Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซินโดมเปิดตัวเครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่น ECO ตัวล่าสุด

ซินโดมคือแบรนด์เครื่องสำรองไฟฟ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 2530 และยังคงผลิตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันโดยทีมวิศวกรชาวไทยที่เชี่ยวชาญ ในการผลิตเครื่องสำรองไฟฟ้าแบบ UPS มาช้านาน ปัจจุบันทางบริษัท ซินโดม(Syndome)ได้ประกาศเปิดตัวเครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ในรุ่น Eco ll-2200 LCD โดยเครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือไฟฟ้าดับที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและระบบ UPS คุณภาพสูง โดยผลิตภัณฑ์นี้ทางบริษัท ซินโดม (Syndome) มีจุดมุ่งหมายแก้ไขปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าในไทยและทั่วโลกเพราะผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีคุณสมบัติขั้นสูงที่เหมาะจะเคียงข้างผู้บริโภคในการทำงานเป็นเวลานานไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานด้าน VA หรือ Virtual assistants ด้านธุรกิจ และ องค์กรขนาดใหญ่ 

นอกจากนี้เครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่น Eco ll-2200 LCD ยังมาพร้อมกับระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติที่ช่วยในการป้องกันและรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้งานโดยระบบ UPS ทีควบคุมโดยไมโครโปรเซสเซอร์พิเศษและยังเสริมความทนทานด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์แบบฟูลบริดจ์ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบเทคโนโลยี  Super charge และพลังงานสำรองที่ยาวนานมากขึ้นด้วยหม้อแปลง Super low-Loss พร้อมทั้งเต้ารับอเนกประสงค์ที่รองรับปลั๊กทุกประเภท

Syndome ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่โดยมุ่งหวังที่จะมอบความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคโดยสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมเพราะทางบริษัท ซินโดม(Syndome) ออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างสูงสุด โดยทางซินโดม (Syndome) มีเป้าหมายที่จะขจัดความกังวลที่เพิ่มขึ้นของ VA หรือ Virtual assistants ในปัญหาด้านแหล่งไฟฟ้าที่ไม่ดีจะหมดไป

ในขณะเดียวกันระบบ UPS ของ Syndome ได้รับการปรับคุณสมบัติใหม่ให้เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเปรียบเสมือนผู้ช่วย โดยเฉพาะในด้าน Graphic designers, social media managers, WP image editors, Branding specialists, infographic experts และด้านอื่นๆ หรือว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานระยะไกลและมีต้องการ ไฟฟ้าก็สามารถช่วยให้งานของพวกเขาสำเร็จได้โดยประโยชน์จากฟังก์ชั่นเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบฟังก์ชั่น หม้อแปลง Super low-Loss บนผลิตภัณฑ์ UPS ที่ออกแบบใหม่เหมาะสำหรับนักตัดต่อวิดีโอและต้องเชื่อมอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้า หรือทั้งนี้เหมาะกับแอดมิน ที่ต้องมีความจำเป็นในการตอบกลับลูกค้าอยู่ตลอด รวมถึงผู้ให้บริการด้านการแปลและด้านบริการอื่นๆ

สินค้าอื่นๆของซินโดม TE-10K (10000VA/10000Watt) UPS, TE-6k (6000VA/6000Watt) UPS, Extreme 1503(1500VA/1200Watt) UPS, STAR-750 (750VA/450Watt) UPS, Radian 1500 (1500VA/900Watt) UPS, Radian 750(750VA/500Watt) UPS, and Radian 500 (500VA/300Watt) UPS.

ติดต่อ/สั่งซื้อสินค้า หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์

บริษัท ซินโดมอิเลคทรอนิคส์ อิดัสตรี จำกัด
คุณ กฤษณ เชิดชูวงศ์สันติ
โทร. 02-872-6900 ที่อยู่ 66 ซอยประชาอุทิศ 59 แยก 3 .ประชาอุทิศ บางมด ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140 ประเทศไทย

เว็บไซต์ https://www.syndome.com/ 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การเติบโตของ ‘Digital Life & Commerce’ ต้องการนวัตกรรมมากขึ้นในปีนี้

โดยนายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์

การระบาดใหญ่ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะใช้เพื่อทำงานหรือเพื่อความบันเทิงหรือในเรื่องอื่น ๆ ล้วนเปลี่ยนมาอยู่บนออนไลน์ ซึ่งได้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ  โดยเฉพาะผู้อยู่ในวงการเทคโนโลยี ข้อมูลจาก Gartner ระบุภายในปี 2567 ราว 65% ของการพัฒนาแอปพลิเคชันจะถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี Low-Code และเริ่มเห็นได้ชัดเจนว่าการพัฒนาบริการต่าง ๆ วันนี้นั้นกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ Low-Code

เราเห็นความท้าทายมากมายที่บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญในปีที่ผ่านมา รวมถึงวิธีการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างที่ไม่ปรากฎมาก่อน โดยธุรกิจจะยังให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ขององค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม Digital Commerce ตามรายงานจาก Google คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2573 การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี  และยังเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศ

เอาท์ซิสเต็มส์ ผู้นำด้านแพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชั่นระดับโลก เผยแนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2565 ที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีทีมไอทีเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ ดังนี้

  • องค์กรธุรกิจจะปรับใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา  ทุกวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสามารถดึงดูดนักพัฒนาที่มีความรู้ความสามารถซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนน้อยให้เข้าไปทำงานได้มากกว่าบริษัทอื่น ๆ ดังนั้นองค์กรธุรกิจทั่วไปจึงจำเป็นต้องมองหาหนทางใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันโดยอาศัยบุคลากรที่มีอยู่ และหลาย ๆ องค์กรก็เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำงานให้กับทีมงานฝ่ายพัฒนา เพื่อให้สามารถทุ่มเทเวลาและความพยายามไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ แทนที่จะต้องวุ่นวายกับแง่มุมที่ซ้ำซากจำเจของการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเทคโนโลยีที่ว่านี้จะรองรับงานทั่วไปที่สำคัญสำหรับการพัฒนา และมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีคลาวด์รุ่นล่าสุด ทั้งยังสามารถปรับขนาดโดยอัตโนมัติ และใช้ประโยชน์จากคอนเทนเนอร์และ Kubernetes เพื่อให้ทีมงานฝ่ายพัฒนาสามารถนำเสนอสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นระดับโลก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยมีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงการทำงานหนักโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงงานบำรุงรักษาที่เปล่าประโยชน์ และงานจุกจิกอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt)
  • นักพัฒนาจะมีความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียบง่ายและไว้ใจได้มากขึ้น
    • แม้ว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย แต่กลับอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นในการสร้างโปรแกรมที่ปราศจากช่องโหว่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรต่าง ๆ ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) อย่างกว้างขวางในช่วงปี 2564  แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาช้าลงอย่างมาก ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการเขียนโปรแกรมที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ ขณะที่บริษัทต่าง ๆ ต้องการให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองมีระดับความปลอดภัยและความสอดคล้องตามกฎระเบียบเทียบเท่ากับ SaaS  ด้วยเหตุนี้ นักพัฒนาจึงต้องการเครื่องมือด้านการพัฒนาที่ไว้ใจได้เพื่อรับมือกับช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงแพลตฟอร์มการพัฒนาที่รวมความปลอดภัยไว้ภายในสแต็กของเทคโนโลยีแอปพลิเคชั่น และปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
  • มุ่งเน้นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกัน (Diversity, Equity and Inclusion – DEI) มากขึ้นสำหรับนักพัฒนา
    • องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงเทคโนโลยี มีการพูดถึงประเด็นเรื่องความหลากหลายตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และมีการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จในระดับที่แตกต่างกันไป  และในช่วงปี 2565 ผู้บริหารฝ่ายไอทีมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในเรื่องความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรที่เป็นนักพัฒนา  ทั้งนี้เนื่องจากนักพัฒนามีหน้าที่แก้ไขปัญหาบางอย่างที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ดังนั้นบริษัทจึงต้องตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการสรรหาบุคลากรเพื่อให้มีการรับสมัครและว่าจ้างบุคลากรที่มีความหลากหลายมากขึ้นสำหรับฝ่ายไอที  เอาต์ซิสเต็มส์มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเติบโตของนักพัฒนาจากชุมชนที่หลากหลายสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยได้ร่วมมือกับหลาย ๆ องค์กร เช่น Women Who Code, Blacks in Technology Foundation และ Australian Computer Society
  • ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ DevSecOps ในการกระตุ้นการปรับใช้แพลตฟอร์มพัฒนาแอปพลิเคชั่น
    • ข้อกังวลใจหลักสำหรับผู้บริหารที่กำกับดูแลทีมงานฝ่ายไอทีและฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์จะยังคงเป็นเรื่องความสามารถของระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรในการรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก  การโจมตีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่เพิ่มมากขึ้น การปราศจากขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับข้อมูลขององค์กร และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเขียนโปรแกรมโดยผู้ใช้งานทั่วไป (Citizen Developer) ส่งผลให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ถูกคุกคามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ (CISO) และผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) จึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มที่สามารถจัดการทุกขั้นตอนของการพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชั่นอย่างเป็นระบบ แทนที่จะพึ่งพาการทำงานที่ไม่เป็นระบบของทีมงานต่าง ๆ ซึ่งมีระดับความรู้และทักษะที่แตกต่างกันสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัย
  • การใช้ DesignOps และระบบตรวจสอบเพิ่มขึ้นสำหรับแอปพลิเคชั่นที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย
    • ปี 2565 นับเป็นครั้งแรกที่งบประมาณด้านไอทีและการพัฒนาแอปพลิเคชั่นจะสะท้อนการทำงานในรูปแบบไฮบริด เนื่องจากประสบการณ์ของพนักงานและคู่ค้ามีความสำคัญเทียบเท่ากับประสบการณ์ของลูกค้าสำหรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นในเชิงลึก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ  ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยให้สามารถทำการบูรณาการในระดับที่ลึกขึ้นระหว่างการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการพัฒนาแอปพลิเคชั่นส่วนหน้า (Front End) จึงมีแนวทางใหม่ ๆ สำหรับ DesignOps ซึ่งจะช่วยผลักดันการใช้แอปพลิเคชั่นอย่างแพร่หลายมากขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้ รวมไปถึงการรองรับมาตรฐานเปิด เช่น Open Telemetry ซึ่งช่วยให้ทีมงานฝ่ายผลิตภัณฑ์ดิจิทัลสามารถยกระดับการใช้งานของผู้ใช้ได้ง่ายดายมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • การจัดการทีมงานฝ่ายพัฒนาที่แยกกระจัดกระจายโดยใช้โมเดิร์นแพลตฟอร์ม
    • ทีมงานฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น เช่น การลาออกของพนักงานจำนวนมาก ขณะที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ต้องทำงานในลักษณะที่แยกกระจัดกระจายมากขึ้น และมีการหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นในการแนะแนว ฝึกสอน กำกับดูแล หรือแม้กระทั่งตรวจสอบคุณภาพและผลการปฏิบัติงานของทีมงานและพนักงานแต่ละคน  ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ต้องรับมือกับปัญหาท้าทายในเรื่องของความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแลบุคลากรที่ไม่เคยพบปะกันเป็นการส่วนตัว  หน่วยงาน ผู้จัดการ และแม้กระทั่งพนักงานในฝ่าย CI/CD จึงต้องการที่จะทำงานบนแพลตฟอร์มที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบทุกแง่มุมและทุกขั้นตอนของการพัฒนาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่งานที่ทำเสร็จไปจนถึงเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยที่ถูกนำมาใช้  เนื่องจากฟีเจอร์จำนวนมากเหล่านี้พร้อมใช้งานอยู่แล้วในแพลตฟอร์มการพัฒนาโมเดิร์นแอปพลิเคชั่น ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับการพัฒนาแบบเดิม ๆ โดยใช้ชุดเครื่องมือการพัฒนาที่แยกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย ซึ่งมักจะประกอบด้วยเครื่องมือโอเพ่นซอร์สที่ไม่เชื่อมต่อกัน และขาดแนวทางการจัดการองค์รวมอย่างรอบด้าน
  • การใช้สถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟในระดับที่ลึกขึ้นสำหรับระบบงานที่องค์กรพัฒนาเอง
    • การตัดสินใจเลือกระหว่าง “สร้างหรือซื้อ” กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่องค์กร “ปล่อยให้ผู้ใช้ซื้อบริการซอฟต์แวร์ SaaS ที่ตนเองต้องการ” ทั้งนี้เพราะการใช้ SaaS เพิ่มมากขึ้นนอกจากจะสิ้นเปลืองงบประมาณทางด้านธุรกิจแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดหนี้ทางเทคนิคในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยเป็นผลมาจากความยุ่งยากซับซ้อนในการบูรณาการระบบต่าง ๆ หลายร้อยระบบเข้าด้วยกัน  ในการฟื้นฟูความคล่องตัวให้กับธุรกิจด้วยระบบที่เหมาะกับงานที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะรองรับการใช้งานของพนักงาน คู่ค้า และลูกค้า จำเป็นที่จะต้องปรับใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟที่ปรับขนาดได้อย่างเหมาะสม รองรับการใช้งานในลักษณะกระจัดกระจาย และช่วยให้สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นประดับองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

 บริการคลาวด์คอมพิวติ้งจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่เมื่อก่อนนี้ประมาณ 5 ปีที่แล้ว มีการนำเสนอบริการเพียงแค่ 20 บริการเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการ IaaS หนึ่งรายนำเสนอบริการเว็บและบริการที่แปลกใหม่เกือบ 250 บริการเลยทีเดียว ซึ่งสร้างความหนักใจให้กับนักพัฒนาในองค์กรธุรกิจทั่วไปที่จะต้องสร้างแอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟ  ด้วยเหตุนี้ เพื่อเอาชนะปัญหาท้าทายดังกล่าว จึงต้องมีการปรับใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟ และ IDE ที่ใช้เบราว์เซอร์ ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์สามารถโฟกัสไปที่การจัดการผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่า แทนที่จะต้องวุ่นวายอยู่กับการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลวิจัย IBM และ NRF เผยค้าปลีกปรับตัวรับพฤติกรรม ‘ไฮบริดช็อปปิ้ง’ ชี้ผู้บริโภคห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ร่วมกับสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ ซึ่งเป็นสมาคมการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เผยแพร่ผลการศึกษาระดับโลกครั้งที่สอง* ที่มีชื่อว่า “Consumers want it all” เผยให้เห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ในการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และแนวทางการช็อปปิ้งที่กระจายผ่านหลายช่องทาง ทั้งดิจิทัล การซื้อของที่ร้านค้า และการซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ
ผลการศึกษาผู้บริโภคกว่า 19,000 รายทั่วโลกครั้งนี้ แสดงให้เห็นแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นของไฮบริดช็อปปิ้ง ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการซื้อของผ่านหน้าร้านและช่องทางดิจิทัล โดยพฤติกรรมการช็อปปิ้งภายใต้ข้อจำกัดในช่วงการแพร่ระบาด ได้นำสู่กิจวัตรใหม่ที่ผู้บริโภคคุ้นชิน ดังนั้น ธุรกิจค้าปลีกจึงต้องเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองลูกค้าไม่ว่าผ่านช่องทางไหน โดยผสานรวมประสบการณ์ดิจิทัลและการขายที่ร้านค้าเข้าด้วยกั
  • ผู้บริโภคที่สำรวจ 72% ระบุว่าพวกเขาใช้ร้านค้าเป็นช่องทางหลักทั้งหมดหรือบางส่วนในการซื้อสินค้า
  • เหตุผลหลักที่กลุ่มที่สำรวจเลือกไปซื้อของที่ร้านค้า เพราะต้องการสัมผัสและชมสินค้าจริงก่อนซื้อ (50%) ต้องการหยิบดูและเลือกผลิตภัณฑ์เอง (47%) และต้องการรับสินค้าทันที (43%) แม้ว่าสิ่งที่ผู้ซื้อในร้านค้ามองหาจะมีความแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์
  • ผู้บริโภค 27% เลือกการช็อปปิ้งแบบไฮบริด โดยผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ที่สำรวจ มีแนวโน้มที่จะเป็น “นักช็อปแบบไฮบริด” มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ
การศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ความยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและความชอบที่มีต่อแบรนด์
  • ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม เลือกผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์โดยพิจารณาจากคุณค่าที่ตนให้ความสำคัญ เช่น ความยั่งยืน โดยกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด (44%) จากทั้งหมดที่สำรวจ
  • 62% ของผู้บริโภคที่สำรวจ เต็มใจที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของตน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มขึ้นจาก 57% เมื่อสองปีก่อน
  • ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคสำรวจ เต็มใจจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับความยั่งยืน โดยจ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 70% และเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับเมื่อปี 2563
  • อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคตั้งใจจะทำ และสิ่งที่ลงมือทำจริง เนื่องจากมีผู้บริโภคที่สำรวจเพียง 31% เท่านั้นที่ระบุว่าในการซื้อของครั้งล่าสุด ของส่วนใหญ่ที่ซื้อเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างความยั่งยืน
“แม้ผู้บริโภคจะยังคงให้คุณค่ากับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ร้านค้าแบบเดิม แต่วันนี้ ผู้บริโภคเริ่มคาดหวังที่จะได้รับความยืดหยุ่นในการเลือกสร้างแนวทางการช็อปปิ้งในแบบฉบับของตน ตามรูปแบบพฤติกรรมในช่วงอายุตน ช่องทางและอุปกรณ์ที่ตนใช้ และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่ตนต้องการซื้อ” นายมาร์ค แมทธิวส์ รองประธานฝ่ายวิจัยพัฒนาและวิเคราะห์อุตสาหกรรมของสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ กล่าว “แนวทางแบบ ‘ไฮบริด’ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคครั้งสำคัญ”
“ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ความยั่งยืนเข้ามามีความสำคัญต่อผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังคงมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคตั้งใจทำ กับสิ่งที่พวกเขาทำจริง โดยมีสาเหตุมาจากการขาดข้อมูลในระหว่างกระบวนการซื้อ จึงถือเป็นความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แบรนด์ค้าปลีกจะต้องแสดงทางเลือกและตัวเลือกที่ยั่งยืนในแต่ละช่วงประสบการณ์ของลูกค้า วันนี้ การช็อปปิ้งแบบไฮบริดได้เข้ามายึดครองตลาดในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องแต่งกาย” นายลุค ไนอาซี Global Managing Director ของ IBM Consumer Industries กล่าว
“แม้จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำต่างๆ กำลังเร่งเครื่องทรานส์ฟอร์มรูปแบบการดำเนินงาน การสร้างประสบการณ์ลูกค้า และระบบซัพพลายเชนของตน ด้วยเทคโนโลยีอย่างเอไอ ไฮบริดคลาวด์ และบล็อกเชน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า” นายลุค เสริ
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HID Global คาดการณ์ 7 เทรนด์ที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัย และการยืนยันตัวตนในปี 2565

กรุงเทพฯ 18 มกราคม 2565 – HID Global ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการยืนยันตัวตนและความปลอดภัยเชิงกายภาพ เผยเทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยในปี 2565 และหลังจากนั้น ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในการให้บริการด้านการป้องกันตัวตนเชิงกายภาพและดิจิทัลแก่ผู้คน สถานที่ และทรัพย์สินทั่วโลก HID Global จึงสามารถระบุตัวแปรสำคัญ เหตุการณ์ รวมทั้งการพัฒนาที่จะพลิกโฉมภาพรวมของวงการรักษาความปลอดภัยในปี 2565 ได้เป็นอย่างดี

จากสถานการณ์ของตลาดและความคิดเห็นของพันธมิตร รวมทั้งลูกค้า บริษัทฯ ได้วิเคราะห์ว่า 7 หัวข้อต่อไปนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยในปีนี้และปีต่อๆ ไป

วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน: วิกฤตห่วงโซ่อุปทานจะยังคงเป็นเทรนด์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่สำคัญ ทำให้ปี 2565 เป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ปัญหาคอขวดด้านโลจิกติกส์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอ่านบัตรและชุดแผงควบคุม ไปจนถึงเซนเซอร์และเครื่องตรวจจับ

ความยั่งยืน: ในปีที่ผ่านมา มีฉันทามติที่เพิ่มสูงขึ้นว่าผู้ใช้งานมองหาซัพพลายเออร์ที่ยึดความยั่งยืนเป็นหลักสำคัญในการตัดสินใจและการดำเนินธุรกิจ ในปี 2565 ความยั่งยืนจะมีความสำคัญมากขึ้น ทำให้
ซัพพลายเออร์ต้องให้ความสนใจกับโซลูชันด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีทางด้าน Mobile และมัลติแอปพลิเคชั่นแบบครบวงจร เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนของอุตสาหกรรม

การระบุตัวตนที่ส่งมอบผ่านทางซอฟแวร์บริการ – Software as a Service (SaaS): การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้นำไปสู่การใช้งานระบบคลาวด์ในรูปแบบที่เป็นการให้บริการ เปิดโอกาสให้เกิดการจัดการระบบควบคุมการเข้า-ออกสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆ สินทรัพย์ทางกายภาพและข้อมูล  ในขณะเดียวกันรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ก็ทำให้เกิดการยืนยันตัวตนที่ใช้งานได้สะดวกไม่ติดขัด และเชื่อถือได้ และจากการที่โลกดิจิทัลจะยังคงมีผลกระทบต่อวงการรักษาความปลอดภัย การระบุตัวตนด้วย SaaS จึงไม่เพียงแต่จะเป็นแค่บรรทัดฐานเท่านั้น แต่จะเป็นมาตรฐานที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 นี้ด้วย

การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล: การใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้บริษัทใหญ่ๆ ด้านเทคโนโลยีเพิ่มฟังก์ชันการยืนยันตัวตนแบบใหม่ในแอปพลิเคชัน องค์กรต่างๆ และรัฐบาลก็กำลังเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับธุรกรรมดิจิทัล   ในปี 2565 นี้จะมีจุดเปลี่ยนที่การยืนยันตัวตนทางดิจิทัลจะแซงหน้าการยืนยันตัวตนแบบกายภาพ และการให้บริการดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะซัพพลายเออร์จะบริหารงานโดยใช้โมเดลบริการและพึ่งพาการบริการเป็นหลัก

โลกของการทำงานในอนาคต: ปัจจุบันการทำงานแบบไฮบริดได้กลายเป็นสิ่งปกติไปแล้ว และแนวทาง Zero Trust สำหรับทุกสิ่ง ก็จะเป็นเทรนด์หลักในอุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยในปี 2565 โดยผู้นำองค์กรมีหน้าที่ต้องจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานให้แน่ใจถึงความปลอดภัยสำหรับพนักงานที่จะกลับเข้ามาทำงานในสำนักงาน รวมทั้งการรักษาข้อมูลระบุตัวตนและการจัดการการเข้า-ออกสถานที่ให้ผู้ที่ทำงานทางไกล โดยการมองหาเทรนด์ล่าสุดของระบบควบคุมการเข้า-ออกและวิธีการที่ดีที่สุดในการนำระบบเข้ามาใช้งาน ซึ่งเทคโนโลยีโซลูชั่นไร้สัมผัส การปกป้องข้อมูล และ visitor management จะทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานมีความปลอดภัย ในขณะที่โซลูชั่นการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน จะมีบทบาทสำคัญสำหรับการใช้งานระยะไกล

ระบบไบโอเมทริกซ์ไร้สัมผัส: ระบบไบโอเมทริกซ์ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะใช้ในการรักษาความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือ ใบขับขี่ หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยภาครัฐ หรือแม้กระทั่งใช้ติดตามเพื่อตรวจวัดการออกกำลังกาย  ในปี 2565 นี้ ไบโอเมทริกซ์ที่ใช้ร่วมกับโซลูชั่นการจัดการการยืนยันตัวตนผ่านระบบคลาวด์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว และการรักษาความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ซึ่งช่วยรับรองการยืนยันตัวตนและปกป้องข้อมูลส่วนตัว ก็กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในทุกภาคส่วน

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science): การรวมตัวของ IoT ระบบคลาวด์และเทคโนโลยีมือถือกำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัย การชั่งน้ำหนักระหว่างการป้องกันและศักยภาพของภัยคุกคามด้านกายภาพและด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทำให้วิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นที่สนใจมากขึ้น เพราะการถกเถียงได้เปลี่ยนจากการลดความเสี่ยงและการป้องกันไปสู่การทำนายและหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม ในปี 2565 นี้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ machine learning (ML) จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นการยืนยันตัวตนที่เชื่อถือได้ทั้งในทางกายภาพและดิจิทัล ทั้งยังทำงานได้อัตโนมัติ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความแม่นยำ ความปลอดภัยอีกด้วย

การทำความเข้าใจว่าในแต่ละหัวข้อที่กล่าวมามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างไรนั้น จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในด้านโซลูชั่นและบริการได้มากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถให้บริการด้านความปลอดภัยในระดับที่สูงขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล

เยี่ยมชมเราได้ที่ Media Center อ่านข้อมูลใน Industry Blog และติดตามทาง Facebook  LinkedIn และ Twitter 

เกี่ยวกับ HID Global

เอชไอดี โกลบอล ผู้ขับเคลื่อนระบบระบุตัวตนของผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ทั่วโลก เราช่วยให้ผู้คนทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และเดินทางได้อย่างเสรี โซลูชั่นการระบุตัวตนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ได้อย่างสะดวก ทั้งสถานที่จริงทางกายภาพและสถานที่เสมือนจริงในโลกดิจิตอล และเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งชี้ ตรวจสอบ และติดตามผ่านช่องทางดิจิตอลได้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเอชไอดีเพื่อนำทางในชีวิตประจำวัน และมีหลายพันล้านสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีของเอชไอดี เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม และบรรดาบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดของโลก บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วโลกและมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศต่างๆที่รองรับลูกค้าได้มากกว่า 100 ประเทศ HID Global® เป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มบริษัท ASSA ABLOY ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hidglobal.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มเข้าซื้อกิจการ Envizi พร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการด้านความยั่งยืนและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) เข้าซื้อกิจการ Envizi ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ดาต้าและอนาไลติกส์ชั้นนำสำหรับบริหารจัดการการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ต่อยอดการเดินหน้าลงทุนด้านซอฟต์แวร์ AI อย่างต่อเนื่องของไอบีเอ็ม ที่ปัจจุบันครอบคลุมโซลูชันด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์องค์กรIBM Maximo, โซลูชันการจัดการด้านซัพพลายเชน IBM Sterling, รวมถึงIBM Environmental Intelligence Suite เพื่อช่วยองค์กรสร้างระบบปฏิบัติการและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นฟื้นตัวไว และตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน โดยการเข้าซื้อกิจการได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา และไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดด้านการเงิน

วันนี้บริษัทต่างได้รับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากหน่วยงานที่กำกับดูแล นักลงทุน และผู้บริโภคในแง่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการลงมือดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจังและตรวจสอบได้ โดยเรื่องของ CSR และความเสี่ยงเกี่ยวกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เป็นความกังวลสูงสุดอันดับสามขององค์กรขนาดใหญ่ ตามรายงานปี 2564 ของฟอร์เรสเตอร์1 อย่างไรก็ดี ในการจะจัดทำรายงานเกี่ยวกับโครงการด้านความยั่งยืน มีข้อมูลมากมายหลายประเภทที่องค์กรจำเป็นต้องวิเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ยังกระจัดกระจาย และไม่เอื้อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ง่ายนัก

หน้าจอ Pathway to Net Zero ของ Envizi แสดงผลการวิเคราะห์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมคำแนะนำการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อมุ่งสู่ Net Zero

ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ของ Enviziสามารถออโตเมทและผนวกรวมข้อมูลกว่า 500 ประเภท รวมถึงสนับสนุนเฟรมเวิร์คการรายงานด้านความยั่งยืนหลักๆ ได้ โดยแดชบอร์ดที่ใช้งานและปรับแต่งได้ง่าย ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ บริหารจัดการ และรายงานเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนได้ โซลูชันของEnvizi จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารจัดการภาระงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการรายงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ขององค์กร ขณะเดียวกันก็ให้มุมมองด้านความยั่งยืนที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำไปปรับเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กรได้

หน้าจอ Sustainability Report ของ Envizi แสดงการวิเคราะห์และรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนขององค์กร

การใช้ Envizi ร่วมกับซอฟต์แวร์ AI อื่นๆ ของไอบีเอ็ม จะช่วยให้องค์กรสามารถออโตเมทผลลัพธ์ระหว่างโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กับเอ็นด์พอยท์ด้านการปฏิบัติการต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานในแต่ละวันขององค์กรได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขยายโครงการด้านความยั่งยืนในวงกว้างขึ้นได้ โดยปัจจุบัน Envizi สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันต่างๆ ดังนี้

  • โซลูชันด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์องค์กรIBM Maximo ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ มอนิเตอร์ รวมถึงคาดการณ์การซ่อมบำรุงและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาดจากแพลตฟอร์มเดียว ช่วยยืดอายุเครื่องจักรสำคัญๆ พร้อม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  • โซลูชันการจัดการด้านซัพพลายเชน IBM Sterling ที่ช่วยให้มุมมองด้านซัพพลายเชนรอบด้านแก่องค์กร ลดขยะด้วยการควบคุมปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสม ลดคาร์บอนฟุตปรินท์จากการขนส่งสินค้าทางเรือและโลจิสติกส์ต่างๆ รวมถึงช่วยให้องค์กรจัดซื้อสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบผ่านระบบบล็อกเชนที่ตรวจสอบที่มาของสินค้าได้
  • โซลูชัน IBM Environmental Intelligence Suite (EIS) ที่ช่วยให้องค์กรเพิ่มความยืดหยุ่นฟื้นตัวไว ผ่านการประเมินและวางแผนรองรับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้าย ดินถล่ม น้ำท่วม ฯลฯ ที่มีต่อการปฏิบัติการ สินทรัพย์ และระบบซัพพลายเชนขององค์กร โดย EIS ใช้เทคโนโลยี AI ที่ก้าวล้ำ ร่วมกับเทคโนโลยีสภาพอากาศจากไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในโลกในปัจจุบัน2
  • IBM Turbonomic และ Red Hat OpenShift ที่ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้อัตโนมัติเมื่อต้องพิจารณาว่าควรรันเวิร์คโหลดขององค์กรที่ไหน หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทั้งในมุมประสิทธิภาพ ต้นทุน และการลดการปล่อยคาร์บอน

นอกจากนี้ Envizi ยังจะช่วยสนับสนุนการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนของ IBM Consulting เพื่อช่วยให้ลูกค้าเดินหน้าสู่เป้าหมายพันธะสัญญาด้านความยั่งยืนอย่างประสบความสำเร็จ

“ในการจะขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงนั้น องค์กรต้องมีความสามารถในการทรานส์ฟอร์มข้อมูลให้เป็นมุมมองเชิงลึก เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและลงมือดำเนินการได้จริง” ดร.คารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการของ IBM AI Applications กล่าว “ซอฟต์แวร์ของ Envizi ช่วยให้องค์กรมีแหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียวสำหรับการวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลการปล่อยมลพิษของระบบปฏิบัติการทั้งระบบ โดย Envizi จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอเทคโนโลยีเอไอที่กำลังเติบโตของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบปฏิบัติการและซัพพลายเชนที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

Envizi พร้อมให้องค์กรใช้งานทั้งในรูปแบบโซลูชัน SaaS และการใช้งานบนสภาพแวดล้อมแบบ multi-cloud โดยปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำอย่าง Microsoft, Qantas, CBRE, Uber, abrdn และCelestica เลือกใช้ Envizi อีกทั้งยังสามารถนำซอฟต์แวร์นี้ไปใช้ได้กับกิจกรรมในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมากมาย

“ไอบีเอ็มเป็นผู้นำและผู้สร้างนวัตกรรมเอไอสำหรับธุรกิจ และมีประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการช่วยให้องค์กรทั่วโลกสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของข้อมูลและนำมุมมองที่ได้มาใช้ประโยชน์” นายเดวิด โซลสกี ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Envizi กล่าว”ความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรระดับโลกในเชิงลึก รวมถึงความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมหลากหลาย จะช่วยให้เราสามารถสเกลได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฐานะส่วนหนึ่งของไอบีเอ็ม เรามั่นใจมากกว่าครั้งไหนๆ ว่าเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นเครื่องมือระดับโลกที่ลูกค้าและพันธมิตรต่างๆ ต้องการ รวมทั้งช่วยให้องค์กรเหล่านี้ลดผลกระทบจากการดำเนินงานและปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้ดีขึ้น เพื่อการปล่อยคาร์บอนที่ลดลงในอนาคต”

นอกเหนือจากการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยี AI ที่มีความครอบคลุมที่สุดเข้าช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของลูกค้าแล้ว ไอบีเอ็มเองก็ได้ใช้ซอฟต์แวร์เหล่านี้ภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริหารจัดการการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้พันธะสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือศูนย์ภายในปี 2573

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.ibm.com/sustainability/solutions


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ร่วมหารือเอกชน มุ่งพัฒนาทดสอบ รับรองความปลอดภัย รถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ EV – Bus

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดย ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) ร่วมหารือกับ กลุ่มบริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด  เจ้าของแบรนด์มินิบัสอลูมิเนียม  “SakunC  หรือ  สกุลฎ์ซีสัญชาติไทย   ในกรอบพัฒนาการทดสอบและรับรองความปลอดภัยรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ (EV -Bus) ที่จะมีการออกแบบและผลิตใช้งานในประเทศไทย

. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการ  วว.  กล่าวว่า  วว.  โดย ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง กลุ่มบริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด  เจ้าของแบรนด์มินิบัสอลูมิเนียม “SakunC หรือ สกุลฎ์ซีสัญชาติไทย  ได้ร่วมหารือในกรอบประเด็นเรื่อง การพัฒนาการทดสอบและรับรองความปลอดภัยรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ (EV – Bus) ที่จะมีการออกแบบและผลิตใช้งานในประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการทดสอบโครงสร้างหลักของรถ  เช่น  คัสซี  ตัวถัง  ระบบรองรับน้ำหนัก  ห้องโดยสาร ฯลฯ  รวมทั้งชุดแผงแบตเตอรี่ (Battery  Pack)  ซึ่งติดตั้งในตัวรถ  เพื่อให้บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า ได้นำเสนอรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่  Aluminum Bus สัญชาติไทย ที่มีน้ำหนักเบา  ประหยัดน้ำมัน  แข็งแรงทนทาน  มีคุณภาพสูงและมีความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย

“… วว. มีห้องปฏิบัติการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งทางรางและยานยนต์ขนส่ง ภายใต้ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง ซึ่งมีทักษะประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริการทดสอบด้านยานยนต์แก่อุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทยและต่างชาติมาอย่างยาวนาน  พร้อมทั้งมีห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์ที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถให้การสนับสนุนการพัฒนาวิธีการให้สอดคล้องกับการออกแบบและหลักวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมต่างๆ จึงสามารถสนับสนุนงานทดสอบรับรองความปลอดภัยของรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ (EV – Bus) ได้เป็นอย่างดี…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.อาณัติ    หาทรัพย์    ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง วว.  กล่าวเพิ่มเติมว่า  การทดสอบสมรรถนะของชุดแผงแบตเตอรี่ (Battery  Pack) ที่ติดตั้งในตัวรถโดยสารทั้ง 2 ขนาด คือ ความยาว 7 เมตร และ12 เมตร จะดำเนินการตามมาตรฐาน UNECE  R100 ซึ่งมีรายการทดสอบทั้งสิ้น 15 รายการ   อาทิเช่น  การป้องกันการสัมผัสโดยตรงและทางอ้อม (Protection Against   Direct  Contact  and  Indirect  Contact) ความต้านทานการแยกอิสระทางไฟฟ้า (Isolation  Resistance)  ความปลอดภัยในการใช้งาน  (Functional  Safety) และการทดสอบชุดกักเก็บพลังงานอัดประจุซ้ำ (Rechargeable   Energy  Storage   System)  ที่ประกอบไปด้วย การสั่นสะเทือน  (Vibration) การต้านทานการเปลี่ยนอุณหภูมิแบบฉับพลันและแบบคาบ (Thermal  Shock and  Cycling) การชน หรือการกระแทก (Mechanical  Impact) การทนไฟ (Fire  Resistance) เป็นต้น โดย วว. สามารถดำเนินการเตรียมการทดสอบได้ทั้งหมดทุกรายการ 

นอกจากนั้นจากการหารือครั้งนี้ ทางบริษัทฯ ยังคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย โดยต้องการให้ วว. พัฒนาการทดสอบเพื่อยืนยันความปลอดภัยของรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ทั้งคัน  ในสภาพการใช้งานจริง  ซึ่งจะเป็นการทดสอบการประกอบหรือการเชื่อมต่อ (Integration   Test) ชุดแผงแบตเตอรี่ (Battery  Pack) เข้ากับโครงสร้างของรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ โดยมีการออกแบบเป็นพิเศษ ให้มีความปลอดภัยต่อการชน  การพลิกคว่ำ  น้ำท่วมขัง ฯลฯ ซึ่งเป็นการทดสอบขั้นสูงกว่ามาตรฐานกำหนดที่ต้องพัฒนาวิธีการขึ้นเองตามการออกแบบและหลักวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานและสภาวะถนนและบรรยากาศในประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน (Multi – Disciplinary)

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท โชคนำชัย  ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ วว. เป็นระยะเวลา 3 ปี (2563-2566) ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทย ให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกแบบ ผลิต ทดสอบ และรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดการนำเข้าและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีขอบข่ายความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้ 

1. สร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ
2. สร้างความร่วมมือในด้านการออกแบบและการจำลองสภาวะทางวิศวกรรมของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ให้เหมาะมกับความต้องการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. สนับสนุนการพัฒนาการทวนสอบ การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ในประเทศ
4. สนับสนุนให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล
5. พัฒนาและสนับสนุนอุตสาหกรรมในด้านการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ
6. บูรณาการการทํางานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมขนส่งในการส่งเสริมและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง  วว. ได้ที่  โทร.0 2577 9000, 02577 9143 ต่อ 201 และ 304  E-mail : patcharee_a@tistr.or.th  https://www.tistr.or.th/rttc/  Facebook Page : https://www.facebook.com/RTTC.TISTR


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์เทรนด์ใหญ่กระทบองค์กรไอทีและผู้ใช้ในปี 2565 และอนาคต

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย 12 มกราคม 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรไอทีรวมถึงผู้ใช้ในปีนี้และอนาคต จากการสำรวจปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ที่เกิดจากบทเรียนของธุรกิจต่าง ๆ ที่ผู้บริหารทั้งด้านธุรกิจและด้านไอทีได้เรียนรู้จากการหยุดชะงักและความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง เพื่อไปสู่การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นหลัก สร้างความยืดหยุ่นในการแข่งขัน และความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่เหนือกว่า

แดริล พลัมเมอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดคราวนี้คือความคาดการณ์สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเตรียมพร้อมเดินหน้าด้วยการใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ผู้นำที่มอบทางเลือกให้กับทีมงานเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที มีความยืดหยุ่นสูงจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ความยืดหยุ่น โอกาสและความเสี่ยง ล้วนเป็นองค์ประกอบของการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดี เพียงแต่เวลานี้ปัญหาเหล่านี้ต้องมีการตีความใหม่ ดังนั้นการคาดการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการสร้างความยืดหยุ่นด้วยวิธีที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม ๆ ตั้งแต่ทักษะการทำงานไปจนถึงโมดูลทางธุรกิจ ขณะที่ต้องมองโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องมีการตระหนักถึงความเร่งด่วนมากกว่าที่เคยเป็น”

ภายในปี พ.ศ. 2567 ผู้บริโภคราว 40% จะมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาที่ถูกติดตามหรือรวบรวมไว้ลดบทบาทลง ซึ่งทำให้ธุรกิจสร้างรายได้จากข้อมูลเหล่านั้นได้ยากขึ้น

ผู้บริโภคตระหนักมากขึ้นว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทต่าง ๆ ได้จากพวกเขามีมูลค่ามหาศาล รวมถึงพลังของข้อมูลเมื่อใช้อัลกอริธึมการแนะนำต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรม โดยที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งกำลังหาวิธีป้องกันการติดตามข้อมูลและพฤติกรรมส่วนตัวเพื่อเป็นการตอบโต้ อาทิ การให้ข้อมูลที่ไม่จริงหรือคลิกโฆษณาที่ไม่ได้สนใจจริง ๆ และยังมีอีกหลายวิธีด้วยกัน

“การล่อหลอกอัลกอริธึมเพื่อเลี่ยงการติดตามพฤติกรรมและการสร้างความสับสนบนฐานข้อมูล ผู้บริโภคกำลังท้าทายคำกล่าวที่ว่า ‘หากคุณไม่ใช่ลูกค้า คุณคือผลิตภัณฑ์’ ไม่ว่าผู้บริโภคจะถูกกระตุ้นจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย หรือการให้ข้อมูลผิด ๆ หรือต้องการได้เงินผลตอบแทน ผู้บริโภคต่างหมายมั่นปั้นมือลดคุณค่าของข้อมูลเชิงพฤติกรรมของพวกเขาที่บริษัทต่าง ๆ ต้องพึ่งพา” พลัมเมอร์กล่าวเพิ่มเติม

ภายในปี พ.ศ. 2567 ทีมในองค์กรถึง 30% จะทำงานกันได้โดยไม่ต้องมีหัวหน้างาน อันเป็นผลจากการเรียนรู้และกำกับการทำงานด้วยตัวเอง รวมถึงความคุ้นเคยกับธรรมชาติของการทำงานแบบไฮบริด  

การระบาดใหญ่ทำให้รูปแบบการทำงานที่มีความคล่องตัวได้ฝังตัวไปในการดำเนินธุรกิจและยังปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจไปสู่คุณค่าที่แท้จริง รวมถึงเปลี่ยนบทบาทการตัดสินใจจากศูนย์กลางมาเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์ ช่วยลดปัญหาคอขวดและประหยัดเวลาท่ามกลางสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด ขณะที่การทำงานแบบสลับเข้าออฟฟิศและทำงานจากที่บ้านยังดำเนินต่อไป นั่นส่งผลให้บทบาทของผู้จัดการในแบบเดิม ๆ ถูกถอดออกไปซึ่งสามารถเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในทางปฏิบัติงานได้ยิ่งขึ้น

“บทบาทผู้จัดการในฐานะผู้บังคับบัญชาและผู้ควบคุมงานเป็นอุปสรรคสำคัญในยุคที่ธุรกิจเน้นความคล่องตัวที่ต้องการความเป็นอิสระและการทำงานเป็นทีม เช่น ร่วมวางแผน จัดลำดับความสำคัญของงาน และการทำงานอย่างมีระบบยังต้องมีอยู่ แต่จำเป็นต้องแยก ‘การจัดการ’ ออกจากบทบาท ‘ผู้จัดการ’ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความคล่องตัวและการทำงานแบบไฮบริดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2568 ข้อมูลสังเคราะห์ (หรือ Synthetic Data) จะลดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรจากการละเมิดความเป็นส่วนตัว (70%) 

ข้อมูลที่สร้างโดยใช้เทคนิคปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือที่เรียกว่าข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลสังเคราะห์สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนข้อมูลจริง ทำให้ลดการรวบรวม ใช้ หรือแบ่งปันข้อมูลที่มีความอ่อนไหวลง สิ่งนี้มีความสำคัญสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวที่มีความสมบูรณ์และมีความเฉพาะในระดับภูมิภาคได้กดดันให้องค์กรหันมาลดความเสี่ยงของการละเมิดความเป็นส่วนตัวและรับรองความยืดหยุ่น

“ข้อมูลสังเคราะห์ทำให้ AI เป็นคำทำนายที่แท้จริงที่มันสามารถแสดงถึงตัวเลือกความเป็นจริงอื่น ๆ ในอนาคต ไม่ใช่ในการสะท้อนภาพของอดีตจากข้อมูลจริง โดยการใช้ข้อมูลสังเคราะห์ที่มีคุณภาพสูงและในปริมาณมาก ๆ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ในวงกว้าง” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2567 การโจมตีทางไซเบอร์จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่กลุ่ม G20 จะโต้ตอบด้วยการโจมตีทางกายภาพ

ในอดีตประเทศต่าง ๆ มองว่าการโจมตีทางไซเบอร์นั้นเป็นอาชญากรรม ไม่ใช่การทำสงคราม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสูญเสียที่เกิดจากการโจมตีขนาดใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ พุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นรัฐบาลบางประเทศกำลังเตรียมการรับมือสงครามไซเบอร์ผ่านหน่วยป้องกันทางไซเบอร์เฉพาะกิจ

อีกไม่นานนี้ องค์กรธุรกิจจะต้องรับผิดชอบหลักในด้านการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามองค์กรเหล่านี้ยังไม่เคยเป็นด่านแรกที่ต่อต้านการทำสงครามนี้ ดังนั้นการโจมตีที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะกระตุ้นให้กองทัพเข้ามามีส่วนรับมือ เพื่อขัดขวางการพุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ภายในปี พ.ศ. 2567 ผู้บริหารไอที 80% จะเผยให้เห็นการออกแบบธุรกิจในแบบแยกส่วนเป็นโมดูล ผ่านหลักการออกแบบระบบที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ เป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก 5 ประการ เพื่อเร่งประสิทธิภาพทางธุรกิจ

“ตลาดที่ปั่นป่วนอยู่แล้วจะยังอยู่รอดจากโควิด-19 โดยในช่วงของการพยายามกลับสู่เสถียรภาพเดิมนั้นองค์กรจะยังไม่มีการเติบโตและอยู่ในระยะของ ‘การเริ่มใหม่‘ แต่มีสถานะดีกว่าในช่วงการหยุดชะงักรอบปัจจุบัน”  พลัมเมอร์กล่าว

ผู้บริหารไอทีกำลังเปลี่ยนวิธีคิด มองความผันผวนคือโอกาส การทำธุรกิจแบบแยกส่วนหรือการออกแบบโมดูลใหม่กับสินทรัพย์ลดการพึ่งพาซึ่งกันและกันจะช่วยให้สามารถจัดองค์ประกอบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และมีความปลอดภัย และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคลังเครื่องไม้เครื่องมือขององค์กรที่ช่วยให้ผู้บริหารไอทีสามารถควบคุมความเสี่ยงเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้

ในปี พ.ศ. 2568 สามในสี่ของบริษัทต่าง ๆ จะ “เลิกให้ความสำคัญ” กับกลุ่มลูกค้าที่ไม่เหมาะกับธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มนี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจ

องค์กรมักลบลูกค้าที่ไม่เข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจออกไปจากกระบวนการขาย ซึ่งมีธุรกิจไม่กี่รายเท่านั้นที่บอกลาลูกค้าทันทีหลังจากที่พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้ว ทั้งนี้การรักษาลูกค้าที่ไม่เหมาะกับธุรกิจมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งในแง่ของเวลาที่ใช้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เช่นเดียวกับต้นทุนค่าเสียโอกาส ความเสื่อมสภาพของแบรนด์ และการสูญเสียผลกำไรระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี พ.ศ. 2569 จะมีนักพัฒนาที่มีความสามารถทั่วทั้งแอฟริกาเพิ่มมากขึ้นถึง 30% โดยพวกเขาจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและกลายเป็นระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพของโลก และแข่งกับเอเชียเพื่อชิงการเติบโตของกองทุนจากนักลงทุน

เงินทุนที่ถาโถมสู่แอฟริกาทำให้หลายประเทศในภูมิภาคนี้กลายเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม” และหวังว่าจะขยายความร่วมมือไปยังบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพอื่น ๆ ได้มากขึ้น เพื่อดึงคนที่มีความสามารถและเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีของประเทศเคนยาได้ชื่อว่าเป็น “Silicon Savannah” ของแอฟริกาตะวันออก ด้วยระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่มีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักพัฒนาเทคโนโลยี

อีกสามปีข้างหน้าภูมิภาคนี้จะมีนักพัฒนามืออาชีพเกือบ 900,000 คนทั่วแอฟริกา ผ่านช่องทางการศึกษานอกระบบที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกจะลดการลงทุนในจีนเพื่อหันมาสนับสนุนตลาดเกิดใหม่นี้

ในปี พ.ศ. 2569 สินทรัพย์ดิจิทัล Non-Fungible Token (NFT) ที่ใช้กลยุทธ์ Gamification จะขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก

สินทรัพย์ดิจิทัล (NFTs) กำลังกลายเป็นวิธีการสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโตอย่างทวีคูณ โดยใช้ประโยชน์จากการระดมทุนในแบบไฮเปอร์โทเคนไนซ์ (hyper-tokenization) ซึ่งคุณค่าของ NFT ได้รับการสนับสนุนจากการที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับผลงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ดิจิทัล เนื่องจากพวกเขาอยู่ในเครือข่ายของผู้คนที่มีความสนใจและเข้าใจถึงคุณค่าแบบเดียวกัน

ภายในปี พ.ศ. 2567 การ์ทเนอร์คาดว่า 50% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT) ที่สนับสนุนแบรนด์และ/หรือระบบนิเวศดิจิทัลของตน ซึ่ง NFTs จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังเพื่อใช้เสริมศักยภาพให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัลและประเมินมูลค่าขององค์กรได้รวดเร็วขึ้น

ภายในปี พ.ศ. 2570 ดาวเทียมวงโคจรต่ำจะขยายความครอบคลุมของสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังประชากรที่ยากจนที่สุดในโลกอีกพันล้านคน ช่วยให้ 50% ของคนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน

การใช้การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมแบบ Backhaul ช่วยลดต้นทุนการติดตั้งและการดำเนินงานในการปรับใช้สถานีฐานเครือข่ายมือถือได้อย่างมาก ดาวเทียมยังสามารถส่งสัญญาณผ่านการเชื่อมต่อเกาะต่าง ๆ ตามที่ตั้งของลูกค้า โดยการแนะนำของกลุ่มดาวเทียม LEO (วงโคจรรอบโลกต่ำ) จะทำให้การขยายเครือข่ายสัญญาณมีความครอบคลุมไปยังพื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง ประหยัดขึ้น

“การเชื่อมต่อมีส่วนร่วมสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองในระบบนิเวศที่เปิดกว้างขึ้น ซึ่งการเพิ่ม ‘ประชากรเน็ต’ ใหม่ ๆ อีกหลายพันล้านคนจะสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออินเทอร์เน็ตในแง่ของวัฒนธรรมและเนื้อหา” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2570 หนึ่งในสี่ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 20 จะถูกแทนที่โดยบริษัทด้านการตอบสนองของระบบประสาทและผู้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของจิตใต้สำนึกวงกว้าง

“ผู้บริหารส่วนใหญ่ยอมรับว่าทุกองค์กรเป็นบริษัทเทคโนโลยี บริษัทที่จะก้าวเป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งในทศวรรษหน้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานของระบบสมองและการตอบสนองของระบบประสาท โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความอัจฉริยะมาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้พฤติกรรมโน้มน้าวของมนุษย์” พลัมเมอร์กล่าวสรุป

ลูกค้าการ์ทเนอร์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ “Gartner’s Top Strategic Predictions for 2022 and Beyond — Leveraging What We Have Learned.”

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC มอบของขวัญให้แก่ 3 โรงเรียนในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2565

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดยคุณสุเมตตา จิตต์ศิริผล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริหารงานทั่วไป/ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มกิจการองค์กร มอบของขวัญ และอุปกรณ์การเรียนการสอน เนื่องในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2565 ให้กับตัวแทนจาก 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย, โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง และ โรงเรียนวัดคณิกาผล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม 2565 ณ อาคารสำนักงานใหญ่

บริษัทฯ ให้การสนับสนุนของขวัญวันเด็ก และอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยดำเนินกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียน จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปีนี้แต่ละโรงเรียนมีการจัดงานวันเด็กในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบความสุขให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในชุมชนรอบบริษัทต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

น้ำใจไม่สิ้นสุด คาลเท็กซ์ เดินหน้าช่วยเหลือชุมชนต่อเนื่อง ร่วมส่งมอบชุดตรวจโควิด-19 หวังใช้คัดกรอง รู้เร็ว แยกเร็ว ลดเสี่ยงแพร่กระจาย

คาลเท็กซ์ ยังคงเดินหน้าให้การช่วยเหลือชุมชนในสถานการณ์โควิดต่อเนื่อง มอบชุดตรวจโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (Antigen Rapid Test Kit) พร้อมอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ สเปรย์แอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัย แจกจ่ายให้พี่น้องชุมชนโรงสีและชุมชนคาลเท็กซ์ โดยหวังช่วยลดการเสี่ยงแพร่กระจายของเชื้อ ด้วยการเร่งให้เกิดการตรวจในขั้นต้นเพื่อคัดกรองแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อ

ดร. ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายกิจการองค์กรบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ประกอบกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการใช้ชีวิตในสังคมยังจำเป็นต้องดูแลและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด คาลเท็กซ์เองเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยและยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด เราได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในหลาย ๆ ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้โครงการ “คาลเท็กซ์ ห่วงใยคนไทย ร่วมใจต้านไวรัสโควิด-19” ที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2563 และยังคงเดินหน้าในการให้ความช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลชุมชนเพื่อนบ้านรอบที่ทำการของบริษัทฯ ล่าสุดเราได้ลงพื้นที่แจกจ่ายชุดตรวจโควิด-19 ประเภทตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (Antigen Rapid Test Kit) จากสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูก (Swab) พร้อมด้วยอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ สเปรย์แอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัย ให้กับเพื่อนบ้านในชุมชนโรงสีและชุมชนคาลเท็กซ์ เพื่อให้ชาวชุมชนนำไปใช้ในการคัดกรองตรวจหาเชื้อโควิด โดยหวังว่าจะช่วยลดการเสี่ยงแพร่กระจายของเชื้อ ด้วยการเร่งให้เกิดการตรวจในขั้นต้น เพื่อคัดกรองแยกกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อให้เร็วที่สุด”

บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในด้านสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม พนักงาน เครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนลูกค้าของเรา และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวและสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลจากวิกฤตโรคระบาด ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ขอให้ทุกท่านดูแลรักษาสุขภาพ สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งหวังในปีใหม่นี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชู 3 หมัดเด็ด เคียงข้าง SME พลิกฟื้นธุรกิจตลอดปี 2565

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล อาสาเป็นพาร์ตเนอร์เคียงข้าง SME และผู้ประกอบการไทยเดินหน้ากิจการพลิกฟื้นธุรกิจในปี 2565 ชู 3 หมัดเด็ดช่วยธุรกิจลดต้นทุนและเซฟเงินสดตลอดทั้งปี ดังนี้

1.  ช่วยลดต้นทุนจัดซื้อสูงสุด 30%* กับ OFMBiz e-Procurement Platform เวอร์ชั่นใหม่! ระบบจัดซื้อออนไลน์สำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ คุมราคาสินค้า และประหยัดงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานและเครื่องใช้ในธุรกิจ การันตีคุณภาพด้วยรางวัล The Best eService Provider Award จากงาน Thailand Top Company Award  โดยออฟฟิศเมทเปิดให้ทุกธุรกิจใช้งานฟรี! และสามารถเชื่อมต่อกับ ERP หรือระบบ Procurement ระดับโลก เช่น SAP, ORACLE และ COUPA ช่วยลดเวลา ลดขั้นตอน      ลดงานเอกสาร และประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในกระบวนการจัดซื้อ รวมทั้งมีระบบ Smart Report ช่วยตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครใช้งานฟรีที่ https://bit.ly/3n0TVob

2.  มอบเครดิตเทอมนาน 30-60 วัน** เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นิติบุคคล โดยไม่ต้องไปขอธนาคาร สามารถติดต่อขอรับเครดิตตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281

3.  ลดราคาสินค้าจำเป็นเพื่อธุรกิจ #ออฟฟิศเมทการันตี ถูกชัวร์ ประหยัดทั้งปี! คัดสรรสินค้าพื้นฐานที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจต่างๆ อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที อุปกรณ์นิรภัยในโรงงาน และอุปกรณ์ทำความสะอาด รวมกว่า 300 รายการ มาลดราคาพิเศษและยืนราคาประหยัดตลอดปี 2565 สังเกตสัญลักษณ์ “#ออฟฟิศเมทการันตี” ช้อปสินค้าได้ที่ https://bit.ly/3tdvE26  หรือดาวน์โหลด e-Catalog ที่ https://bit.ly/3n4gEQe

ออฟฟิศเมท พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเติบโตเคียงข้างทุกธุรกิจ สอบถามข้อมูลและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281 หรือ Line: @OfficeMate คลิก http://bit.ly/LineOfficeMate


 

Exit mobile version