Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สร้างประสบการณ์ดิจิทัลเฉพาะบุคคล ให้แก่ลูกค้าและคู่ค้าผ่าน mySchneider Portal

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น พร้อมมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าและคู่ค้าที่ล็อคอินเข้ามาที่ se.com/th  ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

การออกแบบพอร์ทัลรูปแบบใหม่นี้ เริ่มขึ้นในปี 2563 พร้อมช่วยสร้างความแตกต่างในตลาดให้กับลูกค้าและคู่ค้าของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อีกทั้งช่วยให้ดำเนินงานในแต่ละวันได้อย่างง่ายด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้

  • เข้าใช้งานด้วย single sign on และสามารถบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดได้
  • เข้าถึงได้ตรงกับบริการทางธุรกิจผ่านพอร์ทัลที่ปรับให้ตรงต่อการใช้งานเฉพาะบุคคล
  • รวบรวมเครื่องมือและบริการทางธุรกิจที่หลากหลายและสามารถเข้าถึงได้จากจุดเดียว
  • จัดระบบใหม่ในส่วนเครื่องมือออนไลน์ของชไนเดอร์ เพื่อลดจำนวนแพลตฟอร์มที่ลูกค้าต้องเข้าไปดู

“เราให้ความสำคัญอันดับแรกกับการมอบประสบการณ์ออนไลน์ที่ให้ประสิทธิภาพในแบบ 24×7 เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเรา” ปีเตอร์ เว็กเคสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ประสบการณ์ที่ได้จากพอร์ทัล mySchneider คือกลยุทธ์ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่มุ่งเน้นความสำคัญไปยังความต้องการของลูกค้าเป็นอันดับแรก และช่วยให้เรามอบศักยภาพและเครื่องมือในระบบดิจิทัลที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา”

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาในการเข้าถึงข้อมูล และช่วยให้ทำงานร่วมกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งติดตามข้อมูลสำคัญได้จากจุดเดียว  ทำให้ปัจจุบันลูกค้าของชไนเดอร์สามารถจัดการเนื้อหาที่ชื่นชอบในรูปแบบที่เหมาะกับตัวเองที่สุด รวมถึงความต้องการว่าจะให้แสดงอะไรก่อนหรือหลังตามลำดับ ทั้งนี้ พอร์ทัล mySchneider ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงทรัพยากรทั้งหมดที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการธุรกิจได้โดยตรง พร้อมทั้งสามารถติดตามเนื้อหาได้ตามความชื่นชอบเฉพาะบุคคลเพื่อให้ตรงต่อความคาดหวังของลูกค้า

นอกจากนี้ พอร์ทัล mySchneider ยังช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงแดชบอร์ดที่ให้มุมมองเฉพาะสำหรับผู้ใช้งาน สามารถกำหนดการแจ้งเตือนเพื่อให้ทราบเมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ รวมถึง กิจกรรมสัมมนาออนไลน์ และเอกสารการวิจัยที่ออกมาใหม่ โดยปัจจุบันทั้งคู่ค้าและตัวแทนจำหน่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากจุดเดียว และสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่เตรียมไว้เฉพาะเพื่อช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจ เช่น โอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ใบเสนอราคา การสั่งซื้อ การติดตามการสั่งซื้อ การเงิน การฝึกอบรม และโปรแกรมต่างๆ เช่น หากเป็นผู้จัดการโรงงาน ก็จะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานได้ในแบบที่ต้องการ ด้วยการมองเห็นภาพเสมือนจริง รวมถึงสัญญา และการบริการต่างๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ นอกจากนี้ มีหน้าหลักที่ให้มุมมองเฉพาะสำหรับผู้ใช้ พร้อมไฮไลต์เนื้อหาที่ต้องใช้ในทุกวัน ตั้งแต่เครื่องมือ ทรัพยากรต่างๆ ตลอดจนผลิตภัณฑ์และแอปพลิเคชัน รวมถึงบริการเสริมต่างๆ ตามโปรไฟล์ของผู้ใช้รายนั้นๆ

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บีทูเอส ออฟฟิศเมท ผนึกกำลังเปิดสาขาใหม่ โรบินสัน สมุทรปราการ ชั้น2 มาที่เดียว ช้อปครบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เรียน-ทำงาน-ทำธุรกิจ

บีทูเอส และ ออฟฟิศเมท บริษัทในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้ายกระดับโมเดลธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดสาขาใหม่ส่งท้ายปีที่ โรบินสัน สมุทรปราการ ชั้น 2 กับคอนเซปต์ “Learn & Work Destination” เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ “เรียน-ทำงาน-ทำธุรกิจ” ด้วยสินค้าที่เลือกสรรมาให้ช้อปครบจบในที่เดียวมากกว่า 100,000 รายการ พร้อมมอบความสะดวกสบายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วไป (End User) และเจ้าของธุรกิจ (Business Owner) ประเภทต่างๆ

จากสถานการณ์โควิดที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิต รวมถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการเรียน การทำงาน การดำเนินธุรกิจ ผู้บริโภคจำนวนมากผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นทั้งผู้บริโภคและเจ้าของธุรกิจควบคู่กัน ทำให้ บีทูเอส และ ออฟฟิศเมท สามารถร่วมกันตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว โดยเป็นแหล่งรวมอุปกรณ์การเรียนรู้และทำงาน (Place for Learn & Work)

บีทูเอส มุ่งนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์การเรียนของนักเรียนในทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ หรือการเรียนในโรงเรียน และการใช้ชีวิตตามสไตล์และความชื่นชอบที่แตกต่างกัน โดยยกขบวนสินค้าฉลองเปิดสาขาใหม่ ลดสูงสุด70% อาทิ หนังสือ เครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ สื่อการเรียนรู้ทุกช่วงวัย บริการสอบถามสินค้าและสั่งซื้อสินค้าผ่านไลน์กับพนักงานสาขาได้ที่  Line: @b2ssamutprakarn

ออฟฟิศเมท จัดเต็มสินค้าเพื่อการทำงานและทำธุรกิจยุค Next Normal! มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องการ ช่วยให้การทำธุรกิจสะดวก รวดเร็ว และเติบโตได้ไว พิเศษ! โปรโมชั่นฉลองเปิดสาขาใหม่   ให้ธุรกิจประหยัดได้มากกว่า ลดสูงสุด 70% ช้อปสะดวกได้ที่ร้าน สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในร้าน หรือ โทร. 02-174-2944-48 และ Chat & Shop ที่ Line: @OFM_rbssamutprakan พร้อมบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามกำหนด)

พิเศษ! ฉลองเปิดสาขาใหม่ที่โรบินสัน สมุทรปราการ…25 ธ.ค. 64 – 31 ธ.ค. 64 ช้อปสินค้าที่ร้าน  บีทูเอส และ ออฟฟิศเมท ครบ 2,000 บาทขึ้นไป (สามารถรวมใบเสร็จได้) รับฟรี! Shopping Bag 1 ใบ หรือ ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป (สามารถรวมใบเสร็จได้) รับฟรี! กระเป๋าเดินทาง มูลค่า 1,590 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การผสานรวมเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ากับเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ คือโลกใบใหม่ของอุตสาหกรรมดิจิทัล

โดยโซฟี บอร์กเน่ รองประธานอาวุโส ฝ่ายธุรกิจระบบดิจิทัลสำหรับโรงงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric)

ปีที่แล้ว เราพูดถึงการให้ความสำคัญมากขึ้นกับเอดจ์สำหรับอุตสาหกรรม ว่าเป็นปัจจัยเร่งการปรับกระบวนการสู่ดิจิทัลและเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มการประมวลผลแบบเรียลไทม์  การผสานรวมของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT) เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยในเรื่องนี้ และเป็นความท้าทายสำหรับบริษัทด้านอุตสาหกรรมอีกหลายแห่งเช่นกัน

โลกไอทีถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ในขณะที่โลกโอทีถูกขับเคลื่อนด้วยการผลิต ซึ่งเป็นการผลิตต่อหน่วยต่อชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ความปลอดภัยของบุคลากร ฯลฯ  ในปัจจุบัน ถ้าจะมีการบริหารจัดการการผลิต ก็เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกำไรเพิ่ม และสร้างความยั่งยืน ฯลฯ ซึ่งก็ต้องอาศัยข้อมูลจากระบบธุรกิจ แล้วบรรดาคนไอทีเหล่านั้นล่ะ?  คนไอทีมักจะรู้แค่เรื่องสองเรื่องเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครือข่าย และการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นรากฐานที่ช่วยให้ระบบเหล่านี้แข็งแกร่ง ซึ่งจะสำเร็จได้นั้น ก็คือทั้งไอทีและโอทีจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน

นั่นคือเหตุผลที่เราได้ทำงานร่วมกับซิสโก้ โดยดึงเอาประสบการณ์ด้านไอที/โอที รวมกันกว่า 85 ปีมาช่วยลูกค้าของเราเชื่อมความแบ่งแยกทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมการทำงานเข้าหากัน  เราได้ทบทวนแนวทางด้านระบบออโตเมชันเพื่อนำประโยชน์ที่ดีที่สุดของไอทีมาใช้ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อช่วยลูกค้าตอบโจทย์ความต้องการเรื่องความคล่องตัวได้ในศตวรรษที่ 21 และเราก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในหลายประการด้วยกัน

การผนึกกำลังระหว่างไอทีและโอที ช่วยแก้ปัญหาความท้าทายของอุตสาหกรรมปัจจุบัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ซิสโก้และชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ได้ช่วยบริษัททำเหมืองแห่งใหญ่ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามของโลก เปลี่ยนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตสู่ความเป็นจริงได้ เพื่อปรับปรุงเรื่องการดำเนินการของเหมืองได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับดึงดูดคนทำงานใหม่ๆ บริษัทฯ จึงตัดสินใจเพิ่มระบบออโตเมชั่นด้านการดำเนินงานและเพื่อให้ควบคุมเหมืองต่างๆ ได้จากระยะไกล

การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภูมิภาคส่วนกลางสำหรับเหมืองแร่เหล็กในประเทศออสเตรเลีย ช่วยให้สามารถดำเนินการในส่วนของเหมืองทั้งหมด รวมถึงระบบรางและท่าเรือได้จากที่เดียว  ระบบออโตเมชันที่มีการเชื่อมโยงกับระบบตั้งตารางเวลา (scheduling systems) ช่วยลดการสูญเสียพลังงานในระหว่างการขนส่ง ในขณะที่ศูนย์ควบคุมจากส่วนกลางซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางประชากรหลักๆ ยังช่วยลดความจำเป็นโดยที่พนักงานไม่ต้องทำงานในสถานที่ห่างไกล

องค์ประกอบหลักบางประการของโครงการ ได้แก่

  1. ระบบรถบรรทุกเหมืองที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ขนย้ายสิ่งต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มผลิตผล รถบรรทุกต่างๆ ถูกบริหารจัดการด้วยระบบควบคุมดูแลจากส่วนกลาง แทนการใช้คนขับรถแต่ละคนดำเนินการ
  2. ใช้สว่านแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ดำเนินการคนเดียวสามารถดำเนินการหลายแท่นเจาะโดยใช้คอนโซลควบคุมจากระยะไกลได้
  3. ติดตั้งระบบรถไฟพร้อมคนขับที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเพียงอย่างเดียว โดยช่วยเพิ่มความเร็วทั่วเครือข่ายและลดเวลาโดยเฉลี่ยในแต่ละรอบ

ซิสโก้ และชไนเดอร์ อิเล็คทริค  ได้ประสานความร่วมมือในการจัดหาเครือข่ายและอุปกรณ์ที่เป็นระบบออโตเมชั่นสำหรับระบบไอทีเหมืองและส่วนที่เป็นโอที เพื่อช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของทีมงานโอทีในแต่ละปีได้มากถึง 1 ล้านยูโร หรือเกือบ 38 ล้านบาท

ประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถาปัตยกรรมระบบงาน IT/OT ในระดับเวิลด์คลาส

ซิสโก้ และชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาสถาปัตยกรรมอ้างอิงด้านระบบออโตเมชั่น OT/IT สำหรับอุตสาหกรรม (OT/IT Industrial Automation Reference Architecture) ซึ่งให้ศักยภาพเชิงระบบนิเวศด้านการผลิตที่สอดประสานระหว่างไอทีและโอที ให้ความปลอดภัย และช่วยให้ลูกค้าผสานรวมทั้งธุรกิจและข้อมูลจากกระบวนการทำงานได้อย่างปลอดภัย ให้มุมมองเชิงลึก ซึ่งนำไปสู่การยกระดับใหม่ด้านประสิทธิภาพของอุตสาหรรม

สถาปัตยกรรมดังกล่าว เพิ่มศักยภาพให้อุตสาหกรรมในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยแนวทางที่มุ่งเน้นให้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางในการควบรวมการทำงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อการสนับสนุนกระบวนการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ประโยชน์ที่ได้รับบางประการได้แก่

  • ช่วยให้ฝ่ายไอทีและโอทีทำงานร่วมกัน เพื่อลดพื้นที่การโจมตีบนไซเบอร์ อีกทั้งตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว และดำเนินการได้สอดคล้องตามกฏระเบียบข้อบังคับ
  • ช่วยให้มั่นใจเรื่องของการผสานรวมด้านการผลิตเป็นหนึ่งเดียวและให้ความปลอดภัย โดยมีการฝังระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ไว้ในสภาพแวดล้อมด้านโอที
  • ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดีขึ้น ขยายช่วงเวลาในการผลิตได้สูงสุด และให้ความยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้ระบบวิเคราะห์ มีการประมวลผลที่แม่นยำ รวมถึงการสนับสนุนการตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์

โลกโอทีที่ช่วยผสานการทำงานร่วมกันระหว่าง IT/OT และการปฏิรูปสู่ดิจิทัลมีอะไรใหม่บ้าง?

หลายอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่ที่เราได้คิดค้นระบบควบคุมด้วยการตั้งโปรแกรมทำงานได้เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว การตอบรับอุตสาหกรรม 4.0 ต้องอาศัยข้อมูลที่นำมาใช้งานได้อย่างอิสระและปลอดภัย ทั้งจากผลิตภัณฑ์ประเภทสมาร์ททั้งหลายจนถึงคลาวด์  ความก้าวหน้าของการปฏิรูปอุตสาหกรรมไปเร็วและจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ เราต้องมอบระบบออโตเมชั่นที่สามารถรองรับความก้าวหน้าในอัตรารวดเร็วเช่นปัจจุบันได้ อีกทั้งต้องมอบความคล่องตัวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตให้กับลูกค้า โดยในการช่วยให้ลูกค้าอุตสาหกรรมผสานรวม IT/OT เข้าด้วยกัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อนำความคล่องตัวมาไว้ในระบบออโตเมชั่นของเราเช่น EcoStruxure Automation Expert ได้มากยิ่งขึ้น เป้าหมายก็คือการรวมข้อมูลทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจด้านการดำเนินงาน และข้อมูลส่วนปฏิบัติการเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ เรื่องนี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติ และทักษะที่ดีที่สุดทั้ง IT และ OT เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการผสานรวม IT/OT จะทำงานได้เป็นอย่างดี

เข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคตเพียงคลิ๊ก https://www.se.com/th/th/work/campaign/industries-of-the-future/


เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MAKESEND เดินหน้าผนึกกำลังกับ H SEM Motor ใช้รถ EV รุกตลาด Sameday delivery ในประเทศไทย

H SEM MOTOR บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยานพาหนะไฟฟ้าประเภทต่างๆ  เช่น รถกอล์ฟไฟฟ้า รถชมวิวไฟฟ้า รถไฟฟ้าอเนกประสงค์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฟฟ้า หรือ H SEM Power Station ที่มีสถานีทั่ว กรุงเทพฯ ส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า H SEM ไปตามศูนย์กระจายสินค้าต่างๆ ของ MAKESEND Express เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจและมีเป้าหมายเพื่อ ผลักดันนโยบายการใช้รถยนต์และ มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า (Eco-Delivery) ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนแห่งอนาคตในธุรกิจ Logistic และ Delivery ในประเทศไทย

MAKESEND เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนธุรกิจของ AIRPORTELs ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพรับฝากและขนส่งกระเป๋าสัมภาระนักเดินทาง ที่ได้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมและรายได้เติบโตในทุกๆเดือน จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ โควิด 19 ขึ้นทำให้อุตสหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงไทยต้องหยุดชะงักลง ทำให้ AIRPORTELs มีความจำเป็นที่จะต้องหยุดให้บริการ  ทีมผู้ก่อตั้ง  AIRPORTELs จึงได้นำความรู้และประสบการณ์ในการขนส่งกระเป๋าสัมภาระที่สามารถส่งถึงที่หมายภายในเวลา 3 ชั่วโมง มาปรับใช้ในธุรกิจขนส่งพัสดุแบบวันเดียวถึงหรือ Same-day delivery

นอกจากนี้การที่ MAKESEND Express ได้ใช้รถ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จาก  H SEM MOTOR ยังทำให้เป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาเป็นส่วนขับเคลื่อนของธุรกิจนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว อาทิ GPS Tracking, Energy Consuming Data  และการวิเคาะห์พฤติกรรมการขับขี่ของพนังงาน  และนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมต่อกับ Geobolt Transport Management  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ MAKESEND พัฒนาขึ้นมาเอง ที่ใช้สำหรับการจัดสรรเส้นทาง คัดแยกสินค้า และจัดการออเดอร์  โดยมีระบบย่อย อย่างเช่น

  1. Transport Management เป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดต้นทุนในการจัดแผนการขนส่งและเพิ่มความเร็วการขนส่ง ด้วยระบบที่ทำงานกึ่งอัตโนมัติในการจัดสรรสินค้าให้กับรถคนส่ง รวมข้อมูลทุกอย่างไว้ในระบบเดียว
  2. Driver Management ระบบบริหารจัดการยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสินค้า ข้อมูลคนขับ และการคำนวณค่าใช้จ่าย มีระบบที่สำคัญดังนี้
  3. Driver Task ระบบสำหรับมอบหมายงานพร้อมรายละเอียดเส้นทางการขนส่งให้กับคนขับพร้อมโปรแกรมช่วยเหลือต่าง โดยมีฟังชันที่สำคัญเช่น Task Overview, Sorting Function, Realtime GPS ,Proof of Delivery

ทั้งนี้ นายวันชัย ลี้นะวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด และ นายเด่นพิพัฒน์ ใจตรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเคทโนโลยี บริษัท เมคเซนด์ เอ็กเพซส์ จำกัด ได้ถ่ายภาพร่วมกัน

MAKESEND Express x H SEM จะทำให้การขนส่งแบบวันเดียวถึง (Same-day delivery) ก้าวไปอีกขั้น ด้วยนวัตกรรมจักรยานยนต์ไฟฟ้า รุ่น MOBILA G ในการขนส่งพัสดุและสินค้าภายในวัน ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่เรียบหรู เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าแรงสูงไม่มีการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดไอเสียและมลภาวะทางอากาศที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อน และเสียงที่เงียบกว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหลายเท่า  จึงตอบโจทย์การเป็น Quality delivery ของ MAKESEND Express เป็นอย่างมาก เพราะ MAKESEND ใส่ใจคุณภาพของพัสดุทุกชิ้น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

จุดเด่นของบริการของ เมคเซ้น เดลิเวอรี่ (MAKESEND Delivery) ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี คือเรื่องมาตราฐานการขนส่งแบบ Food Grade Delivery ที่จะดูแลพัสดุของลูกค้าเป็นพิเศษ ไม่ขว้าง ไม่โยน ดูแลอย่างดี

– Same day delivery ส่งภายในวันถึงปลายทางไม่เกิน 6 โมงเย็นและ 2 ทุ่ม
– ไม่คิดราคาตามน้ำหนักรองรับสูงสุดถึง 25 กิโลกรัม
– มีบริการส่งแบบคุมอุณหภูมิ, บริการแพคสินค้าด้วยเจลทำความเย็น หรือนำส่งด้วยกล่องเก็บอุณหภูมิ
– การันตีขนส่งภายในเวลาที่กำหนด ด้วยอัตราการขนส่งสำเร็จมากกว่า 99% คืนค่าบริการทันที

ทั้งนี้ การส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ นั้นเหมาะสำหรับอาหารสด ของแช่เย็น แช่แข็ง, เบเกอรี่, เครื่องดื่ม ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเราในตอนนี้

ลูกค้าที่สนใจใช้บริการสามารถจองได้ที่ https://www.makesend.asia สอบถามรายละเอีดยเพิ่มเติมที่ LINE : @makesend หรือ https://www.facebook.com/MakesendTH


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

5 เทรนด์ AI ที่ต้องจับตาปี 2565

1. AI จะต่อยอดศักยภาพ 5G  
5G มีศักยภาพมหาศาลในการพัฒนาขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ตั้งแต่การสตรีมมิ่ง การสื่อสาร ไปจนถึงเรื่องของหุ่นยนต์ก้าวล้ำและงานสายการผลิต
5G เป็นจุดที่พลังสองอย่างมาบรรจบกัน คือการสื่อสารภายใต้แบนด์วิดธ์สูงที่มีความเสถียร และการกระจายพลังคอมพิวติ้งอย่างรวดเร็วทั่วทั้งเครือข่าย
ความสลับซับซ้อนของระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การจัดการและควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เห็นได้ชัดว่าเครื่องมือ ระบบ และวิธีการจัดการเครือข่ายในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ระบบเครือข่ายในอนาคต
เพื่อผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อระบบ 5G ทั่วโลก ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) จะหันมาใช้ระบบออโตเมชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ network orchestration เพื่อช่วยเสริมการควบคุมและบริหารจัดการเครือข่าย อันจะนำสู่การมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นวัตกรรมอย่างการแบ่งส่วนเครือข่าย จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดระดับการให้บริการสำหรับอุปกรณ์แต่ละอย่างได้เหมาะสมกับการใช้งานในเครือข่ายของตน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติสามารถใช้เครือข่ายที่มีเวลาแฝงต่ำมากได้ ในขณะที่กล้องวิดีโอHD ต้องการแบนด์วิดธ์ที่สูง
2. AI จะสร้างอนาคตที่เชื่อถือได้และยั่งยืน
ในทางหนึ่ง ผู้บริโภค หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และผู้ถือหุ้น ต่างกำลังกดดันให้บริษัทต่างๆ ทำผลกำไรภายใต้ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และในอีกทาง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศอันเลวร้ายก็กำลังสร้างแรงกดดันให้กับระบบซัพพลายเชนและการดำเนินธุรกิจ ความตึงเครียดเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 และ AI จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจผ่านเกณฑ์ชี้วัดด้านความยั่งยืน ทั้งในแง่การวัดผล การรวบรวมข้อมูล และการทำบัญชีคาร์บอน รวมถึงการทำให้การคาดการณ์และความยืดหยุ่นฟื้นตัวไวของระบบซัพพลายเชนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
42% ของ CIO ที่สำรวจในการศึกษา CIO Study ล่าสุด มองว่า AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ จะส่งผลต่อความยั่งยืนมากที่สุดในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับปัจจัยกระทบอื่นๆ ที่สำรวจ ทั้งระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ระบบ AI ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของพายุและไฟป่า และอื่นๆ อีกมากมาย จะเข้ามีบทบาทสำคัญในการช่วยองค์กรรับมือกับเหตุสภาพอากาศเลวร้ายที่จะเพิ่มขึ้น
บริษัทต่างๆ จะหันมาให้ความสนใจกับการลดปัญหาการหยุดชะงักของซัพพลายเชนมากขึ้น โดยจะลงทุนในระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อทำให้ระบบพื้นฐานที่รองรับระบบคอมเมิร์ซต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลจาเซ็นเซอร์,แท็ก RFID, มิเตอร์, แอคทูเอเตอร์, GPS ฯลฯ จะช่วยให้ระบบ inventory สามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังได้เอง ขณะที่ตู้คอนเทนเนอร์จะสามารถตรวจดูของที่อยู่ด้านในได้ และพาเลทต่างๆ ก็จะรายงานแจ้งได้เองหากว่าถูกวางผิดที่
3. ธุรกิจจะลดต้นทุน โดยใช้ AI ช่วยคาดการณ์ปัญหาระบบไอทีก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะเกิด
ในปี 2564 ผู้บริหารด้านไอที ในฐานะผู้ดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขององค์กร มีภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการการทำงานระยะไกลของพนักงานและรับมือกับปัญหาด้านซิเคียวริตี้รูปแบบใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กับการทำความเข้าใจข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นจากแอพพลิเคชันยุคใหม่ รวมถึงการมอนิเตอร์โซลูชันและการใช้ช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของพนักงานและผู้บริโภค ปัจจัยเหล่านี้ทำให้องค์กรเริ่มมองถึงการนำออโตเมชันมาใช้มากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มความสนใจในการนำ AI เข้ามาช่วยคาดการณ์ปัญหาของระบบไอทีมากขึ้น อันนำสู่เทคโนโลยีที่เรียกว่า AIOps
AIOps ช่วยให้ฝ่ายไอทีขององค์กรสามารถบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความซับซ้อนได้ในเชิงรุก และอาจช่วยให้องค์กรรักษาเงินหลักล้านที่ต้องสูญเสียหากเกิดปัญหาขึ้น ในปี 2565 AIOps จะช่วยให้ทีมไอทีสามารถวินิจฉัยปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจ มากกว่าการทำแบบแมนวลแบบเดิมที่ทีมต้องเสียเวลามากมาย ซึ่งจะทำให้ทีมไอทีสามารถหันมามุ่งเน้นที่งานที่สร้างคุณค่ามากขึ้นได้ นอกจากนี้ AIOps ยังจะช่วยให้ทีมไอทีสามารถระบุแพทเทิร์นของข้อมูลเพื่อบ่งชี้และคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้สามารถทราบปัญหาระบบไอทีล่วงหน้าก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะเกิดขึ้น
4. งาน Customer Care จะใช้ AI เพื่อให้ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลยิ่งขึ้น
ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปีที่ผ่านมา ผู้ช่วยเวอร์ชวลได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ ไม่เพียงเฉพาะในแง่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น แต่เรายังเริ่มเห็นการผสานรวมออโตเมชันเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้ผู้ช่วยเวอร์ชวลเหล่านี้สามารถจัดการเวิร์คโฟลว์และงานต่างๆ ได้จนเสร็จสมบูรณ์ ดังตัวอย่างของการจองนัดหมายเพื่อรับวัคซีน เป็นต้น ในปี 2565 ผู้บริโภคจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับร้านค้าและผู้ให้บริการที่พวกเขาชื่นชอบมากขึ้น ในลักษณะที่มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น
อีกสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ AI เข้ามามีบทบาทในงานดูแลลูกค้ามากขึ้น คือการที่ AI สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความครอบคลุมได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากบริษัทและหน่วยงานภาครัฐเริ่มหันมาใช้สถาปัตยกรรม data fabric เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีมากขึ้น
5. การโฟกัสเรื่องซิเคียวริตี้อย่างต่อเนื่อง 
ก่อนที่จะสามารถนำ AI เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้ บริษัทและองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค การต่อสู้เพื่อแย่งชิงความไว้วางใจของผู้บริโภคจะเกิดขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่ความสามารถในการอธิบายที่มาของการตัดสินใจของ AI ได้ ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาจะได้รับการปกป้องจากภัยไซเบอร์ต่างๆ ในขณะที่บริษัทและหน่วยงานภาครัฐยังคงเดินหน้าลงทุนในด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้อย่างต่อเนื่อง AI เองก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ภายใต้ก้าวย่างสู่แนวทาง “zero trust” ที่จะเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น

# # #

*ข้อมูล 5 เทรนด์ AI ที่ต้องจับตาในปี 2565 โดยสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Restaurant Brands International จับมือแอนท์กรุ๊ป เร่งทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นสำหรับธุรกิจร้านอาหารทั่วเอเชีย-แปซิฟิก

ประเทศไทย, 21 ธันวาคม 2564 – Restaurant Brands International Inc. (“RBI”) หนึ่งในบริษัทที่ทำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเจ้าของแบรนด์ เช่น TIM HORTONS®, BURGER KING® และ POPEYES® ประกาศความร่วมมือระดับภูมิภาคกับแอนท์กรุ๊ป (Ant Group) โดยจะใช้ประโยชน์จากโซลูชั่นดิจิทัลของแอนท์กรุ๊ปเพื่อเร่งการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการดำเนินธุรกิจร้านอาหารทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของ RBI เพื่อสนับสนุนการทำงานของร้านอาหารแฟรนไชส์และการขยายธุรกิจในตลาดเอเชีย-แปซิฟิก

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว แอนท์กรุ๊ปจะทำงานร่วมกับร้านอาหารแฟรนไชส์ของ RBI ในแต่ละประเทศ เพื่อติดตั้งการใช้งานโซลูชั่นดิจิทัล รวมถึงโซลูชั่นมินิโปรแกรมในรูปแบบของ Software-as-a-Service (SaaS) และ Alipay+ ซึ่งเป็นโซลูชั่นด้านการตลาดและการชำระเงินระหว่างประเทศที่ครอบคลุมทั่วโลก ความร่วมมือในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อมอบประสบการณ์หลากหลายช่องทาง (omni-channel) ที่ราบรื่นและสะดวกมากขึ้นสำหรับลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านอาหาร

ด้วยโซลูชั่นมินิโปรแกรม SaaS แอนท์กรุ๊ปจะพัฒนามินิโปรแกรมสำหรับแต่ละแบรนด์ของ RBI ซึ่งได้แก่ Tim Hortons, Burger King และ Popeyes โดยมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดของแต่ละประเทศ  ภายใต้มินิโปรแกรมนี้ ร้านอาหารแฟรนไชส์ของ RBI ในแต่ละประเทศจะสามารถผนวกรวมการดำเนินงานทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และช่วยให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดำเนินงานได้อย่างละเอียดและเจาะลึกมากยิ่งขึ้น  ขณะเดียวกัน ลูกค้าของร้านอาหารจะสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มเติมได้ เช่น เมนูและการชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless) การสั่งอาหารทางออนไลน์แล้วไปรับที่ร้าน หรือการส่งถึงบ้าน ฟังก์ชั่นการสแกนและสั่งอาหารภายในร้าน เป็นต้น นอกจากนั้น มินิโปรแกรมยังผนวกรวมกับ Loyalty Program ที่มีอยู่ในแต่ละแบรนด์ของ RBI และนำเสนอฟีเจอร์ด้านการตลาดดิจิทัลเพิ่มเติม เช่น การแจกคูปองส่วนลดแบบดิจิทัล ฯลฯ

เพื่อช่วยให้ร้านอาหารของ RBI เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น มินิโปรแกรมดังกล่าวจะถูกบูรณาการเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ในระดับประเทศและระดับภูมิภาค รวมถึงแพลตฟอร์มของ Chope ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพชั้นนำด้านเทคโนโลยี F&B ระดับภูมิภาค และบริการอีวอลเล็ทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว RBI จะใช้ประโยชน์จากโซลูชั่น Alipay+ ของแอนท์กรุ๊ป เพื่อขยายทางเลือกในการชำระเงินสำหรับร้านอาหาร เว็บไซต์ แอพ และมินิโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง ด้วยการผนวกรวมโซลูชั่นต่างๆ ของ Alipay+ การดำเนินงานของ RBI จะรองรับการชำระเงินต่าง ๆ เช่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) ในไทย, Touch ‘n Go eWallet ในมาเลเซีย, GCash ในฟิลิปปินส์, Kakao Pay ในเกาหลีใต้ และอื่น ๆ อีกมากมาย

เอเครม โอเซอร์ ประธานประจำภูมิภาค APAC ของ Restaurant Brands International กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ประกาศการเป็นพันธมิตรครั้งสำคัญกับแอนท์กรุ๊ป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจของเราเพื่อเพิ่มความสะดวกกับลูกค้าในการสั่งและรับประทานอาหารที่ง่ายขึ้น รวมถึงการชำระเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่สะดวก และตรงความต้องการของลูกค้า ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ในเอเชียจะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล และการรวมมินิโปรแกรมเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ เช่นกัน”

แองเจล เจา ประธานกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศของแอนท์กรุ๊ป กล่าวว่า “การนำระบบการชำระเงินดิจิทัลและนวัตกรรมทางการตลาดมาใช้เป็นเรื่องสำคัญต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้บริการแบบไร้การสัมผัส (Contactless) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพื่อให้แบรนด์สามารถปรับตัวได้เท่าทันต่อตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ แอนท์กรุ๊ปมุ่งมั่นในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ RBI ต่อการมุ่งสู่เส้นทางดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น เพื่อนำเสนอประสบการณ์แก่ลูกค้าในรูปแบบใหม่ เชื่อมต่อลูกค้ากับแบรนด์ในเครือ RBI ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า”

การปรับใช้โซลูชั่นดังกล่าวจะครอบคลุม 8 ตลาดในเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยร้านอาหาร 1,500 สาขาภายใต้ 3 แบรนด์หลักของ RBI


เกี่ยวกับ Restaurant Brands International Inc.
Restaurant Brands International Inc. เป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายราว 34,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีร้านอาหารสาขากว่า 27,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก  RBI เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วนชื่อดังระดับโลก 3 แบรนด์ ได้แก่ TIM HORTONS®, BURGER KING® และ POPEYES® แบรนด์เหล่านี้ดำเนินงานแยกเป็นอิสระจากกันโดยให้บริการแก่ลูกค้า ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ และชุมชนที่เกี่ยวข้องมานานกว่า 45 ปี

เกี่ยวกับแอนท์กรุ๊ป (Ant Group)

แอนท์กรุ๊ปมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นของธุรกิจบริการ และช่วยให้ผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินและบริการอื่นๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน

แอนท์กรุ๊ปเป็นเจ้าของและผู้ให้บริการอาลีเพย์ (Alipay) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชำระเงินดิจิทัลชั้นนำของจีน มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่เป็นพาร์ทเนอร์ ซึ่งนำเสนอบริการด้านการเงินและบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เช่น บริการส่งอาหาร บริการขนส่ง ความบันเทิง และบริการด้านสุขภาพ

ล่าสุดแอนท์กรุ๊ปได้เปิดตัว Alipay+ ซึ่งนำเสนอโซลูชั่นด้านการตลาดและการชำระเงินผ่านมือถือระหว่างประเทศทั่วโลก เพื่อเสริมศักยภาพแก่ผู้ให้บริการอีวอลเล็ทและผู้ประกอบการที่เป็นพาร์ทเนอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถปรับปรุงการให้บริการแก่ผู้ใช้และลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การสร้างความยั่งยืนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ คือสิ่งจำเป็น

โดย มาร์ค การ์เนอร์ รองประธานฝ่าย Secure Power สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเราต่างยืนอยู่บนทางแยก เพราะสิ่งที่เราตัดสินใจในปัจจุบัน นอกจากจะส่งผลถึงอนาคตคนรุ่นใหม่แล้ว ยังส่งผลต่อโลกทั้งใบ เรื่องนี้กลายเป็นความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก และเนื่องจากความยั่งยืนไต่ระดับสู่การเป็นวาระสำคัญขององค์กรและผู้บริโภค เราจึงได้เห็นว่าองค์กรหลายแห่งกำลังใช้ความริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกเพื่อมอบประโยชน์แก่โลกที่เราอาศัยอยู่

ในขณะที่ความต้องการในการปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ภาคส่วนต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในโลกไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรม อาคาร และการก่อสร้าง ตลอดจนดาต้าเซ็นเตอร์ ไอที พลังงานและสาธารณูปโภคด้านต่างๆ ล้วนตัดสินใจไปในแนวทางเดียวกัน คือการนำเรื่องความยั่งยืนมาใช้เป็นด่านหน้าของกลยุทธ์ในองค์กร

เทคโนโลยีจึงกลายเป็นปัจจัยหลักที่สร้างศักยภาพให้แก่ภาคธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา มีการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเมินว่าภายในปี พ.ศ. 2578 ภาคไอทีทั่วโลก จะมีการใช้ไฟฟ้า สูงขึ้นถึง 8.5% เมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่ม 5% ในปี พ.ศ.2564 นอกจากนี้ อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องรับหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สร้างความยั่งยืน ในการมีส่วนร่วมโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนของสหประชาชาติ  5 ประการ  (SDGs)

ความยั่งยืนและภาคอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งในปัจจุบัน ตั้งแต่ไฮเปอร์สเกลเลอร์ ไปจนถึงผู้ให้บริการคลาวด์และโคโลเคชั่น ได้นำร่องตลาดไปก่อนแล้ว ด้วยการทำเป็นแบบอย่างพร้อมประกาศเจตนารมย์อันแรงกล้าต่อสาธารณชนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นในเรื่อง Net Zero โดยนำแนวทางที่ให้ความยั่งยืนมากขึ้นมาใช้ในธุรกิจดิจิทัล

ตัวอย่างเช่น Microsoft ได้เริ่มหันไปใช้พลังงานลมแบบหมุนเวียน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะใช้กันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ทั้งภาครัฐบาลและประชาชนต่างให้ความสนใจและมีความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนกันมากขึ้น

เรื่องนี้ คือความจริงที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในภาคโคโลเคชั่น และในการสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริคและ 451 Research โดยมีผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกกว่า 800 รายเข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า 97% ของลูกค้าของผู้ให้บริการต่างขอให้มีเรื่องความยั่งยืนอยู่ในข้อผูกพันตามสัญญา และความต้องการเหล่านี้นับเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนในราว 50%

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเรื่องแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน ด้วยเป้าหมายด้านสภาพแวดล้อมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างกว้างขวางนั้น ภาคส่วนของเราจะต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งองค์กรธุรกิจต่างๆ จะไม่สามารถทำงานแบบไซโลได้อีกต่อไป

สำหรับหลายองค์กร การรวมความยั่งยืนไว้ในแนวทางปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่พูดง่ายมากกว่าการทำ แต่หากผลักดันให้เกิดการรับรู้ สร้างกลยุทธ์และใช้สิ่งจูงใจที่เหมาะสม เราจะสามารถสนับสนุนให้อุตสาหกรรมสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสิทธิภาพพร้อมปลูกฝังเรื่องความยั่งยืนที่ถูกต้องได้ตั้งแต่แรกเริ่ม บางสิ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ให้บริการโคโลเคชั่น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากอาศัยฐานการตัดสินใจจากการทำงานร่วมกับองค์กรที่ใส่ใจเรื่องความเป็นสีเขียว

แผนงานใน ขั้นตอนเพื่อเอาชนะความท้าทายด้านสภาพอากาศ

ความยั่งยืนที่แท้จริงของดาต้าเซ็นเตอร์ในอุดมคติ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด และในหลายแง่มุม การสร้างกลยุทธ์ที่ครอบคลุมต้องให้ผู้ดำเนินการมุ่งเน้นความสำคัญในหลายแง่มุมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ พื้นที่ สาธารณูปโภคด้านพลังงาน รวมถึงกลยุทธ์ในการดำเนินงาน และบริหารจัดการด้านพลังงาน

แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผมได้รับเชิญไปอภิปรายช่วง keynote ในการเปิดงาน DCD Europe Virtual เมื่อเร็วๆ นี้ และในช่วงเริ่มต้น จะมีองค์ประกอบพื้นฐานสามประการที่ต้องพิจารณา

ประการแรก เราต้องระบุหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยในการดำเนินการได้อย่างยั่งยืน ประการที่สอง ควรประเมินสินทรัพย์สินขององค์กรเพื่อตัดสินใจว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้อย่างไร และประการที่สาม ควรพิจารณาการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่หรือแนวคิดที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับโครงการใหม่ หรือใช้ในการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเดิมที่มีอยู่ได้

สำหรับหลายองค์กร แนวคิดทั้งสามประการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้า แต่เป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนและช่วยสร้างแผนความยั่งยืนสี่ขั้นตอนได้อย่างครอบคลุม ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการเอาชนะความท้าทายด้านสภาพอากาศได้ ขั้นตอนสำคัญคือ:

  1. กำหนดความสำเร็จให้กับองค์กรของคุณ และสร้างศักยภาพให้กับทีมงานเพื่อช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้
  2. กำหนดเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่หรือเล็กก็ตาม และพยายามให้ได้ผลลัพธ์แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามในจุดที่สามารถทำได้ – 1% ต่อปี ถ้าทำได้ตลอดระยะเวลา 25 ปี ก็จะสร้างผลกระทบที่มีนัยสำคัญในองค์กรระดับโลกได้
  3. ปรับใช้โปรแกรมทั่วทั้งธุรกิจของคุณ และวิเคราะห์ในจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ในแต่ละเดือน แต่ละไตรมาส หรือในแต่ละปี
  4. รักษาผลลัพธ์เอาไว้ ด้วยการดูแลสอดส่อง บริหารจัดการ และแบ่งปันบทเรียนที่ได้เรียนรู้

ปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ทุกวันนี้ มีหลายองค์กรที่ปรับปรุงโครงการด้านความยั่งยืนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นพร้อมกับได้รับผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ด้วยความช่วยเหลือของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตัวอย่างเช่น ฝ่ายจัดหาพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกของ Equinix ได้จัดหาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 82% ภายในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ขณะที่การจัดหาพลังงานหมุนเวียน 100% ในทวีปอเมริกาเหนือช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากถึง 23.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในทวีปยุโรป 75% ของกระแสไฟฟ้าของ Iron Mountain ถูกแปลงเป็นพลังงานสีเขียว ในขณะที่นำพลังงานหมุนเวียนทั้ง 100% ไปให้บริการสำหรับการดำเนินงานในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และเบเนลักซ์ เรื่องนี้ นอกจากจะช่วยประหยัดเงินและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ยังเป็นการผลิตพลังงานสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อการจ่ายพลังงานเทียบเท่าการใช้สำหรับบ้าน 56,000 หลัง ซึ่งเป็นการเอารถยนต์ออกจากถนนมากกว่า 10,000 คันในแต่ละปี

การมุ่งเน้นที่ Net Zero และความยั่งยืนยังเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเราที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคอย่างยิ่ง เราได้ประกาศแนวทางในการยกระดับความมุ่งมั่นขึ้นไปอีกขั้นเพื่อให้บรรลุความเป็นกลางด้านคาร์บอน รวมถึงการเร่งไปสู่เป้าหมายปี 2573 ของเราในการสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในเวลาห้าปีจนถึงปี 2568 เพื่อให้บรรลุการปล่อยมลพิษจากการปฏิบัติงานเป็นศูนย์ภายในปี 2573 โดยเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย SBT เพื่อให้ผลที่สมบรูณ์ และบรรลุ net-zero ในห่วงโซ่อุปทานภายในปี 2593 นอกจากนี้ เรามุ่ยังงมั่นที่จะลดการใช้ SF6 ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งรวมถึงในสวิตช์เกียร์ในดาต้าเซ็นเตอร์ของเราด้วย

ขณะนี้มีหลายประเทศที่ลงนามในข้อตกลงปารีส มีหลายอย่างที่ต้องทำและมีเวลาไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นคือธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะในภาคของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องดำเนินการและต้องการที่จะทำเรื่องดังกล่าวโดยพร้อมเพรียง ด้วยการปรับกระบวนการสู่ระบบดิจิทัล การใช้พลังงานไฟฟ้า และประสานการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยผู้คนในโลก และเพื่อผลักดันไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่าย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายที่เกินจริง และสามารถบรรลุได้ด้วยสูตรสำเร็จที่เรียบง่าย นั่นคือ พลังงานหมุนเวียน + การใช้พลังงานไฟฟ้า x ประสิทธิภาพ = ความยั่งยืน

ปัจจุบัน การพิจารณาผลกระทบด้านพลังงานของเราไม่ได้เป็นแค่เพียงองค์ประกอบเดียวที่ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องคำนึงถึง และก็ไม่ใช่แค่เรื่องการปรับใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีมุมมองแบบองค์รวมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านพลังงานของเรา ซึ่งโดยทั่วไป ในขณะที่ผู้ประกอบการต่างขับเคลื่อนความริเริ่มที่ยั่งยืน คนเหล่านี้ ต่างพยายามอย่างมากในการรักษาประสิทธิภาพและคงความยืดหยุ่นเอาไว้ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของปริศนาที่หายไป ในการทำให้เป้าหมายดังกล่าวคงอยู่ได้ยาวนาน

ในแง่ของอุตสาหกรรม เราต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ช่วยลดผลกระทบด้านสภาพอากาศให้กับคนรุ่นหลัง ถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้วเพื่อให้อุตสาหกรรมยืนหยัดต่อไปได้อีกยาวนาน

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัล Sustainability Disclosure Award ประจำปี 2564

ริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดย คุณกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการ (ขวา) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “Sustainability Disclosure Acknowledgement” (กิตติกรรมประกาศ) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เน้นย้ำการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนอย่างโปร่งใส ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ ประธานกรรมการ สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้มอบรางวัลในงาน “มอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน หรือ Sustainability Disclosure Award ประจำปี 2564” จัดโดย สถาบันไทยพัฒน์ ณ หอศิลปวัฒธรรม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในเรื่องกระบวนการทำงานด้านความยั่งยืนขององค์กรมาโดยตลอด พร้อมเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) นอกเหนือจากข้อมูลทางการเงิน ซึ่งแสดงถึงความยั่งยืนของธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ที่ระบุให้มีการผลักดันกิจการ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ และบริษัทขนาดใหญ่ รับข้อปฏิบัติที่ยั่งยืนไปดำเนินการ และผนวกข้อมูลด้านความยั่งยืนเข้าไว้ในรอบการรายงานประจำปีของบริษัท

การมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ในปี 2564 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ Sustainability Disclosure Award มีองค์กรที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณ จำนวน 40 แห่ง Sustainability Disclosure Recognition มีองค์กรที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ จำนวน 45 แห่ง และ Sustainability Disclosure Acknowledgement มีองค์กรที่ได้รับกิตติกรรมประกาศ จำนวน 20 แห่ง ภายใต้ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (SDC) ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 125 องค์กร นอกจากจะเป็นการส่งเสริม และสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่องค์กรที่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนต่อสาธารณะแล้ว ยังต้องการเชิดชูองค์กรธุรกิจที่ได้รับรางวัลทั้ง 105 แห่ง ในการเข้าร่วมตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

10 สุดยอดหัวข้อเทคโนโลยีที่เหล่าผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญไอทีทั่วโลกและในประเทศไทย ค้นหาผ่านเว็บไซต์ Gartner.com ประจำปี 2564

กรุงเทพฯ, 20 ธันวาคม 2564 – ในปี 2564 (1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564) Cybersecurity/security เป็นหัวข้อที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ซึ่งสอดคล้องเทรนด์จากทั่วโลก

ผลสำรวจ Gartner 2021 CIO Agenda Survey พบว่าความปลอดภัยไซเบอร์มีความสำคัญสูงสุดสำหรับงบประมาณใหม่ โดย 61% ของ CIO มากกว่า 2,000 คนที่สำรวจ เพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์  โดยมีการค้นหา “Cybersecurity” และ “Security” พุ่งสูงสุดในปีนี้  ในส่วนของประเทศไทยนั้น คำค้นหา “APIs และ Culture” ที่อยู่เป็น 10 อันดับแรกของประเทศ ไม่ติดอันดับ 10 คำค้นหาแรกของโลก

10 หัวข้อด้านไอทีที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ระหว่าง 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564

  1. Cybersecurity/security
  2. API/API management
  3. Data analytics
  4. Digital transformation
  5. Enterprise architecture
  6. Data governance
  7. RPA
  8. Cloud
  9. Culture
  10. DevOps

เช่นเดียวกับประเทศไทย เทรนด์การค้นหาใน Gartner.com เรื่อง Cybersecurity/security จากทั่วโลก ในปี 2564 (1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564) ได้รับความสนใจจากผู้บริหารไอทีทั่วโลกมากที่สุด

โดยที่การค้นหาเกี่ยวกับ “Cloud” และ “Digital Transformation” ติดอันดับ 2 และ 3 ในชาร์ทคำค้นที่มาแรงในปีนี้ เนื่องจากผู้บริหารด้านไอทียังมุ่งปรับเปลี่ยนการดำเนินงานในสองเรื่องนี้เป็นสำคัญเพื่อเร่งมือและเพิ่มประสิทธิภาพนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ท่ามกลางการแพร่ระบาด

10 หัวข้อด้านไอทีที่ผู้บริหารไอทีทั่วโลกค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ระหว่าง 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2564

  1. Cybersecurity/security
  2. Cloud
  3. Digital transformation
  4. RPA
  5. AI
  6. Data governance
  7. Data analytics
  8. Change management
  9. Enterprise architecture
  10. DevOps

* การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ www.gartner.com

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีป้า จับมือ บีคอน วีซี และ อินโนสเปซ เดินหน้าโครงการ dVenture ร่วมลงทุนใน ฮอร์แกไนซ์ หวังติดปีกดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยทะยานไกลสู่ระดับสากล

17 ธันวาคม 2564, กรุงเทพมหานคร – ดีป้า ร่วมกับ บีคอน วีซี และ อินโนสเปซ ประกาศร่วมลงทุนใน ฮอร์แกไนซ์ ดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยรายแรก ภายใต้โครงการ dVenture ตั้งเป้าผลักดันให้เติบโตในระดับประเทศ ผ่านการการเข้าถึงตลาดภาครัฐ และมาตรการด้านภาษี พร้อมเปิดโอกาสการเข้าถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน เอสเอ็มอี ร้านค้า และชุมชนผ่านโครงการต่าง ๆ ของ ดีป้า ก่อนก้าวสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน 

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบหมายให้ ดีป้า เร่งพัฒนาศักยภาพดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยผ่านกระบวนการและกลไกส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อให้เกิดการต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในมิติต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบนิเวศน์ (Digital Startup Ecosystem) ที่สมบูรณ์พร้อมก้าวสู่ระดับสากล เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

โดยหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการยกระดับประสิทธิภาพของดิจิทัลสตาร์ทอัพคือ โครงการ dVenture (depa Venture Building Network Program) โครงการสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ดีป้า จะเข้าไปสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัพที่ได้รับการลงทุนจากเครือข่ายพันธมิตรในลักษณะของการร่วมลงทุน (Matching Fund) พร้อมส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเข้าถึงตลาดภาครัฐ และมาตรการด้านภาษี โดยดิจิทัลสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพเหล่านั้นสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน เอสเอ็มอี ร้านค้า และชุมชนผ่านโครงการต่าง ๆ ของ ดีป้า และเตรียมขยายความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดภายใต้โครงการ dVenture ดีป้า ได้ร่วมกับ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย และ บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเงินร่วมลงทุนของภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมลงทุนใน บริษัท ฮอร์แกไนซ์ จำกัด ผู้นำตลาดแพลตฟอร์มการบริหารจัดการพื้นที่เช่า และหนึ่งในดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่มีศักยภาพ โดย ดีป้า บีคอน วีซี และอินโนสเปซ จะร่วมกันผลักดันและพัฒนาให้ ฮอร์แกไนซ์ สามารถเติบโตในระดับประเทศและระดับภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ด้าน นายธนพงษ์  ระนอง กรรมการผู้จัดการ บีคอน วีซี กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อยอดการลงทุนในดิจิทัลสตาร์ทอัพของทางบริษัท ซึ่ง บีคอน วีซี เล็งเห็นศักยภาพการขยายตลาดและจุดแข็งในการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการพื้นที่เช่าของ ฮอร์แกไนซ์ ที่จะสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายฐานการให้บริการไปสู่กลุ่มลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งความร่วมมือในโครงการ dVenture นี้จะช่วยขยายฐานลูกค้าหน่วยงานภาครัฐ เอสเอ็มอี บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ และชุมชนต่าง ๆ ผ่านโครงการของ ดีป้า อีกทั้งเป็นแรงผลักดันให้ ฮอร์แกไนซ์ สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

นายต่อตระกูล วัฒนวรกิจกุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อินโนสเปซ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับดิจิทัลสตาร์ทอัพในประเทศไทย และจะช่วยกระตุ้นให้การดำเนินธุรกิจของดิจิทัลสตาร์ทอัพไปได้ไกลขึ้นอีกขั้น โดย ฮอร์แกไนซ์ ถือเป็นดิจิทัลสตาร์ทอัพที่มีโอกาสในการเติบโตสูง การร่วมส่งเสริมและสนับสนุนของ ดีป้า ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ ฮอร์แกไนซ์ เข้าสู่ตลาดภาครัฐ และภาคเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการต่าง ๆ ของ ดีป้า ได้มากขึ้น

ขณะที่ นายธนวิชญ์ ต้นกันยา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฮอร์แกไนซ์ กล่าวว่า บริษัทรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ dVenture ภายใต้การสนับสนุนของ ดีป้า บีคอน วีซี และ อินโนสเปซ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมขยายการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ได้มากยิ่งขึ้น

ฮอร์แกไนซ์ คือดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยผู้พัฒนาแพลตฟอร์มระบบบริหารหอพักและอะพาร์ตเมนต์ ครอบคลุมการบริหารมากกว่า 10,000 โครงการ และมีห้องพักในระบบมากกว่า 500,000 ห้องทั่วประเทศ ปัจจุบัน ฮอร์แกไนซ์ มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าธนาคาร หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเอสเอ็มอี


 

Exit mobile version