดับมืออาชีพที่มีคุณภาพสูง และงานพิมพ์แผนที่ทางภูมิศาสตร์ (GIS) ที่มีสีสันสดใสลายเส้นชัดเจน ในขณะที่เครื่องพิมพ์ HP PageWide XL Pro ใหม่ทั้งสามรุ่นจะช่วยผู้ให้บริการด้านการพิมพ์และโรงพิมพ์สามารถพิมพ์งานสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งขยายศักยภาพการบริการที่มีอยู่

แดเนียล มาร์ติเนซ ผู้จัดการทั่วไปในกลุ่มธุรกิจการพิมพ์หน้ากว้าง (Large Format Business) ของเอชพี กล่าวว่า “ในขณะที่ลูกค้าของเรายังคงเผชิญกับความท้าทายและต้องต่อสู้กับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เราตระหนักดีว่า ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์หน้ากว้าง มีความต้องการแอปพลิเคชันงานพิมพ์ที่หลากหลายมากขึ้น สามารถผลิตงานพิมพ์ได้อย่างรวดเร็วขึ้น และงานพิมพ์ต้องมีคุณภาพของสีและกราฟิกที่โดดเด่น  เอชพี จึงได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพัฒนากลุ่มเครื่องพิมพ์ HP DesignJet Z Pro และ HP PageWide XL Pro รุ่นใหม่ เพื่อช่วยผู้ประกอบการสามารถรองรับกับความไม่แน่นอนของตลาด ผลิตงานที่มีกำหนดส่งงานกระชั้นชิด และขยายขีดศักยภาพของการผลิตที่มีอยู่”

HP DesignJet มอบคุณภาพสีที่ยอดเยี่ยม
ในโอกาสครบรอบ 30 ปีที่เครื่องพิมพ์ DesignJet ออกสู่ตลาด เอชพีได้เปิดตัว HP DesignJet Z9+ Pro รุ่นใหม่เพื่อให้ผู้บริการด้านการพิมพ์และนักวิเคราะห์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สร้างสรรค์งานพิมพ์ที่เป็นเลิศด้วยคุณภาพภาพถ่ายระดับมืออาชีพที่มีความละเอียดสูง พร้อมฟีเจอร์ระบบความปลอดภัยระดับแนวหน้า

หมึกพิมพ์แบบเม็ดสี HP Vivid Photo Inks ที่มาพร้อมกับระบบสี RGB ใน HP DesignJet Z9+ Pro สามารถพิมพ์เฉดสีได้ถึง 93% ตามมาตรฐานสี Pantone มีขอบสีที่ลึกและชัดเจนเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ให้คุณภาพงานพิมพ์สูงเหมือนผลิตจากเครื่องพิมพ์ 12 หมึกทั้งที่พิมพ์ด้วยหมึกเพียงเก้าสี นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น หัวพิมพ์แบบ High-Definition Nozzle Architecture (HDNA) และเทคโนโลยีหยดหมึกแบบคู่ ยังช่วยลดเกรนที่มองเห็นได้และสามารถทดแทนหมึกเฉดสีอ่อน อีกทั้งงานพิมพ์มีรายละเอียดชัดเจนและคอนทราสต์ที่สดใส

HP DesignJet Z9+ Pro มีช่วงสีที่กว้างที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกัน เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ให้ บริการด้านการพิมพ์ที่กำลังมองหาเครื่องพิมพ์คุณภาพระดับมืออาชีพ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งโปรไฟล์ ICC ให้ค่าสีที่แม่นยำและมีความสม่ำเสมอตามที่ต้องการ ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ยังมีตัวเลือก เช่น HP Gloss Enhancer Upgrade Kit ที่ให้ความสม่ำเสมอของความเงาที่เหนือกว่า

นอกจากนี้ HP PrintOS แอปพลิเคชันบนมือถือ ยังสามารถควบคุมการพิมพ์ ตั้งแต่การติดตามการทำงานและการแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการแชร์การตั้งค่าจากระยะไกลได้ นับเป็นครั้งแรกที่เครื่องพิมพ์ HP DesignJet Z Pro รุ่นใหม่ได้รวมแอปพลิเคชัน HP PrintOS Service Center ไว้ ด้วยโซลูชั่นอัจฉริยะบนคลาวด์ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามความคืบหน้าการบริการได้จากจุดเดียวแบบเรียลไทม์ ทุกเวลาและทุกสถานที่ HP DesignJet Z9+ Pro ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการงานพิมพ์ที่รวดเร็วโดยใช้ระบบการป้อนม้วนวัสดุแบบอัตโนมัติ และสามารถพิมพ์ได้เร็วขึ้น 18% ให้คุณภาพที่ดีกว่าบนวัสดุผ้าซาติน อีกทั้งพิมพ์ได้เร็วขึ้น 46% บนผ้าเคนวาส

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสูงสุดด้วย HP PageWide XL Pro
นอกจากนี้ เอชพียังได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์ HP PageWide XL Pro ใหม่ 3 รุ่น ซึ่งช่วยให้ผู้บริการด้านการพิมพ์และโรงพิมพ์รายย่อย สามารถผลิตงานตามความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และส่งมอบงานแม้กำหนดส่งงานกระชั้นชิดได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังมีสิทธิการใช้แอปพลิเคชันแบบระยะสั้นได้ ซึ่งสามารถพิมพ์ทั้งบอร์ด กระดาษการ์ด และกระดาษขนาดตั้งแต่ A2 ไปจนถึง B1 ที่ความหนาสูงสุด 10 มม.

เครื่องพิมพ์ HP PageWide XL Pro 5200 และ HP PageWide XL Pro 8200 รุ่นใหม่ให้ความเร็วในการพิมพ์ที่ 20 หน้า D/A1 ต่อนาที หรือ 4,300 ตร.ฟุตต่อชม. (400 ตร.ม.ต่อชม.) และ 30 หน้า D/A1 ต่อนาที หรือ 5,300 ตร.ฟุตต่อชม. (500 ตร.ม.ต่อชม.) ตามลำดับ ทำให้ผู้ใช้สามารถรองรับงานเร่งด่วนได้ สำหรับ PageWide XL Pro 8200 สามารถพิมพ์งานโดยผสมผสานทั้งแบบเทคนิค CAD และกราฟิก เครื่องพิมพ์ทั้งสองรุ่นสามารถส่งมอบงานพิมพ์ได้เร็วกว่าเดิมถึงสองสามเท่า และผู้ใช้งานสามารถเพิ่มแอปพลิเคชันให้ใช้พิมพ์งานสองหน้า พิมพ์งานโปสเตอร์ชั่วคราวสำหรับร้านค้าปลีกได้ง่ายดายด้วย HP SmartStream

ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มผลกำไรและลดต้นทุน ทั้ง HP PageWide XL Pro 5200 และ HP PageWide XL Pro 8200 ช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดต้นทุนในการเตรียมพิมพ์และการตกแต่งขั้นสุดท้ายได้มากถึง 50% เครื่องพิมพ์ทั้งสองรุ่นใช้หมึกพิมพ์ HP Eco-Carton ของแท้ความจุสูงสุด 3 ลิตร จึงรับประกันต้นทุนการทำงานที่ต่ำสำหรับพิมพ์ CAD และโปสเตอร์ คุณสมบัติอื่นๆ ยังรวมถึง อุปกรณ์จัดเรียงกระดาษความจุสูง อินไลน์โฟลเดอร์ และการสลับอุปกรณ์แบบอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาทำให้รับงานพิมพ์ได้มากขึ้น

HP PageWide XL Pro 10000 ขนาดกะทัดรัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยความเร็วในการพิมพ์สูงถึง 700 ตร.ม.(7,500 ตร.ฟุต) หรือ โปสเตอร์ขนาด B1 จำนวน 1,000 แผ่นต่อชั่วโมง และสามารถพิมพ์บนวัสดุขนาดต่างๆ ได้ทั้งกระดาษและบอร์ดไปจนถึงการ์ดและแผ่นกระดาษตัด นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วด้วยการพิมพ์แบบแห้งเร็วบนวัสดุหลายประเภทด้วย HP PrintOS ที่สามารถควบคุมการทำงานของเครื่องพิมพ์ได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา การบำรุงรักษาง่ายขึ้นและทำงานอย่างรวดเร็ว และยังมีตัวป้อนกระดาษอัตโนมัติหน้ากว้างรุ่นแรกของเอชพี และอุปกรณ์จัดเรียงกระดาษความจุสูงทำให้ขั้นตอนการทำงานราบรื่น

เอชพี พันธมิตรที่ส่งเสริมความยั่งยืน

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ HP DesignJet และ HP PageWide XL Pro 10000 ใหม่ได้รับมาตรฐานด้านการประหยัดพลังงาน ENERGY STAR 3.0 และสิ่งแวดล้อม EPEAT และเป็นผลิตภัณฑ์แนะนำสำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • HP DesignJet Z Pro ใหม่ มีส่วนประกอบที่ผลิตจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิลกว่า 30% โดยใช้ขวดพลาสติกขนาด 16.9 ออนซ์ (0.5 ลิตร) ที่เก็บจากขยะในทะเลจำนวนมากกว่า 8 ขวด และเครื่องพิมพ์ยังรองรับการใช้งานกับกระดาษหน้ากว้างที่ได้การรับรองคุณภาพ FSC® และวัสดุรีไซเคิลงานพิมพ์ของเอชพี โดยมีวัสดุบางประเภทมาจากโปรแกรมการรับคืนของเอชพีที่สะดวกและไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • เครื่องพิมพ์พอร์ตโฟลิโอใหม่ทั้งสองรุ่นใช้งานกับตลับหมึก HP Eco Carton ซึ่งเป็นการลดการใช้พลาสติก ได้ถึง 80% ส่วนกล่องบรรจุภัณฑ์ของตลับหมึก Eco-Carton สามารถนำไปทำลายผ่านหน่วยงานรีไซเคิลกระดาษแข็งในท้องถิ่นได้
  • หมึกสำหรับเครื่องพิมพ์ HP PageWide XL Pro 10000 ได้รับการรับรองจาก UL ECOLOGO® และ Nordic Swan Ecolabel สลากสิ่งแวดล้อมของกลุ่มประเทศนอร์ดิก
  • งานที่พิมพ์ HP PageWide XL และ DesignJet สามารถนำไปรีไซเคิล ส่งคืนได้ และปลอดภัยไม่เป็นอันตรายสำหรับการกำจัด

การวางจำหน่าย
เครื่องพิมพ์ HP PageWide XL Pro ซีรีย์ใหม่วางจำหน่ายในตลาดหลักตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน และ HP DesignJet Z9+ Pro ใหม่มีวางจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2564

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.
เอชพี อิงค์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างแท้จริง ด้วยพอร์ตโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่นการพิมพ์ 3 มิติ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ hp.com.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ข้อดี 5 ประการสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่จะได้รับจากเอดจ์

โดย เปาโล โคลัมโบ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ Go To Market สำหรับผู้วางระบบและผู้ประกอบการด้านเครื่องจักร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

การนำเทคโนโลยีด้านการปฏิรูปสู่ดิจิทัลมาใช้จะช่วยให้บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพร้อมรับมือกับความท้าทายที่มีมายาวนาน ซึ่งจะให้ประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องกำไร อีกทั้งยังช่วยให้บรรลุเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัยของพนักงาน แต่ทั้งหมดนี้ล้วนขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรด้านการประมวลผลที่เพียงพอที่ เอดจ์สำหรับอุตสาหกรรม

การปฏิรูปทางดิจิทัลเกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์ที่ให้ความชาญฉลาด รวมถึงระบบเซ็นเซอร์ในการรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ รวมถึงกระบวนการต่างๆ ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม แนวคิดก็คือการนำประสิทธิภาพใหม่ๆ มาใส่ไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ที่ฟาร์ม และในกระบวนการผลิต ตลอดจนซัพพลายเชน และการส่งของไปยังผู้ค้าปลีก

ประโยชน์ของการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

เมื่อติดตั้งกระบวนการในระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มรับรู้ได้ถึงประโยชน์สำคัญใน 5 เรื่องต่อไปนี้

  1. ขยายคุณค่าในการใช้งานสินทรัพย์ได้สูงสุด

การนำขุมพลังของเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT รวมถึงบิ๊กดาต้าและระบบวิเคราะห์มาช่วย จะทำให้บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่ม สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน หรือ CapEx มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จากการทำให้สินทรัพย์ใช้งานได้ยาวนาน การติดตั้งเครื่องมือในการตรวจวัดจะช่วยให้มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของอุปกรณ์ที่ให้ศักยภาพด้านการวิเคราะห์และการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ได้  การเปรียบเทียบข้อมูลปัจจุบันกับข้อมูลพื้นฐานที่กำหนด ทำให้บริษัทสามารถประเมินช่วงเวลาที่อุปกรณ์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เพื่อกำหนดช่วงเวลาในการซ่อมบำรุง แนวทางดังกล่าวช่วยให้มั่นใจว่าอุปกรณ์จะยังคงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ และเป็นการยืดอายุสินทรัพย์ที่มีค่าเหล่านี้ให้ใช้งานได้นานขึ้น

  1. ปรับปรุงการดำเนินงาน

เทคโนโลยีระบบดิจิทัลต้องอาศัยการติดตามข้อมูลในปริมาณมาก ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนซัพพลายเชนต้องอาศัยข้อมูลเหล่านี้ในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละบริษัทต้องรับมือกับจำนวนของ SKU ที่เพิ่มขึ้นตลอดและแต่ละ SKU ก็มีข้อมูลมากมายที่เชื่อมต่อกันเพื่ออธิบายถึงรายละเอียดของสินค้าแต่ละชุด ทั้งวัตถุดิบ การดำเนินการผลิต และอีกมากมาย ผลก็คือทำให้มีข้อมูลจำนวนหลายล้านจุดที่ต้องติดตาม ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการมากมาย เช่น สายงานด้านบรรจุภัณฑ์ จำเป็นต้องมีการประมวลผลแบบเรียลไทม์ หรือในความเร็วที่ใกล้เคียง การติดตั้งโซลูชันซอฟต์แวร์และการประมวลผลที่ไซต์งาน สามารถปฏิรูปการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ผลกำไร และผลตอบแทนได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อให้ตอบสนองความต้องการในตลาดได้

  1. บริหารจัดการเรื่องคุณภาพและการใช้งานได้สอดคล้องตามกฏข้อบังคับ

การติดตามเรื่องคุณภาพของสินค้าต้องอาศัยข้อมูลมากมาย รวมถึงการดูแลการดำเนินงานให้สอดคล้องตามกฏระเบียบหลายอย่างจากภาครัฐฯ นอกจากนี้ บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเจอกับความกดดันที่ต้องแสดงความโปร่งใสเกี่ยวกับแหล่งที่มาของอาหารทั้งหมด เพื่อให้สามารถติดตามอย่างละเอียดได้ตลอดทั่วทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่จากฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร  ซึ่งเทคโนโลยีระบบดิจิทัลสามารถช่วยให้บริษัทต่างๆ รับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ พร้อมกับช่วยให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นถึง 17 เปอร์เซ็นต์

  1. ตอบโจทย์เป้าหมายด้านพลังงานและความยั่งยืน

บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มต่างอยู่ภายใต้ความกดดันที่ต้องปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพด้านพลังงานและความพยายามในการสร้างความยั่งยืน ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสมรวมถึงให้ประสิทธิภาพในเรื่องการมอนิเตอร์ อีกทั้งต้องช่วยให้มั่นใจว่ามีการใช้สาธารณูปโภคต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงเรื่องพลังงานและน้ำ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นได้ว่าการใช้พลังงานลดลงถึง 35 เปอร์เซ็นต์

  1. ปรับปรุงศักยภาพและความปลอดภัยของคนทำงาน

สุดท้ายก็คือ เทคโนโลยีระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับพนักงานในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งสร้างศักยภาพให้คนเหล่านี้ด้วยเครื่องมือในระบบดิจิทัลและข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจด้านการดำเนินการได้ดียิ่งขึ้น และบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีที่ให้ความสมจริงอย่าง AR และโปรแกรมจำลองการฝึกอบรมด้านการดำเนินงานช่วยฝึกอบรมพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความปลอดภัยและผลิตผล  ทั้งนี้ผลสำรวจที่จัดทำโดย Capgemini Research Institute ที่ทำสำรวจกว่า 600 บริษัท พบว่ากว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่มีการติดตั้งระบบ AR/VR ขนาดใหญ่ รายงานว่าได้รับประโยชน์ในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จากการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตผล และเพิ่มความปลอดภัย

การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ต้องอาศัย เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีในการทรานส์ฟอร์มนำพาประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ มาให้บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่ด้วยธรรมชาติการทำงานแบบเรียลไทม์ของแอปพลิเคชันต่างๆ และกฏระเบียบที่มักจะต้องให้มีการจัดเก็บข้อมูลอยู่ในพื้นที่ จึงควรที่จะต้องใช้เอดจ์สำหรับอุตสาหกรรมมาช่วย ให้คิดว่าเอดจ์สำหรับอุตสาหกรรมคือสิ่งที่จะช่วยให้คุณเร่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เพื่อบรรลุผลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และความยั่งยืน

โซลูชันประเภทใดที่จำเป็นสำหรับเอดจ์เพื่ออุตสาหกรรม? บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มจะต้องเปลี่ยนมาใช้โซลูชันที่สามารถมอนิเตอร์และควบคุมระบบงานที่ไม่ใช่แค่ในโรงงาน แต่รวมถึงซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตัวอย่างของโซลูชันที่ใช้ง่ายและให้มุมมองเชิงลึกที่นำไปดำเนินงานได้เพื่อให้การดำเนินงานครบวงจรแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ EcoStruxure for Food and Beverage และ AVEVA’s software

นอกจากนี้ โซลูชันไมโคร ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังมอบศักยภาพในการใช้อุปกรณ์ไอทีได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ไอที หนึ่งในตัวอย่างของการใช้ไมโคร ดาต้าเซ็นเตอร์ คือ EcoStruxure Micro Data Center C-Series รุ่นใหม่กะทัดรัดของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มาพร้อม UPS ผสานรวมอยู่ในตัว และอุปกรณ์ควบคุมและจ่ายไฟ (PDU) รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยในตู้ที่ดูเล็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ใหญ่มากพอที่จะรองรับเซิร์ฟเวอร์เอดจ์ขนาดใหญ่ได้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่เทคโนโลยีสามารถช่วยคุณปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้ ได้ที่ EcoStruxure for Food and Beverage

Tags: Digital transformationEcoStruxureFood and beverageindustrial edgemicro data centers

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Technology Radar ฉบับล่าสุดโดย Thoughtworks แนะองค์กรให้ยอมรับกฎของคอนเวย์ เพราะไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

ในรายงานประจำทุก 6 เดือนที่ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกเผยแพร่มาจนถึงฉบับล่าสุดเป็นปีที่ 11 นี้ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นความเฉื่อยชาภายในแพลตฟอร์ม

กรุงเทพ – 28 ตุลาคม 2564 – เมื่อเร็วๆ นี้ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ผนวกกลยุทธ์ การออกแบบ และวิศวกรรม ได้เผยแพร่ Technology Radar รายงานประจำทุก 6 เดือน ฉบับที่ 25 ล่าสุด ที่จัดทำขึ้นจากการสังเกต การทำงานร่วมกับลูกค้า รวมทั้งประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่ท้าทายที่สุดของลูกค้า โดยเนื้อหาหลักกล่าวถึงความเกี่ยวข้องของกฎของคอนเวย์ (Conway’s Law) กับโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งกฎของคอนเวย์นี้ จะมีอายุครบ 55 ปีในปีหน้า

กฎของคอนเวย์บัญญัติขึ้นโดยเมลวิน คอนเวย์ โดยยืนยันว่าโครงสร้างขององค์กร IT ย่อมมีผลกระทบต่อระบบที่องค์กรสร้างขึ้น องค์กรที่เริ่มลงมือปรับเปลี่ยนทางดิจิทัลควรต้องจัดระเบียบทีมวิศวกรรม ทั้งในแง่วัฒนธรรม ลำดับขั้นการรายงาน และผลตอบแทน ให้สอดคล้องไปกับกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมที่ต้องการจะพัฒนาไปให้ถึง อย่างไรก็ตาม องค์กรหลายแห่งยังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวและประหลาดใจกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน้อยกว่าที่คาดหวังไว้

ดร.รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ Thoughtworks กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกประหลาดใจที่องค์กรบางแห่งยังพยายามเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎของคอนเวย์ ทั้งที่เราก็ได้ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการปรับใช้อไจล์และไมโครเซอร์วิส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาด้านการบริหารจัดการทีมด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ก็จะส่งผลดีกับองค์กรมากขึ้น หากใช้กฎของคอนเวย์เป็นแรงขับเคลื่อน และให้ความสำคัญกับผู้ที่สร้างซอฟต์แวร์ โมเดลการทำงานที่ให้ผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งวัฒนธรรมด้านวิศวกรรม”

เนื้อหาเด่นใน Technology Radar ฉบับที่ 25 นี้ประกอบด้วย:

  • เหตุผลที่ไม่ถูกต้องของความสะดวกสบาย: ซอฟต์แวร์มีแนวโน้มจะถูกพัฒนาให้ซับซ้อนขึ้นเมื่อปล่อยให้พัฒนาไปโดยไม่มีข้อจำกัด เมื่อระบบซอฟต์แวร์ซับซ้อนมากขึ้น ทีมพัฒนาต้องพากเพียรที่จะทั้งสร้างและรักษาการออกแบบและสถาปัตยกรรมที่รอบคอบ
  • เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เราไม่ควรแสวงหา: หลายคนในโลกซอฟต์แวร์ชื่นชมการแก้ไขปัญหาซับซ้อนด้วยโซลูชันที่ชาญฉลาด แต่หลายครั้ง โซลูชันเหล่านี้เกิดขึ้นจากความซับซ้อนโดยบังเอิญที่ทำร้ายตัวเอง เพราะจริงๆ แล้ว ทีมงานควรทำการวิเคราะห์ต้นเหตุ ระบุความซับซ้อนหลักที่เป็นรากฐานและทำการแก้ไข แทนที่จะรีบพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • การประยุกต์ใช้ Kafka: Kafka ยังคงสถานะของระบบที่ได้รับความนิยมสำหรับการสื่อสารแบบอะซิงโครนัสในวงกว้าง ในเรดาร์ฉบับนี้ เราได้มีการอภิปรายในเรื่องที่ทีมงานใช้เครื่องมือเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ Kafka ด้วย
  • แพลตฟอร์มเทคโนโลยีมีจำนวนน้อยลงบนเรดาร์: จำนวนหัวข้อที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มในเรดาร์ฉบับนี้ ลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการรวมมาตรฐานอุตสาหกรรม สถานการณ์นี้กำลังบ่งบอกว่าแพลตฟอร์มทั้งหลายไม่ได้มีความหมายเหมือนที่ผ่านมาใช่หรือไม่?
  • กฎของคอนเวย์ก็ยังคงเป็นกฎอยู่: นักออกแบบสถาปัตยกรรมหลายคนอ้างกฎของคอนเวย์ เพื่อให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงกับทีมงานขององค์กร จากหลายหัวข้อในรายงานฉบับนี้ เราพบว่าโครงสร้างของทีมงานในองค์กรจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญเมื่อมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม และจะเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงหากบริหารจัดการได้ไม่ดี

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด Tech Radar ฉบับเต็มได้ที่ www.thoughtworks.com/radar และสามารถติดตามข่าวสารของ Thoughtworks ได้ที่ website Twitter LinkedIn และ YouTube

เกี่ยวกับ Thoughtworks
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส ปักหมุดเปิดร้านแฟรนไชส์ใหม่ 2 สาขา สมุทรสาคร และ นครราชสีมา พร้อมเป็น One Stop Solution ให้ผู้ประกอบการและธุรกิจท้องถิ่นแล้ววันนี้

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ เดินหน้าปักหมุดเปิดแฟรนไชส์สาขาใหม่ 2 จังหวัด 2 ทำเล จ. สมุทรสาคร (ถนนกิจมณี ก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้านรินรดา) และ จ. นครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ ติดกับบริษัท ทิพยประกันภัย) พร้อมเสิร์ฟสินค้าครบครันถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และทุกหน่วยงานแล้ววันนี้! จัดเต็มเน้นๆ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และสินค้าที่ใช้ในธุรกิจต่างๆ จากหลายหลายแบรนด์ดัง มีครบทุกอย่างที่ธุรกิจคุณต้องการแบบ One Stop Solution! เลือกช้อปได้รวมกว่าแสนรายการ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มให้คุณประหยัดทุกวัน สามารถสัมผัสสินค้าจริงและช้อปทันทีได้ที่ร้าน โทรสั่งซื้อ หรือช้อปออนไลน์ก็สะดวก ที่ Facebook และ Line Official Account โดยมีบริการจัดส่งสินค้าฟรี* เมื่อช้อป 499.-* ตามกำหนด

•  สาขาเมืองสมุทรสาคร (ถนนกิจมณี ก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้านรินรดา)
โทร:  095-465-2597 Line: @ofmplus_sakhon
•  สาขา เมืองนครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ ติดกับ บริษัท ทิพยประกันภัย)
โทร: 092-881-4495, 095-982-6115  Line: @Ofmplus_korat

ออฟฟิศเมท พลัส ยังเปิดรับผู้ประกอบการในต่างจังหวัดมาสมัครเป็นแฟรนไชส์ซีทั่วประเทศ เราพร้อมให้คุณติดสปีดความสำเร็จ สร้างรายได้มั่นคง #การันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน*  (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาด้านไอซีที ร่วมประชันทักษะใน โครงการ ICT Competition 2021-2022 ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน นี้

กรุงเทพฯ/ 27 ตุลาคม 2564 – หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ประกาศเปิดตัวโครงการ Huawei ICT Competition 2021 – 2022 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้ธีม “Connection, Glory, Future” ซึ่งเริ่มขึ้นพร้อมกันในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีทีให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โครงการ Huawei ICT Competition ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2558 เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถของนิสิตนักศึกษาด้านไอซีทีทั่วโลก เพื่อคัดสรรและบ่มเพาะผู้ที่มีความสามารถในด้านดังกล่าว และจัดคอร์สฝึกอบรมระดับโลกรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจัดขึ้นร่วมกับหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ (Huawei ICT Academy) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กร เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญคุณภาพสูงทางด้านไอซีทีให้มีจำนวนมากขึ้น การแข่งขันด้านไอซีทีนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมได้มีร่วมประลองทักษะในการแข่งขันชั้นนำ พัฒนาความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีที กิจกรรม Huawei ICT Competition ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต (Seeds for the Future)” ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมของหัวเว่ย ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีในประเทศ และเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างประเทศและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

การแข่งขัน Huawei ICT Competition 2021-2022 ในประเทศไทย ประกอบด้วยการแข่งขันหลายรอบ  โดยนิสิตนักศึกษาที่มีความสนใจและมีพื้นฐานด้านไอซีที สามารถรวมกลุ่มและลงทะเบียนสมัครเป็นทีม ๆ ละ 3 คน และเริ่มศึกษาด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีด้านเน็ตเวิร์ก เช่น ดาต้าคอม หรือเทคโนโลยีด้านคลาวด์ เช่น คลาวด์ เซอร์วิส กิจกรรมทั้งหมดจะจัดขึ้นตามมาตรการป้องกันโควิด-19  ทีมที่ชนะจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รวมถึงทริปเดินทางเพื่อพัฒนาความรู้ด้านไอซีที เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม ตลอดจนถึงโอกาสในการทำงานที่หัวเว่ย

ตารางกิจกรรม Huawei ICT Competition 2021-2022
ลงทะเบียน 1-30 พฤศจิกายน
การทดสอบเบื้องต้น 4 ธันวาคม
ประกาศทีมผู้เข้ารอบ
  • ประเภทเครือข่าย (10 ทีม)
  • ประเภทคลาวด์ (10 ทีม)
8 ธันวาคม
ค่ายฝึกอบรมกับหัวเว่ย 17-19 ธันวาคม
การทดสอบ HCIA (รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ) 24-26 ธันวาคม
ประกาศทีมชนะเลิศของประเทศไทยและพิธีมอบรางวัล มกราคม 2565
รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค กุมภาพันธ์ 2565
รอบชิงชนะเลิศระดับโลก พฤษภาคม 2565

หมายเหตุ: ตารางข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “Huawei ICT Competition ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเฟ้นหาพันธมิตรรุ่นใหม่ ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลของประเทศในอนาคต ประเทศไทยได้กลายเป็นผู้นำในการเปิดให้บริการ 5G ในภูมิภาคอาเซียน และแรงหนุนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาทางด้านดิจิทัลก็คือรากฐานด้านบุคลากรที่แข็งแกร่ง หัวเว่ยได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรดิจิทัลอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มความร่วมมือและโครงการต่าง ๆ อย่างเช่นโครงการนี้ ในขณะที่ไอซีทีได้เติบโตไปสู่ทุกอุตสาหกรรมและกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญในการพัฒนาและสร้างความก้าวหน้าทางสังคม”

นอกเหนือจากการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นของบุคลากรด้านดิจิทัลในเวทีระดับโลกแล้ว โครงการ Huawei ICT Competition ยังเป็นโอกาสในการตอกย้ำคำมั่นที่จะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นอีกด้วย  หัวเว่ย ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ร่วมเดินหน้าสำรวจแนวทางการพัฒนาใหม่ ๆ และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีไอซีที พัฒนาบุคลากร และลดช่องว่างด้านความขาดแคลนบุคลากรในสาขานี้  นอกจากนี้ บริษัทยังเดินกลยุทธ์ในการร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเวทีที่เปิดกว้างและสร้างโอกาสใหม่ ๆ อย่างมั่นคง ซึ่งท้ายที่สุดจะสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่ทุกคน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์แบบ

นิสิตนักศึกษาที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://e.huawei.com/en/talent/#/news/details?consultationId=1483  และลงทะเบียนได้ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ไอบีเอ็ม’ จับมือ ‘แอคคลิวิส’ ขยาย IBM Cloud Satellite ทั่วทั้งเอเชีย เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

นนี้ แอคคลิวิส เทคโนโลยี แอนด์โซลูชันส์ หรือแอคคลิวิส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของซิติก เทเลคอม อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (1883: HK) ที่จดทะเบียนในฮ่องกง และไอบีเอ็ม (NYSE: IBM)  ได้ประกาศความร่วมมือในการนำ IBM Cloud Satellite มาใช้ทั่วทั้งเอเชีย โดยแอคคลิวิสและไอบีเอ็มจะร่วมมือกันนำศักยภาพของไฮบริดคลาวด์ เข้าช่วยให้องค์กรโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ให้สามารถเร่งสร้างนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมช่วยลูกค้าให้ดำเนินงานภายใต้อธิปไตยทางข้อมูลและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่กำกับดูแลอยู่
ในขณะที่สถาบันการเงินต่างเดินหน้าขยายบริการเพื่อสนับสนุนลูกค้าและก้าวข้ามดิสรัปชันอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง การตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดก็ได้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อปกป้องข้อมูลผู้บริโภคและกำกับให้เป็นไปตามกฎระเบียบด้านอธิปไตยข้อมูล ความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ณ จุดที่ข้อมูลเกิดขึ้น โดยไม่ต้องย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นตอนที่ใช้ทั่วโลก เหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่อจากนี้ไป แอคคลิวิสจะสามารถใช้ IBM Cloud Satelliteเพื่อขยายการให้บริการต่างๆ อาทิ IBM Watson ไปสู่กลุ่มลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อนำเครื่องมือการวิเคราะห์ขั้นสูงเข้าไปยังจุดที่ข้อมูลเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจค้าปลีกจะสามารถใช้บริการ IBM Watson ผ่าน IBM Cloud Satellite ที่จุดประมวลผลเอ็ดจ์ในร้านค้าต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากหน้าร้าน และนำมาใช้ในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง รวมถึงการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างทันทีในเวลาที่ลูกค้าต้องการ
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ไอบีเอ็มจะใช้ประโยชน์จากศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาคของแอคคลิวิสในฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อโฮสต์และจัดการข้อมูลให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับด้านข้อมูลที่กำกับดูแลอยู่
ปัจจุบันธุรกิจฟินเทคแห่งหนึ่งของอินโดนีเซียได้เริ่มนำ IBM Cloud Satellite เข้าไปช่วยในการผนวกรวมเครื่องมือพอร์ทัลการบริหารจัดการและกระบวนการต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยระบบดังกล่าวทำหน้าที่เป็นแซนด์บ็อกซ์ให้กับอุตสาหกรรมฟินเทคในระดับภูมิภาค ช่วยให้สามารถย้ายเวิร์คโหลดที่เอ็ดจ์และส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถให้บริการที่คุ้มค่าแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัญหาจากการไม่ปฏิบัติมาตรฐานตามกฎข้อบังคับต่างๆ ที่มักทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
ความร่วมมือครั้งนี้จะรวมจุดแข็งของไอบีเอ็มในการให้บริการไฮบริดคลาวด์แบบเปิดที่ปลอดภัยสำหรับองค์กร เข้ากับเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วทั้งภูมิภาคของแอคคลิวิส นำสู่บริการคลาวด์แบบเปิดที่มีความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าในภูมิภาค ภายใต้การผนึกศักยภาพของ IBM Cloud Satellite เข้ากับเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากของแอคคลิวิส
IBM Cloud Satellite ช่วยให้องค์กรสามารถใช้บริการ IBM Cloud ได้อย่างปลอดภัยไม่ว่าข้อมูลจะอยู่บนสภาพแวดล้อมแบบใด ทั้งที่เอ็ดจ์ ภายในองค์กร หรือกระจายอยู่บนคลาวด์สาธารณะหลายแห่ง โดยระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม
แอคคลิวิสเป็นหนึ่งในพันธมิตรในอีโคซิสเต็มของไอบีเอ็ม ที่ช่วยลูกค้าบริหารจัดการและปรับปรุงเวิร์คโหลดให้ทันสมัยบนสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ตั้งแต่ระบบเมนเฟรมไปจนถึงเอดจ์ และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคูเบอร์นิทีสระดับองค์กรที่เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรม IBM Cloud Satellite ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถรันแอพพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่นในทุกสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลอยู่ พร้อมสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆ บน IBM Cloud ได้ด้วย
นายมาร์คัส เฉิง ซีอีโอของแอคคลิวิส กล่าวว่า “การร่วมงานกับไอบีเอ็มมาอย่างยาวนาน และในฐานะที่เป็นบริษัทในระดับภูมิภาคที่มีฐานลูกค้าในวงกว้างทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถนำ IBM Cloud Satellite เข้าช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอบริการคลาวด์ในเซ็กเมนต์ดาต้าเซ็นเตอร์โฮสติ้งของเราได้ เมื่อผนวกรวมกับศักยภาพการเชื่อมต่อที่ราบรื่นไม่มีสะดุดที่ให้บริการโดยแปซิฟิค อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเรา และแพลตฟอร์ม Managed Services ระบบออโตเมชันที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับเวิรค์โฟลว์ให้เป็นดิจิทัลและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าองค์กรที่สร้างและบริหารจัดการระบบคลาวด์กับเราจะได้รับประโยชน์จากเวลาแฝงที่ลดลง และประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น”
“วันนี้ไอบีเอ็มจับมือกับอีโคซิสเต็มพันธมิตรที่มีมากกว่า 65 ราย เพื่อเดินหน้าสร้างบริการระบบคลาวด์ที่ปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรันเวิร์คโหลดได้ในทุกสภาพแวดล้อมผ่านIBM Cloud Satellite ขณะที่แอคคลิวิส ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีขององค์กรและหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานจำนวนมากที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ก็มีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเร่งขยายการใช้งานของลูกค้า สัมพันธภาพกับแอคคลิวิสในครั้งนี้จะนำสู่ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่ลูกค้ามองหา” นายเรย์มอนด์ วอง IBM Cloud Platform Leader ของภูมิภาคอาเซียน กล่าว
ด้วยเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนความต้องการของลูกค้า ไอบีเอ็มและแอคคลิวิสจะเดินหน้าต่อเนื่องในการส่งมอบโซลูชั่นระบบคลาวด์แบบบูรณาการ และเร่งสร้างนวัตกรรมดิจิทัลทั่วเอเชียแปซิฟิค
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิศวะ พีไอเอ็ม ขึ้นเวทีเด่น ด้านปัญญาประดิษฐ์ ร่วมแชร์วิชาการผลักดัน AI ประเทศไทย พร้อมรับรางวัลแห่งความภูมิใจ Super AI Engineer Season1

นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) รับรางวัลเหรีญทองผู้มีความสามารถดีเด่นในโครงการ “สุดยอดวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (Super AI Engineer) ปี 2020” โครงการซึ่งเป็นศูนย์รวมนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สายพันธ์ุใหม่ สำหรับผู้สนใจพิสูจน์ความสามารถของตัวเองเพื่อพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จัดโดย สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) และ คุณอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานร่วมในพิธีพร้อมกันนี้ในช่วงบ่ายมีเวทีเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคงานวิจัย ในหัวข้อ“การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย” โดย รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม และ และ อุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย ร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากร แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อยกระดับนวัตกรรม AI ให้ดียิ่งขึ้น ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัด อว.

โครงการพัฒนานวัตกร-วิศวกร-นักวิจัย-วิสาหกิจเริ่มต้น ด้านปัญญาประดิษฐ์” หรือ “สุดยอดวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (Super AI Engineer)” ดำเนินการเพื่อพัฒนาผู้ที่มีแรงบันดาลใจทำผลงาน AI หรือผู้ที่ต้องการ Upskill Reskill ในสาขาอาชีพ วิศวกร นวัตกร นักวิจัย Startup เข้าอบรมและ Workshop ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวง AI โดยเฉพาะ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างเพื่อนสมาชิกหลากหลายอาชีพ โดยในปี 2020 ที่ผ่านมามีผู้พิสูจน์ความเป็นสุดยอดนักปัญญาประดิษฐ์ผ่านการประเมิน ได้แก่กลุ่มเหรียญทอง คน เหรียญเงิน 19 คน และเหรียญทองแดง 45 คน ซึ่งนายณัฐพร หงษ์เจริญ บัณฑิตสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ได้รับรางวัลในกลุ่มเหรียญทอง

นายณัฐพร กล่าวว่า “การที่ได้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer ถือเป็นโอกาสดีในชีวิต ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างนอกเหนือจากในมหาวิทยาลัย เรียนรู้หลากหลายวิชาและได้รับความรู้ใหม่ ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ  อีกทั้งยังได้มีโอกาสเข้าฝึกงานในองค์กรและได้ทำหัวข้อที่ไม่เคยทำมาก่อน ส่วนตัวผมถนัดในด้าน Image แต่ได้ทำในด้าน NLP ซึ่งเป็นด้านที่เพิ่งเริ่มศึกษาจากในโครงการนี้ ทุกอย่างที่ได้รับมาจากการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายในงานมีเสวนา “การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย” ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคงานวิจัย ได้แก่ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม)อุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย และ ศ.ดร. ธนารักษ์ ธีระมั่นคง นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเนื้อหาการเสวนาพูดถึงความต้องการที่จะยกระดับนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งถือเป็นศาสตร์ทางดิจิทัลที่ประเทศให้ความสำคัญและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ โดยการอาศัยเครื่องมือดิจิทัลในการทำงาน อีกทั้งยังอยากผลักดันให้โครงการ Super AI Engineer เป็นแหล่งที่สามารถพัฒนาคนให้มีทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น

ทางด้าน รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) และอุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย กล่าวว่า บทบาทการศึกษาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ คือ การสร้างคน พัฒนาทักษะและองค์ความรู้แก่นักศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคนสู่ภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างหลักสูตรที่ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ AI Engineer, Robotics Engineer, Data science ให้เป็นไปตามเป้าหมายของประเทศที่จะสร้างบุคลากรและพัฒนาการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แผนแม่บทฯ ประมาณ 700,000 คนต่อปี ด้านพันธกิจของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตดีมีคุณภาพ มีประสบการณ์ทำงานแบบมืออาชีพ ด้วยรูปแบบ Work-based Education นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ใช้ได้จริงกับภาคธุรกิจและสังคม เช่น เครื่องผลิตซาลาเปา เซเว่นอีเลฟเว่นโรบอท และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันการบริการวิชาการ มีการจัดอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องเพื่อ Upskill, Reskill และ New-skill ส่งเสริมความรู้แก่ชุมชนและอุตสาหกรรม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สถาบันการศึกษา 12 สถาบัน และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ แก่บุคลากรให้ทำงานสอดคล้องกับอุตสาหกรรม 4.0 และเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์หลังวิกฤต COVID-19”

โครงการ Super AI Engineer ถือว่าเป็นโอกาสนำไปสู่การสร้างชุมชนนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างแท้จริง และเป็นการเพิ่มศักยภาพของคนไทย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือศาสตร์อื่นๆ จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญหลายด้าน เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่จุดสูงสุดในระดับสากล และยกระดับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดขึ้นใน 2 รูปแบบ ทั้ง On site และ Online สามารถชมย้อนหลังได้ที่ Facebook; สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

คลิก https://www.facebook.com/aiat2015/videos/150187127312735


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” คิกออฟคูปองดิจิทัล จ.นนทบุรี ดันเกษตรกร ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งสู่เมืองอัจฉริยะ

5 ตุลาคม 2564, จังหวัดนนทบุรี – นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกิจกรรม “Kick-off โครงการคูปองดิจิทัลสำหรับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี” ภายใต้โครงการพัฒนาจังหวัดนนทบุรีสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ซึ่งจัดโดย ดีป้า สาขาภาคกลาง พร้อมด้วย จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี สมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมี นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ อนุกรรมาธิการงบประมาณ นายสมพร นามพิลา เกษตรจังหวัดนนทบุรี นายจำลอง ขำสา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการดิจิทัล ร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด

นายพรชัย เปิดเผยว่า กิจกรรม Kick-off โครงการคูปองดิจิทัลสำหรับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการดิจิทัล ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ ด้านการเกษตรและชุมชนปลอดภัย 2 (Central Smart City) (นนทบุรี ปทุมธานี) ซึ่ง ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกร ผ่านมาตรการคูปองดิจิทัลเพื่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (depa mini Transformation Voucher) ในพื้นที่ภาคกลาง คือ จังหวัดนนทบุรี และปทุมธานี เพื่อพูดคุย สอบถาม ขอคำปรึกษา เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ จากเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ก่อนนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตร ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ปรับเปลี่ยนวิถีจากการทำการเกษตรรูปแบบเดิม สู่เกษตรอัจฉริยะ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้าน นายจิรพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะอนุกรรมาธิการงบประมาณและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ได้มีโอกาสพิจารณางบประมาณโครงการต่าง ๆ ในปี 2564 ซึ่งได้พิจารณางบประมาณของดีป้า ที่นำเสนอเข้ามา มองเห็นถึงประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริง และเป็นโครงการที่ดีช่วยเหลือเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อทำการเกษตร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรมีความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่เกษตรแบบอัจฉริยะ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีการปรับลดงบประมาณของดีป้า เนื่องจากงบประมาณที่นำเสนอมาตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ ที่สำคัญสามารถช่วยเหลือชาวเกษตรกร ก้าวข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 กลับมาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีลอยท์และเอาท์ซิสเต็มส์ขยายความร่วมมือ นำเสนอโซลูชั่นที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมบนระบบคลาวด์ AWS

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกและผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชั่นต่อยอดความสำเร็จในยุโรป ตั้งเป้าเร่งการปรับใช้ระบบคลาวด์และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแก่ลูกค้าทั่วโลก

กรุงเทพฯ – 25 ตุลาคม 2564 – เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาโมเดิร์นแอปพลิเคชั่น และดีลอยท์ คอนซัลติ้ง (Deloitte Consulting) ขยายขอบเขตความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 13 ปี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence – COE) ที่มุ่งเน้นการจัดหาโซลูชั่นที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมบนระบบคลาวด์ด้วย Amazon Web Services (AWS) ระดับโลก  ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ดีลอยท์ เอาท์ซิสเต็มส์ และ AWS ได้เสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ลูกค้าในการพัฒนาและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชั่นระดับองค์กรที่ก้าวล้ำภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้ทรัพยากรน้อยลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ดีลอยท์และเอาท์ซิสเต็มส์ผนึกกำลังร่วมกันเป็นครั้งแรกที่โปรตุเกสเมื่อปี 2550 และได้ดำเนินมากกว่า 100 โครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ในยุโรป เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แคนาดา และสหรัฐฯ ด้วยบุคลากรของดีลอยท์กว่า 300 คนที่ผ่านการรับรองจากเอาท์ซิสเต็มส์  ทั้งนี้ ดีลอยท์เป็นพาร์ทเนอร์ด้านการให้คำปรึกษาระดับพรีเมียร์ (Premier Consulting Partner) ของ AWS โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเกี่ยวกับโซลูชั่นธุรกิจบน AWS ซึ่งสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกที่ทุกเวลา

เมื่อไม่นานมานี้ สภากาชาดของเนเธอร์แลนด์ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือของเอาท์ซิสเต็มส์, ดีลอยท์ และ AWS เพื่อสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วสำหรับการจัดการอาสาสมัครและการประสานงาน  และด้วยความร่วมมือของสามบริษัทนี่เอง ให้สภากาชาดสามารถปรับขนาดการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมขอบเขตกว้างขวาง เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของความต้องการและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ฮันส์ เกิดฮาร์ท ผู้จัดการฝ่ายจัดหาข้อมูลและไอซีทีของสภากาชาด กล่าวว่า “ด้วยประสิทธิภาพแพลตฟอร์มของเอาท์ซิสเต็มส์ ประสบการณ์ของดีลอยท์ และความสามารถการปรับขนาดที่ยืดหยุ่นของ AWS ที่เรานำมาปรับใช้ประโยชน์ ทำให้เราสามารถพัฒนาโซลูชั่นที่เหมาะสมกับผู้ใช้และรองรับการใช้งานในอนาคต โดยใช้เวลาในการพัฒนาเพียงไม่กี่สัปดาห์  แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายเดือน ทุกวันนี้เราสามารถพัฒนาประสบการณ์ดิจิทัลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เพื่อเชื่อมต่ออาสาสมัครและคนทำงานกว่า 100,000 คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ด้วยความช่วยเหลือจากเอาท์ซิสเต็มส์และดีลอยท์ เรามั่นใจว่าองค์กรของเราจะสามารถปรับตัวและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปในปี 2564 และในอนาคตได้อย่างแน่นอน”

ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่ ดีลอยท์ สหรัฐฯ บริษัทในเครือที่ใหญ่ที่สุดของดีลอยท์จะขยายธุรกิจการจัดทำผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และการให้บริการผ่านศูนย์ COE ระดับโลกของดีลอยท์ โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการพัฒนาของเอาท์ซิสเต็มส์  ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าดำเนินโครงการได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น และได้รับประโยชน์ทางธุรกิจรวดเร็วกว่าเดิม ด้วยการเพิ่มความรวดเร็วในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ลดค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาและสนับสนุนแอปพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง และยกเลิกการใช้งานหรือเปลี่ยนแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนการดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ดีลอยท์จะจัดหาทรัพยากรและเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อนำเสนอคุณประโยชน์ทางธุรกิจโดยอาศัยแพลตฟอร์มของเอาท์ซิสเต็มส์

คาร์ลอส อัลเวส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเอาท์ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “เอาท์ซิสเต็มส์แก้ไขหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดที่องค์กรธุรกิจต้องเผชิญในปัจจุบัน นั่นคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ ซึ่งขาดความคล่องตัวและต้องใช้เวลานาน  แพลตฟอร์มการพัฒนาที่ทันสมัยของเรามีประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานแบบอัตโนมัติ และลดความยุ่งยากซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งพลังและโครงสร้างภาษาที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับการพัฒนารูปแบบเดิม  แนวทางใหม่นี้ช่วยปรับปรุงการสร้าง การติดตั้งใช้งาน และการปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชั่นได้อย่างมากเลยทีเดียว  ความเชี่ยวชาญที่ลึกซึ้งของดีลอยท์ ทั้งในเรื่องอุตสาหกรรมและระบบคลาวด์ บวกกับประสิทธิภาพที่เหนือชั้นของแพลตฟอร์มเอาท์ซิสเต็มส์ ช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น”

ทิม สมิธ หุ้นส่วนของดีลอยท์ คอนซัลติ้ง และหัวหน้าฝ่ายโซลูชั่นอุตสาหกรรมหลักประจำสหรัฐฯ กล่าวว่า “ความรวดเร็ว สถาปัตยกรรมที่เหมาะสม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดและตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรได้อย่างลงตัว  เรานำเสนอโซลูชั่นที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มเอาท์ซิสเต็มส์ ทั้งในส่วนของการพลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้า นวัตกรรมสำหรับสถานที่ทำงาน เรื่อยไปจนถึงระบบงานอัตโนมัติ การปรับปรุงระบบรุ่นเก่าให้ทันสมัย และอื่น ๆ อีกมากมาย  ความสามารถในการสร้างและปรับเปลี่ยนแอปบนแพลตฟอร์มเดียวคือเหตุผลหลักที่เราตัดสินใจทำงานร่วมกับเอาท์ซิสเต็มส์”

เกี่ยวกับดีลอยท์ – ดีลอยท์ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษา ภาษี และการให้คำแนะนำแก่บริษัทชั้นนำระดับโลก รวมถึงเกือบ 90% ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 500® และบริษัทเอกชนกว่า 7,000 แห่ง  บุคลากรของเราทำงานร่วมกันในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาตลาดในปัจจุบัน โดยนำเสนอผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้าในการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจให้อยู่รอดและประสบความสำเร็จ และชี้นำแนวทางสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง  ดีลอยท์ภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบริการด้านผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดสำคัญๆ  ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 175 ปีในด้านงานบริการ เครือข่ายการดำเนินงานของดีลอยท์ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 330,000 คนทั่วโลก  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดีลอยท์ได้ที่เว็บไซต์ www.deloitte.com/

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 500,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,600 คน พันธมิตรกว่า 400 ราย และลูกค้าใน 87 ประเทศ ครอบคลุมใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC ประกาศจับมือพันธมิตรทางธุรกิจหรือพาร์ทเนอร์กับ JAMF Software LLC ผู้นำด้านการบริหารการจัดการ Apple Device & Platform

เป็นเวลากว่า 18 ปีแล้วที่ Jamf เป็นมาตรฐานในการทำ Apple Ecosystem Enterprise Management และมีส่วนช่วยให้องค์กรชั้นนำต่างๆ ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐบาล ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ ดูแลรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นการใช้งานต่างๆ ของ Apple ตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถตั้งค่าอุปกรณ์ และแอปพลิเคชั่นของ Apple ตามนโยบายขององค์กรได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องจำเป็นต้องแกะกล่องหรือเปิดเครื่องอีกด้วย

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Jamf และได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้องค์กรชั้นนำในประเทศไทย สามารถบริหารอุปกรณ์ และแอปพลิเคชั่นของ Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

18 ปี แห่งการสร้างสรรค์ และยังคงมุ่งพัฒนาประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ Apple อย่างต่อเนื่องไปกับ Apple ตอกย้ำความสำเร็จของ Jamf ที่องค์กรชั้นนำมั่นใจและยอมรับจากประสบการณ์การใช้งานและบริการที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็น

  • Apple Focus, Apple Native
  • 96% ขององค์กรที่ใช้งาน Jamf พึงพอใจและเลือกต่ออายุการการใช้งาน Jamf ทุกปี
  • สามารถรองรับ features ต่างๆใน Mac OS เว่อร์ชั่นใหม่ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งาน
  • มี Apple IT management community ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • มีศูนย์การเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์ และอบรม Apple Ecosystems

นอกจากนี้เมโทรซิสเต็มส์ฯ ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ Apple สำหรับองค์กรธุรกิจ จึงมั่นใจได้ว่าการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Jamf จะมีส่วนช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ของ Apple และดูแลรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานระบบ Apple ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์ และไร้ข้อจำกัด

สนใจ Jamf โซลูชั่นด้านการบริหารการจัดการ Apple Device & Platform หรือสนใจอุปกรณ์ Apple สำหรับองค์กรธุรกิจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Website: http://www.metrosystems.co.th หรือ email: thachpan@metrosystems.co.th โทร. 02-089-4431


Exit mobile version