Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ลดจัดเต็มสูงสุด 70% ฉลองเดือนแห่งความรัก มอบความคุ้มค่าไม่มีกั๊ก! กับแคมเปญ SUPER FEB SUPER SAVE

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดแคมเปญ “SUPER FEB SUPER SAVE” ลดราคาจัดเต็มสูงสุด 70%* ฉลองเดือนแห่งความรัก มอบความคุ้มค่าแบบไม่มีกั๊ก! ให้ผู้ประกอบการ SME และจัดซื้อของธุรกิจทุกประเภทประหยัดต้นทุน และช้อปสะดวกได้ทุกวันตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์ที่ OfficeMate.co.th, Mobile App และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate พร้อมบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามกำหนด)

Super คุ้ม Super Deal…สินค้าเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ชั้นนำ ดีไซน์สวยเข้าเซ็ต ปังทุกพื้นที่ ลงตัวทุกการทำงาน ลดสูงสุด 70%* อาทิ เก้าอี้ผู้บริหารนั่งสบาย เก้าอี้สำนักงานสไตล์โมเดิร์น เก้าอี้และโต๊ะเพื่อสุขภาพ (Ergonomic) เก้าอี้และโต๊ะอเนกประสงค์ โต๊ะทำงานหลากสไตล์ โต๊ะประชุมปรับระดับไฟฟ้า ตู้เก็บเอกสาร ตู้ลิ้นชัก และชั้นวาง   พร้อมบริการจัดส่งและประกอบฟรี* (ตามกำหนด) อีกทั้งยังมี อุปกรณ์สำนักงาน  ไอที ของใช้คู่ธุรกิจที่ขาดไม่ได้ ลดสูงสุด 58%* อาทิ เครื่องเขียน แฟ้ม กล่องพัสดุ เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน หมึกพิมพ์ เมาส์ คีย์บอร์ด ชุดหูฟัง เครื่องคิดเลข เครื่องทำลายเอกสาร พร้อมโปรโมชั่นกระดาษถ่ายเอกสารทั้งลดทั้งแถม ช้อปแบรนด์ OFM (1 ก.พ. 65 – 15 ก.พ. 65) และ One Green (16 ก.พ. 65 – 28 ก.พ. 65) ครบทุก 2 แพ็ค แถมฟรี 1 รีมทันที* (ตามกำหนด)

ยิ่งซื้อ ยิ่งคุ้มมมมม…ให้ธุรกิจเซฟขั้นสุด!! สินค้าเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหาร  คาเฟ่ จัดเลี้ยง ลดสูงสุด 47%* ให้คุณพร้อมบริการลูกค้าในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะนั่งทานที่ร้าน, Take Away หรือ Delivery อาทิ เครื่องชงกาแฟ หม้อนึ่งไฟฟ้า ชุดหม้อและกระทะ เครื่องทำแซนด์วิช ลิ้นชักเก็บเงิน ภาชนะ ช้อนส้อม แก้วน้ำ บรรจุภัณฑ์อาหาร แก้วกระดาษ หลอดน้ำ ถุงซิปพลาสติก น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาด และกระดาษชำระ เป็นต้น

พิเศษสุด!…ช้อปออนไลน์ที่เว็บไซต์ออฟฟิศเมท https://bit.ly/3o2FKQl  และ Mobile App รับส่วนลดเพิ่มอีกเพียบ รับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงช้อปแบรนด์ดังครบตามกำหนดและกรอกรหัสส่วนลด อาทิ อุปกรณ์สำนักงานแบรนด์ 3M, ONE, Scotch, Post-it, ORCA, M&G, Elephant, Quantum และหมึกพิมพ์ โทนเนอร์ แบรนด์ Fujifilm, Brother, Canon, hp, Epson, Comax และ Compute สามารถสอบถามโปรโมชั่นเพิ่มเติมและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281 หรือ Line: @OfficeMate


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU ชี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption แนะต้องรีบปรับตัว Re-skill – Up-Skill ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า กระแส Digital Disruption จะมีมาอีกเรื่อย ๆ และการทำ Digital Transformation จะเป็น Key Word สำคัญที่เราได้ยินกันต่อไปอีกนาน อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่ามนุษยชาติต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคนี้ไปอีกนาน การอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 เปรียบเสมือนเป็นตัวกระตุ้นให้เราได้มีประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ทุกวันนี้เราต้องใช้ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การใช้งานแอพพลิเคชั่นหรือเซอร์วิสต่าง ๆ บนระบบ Cloud มากขึ้น รวมทั้งระบบประมวลผลบนระบบ Cloud ที่มีความสามารถมากขึ้น การทำงานจากที่บ้านหรือระยะไกลหรือ Work From Home การสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ การส่งสินค้าและอาหารผ่านแอพพลิเคชั่น การประยุกต์ใช้งาน AI (Artificial Intelligence) ที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น การใช้งานวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายหรือการผลิต เป็นต้น

ดร.ชัยพร  กล่าวว่า ในอีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล การเก็บสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน NFT (Non-Fungible Tokens) จะกลายเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างมักมี 2 ด้านเสมอ เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจมีด้านที่ส่งผลด้านลบต่อผู้ใช้งานเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โลกโซเชียลมีเดียมักมีการละเมิดความเป็นส่วนตัวมากเกินไป ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกจัดเก็บไปมักถูกนำไปใช้เพื่อขยายผลทางธุรกิจโดยที่เจ้าของไม่ได้ยินยอม หรือการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีต่อระบบสารสนเทศของเป้าหมายเพื่อขโมยข้อมูลต่าง ๆ หรือการก่ออาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เช่น การหลอกโอนเงินออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นภาครัฐหรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อกำกับควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี สร้างสมดุลระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้งาน รวมทั้งเตรียมการรับมือที่ดีเมื่อเกิดภัยคุกคามต่าง ๆ

“ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้พบเจอกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้ชีวิตผ่านโลกเสมือนจริงเช่น Metaverse คล้ายกับในภาพยนตร์ Ready Player One, การประมวลผลข้อมูลที่มีความเป็น Digital Privacy มากยิ่งขึ้น โดยการใช้เทคนิค Zero Knowledge หรือ Differential Privacy หรือ Homomorphic Encryption, เทคโนโลยี Web3.0 ที่มีความสามารถมากขึ้นโดยเฉพาะด้านกราฟิกส์ กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. PDPA, พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Act : CSA)  และ Payment Transaction Tracking เป็นต้น รวมทั้งการมาถึงของการประมวลผล Quantum ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ดร.ชัยพร  กล่าว

ดร.ชัยพร  กล่าวด้วยว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นกระแสเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิด Digital Disruption อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน หลายคนมีการปรับตัวโดยทำ Digital Transformation บ้างแล้ว เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง หลายคนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้อย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายคนที่อาจตกขบวนไม่สามารถก้าวตามกระแสเหล่านี้ได้ทัน ดังนั้นการเตรียมตัวเองให้พร้อมและปรับตัวอยู่เสมอสอดคล้องกับการทำ Digital transformation มีการเตรียมความพร้อมขององค์กร การเพิ่มพูนความรู้บุคลากรทั้ง Re-skill และ Up-skill การปรับใช้เครื่องมือทางระบบสารสนเทศและแอพพลิเคชั่นให้เหมาะสมและทันสมัย รวมทั้งการปรับกฎเกณฑ์หรือระเบียบการทำงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และควรดำเนินการแต่เนิ่น ๆ และมีความสม่ำเสมอ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างผลผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและต้นทุนที่ลดลง เพราะหากดำเนินการล่าช้าในโลกยุคโลกาภิวัตน์อาจทำให้ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่เกิดขึ้นได้

สำหรับ CITE ที่ DPU นั้นได้มีการปรับหลักสูตรทั้งหลักสูตรระยะสั้นและปกติ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา เช่น มีการแทรกเนื้อด้านการสร้างบล็อกเชน มาตรฐานและกลไกต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. PDPA และ CSA มีวิชาที่มีการสร้าง Web application ตามมาตรฐาน Web3.0 มีการให้บริการวิจัยแก่ภาครัฐที่เกี่ยวกับ Metaverse เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนและใช้บริการได้เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. โดยศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอางแบบครบวงจร ผ่านการตรวจประเมินสถานที่ผลิตจาก อย. ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดย ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอางแบบครบวงจร   หน่วยงานในสังกัด ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วว. ผ่านการตรวจประเมินสถานที่ผลิต จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  (อย.)  ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบริการเบ็ดเสร็จ ครบวงจร  ด้านการผลิตเครื่องสำอางให้แก่ผู้ประกอบการ  SMEs  Startup  วิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน  เสริมแกร่งเศรษฐกิจประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

. (วิจัย) ดร. ชุติมา    เอี่ยมโชติชวลิต    ผู้ว่าการ วว.   กล่าวว่า  วว.  มุ่งเน้นการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แก่ทุกภาคส่วน  เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ  ผ่านกลไกการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล  โดยขณะนี้ ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอางแบบครบวงจร   (Innovative  Cosmetic   Services  Center : ICOS) หน่วยงานในสังกัด ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วว. ได้ผ่านการประเมินสถานที่ผลิตเครื่องสำอางจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  (อย.)  ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งพร้อมให้บริการในกรอบการดำเนินงานด้านการให้บริการผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง   การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย  รวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระดับอุตสาหกรรม  ให้บริการที่ปรึกษาและฝึกอบรมด้านเครื่องสำอาง ด้วยบุคลากรที่เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย  

ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอางแบบครบวงจร   หรือ  ICOS  วว.  จัดตั้งขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการบริการผลิตเครื่องสำอางที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน  (ASEAN  Guidelines  for  Cosmetic Good Manufacturing  Practice)  โดย ศูนย์ฯ แห่งนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ด้วยการให้บริการที่เป็น Total  Solution  เบ็ดเสร็จและครบวงจร  สามารถพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากผู้ประกอบการ  วิสาหกิจชุมชน  วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  (SMEs)  และ Startup  เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจผ่านการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรมตามนโยบายของรัฐบาล

“…วว.  พร้อมนำความรู้  ความเชี่ยวชาญ  นวัตกรรม  เทคโนโลยี  เข้าไปตอบโจทย์  ช่วยแก้ปัญหา  สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ  รวมทั้งปรับปรุงพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น   เพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่   ส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการเดิมให้เข้มแข็ง   ความสำเร็จของประเทศคือความภาคภูมิใจขององค์กร วว.  …”  ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอางแบบครบวงจร   (ICOS) วว. ติดต่อได้ที่ โทร. 0 2577 9000, 0 2577 9004  และอีเมล  nuttapan@tistr.or.th 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีอีเอส – ดีป้า ปรับไทม์ไลน์ HACKaTHAILAND ตามเสียงเรียกร้อง เดินหน้าขยายเวลารับสมัครแข่งขันแฮกกาธอน พร้อมเนรมิตพื้นที่ย่านบางนาสู่เมืองดิจิทัลเพื่อคนไทย

26 มกราคม 2565กรุงเทพมหานคร – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ปรับตารางจัดกิจกรรมโครงการ HACKaTHAILAND ใหม่รองรับทุกโอกาสของทุกคนที่อยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนประเทศ ด้วยการขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครทีมเข้าแข่งขันกิจกรรม HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon ถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อหา 10 สุดยอดทีมร่วมแก้ไขปัญหาที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นควบคู่กับกิจกรรม HACKaTHAILAND Hybrid Exhibition มหกรรมดิจิทัลครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเนรมิตพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ย่านบางนาสู่ ‘เมืองดิจิทัล’ เตรียมมอบประสบการณ์ดิจิทัลแก่คนไทยและชาวต่างชาติ ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 17 เมษายน 2565

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่มอบหมายให้ ดีป้า เร่งส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่อยอดสู่อาชีพใหม่ และฟื้นฟูวิกฤตในหลากหลายด้านที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) นั้น

ดีป้า จึงได้เริ่มต้นโครงการ HACKaTHAILAND ภายใต้แนวคิด New Normal: Digital Possibilities ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ด้านดิจิทัลผ่าน HACKaTHAILAND Online Learning Platform เรียนได้ไม่รู้จบกับ 6 ทักษะดิจิทัลใน 23 หลักสูตร รวมกว่า 200 บทเรียน และเมื่อเรียนจบจะได้รับ Online Certification ทุกหลักสูตร โดยปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนเรียนแล้วกว่า 10,000 คน เรียนจบรับ Online Certification ไปแล้วกว่า 6,000 ใบ ซึ่งสามารถเป็นใบเบิกทางไปสู่การร่วมแข่งขันแฮกกาธอนในกิจกรรม HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon ต่อไป

HACKaTHAILAND เป็นโครงการที่ ดีป้า จัดขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประชาชนข้ามผ่านวิกฤต COVID-19 นี้ไปให้ได้ โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้ เสริมทักษะดิจิทัลผ่านระบบออนไลน์ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประลองความสามารถ และลงสนามแก้โจทย์จริงของประเทศผ่านการแข่งขันแฮกกาธอน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาร่วมเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น และด้วยกระแสตอบรับที่ดี ดีป้า จึงได้ขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อรองรับผู้ที่สนใจทุกคนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันอย่างทั่วถึง โดย HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon มีกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 4-11 เมษายนนี้” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

สำหรับ HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon เป็นเวทีแข่งขันแฮกกาธอน ระยะเวลา 168 ชั่วโมง เพื่อระดมความคิดและเฟ้นหา 10 สุดยอดทีมร่วมแก้ไขปัญหาที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศในการขับเคลื่อน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร (Agriculture, Food & OTOP) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Tourism, Healthcare, Wellness) และอุตสาหกรรมการขนส่งและธุรกิจดิจิทัล (Industrial and Logistics ,E-commerce, Digital Technology & E-sports) รวมเงินรางวัลกว่า 2 ล้านบาท ก่อนนำผลงานต่อยอดใช้จริงกับหน่วยงานต่าง ๆ ต่อเนื่อง 1 เดือนภายหลังจบการแข่งขัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยหวังเป็นส่วนช่วยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่กำลังกลับมาแพร่ระบาดในระรอกใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ โครงการ HACKaTHAILAND ยังมีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ HACKaTHAILAND Hybrid Exhibition มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลล้ำสมัยจากทั่วโลก เพื่อให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยตัวเอง อีกทั้งเป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล โดย ดีป้า ได้เนรมิตพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ย่านบางนาสู่การเป็น ‘HACKaTHAILAND Venue’ เมืองดิจิทัลที่จะสร้างความประทับใจ และมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ครบครัน ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 17 เมษายน 2565

โครงการ HACKaTHAILAND เป็นอีกโครงการที่ ดีป้า ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อคนไทย โดย ดีป้า พร้อมทำงานเพื่ออนาคตของคนไทย และเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้อยู่ในระดับชั้นนำของโลก ตามวิสัยทัศน์ We work smart every day to build a world-class digital economy and to help people perform better, think faster and live better. โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ เว็บไซต์: www.hackathailand.com  เฟซบุ๊ก: HACKaTHAILAND หรือ LINE OA: @depathailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณบดี CIBA DPU ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว คาด Web 3.0 จะเข้ามาปฏิวัติทุกวงการ เผยพร้อมปรับหลักสูตรให้เท่าทันทุกการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในฐานะสถาบันการศึกษาต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ระยะนี้หลายคนอาจเคยได้ยินคนในวงการไอทีออกมาพูดถึง Web 3.0 อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจะเข้ามามามีบทบาทอย่างไรนั้น ต้องขอย้อนกลับไปปฐมบทของ Web แรกก่อนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สมัยก่อนอินเตอร์เน็ตอยู่ในรูปแบบของ world wide web  (WWW) ต้องเชื่อมโยงกับ Domain name ที่เป็น Server ปกติ ส่วนใหญ่ผู้สร้างเว็บไซต์จะเป็นองค์กรหรือบริษัทต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรและเพิ่มช่องทางทางการตลาด ส่วน Web 2 หรือ อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น ในรูปแบบของโซเชียลมีเดียที่เห็นได้ทั่วไป เช่น Facebook, TikTok, YouTube, Twitter  โดยองค์ประกอบหลักของแอพพลิเคชั่นเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ มีเจ้าของแฟลตฟอร์ม มีคนสร้างคอนเทนต์ เช่น แม่ค้าออนไลน์ ยูทูปเบอร์ และส่วนสุดท้ายจะเป็นลูกค้าหรือคนดู ซึ่งอำนาจทุกอย่างจะอยู่ที่เจ้าของแฟลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายอยากโปรโมทสินค้าต้องเสียค่าโฆษณาเท่านั้น

คณบดี CIBA  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ Web 3 หรือ Web 3.0 แม้องค์ประกอบหลักจะเหมือน Web 2 แต่เทคโนโลยีจะล้ำยิ่งกว่าเดิม ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ Smart Contract เชื่อมโยงด้วย AR (Augmented Reality) หรือ VR (Virtual Reality) ในรูปแบบ Metaverse มีบล็อกเชนคอยทำหน้าที่เก็บ data และการลงทะเบียน ส่วน Cryptocurrency (คริปโตเคอร์เรนซี) จะเป็นตัวกลางในการจ่ายเงินผ่านระบบ ส่วนสำคัญของWeb 3.0 นี้ จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการเกมและวงการโซเชียลมีเดียแต่จะมีอิทธิพลต่อทุกวงการ รวมไปถึงการกระจายอำนาจและกระจายเงินจะไม่อยู่กับแค่เจ้าของแฟลตฟอร์มเท่านั้น แต่จะอยู่ที่ลูกค้าหรือคนเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นนั้นๆ ด้วย กล่าวคือ ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ร่วมกัน และสามารถช่วยกันตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคต ทุกกิจกรรมที่เราชอบทำจะได้ค่าตอบแทนกลับคืนมา เช่น ดูหนังแล้วได้เงิน ฟังเพลงแล้วได้เงิน ออกกำลังกายแล้วได้เงิน เป็นต้น

ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวด้วยว่า วิทยาลัย CIBA ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและมีแนวคิดปรับหลักสูตรให้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในอนาคตมีความเป็นได้สูงที่กิจกรรมหรือธุรกรรมทางการค้าจะมีแนวทางแบบ Play to Earn หรือ เข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วได้เงิน ยิ่งกว่านั้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ไฟเขียวให้ทุกมหาวิทยาลัยที่มีมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างรวดเร็วหรือเรียกว่าหลักสูตร Sandbox ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรได้ทันที โดยปลดล็อคกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามกรอบของ อว. แต่อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยที่มีความประสงค์ที่จะปรับหลักสูตรให้ตอบสนองต่อแนวนโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องมีการชี้แจงหลักการของการสร้างหลักสูตรเพื่อให้ อว. อนุมัติโดยหลักการในเบื้องต้น แล้วนำเสนอรูปแบบของหลักสูตรฉบับเต็มในลำดับถัดไป ซึ่งแนวทางนี้เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถพัฒนาและปรับทิศทางในการพัฒนานักศึกษาเพื่ออนาคตได้ ดังนั้น ทางวิทยาลัยมีแผนเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะมองว่ายิ่งนักศึกษาได้เรียนรู้ก่อนจะเห็น Business Model ใหม่ๆ ก่อน ที่ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีโอกาสสร้างธุรกิจที่สอดรับกับ web 3.0 ซึ่งจะทำให้สามารถทำรายได้ก่อนคนอื่น

“ในอนาคตทุกวงการต้องรีบปรับตัว เพราะเชื่อว่ามีนักพัฒนารุ่นใหม่ ที่รอความพร้อมของระบบบล็อกเชน และสมาร์ทคอนแทรคท์ ที่กำลังเตรียมสร้างแฟลตฟอร์มใหม่รองรับกับ Web 3.0 ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ยังไม่ได้พัฒนาและที่ยังใช้ระบบนโยบายเก็บค่าโฆษณาแบบเดิม ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนตื่นตัวและเตรียมตั้งรับกับสิ่งใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้เท่าทันและอยู่รอดทุกการเปลี่ยนแปลง” ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวในตอนท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ตลาด NFT เส้นทางใหม่ที่ CEA พร้อมจับมือภาคเอกชน EAST NFT ดันไทยสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงนี้เราจะได้เห็นกระแสและการเติบโตของตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้นทั้งในไทยและของโลก ไม่ว่าจะเป็น Metaverse โลกของ DeFi ตลาดเกมบนบล็อกเชนและหมายรวมถึงตลาด NFT ที่กำลังบูมมากในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเอง หน่วยงานภาคเอกชนต่างก็ผันตัวเองเข้าเป็นครีเอเตอร์ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน  ภาครัฐไม่น้อยหน้าเช่นกัน ล่าสุดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ไม่ยอมตกขบวนรถไฟสายสำคัญนี้จับมือหน่วยงานภาคเอกชนอย่าง EAST NFT ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลงานศิลปะ ของสะสมที่มีมูลค่า แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนเตรียมนำเสนอผลงาน NFT สู่โลกดิจิทัลหวังดันไทยเข้าสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว

สำหรับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA  มีบทบาทและหน้าที่สำคัญคือส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาวภายใต้การนำทัพของนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ CEA ด้าน EAST NFT นี้อยู่ในการกำกับและดูแลด้วย 2 ผู้บริหารใหญ่ผู้มากประสบการณ์ในโลกของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและ NFT นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน EAST NFT และนายสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด ผู้ดำเนินการให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ CEA กล่าวว่า “CEA เป็นหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่ได้ร่วมกับ บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด และ EAST NFT เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ก้าวล้ำสู่อนาคตในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นรูปแบบ NFT โดยการจับมือร่วมกันในโอกาสนี้มีพันธกิจสำคัญคือเฟ้นหา คัดสรรผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ในการแปรรูปผลงานให้เป็นรูปแบบ NFT เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในบ้านเรา ผลงานแต่ละชิ้นที่จะได้รับโอกาสทางการค้านั้น CEA เตรียมปั้นเป็นโปรดักส์ที่รับรองได้ว่าไม่ซ้ำใคร จากที่เรามีผู้ประกอบการนักสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพหลากหลายสาขาทั่วประเทศไทยที่พร้อมตบเท้าเข้าร่วมโครงการ อาทิเช่น Bangkok Design Week, Chiang Mai Design Week, Isan Creative Festival, CHANGE By CEA และ Connect By CEA

สำหรับ EAST NFT แล้วนั้น เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ CEA ในการเป็นหน่วยงานภาคเอกชนสำคัญที่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อน นำเสนอผลงานเข้าสู่รูปแบบ NFT ที่จะเป็นผลงานให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนในแพลตฟอร์มของ EAST NFT ซึ่งนอกเหนือจากรายได้และการค้าแล้ว EAST NFT มุ่งมั่นที่จะนำเสนอให้ผลงานของครีเอเตอร์ของไทยจากทั้งการร่วมกันกับ CEA และทุกภาคส่วนออกสู่สายตาคนทั้งโลกได้อย่างสง่างามและเป็นความภาคภูมิใจ” นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ประธาน EAST NFT เสริม

ด้านนายสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด ได้เพิ่มเติมต่อว่า “การจับมือร่วมกันในครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นนัยสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐของไทยมีความล้ำสมัยและมุ่งก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และทันกับความนิยมในปัจจุบัน เราเชื่อมั่นว่าทุกผลงานจากผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ของ CEA จะสามารถสร้างผลงานคุณภาพที่ไม่แพ้ใครสู่ตลาด NFT โลกได้อย่างดี

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.eastnft.com กับของสะสมดิจิทัลที่มีมูลค่าหลากหลายครอบคลุมทั้งงานศิลปิน งานดนตรี ความบันเทิงทุกรูปแบบ กีฬา และ ของที่ระลึก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แชฟฟ์เลอร์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อน EEC Automation Park

แชฟฟ์เลอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาการศึกษาและทักษะส่วนบุคคลเกี่ยวกับระบบโรงงานอัตโนมัติ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับเทคโนโลยีตรวจสอบสภาพตลับลูกปืนในประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างบริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) และมหาวิทยาลัยบูรพา มุ่งเน้นการพัฒนากรอบความร่วมมือทางด้านวิชาการร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะและการปรับทักษะใหม่สำหรับวิศวกร คนทำงาน และผู้สำเร็จการศึกษาผ่านหลักสูตรโปรแกรมการเรียนรู้ และการฝึกอบรมทางเทคนิคที่ดำเนินการที่ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค ของมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ นักศึกษายังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบสภาพตลับลูกปืนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแชฟฟ์เลอร์ได้โดยตรง ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Smartcheck และ OPTIME

Smartcheck Optime Solutions และ Prolink เป็นอุปกรณ์ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานร่วมกับระบบของมิตซูบิชิเพื่อให้เหมาะสมกับการติดตั้งเพื่อตรวจติดตามสภาพเครื่องจักรและสภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมกับงานบำรุงรักษาสมัยใหม่ที่เครื่องจักรมีรายละเอียด และมูลค่าสูง รวมถึงสอดคล้องกับเทคโนโลยีของระบบโรงงานที่มีอยู่แบบ wire และ wireless (ไร้สาย)  มีการเชื่อมต่อข้อมูลสภาพการทำงานเครื่องจักร และสภาพของตลับลูกปืน สามารถเชื่อมต่อสัญญาณผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ  หรือเชื่อมผ่านระบบไวไฟเชื่อมต่อข้อมูลและประมูลผลร่วมกับ PLC ผ่าน OPC-UA  หรือตรวจสอบผ่านเว็บบราวเซอร์ และเชื่อมต่อวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ได้ การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร  Condition Monitoring จะทำให้ระบบในการผลิตสามารถประเมินประสิทธิภาพการผลิตได้ทันทีและคาดการณ์ หากเครื่องจักรเริ่มมีปัญหาช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนช่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเดวิด เนวิน ประธานอุตสาหกรรม บริษัท แชฟฟ์เลอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมที่จะเป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมต่อไปในภูมิภาคนี้ เนื่องจากต้องการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์ของ Thailand 4.0 ความร่วมมือของ  แชฟฟ์เลอร์และมหาวิทยาลัยบูรพาจะช่วยให้เราสามารถปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีและโซลูชั่นการตรวจ สอบสภาพตลับลูกปืนของเรา ในขณะเดียวกันก็ให้ทรัพยากรที่จำเป็นในการหล่อเลี้ยงแรงงานรุ่นต่อไปเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

ขับเคลื่อนอนาคตที่ดีกว่าด้วยการทำงานร่วมกัน

ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park) ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ที่เป็นฐานเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์พัฒนาทักษะและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะรวมเครือข่ายพันธมิตรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนของประเทศไทยในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม โดยได้ร่วมมือกับ Mitsubishi Electric และ Japan External Trade Organisation เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ด้วย

นายไพบูลย์ ลิ้มปิติพานิชย์ ผู้อำนวยการ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า “ในขณะที่ประเทศไทยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ความร่วมมือของเรากับแชฟฟ์เลอร์ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรที่มีความสามารถที่จำเป็นเพื่อเชื่อมช่องว่างของการใช้ข้อมูลระหว่างเทคโนโลยีระดับปฏิบัติการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยแนวทางปฏิบัติจริงและการจัดหาแพลตฟอร์มสำหรับนำเทคโนโลยีไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่าผ่านระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนากำลังคนด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เสริมสร้างทักษะเพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในประเทศไทยก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างเป็นทางการ พร้อมผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตรและบริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

มุ่งมั่นเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเข้าถึงผู้มีความรู้ความสามารถที่มีคุณสมบัติสูงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ตามรายงานของ Future of Jobs โดย World Economic Forum เปิดเผยว่า กว่า 47% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลกจะต้องได้รับการฝึกฝนใหม่จนถึงปี พ.ศ. 2568  นอกจากนี้ การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าครึ่งชีวิตของทักษะที่เรียนรู้นั้นคาดว่าจะอยู่ที่ห้าปีและสั้นกว่านั้นสำหรับทักษะทางเทคนิค ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่มืออาชีพทุกคนจะต้องทุ่มเทให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นางสาวลอรา ฮับกา ผู้จัดการของแชฟฟ์เลอร์ อคาเดมี ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า           “วัฏจักรนวัตกรรมที่สั้นลง รวมทั้งความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนั่นหมายความว่าความรู้จะล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว แชฟฟ์เลอร์พร้อมที่จะลงทุนและร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อนำความรู้มาสู่ผู้บุกเบิก เพื่อช่วยกำหนดอนาคตของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าต่อไป”

แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป – We pioneer motion

ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์มามากกว่า 70 ปี ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และบริการที่ทันสมัย ในด้านการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมดิจิตอล 4.0 และพลังงานหมุนเวียน  ทำให้แชฟฟ์เลอร์เป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือในด้านการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ชาญฉลาด และยั่งยืน เราผลิตชิ้นส่วนและระบบที่มีความแม่นยำสูงสำหรับระบบขับเคลื่อน (drive train) และระบบช่วงล่าง (แชสซี) รวมถึง ตลับลูกปืนหลายชนิด เหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป  มียอดขายประมาณ 1.26 หมื่นล้านยูโรในปี พ.ศ. 2563 โดยเป็นหนึ่งในบริษัทครอบครัวที่ใหญ่สุดในโลก ด้วยจำนวนพนักงานมากถึง 83,300 อีกทั้งจากข้อมูลของ DPMA (สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเยอรมนี) แชฟฟ์เลอร์เป็นบริษัทที่มีการพัฒนานวัตกรรมมากสุดเป็นอันดับสอง โดยมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปมากกว่า 1,900  รายการในปี พ.ศ. 2563   


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัวแอปพลิเคชัน “HemMobile™” ยกระดับการดูแลสุขภาพและการรักษา ให้คนไทยเข้าถึง “โรคฮีโมฟีเลีย” ได้ง่ายขึ้น

“HemMobile™” (เฮ็มโมบาย) ผู้ช่วยส่วนตัวในรูปแบบดิจิทัล สำหรับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย มาพร้อมนวัตกรรมการสื่อสารการบันทึกการมีเลือดออก การฉีดแฟคเตอร์ การนัดหมายแพทย์และกิจกรรมออกกำลังกาย พร้อมสามารถสร้างและแบ่งปันรายงานข้อมูลส่วนตัวไปยังทีมผู้ให้การรักษาแบบเรียลไทม์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ถึงแม้ว่าโรคฮีโมฟีเลียในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่นวัตกรรมการดูแลรักษาได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

นายแพทย์ฉัตรไผท มูลละ อายุรแพทย์และอายุรแพทย์โรคเลือด อาจารย์ประจำสาขาอายุรศาสตร์ทั่วไป ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) ในประเทศไทยมีประมาณ 1,800 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา แบ่งออกเป็นผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเอ (Hemophilia A) ประมาณ 1,600 คน และผู้ป่วยฮีโมฟีเลียบี (Hemophilia B) ประมาณ 200 คน ถือเป็นอุบัติการณ์ที่น้อยกว่าต่างประเทศ (โดยประมาณคือผู้ป่วย 1 คน ต่อประชากรชาย 10,000-15,000 คน) และต่ำกว่าคาดการณ์ (ประมาณ 5,000 คน จากประชากรชายไทย 30 กว่าล้านคน) เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่มักแสดงออกในเพศชาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงจะมีเลือดออกผิดปกติตั้งแต่เด็ก แต่หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ ทำให้ในปัจจุบันผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจำนวน 2 ใน 3 อยู่ในวัยผู้ใหญ่ (15 ปีขึ้นไป) ส่วน 1 ใน 3 อยู่ในวัยเด็ก”

“ความรุนแรงของอาการเลือดออกผิดปกติ ทั้งในผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเอและบี จะขึ้นอยู่กับระดับแฟคเตอร์การแข็งตัวของเลือดที่ผู้ป่วยขาดแต่กำเนิด ได้แก่ แฟคเตอร์แปด (Factor VIII) ในฮีโมฟีเลียเอ และแฟคเตอร์เก้า (Factor IX) ในฮีโมฟีเลียบี หากขาดแฟคเตอร์ในระดับที่รุนแรงมาก (น้อยว่า 1%) จะมีอาการเลือดออกผิดปกติได้ง่ายกว่าผู้ป่วยที่มีระดับแฟคเตอร์ที่สูงกว่าโดยทั่วไปสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคตามระดับแฟคเตอร์ได้เป็นชนิดรุนแรงมาก (น้อยกว่า 1%) ชนิดรุนแรงปานกลาง (1%-5%) และชนิดรุนแรงน้อย (5%-40%) สำหรับผู้ไม่ได้เป็นโรคจะมีระดับแฟคเตอร์มากกว่า 40% หากเด็กแรกเกิดเป็นฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมากอาจมีอาการเลือดออกผิดปกติตั้งแต่ภายหลังคลอด หรือตั้งแต่ช่วงขวบปีแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้ากล้าม หรือกำลังมีพัฒนาการการเคลื่อนไหวจะมีโอกาสกระทบกระแทก จึงเกิดจ้ำเลือด เลือดออกในข้อ หรือเลือดออกในกล้ามเนื้อแสดงให้เห็น โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีโมฟีเลียมักมีเลือดออกในข้อ (80%) หรือกล้ามเนื้อ (10%-20%) แต่มีจำนวนน้อยที่จะมีเลือดออกในอวัยวะชั้นลึก ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการเกิดภัยอันตราย”

“ฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมากมักจะถูกวินิจฉัยตั้งแต่ในวัยเด็ก แตกต่างจากชนิดรุนแรงปานกลางหรือรุนแรงน้อยที่อาจมีอาการน้อยมาก เช่น มีจ้ำเลือดตามตัวง่ายเฉพาะภายหลังถูกกระแทก จึงไม่ได้ไปพบแพทย์ หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ แต่มีโอกาสเจาะเลือดเพื่อตรวจประเมินการแข็งตัวของเลือด เช่น การตรวจก่อนการผ่าตัด จึงพบความผิดปกติ อย่างไรก็ดี เนื่องจากพยาธิกำเนิดของโรคเกิดจากร่างกายไม่สามารถสร้างแฟคเตอร์การแข็งตัวของเลือดได้ การตรวจเพื่อยืนยันวินิจฉัยจึงใช้วิธีการตรวจระดับแฟคเตอร์แปดและแฟคเตอร์เก้าในเลือด สำหรับการตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังไม่จัดเป็นการตรวจวินิจฉัยทางคลินิกที่ทำได้ทั่วไป อาจพิจารณาส่งตรวจในบางรายเท่านั้น หลักการรักษาฮีโมฟีเลีย คือการให้แฟคเตอร์ทดแทนเข้าทางหลอดเลือด (หรือเรียกโดยทั่วไปว่าการฉีดแฟคเตอร์) ร่วมกับกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพข้อ ป้องกันการเกิดข้อติด ข้อเสื่อมสภาพ กล้ามเนื้อลีบ ที่ส่งผลให้เกิดข้อผิดรูปและข้อพิการ”

“การนำแอปพลิเคชันมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการรักษา จะมีส่วนช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฮีโมฟีเลียมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของทุก ๆ คน เปรียบเทียบกับสมัยก่อน ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้บันทึกไดอารีเมื่อมีเลือดออกผิดปกติและฉีดแฟคเตอร์ทดแทน เช่น เลือดออกเมื่อไหร่ เลือดออกที่อวัยวะส่วนไหน ฉีดแฟคเตอร์ไปกี่ยูนิต เมื่อผู้ป่วยมาตรวจติดตามก็จะนำบันทึกนี้มาให้แพทย์พิจารณา ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้ป่วยทุกคนจะบันทึกได้ครบ บางครั้งอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่บันทึกไม่ได้ การนำแอปพลิเคชันมาผูกกับโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายจะทำให้ผู้ป่วยบันทึกข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกต้องมากขึ้น แพทย์สามารถปรับการรักษาด้วยการฉีดแฟคเตอร์ได้แม่นยำ เมื่อผู้ป่วยได้รับแฟคเตอร์ป้องกันอย่างเหมาะสมและได้รับแฟคเตอร์ทดแทนเมื่อมีเลือดออกอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงผู้ไม่ได้เป็นโรค สามารถไปเรียนหนังสือและทำงานได้ ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ต่อทั้งตัวโรค ภาวะเลือดออก การฉีดแฟคเตอร์ และการดูแลรักษาเมื่อเกิดเลือดออกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อข้อและกล้ามเนื้อให้เกิดน้อยที่สุด”

พันเอก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ชาญชัย ไตรวารี หัวหน้าสาขา โลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก กอง/ภาควิชา กุมารเวชกรรม ร.พ.พระมงกุฎเกล้า/วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ให้ความคิดเห็นว่า “อุบัติการณ์โรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเราพบในสัดส่วนประมาณ 1 ต่อ 20,000 ในประชากร และคาดว่าประชากร 60 ล้านคน เราจะพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียประมาณ 3,000-5,000 คน ปัจจุบันเรามีตัวเลขผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียอยู่ที่ 1,600-1,800 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าประมาณการณ์ อาจจะด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เช่น ขาดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ทั้งจาก บิดา มารดา ผู้ป่วย  เพราะฉะนั้นหากเราสามารถปรับองค์ความรู้ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์เกิดความเข้าใจ (awareness) เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้นก็จะสามารถทำให้เราเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

“ภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งกระทบต่อคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลโดยตรง คือ สถานพยาบาลต่าง ๆ กลไกการทำงานของระบบสาธารณสุข การบริการด้านการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงตัวผู้ป่วย ในช่วงที่ผ่านมาโควิด-19 ที่ผ่านมาต่อเนื่อง ยังมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลเพื่อฉีดแฟคเตอร์ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่พ่อแม่ยังฉีดแฟคเตอร์ไม่ได้ ซึ่งในบางกรณีเรามีทีมพยาบาลไปฉีดให้กับผู้ป่วยถึงที่บ้าน ในภาวะ  โควิดกับโรคอื่น ๆ สถานการณ์อาจดูไม่ดี แต่กับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเองกลับเหมือนเป็นแรงผลักดันให้ผู้ปกครอง หรือตัวผู้ป่วยสามารถฉีดแฟคเตอร์ได้ด้วยตัวเองจนสำเร็จ

“ทั้งนี้ โรคฮีโมฟีเลียต้องมีความเข้าใจในการดูแลอย่างละเอียด รวมถึงความจำเป็นที่ต้องทำการบันทึกการมีเลือดออก รวมถึงประวัติการได้รับแฟคเตอร์ เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาโรคอย่างต่อเนื่องซึ่งปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นำดิจิทัลเข้ามาใช้ในชีวิตมีอยู่อย่างแพร่หลาย การเข้าถึงแอปพลิเคชันจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ป่วยฮีโมฟีเลียที่ต้องให้แฟคเตอร์อย่างสม่ำเสมอ หากมีแอปพลิเคชันมาเป็นตัวช่วยผู้ป่วย เช่น เรื่องการบันทึกการฉีดแฟคเตอร์ วัดปริมาณที่ฉีดแฟคเตอร์เข้าไป และสามารถเตือนความจำได้อีกว่าเมื่อไหร่ที่จะต้องฉีดในครั้งต่อไป ซึ่งถ้าเรามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียก็เหมือนกับคนปกติ ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำคือ ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเหมือนกับคนปกติทั่วไป คือ สามารถมีกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ออกกำลังได้ เข้าร่วมกิจกรรมในสังคมได้ และหากเขาเหล่านี้รู้ว่ากิจกรรมไหนที่ไม่ส่งผลทำให้มีเลือดออกได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็สามารถที่จะเรียนรู้ และสามารถอยู่กับโรคได้อย่างปลอดภัย”

“หากเราพูดถึงเรื่องการสร้างการรับรู้ (awareness) ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทย มูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย ซึ่งเป็นองค์กรมูลนิธิที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้ การให้ความรู้ ความเข้าใจ ประสานงาน กับภาคของฝ่าย สปสช. ในการออกแนวทางในการให้แฟคเตอร์ หรือการรักษาผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย นอกเหนือ จากมูลนิธิ ก็จะมีชมรมผู้ป่วยฮีโมฟีเลียในประเทศไทยซึ่งเป็นชมรมที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยมีกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ป่วยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมพี่ช่วยน้อง พี่สอนน้อง เรื่องการใช้แฟคเตอร์ ซึ่งนับได้ว่ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วย ครอบครัว รวมถึงผู้ดูแล เป็นอย่างมาก”  พันเอก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ชาญชัย กล่าวทิ้งท้าย

แอปพลิเคชัน “HemMobile™” (เฮ็มโมบาย) ออกแบบและพัฒนาขึ้นสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย ในรูปแบบสมุดบันทึกดิจิทัล ผู้ใช้งานสามารถบันทึกการมีเลือดออก ครอบคลุมถึงการบันทึกการให้แฟคเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว สร้างรายงานเพื่อแบ่งปันข้อมูลให้กับทีมผู้รักษาแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีการแจ้งเตือนการนัดหมายและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้ “HemMobile™” ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ และแอปพลิเคชันสุขภาพอื่น ๆ อาทิ Health และ Google Fit โดย HemMobile™ จะรวบรวมข้อมูลและกิจกรรมไว้ในที่เดียว ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “HemMobile™” เพื่อใช้งานได้ฟรีแล้ววันนี้ ที่ App Store สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Google play สำหรับระบบปฏิบัติการ Android


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือพีเอ็มไฮเทค รับมอบสัญญางานติดตั้งระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแบบอัตโนมัติรองรับเทคโนโลยี IEC 61850 จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

บริษัท พี.เอ็ม.ไฮเทค จำกัด จับมือชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมงานลงนามข้อตกลงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในโครงการปรับปรุงระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแบบอัตโนมัติเพื่อให้สามารถรองรับเทคโนโลยี IEC 61850 ทั้งหมดจำนวน 2 สัญญา ซึ่งระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแบบอัตโนมัตินี้เป็นมาตรฐานสากลที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบไฟฟ้าในสถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับศูนย์สั่งการ ทำงานแบบมีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันความผิดพลาดในระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่อาจทำให้การจ่ายกระแสไฟฟ้าขัดข้องได้ โดยมี นางวัลลภา วัฒนกุญชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เอ็ม. ไฮเทค จำกัด และตัวแทนจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ลงนามข้อตกลงกับนายปราโมทย์ สุดทรัพย์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันสำหรับบริษัทไฟฟ้า https://www.se.com/th/th/work/solutions/for-business/electric-utilities/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส เปิดร้านแฟรนไชส์ใหม่ 2 สาขา รับต้นปี ภาคใต้ จ.นราธิวาส และ ภาคอีสาน จ.มหาสารคาม

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าเปิดร้านแฟรนไชส์ใหม่รับต้นปี 2022 ประเดิม 2 สาขา จาก 2 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ จ.นราธิวาส และ ภาคอีสาน จ.มหาสารคาม พร้อมตอบโจทย์จัดซื้อและผู้ประกอบการท้องถิ่นแล้ววันนี้ ช้อปที่เดียวได้ของครบทุกความต้องการธุรกิจ มีสินค้าและบริการให้เลือกสรรกว่า 100,000 รายการ!
ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน อุปกรณ์ทำความสะอาด และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถ ช้อปที่ร้าน หรือ โทรและไลน์สั่งซื้อ พร้อมอำนวยความสะดวกให้คุณทุกสถานการณ์  ด้วยบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.* (ตามกำหนด)
•  สาขา ซุปเปอร์ นราธิวาส
โทร:  064-778-7154, Line: @ofmplus_supernara
เปิดบริการทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

•  สาขา เมืองมหาสารคาม (สามแยกสมถวิล เยื้องเสริมไทยพลาซ่า)
โทร:  043-022-058, 093-146-6655 Line: @ofmplus_yrr
เปิดบริการทุกวัน 07.00 – 19.30 น.

ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทย เปิดรับสมัคร  แฟรนไชส์ซีทุกภูมิภาคทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2022 ให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้ไวใน 3 เดือน และขายสินค้าเพื่อธุรกิจอย่างครบวงจรด้วยช่องทาง Omnichannel แบบค้าปลีกมืออาชีพ #การันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ได้ฟรี! โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.ofmplus.com


 

Exit mobile version