Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ทรูมันนี่” จับมือ สถานีบริการน้ำมัน PT ร่วมสร้างสังคมไร้เงินสด เปิดรับชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet

กรุงเทพฯ, 8 ธันวาคม 2564 – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมือกับ แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส บริษัทที่ดูแลด้านการตลาดให้กับ PTG และบริษัทในเครือเปิดบริการรับชำระเงินค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เป็นครั้งแรก ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันของ PT ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 74 แห่งที่ร่วมรายการ มอบประสบการณ์การใช้จ่ายแบบ “แทนเงินสด ลดสัมผัส” เพื่อมอบความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ Cash Back รับเงินคืนเงิน 3% (สูงสุด 30 บาท)  เมื่อชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เอาใจผู้ที่ต้องการเดินทางเพื่อไปพักผ่อนช่วงปลายปีตลอดเดือนธันวาคมนี้

นายกรวุฒิ ปวิตรปก ผู้อำนวยการฝ่ายทางพาณิชย์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ทรูมันนี่ มุ่งมั่นขยายพันธมิตรใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ทรูมันนี่เป็นแพลตฟอร์มการใช้จ่ายที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นด้านความบันเทิง ช็อปปิ้งตามร้านค้า หรือร้านอาหารต่าง ๆ ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงในด้านการเดินทาง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของเราในปีนี้ที่ต้องการขยายและทำแคมเปญร่วมกันกับพันธมิตรเพื่อส่งเสริมการใช้ Cashless Payment ในวงกว้างยิ่งขึ้น ทรูมันนี่มั่นใจว่าความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมัน PT ในครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้ทรูมันนี่กว่า 20 ล้านราย รวมถึงลูกค้าของ PT ได้ใช้จ่ายปลอดภัยห่างไกลจากความเสี่ยงในการสัมผัส เมื่อต้องออกไปนอกบ้านและเดินทางสัญจรไปตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ PT และ ทรูมันนี่ ยังได้จัดโปรฯ พิเศษ มอบเงินคืนเข้าบัญชีทรูมันนี่ วอลเล็ทสูงสุด 3% (สูงสุด 30 บาท) เมื่อชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายของลูกค้าคุ้มค่าที่สุด”

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด (บริษัทในเครือพีทีจี) กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าสมาชิก PT Max Card กว่า 16 ล้านสมาชิกทั่วประเทศมาโดยตลอด ซึ่งความร่วมมือกับทรูมันนี่ครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองแบรนด์ในการขยายช่องทางเพย์เมนต์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการให้ได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อการลดการสัมผัส และไม่ต้องกังวลเรื่องการพกพาเงินสดไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมัน หรือใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย อีกทั้งยังเป็นการขยายฐานลูกค้ารายใหม่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย”

พิเศษ​! สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เมื่อชำระค่าน้ำมันไม่มีขั้นต่ำ

ณ ​​สถานีบริการน้ำมัน PT ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 74 แห่งที่ร่วมรายการ รับเงินคืนทันที 3% (สูงสุด 30 บาท) ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม ศกนี้ คลิกอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.truemoney.com/a/pt-promotion-111/  

*หมายเหตุ

  • สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด 
  • เฉพาะสาขาบริการน้ำมันที่ร่วมรายการ
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่น
  • เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2556 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

จาร์ตัน เปิดตัว “JARTON Home” แพลตฟอร์ม IoT ครบวงจร..ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

“จาร์ตัน เทคโนโลยี” เปิดตัวแอปพลิเคชัน “JARTON Home” แพลตฟอร์ม IoT หรือ Smart Home Super App สัญชาติไทย ที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในอาเซียน แอปฯเดียวควบคุมอุปกรณ์ Smart Home ระดับชั้นนำทั่วโลก ได้ครอบคลุมกว่า 100 แบรนด์ ใช้งานได้ทั้ง Mobile Application และ Web Application รองรับการสั่งเสียงด้วยเสียง Google Assistant, Apple Siri และ Amazon Alexa สามารถสั่งงานผ่าน Apple Watch, Apple Home Kit, Samsung SmartThings ตั้งเป้า หาพันธมิตรร่วมทุน และ Strategic Partner เพิ่มเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง โดยมุ่งขยายการใช้งาน JARTON Home สู่ระดับอาเซียน มั่นใจผลักดันตลาด Smart Home ที่มีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ให้ขยายตัวเพิ่ม 3 – 5 เท่า ภายใน 2 ปี และผลักดันบริษัทแม่ จาร์ตัน โฮลดิ้งส์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปี 2568

นายธีธัช จึงกานต์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท จาร์ตัน กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านการผลิต ติดตั้งและส่งออก ระบบบ้านและอาคารครบวงจร เปิดเผยว่า “ตลาด Smart Home ประเทศไทยภาพรวมมีอัตราเติบโตค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากมีผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ IoT ที่หลากหลายจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองเพื่อควบคุมอุปกรณ์ที่หลากหลายตามไปด้วย แต่ลูกค้าไม่สะดวกที่จะใช้งานมากกว่า 1 แอปพลิเคชันในการควบคุมอุปกรณ์ในบ้านทั้งหมด จาร์ตัน กรุ๊ป จึงได้จัดตั้ง บริษัท จาร์ตัน เทคโนโลยี จำกัด ขึ้นมาเพื่อพัฒนา JARTON Home ให้กลายเป็นแอปพลิเคชันกลาง (IoT Platform) ที่สามารถควบคุม อุปกรณ์ Smart Home ทุกแบรนด์ได้บนแอปพลิเคชันเดียว เริ่มจากสินค้า Smart Home ของ JARTON และพัฒนาจนสามารถใช้งานกับสินค้า ทุกแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศได้ทั้งหมด

“JARTON Home” ถือเป็น Smart Home Super App ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านและอาคารได้อย่างครบวงจร สามารถใช้งานได้ทั้ง Mobile Application และ Web Application (www.JARTONHome.com) รองรับการสั่งงานผ่านคำสั่งเสียงทั้ง Google Assistant, Apple Siri, Amazon Alexa และสั่งงานผ่าน Apple Watch,  Apple Home Kit, Samsung SmartThings ได้อีกด้วย ทั้งนี้  มีสินค้าแบรนด์ชั้นนำจากไทยและทั่วโลกที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หรือสามารถสั่งงานผ่าน Application JARTON Home ได้แล้ว จำนวนมากกว่า 100 แบรนด์ อาทิ AIS, Anitech, COTTO, DATA, Delight, Eminent, Ener Saver, Euro, Fascino, GATA, Hatari, JARTON, Chaiyo Sprinkler, Divana, LAMPTAN, Lamptitude, Lesasha, LRL by Let’s Relax Spa, Lucky Flame, LUMAX by L&E, Marathon, Mazuma, MEX, Mogen, Monowheel, NANO, Panpuri, Safe, Safety Smart by Safe-T-Cut, SANWA, Schneider Electric, Siam Steel, Somfy, Sparkle, SVOA Robotics, Super Products, Tecno+, Toshino, Uni-Aire และ VC Fabric เป็นต้น ที่ได้ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นพันธมิตร จากหลากหลายวงการ ทั้งกลุ่มการเชื่อมต่อเครือข่าย, กลุ่มรักษาความปลอดภัย, กลุ่มปรับอากาศและไฟฟ้า, กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มสินค้าสุขภาพ และ กลุ่มอุปกรณ์ควบคุม ส่งผลให้

“JARTON Home” กลายเป็นแอปพลิเคชันกลาง (IoT Platform) ขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุดในอาเซียน
ยิ่งไปกว่านั้น JARTON Home เป็น IoT Platform เดียวที่ได้รับการสนับสนุนจาก Depa (ดีป้า) หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกวงการ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงระบบ IoT หรือ Smart Home ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เป็นการลดช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) และขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

JARTON Home มีระบบการใช้งานที่สะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีระบบบริหารผ่านทั้ง Mobile และ Web Application เพื่อให้สินค้าแต่ละแบรนด์ สามารถเชื่อมต่อระบบการใช้งาน, การใช้คำสั่งเสียงและการใช้อุปกรณ์เสริมได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐานทุกอุปกรณ์ โดยมีการใช้งานเพียง 3 ขั้นตอนคือ ดาวน์โหลด Application JARTON Home ได้ทั้งระบบ iOS และ Android พร้อมลงทะเบียนโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ หรือ อีเมล, เชื่อมต่ออุปกรณ์ เข้ากับระบบ Wi-Fi วงเดียวกับโทรศัพท์ (เฉพาะครั้งแรก)  และ เริ่มสั่งงานควบคุมอุปกรณ์ ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก

สำหรับ ภาพรวมตลาด Smart Home ในประเทศไทย แม้เติบโตไม่เท่ากับประเทศแถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการระบาด Covd-19 ทำให้คนใช้เวลาอยู่บ้าน จึงมีส่วนผลักดันให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย Smart Home ในประเทศ มีมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีอุปกรณ์ Smart Home ในบ้านรวมทั้งหมดประมาณ 2.5 ล้านชิ้น ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากเปิดตัว JARTON Home ที่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรกว่า 100 แบรนด์ และพันธมิตรระดับโลกอย่าง Apple HomeKit และ Samsung SmartThings เข้ามาร่วมกันทำการตลาด มั่นใจว่าตลาด Smart Home จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 3-5 เท่าภายใน 2 ปี อย่างแน่นอน

ในด้านทิศทางการดำเนินธุรกิจ จาร์ตัน กรุ๊ป ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้ง JARTON Holdings เป็นบริษัทแม่ ถือหุ้นในบริษัทลูก และ เตรียมหาผู้ร่วมทุนและ Strategic Partner ในแต่ละธุรกิจภายในเครือทั้งหมด 6 บริษัท ซึ่งจะแยกกันตามประเภทธุรกิจ ได้แก่

• JARTON Industry ธุรกิจผลิตและวิจัยสินค้าระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร เช่น เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด กล้องวงจรปิด เครื่อง X-Ray
• JARTON Group ธุรกิจ Trading สินค้าระบบบ้านและอาคารครบวงจร เช่น ระบบ Smart Home
• JARTON Technology ธุรกิจ Technology พัฒนาและบริหารระบบ Software และ Application ทั้งหมด เช่น JARTON Home / JARTON Lock / JARTON CCTV
• Nexitt ธุรกิจรับติดตั้งงานระบบอาคารครบวงจร แบบ Turnkey
• JARTON Network ธุรกิจเครือข่ายด้านสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าสุขภาพ
• Life Elevated ธุรกิจเพื่อสังคมด้านการฝึกอบรมและพัฒนาตนเอง

สำหรับ ผลการดำเนินงานของกลุ่ม จาร์ตัน โฮลดิงส์ ในช่วงที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการระบาด Covid-19  ทำให้ต้องปรับลดลง 30% จากที่ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่  1,000 ล้านบาท โดยสินค้าหลักยังคงเป็น ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Home, ระบบตรวจจับความปลอดภัยแบบอุโมงค์เดินผ่าน, ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ โดยมีสัดส่วน 25% ¬ของยอดขายทั้งกลุ่ม ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับโครงสร้าง จาร์ตัน กรุ๊ป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9-12 เดือน ที่จะสรรหาผู้ร่วมทุนและ Strategic Partner จากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่ง จากนั้น จะนำบริษัทแม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ภายใน ปี 2568” นายธีธัช กล่าวในที่สุด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“CareerVio” หลักสูตรออนไลน์ ปั้นโปรแกรมเมอร์ ออกสู่ตลาดแรงงาน

ด้วยปัจจุบัน โลกของการแข่งขันด้านการทำงานมีอัตราแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี โดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มเทคโนโลยี Programmer (หรือ Digital Skill อื่นๆ) ซึ่งความต้องการของตลาดแรงงานมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านของผู้พัฒนา Website และ Mobile Application โดยมีจัดประเมินผลจาก การที่มีโพสต์หางานอยู่ประมาณวันละ 200 กว่าโพสต์ ที่กลุ่ม Jobs for Thai Programmer ซึ่งนับได้ว่ามีอัตราความต้องการแรงงานมากๆ แต่ในขณะเดียวกันแรงงานกลุ่ม Programmer กลับไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่างที่เป็นตัวกำหนดกลไกทางตลาด อาทิเช่น หลักสูตรจากสถาบันการศึกษาที่สำเร็จมา ไม่สอดรับและไม่ครบถ้วน เมื่อมาทำงานจริง รวมไปถึงแรงงานที่เรียนจบมาด้วยเนื้อหาที่ยาก ก็เปลี่ยนสายไปทำในสิ่งที่ง่าย และกดดันน้อยกว่า จึงส่งผลให้ แรงงานในกลุ่มเทคโนโลยี Programmer น้อยลงไปเรื่อยๆ จนปัจจุบัน บริษัทส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวโดยการรับเด็กไปสอนเอง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่กลับเจอปัญหาเมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ผู้เรียนก็จะลาออก เพื่อไปรับงานที่ได้เงินเดือนสูงกว่า ดังนั้นวิธีที่จะแก้ปัญหา และส่งแรงงานสู้ตลาดได้ดีที่สุดคือ การผลิตแรงงานที่พร้อมใช้งานให้กับบริษัททันที

CareerVio จึงเล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะปั้นโปรแกรมเมอร์เข้าสู่ภาคธุรกิจ ด้วยหลักสูตรออนไลน์ที่ครบ จบ ในที่เดียว กับหลักสูตร Full Stack Javascript Developer Camp Online เนื้อหาการเรียนได้รับการพัฒนามาให้เข้าใจง่าย พร้อมตอบโจทย์การทำงานอย่างมากที่สุด โดย CareerVio มีจุดมุ่งหมายที่จะรวบรวม Course ที่สามารถเรียนแล้วเชื่อมโยงกับการทำงานจริงให้ได้มากที่สุดทุกสาขาวิชา ร่วมก่อตั้งโดยคุณโอ๊ค กฤษฎา เฉลิมสุข อดีตนายกสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย การให้บริการหลักสูตรออนไลน์ มาพร้อมจุดเด่นหรือ concept ดังนี้

  1. Freeมีการเก็บมัดจำ และ คืนเงินเมื่อเรียนจบ เพื่อป้องกันคนสมัครทิ้งไว้แล้วไม่เรียน
  2. หลักสูตรระดับนานาชาติ นำมาจากfreecodecamp.org ซึ่งปั้น Programmer มาแล้วกว่า 40,000 คน เข้าบริษัทชั้นนำต่าง ๆ เช่น Google, Spotify, Apple
  3. ต่อยอดหลักสูตรจากfreecodecamp.org อีกเยอะมาก ซึ่งครบถ้วน สมบูรณ์ จบมาสามารถทำงานได้จริง
  4. ระหว่างเรียน จะช่วยหาที่ฝึกงาน ทำให้สามารถมีความรู้ และ จบมาทำงานได้จริง
  5. บริษัท สามารถคัดกรองเด็ก ได้ตั้งแต่เรียน ทำให้ไม่เสี่ยง และแก้ปัญหาพนักงานเข้ามาทำงานจริงๆ ไม่ได้ เพราะสามารถรับมาฝึกงานได้ก่อน
  6. ระบบเรียนรู้แบบInteractive ซึ่งระบบสามารถตรวจคำตอบได้แบบอัตโนมัติ ทำให้ฝึกทำโจทย์ได้เยอะมากๆ
  7. มีชุมชนผู้เรียนที่ค่อนข้างActive ซึ่งเมื่อมีคนถามอะไรก็ตาม จะมีคนตอบเร็วมาก

คุณโอ๊ค กฤษฎา เฉลิมสุข ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตนายกสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการร่วมก่อตั้ง CareerVio ว่า “ผมอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว ตั้งแต่เรียนจบ สิ่งที่พบเห็นก็คือถ้าเราเป็น บริษัทที่ขนาดไม่ใหญ่มาก (ไม่ใช่ top 20 ของประเทศ) เราจะหา programmer ได้ยากมาก และ ถ้าหาได้ไม่ดี ก็จะทำให้งานที่ต้องทำมันช้าทันที โดยเมื่อราวๆ 8 ปีก่อน ที่ผมเริ่มทำบริษัทตัวเอง  ผมก็เจอปัญหานี้จริงๆ โดยส่วนใหญ่ programmer จะ turnover rate สูงมาก คืออยู่ราวๆ 1-2 ปี เหมือนเอาบริษัทเล็กเป็นทางผ่าน ซึ่งจริงๆ มันก็ขาดแคลนทุกๆ ตำแหน่ง เช่น Project Co-Ordinator หรือ Business Analyst หรือ UX UI หรือแม้กระทั่ง Sale ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เลยกลายเป็นว่า คนที่ไม่มีประสบการณ์ จะเอาบริษัทเล็กๆ เป็นทางผ่านเพื่อเรียนรู้ และออกไปทำบริษัทใหญ่ กลายเป็นบริษัทเล็ก เหมือนเป็น โรงเรียน ให้คนมาฝึกงานแทน

ดังนั้น มันจะดีกว่ามั้ย ถ้ามีสักสถาบัน ที่ผลิตคนแล้ว สามารถทำงานได้จริงๆ เลย ทำให้บริษัทเล็กๆ ไม่ขาดคนอีกต่อไป จะดีกว่ามั้ย ถ้าสถาบันนี้ ส่งคนที่เรียน ให้บริษัทได้ลองรับไปฝึกงานก่อน เพื่อให้บริษัทได้รู้จักคนนั้นๆ ก่อนที่จะรับทำงานจริง และให้เรียนรู้ระหว่างฝึกงานได้เลย

ส่วนในฝั่งของผู้เรียน ก็เป็นการยากมากๆ ที่จะหา course ดีๆ ที่ทั้ง ลึก , ทำงานได้จริง และราคาไม่แพง ในปัจจุบันได้ (ในปัจจุบัน course ที่สอนลึกจริงๆ ส่วนใหญ่แพงหมด และมีไม่มาก)  ซึ่งจากประสบการณ์ของ คุณ Oak ที่ได้สัมผัสกับคนสายนี้มา ได้รู้เลยว่าไม่มีทุนทรัพย์ เพื่อให้ได้เรียนแน่นอน มีคนประมาณเพียง 5% ที่อยู่กลุ่มที่สามารถจ่ายเงินเพื่อเรียนได้ เลยเป็นที่มาของ CareerVio ที่จะทำ Course Reskill Upskill ทางด้าน Digital Skill ที่ทั้งลึก ครบถ้วน ฟรี สามารถทำงานได้จริง รวมทั้งช่วยหางาน และ หาที่ฝึกงานให้

รวมถึง course ทั้งหมดเป็น Online ที่ใช้ระบบการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และมีชุมชนผู้เรียนรู้ ที่ร่วมแลกแปลกเวลาติดขัดปัญหา นับว่าเราเป็นเจ้าแรก ในเมืองไทย ที่ทำ Reskill Upskill ในรูปแบบนี้เลย” คุณโอ๊ค กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ หลักสูตรออนไลน์ปั้นโปรแกรมเมอร์ Full Stack JavaScript Developer Camp Online ของ CareerVio มี Certificate หลายระดับ เพื่อเลือกจบให้เหมาะสม พร้อมทั้งบริษัทพาร์ทเนอร์เครือข่ายกว่า 100 บริษัท ที่พร้อมส่งผู้เรียนเข้าฝึกงานเพื่อให้การเรียนเป็นไปอย่างสมบูรณ์และครอบคลุมการทำงานจริงอย่างมากที่สุด ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมหลักสูตรออนไลน์ หรือ สมัคร CareerVio – Full Stack

JavaScript Developer Camp Online รุ่นที่ 2 สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/8YhQ1Jag4fbqyTT19 หรือถ้ามีประสบการณ์อยู่แล้วแต่อยากทำการเพิ่มทักษะแบบ Upskill โดยการเลือกเรียนแค่บางวิชา ก็สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/theselfmadethailand/posts/423135506010210

หรือติดตามข่าวสารอื่นๆ ของ CareerVio ได้ที่ https://www.facebook.com/theselfmadethailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิถีชีวิตแบบใหม่กับโอกาสในการเติบโตของแฟรนไชส์ธุรกิจขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิจาก INTER EXPRESS LOGISTICS

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตแบบใหม่ หันมาใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทยมี Digital Consumer รายใหม่เกิดขึ้นถึง 9 ล้านคน โดยในอดีตบริการออนไลน์จะมีการใช้งานหลัก ๆ อยู่ในกลุ่มหัวเมือง แต่ในยุค COVID-19 พบว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ใช้งานบริการออนไลน์รายใหม่กระจายตัวออกมานอกเมืองมากถึง 60% ตั้งแต่ปี 2563 และเพิ่มเป็น 67% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งสินค้าเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด พุ่งสวนทางวิกฤติ COVID-19

INTER EXPRESS LOGISTICS บริษัทขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ผู้นำด้านการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิประเภทยาและเวชภัณฑ์ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี และยังคงพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่องเสมอมา INTER EXPRESS LOGISTICS จึงมีบริการที่มีความแตกต่างแต่ครอบคลุมทุกความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพัสดุประเภทใด สินค้าแบบไหนก็ส่งได้ ตอบโจทย์ธุรกิจทุกรูปแบบทั้ง Normal/Express Delivery บริการขนส่งสินค้าทั่วไป, Fruit Delivery บริการขนส่งผัก-ผลไม้, Inter Pack บริการแพ็คพร้อมส่ง, Inter Cool บริการขนส่งกล่องกระดาษเย็น และInter Foam บริการขนส่งสินค้ากล่องโฟม โดยลูกค้าสามารถเลือกอุณหภูมิในการส่งได้ทั้งแบบแช่เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) และแช่แข็ง (ต่ำกว่า -15 องศาเซลเซียส) รวมถึงสามารถส่งสินค้าได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ส่งได้ทุกที่ ทุกอำเภอ ไม่มีพื้นที่ยกเว้น แม้กระทั่งเกาะ และพื้นที่ห่างไกล ช่วยให้การส่งอาหารสดข้ามพื้นที่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

ในยุคปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจขนส่งสินค้ามีโอกาสเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ ในอนาคต เหตุเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ทำให้พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ต้องมองหาบริษัทขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ ที่จะสามารถขนส่งสินค้าประเภทอาหารให้ถึงมือลูกค้าปลายทางได้อย่างปลอดภัย สดใหม่ จึงทำให้ธุรกิจขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิเข้ามามีบทบาท และเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมีแฟรนไชส์ธุรกิจขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิหลากหลายเจ้า ซึ่ง INTER EXPRESS LOGISTICS ก็ถือเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่สามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้ดีในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ดี ๆ ที่มีให้ หรือโปรโมชันสำหรับผู้ที่สนใจเปิดร้านใหม่ เพียงคุณมีคุณสมบัติตามที่บริษัทกำหนด อาทิเช่น มีสถานที่ที่เหมาะสม, มีใจรักในการบริการ เป็นต้น ก็สามารถรับสิทธิประโยชน์ดี ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ฟรีค่าใช้จ่ายในการสมัครแฟรนไชส์, ฟรีค่าออกแบบร้านและออกแบบอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย, ฟรีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานโดยทีมงานฝึกอบรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของบริษัท อีกทั้งเรายังมีนโยบายในการดูแลตัวแทนสาขา โดยจะให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนเปิดสาขาจริง รวมถึงการวิเคราะห์เชิงลึกในเรื่องต้นทุน, รายรับ-รายจ่าย และการวิเคราะห์คู่แข่ง เท่านั้นไม่พอ INTER EXPRESS LOGISTICS ยังใจป้ำจัดโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดสาขาใหม่ให้นักลงทุนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หากคุณสนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดและขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่ https://iel.co.th/recruiting/   โทร 1297 หรือติดต่อที่ LINE@ : @iel.agent รีบคว้าโอกาสดี ๆ แล้วมาประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เผยปริมาณการใช้ดาต้ามือถือพุ่งเกือบ 300 เท่า ในรอบ 10 ปี

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 2 ธันวาคม 2564 รายงานเชิงลึกระดับโลกของอีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดเผยว่าตั้งแต่อีริคสันจัดทำและเผยแพร่รายงาน Ericsson Mobility Report เป็นครั้งแรกในปี 2554 จนถึงปัจจุบันมีปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มขึ้นเกือบ 300 เท่า โดยในรายงานฉบับครบรอบสิบปีนี้ยังได้รวบรวมข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเครือข่ายมือถือทั้งในอดีตและปัจจุบัน ให้เราได้ย้อนกลับไปดูเทรนด์ต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงการคาดการณ์ไปจนถึงปี 2570

จากการคาดการณ์ที่ระบุว่ายอดผู้ใช้บริการ 5G จะสูงแตะ 660 ล้านบัญชีภายในสิ้นปีนี้เป็นการตอกย้ำสมมติฐานที่ว่า 5G เป็นเจนเนอเรชั่นเครือข่ายไร้สายที่มีการนำมาใช้งานรวดเร็วที่สุด โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนและอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาอุปกรณ์ 5G ที่ลดลง อีริคสันยังพบว่าในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานี้ทั่วโลกมียอดผู้ใช้ 5G มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิที่ 98 ล้านบัญชี เทียบกับผู้สมัครใช้ 4G รายใหม่ที่ 48 ล้านบัญชี และคาดว่าเครือข่าย 5G จะครอบคลุมผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนภายในสิ้นปี 2564

สอดคล้องกับการคาดการณ์ล่าสุดที่ระบุว่าภายในปี 2570 เครือข่าย 5G จะกลายเป็นเครือข่ายหลักของโลกเพื่อใช้เข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ  ซึ่ง ณ เวลานี้ผู้ใช้ 5G มีสัดส่วนประมาณ 50% ของจำนวนผู้ใช้มือถือทั้งหมดทั่วโลก โดยครอบคลุมประชากรโลกถึง 75% และคิดเป็น 62% ของปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนทั่วโลก

มร. อิกอร์ มอเรล  ประธานบริษัทอีริคสัน ประเทศไทยกล่าวว่า “การสื่อสารบนมือถือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเหลือเชื่อต่อสังคมและธุรกิจตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเรามองไปข้างหน้าในปี 2570 เครือข่ายมือถือจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นทั้งในแง่ของการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมถึงการใช้ชีวิตและการทำงาน ในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุดของเรา ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเร่งความเร็วขึ้นอีกระดับ และเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างยิ่งยวด”

คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดผู้ใช้มือถือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะเพิ่มเป็น 1.1 พันล้านราย โดยมียอดผู้สมัครใช้บริการ 5G สูงแตะ 15 ล้านราย และจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงสองสามปีนี้ โดยคาดว่าในปี 2570 จะมียอดผู้ใช้ 5G ถึง 560 ล้านราย นอกจากนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะมีปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตต่อสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในโลก แตะ 46 กิกกะไบท์ (GB) ต่อเดือน ในปี 2570 หรือเติบโตเฉลี่ย 34% ต่อปี สอดคล้องกับปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือทั้งหมดที่เติบโตต่อปีที่ 39% ส่งผลให้มียอดการใช้เน็ตต่อเดือนสูงถึง 46 เอกซะไบท์ (EB) เป็นผลมาจากจำนวนผู้สมัครใช้บริการ 4G และ 5G ที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่เปิดให้บริการ 5G

มร. อิกอร์ กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทย คือ หนึ่งในประเทศที่มีประชากรใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลก เมื่อกล่าวถึงภาคอุตสาหกรรมและองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ประเทศไทยคือหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค โดยมีธุรกิจที่มีศักยภาพจำนวนมากที่นำเทคโนโลยี 5G มาปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความทันสมัย ผมมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเครือข่าย 5G ที่สามารถตั้งโปรแกรม มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ”

ตั้งแต่ปี 2554 การนำเครือข่าย 4G LTE มาใช้งานได้ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่เพิ่มยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกพุ่งเป็น 5.5 พันล้านคน และเกิดอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อ 4G ขึ้นในตลาดมากกว่า 20,000 รุ่น ในรายงานยังชี้ให้เห็นว่าวงจรเทคโนโลยีของอุปกรณ์ 5G นั้นเปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็วกว่า ในปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือ 5G คิดเป็นสัดส่วน 23% ของมือถือทั้งหมดทั่วโลก เทียบกับโทรศัพท์มือถือ 4G ที่มีเพียง 8% ณ จุดเดียวกัน

สิ่งนี้กระตุ้นให้การใช้ปริมาณอินเตอร์เน็ตบนมือถือเติบโตอย่างก้าวกระโดด หากพิจารณาการเติบโตแบบปีต่อปี จะพบว่าปริมาณการใช้เน็ตมือถือ ณ ไตรมาส 3 ปี 64 เติบโตที่ 42% หรือประมาณ 78 เอกซะไบต์ (EB) ซึ่งนับรวมปริมาณอินเตอร์เน็ตจากบริการบรอดแบรนด์อินเตอร์เน็ตไร้สาย (Fixed Wireless Network) นอกจากนี้ ยังพบว่ายอดการใช้เน็ตมือถือในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีปริมาณเทียบเท่าปริมาณเน็ตที่เคยมีมาทั้งหมดจนถึงปี 2559 ซึ่งจากการคาดการณ์ล่าสุดยังเผยว่าในปี 2570 จะมีการใช้เน็ตมือถือเพิ่มขึ้นสูงถึง 370 เอกซะไบต์ (EB)

นอกจากนี้ ในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับครบรอบ 10 ปี ยังมีบทความประกอบอีก 4 หัวข้อ ดังนี้

  • การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคตดิจิทัล โดยร่วมกับ Far EasTone
  • การสร้างเครือข่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล โดยร่วมกับ stc
  • Time-to-content: กำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำหรับประสิทธิภาพเครือข่าย
  • การสร้างเครือข่ายต่าง ๆ ที่ยั่งยืน

Explore the Ericsson Mobility Report November 2021 edition and the Ericsson Mobility Report Journey.

RELATED LINKS:

Ericsson Mobility Report

Behind the scenes of the Ericsson Mobility Report: 10 years of industry leading insights

Ericsson’s publicly announced 5G contracts
Ericsson 5G
Find out more about Ericsson’s 4G and 5G Fixed Wireless Access


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะบริหารธุรกิจ มจพ. วิทยาเขตระยอง จัดสัมมนาวิชาการแนวทางการบูรณาการเพื่อพัฒนา EEC สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง โดยนักศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต X-DBA รุ่นที่ 7 จัดสัมมนาวิชาการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความสำคัญของเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ แนวทางการบูรณาการ ร่วมกันของทุกภาคส่วนและผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากนโยบายเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ” ในวันพุธที่ 15 ธันวาคม 2564 เวลา 13.00-16.00 น. ในรูปแบบ Virtual Seminar เพื่อเตรียมความพร้อมและพลิกโฉมพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าสู่ยุคดิจิทัล สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ไปด้วยกัน โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นองค์ปาฐกรับเชิญกิตติมศักดิ์ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านมุมมองและแนวคิดในหัวข้อดังนี้

1. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับโครงการพัฒนาของภาครัฐ โดย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง 4 สมัย

2. มุ่งสู่ศูนย์กลางการลงทุนกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท โดย คุณสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

3. ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอัจฉริยะ โดย ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2560 – 2562)

4. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย โดย คุณพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนโยบายและแผนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ขอเชิญผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและผู้ที่สนใจ ร่วมฟัง รับชมผ่านช่องทาง Facebook : คณะบริหารธุรกิจ มจพ. และผู้สนใจเข้าร่วมงาน โดย Scan QR Code เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมผ่านระบบ Zoom ลิงก์
https://forms.gle/oNkvxkzNNQwFeLSi6

รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://fbakm.com
Facebook :คณะบริหารธุรกิจ มจพ. วิทยาเขตระยอง
โทรศัพท์ 038-627-021 , 061-583-0775 , 065-641-5585
YouTube : FBACHANNEL

ขวัญฤทัย ข่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ธนาคารเกียรตินาคินภัทร” ผนึกกำลัง “ทรูมันนี่” เปิดตัวสินเชื่อเงินด่วน “KKP CASH NOW” บนแอปฯ TrueMoney Wallet

กรุงเทพฯ, 1 ธันวาคม 2564 – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ต่อยอดความร่วมมือกับ ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มอบบริการสินเชื่อส่วนบุคคลอเนกประสงค์ “KKP CASH NOW” บนแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet เพื่ออำนวยความสะดวกในการสมัครและยื่นเอกสารขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ให้กับผู้ที่มองหาแหล่งเงินทุนหรือเพิ่มสภาพคล่อง ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถรับวงเงินสินเชื่อเข้าบัญชีทรูมันนี่สูงสุดถึง 400,000 บาท ทันทีที่ได้รับอนุมัติ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 8.99%* ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 60 เดือน มุ่งตอบสนองความต้องการสินเชื่อภาคครัวเรือนในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ที่ ธปท. คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้นหลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการ

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด และขยายโอกาสทางการเงินให้กับลูกค้าในวงกว้าง คือเป้าหมายร่วมกันของธนาคารเกียรตินาคินภัทร และทรูมันนี่ พันธมิตรคนสำคัญของเรา ธนาคารมั่นใจว่าบริการสินเชื่อ KKP CASH NOW บนแอปฯ TrueMoney Wallet จะช่วยเปิดโอกาสทางการเงินให้กว้างขวางและรวดเร็วยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า ผ่านการสมัคร ยื่นเอกสาร และทราบผลอนุมัติที่สะดวก ไม่เสียเวลาเดินทาง และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเงินสด ยิ่งในช่วงเวลานี้ที่เศรษฐกิจกำลังกลับมาเดินหน้า และหลายคนมองเห็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มหรือปรับธุรกิจรับความเปลี่ยนแปลง ธนาคารมั่นใจว่าสินเชื่อ KKP CASH NOW จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ปลดล็อคข้อจำกัด หรือหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยธนาคารจะเดินหน้าผนึกกำลังกับพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและจุดแข็งเฉพาะตัวอย่าง เช่น บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (TrueMoney) เพื่อนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง”

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “การขยายความร่วมมือกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์ของเราในการมุ่งเป็น Financial Platform of Opportunities ที่มอบโอกาสทางการเงินให้กับผู้คนจำนวนมากและยังเป็นการสนับสนุนการสร้างสังคมไร้เงินสดให้เติบโตผ่านบริการทางการเงินที่เรามี โดยบริการสินเชื่อ KKP CASH NOW บนแอปฯ TrueMoney Wallet เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่เราได้จับมือกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร มอบให้ลูกค้า นอกเหนือจากบริการเงินฝากดอกเบี้ยสูง KKP Start Saving ซึ่งต่างเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินง่าย ๆ รวดเร็ว และสะดวกสบายผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet นอกจากนี้ ในด้านภาพรวมของตลาดสินเชื่อรายย่อยในช่วงที่ผ่านมา เรามีลูกค้าที่ยื่นขออนุมัติสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และมียอดวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้วเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมอีวอลเล็ทถือเป็นช่องทางการเงินที่สำคัญและมีประสิทธิภาพ ตอบรับความต้องการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทสินเชื่อแบบออนไลน์ด้วย”

KKP CASH NOW คือ บริการสินเชื่อส่วนบุคคลอเนกประสงค์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารเกียรตินาคินภัทร จํากัด (มหาชน) เสนอให้แก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบวงเงินผ่อนชำระเป็นงวด ๆ (Term Loan) โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินหรือบุคคลค้ำประกัน มีจุดเด่น คือ ขั้นตอนการสมัครที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet รวมถึงสามารถใช้วงเงินที่ได้รับอนุมัติผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet ได้เช่นกัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและครอบคลุมการใช้จ่ายที่หลากหลาย

คุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารประกอบการสมัคร

(อัพโหลดผ่านแอปฯ)

  • ลูกค้าที่มีบัญชีทรูมันนี่ วอลเล็ท
  • สัญชาติไทย
  • อายุ

– พนักงานประจำ: อายุ 20-60 ปี

– เจ้าของกิจการ และอาชีพอิสระ: อายุ 20-65 ปี

  • รายได้ต่อเดือนขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • อายุงานขั้นต่ำ 4 เดือน สำหรับพนักงานประจำ
  • ผู้ที่มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ

– สลิปเงินเดือนที่แสดงรายได้เดือนล่าสุด

  • เจ้าของกิจการ และอาชีพอิสระ

– รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือนล่าสุด

 

สำหรับเจ้าของกิจการ หากอัพโหลดทะเบียนการค้าหรือหนังสือรับรองบริษัท จะได้รับการพิจารณาวงเงินเพิ่มเติม

4 ขั้นตอนสมัครใช้บริการง่ายกว่าเดิม ดังนี้

  1. คลิกแบนเนอร์ หรือ ไอคอนสินเชื่อ KKP CASH NOW บนแอปฯ ทรูมันนี่
  2. กรอกข้อมูลใบสมัครสินเชื่อ KKP CASH NOW
  3. ยืนยันตัวตนที่เคาน์เตอร์ 7-Eleven ทั่วประเทศ หรือ ที่ตู้ทรูมันนี่*
  4. อัพโหลดเอกสารแสดงรายได้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถคลิกอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ ในการขอสินเชื่อ KKP CASH NOW ที่ https://www.truemoney.com/cashnow-kkp/ หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสินเชื่อได้ทาง KKP Contact Center หมายเลขโทรศัพท์ 02 165 5555 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07:00 – 20:00 น. หรือที่ธนาคารฯ ทุกสาขาทั่วประเทศ

*หมายเหตุ

  1. สินเชื่อส่วนบุคคลKKP CASH NOW เป็นผลิตภัณฑ์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และอยู่ภายใต้โครงการ Regulatory Sandbox ที่กำกับและดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  2. การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลKKP CASH NOW เป็นไปตามเงื่อนไขที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้กำหนด
  3. ทรูมันนี่ วอลเล็ท เป็นเพียงช่องทางเพื่อสมัครใช้ ส่งข้อมูลประกอบการสมัครใช้สินเชื่อเท่านั้น ไม่มีส่วนใด ๆ ในการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อ
  4. เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ข้อมูลเพิ่มเติมคลิกhttps://bank.kkpfg.com/th/personal-banking/loan/personal-loan/kkp-cash-now

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SUSCO จัดแคมเปญ Fuel Your Day ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จับแจก “ไอโฟน13” ทุกสัปดาห์

SUSCO จัดแคมเปญ Fuel Your Day ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จับแจก “ไอโฟน13” ทุกสัปดาห์

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การเปิดประเทศให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้กลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาล “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” ซัสโก้ จัดแคมเปญ SUSCO Fuel Your Day เฮทุกสัปดาห์ ลุ้นรับ iPhone 13 Pro Max 128 GB ทุกสัปดาห์

รวมมูลค่า 343,200 บาท โดยจะมอบสิทธิ์ให้กับสมาชิก SUSCO Smart Member ได้ร่วมลุ้นรับสัปดาห์ละ 1 เครื่อง ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2564 – 31 มกราคม 2565 จำนวน 8 เครื่อง รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์

แคมเปญ SUSCO Fuel Your Day เฮทุกสัปดาห์ ลุ้นรับ iPhone 13 Pro Max 128 GB เป็นความตั้งใจที่ ซัสโก้ จัดขึ้น เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับสมาชิก SUSCO Smart Member ทุกคน ในช่วงเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เป็นการส่งขวัญกำลังใจให้แก่กันและกัน หลังจากเปิดประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้กลับมา ดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข และรับรู้ว่าการส่งมอบสิ่งที่ดีให้กันในสังคม คือการเริ่มต้นที่ดีที่สุด ตามแนวคิดหลักของ ซัสโก้ นั่นคือ “Fuel Your Day เติมพลังให้วันของคุณ”

สำหรับ การเข้าร่วมแคมเปญ SUSCO Fuel Your Day เฮทุกสัปดาห์ ลุ้นรับ iPhone 13 Pro Max 128 GB  สามารถเข้าร่วมได้ง่ายๆ  โดยใช้คะแนนสะสม 9 คะแนน แลกรับสิทธิ์ลุ้นรางวัล 1 สิทธิ์ สำหรับการสะสมคะแนน เพียงเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ และสมัครเป็นสมาชิก SUSCO Smart Member พร้อมผูกไลน์กับ LINE Official Account @SUSCO  ก็จะสามารถสะสมคะแนน เพื่อแลกรับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดสิทธิ์ในการส่งชิงโชค รวมไปถึงยังสามารถรับสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ได้ทันที


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว ตู้เสริมสำหรับโหลดเซ็นเตอร์จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค รองรับชีวิตอนาคต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว  Extension Box หรือตู้เสริมสำหรับโหลดเซ็นเตอร์ และตู้ไฟ เพื่อต่อขยายอุปกรณ์ เบรกเกอร์ และกันดูด รวมไปถึงอุปกรณ์รางดิน (Din rail) เพื่อการรองรับการเพิ่มเติมอุปกรณ์ไฟฟ้าไฮเทคในบ้านที่ต้องการความปลอดภัยในระดับสูงสุด เมื่อมีการปรับแต่งบ้านหรือเพิ่มเติมเทคโนโลยียุคใหม่ในบ้าน เช่น อีวีชาร์จเจอร์ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะต้องติดตั้ง อุปกรณ์กันไฟดูด Type B EV หรือ หากมีการติดตั้งเครื่องน้ำอุ่น 3 เฟส ต้องติดตั้งกันดูด 3 เฟสด้วย ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับของทางการไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หรือแม้แต่การแต่งบ้านจากโครงการบ้านจัดสรรที่ทางโครงการไม่ได้เผื่อพื้นที่ในตู้โหลดเซ็นเตอร์ หรือตู้ไฟ สำหรับเบรกเกอร์ และกันดูดไว้สำหรับเพื่อติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ ในอนาคต หรือการเพิ่มความปลอดภัยด้วยอุปกรณ์กันไฟกระชาก ป้องกันแรงดันส่วนเกินจากฟ้าผ่า (Surge Protection) ฯลฯ Extension box ยังช่วยให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในอนาคต รวมไปถึงการติดตั้งพาวเวอร์มิเตอร์ ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถเช็คสถานะการเปิด/ปิดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ที่ไหนก็ได้ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่ง Extension box นับเป็นตู้เสริมสำหรับการรองรับอนาคต 4.0 เลยทีเดียว

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เล็งเห็นความต้องการของผู้พักอาศัยในแบบต่างๆ จึงคิดค้นและพัฒนา Extension Box เป็นตู้เสริมในการขยายความสามารถของตู้โหลดเซ็นเตอร์และตู้คอนซูมเมอร์ยูนิต หรือที่เราเรียกติดปากว่าตู้ไฟ เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้นให้แก่สมาชิกภายในบ้าน ด้วยดีไซน์ของตู้เสริมที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน ปลอดภัย มีความกลมกลืนกับตู้โหลดเซ็นเตอร์เดิมได้อย่างลงตัว ให้ความสบายตามากว่าการเลือกใช้ตู้เสริมทั่วไป ตัวตู้ประกอบมาจากโรงงาน ให้ความมั่นใจด้วยมาตรฐานยุโรปจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค รองรับระบบทุกความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์

ในปัจจุบัน Extension Box มีให้เลือกทั้งแบบ 1 เฟสและ 3 เฟส ทั้งแบบเสริมต่อจากตู้โหลดเซ็นเตอร์ และตู้ไฟ ช่วยประหยัดต้นทุนในการซื้อตู้โหลดเซ็นเตอร์ หรือตู้ไฟเพิ่มอีก 1 ตัว ซึ่งมีราคาสูงเกินความจำเป็นเมื่อไม่ได้ใช้งาน และประหยัดพื้นที่ใช้สอยอีกด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันการเงินต้องปรับตัว ด้วยนวัตกรรมการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย เมื่อ Open Banking กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชีย-แปซิฟิกและรอบโลก

เมื่อโลกก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมต่างๆ จึงต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่กำลังเกิดขึ้นในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ‘Open Banking’ หรือการที่ผู้ให้บริการทางการเงินและลูกค้า ยินยอมเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าตัวเอง ให้กับสถาบันการเงินอื่นๆ และบริษัทที่เป็นบุคคลที่สาม ภายใต้กฎหมายและการควบคุมที่กำหนด เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นมีข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ผู้คน รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวก อาทิ ลูกค้าสามารถเปิดเพียงบัญชีเดียวหรือใช้แอปพลิเคชันเดียว ก็เข้าถึงบริการได้อย่างครบครัน เพราะข้อมูลเชื่อมต่อถึงกันหมด แนวทางนี้ยังจะช่วยให้แต่ละธนาคารต้องหันมาใส่ใจลูกค้ามากขึ้นด้วย

ในส่วนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนั้น นับว่าเป็นผู้นำด้าน Open Banking โดยประเทศที่มีความโดดเด่นคือ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อันเนื่องมาจากการลงทุนของทั้งภาครัฐบาล สถาบันการเงินเอกชน และสตาร์ทอัพ เช่น ใน พ.ศ. 2559 องค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์ (MAS) เปิดแพลตฟอร์มให้คนเข้าถึง API รวมถึงเผยแพร่ข้อบังคับเรื่องมาตรฐานการส่งต่อข้อมูลและความปลอดภัยที่ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ดูเป็นแบบอย่าง เมื่อประกอบกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานในภูมิภาคนี้ที่คุ้นชินกับบริการการเงินทางดิจิทัลมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการซื้อของทางออนไลน์และชำระเงินแบบไร้สัมผัส การใช้งานสมาร์ทโฟนที่คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นสูงจาก 68% ของประชากรใน พ.ศ. 2563 เป็น 83% ใน พ.ศ. 2568 ประกอบกับการยินยอมเปิดเผยข้อมูลของตัวเอง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคต Open Banking จะเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันในระดับสากล

Edwardcher Monreal ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย ธุรกิจ IAM Consumer Authentication Solutions บริษัท HID Global หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของ Open Banking คือความกังวลเรื่องการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลและการยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่เหมาะสม เพราะหากข้อมูลส่วนตัวเกิดการรั่วไหล ย่อมเป็นปัญหาต่อลูกค้าที่อาจถูกสวมตัวตนและฉ้อโกง และธุรกิจสูญเสียความน่าเชื่อถือ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยที่เผชิญทั่วโลกเช่นเดียวกัน จากการสำรวจผู้บริหารของสถาบันการเงินในยุโรปและสหราชอาณาจักรโดย HID Global พบว่ากว่า 39% เผชิญความท้าทายเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล

หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของแต่ละภูมิภาคคือ โซลูชันการยืนยันตัวตนและบริหารจัดการความเสี่ยงทางดิจิทัล โดย HID Global ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันระบุตัวตน ได้มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านนี้อย่างจริงจัง ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทั้งการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์

โซลูชันด้านความปลอดภัยของ HID Global ที่สอดคล้องกับการปฏิบัติตามหลัก Open Banking มีอยู่หลากหลาย สำหรับสถาบันการเงินและผู้ใช้งานตามความสะดวกและเหมาะสม เช่น

  • Biometrics ที่ยืนยันตัวตนผ่านข้อมูลชีวมิติของลูกค้าอย่างใบหน้าหรือลายนิ้วมือ และเก็บข้อมูลไว้เพื่อการตรวจสอบความปลอดภัยในอนาคต ในกรณีที่พฤติกรรมของผู้ใช้งานผิดแปลกไปจากปกติ
  • การยืนยันตัวตนทางดิจิทัลผ่านบัตรประชาชนและเอกสารที่ตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคได้มากถึง 70 จุด
  • การส่ง OTP และ notifications ที่เพียงขยับปลายนิ้ว ก็สามารถยืนยันตัวตนและตรวจสอบความปลอดภัย นอกเหนือจากการส่ง SMS ที่อาจมีการปลอมแปลงและโดนแฮ็กได้ง่าย และยังช่วยลดต้นทุนอีกด้วย
  • ระบบป้องกันการฉ้อโกงและทุจริตที่วิเคราะห์ด้วย AI และ Machine Learning ช่วยสถาบันการเงินวิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองต่อผู้ใช้งานตามเงื่อนไขความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม โดยออกแบบให้ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ใช้งาน และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเสียเวลากับกรณีที่ไม่จำเป็น รวมทั้งยังมีข้อมูลเรียลไทม์และรายงานผลการวิเคราะห์ให้บริษัทตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย

เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การยืนยันตัวตนเมื่อต้องทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่เช่นนั้น บริษัทอาจสูญเสียลูกค้าไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลที่เติบโตมากับเทคโนโลยี โดยจากผลสำรวจของ HID Global ยังพบว่า 49% ของผู้บริหารในสถาบันการเงินมองว่าอินเทอร์เฟสที่ใช้งานง่ายนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน

ด้วยประสบการณ์พัฒนาโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ด้านการยืนยันตัวตนและความปลอดภัยมากว่า 30 ปี โซลูชันของ HID ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะดวกของลูกค้า ต้นทุนที่ลดลง และความยืดหยุ่นที่เปิดให้ใช้งานและปรับแต่งได้หลากหลายรูปแบบ สถาบันการเงินสามารถใช้โซลูชันเหล่านี้เพื่อปฏิบัติตามแนวทางของ Open Banking และข้อบังคับใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น หรือแม้แต่การพัฒนาให้เกินกว่าที่ข้อบังคับกำหนด เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

————————————————-

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล

เยี่ยมชมเราได้ที่ Media Center อ่านข้อมูลใน Industry Blog และติดตามทาง FacebookLinkedIn และ Twitter


Exit mobile version