Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส จับมือกลุ่มบุคลากรการแพทย์อาสา Thai CoCare สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าสู้โควิด-19

กรุงเทพประเทศไทย, 16 พฤศจิกายน 2564: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศระดับโลก เดินหน้าเชื่อมต่อผู้คนและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น (Connecting people, improving lives) เนื่องในโอกาสวันอาสาสมัครสากล (Global Volunteer Day) โดยดีเอชแอลสนับสนุนให้พนักงานมีจิตอาสา และช่วยเหลือสังคม นอกจากกิจกรรม CSR ต่าง ๆ ของบริษัทในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดแล้ว ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ยังบริจาคตู้ตรวจคัดกรองโควิด-19 ความดันบวกจำนวน 19 ตู้ รวมมูลค่า 1.2 ล้านบาท ให้กลุ่มบุคลากรการแพทย์อาสา Thai CoCare เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยให้กับบุคลากรด่านหน้าในระหว่างการปฏิบัติงาน

ตู้ตรวจคัดกรองโควิด-19 เหล่านี้มีน้ำหนักเบา ถูกออกแบบให้พับเก็บและประกอบง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก เพื่อให้หน่วยบุคลากรการแพทย์อาสาได้ปฏิบัติงานอย่างรวดเร็วและสะดวก โดยสามารถตรวจโควิด-19 เชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มากขึ้น นอกจากนี้ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ยังได้บริจาคถุงยังชีพให้แก่ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรอคิวรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 300 ถุง ซึ่งบรรจุอาหารแห้งและอาหารที่ให้พลังงาน อีกทั้งอาสาสมัครดีเอชแอลยังช่วยสนับสนุนการทำงานของกลุ่มแพทย์อาสา Thai CoCare ในการตรวจคัดกรองโควิด-19 อีกด้วย

Thai CoCare คือกลุ่มบุคลากรการแพทย์อาสามากกว่า 2,000 ชีวิต ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักจิตวิทยา และผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ต่าง ๆ โดยให้คำปรึกษา และดูแลสุขภาพจิตแก่ผู้ป่วยระหว่างรอเตียงโรงพยาบาล หรือผู้ป่วยที่เข้าระบบ Home Insolation ผ่านแอพพลิเคชัน CoCare ในขณะเดียวกัน Thai CoCare ก็ยังมีทีมที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจโควิด-19 เชิงรุกในพื้นที่ระบาดหนักในเขตชุมชนเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ

คุณเฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยและหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า “ช่วงสองปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่เราต้องช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาด ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ได้ตระหนักถึงภารกิจนี้ แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทฯ ภูมิใจที่พนักงานของเราได้ช่วยเหลือสังคมในทันทีด้วยความเข้าอกเข้าใจ (empathy) และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของพวกเขา พนักงานจากทุกแผนกได้ใช้ความสามารถของตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมุ่งมั่นสานต่อวัตถุประสงค์ขององค์กร “เชื่อมต่อผู้คน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น” (Connecting people, improving lives) ผ่านโปรแกรม GoGreen, GoHelp, GoTeach และ GoTrade ในชุมชนที่เราอาศัยและดำเนินงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ESG เพื่อความยั่งยืน”

นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้ง Thai CoCare กล่าวว่า “ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่สงบ การเฝ้าระวังเชิงรุกและให้การรักษาทางการแพทย์แก่ผู้ติดเชื้อจึงยังจำเป็นอย่างยิ่ง ตู้ตรวจคัดกรองโควิด-19 ที่ได้รับจากดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยบุคลากรการแพทย์ของเราคัดกรองผู้ป่วย และยังช่วยประหยัดในการใช้ชุด PPE ของบุคลากร ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ลดความเสี่ยงระหว่างการตรวจคัดกรอง และมีความปลอดภัยมากขึ้น เสริมความมั่นใจในการตรวจคัดกรองของทีมแพทย์ และสามารถช่วยประชาชนได้อย่างเต็มที่”

ตู้ตรวจโควิดความดันบวกนี้ มีระบบและการควบคุมความดันที่เหมาะสม เพื่อให้บุคลากรการแพทย์สามารถอยู่ในห้องตรวจโดยไม่มีเชื้อปนเปื้อนในอากาศ โดยด้านในเป็นระบบปิดด้วยการปรับแรงดันอากาศ มีประตูเปิด-ปิดอย่างแน่นหนาเพื่อความปลอดภัย และมีช่องสำหรับสอดมือเพื่อทำหัตถการ ซึ่งตู้นี้รองรับการใช้งานของเจ้าหน้าที่ได้ครั้งละ 3 คนในเวลาเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุด PPE แบบเต็ม ทำให้การคัดกรองมีความสะดวก รวดเร็ว และเพิ่มระดับความสามารถในการให้บริการ

ปัจจุบัน ตู้ตรวจโควิดความดันบวกทั้ง 19 ตู้ ได้ถูกส่งให้กับกลุ่มแพทย์อาสา Thai CoCare เพื่อจัดสรรไปยังสถานพยาบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช สำนักงานป้องกันโรคเขตเมือง มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย กลุ่มคลองเตยดีจัง โรงพยาบาลสันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลกงหรา จ.พัทลุง โรงพยาบาลควนโดน จ.สตูล รวมถึงสำนักงานสาธารณสุขในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

พนักงานดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ยังได้จัดทำถุงยังชีพบรรจุอาหารแห้ง และเขียนข้อความมอบกำลังใจ ส่งมอบให้มูลนิธิ 12 แห่ง และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงบริจาคข้าวสารมากกกว่า 5,000 กิโลกรัมผ่านมูลนิธิต่าง ๆ นอกจากนี้ พนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส จำนวน 25 คน ยังได้อาสาช่วยหน่วยงานสายด่วนของภาครัฐ และดูแลสภาพจิตใจประชาชน โดยให้คำปรึกษากับประชาชนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 8,042 ราย

ดีเอชแอลยังได้ทำหน้าที่สำคัญโดยการขนส่งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มากกว่า 1 พันล้านโดสไปมากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก รวมถึงการดำเนินการจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคล็อตแรกจำนวน 1.5 ล้านโดสที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาบริจาคให้กับประเทศไทย

ชมวิดีโอ ที่มาความร่วมมือของตู้ตรวจโควิด-19 ความดันบวก คลิก ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทำความเข้าใจกับสมาร์ทกริด ในสวิตช์เกียร์อัจฉริยะ

สมาร์ทกริด คือ ระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับทั้งซัพพลายเออร์และผู้บริโภคเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านพลังงานแบบเรียลไทม์อย่างที่ต้องการ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจัดหา จัดเก็บ ใช้งาน รวมถึงในการทำธุรกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่กำหนดภายในเวลาที่เหมาะสม อุตสาหกรรมไฟฟ้าได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากที่สุดในเรื่องของการต่อยอดเทคโนโลยีเช่นอุปกรณ์สวิตช์เกียร์ไฟฟ้าแรงดันสูงและแรงดันปานกลาง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เดิมทีนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีจะปรากฏขึ้นในทุกทศวรรษหรือราวๆ นั้น แต่สวิตช์เกียร์สามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 40 ปี ซึ่งแสดงถึงรูปแบบการทำงานของสถาปัตยกรรมสำหรับเครือข่ายการส่งและกระจายพลังงาน (T&D) จากส่วนกลางและเป็นรูปแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ T&D ต่างต้องการความเสถียรซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เกิดความลังเลในเวลาที่ต้องการใช้เทคโนโลยีใหม่ ซึ่งการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ดังกล่าวที่มีอายุยาวนานจะง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ให้บริการหากเทคโนโลยีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม การจะเข้าถึงประโยชน์ของศักยภาพด้านสมาร์ทกริดในปัจจุบัน อุตสาหกรรมด้านไฟฟ้าต้องทำความเข้าใจเรื่องสวิตช์เกียร์ใหม่ เนื่องจากสวิตช์เกียร์ในยุคของสมาร์ทกริดต้องมี “ความฉลาดทางดิจิทัล” มากขึ้น ต้องยืดหยุ่น กะทัดรัด และสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมการใช้งานที่สมบุกสมบันได้

สมาร์ทกริด มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ

  • สร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงาน
  • ผสานรวมพลังงานที่หมุนเวียนและกระจายศูนย์มากขึ้น

การตอบโจทย์วัตถุประสงค์เหล่านี้หมายถึงการนำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อช่วยให้เกิดการสื่อสารแบบสองทาง ระหว่างสาธารณูปโภคและลูกค้าที่ใช้ และระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันที่อยู่บนเครือข่ายการส่งและกระจายพลังงาน รวมถึงศูนย์การดำเนินงานของเครือข่าย  อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนด้านไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบัน รวมถึงสวิตช์เกียร์ อนุญาตให้มีการสื่อสารอย่างเรียบง่ายแค่ทางเดียวสำหรับการผลิตพลังงานจากส่วนกลาง

ในขณะที่หลักการของสวิตช์เกียร์ยังคงใช้พื้นฐานแบบเดิม มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปรวมถึงแนวทางการนำมาใช้งานสำหรับสมาร์ทกริดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ คุณลักษณะพื้นฐานของเทคโนโลยีสมาร์ทกริดมีดังต่อไปนี้

  • สมาร์ทกริดจะทำงานร่วมกับเซอร์กิตเบรกเกอร์ในเครือข่ายมากขึ้น (แทนที่สวิตช์แบบแมนนวล)
  • มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมอนิเตอร์และควบคุมการทำงานจากระยะไกลได้มากขึ้น
  • เซ็นเซอร์และดิจิทัลมิเตอร์ที่ใช้พลังงานต่ำ ช่วยให้มอนิเตอร์และควบคุมได้มากขึ้น
  • สถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์คือสิ่งจำเป็น

เมื่อมีสมาร์ทกริดเกิดขึ้น ความฉลาดทางดิจิทัลจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับสาธารณูปโภคในการมองเห็น วัดผลและควบคุมฟังก์ชันการทำงานในเครือข่ายได้ การควบคุมผ่านระยะไกลที่ต้องอาศัยความฉลาดทางดิจิทัลช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบำรุงรักษาและช่วยหลีกเลี่ยงการใช้บริการภาคสนามเข้ามาดูแลซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

การที่มีแหล่งพลังงานกระจายศูนย์และพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีสมาร์ทกริดเข้ามา ทำให้ทั้งการมอนิเตอร์และการวัดกลายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

มีการคาดการณ์ว่าตลาดสวิตช์เกียร์แรงดันปานกลาง จะสร้างโอกาสสำหรับผู้เล่นรายใหม่ได้อย่างแน่นอนภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการระบบพลังงานไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนา ผู้เล่นที่มีชื่อเสียงโดดเด่นเป็นที่รู้จักจึงมีแนวโน้มว่าจะรักษาจุดแข็งที่โดดเด่นนี้ได้ในตลาดสวิตช์เกียร์แรงดันปานกลางระดับสากลภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แบรนด์อย่าง #SchneiderElectric จึงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งจากความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงาน การปกป้อง และระบบออโตเมชันด้าน IoT #LifeIsOn

                                                                                          # # #

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MR.DIY Scan & Pay ด้วย E-Wallet แทนเงินสด ลดสัมผัส

กรุงเทพฯ, 15 พฤศจิกายน 2564มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เพิ่มความสะดวกในการชำระเงินผ่านช่องทาง E-Wallet หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ ที่ร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โดยรับชำระด้วย 5 ช่องทาง ได้แก่ 1.ช้อปปี้เพย์ (Shopee Pay) 2.ทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) 3.แรบบิทไลน์เพย์ (Rabbit LINE Pay) 4.ไทย คิวอาร์ เพย์เมนท์ (Thai QR Payment) และ  5.วีแชทเปย์ (WeChat Pay) สำหรับลูกค้าที่ต้องการชำระผ่าน E-Wallet สามารถแจ้งพนักงานร้านค้าในช่วงการชำระเงิน และแสดง QR Code จากแอปให้กับทางพนักงานเพื่อสแกน และทำการชำระเงิน นอกจากจะไม่ต้องพกเงินสดไปชำระที่หน้าร้านแล้วยังลดการสัมผัสในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ยังคงมุ่งหน้าพัฒนาบริการเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งให้กับลูกค้าที่ร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้า และบริการภายในร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกสบาย และครบครันกับสินค้าอรรถประโยชน์มากมายที่ร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ของ MR.DIY สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ – Facebook: @mrdiyTH, Instagram &Tiktok: @mrdiy.thailand, Line: @mrdiythailand, LinkedIn: MR.DIY Thailand, และYouTube: MR DIY Thailand


เกี่ยวกับ มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย.

มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย. เป็นบริษัทฯ ที่บริหารจัดการสาขาโดยตรง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีสาขากว่า 400 สาขาทั่วประเทศไทย เราเป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่มุ่งมั่นทุ่มเทในการสร้างความแตกต่างเพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับคุณลูกค้าผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ในทุก ๆ สาขาของเราทั่วประเทศ

มิสเตอร์. ดี. ไอ.วาย. ทุกสาขา ได้รับการบริหารจัดการโดยตรงโดยบริษัทมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. และทำงานร่วมกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ตลอดห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ที่มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย. มีสินค้าให้เลือกหลากหลายกว่า 18,000 รายการ ประกอบด้วยสินค้าหลัก 10 แผนก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน อุปกรณ์ประดับยนต์ เครื่องเขียน และอุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของขวัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องสำอาง 

บริษัทฯ มุ่งมั่นให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรกเสมอ โดยการดำเนินธุรกิจที่มีนวัตกรรมในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย คุณภาพดี และคุ้มค่าต่อการจับจ่าย โดยยึดมั่นคำขวัญของบริษัทฯ ของเราที่ว่ารับประกันราคาถูกเสมอ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวนคุณช้อปกระเช้าและของขวัญปีใหญ่ อาสาส่งความสุขแบบ Next Normal

ออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ชวน SME องค์กร บริษัท และนักช้อป ส่งมอบความสุขช่วงปีใหม่แบบ Next Normal ในแคมเปญสุดพิเศษ “The Gift of Joy” มีของขวัญให้เลือกสรรกว่า 1,000 รายการ มาพร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม กระเช้าของขวัญลดสูงสุด 21%* และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังลดสูงสุด 70% ให้คุณและธุรกิจประหยัดมากกว่าครั้งไหนๆ พร้อมบริการส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* ตามกำหนด 

คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ออฟฟิศเมท ขอร่วมสร้างความสุขในช่วงเวลาแสนพิเศษกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เอาใจทั้งผู้ประกอบการภาคธุรกิจ และนักช้อปทุกท่าน ด้วยกระเช้าของขวัญปีใหม่กว่า 100 แบบ จากแบรนด์ออฟฟิศเมท, ท็อปส์, ดอยคำ, ดอยตุง, Mallie,  S&P และ Baimiang มีให้เลือกช้อปตั้งแต่เซตเล็กไปจนถึงชุดใหญ่จัดเต็ม ครบทุกแบบทุกสไตล์ ทั้งกระเช้ามาตรฐาน กระเช้าใส่ใจสุขภาพ ชุดชงชาชิคๆ และยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้าน/ออฟฟิศ อุปกรณ์ทำอาหาร จากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Electrolux, anitech และ SMARTHOME มีให้เลือกช้อปกว่า 1,000 รายการ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ผู้ให้ ถูกใจผู้รับอย่างแน่นอน

พิเศษ…! 1 ต.ค. 64 – 31 ธ.ค. 64 พบกับโปรโมชั่นโดนใจทั้งลูกค้าธุรกิจและลูกค้าทั่วไป
•  ลูกค้าธุรกิจ: ช้อปกระเช้าของขวัญลดสูงสุด 21%* หรือเลือกรับบัตรกำนัล Tops มูลค่าสูงสุด 115,000 บาท* เมื่อช้อปตามกำหนด สามารถขอรับราคาพิเศษลูกค้าองค์กร โทร. 1281
•  ลูกค้าทั่วไป: รับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 3 เดือน* กับบัตรเครดิต Central The 1 และ SCB (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

ออฟฟิศเมท อาสาส่งความสุขให้คุณแบบ Next Normal เลือกบริการจัดส่งที่รวดเร็วและปลอดภัยได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ!
•  จัดส่งฟรีวันทำการถัดไป เมื่อช้อป 499.-* (ตามกำหนด) สั่งง่ายๆ ผ่านช่องทางสะดวก สามารถโทรสั่งซื้อกับ OfficeMate Contact Center 1281 หรือ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate พร้อมให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น. หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ตลอด 24 ชม. ที่ OfficeMate Mobile App และเว็บไซต์ https://bit.ly/3GFBP3j
•  ส่งด่วนทันใจ ความสุขติดสปีด! สั่งซื้อโดยเลือกช้อปสินค้าจากร้านออฟฟิศเมทที่คุณต้องการบนแอปพลิเคชั่น GrabMart แล้วรอรับได้เร็วใน 25 นาที* แถมฟรี! การ์ดอวยพร เมื่อซื้อกระเช้าของขวัญ ที่ร่วมรายการ พิเศษ…! 1 พ.ย. 64 – 31 ธ.ค. 64 สำหรับลูกค้าใหม่ บนแอปพลิเคชั่น GrabMart ใส่โค้ดส่วนลด ‘OFM60’ ลดทันที 60% สูงสุด 350 บาท* เมื่อซื้อครบ 500 บาท และสำหรับลูกค้าทั่วไปใส่โค้ดส่วนลด ‘OFM25’ ลดทันที 25% สูงสุด 180 บาท* เมื่อซื้อครบ 500 บาท (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” จับมือ “อินเทล” ผุดโครงการ Intel® AI for Youth ยกระดับทักษะ AI แก่บุคลากรทางการศึกษาและเยาวชนของประเทศ

11 พฤศจิกายน 2564กรุงเทพมหานคร – ดีป้า ร่วมกับ อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่กำลังคนและบุคลากรดิจิทัลของประเทศ ผุดโครงการ Intel® AI for Youth มุ่งพัฒนาทักษะ AI ให้กับบุคลากรทางการศึกษาจาก 7 โรงเรียนต้นแบบในโครงการ depa Coding School Champions มีบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ มากกว่า 35 คน คาดนำทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับส่งต่อนักเรียนในโรงเรียนของตนเองรวมกว่า 500 คนในปีการศึกษา 2564

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือ การพัฒนากำลังคนและการเพิ่มศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศ โดย ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า มุ่งเสริมสร้างและพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ตรงตามความต้องการและกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงแก่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะ เยาวชน ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญ รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดและต่อยอดความรู้แก่เยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล สอดรับแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ล่าสุด ดีป้า โดย ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ได้บูรณาการการทำงานกับพันธมิตรภาคเอกชนอย่าง บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จํากัด ดำเนินโครงการ Intel® AI for Youth โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แก่บุคลากรทางการศึกษาจากโรงเรียนต้นแบบในโครงการ depa Coding School Champion จำนวน 7 โรงเรียนครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วย โรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตาก โรงเรียนนารีนุกูล จังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงเรียนสตรีวิทยา2 กรุงเทพมหานคร โรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยุธยา โรงเรียนชุมแสง จังหวัดระยอง และโรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนเฉพาะความพิการ ก่อนนำทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนในโรงเรียนของตนเอง โดยขณะนี้มีบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วมากกว่า 35 คน และคาดว่าจะสามารถขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้เทคโนโลยี AI แก่เยาวชนรวมกว่า 500 คน ภายในปีการศึกษา 2564

ด้าน Dr. Anjan Ghosh ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ละตินอเมริกา และแคนาดา อินเทล กล่าวว่า โครงการ Intel® AI for Youth ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับบุคลากรทางการศึกษาและเยาวชนไทย ต่อยอดและขยายเครือข่ายการพัฒนาทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 เตรียมความพร้อมให้กับกำลังคนและบุคลากรดิจิทัลของประเทศรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลต่อไป

สำหรับหลักสูตรในโครงการ Intel® AI for Youth นับเป็นหลักสูตรระดับนานาชาติที่ อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ปรับปรุงเนื้อหาและภาษาในการเรียนรู้ ซึ่งบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการยกระดับทักษะและองค์ความรู้ด้าน AI โดยวิทยากรจากสถาบัน Digital Economy Thailand (DAT) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Certified Trainer ของ อินเทล ซึ่งมีกำหนดอบรมในวันที่ 9-11 พฤศจิกายน และ 17-18 พฤศจิกายน 2564 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 10 ชั่วโมง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปรับโฉมผลิตภัณฑ์กลุ่มเบรกเกอร์ อัดฟีเจอร์ไฮเทค รับโรงงาน อาคารแห่งอนาคต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ปรับโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมฟีเจอร์ IoT ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการปฏิรูปสู่ดิจัล ในกลุ่มเบรกเกอร์ สตาร์ทมอเตอร์ ลีเรย์ พร้อมแนะนำ Thermal Sensor แบบ IoT ใหม่ “เล็กเหลือเชื่อ” ทั้งหมดพกความล้ำหน้าในแบบ 4.0 ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ให้ความเรียบง่ายในการใช้งาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ลดความซับซ้อนในการดูแลรักษา

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปรับโฉม TeSys สู่ Tesys Deca Series  3 รุ่น ด้วยกัน หรือเรียกว่า TeSys D ได้แก่ 1.TeSys Deca Motor Circuit Breakers 2. TeSys Deca Contactors  3. TeSys Deca Overload Relays ให้ความโดดเด่นเรื่องความแข็งแรงทนทาน โทนสีเทาดำทำจากวัสดุรักษ์โลกคุณภาพเยี่ยม ใช้ในอุณหภูมิสูงถึง 60 องศา รองรับการทำงานหนักได้ถึง 3,600 ครั้ง/ชม. โดยไม่มีการลดทอนสมรรถนะ ทุกรุ่นมาพร้อม QR code แสดงวิธีการใช้งาน มาพร้อมมาตรฐานระดับโลกอาทิ  มาตรฐาน NEMA ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดอเมริกา และ IEC 60335-1 เป็นมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือนของยุโรป อาทิ เตาอบขนมปัง เครื่องซักผ้า เครื่องล้างรถ ฯลฯ ช่วยส่งเสริมการส่งออกไทยในระดับที่สากลยอมรับ นอกจากนี้ยังมีเพิ่มหัวน็อตอัจฉริยะสามารถใช้ได้กับทุกไขควง รวมไปถึงการเข้าสายแบบ Everlink เอกลักษณ์เฉพาะของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ให้ความแข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังรองรับการขยายความสามารถให้เข้ากับระบบออโตเมชั่น หรือ PLC ได้ด้วยชุด Auxiliary contact สำหรับ 1 mA ช่วยเสริมความสามารถในงานอื่นๆ เช่น การสร้างลิฟต์ เครื่องยกบนระบบเครน อุตสาหกรรมทอผ้า เส้นใย อุตสาหกรรมโลหะ หรืองานในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความสมบุกสมบัน นับว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ TeSys ซีรีย์ ใหม่ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยต่อยอดความต้องการทางอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตสินค้าในครัวเรือน และยังเพิ่มคุณค่าในแบบดิจิทัลได้อีกด้วย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นอกเหนือจากความสามารถด้านการเชื่อมต่อทั่วไป

TeSys ยังมีการปรับโฉม TeSys F เป็น TeSys Giga หรือ TeSys G แบบ เฟรม ประกอบด้วย TeSys Giga Contactors ขนาด 115-800 A ใช้งานร่วมกับ TeSys Giga Overload Relays ขนาด 28-630 A ได้ใน 1 เดียว เล็กกว่าเดิมถึง 35 เปอร์เซ็นต์ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง แต่สามารถรองรับงานมอเตอร์ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น งานบำบัดน้ำเสีย โรงปูน ทางเดินรถไฟฟ้า กังหันผลิตพลังงานจากลม ออยล์แอนด์แก๊ส ลิฟต์ เรือบรรทุกสินค้า โรงงานกระดาษ รวมไปถึงระบบระบายอากาศในอาคารขนาดใหญ่ ฯลฯ มาพร้อมอิเล็คทรอนิกส์ยูนิเวอร์ซอลคอยล์ เป็น AC และDC อยู่ในคอยล์เดียวกัน ขณะที่ TeSys Giga Overload Relays ขนาด 28-630 A มีฟังก์ชั่นแอลอีดีแจ้งเตือนสถานะ ช่วยให้คาดการณ์แนวโน้มการซ่อมบำรุงได้ง่าย สามารถประกอบร่างต่อกันได้เลย โดยเด่นด้วยการผสานฟังก์ชั่นในการป้องกัน อาทิ ป้องกันการลัดวงจรลงดิน (ground fault) ป้องกันการไม่สมดุลของกระแสไฟ  สามารถเลือกเปิด/ปิด รีเซ็ตด้วยตัวเอง หรืออัตโนมัติก็ได้ พร้อมทั้งรองรับการเชื่อมต่อกับ PLC เพื่อใช้ระบบออโตเมชั่นได้ใน 1 เดียว

ComPacT NSX กับ ComPacT NSXm ใหม่ ได้แก่ ComPacT NSXm สำหรับกระแส 16-160 A และComPacT NSX สำหรับค่ากระแส เริ่มที่ 100-630 A ซึ่งเป็นเบรกเกอร์สำหรับอาคาร โรงงาน มาพร้อมความล้ำหน้าด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เหมาะสำหรับ ธุรกิจ โรงตู้ อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ยุค 4.0 ที่ต้องการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการในการเพิ่มความเป็นดิจิทัลให้กับลูกค้า ด้วยนวัตกรรมแบบ IoT ในการมอนิเตอร์ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สามารถตรวจสอบสถานะได้ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน แทปเล็ต คอมพิวเตอร์  และสามารถแจ้งจุดที่เสียหายให้ผู้ดูแลที่อยู่ใกล้เคียงสามารถแก้ปัญหาได้ในทันที

ComPacT ซีรีย์ ยังได้รับการปรับโฉมใหม่ พร้อมคว้ารางวัล iF Design Award ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกอีกด้วย นับเป็นจุดแข็งในการออกแบบและคิดค้นนวัตกรรม เบรกเกอร์เพื่อความปลอดภัยที่มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในระดับโลก ที่สำคัญ ComPacT ใหม่นี้ ช่วยลดความซับซ้อนและขั้นตอนในการบำรุงรักษา และการติดตั้ง มาพร้อมอุปกรณ์เสริมแบบโมดูลาร์แบบ “plug and play” ทำให้ ComPacT สามารถขยายขีดความสามารถด้าน IoT และติดตั้งได้ง่าย โดยไม่ต้องวางระบบใหม่ เรียกได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยที่พร้อมสำหรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ทั้ง TeSys D และ TeSys G และ ComPacT โฉมใหม่ ผลิตจากวัสดุรักษ์โลกด้วยนวัตกรรมเฉพาะของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ให้ความแข็งแรงทนทานสูง พร้อมได้รับมาตรฐานกรีนพรีเมี่ยมระดับโลกอีกด้วย

Thermal Sensor นวัตกรรมการตรวจจับอุณหภูมิของตู้ไฟฟ้าแบบฉบับ 4.0 ให้ความสามารถในการแจ้งเตือนอุณหภูมิในตู้มีความร้อนขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจนำพามาซึ่งปัญหาใหญ่ในอนาคตได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่เล็กกะทัดรัด ประมาณเหรียญ 10 บาท พร้อมแม่เหล็กในตัว ทำให้สามารถเลือกติดตั้งได้ง่ายดายตามจุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดความร้อนที่มากเกินไป Thermal Sensor เป็นอีกนวัตกรรมด้านดิจิทัลที่เล็ก แต่ป้องกันอันตรายที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างลงตัว

WATSN – อุปกรณ์สวิตซ์ที่ใช้เลือกสลับแหล่งจ่ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ใช้งานร่วมกับแหล่งจ่ายไฟสำรอง ที่มีขนาดกระแสตั้งแต่ 63A ไปจนถึง 630A และสามารถใช้งานในความถี่ทั้ง 50 และ 60Hz เหมาะสำหรับ อาคาร สำนักงาน โรงงาน ห้างสรรพสินค้า ทั้ง ขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ต้องการความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้าแม้แหล่งจ่ายไฟหลักจะดับ ไฟเกิน หรือไฟตก

WATSN ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Compact but Complete’ โดยได้รับรางวัลการการันตีโดย Red Dot Design Award ซึ่งเป็นองค์กรรับดับโลกด้านการออกแบบของอุปกรณ์สำหรับโรงงานโดยเฉพาะ จึงมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์สวิตซ์ที่ใช้เลือกสลับ แหล่งจ่ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ WATSN สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยความปลอดภัยสูงสุด ผสมผสานด้วยประสิทธิภาพที่โดดเด่นและคุณภาพระดับสูง ทำให้สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและยังมีอุปกรณ์เสริมให้ลูกค้าได้เลือกใช้ตามความต้องการและความจำเป็น

นวัตกรรมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไม่ว่าจะเป็น Tesys Deca Series  และ Tesys Giga Series รวมถึง ComPacT ใหม่ รวมไปถึง Thermal Sensor และ WATSN ทำงานร่วมกันได้ภายใต้ EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อเพิ่มความสามารถด้านดิจิทัลในแบบ 360 สำหรับอาคาร โรงงาน และอุตสาหกรรมแห่งยุค 4.0

                                                                        # # #

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Systems Corporation จับมือกับ Microsoft Intelligent Security Association

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC เป็นผู้นำด้าน Systems Integrator ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Microsoft มาอย่างยาวนาน และ MSC มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วม Microsoft Intelligent Security Association (MISA) ซึ่งเป็นสมาคมที่รวบรวม Ecosystem of Independent Software Vendors และ Security Managed Service Providers ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยได้ผสมผสาน รวบรวม โซลูชันต่าง ๆ เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นในโลกของ IT ได้ดียิ่งขึ้น

คุณสมศักดิ์ มานะยิ่งเจริญ, Vice President of Solutions Integration Group บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้เข้าร่วมในสมาคม MISA ซึ่งเป็นสมาคมที่เชื่อมโยงเราเข้ากับระบบ Global Partner Ecosystem ของ Microsoft ได้เป็นอย่างดี” และยังได้กล่าวต่อไปว่า “เรากำลังสร้างโซลูชันการรักษาความปลอดภัย โดยมีรากฐานจากโซลูชันอัจฉริยะของ Microsoft และมีบริการใหม่ๆ มากมาย เช่น ‘Managed Security Services’ ที่จะช่วยให้ความสะดวกกับลูกค้าที่ไม่ต้องการลงทุนทรัพยากรต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในด้านนี้ และจะเป็นบริการใหม่ของเราในปี 2022 นี้”

นอกจากนั้น MSC ได้เริ่มให้บริการ Microsoft Azure Managed Services เพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของ Azure ตั้งแต่ปี 2020 และในขณะเดียวกัน เราก็ได้สร้างบริการใหม่ที่เรียกว่า MiCSC (MSC Intelligent Cyber Security Center) ซึ่งเป็นการให้บริการด้าน Security Operation Center (SOC) แก่ลูกค้า ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมถึงโซลูชัน เช่น Azure Active Directory, Azure Sentinel, Microsoft Data Loss Prevention จึงทำให้เรา MSC สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Maria Thomson, Senior Partner Marketing Manager, Microsoft Intelligent Security Association กล่าวว่า “Microsoft Intelligent Security Association คือ Ecosystem ที่รวมรวมผู้ให้บริการด้าน Security ที่น่าเชื่อถือจากทุกมุมโลก หนึ่งในสมาชิกของเรา เช่น MSC มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมงานกับ Microsoft โดยเราจะร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อปรับปรุงความสามารถในการคาดการณ์การโจมตี ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัยได้เร็วยิ่งขึ้น”


เกี่ยวกับ MSC

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อรองรับและตอบสนองต่อเศรษฐกิจดิจิทัล MSC ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2529 กว่า 3 ทศวรรษ ที่เราเติบโตอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางสู่โลกไอทีทันสมัย เรามุ่งเน้นให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าอย่างเกินความคาดหมาย สร้างความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยั่งยืน ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพทั้งในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ครอบคลุมทุกบริการที่เรามอบให้แก่ลูกค้า เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ให้บริการ IT solution “ระดับโลก” และเราเป็นพันธมิตรกับซัพพลายเออร์ด้านไอทีที่ “ดีที่สุดในโลก”

MSC แบ่งการให้บริการเป็น 3 หน่วยงานคือ: DSG (Hardware related solutions), SIG (Software, Services, and Solutions), และ DPG (Printing products and services) แต่ละหน่วยงานของเราเชื่อมโยงเข้าถึงกัน เพื่อให้แน่ใจว่าโซลูชันของเราส่งมอบ เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่เราให้ไว้กับลูกค้าของเรา และเกินความคาดหวังเสมอ ด้วยปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของ MSC “ความสำเร็จของลูกค้าคือธุรกิจของเรา”

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ email: thachpan@metrosystems.co.th, โทร: 02-089-4000 Website: http://www.metrosystems.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อะโดบีเผยเทรนด์ช้อปปิ้งปลายปี คาดผู้บริโภคทั่วโลกทำสถิติช้อปสูงสุด 30 ล้านล้านบาท “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภค

วันนี้อะโดบีได้เผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์เกี่ยวกับช้อปปิ้งออนไลน์ สำหรับช่วงเทศกาลปลายปี 2564 (1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม) โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายงานดัชนีเศรษฐกิจดิจิทัลของอะโดบี (Adobe Digital Economy Index) ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซในสหรัฐฯ และทั่วโลกนั้นได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมออนไลน์ของผู้บริโภคโดยตรง (direct consumer transactions online) ทั้งนี้ รายงานวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจาก Adobe Analytics จากการเยี่ยมชมเว็บไซต์ผู้ค้าปลีกของสหรัฐฯ มากกว่าหนึ่งล้านล้านครั้ง รวมถึงสินค้ากว่า 100 ล้านรายการใน 18 หมวดหมู่ ส่วนข้อมูลทั่วโลกนั้นได้จากธุรกรรมกว่า 100 ประเทศใน 3 ภูมิภาค ซึ่งนับเป็นการศึกษาที่ครอบคลุมมากกว่าบริษัทเทคโนโลยี หรือหน่วยงานวิจัยอื่นๆ

อะโดบีคาดการณ์ยอดขายสินค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ ช่วงเทศกาลช้อปปิ้งปลายปีจะแตะ 207 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.8 ล้านล้านบาท) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่ โดยเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์จากปี 2653 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งหลังจากหนึ่งปีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลให้อี-คอมเมิร์ซกลายเซอร์วิสที่มีความจำเป็นต่อผู้บริโภค ขณะที่ยอดใช้จ่ายออนไลน์ทั่วโลกอาจแตะ 910 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 30 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY)  นอกจากนี้ อะโดบีคาดการณ์ว่ายอดใช้จ่ายทั่วโลกตลอดปี 2564 จะมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์) หรือประมาณ 133 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่สำหรับอี-คอมเมิร์ซ

 

ขณะที่อี-คอมเมิร์ซได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นในสหรัฐฯ แต่ความสนใจช้อปปิ้งในช่วงเทศกาลหลักๆ ได้รับความนิยมน้อยลง ตัวอย่างเช่น ช่วงสัปดาห์ Cyber Week (ช่วงวันขอบคุณพระเจ้าถึงวัน Cyber Monday) คาดว่าจะมียอดใช้จ่ายออนไลน์ 36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ตลอดเทศกาล อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวลดลง โดยอยู่ที่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ YoY สำหรับช่วงระยะเวลา 5 วัน (น้อยกว่าอัตราการเติบโตโดยรวมของช่วงเทศกาล ซึ่งอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ YoY)  อะโดบีคาดว่าช่วง Cyber Monday จะมียอดใช้จ่าย 11.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ YoY) และจะยังคงเป็นวันที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดสำหรับเทศกาล ขณะที่ช่วง Black Friday คาดว่าจะมียอดใช้จ่ายอยู่ที่ 9.5 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ YoY) และวันขอบคุณพระเจ้ามียอดใช้จ่ายอยู่ที่ 5.4 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ YoY)  วันช้อปปิ้งหลักๆ ทั้งสามวันดังกล่าวมีอัตราการเติบโตน้อยกว่าเทศกาลโดยรวม

ปัญหาด้านซัพพลายเชนส่งผลกระทบต่อเทศกาลช้อปปิ้ง

ความต้องการช้อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ค้าปลีกกำลังประสบปัญหาต่างๆ ในด้านซัพพลายเชน เช่น ปัญหาความหนาแน่นของสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือ การขนส่งที่ล่าช้า และการผลิตสินค้าในต่างประเทศที่หยุดชะงัก  ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็รู้สึกได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาด (มกราคม 2563) ข้อความแจ้งเตือนว่าสินค้าหมดสต็อกมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 172 เปอร์เซ็นต์ช่วงเทศกาล ทั้งนี้ อะโดบีคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับนี้ต่อไป และอาจเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าบางรายการตลอดช่วงเทศกาล จากสินค้า 18 หมวดหมู่ที่อะโดบีทำการตรวจสอบ พบว่าในปัจจุบัน สินค้าประเภทเครื่องแต่งกายเป็นสินค้าที่หมดสต็อกมากที่สุด ตามด้วยสินค้าประเภทอุปกรณ์กีฬา ผลิตภัณฑ์สำหรับทารก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

 

นอกจากนี้ ปัญหาซัพพลายเชนก็ส่งผลให้ราคาสินค้าออนไลน์ปรับสูงขึ้น โดยอะโดบีคาดว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 9 เปอร์เซ็นต์ในช่วง Cyber Week ของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนลดที่น้อยลง อีกทั้งยังเกิดสถานการณ์เงินเฟ้อในภาคธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี อะโดบีคาดว่าส่วนลดจะอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ ถึง 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้าหมวดหมู่ต่างๆ ในช่วงปลายปีนี้ เปรียบเทียบกับส่วนลดโดยเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเป็นผลมาจากสถานการณ์เงินเฟ้อในภาคธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 (16 เดือนติดต่อกัน) โดยราคาสินค้าออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเริ่มเข้าสู่เทศกาลปลายปี (กันยายน 2564) หลายปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าออนไลน์ลดลงโดยเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ YoY ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี  อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าอี-คอมเมิร์ซไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นเร็วเท่าสินค้าออฟไลน์ อย่างไรก็ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ล่าสุดเพิ่มขึ้น 5.4 เปอร์เซ็นต์ YoY (กันยายน 2021)

แพทริค บราวน์ รองประธานฝ่ายการตลาดและข้อมูลเชิงลึกของอะโดบี กล่าวว่า “เทศกาลช้อปปิ้งปลายปีกำลังกลับมาอีกครั้งภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด การที่มีสินค้าจำนวนจำกัด ราคาสินค้าที่แพงขึ้น และความกังวลของผู้บริโภคกับการขนส่งที่ล่าช้าทำให้อี-คอมเมิร์ซเติบโตสูงขึ้นอีกครั้ง เพราะช่องทางดังกล่าวสามารถสร้างความยืดหยุ่นแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า และเลือกช่วงเวลาที่ซื้อได้”

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับส่วนลด และช่วงวันที่เหมาะกับการช้อปปิังมากที่สุด:

ส่วนลดตามหมวดหมู่สินค้า: อะโดบีคาดว่าสินค้าทุกประเภทที่นิยมให้เป็นของขวัญจะมีส่วนลดน้อยลง ตามข้อมูลจากดัชนีเศรษฐกิจดิจิทัล ตัวอย่างเช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะลดสูงสุดได้เพียง 22 เปอร์เซ็นต์สำหรับช่วงเทศกาลปลายปี ลดลงจาก 27 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563  ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์มีส่วนลดสูงสุดอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 30 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563), โทรทัศน์ 15 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 18 เปอร์เซ็นต์), เครื่องใช้ไฟฟ้า 16 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 20 เปอร์เซ็นต์), ของเล่น 16 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 19 เปอร์เซ็นต์), สินค้าประเภทเครื่องกีฬา 14 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 20 เปอร์เซ็นต์), เครื่องแต่งกาย 15 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 20 เปอร์เซ็นต์), เฟอร์นิเจอร์ 7 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 9 เปอร์เซ็นต์) และอุปกรณ์เครื่องมือ 8 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับ 11 เปอร์เซ็นต์)

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การช้อป: อะโดบีได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคกว่า 1,000 คนในสหรัฐฯ และพบว่า 67 เปอร์เซ็นต์รู้สึกเป็นกังวลว่าในปีนี้ของขวัญจะมีราคาแพงขึ้น  ส่วนลดช่วงเทศกาลคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคม โดยอยู่ในช่วง 5 เปอร์เซ็นต์ ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้ค้าปลีกกำลังมองหาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาท้าทายด้านซัพพลายเชน  อย่างไรก็ดี ส่วนลดสูงสุด (5 เปอร์เซ็นต์ ถึง 25 เปอร์เซ็นต์) คาดว่าจะยังคงเกิดขึ้นในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าและ Cyber Monday

สินค้าบางประเภท เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีส่วนลดสูงสุดก่อนวัน Cyber Monday  ส่วนช่วงวันที่เหมาะแก่การช้อปสินค้าประเภทต่างๆ ได้แก่ วันขอบคุณพระเจ้า (25 พ.ย.) สำหรับของเล่น, Black Friday (26 พ.ย.) สำหรับเฟอร์นิเจอร์/เครื่องนอน และเครื่องมือ/อุปกรณ์แต่งบ้าน, วันเสาร์ (27 พ.ย.) สำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, วันอาทิตย์ (28 พ.ย.) สำหรับเครื่องแต่งกายและสินค้าประเภทเครื่องกีฬา, Cyber Monday (29 พ.ย.) สำหรับโทรทัศน์ และวันพุธ (1 ธ.ค.) สำหรับคอมพิวเตอร์

อินไซต์เกี่ยวกับบริการซื้อก่อน จ่ายทีหลัง, ของขวัญยอดนิยม, รับสินค้าหน้าร้านแบบไดร์ฟทรู และอื่นๆ:

ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง: ผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดีต่อรูปแบบการชำระเงินแบบใหม่ที่เรียกว่า “บริการซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later – BNPL)” ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินสดหมุนเวียนสำหรับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปลายปี  รายได้ออนไลน์จาก BNPL ในปีนี้เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2563 และเพิ่มขึ้น 45 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2562 ตามข้อมูลจาก Adobe Analytics  นอกจากนั้น ผู้บริโภคยังใช้บริการ BNPL สำหรับสินค้าที่มีราคาสูงน้อยลง โดยมูลค่าขั้นต่ำของคำสั่งซื้อลดลง 12 เปอร์เซ็นต์ YoY ไปอยู่ที่ 225 ดอลลาร์  ทั้งนี้ จากการสำรวจของอะโดบี พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 25 เปอร์เซ็นต์ใช้บริการ BNPL ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยสินค้าหมวดเครื่องแต่งกาย (ระบุโดยผู้ตอบแบบสอบถาม 43 เปอร์เซ็นต์), สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (33 เปอร์เซ็นต์) และของชำ (30 เปอร์เซ็นต์) เป็นหมวดหมู่สินค้าที่มีการใช้บริการดังกล่าวมากที่สุด

บริการรับสินค้าหน้าร้านแบบไดร์ฟทรู กลายเป็นดาวเด่นอีกครั้ง: ในเดือนธันวาคม 2563 มีการใช้บริการรับสินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์จากร้านค้าแบบไดร์ฟทรู (Curbside Pickup) ราว 25 เปอร์เซ็นต์ของคำสั่งซื้อออนไลน์ทั้งหมด เนื่องจากผู้บริโภคมองหาวิธีการช้อปปิ้งอย่างปลอดภัย  และในช่วงเทศกาลปลายปีที่กำลังจะมาถึง คาดว่าปัญหาความล่าช้าในการจัดส่งจะทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการนี้เพิ่มมากขึ้น โดยจากผลการสำรวจของอะโดบี ชี้ว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคมีความกังวลใจเกี่ยวกับความล่าช้าในการจัดส่งสินค้า และอะโดบีคาดว่าบริการ Curbside Pickup จะมียอดใช้งานสูงสุดในช่วงวันที่ 22-23 ธันวาคม (ก่อนวันคริสต์มาสอีฟ) โดยจะทำสถิติสูงสุดที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของคำสั่งซื้อออนไลน์ทั้งหมด แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2564 คาดว่าอัตราการใช้บริการจะทรงตัวอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์

ของขวัญยอดนิยม: จากข้อมูลของอะโดบี รวมถึงข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและกระแสโซเชียลมีเดีย คาดว่าของเล่นยอดนิยมในช่วงเทศกาลปลายปีได้แก่ Tamagotchi Pix, Pop Fidget, Got2Glow Fairy Finder, Baby Yoda, และ Gabby’s Dollhouse  ส่วนอุปกรณ์เล่นเกมยอดนิยมได้แก่ Nintendo Switch OLED, PlayStation 5, Xbox Series S/X และ Stream Deck  ขณะที่เกมยอดนิยมคาดว่าจะเป็น Metroid Dread, Battlefield 2042, Pokemon Brilliant Diamond & Shining Pearl, Halo Infinite และ FIFA 22  ส่วนของขวัญยอดนิยมอื่นๆ ได้แก่ Airpods Max, ถ้วยกาแฟอัจฉริยะ, หม้ออเนกประสงค์ Instant Pot, หม้อทอดไร้น้ำมัน, กระบอกน้ำอัจฉริยะ, โดรน และเครื่องเล่นแผ่นเสียง

ให้ความสนใจหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น: ปัจจุบันผู้บริโภคใช้เวลาอยู่บ้านและทำงานหน้าแล็ปท็อปมากขึ้น ส่งผลให้ยอดช้อปปิ้งของสมาร์ทโฟนไม่มากนัก อะโดบีคาดว่ายอดซื้อสมาร์ทโฟนจะครองสัดส่วน 42 เปอร์เซ็นต์ของรายได้โดยรวมในช่วงเทศกาลปลายปีนี้ (86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์จากปี 2563

การใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคสนใจจอทีวีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะต้องการสัมผัสประสบการณ์โฮมเธียเตอร์ โดยความต้องการทีวีขนาด 70-79 นิ้วมีสัดส่วน 22 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในปี 2563 เพิ่มขึ้นจาก 16 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และ 9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561  ส่วนทีวีขนาด 80 นิ้วขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วน 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในปี 2563 เพิ่มขึ้นจาก 1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และ 1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561

ผู้บริโภคสนุกกับการช้อปปิ้งมากขึ้น: โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะใช้เวลา 12 ชั่วโมงเต็มไปกับการช้อปออนไลน์ในช่วงเทศกาลปลายปีนี้  โดย “นาทีทอง” ของอี-คอมเมิร์ซ (19:00–23:00 น. ตามเวลาฝั่งแปซิฟิกของวัน Cyber Monday) ผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ผ่านทางออนไลน์ (2.9 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงเวลาเพียง 4 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาหนึ่งวันเต็มตามปกติในเดือนสิงหาคม 2564 (1.9 พันล้านดอลลาร์)  และในชั่วโมงที่มียอดขายสูงสุดของ Cyber Monday (20:00–12:00 น. ตามเวลาฝั่งแปซิฟิก) ผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินกว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในทุกๆ หนึ่งนาที

“ประสบการณ์” คือของขวัญชิ้นใหม่: จากผลการสำรวจของอะโดบี พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งหนึ่ง (51 เปอร์เซ็นต์) มีแผนที่จะซื้อสินค้าที่จับต้องได้เป็นของขวัญให้แก่คนอื่นๆ ในช่วงเทศกาลปลายปีนี้ ขณะที่เกือบหนึ่งในห้า (17 เปอร์เซ็นต์) มีแผนที่จะให้ของขวัญในรูปแบบของประสบการณ์แทน โดยของขวัญยอดนิยมจำพวกนี้ได้แก่ บริการสปา ทรีทเมนต์ (ระบุโดยผู้ตอบแบบสอบถาม 25 เปอร์เซ็นต์), ตั๋วคอนเสิร์ต (25 เปอร์เซ็นต์), ตั๋วชมการแข่งขันกีฬา (22 เปอร์เซ็นต์), ตั๋วเครื่องบิน (21 เปอร์เซ็นต์) และคอร์สเรียนทำอาหาร (16 เปอร์เซ็นต์)

ระเบียบวิธีที่ใช้ในการศึกษา: ดัชนีเศรษฐกิจดิจิทัลของอะโดบีนำเสนอชุดข้อมูลเชิงลึกที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด โดยอ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์จาก Adobe Analytics ซึ่งครอบคลุมการ visit เว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ มากกว่าหนึ่งล้านล้านครั้ง และสินค้ากว่า 100 ล้านรายการใน 18 หมวดหมู่ ซึ่งนับเป็นข้อมูลที่มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีหรือหน่วยงานวิจัยอื่นๆ  นอกจากนี้ ข้อมูลทั่วโลกได้อ้างอิงธุรกรรมในกว่า 100 ประเทศในทวีปอเมริกา, เอเชีย-แปซิฟิก (APAC), ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA)  ข้อมูลสำรวจความคิดเห็นจากการตอบแบบสอบถามของผู้บริโภค (อายุเกินกว่า 18 ปี) ในสหรัฐฯ 1,012 คน ในช่วงวันที่ 23 กันยายน ถึง 1 ตุลาคมที่ผ่านมา


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” โชว์ 1 ปี ศูนย์ 5G EIC เสริมแกร่งภาครัฐ-เอกชนราว 2,000 ราย หนุนปรับตัวเผชิญวิกฤตโควิด-19

9 พฤศจิกายน 2564กรุงเทพมหานคร – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เผยผลการดำเนินงาน ศูนย์ Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC) ในรอบ 1 ปี มีผู้เข้าชมศูนย์แห่งนี้ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ราว 2,000 ราย ตลอดจนเปิดอบรมไปแล้ว 6 หลักสูตร สามารถยกระดับทักษะดิจิทัลให้บุคลากรด้านเทคโนโลยี 5G มากกว่า 1,000 ราย สนับสนุนภาคธุรกิจและระบบการศึกษา สามารถปรับตัวและก้าวข้ามผ่านสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีศักยภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคง

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาปรับตัวประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G กันมากขึ้น ซึ่งช่วงเดือนกันยายน 2563 ดีป้า ได้จัดตั้ง ศูนย์ Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC) โดยความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้ศูนย์แห่งนี้กลายเป็น Sandbox แหล่งเรียนรู้ชั้นเยี่ยม มอบองค์ความรู้ให้กับทุกคน ทุกภาคส่วน ช่วยพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสำหรับแอปพลิเคชัน 5G และบริการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทย สร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ ทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และดิจิทัลสตาร์ทอัพ ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน ฝ่าวิกฤตโควิด-19 พลิกฟื้นเศรษฐกิจยุคดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคง

“ตั้งแต่เปิด ศูนย์ 5GEIC แห่งนี้จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนผู้เข้าชมพื้นที่ทดสอบ ทดลอง และปฏิบัติการภายในศูนย์ ราว 2,000 ราย ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ อีกทั้งเปิดอบรมให้กับผู้สนใจไปแล้ว 6 หลักสูตร สามารถยกระดับทักษะดิจิทัลให้บุคลากรด้านเทคโนโลยี มากกว่า 1,000 ราย” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

สอดคล้องกับมุมมองของ คุณศรุตา ตั้งใจ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท พีบีเอ โรบอทิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ศูนย์ 5G EIC มีประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผู้ให้บริการด้าน AI ROBOTICS and Automation Solution เพราะฉะนั้นหัวใจหลักสำคัญในการให้ประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้าคือ เรื่องของ Data and Platform ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีเทคโนโลยี 5G ในการขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ของบริษัท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสร้างเสถียรภาพโซลูชันของบริษัทฯ ได้มากขึ้น ที่สำคัญศูนย์แห่งนี้ ยังเข้ามาช่วยเสริมทักษะให้ความรู้ในการปรับใช้เทคโนโลยีกับ Use Case ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นภาพ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น สามารถขยายฐานลูกค้ากระจายออกไปในวงกว้างมากขึ้น จากเดิม 30-50% ของกลุ่มเป้าหมาย ปัจจุบันสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากกว่า 80ของกลุ่มเป้าหมาย ประกอบกับในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ทุกคนต้องปรับตัว และหันมาพึ่งพิงเทคโนโลยีจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตสวนทางกับภาพรวมของเศรษฐกิจ ดังนั้นการมีเทคโนโลยี 5G จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการนำมาใช้ได้จริง ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมตลาดระดับโลกได้แน่นอน

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
พระจอมเกล้าธนบุรี
 กล่าวว่า ความสำคัญของศูนย์แห่งนี้คือ การเป็นแหล่งพัฒนากำลังคน เพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี สอดคล้องกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยฯ ที่มุ่งเน้นการทำวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้จะทำให้เกิด Use Case มีชีวิต นำไปต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์ ที่สามารถใช้งานได้จริง เป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ทางมหาวิทยาลัยฯ ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอน โดยเปลี่ยนโครงสร้างทั้งมหาวิทยาลัยฯ ให้กลายเป็นห้องเรียนคือ สามารถเรียนได้จากของจริง เห็นองค์ประกอบเสมือนจริง เปิดโลกวิธีการเรียนรู้ใหม่ ผ่านเทคโนโลยี VR AR ซึ่งจะกระจายนักศึกษาไปทั้งมหาวิทยาลัยฯ ไม่เกิดการกระจุกตัวอยู่แต่ในห้องเรียน ป้องกันความเสี่ยงโควิด-19 ภายใต้คอนเซปต์ Living Lab ดังนั้นเทคโนโลยี 5G จึงเป็นส่วนสำคัญในการแปลงโฉมมหาวิทยาลัยฯ เพราะต้องอาศัยระบบที่มีความเสถียรทั้งภายในและภายนอกอาคาร

สำหรับ ศูนย์ 5G EIC แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในภาคธุรกิจและบริการต่าง ๆ เช่น บริการทางการแพทย์ด้วย 5G
(5G Medical Care), การเกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G (5G Smart Agriculture) ระบบท่าเรืออัจฉริยะผ่านระบบ 5G (5G Port) การศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยี 5G (5G Remote Education) ระบบการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G (5G Smart Security) เป็นต้น ซึ่งผู้สนใจเข้าชมศูนย์ 5G EIC สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.5geicthailand.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยสานต่อการพัฒนาบุคลากรไอซีที
เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้นิสิตนักศึกษาผ่านโครงการ “Seeds for the Future”

โครงการฝึกอบรมด้านไอซีทีระดับโลกของหัวเว่ยประจำปีนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เร่งเตรียมความพร้อมให้นิสิตนักศึกษาเข้าสู่โลกการทำงานในอีโคซิสเต็มดิจิทัล

กรุงเทพฯ 8 พฤศจิกายน 2564 — บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด จัดโครงการประจำปี “Seeds for the Future 2021” ขึ้นในกรุงเทพฯ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ฝึกฝนทักษะด้านไอซีที และให้นิสิตนักศึกษาที่มีความสามารถได้ค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตน ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมภาคปฏิบัติกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม โดยพิธีปิดงานและพิธีมอบประกาศนียบัตรได้รับเกียรติจากนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาเป็นประธานในพิธีฯ

ในปีนี้ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 15 คน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในโครงการ โดยตลอดหลักสูตรได้มีนักศึกษาจากประเทศอุซเบกิสถาน และเบลารุส เข้าร่วมในชั้นเรียนออนไลน์พร้อมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมระหว่าง 3 ประเทศ

คอร์สฝึกอบรมแบบเร่งรัดในระยะเวลา 8 วัน ประกอบด้วยหลักสูตรไอซีทีที่ถ่ายทอดสดมาจากสำนักงานใหญ่ของหัวเว่ยในเซินเจิ้น ประเทศจีน รวมถึงคลาสแบบออฟไลน์ที่จัดขึ้นที่สำนักงานของหัวเว่ย ประเทศไทย เช่นการเยี่ยมชมศูนย์ Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC) การจัดเวิร์กช็อปเขียนพู่กันจีนและศึกษาตัวอักษรภาษาจีน ทำให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมจีนมากขึ้น พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอซีทีในประเทศของเพื่อนต่างชาติร่วมชั้นเรียน  

การอบรมและเนื้อหาในหลักสูตรโครงการนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญของหัวเว่ย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะของนิสิตนักศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการทำงานทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือจากหลักสูตรออนไลน์ในหัวข้อ 5G, IoT, AI และคลาวด์ คอมพิวติ้ง นิสิตนักศึกษาผู้เข้าร่วมยังได้มีโอกาสร่วมกันระดมความคิดสร้างสรรค์และทำโปรเจ็กต์กลุ่ม “TECH4Good” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อร่วมกันพัฒนาสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ นอกจากนี้นิสิตนักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากหัวเว่ยเพื่อเป็นหลักฐานการสำเร็จหลักสูตร

“หลักสูตรนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมและทิศทางของวงการไอซีทีในอนาคต เนื้อหาที่เราได้เรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีและทักษะต่าง ๆ นั้นจัดทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญจริงที่ตั้งใจถ่ายทอดความรู้เชิงลึกที่หาไม่ได้ที่ไหน รวมไปถึงเวิร์คช้อปการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การไปเยี่ยมชมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และโครงการ TECH4Good ที่แสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของสังคมในด้านต่าง ๆ ช่วยให้เราสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตการทำงานจริง ดิฉันมั่นใจว่าความรู้และทักษะที่ได้จากโครงการนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพในการทำงานและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่พวกเรา ต้องขอขอบคุณหัวเว่ยที่จัดกิจกรรมดี ๆ แบบโครงการ Seeds for the Future นี้ขึ้นมา” นางสาวพัชรินทร์ บุญสมเชื้อ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตัวแทนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ Seeds for The Future กล่าว

ระหว่างพิธีมอบประกาศนียบัตร นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีว่า “หนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงฯ คือการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และด้วยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เราจึงได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคุณภาพสูงและส่งเสริมการพัฒนาอีโคซิสเต็มดิจิทัลที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน” พร้อมเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม รากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือการพัฒนาบุคลากรไอซีที กระทรวงฯ เชื่อว่าการศึกษาเชิงปฏิบัตินั้นสร้างประโยชน์มากมายแก่ผู้เรียนเมื่อพวกเขาเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน เราจึงพร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพบุคคลอย่าง “Seeds for the Future” ของหัวเว่ยอย่างเต็มที่ตลอดมา ดิฉันขอขอบคุณหัวเว่ยที่ได้ ร่วมทุ่มเท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร จนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีความสามารถ และการมีส่วนร่วมของหัวเว่ยในการช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 อย่างเต็มความสามารถตลอดมา” นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวสรุป

“หัวเว่ยมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านไอซีที ภายใต้พันธกิจ ‘Grow in Thailand, Contribute to Thailand’ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาคนี้ โครงการ Seeds for the Future ซึ่งริเริ่มขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2551 เราได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมไอซีทีให้แก่คนรุ่นใหม่มาโดยตลอด และด้วยประสบการณ์ระดับโลกในด้านไอซีทีกว่าหลายสิบปี เราจะร่วมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรดิจิทัล ให้ความรู้ในห้องเรียนสอดคล้องกับทักษะสำหรับการทำงานในชีวิตจริง เราพร้อมจับมือกับภาครัฐและพันธมิตร เพื่อยกระดับแรงงานดิจิทัลที่จะเข้ามาพลิกโฉมประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธีปิดงาน

-จบ

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์  ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม ไอที สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ 

ผลิตภัณฑ์ โซลูชั่นและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด 

นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 180,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย www.huawei.com หรือติดตามเราได้ที่ลิงก์ดังต่อไปนี้

http://www.linkedin.com/company/Huawei 

http://www.twitter.com/Huawei 

http://www.facebook.com/Huawei 

http://www.google.com/+Huawei 

http://www.youtube.com/Huawei 


Exit mobile version