Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทรูมันนี่ จับมือ ลาซาด้า ผนึกกำลังพันธมิตรระดับกลยุทธ์ ชู TrueMoney Wallet เป็นอีวอลเล็ทหลักบนแอป Lazada

เตรียมผสานฟีเจอร์ “Smart Pay” และบริการทางการเงินอื่น ๆ เพื่อมอบอิสระการช็อปให้ลูกค้าเลือกชำระเงินผ่านหลากรูปแบบที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์ม ทรูมันนี่ วอลเล็ท พร้อมมอบส่วนลด + โค้ดส่งฟรี! มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท ต้อนรับเทศกาล 11.11 นี้

กรุงเทพฯ 8 พฤศจิกายน 2564 – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศจับมือ ลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพันธมิตรระดับกลยุทธ์ (Strategic Partner) พร้อมชู TrueMoney Wallet เป็นอีวอลเล็ทหลักบนแอปพลิเคชันลาซาด้าและเตรียมผสานฟีเจอร์บริการทางการเงิน รวมถึงแคมเปญและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย

นางสาวจิตติมา จันทรมโรภาส ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจออนไลน์เพย์เม้นต์และดิจิทัลเพย์เมนท์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “การสานต่อความร่วมมือระหว่างทรูมันนี่ และ ลาซาด้า ไปสู่พันธมิตรระดับกลยุทธ์ในครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทฯ ในการผสานความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มอีวอลเล็ทและอีคอมเมิร์ซเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์ ด้วยช่องทางชำระเงินที่หลากหลายสะดวกสบาย และปลอดภัย จากนี้ เราพร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการทางการเงินใหม่ๆ ร่วมกันเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งรวมถึงการสร้างแคมเปญการตลาดที่มอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

คุณธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “จากการขยายตัวและเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้อีเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม รวมไปถึงช่วยยกระดับประสบการณ์ช็อปและยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ทั้งลูกค้าและผู้ขายอีกด้วย จากความสำเร็จในการเปิดมินิแอปพลิเคชันลาซาด้า ใน TrueMoney Wallet เมื่อปีที่ผ่านมา ลาซาด้าจึงเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับ ทรูมันนี่ ในการก้าวเป็นพันธมิตรระดับกลยุทธ์ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้นักช็อปสามารถเลือกช่องทางจับจ่ายแบบออนไลน์ที่หลากหลายและตรงตามความต้องการมากที่สุด ผ่านนวัตกรรมทางการเงินของ TrueMoney Wallet ที่ผสานอยู่ในแพลตฟอร์มของลาซาด้า”

โดยภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ทรูมันนี่ และ ลาซาด้า จะร่วมกันผลักดันนวัตกรรมการชำระเงินที่อำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่แบบนิวนอร์มัล ผ่านฟีเจอร์บริการทางการเงินต่างๆ ของ TrueMoney Wallet บนแอปลาซาด้า ที่พัฒนาร่วมกัน อาทิ ‘Smart Pay’ ฟีเจอร์ที่จะเข้ามาเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินออนไลน์ให้แก่ลูกค้าและช่วยให้สามารถตั้งค่าจัดเรียงลำดับการชำระเงินอัตโนมัติได้ตามที่ต้องการ ซึ่งรวมถึงการเลือกชำระผ่านบัญชีธนาคาร เพื่อใช้จ่ายกับร้านค้าชั้นนำมากมายบนแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องเสียเวลาเติมเงิน ซึ่งจากการสำรวจของทรูมันนี่ พบว่าการเพิ่มช่องทางการชำระเงินได้อย่างอิสระ จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนบนแพลตฟอร์ม และสร้างโอกาสในการปิดการขายให้กับร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีบริการทางการเงินอื่น ๆ อีกมากมายที่จะตามมาในอนาคต

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก We Are Social ระบุคนไทยช็อปออนไลน์สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (83.6%) มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก (76.8%) และช็อปผ่านมือถือสูงติดอันดับ 2 ของโลก (74.2%) สอดคล้องกับผลสำรวจของ ETDA ที่คาดการณ์ว่าในปีนี้มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยจะเติบโตแตะ 4.01 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นเทรนด์การช็อปปิ้งออนไลน์ได้กลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย และยังเป็นทางรอดของการทำธุรกิจในยุคนี้ โดยที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและอีเพย์เม้นต์ต่างมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม e-Commerce ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

โดยในช่วง ม.ค.- ต.ค. ปีนีั พบว่าปริมาณการชำระเงิน เมื่อต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน TrueMoney Wallet เพิ่มขึ้นเกือบ x2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และจำนวนผู้ใช้ที่ชำระเงินเพื่อช็อปผ่านแอปลาซาด้า เพิ่มขึ้นมากกว่า x3.4 เท่า

นอกเหนือจากความร่วมมือระดับกลยุทธ์ ทรูมันนี่ และ ลาซาด้า ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ต้อนรับเทศกาล Lazada 11.11 Our Biggest One-Day Sale ถูกสุดในรอบปี วันนี้วันเดียว เพื่อเอาใจนักช็อป โดยการมอบส่วนลดและโค้ดส่งฟรีมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท พิเศษ! นักช็อปสามารถกดรับคูปองส่วนลดมูลค่าสูงสุด 1,111 บาท เมื่อเลือกชำระเงินผ่าน TrueMoney Wallet ในแอปลาซาด้าวันที่ 11  พฤศจิกายน 64 นี้เท่านั้น คลิกอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://tmn.co/tmnlpinlzd


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นิเทศนิด้าจับมือกับ กระทรวง อว. ววน. จัดมหกรรมอบรม Upskill และ Reskill กำลังคนด้าน DATA+AI นิเทศปัญญาประดิษฐ์

นิเทศนิด้าจับมือกับ กระทรวง อว. ววน. จัดมหกรรมอบรม Upskill และ Reskill กำลังคนด้าน DATA+AI นิเทศปัญญาประดิษฐ์ มากกว่า 4,000 คน ตอบรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ด้าน วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวโครงการอบรมมหกรรมนิเทศปัญญาประดิษฐ์ DATA+AI Powered Communication 2022 โดยมุ่งหวังพัฒนากำลังคนเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานของบุคลากรวัยทำงานในประเทศไทยผ่านการเผยแพร่ความรู้พื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ และทักษะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สอดคล้องกับบริบทในอาชีพ องค์กร หรือสังคมของกลุ่มเป้าหมาย และต้องการยกระดับทักษะสำหรับบุคลากรวัยทำงาน (Upskill/Reskill) เพื่อรองรับการประกอบอาชีพที่ต้องมีทักษะเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการพัฒนาทักษะในครั้งนี้ มากกว่า 4,000 คน
รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวในพิธีเปิดว่า การเติบโตของเทคโนโลยีจึงเป็นความท้าทายและเป็นความเสี่ยงไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรวัยทำงานในฐานะฟันเฟืองสำคัญในตลาดแรงงานที่อาจจะถูกเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาทดแทน การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาบุคลากรจะช่วยยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อย่างมีส่วนร่วม เพื่อส่งมอบคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้คนไทยจะมีความรู้ และความพร้อมในการก้าวเข้าสู่สังคมที่นำด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่อไป
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ได้มีการเสวนา หัวข้อ “อนาคตนิเทศปัญญาประดิษฐ์ Future Landscape of Data + AI in Communication” สะท้อนให้เห็นความท้าทายในการหลอมรวมทักษะหรือกลุ่มคน 2 ศาสตร์ทั้งเทคโนโลยีและการสื่อสาร
รศ.ดร. คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เราใช้ AI ในการพัฒนาเครื่องจักรต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน AI มีบทบาทในระบบฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น ฐานข้อมูลงานวิจัยระดับประเทศ ดังนั้น การใช้ประโยชน์จาก DATA+AI ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อยกระดับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ตามแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ระยะ 7 ปี (2564-2570)
รศ.ดร. ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ ภาครัฐ (GBDi) สังกัดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ระบุถึงการใช้ DATA+AI มาใช้กับการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน โดยการโฆษณาต้องศึกษาข้อมูล กลุ่มเป้าหมาย ก่อนยิงโฆษณา เพื่อไม่ให้การโฆษณาสูญเปล่า ส่วนการประชาสัมพันธ์ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเช่นกัน เพื่อสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมาย
ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ให้ข้อมูลว่า ผู้ประกอบการควรนำ DATA+AI มาพัฒนาในธุรกิจ แม้จำเป็นต้องลงทุนก่อน แต่หากลงทุนแล้ว จะ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพ เติบโตรวดเร็ว มีความโดดเด่นนำหน้าคู่แข่ง ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น ช่วยวิเคราะห์ผลตอบรับของลูกค้า รวมถึงในอนาคตผู้ประกอบการยังสามารถนำ DATA+AI พัฒนาหุ่นยนต์ใช้งานแทนแรงงานคนได้ด้วย
รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สรุปการเสวนาว่า นิเทศศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หลายด้าน ทั้งการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การถ่ายทำภาพยนตร์ ที่จำเป็นต้องใช้ DATA+AI ในการทำงานและสื่อสารกับสาธารณะ นักนิเทศศาสตร์จำเป็นต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อนำมาผลิตคอนเทนต์ ออกแบบสาร ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้มหกรรมอบรมปัญญาประดิษฐ์ เป็นการจัดอบรมผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Webinar 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรที่ 1 “Practical DATA+AI Skills for Next Normal Era” และ หลักสูตรที่ 2 “DATA+AI for Marketing Communication for Next Normal Era” ทั้งสองหลักสูตรมีทั้งภาคทฤษฎีพร้อมฝึกปฏิบัติ และมีวิทยากรมากกว่า 69  ท่าน
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้ 2 หลักสูตรข้างต้นเพิ่มเติม สอบถามรายละเอียดที่หลักสูตรการจัดการการสื่อสารด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ (NIDA) ได้ทาง เพจ เด็กนิเทศ BIG DATA https://www.facebook.com/deknitadebigdata หรือเพจ CIC ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมนิเทศศาสตร์ https://www.facebook.com/CICNitadeNida
บุคคลในภาพ (เรียงตามลำดับจากซ้ายไปขวา และจากบนลงล่าง)
1. รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
2. รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
3. รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) สังกัดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
4. รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
5. รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
6. ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT)
7. คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย)
8. คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
9. ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ประธานอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
10. รศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ หัวหน้าโครงการอบรม ความรู้และทักษะการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสื่อสารสำหรับบุคลากรวัยทำงาน และผู้อำนวยการหลักสูตร
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอพพลิแคดลุย 3D Virtual Solution ธุรกิจแห่งอนาคต
“โลกเสมือนจริง” ที่กลายเป็น “โลกสมจริง”

ดร.อิสระ อัคราพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) หรือ APP ผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน ด้านการออกแบบอย่างครบวงจร ทั้งซอฟต์แวร์การออกแบบด้านอุตสาหกรรม และด้านสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ และการให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทเดินหน้าสร้างสรรค์รูปแบบการให้บริการใหม่ AppliCAD as a Service เพื่อตอบสนองลูกค้าและการทำงานแบบดิจิทัลในยุค New normal นี้ อย่าง 3D Virtual Solution ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสร้างโลกเสมือนจริง มุ่งตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Showroom, Industrial และ Event หรือ Exhibition ซึ่งมีจุดเด่นคือ ผู้บริโภคสามารถเข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ทุกเวลา ในแบบ 360 องศา และสามารถเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ด้านการตลาดได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีความแม่นยำมากกว่าการรวบรวมข้อมูลแบบอื่นๆ สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังช่วยให้สามารถลดต้นทุนด้านแรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริการให้กับผู้บริโภคในยุคนี้ที่มีความต้องการที่หลายหลาย และเปลี่นแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อีกด้วย

“เรามองว่า 3D Virtual Solution จะสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากมีมาร์เก็ตไซส์ที่ใหญ่มาก เช่น ลูกค้ากลุ่ม Showroom ในแบรนด์หรู (Luxury Brand) หรือแบรนด์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ โดยลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องจัดงานขึ้นมาจริงๆ อีกทั้งผู้บริโภคสามารถเข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้กลายเป็นสมจริงเพื่อตอบสนองความต้องการในยุค New normal นี้ได้ และเรายังสามารถนำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์การออกโปรโมชั่นต่างๆ ได้อย่างตรงจุดอีกด้วย ถือเป็นการสร้างโอกาสแบบไร้ขีดจำกัด (Limitless Opportunities) คือ ไร้ขีดจำกัดด้านสถานที่จัดงาน ไร้ขีดจำกัดด้านเวลา ไร้ขีดจำกัดด้านการนำเสนอ ไร้ขีดจำกัดด้านช่องทางการเข้าถึง ไร้ขีดจำกัดด้านวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ไร้ขีดจำกัดด้านผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงไร้ขีดจำกัดด้านการตลาด โดยบริษัทกำลังลงทุนและพัฒนาในธุรกิจหน่วยนี้อยู่ พร้อมเสริมทัพด้านบุคคลากรให้แกร่งขึ้น ภายใต้ส่วนงาน XR service (Extended Reality Studio) ที่สำคัญเป็นธุรกิจที่จะเข้ามาต่อยอดจากธุรกิจเดิม และลูกค้าที่มีอยู่ ทั้งยังเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้บริษัทมั่นใจในธุรกิจนี้เป็นอย่างมาก”

โดยล่าสุดบริษัทได้ให้บริการ Virtual Showroom เข้าชมสินค้าเสมือนจริงให้เเก่ลูกค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี่, Virtual Industrial การเยี่ยมชมโรงงานเสมือนจริง, Virtual Events หรือ Virtual Exhibition การจัดงานเเสดงสินค้าเสมือนจริง โดยมีลูกค้าให้ความไว้วางใจในบริการ อาทิ Grand Seiko ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าแกรนด์ ไซโกในประเทศไทย และนักสะสมนาฬิกาได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการ Shopping ด้วย Grand Seiko Virtual Boutique แห่งแรกของโลก, Mercedes-Benz Virtual Showroom สร้างประสบการณ์ใหม่เหมือนได้ไปถึงโชว์รูมด้วยตัวเอง และ Virtual Events-Virtual Exhibition เต็มรูปแบบที่เพิ่งผ่านไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กับงาน AppliCAD’s 3DExperience SOLIDWORKS Day 2022 ซึ่งจัดโดยแอพพลิแคด เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านงานวิศวกรรม ต่อยอดและช่วยยกระดับงานออกแบบ ตลอดจนการผลิตของผู้ประกอบการไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากบุคคลหลากหลายอุตสาหกรรมให้ความสนใจเข้าร่วม Virtual Events ในรูปแบบออนไลน์ 100% กว่า 1,000 คน ถือว่าเป็นวิวัฒนาการของบริษัทสู่การให้บริการที่ครบวงจรและเป็นมืออาชีพ สำหรับผู้ที่สนใจ 3D Virtual Solution สามารถสอบถามข้อมูล หรือเข้าชมตัวอย่างงานได้ที่ 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดโปร Double MEGA Sale ลดสูงสุด 80% ลดแล้ว แถมอีก! ช่วยภาคธุรกิจประหยัดทั้งเดือน พ.ย. 64

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ลดแรงดับเบิ้ลคุ้มรับเดือนมหกรรมการเซลที่ดุเดือดที่สุดแห่งปี กับ OfficeMate Double MEGA Sale ลดสูงสุด 80%* ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2564 พบกับกองทัพสินค้าเด็ดแบรนด์ดัง ลดแล้ว แถมอีก! ให้ทุกธุรกิจได้ไปต่อ… ผู้ประกอบการและคนทำงานสามารถ  ช้อปประหยัดได้ทุกช่องทาง ทั้งหน้าร้านออฟฟิศเมท, ออฟฟิศเมท พลัส และช่องทางออนไลน์ พร้อมบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

Healthcare Kit Fight COVID-19 ลดจัดเต็ม! ไอเทมดูแลสุขภาพ ลดสูงสุด 80%* ให้ทุกธุรกิจพร้อมเดินหน้าอย่างมั่นใจและปลอดภัย อาทิ ชุดตรวจโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจน หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง แอลกอฮอล์ สเปรย์ฆ่าเชื้อโรค น้ำยาทำความสะอาดฆ่าเชื้อ เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องฟอกอากาศ และไส้กรอง เป็นต้น

MEGA Fur-Fair สินค้าเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดัง ดีไซน์สวยลงตัวทุกสไตล์ ลดสูงสุด 70%*  พร้อมโค้ดส่วนลดเพิ่มอีกเพียบ* อาทิ เก้าอี้เพื่อสุขภาพนั่งสบายทุกสรีระ เก้าอี้ผู้บริหาร เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้เกมส์ โต๊ะทำงาน และชั้นวางของ เป็นต้น

Office Items ของใช้สำนักงานและอุปกรณ์ไอที ลดจัดใหญ่ สูงสุด 67%* อาทิ ปากกาหมึกเจล โพสต์-อิท เทปใส เมาส์ไร้สาย หูฟัง คีบอร์ด เลเซอร์พ้อยเตอร์ เอ็กซ์เทอนัลฮาร์ดดิสท์ เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น หมึกพิมพ์ โทนเนอร์ กระดาษถ่ายเอกสาร พิเศษ…รับโค้ดส่วนลดจากแบรนด์ดังให้ประหยัดเพิ่ม อาทิ hp, brother, Canon, Epson และ FujiFilm เป็นต้น

พลาดไม่ได้ กับแคมเปญพิเศษฉลอง 11.11 …3 พ.ย. 64 – 14 พ.ย. 64 นี้ ออฟฟิศเมทแจกโค้ดส่วนลด On Top รวมมูลค่า 1,250 บาท* (เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไขที่กำหนด) และของแถมอีกเพียบ ช้อปด่วน จำนวนจำกัด! รับสิทธิ์ง่ายๆ ที่ OfficeMate Mobile App, เว็บไซต์ https://bit.ly/3m43xyq และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate
–  ช้อปสินค้า 3,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ใส่โค้ด “TIERNV2” รับส่วนลดเพิ่ม 250 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

–  ช้อปสินค้า 6,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ใส่โค้ด “TIER6NV” รับฟรี! แก้วน้ำเปลี่ยนสีลายคริสมาสต์ 680ml. (ชุด2ใบ) มูลค่า 499 บาท (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
–  ช้อปสินค้า 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ใส่โค้ด “TIER7NV” รับฟรี กาต้มน้ำอเนกประสงค์ Smarthome 1 เครื่อง มูลค่า 799 บาท (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
–  ช้อปสินค้า 10,000 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ ใส่โค้ด “TIERNV10” รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว อีโคสรัคเจอร์ ไมโคร ดาต้าเซ็นเตอร์ มาตรฐาน IP และ NEMA สำหรับสภาพแวดล้อมการใช้งานที่ทนทานภายในอาคาร

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ประกาศขยายขีดความสามารถของ EcoStruxure™ Micro Data Center R-Series ที่ได้มาตรฐานทั้ง IP และ NEMA สำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานในพื้นที่โรงงาน ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่นี้ จะให้แนวทางการใช้งานและบริหารจัดการระบบโครงสร้าง เอดจ์ คอมพิวติ้ง ที่ง่ายและรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในพื้นที่อาคารสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรม โมเดลใหม่ทั้ง 6 แบบทั้งในรุ่นขนาด 16U ขนาด 24U และ 42U จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนธันวาคมในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และจะพร้อมจำหน่ายในยุโรปต้นปีหน้า

สำหรับผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมที่นำเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 มาช่วยเพิ่มผลผลิต สร้างความปลอดภัยและปรับกระบวนการทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ ไมโคร ดาต้าเซ็นเตอร์ กลายเป็นส่วนสำคัญในการตอบโจทย์ทุกสิ่งตั้งแต่เรื่องการบูรณาการระบบ IT และ OT เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างศักยภาพการใช้งาน IIoT เพื่อทำให้ระบบไอทีในโรงงานมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

“เทคโนโลยีระบบออโตเมชั่นที่ล้ำหน้า มาพร้อมประโยชน์สำคัญทั้งการช่วยลดค่าใช้จ่าย ให้ความปลอดภัยและให้ผลิตผลที่ดี แต่การจะเข้าถึงประโยชน์ดังกล่าว ต้องทำให้ระบบไอทีอยู่ใกล้จุดเชื่อมต่อปลายทางมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องไอทีมาก่อน” ฌอง แบปทิสเต ปลานย์ รองประธานฝ่ายบริหารจัดการด้านการนำเสนอระบบเอดจ์และแร็ค ส่วนการบริหารจัดการด้านพลังงาน ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความน่าเชื่อถือของระบบเครือข่ายไอทีภายในอาคารโรงงาน เราจึงนำเสนอ EcoStruxure Micro Data Center รุ่น R-Series ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานใหม่ทั้ง IP และ NEMA  ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ให้โซลูชันที่นำมาปรับใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยให้ฝ่ายไอทีและช่องทางจำหน่ายในอุตสาหกรรมรวมถึงผู้ใช้งานปลายทางอย่างผู้ประกอบการโรงงาน และตัวแทนจำหน่ายสามารถบริหารจัดการได้ง่ายเช่นกัน

โซลูชัน EcoStruxure Micro Data Center ช่วยลดค่าใช้จ่ายและช่วยให้นำระบบอุตสาหกรรมออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

โซลูชัน EcoStruxure Micro Data Center เป็นระบบตู้แร็คแบบปิดที่ประกอบมาล่วงหน้า สามารถตั้งค่าการทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน ระบบทำความเย็น ระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบริหารจัดการ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านวิศวกรรมได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้นำระบบออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้ 7 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ ไมโคร ดาต้าเซ็นเตอร์ จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างระบบที่มีอยู่และสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนได้ถึง 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการสร้างด้วยวิธีการเดิมๆ  โดย R-Series ใหม่นี้ ช่วยให้ได้รับประโยชน์มากมายดังที่กล่าวมาและช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องยุ่งยาก เพราะเป็นโซลูชันที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ทนทานภายในอาคาร ทนกับสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมที่มีปัญหาในเรื่องปริมาณฝุ่น ความชื้น และมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่หลากหลาย

ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และการบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถบริหารจัดการได้จากระยะไกล ในเวลาที่ไม่มีพนักงานฝ่ายไอทีประจำไซต์งานเลย หรือมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่ง EcoStruxure IT เป็นแพลตฟอร์มระบบเปิดที่ทำงานร่วมกับระบบงานของผู้จำหน่ายรายอื่นได้ ให้ทั้งประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสำหรับผู้ใช้ในการบริหารจัดการระบบโครงสร้างสำคัญได้เอง บริหารจัดการร่วมกับพันธมิตร หรือจะให้ฝ่ายวิศวกรด้านการบริการของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยบริหารจัดการสินทรัพย์ต่างๆ ก็ได้เช่นกัน

เป็นโซลูชันที่มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่ช่วยให้วางใจได้แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยก็ตาม โดยสามารถวางมาตรฐานการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานได้หลากหลายภายในโซลูชันเดียวแบบ ออล-อิน-วัน ซึ่งช่วยให้ปรับใช้งานได้ง่ายมากกว่าระบบงานที่แยกเป็นหลายระบบ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ EcoStruxure Micro Data Center รุ่น R-Series ใหม่ได้

R-Series ใหม่จะพร้อมวางจำหน่ายผ่านคู่ค้าด้านช่องทางจำหน่ายของ APC และตัวแทนฝ่ายขายของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เยี่ยมชมเพจ เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ R-Series EcoStruxure Micro Data Center ใหม่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานใหม่ทั้ง IP และ NEMA สำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทนทานภายในอาคาร

อะไรคือเอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับอุตสาหกรรม?

สำหรับผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมที่ต้องการได้รับประโยชน์จากระบบออโตเมชันมากขึ้น ไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีคลาวด์เพียงอย่างเดียวในเรื่องของความยืดหยุ่น และความเร็วอย่างที่ AI ML และเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 4.0 ต้องการ ซึ่งเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ คือ ตู้ควบคุม หรือ enclosure/พื้นที่/สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านโครงสร้างระบบที่กระจายอยู่ตามพื้นที่เพื่อรองรับจุดเชื่อมต่อปลายทางของเครือข่ายในแต่ละจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม เช่นโรงงานผลิต หรือศูนย์กระจายสินค้า การใช้งานดังกล่าวจะถูกเรียกว่าเป็น “เอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับอุตสาหกรรม” โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่าเอดจ์จะกลายเป็นสิ่งที่ทวีความสำคัญมากขึ้น


เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พบเทคโนโลยีใหม่และไฮไลท์ของ Creative Cloud สำหรับทุกสายงาน จากงาน Adobe MAX รองรับการทำงานครีเอทีฟร่วมกัน ขับเคลื่อนนวัตกรรม เสริมศักยภาพให้กับครีเอทีฟและครีเอเตอร์

เทคโนโลยีใหม่ ความท้าทาย และโอกาสใหม่ๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิธีการสร้างสรรค์ผลงานของทุกคน

ปัจจุบัน งานครีเอทีฟมีความสำคัญต่อธุรกิจทุกขนาดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ และไร้ขีดจำกัด

ทีมงานฝ่ายครีเอทีฟในทุกๆ องค์กรพยายามมองหาทางที่จะเพิ่มความสะดวกในการทำงานร่วมกันและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็มองหาหนทางใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ให้ออกมาเป็นชิ้นงาน โดยครอบคลุมรูปแบบและช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นในการทำงาน รวมถึงการแสดงตัวตนและความรู้สึกนึกคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความโดดเด่น และส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ งานครีเอทีฟจึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ที่งาน Adobe MAX ปีนี้ เราจึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ และนวัตกรรมต่างๆ ใน Creative Cloud ซึ่งจะช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเครื่องมือใหม่ๆ และวิธีการแปลกใหม่ในการพัฒนาต่อยอดงานครีเอทีฟ พบกับเทคโนโลยีไฮไลท์ที่เราเปิดตัวในงานนี้:

Photoshop และ Illustrator ขยายไปสู่เว็บแล้ว

เราได้ขยายสองผลิตภัณฑ์ด้านงานครีเอทีฟในตำนาน นั่นคือ Photoshop และ Illustrator ไปสู่เว็บ เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงโปรเจ็กต์ได้จากทุกที่ เพียงแค่ใช้ URL คุณก็สามารถเชิญให้ใครก็ตามเข้ามาดูและแสดงความเห็นบนไฟล์ Photoshop หรือ Illustrator ของคุณ โดยที่คนรีวิวไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์หรือสมัครใช้บริการ Creative Cloud แต่อย่างใด นอกจากนี้ สมาชิก Creative Cloud ยังสามารถทำการแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ กับไฟล์ Photoshop หรือ Illustrator ภายในเบราว์เซอร์โดยตรง แผนการขยาย Creative Cloud ไปสู่เว็บเริ่มต้นแล้วด้วย Photoshop on the Web รุ่น Public Beta  ส่วน Illustrator on the Web เริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานในรุ่น Private Beta

Creative Cloud Spaces และ Canvas เพิ่มศักยภาพการทำงานครีเอทีฟร่วมกัน

เนื่องจากทีมครีเอทีฟแยกกันอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ทีมงานครีเอทีฟจึงต้องการวิธีการทำงานร่วมกันและสอดคล้องกันที่ดีกว่า  ด้วยเหตุนี้ เราจึงตอบโจทย์ความต้องการด้วย Creative Cloud Spaces และ Canvas  ทั้งนี้ Spaces เป็นที่เก็บข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งทุกคนในทีมงานจะสามารถเข้าถึงและจัดระเบียบไฟล์ ไลบรารี และลิงค์ต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถจัดการการเข้าถึงและประสานงานจากส่วนกลางได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ส่วน Canvas เป็นวิธีใหม่ในการแสดงผลสำหรับงานครีเอทีฟทั้งหมดภายในโปรเจ็กต์ เพื่อทำการตรวจสอบร่วมกับเพื่อนร่วมงาน และสำรวจไอเดียใหม่ๆ ร่วมกัน โดยทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบเรียลไทม์และอยู่ในเบราว์เซอร์  Creative Cloud Spaces และ Canvas เปิดให้ทดลองใช้งานในรุ่น Private Beta และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีหน้า

Frame.io และอนาคตของการทำงานวิดีโอร่วมกัน

เรารู้สึกยินดีที่ทีมงานของ Frame.io เข้าร่วมกับอะโดบี แพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟของ Frame.io เป็นแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการรวบรวมคำติชมจากทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตวิดีโอ ตั้งแต่ผู้กำกับ ไปจนถึงผู้กำกับบท และฝ่ายที่มีหน้าที่อนุมัติโปรเจ็กต์ขั้นสุดท้าย การผสานรวมแพลตฟอร์มของ Frame.io เข้ากับ Creative Cloud นับเป็นการเปิดหนทางใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในงานวิดีโอ ซึ่งเรารู้สึกตื่นเต้นกับการค้นพบแนวทางใหม่นี้ ทั้งภายในผลิตภัณฑ์ของเราเอง และในเครื่องมือตัดต่อวิดีโออื่นๆ นอกเหนือไปจากเครื่องมือของอะโดบี

ปลดปล่อยศักยภาพด้านการสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมใหม่

Photoshop: เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและลูกเล่นมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เราเพิ่มความสะดวกในการกำหนดพื้นที่มาสก์ใน Photoshop เพียงแค่วางเมาส์ไว้เหนือวัตถุ และฟีเจอร์ Hover Auto-Masking (ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei  AI engine ของเรา) จะทำการมาสก์วัตถุดังกล่าวโดยอัตโนมัติ  ส่วนฟีเจอร์ Mask All Objects จะเลือกวัตถุหรือบุคคลในภาพโดยอัตโนมัติ  นอกจากนี้ เราได้ขยายและปรับแต่ง Neural Filters ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Sensei สำหรับการแก้ไขภาพที่ซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนแปลงการแสดงสีหน้า หรือการย้อมสีให้กับภาพขาว-ดำ โดยคุณสามารถใช้ลูกเล่นต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างง่ายดายด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง  นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่ Landscape Mixer ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนภาพทิวทัศน์จากฤดูร้อนเป็นฤดูหนาว หรือเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าให้กลายเป็นทะเลทราย

Illustrator: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับทุกพื้นผิว พร้อมประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

เรากำลังสร้างไลบรารีขนาดใหญ่สำหรับวัสดุ Substance 3D ที่ใช้งานได้ในแอพ Creative Cloud เช่น Illustrator และ Photoshop

ใน Illustrator บน iPad เรานำเสนอพรีวิวเทคโนโลยีสำหรับ Vectorize ซึ่งเป็นพัฒนาการขั้นถัดไปของ Image Tracing ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถแปลงภาพให้เป็นกราฟิกเวคเตอร์ที่คมชัด ด้วยความแม่นยำและการควบคุมที่ดีขึ้น ส่วนบนเดสก์ท็อป เราได้ปรับปรุงเอฟเฟ็กต์ 3D และเพิ่มไลบรารีขนาดใหญ่สำหรับวัสดุ Adobe Substance 3D

วิดีโอ: เพิ่มความเร็ว ประสิทธิภาพ และลูกเล่น

เพื่อลดระยะเวลาที่คุณต้องใช้ในการรอคอยสำหรับขั้นตอนการเรนเดอร์วิดีโอ เราจึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ Multi-frame Rendering ใน After Effects ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการเรนเดอร์ได้ถึง 4 เท่า  และคุณไม่ต้องเสียเวลาสร้างคำบรรยายสำหรับวิดีโออีกต่อไป เพราะมีฟีเจอร์ Speech-to-Text แบบอัตโนมัติใน Premiere Pro  นอกจากนี้ ขอแนะนำให้คุณทดลองใช้ลูกเล่นสนุกๆ ของ Body Tracker ใน Character Animator เปิดกล้องเว็บแคม เริ่มต้นทำท่าทางต่างๆ และหุ่นภาพเคลื่อนไหวของคุณก็จะทำท่าตามไปด้วย

ภาพถ่าย: Lightroom ช่วยให้เราทุกคนกลายเป็นช่างภาพที่เก่งขึ้น

บางครั้ง คุณอาจชอบภาพถ่ายภาพใดภาพหนึ่ง ยกเว้นส่วนเล็กๆ ในภาพนั้น เราได้ปรับโฉมเครื่องมือ Selective Adjustment ใน Lightroom เพื่อให้คุณสามารถทำการเลือกพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย และทำการแก้ไขที่เฉพาะเจาะจงสำหรับส่วนเล็กๆ ของภาพ แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าช่างภาพคนอื่นจะแก้ไขภาพถ่ายของคุณในลักษณะใด ด้วย Community Remix คุณจะสามารถแชร์ภาพถ่ายของคุณ แล้วเรียนรู้และรับแรงบันดาลใจจากศิลปินคนอื่นๆ ที่เข้ามาแก้ไขภาพของคุณ

3D และการออกแบบ: สร้างประสบการณ์ที่ดื่มด่ำมากขึ้น

คอลเลกชั่น Substance 3D ของอะโดบีมอบพลัง 3D ที่ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ด้วยเครื่องมือที่สามารถทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การสร้างภาพด้านการตลาดที่สวยงาม ไปจนถึงการปั้นแต่งวัตถุ 3D จากภาพร่าง ในอนาคตงานสร้างสรรค์ 3D จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ขณะที่ครีเอเตอร์พยายามมองหาหนทางใหม่ๆ ที่เป็นไปได้  คอลเลกชั่น Substance 3D ประกอบด้วยวัสดุและผิวสัมผัส 3D หลายพันรายการ ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้กับงานสร้างสรรค์ของคุณ

อื่นๆ อีกมากมาย — ตั้งแต่การวาดภาพและระบายสี ไปจนถึงการออกแบบหน้าจอ

นอกเหนือจากทั้งหมดที่กล่าวมา เรายังได้เปิดตัวฟีเจอร์อื่นๆ อีกหลายสิบรายการ ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและขยายขีดความสามารถด้านการสร้างสรรค์ เช่น เส้นไกด์สำหรับเปอร์สเปคทีฟ และเอฟเฟ็กต์การเคลื่อนไหวใน Fresco ซึ่งเป็นแอพสำหรับการวาดภาพและระบายสีแบบมัลติแพลตฟอร์มของอะโดบี นอกจากนี้ คุณยังสามารถเพิ่มวิดีโอที่เล่นได้ และแอนิเมชั่น Lottie ให้กับชิ้นงานต้นแบบใน Adobe XD ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการออกแบบ การสร้างต้นแบบ และการแชร์สำหรับนักออกแบบประสบการณ์

ปลั๊กอินใหม่ของ Adobe XD ช่วยให้คุณค้นหาแอนิเมชั่น Lottie สำหรับใช้ในการออกแบบเว็บไซต์และแอพ

เสริมศักยภาพให้กับสายงานครีเอทีฟ

Behance: มองหาโอกาส และสำรวจงานในโลกครีเอทีฟ

แนะนำช่องทางใหม่ที่จะช่วยให้สมาชิกกว่า 26 ล้านคนของ Behance สามารถสร้างรายได้จากผลงานของตนเอง โดยสมาชิก Creative Cloud จะสามารถนำเสนอบริการสมาชิกเพื่อให้แฟนๆ ได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงไลฟ์สตรีม ไฟล์ต้นฉบับ และอื่นๆ บน Behance โดยที่ Behance ไม่ได้หักค่าส่วนแบ่งใดๆ จากรายได้ของคุณ และคุณยังสามารถเพิ่มปุ่ม “Hire Me” ไว้ในโปรไฟล์ของคุณ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถติดต่อว่าจ้างคุณได้โดยตรง

Content Authenticity Initiative และการแก้ปัญหาโดยใช้ NFT

เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ริเริ่มโครงการ Content Authenticity Initiative (CAI) เพื่อแก้ปัญหาการบิดเบือนข้อมูลของ visual และเพื่อให้ครีเอเตอร์ได้รับเครดิตจากผลงานของตนเอง วันนี้เราได้นำเสนอฟีเจอร์สำหรับการใส่ Content Credentials ในโปรแกรมต่างๆ เช่น Photoshop  ข้อมูลประจำตัว (Credentials) ที่ปลอดภัยนี้ประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่อผู้สร้างภาพ เวลาและสถานที่ที่ถ่ายภาพ  นอกจากนั้น มีการใช้โทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ (Non-Fungible Token – NFT) เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเสนอขายผลงานในตลาดใหม่ได้อย่างปลอดภัย  ทั้งนี้ Content Credentials จะป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่หวังดีแอบอ้างหรือขโมยผลงานของคุณและนำไปขายในตลาด NFT  เราร่วมมือกับตลาด NFT หลายราย เช่น KnownOrigin, OpenSea, Rarible และ SuperRare เพื่อให้มีการแสดงข้อมูล Content Credentials

ท่านยังสามารถดู session ย้อนหลังของงาน Adobe MAX ได้ที่นี่ จนถึงวันที่ 5 พ.ย! มีเซสชั่นที่น่าสนใจมากกว่า 400 รายการ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และคุณยังสามารถรับฟังข้อมูลและความเห็นจากครีเอทีฟที่คุณชื่นชอบ รวมถึงผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ โคลอี้ เจา, นักแสดงชื่อดัง ทิลด้า สวินสตัน และเฮนรี่ โกลดิ้ง และครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงอย่าง เคซีย์ ไนสแตท และเวนดี้ แมคนอตัน

ทีมงานอะโดบีมีความยินดีที่ได้นำเสนออัพเดตล่าสุด และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรา  งาน Adobe MAX ปีนี้นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาเพื่อขยายการใช้งาน Creative Cloud ไปสู่เว็บ และเปิดศักราชใหม่สำหรับการทำงานครีเอทีฟร่วมกัน เราพร้อมรับฟังคำติชมและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเสริมศักยภาพให้กับงานสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อให้คุณมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ของงานครีเอทีฟในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจไอบีเอ็มชี้ การใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและอีเวนท์มีศักยภาพฟื้นตัว จุดจบของฤดูกาลการจับจ่ายใช้สอยแบบเดิม

การกลับมาใช้ชีวิตในสังคมตามปกติของผู้บริโภคที่สำรวจจำนวนมาก ล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากความล่าช้าของการฉีดวัคซีนและมาตรการด้านความปลอดภัย

กรุงเทพฯ​ ประเทศไทย – 2 พ.ย. 2564: ผลการศึกษาผู้บริโภคทั่วโลกล่าสุด ที่เผยแพร่โดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม หรือ IBV พบกลุ่มที่สำรวจรู้สึกรื่นเริงใจกับเทศกาลวันหยุดปี 2564 มากกว่าปีที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อย และกำลังจัดสรรงบประมาณที่สูงขึ้นสำหรับการเดินทางและการทำกิจกรรมในประเทศ อย่างไรก็ตาม การสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 กำลังเป็นอุปสรรคขัดขวางการกลับมาจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลวันหยุด

กลุ่มที่สำรวจเกือบสามในสี่รายกล่าวว่า พวกเขารู้สึกกังวลเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โดยสามในห้ารายรู้สึกกังวลที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัว ขณะที่กลุ่มที่สำรวจมากกว่าครึ่งรู้สึกเป็นกังวลที่จะใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยงบจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุดยังคงต่ำกว่าปี 2562 ถึงร้อยละ 13 อย่างไรก็ตาม มีการเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคที่สำรวจร้อยละ 87 ยังระบุว่าพวกเขาอาจจับจ่ายซื้อของในช่วงวันหยุดปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นหกจุดเมื่อเทียบกับปี 2563

“ผู้นำอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จที่สุด อาจเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา และในแบบที่ลูกค้าต้องการ” นายโจนาธาน ไรท์ หุ้นส่วนผู้จัดการและรองประธานระดับโลกด้านการให้คำปรึกษาด้านซัพพลายเชนของ IBM Consulting กล่าว “จากผลการศึกษา กลุ่มที่สำรวจยังคงเรียกร้องให้มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยต่อไปสำหรับกิจกรรมที่ต้องสัมผัสกัน รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดรูปแบบใหม่ๆ เช่น การรับสินค้าแบบไม่มีการสัมผัส การจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกัน การจัดส่งจากร้านค้า การซื้อของออนไลน์ การรับของที่ร้าน เป็นต้น การนำปัญญาประดิษฐ์ ระบบออโตเมชันอัจฉริยะ และอนาไลติกส์เข้ามาใช้ทั่วทั้งองค์กร จะทำให้ธุรกิจปรับตัวได้มากขึ้น สามารถตอบสนอง ปรับเปลี่ยน และสเกลได้อย่างรวดเร็ว เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อถึงเวลาของการจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลวันหยุดยาว”

ส่วนหนึ่งของผลการสำรวจที่น่าสนใจ ยังมีดังนี้

คนเริ่มจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลวันหยุดเร็วขึ้น

บรรดานักช็อปช่วงเทศกาลวันหยุดกังวลเกี่ยวกับปัญหาสินค้าขาดสต็อก โดยกลุ่มที่สำรวจมากกว่าหนึ่งในสี่รายได้เริ่มช็อปตั้งแต่เดือนกันยายนหรือก่อนหน้านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้ครบ กลุ่มที่สำรวจยังวางแผนที่จะเริ่มซื้อของกันในเดือนตุลาคม ซึ่งมีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพียงไม่ถึงครึ่งของผู้บริโภคที่สำรวจ วางแผนที่จะเริ่มต้นการซื้อของช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล “Black Friday” ในสหรัฐอเมริกา

การช็อปปิ้งออนไลน์ยังครองแชมป์

การช็อปปิ้งออนไลน์ยังมีแนวโน้มที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ สถิติดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตเมื่อเทียบกับข้อมูลจาก IBV ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่พบว่าร้อยละ 73 ของนักช็อปที่สำรวจมีความต้องการและคาดว่าจะกลับมาใช้บริการที่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน แต่ในท้ายที่สุด มีผู้บริโภคที่สำรวจเพียงร้อยละ 36 ที่กล่าวว่าพวกเขาวางแผนซื้อสินค้าในร้านค้าจริง โดยร้อยละ 43 วางแผนที่จะซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการระบาดระลอกใหม่และสายพันธุ์ใหม่ของโควิด-19

การเดินทางในช่วงวันหยุด รวมถึงประสบการณ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง อาจฟื้นตัวกลับมาได้ในปี 2564

กลุ่มผู้บริโภคที่สำรวจคาดการณ์ว่าการเดินทางจะเป็นกิจกรรมที่ใช้สัดส่วนงบประมาณสำหรับเทศกาลวันหยุดในภาพรวมมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.2 จากร้อยละ 5.7 ในปี 2563 แม้ว่าจะยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าปี 2562 แต่กลุ่มที่สำรวจเกือบร้อยละ 40 บอกว่าพวกเขามีแผนที่จะเดินทางไปพบครอบครัวและบรรดาเพื่อนๆ ในช่วงวันหยุด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28 ในปีที่แล้ว งบสำหรับการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มปรับขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยมีการใช้งบประมาณด้านที่พักและการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศสูงกว่างบประมาณการเดินทางทางอากาศและที่พักอาศัยภายในประเทศ การออกไปเที่ยวและกิจกรรมในท้องถิ่น การออกนอกบ้านและกิจกรรมในท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารนอกบ้าน อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2564 โดยผู้บริโภคที่สำรวจวางแผนที่จะใช้จ่ายในเรื่องนี้มากกว่าปีที่แล้วร้อยละ 30

ผู้บริโภคยังคงห่วงเรื่องความยั่งยืน

ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอาจได้รับความนิยมในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ โดยผู้บริโภคสี่ในห้ารายที่สำรวจกล่าวว่าพวกเขาอาจพิจารณาถึงความยั่งยืนในระดับหนึ่ง เวลาที่เลือกซื้อของในช่วงวันหยุดปีนี้ สอดคล้องกับผลสำรวจของปีที่แล้ว ที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้วางแผนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนด้วยการหลีกเลี่ยงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และหันมาซื้อของในท้องถิ่น หรือซื้อผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น หรือที่ผลิตในท้องถิ่นให้มากขึ้น 

ดูผลการศึกษาฉบับเต็มได้ที่ https://www.ibm.com/thought-leadership/institute-business-value/report/2021-holiday-shopping-travel-outlook 

เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม
สถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) ให้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ภายใต้จุดยืนในการผสานรวมเทคโนโลยีและธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยรวบรวมความเชี่ยวชาญจากบรรดานักคิดในอุตสาหกรรมต่างๆ นักวิชาการแถวหน้า และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ พร้อมด้วยข้อมูลจากการวิจัยและผลการปฏิบัติงานทั่วโลก thought leadership ของ IBV ครอบคลุมถึงข้อมูลเจาะลึกจากการวิจัย การเปรียบเทียบมาตรฐานและผลการปฏิบัติงาน รวมถึงการสร้างแผนภาพข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคต่างๆ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ ติดตาม @IBMIBV บน Twitter และรับข้อมูลเชิงลึกล่าสุดได้ทางอีเมล โดยไปที่ www.ibm.com/ibv


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สำนักหอสมุด มข.เปิดโลกการเรียนรู้ล้ำยุคผ่านประสบการณ์ในโลกเสมือน (Metaverse experience)

รศ.นพ. สุพัชญ์ สีนะวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเข้าไปมีประสบการณ์ในโลกเสมือนจริงทางดิจิทัล หรือ metaverse experience จึงได้นำอุปกรณ์ VR Headset ที่สำนักหอสมุดจัดหาไว้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ออกให้บริการเปิดประสบการณ์ผ่าน metaverse experience แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในงานมหกรรมหนังสือภาคอีสาน ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์ประชุมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสนับสนุนให้ประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย มีความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality education for ALL) ตามแนวทางของ Sustainable development goal ข้อที่ 4 (SDG4) โดยเฉพาะการยื่นโอกาสทางการศึกษาสู่ชุมชนทั่วไป (community outreach) ผ่านกิจกรรมด้านการเรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายส่งเสริมให้ทุกส่วนงานดำเนินกิจกรรมที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Lifelong learning) สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะที่ เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้สำหรับทุกคน (Learning center for ALL) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าถึงการศึกษาสำหรับสมาชิกทุกกลุ่มของสังคม จึงได้มีการปรับเปลี่ยนภารกิจหลายด้านเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น พัฒนา platform การเรียนรู้แบบออนไลน์สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต (Learning program ด้าน life skill) การเปิดพื้นที่ meeting space ของหอสมุดกลาง เป็นพื้นที่แห่งการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับทุกคนในชุมชน โดยไม่มีค่าบริการ ตลอดจนการจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนรู้ที่ล้ำสมัย เช่น VR headset เพื่อส่งเสริมจินตนาการในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning society) ต่อไป

สำหรับผู้สนใจสามารถทดลองใช้งานได้ที่หอสมุดกลางและห้องสมุดประจำคณะทุกแห่ง ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่นสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟสบุ๊กสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น @kkulib

นางสาวนิติยา ศรีวรเดชไพศาล : ข่าว ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเดินหน้าเสริมทักษะบุคลากรไอซีที จัดโครงการ “Seeds for the Future”’
ร่วมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม

บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรเปี่ยมความสามารถ เพื่ออีโคซิสเต็มด้านไอซีทีที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

กรุงเทพฯ/ 1 พฤศจิกายน 2564 — บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีเปิดโครงการ “Seeds for the Future 2021” เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถด้านไอซีทีได้เพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัลผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมภาคปฏิบัติกับผู้เชี่ยวชาญ และร่วมทำเวิร์กช็อปแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวัฒนธรรม ภายใต้ภารกิจในการสนับสนุนการพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีทีของประเทศ ในพิธีฯ ดังกล่าว นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวัฒนธรรม

โครงการ “Seeds for the Future” ซึ่งริเริ่มขึ้นที่กรุงเทพมหานครในปี 2551 เป็นโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมระดับโลกของหัวเว่ย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของบุคลากรไอซีทีในระดับท้องถิ่นและเชื่อมความสัมพันธ์ในด้านภาษาและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ แต่ละปีกิจกรรมจะประกอบด้วยการฝึกอบรมภาคปฏิบัติที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต โดยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา นักศึกษาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจำนวน 10 คน จะมีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านไอซีทีที่ประเทศจีน ร่วมกับนักศึกษาจากอีก 125 ประเทศทั่วโลก พร้อมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้และเทคโนโลยีล้ำสมัยของหัวเว่ยในเมืองเซินเจิ้นและกรุงปักกิ่ง

ในระหว่างพิธีเปิดงาน นักศึกษาที่ได้เข้าร่วมโครงการในปี 2562 ที่ผ่านมา ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้จากโครงการนี้ รวมถึงโอกาสที่ได้แบ่งปันวัฒนธรรมไทย อาทิ การแห่ขันหมากซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในพิธีแต่งงานของไทย ให้เพื่อนนักศึกษาจากประเทศอื่น ๆ เช่น มอริเชียส แคนาดา สวีเดน ได้เรียนรู้ประเพณีไทย รวมทั้งยังได้เล่าถึงโอกาสและประสบการณ์ในการร่วมงานกับหัวเว่ยด้วย 

พิธีเปิดโครงการ Seeds for the Future ประจำปีนี้ได้รับเกียรติจาก นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มาเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ อาทิเช่น ความรู้ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม “เทคโนโลยีเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมโลกในทุกมิติ ภายใต้วิถีชีวิตแบบนิว นอร์มอล รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านดิจิทัล โดยส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงความรู้มากมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องขอขอบคุณหัวเว่ย ที่ได้จัดโครงการพัฒนาทักษะด้านไอซีที ตลอดจนมอบโอกาสและประสบการณ์อันล้ำค่า ให้แก่นักศึกษาทุกคน”

“อนาคตทางดิจิทัลอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทำให้เราต้องสร้างบุคลากรด้านดิจิทัลเป็นอย่างมาก  ที่หัวเว่ย เราเชื่อมั่นว่า เมล็ดพันธุ์สามารถที่จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ เป็นดอกไม้ที่สวยงาม และเป็นอนาคตที่สดใสได้  ด้วยโครงการดิจิทัลมากมาย เราจะช่วยลดช่องว่างระหว่างความรู้ในตำราและทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานจริงและการก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 เราภูมิใจที่รู้ว่าโครงการ Seeds for The Future ของหัวเว่ยนั้น ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2551 และเราจะมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีต่อไป และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีของไทยต่อไปภายใต้พันธกิจ ‘Grow in Thailand, Contribute to Thailand’” นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวในระหว่างพิธีเปิดงาน

หัวเว่ยริเริ่มโครงการพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ มากมายอย่างเช่น Seeds for the Future เพื่อส่งเสริมทักษะและศักยภาพของเยาวชน เดินหน้าลดช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนและทักษะที่จำเป็นในการทำงานจริง หัวเว่ยเดินหน้าจับมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์  ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม  ไอที สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ 

ผลิตภัณฑ์ โซลูชั่นและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด 

นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันแต่งตั้งอิกอร์ มอเรล ประธานบริษัทอีริคสัน ประเทศไทย

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 1 พฤศจิกายน 2564 – อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ประกาศแต่งตั้ง มร. อิกอร์ มอเรล ขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย  ก่อนหน้าที่จะรับตำแหน่งประธาน บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย มร. อิกอร์ เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเครือข่ายของอีริคสันประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, โอเชียเนีย และอินเดีย ซึ่งเขารับผิดชอบฝ่ายปฏิบัติการและนำส่งบริการระบบเครือข่าย (Networks Service Delivery & Operations), ซัพพลายเชน (Supply Chain), สนับสนุนการขาย (Sales Support) รวมถึงฝ่ายนวัตกรรมออโตเมชั่นและปัญญาประดิษฐ์ (Automation and Artificial Intelligence)

มร. อิกอร์เข้ารับตำแหน่งต่อจากนาดีน อัลเลน ที่ดำรงตำแหน่งนี้ถึงห้าปีครึ่ง ก่อนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานด้านกลยุทธ์และองค์กรธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, โอเชียเนีย และอินเดีย

มร. นันซิโอ เมอร์ทิลโล ประธานบริษัทอีริคสัน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, โอเชียเนีย และอินเดีย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญมากสำหรับอีริคสันและเรามุ่งมั่นสนับสนุนผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) ในประเทศไทย โดยมอบประโยชน์ต่าง ๆ จากการเชื่อมต่อไปยังผู้บริโภคและองค์กร โดยการปรับใช้เทคโนโลยีและโซลูชั่นล้ำยุคของเรา  อิกอร์ เป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ของอีริคสันและด้วยประวัติการทำงานอันยาวนานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่มีความเชี่ยวชาญและชำนาญหลากหลายอุตสหากรรมหรือรู้จักตลาดหลายภูมิภาคเป็นอย่างดี ผมมั่นใจว่าภายใต้การนำของเขา อีริคสันจะดำเนินการตามคำมั่นสัญญาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศไทยต่อไป”

มร. อิกอร์เข้าร่วมงานกับอีรัคสันในปีพ.ศ. 2543 และได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในด้านเทคโนโลยี การขาย และการดำเนินงานในยุโรป อเมริกาเหนือและละตินอเมริกา เอเชีย และอินเดีย  มร. อิกอร์สำเร็จการศึกษาระดับบริหารเอ็มบีเอ (MBA) ในสาขา Innovation & Design Thinking โดยมุ่งเน้นที่ตลาดยุโรปและเอเชียจาก ESADE/AALTO Business School ประเทศสเปน-ฟินแลนด์ นอกจากนั้นยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์

มร. อิกอร์กล่าวถึงการมารับตำแหน่งใหม่ว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งใหม่ในฐานะประธาน บริษัทอีริคสัน ประเทศไทย ตลาดไทยมีความพิเศษและเฉพาะตัวมากด้วยอัตราการใช้เวลาในโลกออนไลน์เฉลี่ยต่อวันสูงในระดับแนวหน้าของโลก และที่นี่ยังแสดงถึงโอกาสทางธุรกิจที่น่าตื่นเต้นสำหรับเรา ผมใจจดจ่อที่จะสนับสนุนผู้ให้บริการด้านการสื่อสารของไทยเพื่อพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารที่มีพลวัตและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยให้ประเทศไทยสร้างระบบนิเวศไร้สายในอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยเทคโนโลยีและโซลูชั่น 5G ที่ล้ำสมัยของ Ericsson”

นับเป็นเวลากว่า 115 ปีที่อีริคสันดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีริคสันได้เป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารของไทยในการจัดหานวัตกรรมการเชื่อมต่อของเทคโนโลยีมือถือในยุคต่าง ๆ แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย และอีริคสันกำลังทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อแนะนำ 5G ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น

Ericsson เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ทั่วโลก โดยมีเครือข่าย 5G จำนวน 97 เครือข่ายที่เปิดให้บริการแล้วใน 46 ประเทศ

เกี่ยวกับอีริคสัน

อีริคสัน สนับสนุนผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในการสร้างมูลค่าสูงสุดจากการเชื่อมต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครือข่าย (Networks)  การบริการดิจิทัล (Digital Services) การบริหารจัดการเครือข่าย (Managed Services) และธุรกิจเกิดใหม่ที่กำลังเติบโต (Emerging Business) และมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือลูกค้าให้มุ่งสู่ระบบดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพ และมองหารายได้รูปแบบใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนา นวัตกรรมของอีริคสันได้มอบประโยชน์จากระบบโทรศัพท์และเครือข่ายเคลื่อนที่ให้แก่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก อีริคสันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในกรุงสต็อกโฮล์ม และใน NASDAQ นครนิวยอร์ค ติดตามข้อมูลข่าวสารของอีริคสันได้ที่ www.ericsson.com


Exit mobile version