Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” เดินหน้าโครงการ Coding in your area ลุยปั้น ‘เยาวชนโค้ดดิ้ง’ ทั่วประเทศ ก่อนต่อยอดสู่โครงการ Codekathon ค้นหาสุดยอดเยาวชน พลิกโฉมโลกด้วยโค้ดดิ้ง

20 พฤศจิกายน 2564กรุงเทพมหานคร – ดีป้า เดินหน้าโครงการ Coding in your area จุดประกายโค้ดดิ้งให้เป็นเรื่องใกล้ตัว พร้อมปั้น “เยาวชนโค้ดดิ้ง” ทั่วประเทศกว่า 15,000 คน ก่อนต่อยอดสู่โครงการ Codekathon เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชน พลิกโฉมโลกด้วยโค้ดดิ้ง กว่า 700 คน

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ดีป้า มุ่งยกระดับทักษะดิจิทัลแก่ประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ โดยหนึ่งในทักษะดิจิทัลที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ที่เด็กและเยาวชนทุกคนควรต้องเข้าถึงคือ “โค้ดดิ้ง”

โดย ดีป้า ร่วมกับทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในการยกระดับทักษะโค้ดดิ้งแก่เยาวชนไทยผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแพลตฟอร์ม CodingThailand.org แหล่งการเรียนรู้ด้านโค้ดดิ้งที่มีผู้เข้าถึงมากกว่า 1 ล้านคน การส่งเสริมและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแก่โรงเรียน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านโค้ดดิ้งอย่างแท้จริง รวมถึงการผลักดันดิจิทัลสตาร์ทอัพด้านการศึกษา เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในการยกระดับทักษะโค้ดดิ้งที่จะช่วยเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านโค้ดดิ้งอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาทักษะการสอนโค้ดดิ้งสำหรับครู

ล่าสุด ดีป้า พร้อมดำเนิน โครงการยกระดับทักษะโค้ดดิ้งสู่การประยุกต์ใช้ในท้องถิ่น (Coding in your area) เพื่อจุดประกายการเรียนโค้ดดิ้งให้เป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในท้องถิ่นแก่นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ถึงมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ เพื่อปั้น “เยาวชนโค้ดดิ้ง” จำนวนกว่า 15,000 คน ครอบคลุมนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่เขตเมือง/นอกเขตเมือง โรงเรียนขยายโอกาส โรงเรียนกองทุน และโรงเรียนเฉพาะความพิการ

“ทีมงานจะลงพื้นที่จัดกิจกรรมถึงห้องเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือฝึกปฏิบัติ สัมผัสอุปกรณ์จริง และมีโอกาสเรียนรู้อย่างเท่าเทียม ด้วยหลักสูตร 1 วันที่ร่วมพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยประจำภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อตอบโจทย์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ จะมีขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

สำหรับการปั้นเยาวชนโค้ดดิ้งในพื้นที่ภาคเหนือ รับหน้าที่โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผู้เรียนจะได้ฝึกโค้ดผ่านตัวอย่างที่หลากหลาย อาทิ เครื่องวัด PM 2.5 แจ้งเตือนทางโทรศัพท์มือถือ และควบคุมสเต็ปมอเตอร์ปล่อยเมล็ดพืชปลูกป่าทางโดรน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สอนนักเรียนโค้ดดิ้งเพื่อพัฒนาโรงเลี้ยงปูนาอัจฉริยะ และเครื่องวัดอุณหภูมิน้ำหมักปลาร้า พื้นที่ภาคตะวันกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก รับหน้าที่โดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นักเรียนจะได้ฝึกโค้ดผ่านอุปกรณ์จำลองสวนอัจฉริยะบนคอนโด และอุปกรณ์ Security Home บ้านอุ่นใจ ขณะที่พื้นที่ภาคใต้มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รับหน้าที่จุดประกายโค้ดดิ้งนักเรียนผ่านตัวอย่างเซนเซอร์วัดน้ำหนักน้ำยางพารา และกระชังปลาครอบครัวอัจฉริยะ ในส่วนของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) มีคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่จะพานักเรียนโค้ดดิ้งเพื่อสร้างระบบฟาร์มแพะอัจฉริยะ และมัสยิดอัจฉริยะ

นอกจากนี้แต่ละมหาวิทยาลัยยังมีตัวอย่างนวัตกรรมอีกมากมาย รวมกว่า 30 นวัตกรรมที่จะใช้เป็นสื่อการเรียนรู้โค้ดดิ้งด้วยอุปกรณ์ที่หลากหลายอย่าง micro:bit, KidBright และ Arduino  โดยโรงเรียนที่สนใจให้มหาวิทยาลัยพันธมิตรประจำภูมิภาคเข้าไปจุดประกายนักเรียนถึงห้องเรียนสามารถสมัครในนามโรงเรียนได้แล้ววันนี้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคมนี้

ภายหลังจากปูพื้นฐานโค้ดดิ้งให้เป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศแล้ว ดีป้า ยังเตรียมโครงการต่อยอดความรู้ด้านโค้ดดิ้งให้กับเยาวชนกว่า 700 คน ผ่านโครงการยกระดับทักษะโค้ดดิ้งสู่การสร้างสรรค์โครงงานนวัตกรรมอัจฉริยะ (Codekathon) โดยมีมหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมพัฒนาหลักสูตร ซึ่งผู้เรียนจะได้ลงมือโค้ดดิ้งสร้างสรรค์นวัตกรรมอัจฉริยะเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน เพื่อแก้ไข Pain point รอบตัว ด้วยหลักสูตรเข้มข้น 4 วัน ครอบคลุมเนื้อหา Smart Farm, Smart Living, Smart Community และ Smart Environment พร้อมประกวดแข่งขัน ค้นหาสุดยอดเยาวชน พลิกโฉมโลกด้วยโค้ดดิ้ง ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยโครงการ Codekathon จะเปิดรับสมัครนักเรียนภายในเดือนธันวาคมนี้ และมีแผนลงพื้นที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคม 2565

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการได้ที่ Facebook Page: Coding in Your Area by depa หรือเว็บไซต์ www.depa.or.th/depaCodingSchool


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พระจอมเกล้าฯ พระนครเหนือ มอบหุ่นยนต์ฉายแสง UVC ป้องกันเชื้อโควิด แก่ รพ.ราชวิถี

ผศ. สมชาย  เวชกรรม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์   รศ.ดร. ธีรวัช  บุณยโสภณ  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ อาจารย์ ดร.สราวุฒิ สืบแย้ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลังและกิจการทั่วไป พร้อมด้วยคุณภรณี  ลีนุตพงษ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ  และทีมผู้วิจัย รศ.ดร.ศุภชัย ตระกูลทรัพย์ทวี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมมอบหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC รับมอบโดย นพ.ทัศนชาติ จิตรีธาตุ รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ โรงพยาบาลราชวิถี สนับสนุนโดยคุณอารยา ชัยวัฒนศิริกูล ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และโรคติดเชื้ออื่นๆ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 

นวัตกรรมหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC มจพ. มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมต่างๆ สำหรับป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโควิด 19 (Coronavirus  Disease 2019  (COVID-19))  และโรคติดเชื้ออื่นๆ ให้กับสถานพยาบาล และหน่วยงานต่างๆ เป็นการออกแบบสร้างหุ่นยนต์ฉายรังสี UVC ระบบควบคุมไร้สายด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อฆ่าเชื้อไวรัส ขนาดหุ่นยนต์ 68x78x180 ซม. และใช้หลอดรังสียูวีที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้  ได้แก่ หลอดไอปรอทแรงดันต่ำ เปล่งรังสี 254 nm/หลอดอะมัลกัม เปล่งรังสี 254 nm/ หลอด UV LED ที่แปล่งรังสีในช่วง 242-313 nm หรือ 260-265 nm

ส่วนหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC มจพ. เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ ได้รับการพัฒนาและปรับปรุง รูปลักษณ์ที่ทันสมัยกว่าเดิม ตัวเครื่องทำให้ Concept โดดเด่นจากรุ่นอื่นๆ แต่ยังคงความทนทาน ด้วยการออกแบบที่สวยงามมีสไตล์ เน้นรายละเอียดที่คมชัดและกะทัดรัดขึ้น

  ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอเชิญชวนผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมช่วยเหลือการแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สามารถบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” ธนาคารกรุงเทพ สาขา มจพ. เลขที่บัญชี 907-3-50043-2 ใบเสร็จรับเงินการบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-555-2000 ต่อ 1604

ขวัญฤทัย ข่าว- สมเกษ ถ่ายภาพ 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2021

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2021” รางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับ องค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียปี 2021 จัดโดยนิตยสารเอชอาร์ เอเชีย (HR Asia) ของบริษัท Business Media International (BMI) ประเทศมาเลเซีย

ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปี MSC มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนเรื่องการสร้างความเป็นเลิศด้านทรัพยากรมนุษย์ (People Excellence) มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ภายใต้นโยบายในการดูแล รักษา และส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ  พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับได้พัฒนา และเรียนรู้ในรูปแบบ Lifelong Learning ผ่าน Digital Platform และ โปรแกรมต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ทาง MSC คำนึงถึงค่าตอบแทนโดยรวม  และคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีของเพื่อนร่วมงาน (Well Being) ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร MSC ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ และปรัชญาทางธุรกิจที่ว่า “ความสำเร็จของลูกค้า  คือ ธุรกิจของเรา”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสำลี นุ่มศรี email: samlenoo@metrosystems.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมพร้อม งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021 หวังกระตุ้นตลาดส่งท้ายปี 24-28 พ.ย. นี้

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเตรียมพร้อมกับงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ระหว่างวันที่ 24 – 28 พ.ย. นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 8 ได้เวลาสร้างบ้าน

งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021 เป็นงานรับสร้างบ้านยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ที่มาพร้อมโปรโมชั่นจัดเต็ม ลุ้นรับทองคำ รับคูปองส่วนลดจองปลูกสร้างบ้านภายในงาน และโปรโมชั่นสุดพิเศษจากบริษัทรับสร้างบ้านและวัสดุที่มาร่วมออกบูธภายในงาน และยังมี “E-Book” New Home Design 2022 โฉมใหม่ แบบบ้านสวย ปี 2565 ฟรี! ที่มีแบบบ้านตั้งแต่หลักล้านถึงร้อยล้าน ไว้ให้คุณได้เลือกชมได้ง่าย ๆ และนอกจากผู้บริโภคจะได้ชมงานแบบออฟไลน์ในวันดังกล่าวแล้ว ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด หรือไม่สะดวกเดินทางมาที่งาน สามารถเข้าชมงานรับสร้างบ้านออนไลน์ได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 พ.ย. นี้ ผ่านเว็บไซต์ www.hba-th.org/online_expo21

งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021 จะมีพิธีเปิดงานในวันพุธที่ 24 พ.ย. นี้ โดยได้รับเกียรติจากนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานพิธีเปิดงานอีกด้วย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สาธิต พีไอเอ็ม เจ๋ง! คว้าที่ 1 โครงการ Pitch@School Competition 2021 ระดับมัธยมศึกษา โชว์ผลงาน OpenMirai แพลตฟอร์มเพื่อการศึกษาในงานสัปดาห์ผู้ประกอบการโลก GEW 2021 ประเทศไทย

โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (สาธิต พีไอเอ็ม)  ฟอร์มทีมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ส่งเสริมนักเรียนสู่นักคิด นักนวัตกรรม นักจัดการเชิงธุรกิจ โชว์ผลงาน OpenMirai แพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา คว้า รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1” ในโครงการ Pitch@School Competition 2021 (Semester 1จัดโดย Global Entrepreneurship Network Thailand , (GEN Thailand) ร่วมกับ Global Entrepreneurship Network (GEN) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ดำเนินการโครงการกว่า 180 ประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เป็นนักประกอบการ และขยายธุรกิจสตาร์ทอัพได้ง่ายขึ้นอย่างไร้พรมแดน ผ่านแรงสนับสนุนของเครือข่ายทั่วมุมโลกทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐและเอกชนที่เปี่ยมศักยภาพ ล่าสุดได้จัดงานสัปดาห์ผู้ประกอบการโลก Global Entrepreneurship Week 2021 (GEW 2021) ประเทศไทย งานที่จะจุดประกายนักสร้างธุรกิจไทย มุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง ปลูกฝังการเป็นผู้ริเริ่ม สร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้ประกอบการรุ่นใหม่    

ทีม OpenMirai สาธิต พีไอเอ็ม โดยสมาชิกทั้ง คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทย์คณิต (Robotics and AI) ได้แก่ นายอภิภูมิ ชื่นชมภู, นายภาวิต ลิมปสุธรรมนางสาวภิญฐ์สิตา เนียมอินทร์นายปัณณ์ เภตรา และ นายณพสัญญ์ จีระวัฒนะนนท์ ได้รับเชิญร่วมงานและนำเสนอผลงานในฐานะผู้ชนะเลิศจากการแข่งขัน Pitch@School 2021

โครงการ Pitch@School  คือโปรแกรมส่งเสริมความคิดผู้ประกอบการและการแข่งขันนำเสนอโครงการธุรกิจ สำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริง เกิดความคิดวิเคราะห์ และการระดมความคิดกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อหาทางออกอย่างมีตรรกะ แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพ และพันธมิตรระดับโลกร่วมกันเป็นโค้ชเพื่อเสนอโซลูชันที่ดีที่สุด และกระบวนการเรียนรู้ ประสบการณ์ ที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยในปี 2021 นับเป็นปีแรกของการเปิดเวทีแข่งขันในระดับมัธยมศึกษา  ทีม OpenMirai นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต พีไอเอ็ม เป็นทีมที่คว้า รางวัลชนะเลิศ (The Winner)” การนำเสนอผลงานเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่สนใจอยากแก้ปัญหาด้านการศึกษา สำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร ชอบอะไร หรือรู้แล้วว่าชอบทางไหนแต่จะทำอย่างไรเพื่อไปถึงอาชีพที่อยากทำในอนาคตได้ 

OpenMirai  (https://openmirai.com)  โดดเด่นด้วย Career Based Learning เป็นโมเดลการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง แพลตฟอร์มจะมีการเลือกสายงานด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานแมตช์กับสายงานไหน และจะจัดระบบเลือกวิชาต่างๆ ที่เหมาะสม มุ่งเน้นไปที่สายอาชีพ ไม่ใช่การเรียนแค่เนื้อหาในหนังสือเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้ผู้เรียนมั่นใจมากขึ้น โดยจะไม่มีการสอบข้อเขียน ไม่มีเกณฑ์ตัดสินผิดถูก เมื่อเรียนจบจะมี Project ให้ทำ เพื่อดูว่าผู้เรียนได้ใช้ความรู้กับสิ่งที่ตัวเองเรียนมากน้อยแค่ไหน ประยุกต์ใช้ได้ดีหรือไม่

หนึ่งในสมาชิกทีม กล่าวว่า “OpenMirai เกิดจาก Mirai แปลว่าอนาคตในภาษาญี่ปุ่น นำมารวมกับคำว่า Open ที่แปลว่าเปิดในภาษาอังกฤษ จึงแปลได้ว่า “เปิดทางสู่อนาคต และความตั้งใจตั้งชื่อให้มีความหมายด้านคอนเซ็ปต์ เพราะญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นชาติเเห่งความใส่ใจรายละเอียด อีกทั้งคำว่า Mirai หากเขียนจากหลังไปหน้าจะได้เป็นคอนเซ็ปต์ของโปรเจกต์ด้วยซึ่งก็คือ ย่อมาจาก Information, A ย่อมาจาก AI Analytics, R ย่อมาจาก Routing, I ย่อมาจาก In deep to career และ ย่อมาจาก Model ลงตัวที่ OpenMirai”

โปรเจกต์นี้ยังมี Strategic Partner หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือพร้อมร่วมทำงาน และมี Customer Journey ที่ชัดเจนว่าลูกค้าจะกลับมาใช้บริการซ้ำอีกได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือมีทีมสตาร์ทอัพที่มีประสบการณ์ พร้อมจะทำแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาใช้จริงให้กรรมการได้เห็น โดยมีนักเรียนมัธยมฯ วัยที่อยากจะค้นหาตัวเอง คนที่ตอบยังไม่ได้ว่า “โตขึ้นจะเป็นอะไร” หรือคนที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแต่อาจจะมีความชอบอื่นๆ อีกเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก สอดคล้องกับการเรียนสาธิตพีไอเอ็ม โรงเรียนจะเน้นให้ความสำคัญกับนักเรียนเรียนเป็นหลัก เรียนตามความถนัดผ่านการลงมือทำ ทุกคนมีส่วนร่วมลงมือปฏิบัติมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ส่งผลให้มีความรู้ความสามารถค้นพบตัวตน และได้ทักษะที่นำไปใช้ได้จริง

OpenMirai ถือได้ว่าเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่กล้าคิดนอกกรอบ ค้นหาไอเดียใกล้ตัวปรับเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ และให้เกิดการสนับสนุน ส่งเสริม พัฒนาสู่นวัตกรรมขับเคลื่อนของประเทศ ซึ่งจุดเด่นของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันคือมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ หากได้รับการบ่มเพาะจากจุดเล็กๆ เช่น สถานศึกษาที่เป็นแหล่งจุดประกายและส่งเสริมองค์ความรู้ให้แก่นักเรียนได้ดีที่สุด ซึ่งสาธิตพีไอเอ็มได้เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยเน้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองสนใจ ส่งเสริมการเรียนตามความถนัด เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกทักษะผ่านกิจกรรมหลากหลาย ด้วยรูปแบบการเรียนแบบ Active Learning นำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน ทุกห้องเรียนเป็น Digital Classroom รองรับการใช้งานของครูและนักเรียน อำนวยความสะดวก เพิ่มพลังในการเรียนรู้ สนับสนุนให้การสอนและต่อยอดไอเดียใหม่ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด คิดสร้างสรรค์ชิ้นงานและนวัตกรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ จากการได้ลงมือทำจริง พร้อมด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่ จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จุดประกายให้นักเรียนอีกหลายคนกล้าลงมือทำ เชื่อว่าการเริ่มต้นเล็กๆ นี้จะก่อให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้ในอนาคต ในขณะเดียวกันยังช่วยเสริมศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีพร้อม รวมทั้งมีส่วนสร้างกระแสความตื่นตัวในธุรกิจสตาร์ทอัพให้เป็นความสนใจของกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ และก้าวสู่สมรภูมิทางธุรกิจระดับนานาชาติให้เป็นที่ประจักษ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Thoughtworks ประเทศไทย ได้รับรางวัล “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุด” เป็นปีที่สองติดต่อกัน

ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการส่งเสริมความหลากหลาย และการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ได้ร่วมสร้างมาตรฐานให้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

กรุงเทพ 18 ตุลาคม 2564 – Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ได้รับรางวัลบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด เป็นครั้งที่สองในปี 2564 นี้ ในการประกาศรางวัลประจำปี บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย ที่จัดขึ้นโดยนิตยสาร HR Asia

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ตอกย้ำความโดดเด่นของ Thoughtworks ในฐานะบริษัทชั้นนำที่น่าทำงานด้วย ในสาขาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยก่อนหน้านี้ Thoughtworks ประเทศไทย ยังได้รับประกาศนียบัตร ‘สถานที่ทำงานยอดเยี่ยม’ จากองค์กร Great Place to Work® เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วย

รางวัลบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดนี้ จัดขึ้นโดย HR Asia นิตยสารด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย โดยคัดเลือกบริษัทที่ได้รับรางวัล จากผลสำรวจความคิดเห็นของพนักงานในองค์กร ในหัวข้อที่ครอบคลุมเรื่องความเป็นผู้นำ ความรู้สึกและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน แรงขับเคลื่อนในการทำงาน การทำงานของทีมที่เกื้อหนุนกันและกัน รวมทั้งบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการทำงาน โดย Thoughtworks ได้รับคะแนนในทุกด้านเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่ต่อเนื่องและยาวนานในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีในแวดวงธุรกิจเทคโนโลยี โดยให้โอกาสพนักงานอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมสนับสนุนให้เติบโตก้าวหน้าต่อไป

นายพีท เจียมศรีพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป Thoughtworks ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในประเทศไทย” เป็นปีที่สองติดต่อกัน เราเชื่อว่าความหลากหลาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนั้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมที่ดี การได้รับรางวัลในครั้งนี้ นอกจากจะยืนยันได้ว่าการทำงานและความพยายามของเราได้มาถูกทางแล้ว เราจะยังมุ่งมั่นทำสิ่งที่ดีต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าทีมงานของเราได้รับการสนับสนุนเพื่อการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

——————————–

เกี่ยวกับ Thoughtworks

Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. จับมือบริษัทอุบลไบโอเอทานอลฯ พัฒนากระบวนการผลิต R&D ใช้ประโยชน์สารชีวภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรม

.(วิจัย) ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายเดชพนต์  เลิศสุวรรณโรจน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงบูรณาการนำผลงานวิจัย องค์ความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยมุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิต วิจัยพัฒนาการใช้ประโยชน์สารชีวภัณฑ์ในระดับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ครบวงจร  โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ  5  ปี โอกาสนี้ นายสายันต์   ตันพานิช  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ดร.อาภากร  สุปัญญา  รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. นายวุฒิพงศ์  นิลผาย  รองกรรมการผู้จัดใหญ่ UBE  ฝ่ายปฏิบัติการ นางสาวสุรียส  โควสุรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ UBE ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ พร้อมผู้บริหาร บุคลากร ทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติ  ในวันที่  18  พฤศจิกายน 2564 ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 อาคาร Admin วว. เทคโนธานี จังหวัดปทุมธานี

“…ความร่วมมือในวันนี้จะเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐและเอกชน ที่จะร่วมกันพัฒนาผ่านการสนองตอบนโยบาย BCG ของรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร การยกระดับภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรของประเทศ  โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์สารชีวภัณฑ์และเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ในระบบเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน  ภายใต้ความร่วมมือนี้ วว. และ UBE จะบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกัน ผลักดันให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิยช์และเชิงสังคม  ส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน…” .(วิจัย) ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  กล่าว

นายเดชพนต์  เลิศสุวรรณโรจน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า

บริษัทดำเนินธุรกิจด้านเอทานอลเป็นหลัก ได้ส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังออร์แกนิกอยู่แล้ว  และได้ขยายธุรกิจมาทำเกษตรอินทรีย์เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอนาคต เพราะประเทศไทยเป็นสังคมเกษตร และมีจุดแข็งด้านการเกษตรอยู่แล้ว เราต้องพัฒนาจุดแข็ง โดยการทำเกษตรแบบประณีตพัฒนาไปสู่ความเป็นออร์แกนิก  โดยมีสารชีวภัณฑ์เป็นอาวุธสำหรับเกษตรกร  การที่ วว. สามารถพัฒนาสารชีวภัณฑ์นี้สู่อุตสาหกรรม เป็นการตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริง เชื่อมั่นว่าในอนาคตจะมีธุรกิจด้านเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากจังหวัดอุบลราชธานีที่บริษัทดำเนินการอยู่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีสุขภาพดี สามารถขายสินค้าได้ดี มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและที่สำคัญได้ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมโดยรวม

ทั้งนี้ วว. มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยพัฒนาและให้บริการตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) ของสารชีวภัณฑ์ครบวงจร ส่งเสริมงานวิจัยสร้างเศรษฐกิจสีเขียว  ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย  เกษตรอินทรีย์ บูรณาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสารชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้บริการทดสอบอย่างครบวงจรเพื่อประกอบการขึ้นทะเบียนชีวภัณฑ์  เป็นคลังสายพันธุ์จุลินทรีย์กว่า 10,000 สายพันธุ์ ที่พร้อมให้บริการแก่ผู้ประกอบการมีการศึกษาวิจัยระดับประเทศและภูมิภาค มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตจุลินทรีย์ระดับอุตสาหกรรม (ICPIM) เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการไปจนถึงระดับโรงงานนำทาง 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ โทร. 0 2577 9000  โทรสาร 0 2577 9362 อีเมล tistr@tistr.or.th www.tistr.or.th    Line@TISTR    IG : tistr_ig


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เปิดสาขาใหม่ โฮมโปร บางนา ชั้น 1 One Stop Destination แห่งใหม่ของ SME และจัดซื้อองค์กร

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฉลองเปิดร้านออฟฟิศเมทสาขาใหม่ล่าสุดที่โฮมโปร บางนา ชั้น 1 (ข้างร้าน Starbucks) พร้อมเป็น One Stop Destination แห่งใหม่สำหรับผู้ประกอบการ SME ชาวกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยมีสินค้าให้ช้อปครบทุกความต้องการธุรกิจกว่า 100,000 รายการ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ทำความสะอาด และอุปกรณ์เครื่องใช้ในธุรกิจเฉพาะทาง อาทิ โรงงาน โรงเรียน สถานพยาบาล ร้านอาหารและคาเฟ่ ช้อปสะดวกได้ที่ร้านซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน 10.00 – 20.00 น. สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในร้าน หรือโทร. 02-105-9931-3 และ Chat & Shop ที่ Line: https://lin.ee/jyxs6nc พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ธุรกิจคุณ เมื่อช้อป 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

พิเศษ…ฉลองเปิดสาขาใหม่ 13 พ.ย. 64  – 31 ธ.ค. 64 สินค้าลดจัดเต็มสูงสุด 68%*    พร้อมให้คุณเซฟเงินสด รับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิต First Choice x HomePro   และ First Choice  x  Central The 1 และรับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 200 บาท* (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) และรับของพรีเมียมสุดคิ้วท์เมื่อช้อปตามที่กำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE เผยประสบการณ์ และแพลตฟอร์ม 5G+ สำหรับนิคมอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาสู่ “โรงงานอัจฉริยะ”

ZTE Corporation ผู้ให้บริการโซลูชั่นระดับโลกในด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่สำหรับลูกค้าองค์กรและผู้บริโภค จับมือ AIS ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และเทคโนโลยีดิจิทัลรายใหญ่ของไทย ในโอกาสทำงานร่วมงานกันมานานกว่า 15 ปี โดยจัดเสวนาแบ่งปันประสบการณ์ เทคโนโลยี 5G และ แพลตฟอร์มบริการจัดการโรงงานอัจฉริยะ เพื่อการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นายจาง เจียนเผิง รองประธานอาวุโส ฝ่ายการตลาดระดับโลก บริษัท แซดทีอี คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า “จากรายงานของสมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) ระบุว่า ภายในปี 2025 เทคโนโลยี 5G จะมีส่วนสัดสูงถึง 14% ของตลาดการสื่อสารเชื่อมต่อทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ข้อมูลยังบ่งชี้ว่าส่วนแบ่งการเชื่อมต่อในประเทศไทย จะเพิ่มขึ้นจนสูงได้ถึง 23% โดยสูงกว่าส่วนแบ่งเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศระยะ 20 ปีของรัฐบาลไทย ทั้งนี้ ZTE มองว่าการปรับปรุงเครือข่าย 5G และส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จะบรรลุเป้าหมายในการเติบโตตามแผนได้อย่างแน่นอน

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี 5 G ในประเทศจีน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมการผลิต กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็ว โดยในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ZTE ได้ดำเนินการพัฒนาแนะนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ใน 15 อุตสาหกรรมในประเทศจีน อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมโลหการทำเหมือง, อุตสาหกรรมโครงข่ายระบบไฟฟ้า, อุตสาหกรรมการขนส่ง, อุตสาหกรรมการท่าเรือ รวมไปถึงอุตสาหกรรมสื่อยุคใหม่ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี 5 G เพื่อให้ตอบสนองการทำงานของอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ มักประสบกับปัญหาในการดำเนินการ คือ ดีมานด์ ในการใช้งานเทคโนโลยี 5G ของแต่ละอุตสาหกรรม มีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างมาก ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ในช่วงต้นต่ำ และพบว่า บางกรณี มีต้นทุนที่สูง แต่ให้ผลลัพธ์ในด้านผลผลิตที่ไม่ชัดเจน การประสานความร่วมมือระหว่างแต่ละอุตสาหกรรมมีความยากลำบาก โดยการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (digital transformation) ขององค์กรต้นน้ำและปลายน้ำ มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน

จากปัญหาที่พบเหล่านี้ ZTE ให้ความตระหนักและได้คิดค้นวิธีการที่จะส่งเสริมการเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยการรวมโครงสร้างพื้นฐานของ 5G เข้าด้วยกัน และจัดหาโมดูลส่วนประกอบที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมุ่งเน้นไปที่สภาพการณ์ของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อที่จะพัฒนาให้เกิดการทำงานได้อย่างมีคุณภาพสูงสุด โดยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ 5G ในโรงงานที่พบได้บ่อย คือการใช้ Multi-Access Edge Computing (MEC) ร่วมกับวิสัยทัศน์ของเครื่องจักร หรือแมชชีนวิชั่น (machine vision) ในการตรวจสอบคุณภาพการผลิตและสถานะการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ทดแทนการปฏิบัติงานด้วยมนุษย์ ซึ่งต้องจ่ายค่าแรงและมีความผิดพลาดสูงกว่า การใช้งานแมชชีนวิชั่นทำให้อัตราปล่อยผ่านของเสีย (defect leakage) ลดลง 80% เมื่อเทียบกับการตรวจสอบโดยมนุษย์ ความแม่นยำของระบบแยกแยะและติดฉลากอัตโนมัติเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 97% ซึ่งทำให้สามารถประหยัดค่าจ้างบุคลากร QC ได้ 50% และเพิ่มอัตราการได้ผลผลิต (production yield rate) ในขณะที่การใช้งานวิสัยทัศน์เครื่องจักรที่โรงงานของกลุ่ม Xinfengming ทำให้อัตราของเสีย (defect rate) ลดลง 60%

การใช้ระบบรถเคลื่อนย้ายอัตโนมัติ (AGV) สำหรับงานอุตสาหกรรมของ ZTE ร่วมกับ 5G ทำให้อุปสรรคเดิม ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ wifi หมดไป โดยรถ AGV ชนิดนี้สามารถนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่ต่างกันไป เช่นในสภาพแสงซับซ้อน และทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการนำ AGV ออกใช้งานไปได้ 80% (deployment cost) เมื่อเทียบกับการใช้ระบบนำทางแบบดั้งเดิมเช่น QR code หรือแถบแม่เหล็ก และการบริหารกำหนดการ (scheduling) ของ AGV ผ่านแพลตฟอร์มแบบ cloud ช่วยให้ประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น 20% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่อ AGV หนึ่งคันลดลง 10%

การใช้ 5G พร้อมกับ HD video และ Augmented Reality (AR) ช่วยให้บุคลากรด่านหน้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ โดยได้รับการสนับสนุนทันทีจากทีมต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้อยู่หน้าไซต์งาน และยังเป็นการเปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ในด้านการออกแบบ การผลิต การฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการตรวจสอบ โดยพบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระยะไกล (remote technology) ทำให้ลดความต้องการทรัพยากรด้านผู้เชี่ยวชาญไปได้เกิน 30% ทั้งยังเป็นการลดความยากในการประสานการทำงานระหว่างสถานที่ต่าง ๆ และยังพบว่าการใช้หุ่นลาดตระเวนแบบ 5G (5G unmanned patrol robot) หนึ่งตัว สามารถทดแทนทรัพยากรมนุษย์ด้านการรักษาความปลอดภัยได้ 3-4 คน โดยหุ่นยนต์สามารถส่งภาพ 360 องศารอบทิศทาง ในระดับความชัด 4K และหลบหลีกสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ได้เอง

ZTE ได้มีการทดสอบใช้ PLC แบบ cloud (Cloud Programmable Logic Control) สำหรับระบบควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมโดยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ PLC และลดความหน่วงของการควบคุม (control latency) ได้ต่ำถึง 10 ms โดยระบบควบคุมโรงงานที่กล่าวนี้ได้ถูกใช้งานที่โรงงานอัจฉริยะของ ZTE เอง ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหนานจิง มลฑลเจียงซู การใช้งานนวัตกรรมอัจฉริยะต่าง ๆ ในโรงงาน Binjiang Smart Factory ทำให้ความต้องการแรงงานด้านการผลิตต่ำกว่าโรงงานอื่นๆ 25%

นอกจากนี้ โรงงาน Yunnan Shenhuo 5G Smart Factory ในมลฑลยูนนาน ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ZTE และบริษัทผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ Yunnan Shenhuo มีการใช้งานระบบ 5G Campus Private Network และ MEC ในการควบคุมการดำเนินการด้านต่างๆ โดยมีการใช้แมชชีนวิชั่นทดแทนการใช้เซนเซอร์อุณหภูมิดั้งเดิม เพื่อการตรวจสภาพเหล็กที่อุณหภูมิ 1400 องศาเซลเซียส ซึ่งอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ใช้อยู่เดิมสามารถทนอุณหภูมิที่สูงโต่งได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะหมดอายุใช้งาน และจำเป็นต้องใช้มนุษย์ช่วยแยกแยะสีบนพื้นผิวเพื่อบ่งชี้อุณหภูมิ ซึ่งความผิดพลาดในการแยกแยะสามารถเกิดขึ้นได้ในประการหลังนี้ และยังมีการใช้แมชชีนวิชั่นในการเฝ้าระวังสายพานการผลิตถึง 11 จุดด้วยกัน ZTE ได้ร่วมมือกับAIS ในการวางระบบโซลูชั่น NodeEngine ที่โรงงานยาวาต้า จังหวัดนครราชสีมา ในการใช้งาน offloading และการคำนวณแบบ edge computing ในโรงงาน ผลที่ได้พบว่า ระบบดังกล่าวนั้นเหมาะสมกับโรงงานยาวาต้าเป็นอย่างมาก โดยความหน่วงวัดได้เพียง 10 ms เท่านั้นซึ่งตอบรับโจทย์เรื่องข้อกำหนดในการประมวลผลข้อมูลในพื้นที่ได้อย่างดี


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

EZVIZ C6W ตรวจจับแม่นยำ ไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหว ผู้ช่วยดูแลภายในบ้านหมุนได้ 360° พร้อมความละเอียด True-WRD

อีซี่วิซ แบรนด์ผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมโซลูชั่นระดับโลก ที่ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพและการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานที่แตกต่างอย่างเข้าใจ เปิดตัวกล้องวงจรปิดไร้สายภายในบ้านนวัตกรรมใหม่ รุ่น “C6W” โดดเด่นด้วยการผสานมิติแห่งการดีไซน์ทั้งความสวยงามและเทคโนโลยีล้ำสมัยแบบ Full function ขนาดเล็ก กะทัดรัด จัดวางได้ทุกมุม เนียนไปกับเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ไร้สายติดตั้งง่าย ตอบโจทย์ผู้ช่วยดูแลสมาชิกทุกวัยภายในครอบครัว ไม่ว่าเฝ้าดูการเล่นของลูกน้อย หรือสังเกตและสื่อสารกับผู้สูงวัยภายในบ้าน หรือแม้แต่สายรักสัตว์ที่เป็นทาสน้องหมาน้องแมว ก็ไม่พลาดทุกโมเมนต์

นายวิคเตอร์ จาง ผู้อำนวยการฝ่ายขาย อีซี่วิซ ผู้นำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยแบรนด์กล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่มียอดขายดีที่สุดในไทย เปิดเผยว่า EZVIZ C6W มาพร้อมคุณสมบัติเด่นด้วยดีไซน์ขนาดเล็กแต่ทรงพลังกับความสามารถในการบันทึกภาพด้วยความละเอียด 2K (4 ล้านพิกเซล) ที่คมชัดเป็นพิเศษ และปรับหมุนได้ทั้งแนวตั้ง 340° และแนวนอน 75° (Pan and tilt camera) ช่วยให้การมองเห็นครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่แบบพาโนรามา 360° เสริมด้วยการทำงานของเทคโนโลยี True-WDR (Wide Dynamic Range) เซ็นเซอร์ที่ช่วยปรับสมดุลความสว่างของไฟล์วีดิโอ ช่วยให้การบันทึกภาพมีความคมชัดในทุกรายละเอียดแม้อยู่ในที่แสงน้อยที่สุด และมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยไฟอินฟราเรด (IR) 2 ดวงที่ช่วยการให้การบันทึกภาพในช่วงเวลากลางคืนได้คมชัดและไกลกว่า 10 เมตร เสริมความเหนือระดับด้วยเทคโนโลยี AI ระบบการตรวจจับความเคลื่อนไหวของมนุษย์หรือบันทึกภาพความมีชีวิตชีวาของเจ้านายตัวโปรดได้อย่างชาญฉลาดและแม่นยำ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ พร้อมซูมอัตโนมัติสูงสุด 4 เท่า ช่วยให้ตรวจจับทุกเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ควบคุมและสั่งผ่านได้ง่ายผ่าน EZVIZ App พร้อมฟังก์ชั่น “การสื่อสารสองทาง” ที่ติดตั้งไมโครโฟนและลำโพงมาในตัว ให้คุณพูดคุยสื่อสารผ่านกล้อง C6W กับคนในบ้านได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนทุกที่จากทั่วทุกมุมโลก ก็สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารกับคนในครอบครัวแบบเรียลไทม์เสมือนโทรศัพท์ทั่วไปแต่ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ EZVIZ ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ด้วยระบบการเข้ารหัสลับแบบ AES 128 บิต และการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน บน EZVIZ Cloud ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกสำหรับการจัดเก็บวิดีโอที่ปลอดภัย เพื่อให้ทุกความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ได้รับการรักษาความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ EZVIZ C6W ยังมีเทคโนโลยีการบีบอัดวิดีโอ H.265 รุ่นล่าสุด ช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลสำรองเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายในอนาคต รองรับการ์ด MicroSD ได้สูงสุดถึง 256 GB EZVIZ C6W ครบครันทั้งฟังก์ชั่น และดีไซน์ ครบจบในเครื่องเดียว มีวางจำหน่ายแล้วในราคา 1,990 บาท

ใครที่กำลังมองหาผู้ช่วยดูแลความปลอดภัยภายในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง สามารถหาซื้อ EZVIZ C6W กล้องวงจรปิดไร้สายอัจฉริยะเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้แล้ววันนี้ที่  EZVIZ Official Shop หรือผ่านช่องทาง Shopee : EZVIZ_official และ Lazada : EZVIZ official สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ezvizlife.com

เกี่ยวกับ EZVIZ

ตั้งแต่ปี 2556 อีซี่วิช ได้วางวิสัยทัศน์ “มุมมองที่ง่าย” ให้กับผู้ใช้งานในทุกๆ บ้าน โดยยึดมั่นในการสร้างสรรค์อุปกรณ์สมาร์ทโฮมอัจฉริยะที่ทรงพลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การปกป้องดูแลและเติมเต็มความสุขให้ทุกครอบครัว อีซี่วิชเป็นผู้นำอุปกรณ์   สมาร์ทโฮมเพื่อความปลอดภัยแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ที่มอบ Smart living เพื่ออนาคตให้กับลูกค้าผ่านการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จนเป็นผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมคุณภาพพรีเมียม พร้อมบริการแพลตฟอร์มคลาวด์อัจฉริยะที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของอีซี่วิช ที่ลูกค้านับล้านไว้วางใจกว่า 130 ประเทศทั่วโลก


Exit mobile version