Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เสริมสร้างความปลอดภัย ด้วยระบบการจัดการผู้มาติดต่อแบบอัตโนมัติ อุ่นใจทั้งพนักงานและผู้มาติดต่อ

ในปัจจุบัน ได้มีการนำระบบการจัดการผู้มาติดต่อมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการสถานที่ สำหรับทั้งอาคารของรัฐ สถานที่ทำงาน โรงเรียน และสถานพยาบาล โดยเมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมด้วยแล้ว ระบบดังกล่าวก็ยิ่งมีบทบาทสำคัญ และมอบประสบการณ์การใช้งานอันน่าพึงพอใจและราบรื่นให้กับทั้งลูกค้า ผู้รับเหมา และพนักงาน

Ian Holmes ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจด้านการยืนยันตัวตนและความปลอดภัย ธุรกิจ HID Extended Access Technologies ของ HID Global กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริเวณต้อนรับของสถานที่ องค์กรต่างๆ จะบริหารจัดการโดยมนุษย์ทั้งหมด โดยผู้มาติดต่อจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานต้อนรับ พร้อมแสดงบัตรประจำตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลกับพนักงานที่ได้นัดหมายไว้ และพิมพ์ข้อมูลของผู้มาติดต่อลงในระบบ หลังจากนั้น จึงออกบัตรผู้มาติดต่อให้ ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ อาจเกิดการผิดพลาดขึ้นได้ เช่น เจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ อาจมีผู้มาติดต่อที่ไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า หรือมีผู้มาติดต่อหลายสิบคนในเวลาเดียวกัน ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้มาติดต่อสามารถเข้าไปในบริเวณที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือควรจำกัดให้เฉพาะพนักงานและผู้รับเหมาที่ได้รับการตรวจสอบเท่านั้น

ระบบอัตโนมัติเพื่อการต้อนรับที่อบอุ่นและปลอดภัย

ระบบจัดการผู้ติดต่ออัตโนมัติจะขจัดข้อผิดพลาดดังกล่าว และทำให้อาคารเป็นสถานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้มาติดต่อและพนักงาน ระบบบริการตนเองที่ครอบคลุม จะช่วยให้ผู้มาติดต่อสามารถลงทะเบียนได้ที่ตู้ให้บริการ (kiosk) โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ ตู้บริการตนเองที่ทันสมัยมากขึ้น มักมีเครื่องอ่านเอกสารที่สแกนข้อมูลประจำตัวเพื่อยืนยันการมาติดต่อ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความปลอดภัยที่จำเป็นต่อการมาติดต่อในครั้งนั้นๆ

การยกเลิกการพิมพ์ข้อมูลเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยมนุษย์ ได้ช่วยให้ขั้นตอนการลงทะเบียนรวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้พนักงานต้อนรับ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มีเวลาในการตอบสนองความต้องการของผู้มาติดต่อและพนักงานได้มากขึ้นด้วย

เอกสารรับรองตัวตน หรือ Credentials

สิ่งที่เราเรียกว่า “เอกสารรับรอง” มักเป็นเอกสาร การ์ด หรือโทเค็นข้อมูล ที่ออกให้แก่บุคคล โดยบุคคลที่สาม ที่อนุญาตให้เข้าถึงสถานที่ต่างๆ ขณะที่อยู่ในอาคารนั้นๆ เอกสารรับรองเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบบัตรผู้มาติดต่อ รหัส QR code ทั้งแบบพิมพ์หรือดิจิทัล (บาร์โค้ด 2 มิติ) บัตรประจำตัวแบบใช้คลื่นความถี่วิทยุ หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เช่น หนังสือเดินทางหรือใบขับขี่

หลังจากลงทะเบียนผู้มาติดต่อแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์ หรือที่จุดทางเข้าอาคาร ผู้มาติดต่อสามารถใช้เอกสารรับรองหรือโทเค็นเหล่านี้ในขณะที่ยังอยู่ในอาคาร และในการเช็คเอาท์ก่อนออกจากสถานที่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญยิ่ง ในกรณีที่เกิดอัคคีภัย เพราะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่ายังมีใครหลงเหลืออยู่ในอาคารสถานที่หรือไม่ รวมทั้งยังสามารถติดตามได้ว่าผู้มาเยือนได้ติดต่อ และสัมผัสผู้ใดบ้าง

การทำงานของเครื่องอ่าน

เมื่อผู้มาติดต่อลงทะเบียนและได้รับเอกสารยืนยันแล้ว จะต้องนำเอกสารหรือโทเค็นข้อมูลไปผ่านเครื่องอ่าน ณ จุดแรกเข้า เครื่องอ่านเหล่านี้มักจะวางอยู่บนโต๊ะทำงานของแผนกต้อนรับ หรือติดตั้งอยู่กับตู้ให้บริการตนเองแบบไม่ต้องใส่ข้อมูล พร้อมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ สำหรับการพิมพ์เพื่อออกบัตร

เครื่องอ่านมักจะเชื่อมต่อผ่าน USB กับคอมพิวเตอร์ที่มีซอฟต์แวร์การจัดการผู้มาติดต่อ หรือการควบคุมการเข้าออกอาคารอยู่ในเครื่อง และด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่มาพร้อมกับเครื่องอ่าน ทำให้เครื่องอ่านสามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับเซิร์ฟเวอร์หรือระบบคลาวด์ผ่านเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อการปรับใช้และรวบรวมข้อมูลอย่างง่ายดาย อุปกรณ์ที่มี IoT พร้อม มีใช้กันอย่างแพร่หลายในสนามบิน เครือข่ายการขนส่งสาธารณะ เพื่อเพิ่มความสะดวกราบรื่นในการเดินทางของผู้โดยสาร

ระบบการจัดการผู้มาติดต่อที่ดีที่สุดนั้น จะต้องสามารถรองรับการรับรองตัวตนทุกรูปแบบที่แต่ละองค์กร/บริษัทภายในอาคารนั้นกำลังใช้อยู่ได้ ตัวอย่างเช่น อาคารที่มีผู้เช่าหลายรายอาจมีระบบรักษาความปลอดภัยหลายระบบ หากพนักงาน บริษัทหนึ่งใช้การแนบรหัส QR code ไปพร้อมการเชิญประชุม เมื่อผู้เข้าประชุมมาถึง ก็สามารถสแกนรหัสได้ที่ตู้ ในขณะที่ อีกบริษัทอาจขอให้ผู้มาติดต่อลงทะเบียนที่ตู้ลงทะเบียน และสแกนใบขับขี่หรือบัตรประจำตัวประชาชน

ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับประเภทของผู้มาติดต่ออีกด้วย เช่น โอกาสที่ผู้มาสัมภาษณ์งานจะเป็นภัยคุกคามต่อองค์กรจะมีน้อยกว่าผู้รับเหมามาก ดังนั้นเอกสารรับรองที่ต้องใช้ ณ จุดลงทะเบียนก็ควรสะท้อนถึงสิ่งนี้ด้วย

ในกรณีนี้ องค์กรอาจต้องการออกบาร์โค้ดชั่วคราวให้ผู้มาสมัครงาน ซึ่งอ่านได้จากโทรศัพท์มือถือหรือพิมพ์ออกมาเมื่อมาถึงตัวอาคาร ส่วนผู้รับเหมานั้น เนื่องจากจะต้องเข้าถึงพื้นที่เฉพาะ จึงควรต้องมีการลงทะเบียนโดยใช้บัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ ตามหลักการแล้ว ทั้งบาร์โค้ดชั่วคราวและเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ ควรอ่านและตรวจสอบได้จากเครื่องอ่านเดียวกัน

บันทึกข้อมูลได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

การใช้อุปกรณ์เช่น เครื่องอ่านเอกสารระบุตัวตนของ ATOM ช่วยให้องค์กรสามารถบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล บาร์โค้ด และรูปภาพที่มีความละเอียดสูงของเอกสารประจำตัว (ID) นั้นๆ ได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสงที่ซับซ้อน เครื่องจะสามารถอ่านข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อผู้ถือเอกสาร หมายเลขเอกสาร และที่อยู่ได้โดยอัตโนมัติจากบัตรประจำตัว และส่งต่อไปยังระบบการจัดการผู้มาติดต่อ ข้อมูลนี้สามารถใช้เพื่อลงทะเบียนผู้ติดต่อใหม่ หรือตรวจสอบกับรายชื่อผู้มาติดต่อหรือพนักงานที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า

รูปภาพของบัตรประจำตัวที่ถ่ายโดยใช้ความยาวคลื่นของแสงหลายช่วง (แสงสีขาว อินฟราเรด และรังสีอัลตราไวโอเลต) เพื่อแสดงคุณสมบัติความปลอดภัยที่มองเห็นและมองไม่เห็นที่พิมพ์ออกมา สามารถใช้เพื่อรับรองความถูกต้องอัตโนมัติได้ มีเทคนิคการพิสูจน์ตัวตน หลายรูปแบบ เพื่อพิสูจน์ว่า เอกสารนั้นเป็นของแท้หรือไม่ เช่น การตรวจจับหมึกที่แปรผันทางแสง การจับคู่รูปแบบ UV และการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลในโซนที่เครื่องอ่านได้ โซนการตรวจสอบด้วยภาพ และชิปไบโอเมตริก

เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ในการใช้เครื่องลงทะเบียนที่ใช้งานได้ด้วยตนเอง เราสามารถใช้ภาพใบหน้าที่ดึงมาจากหน้าข้อมูลเอกสารหรือชิปไบโอเมตริกซ์ เพื่อจับคู่ใบหน้าแบบ 1 ต่อ 1 กับภาพจริงของผู้ถือเอกสารในขณะนั้น เพื่อยืนยันว่าผู้มาติดต่อเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ระบุในเอกสาร

ความสามารถในการอ่านบัตรประจำตัวประชาชน บาร์โค้ด บัตร RFID และแม้แต่ใบรับรอง Digital COVID ของสหภาพยุโรป ได้ในอุปกรณ์เครื่องเดียว ช่วยให้ระบบการจัดการสามารถรองรับผู้มาติดต่อได้หลากหลายยิ่งขึ้น

การจัดการผู้มาติดต่อสำหรับอนาคตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

โลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นเนื่องจากการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับโลก ส่งผลให้องค์กรและสถานที่ทำงานมีการเปลี่ยนแปลงจากหน่วยงานระดับประเทศเป็นระดับนานาชาติในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบที่ใช้เพื่อจัดการผู้คนจำนวนมากที่อยู่รวมกันในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ พอๆ กับองค์กรที่ใช้ระบบนี้ การใช้อุปกรณ์ที่ใช้ได้กับเอกสารหลากหลายรูปแบบในเครื่องเดียว ทำให้เกิดจุดสัมผัสเดียวที่เรียบง่ายสำหรับผู้มาติดต่อทุกประเภทสำหรับองค์กรระดับโลก เพื่อยกระดับความปลอดภัย และความเรียบง่ายในการใช้งาน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ระบบเปิดด้านออโตเมชัน ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย

โดย นาตาลี มาร์คอตต์ ประธานฝ่าย Process Automation ทั่วโลก

เมื่อต้นปีนี้ ดิฉันได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับเมกะเทรนด์ 3 ประการ ได้แก่ ความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงของคนทำงานในอุตสาหกรรม และการเดินหน้าไปสู่เทคโนโลยีระบบออโตเมชั่นที่เป็นมาตรฐานในระบบเปิด และในเดือนกันยายน ก็ได้หาจุดเชื่อมโยงระหว่าง ความยั่งยืนและการสร้างกำไรอย่างมีความรับผิดชอบ โดยในเดือนตุลาคม ก็ได้เขียนบล็อก เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของคนทำงานในทั่วโลก ที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่ธุรกิจใหม่ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของซัพพลายเชน รวมถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ใช้บริหารรับมือกับเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่าได้อย่างไร

เมกะเทรนด์ เรื่องที่สาม เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้

เราทุกคนต่างประจักษ์ดีถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของคนทำงาน ที่หลักๆ แล้วมาจากแรงหนุนจากคนรุ่นที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วยวัตถุประสงค์ ทั้งกลุ่มมิลเลนเนียล และคนรุ่น Gen Z (หรือ Zoomers) ที่ปัจจุบันคิดเป็น 40% ของคนทำงานในสหรัฐอเมริกา  และเป็นคนยุคดิจิทัลรุ่นแรกที่ก้าวสู่การทำงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะได้เห็นว่าคนทำงานในรุ่นเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีและตอบสนองต่อเทคโนโลยีอย่างไร

ในขณะที่บทความจาก Forbes ชี้ชัดว่า คนทำงานอายุน้อยเหล่านี้ “ต้องการประสบการณ์การเชื่อมต่อในที่ทำงานแบบเดียวกับในชีวิตส่วนตัว อีกทั้งคาดหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับทีมงานผ่านระบบดิจิทัลในฟอร์แมตที่แตกต่างกันได้อย่างรวดเร็ว” โดยสรุปคือ คนเหล่านี้คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ จะดำเนินไปด้วยดี และต้องการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการในสไตล์ที่เข้ากับตัวเอง

ไม่ใช่เฉพาะแต่คนทำงานอายุน้อยที่คิดแบบนี้

สำหรับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่อีกไม่นานก็จะเกษียน หรือบรรดาเจนเอ็กซ์ ที่กำลังไปได้ดีกับสายอาชีพ คนทุกรุ่นในสายการทำงานที่หลากหลายขึ้นและมีมากขึ้นในปัจจุบัน ต่างพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของตน

โดยส่วนใหญ่ ทุกคนต่างได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบันกันอยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจเรื่องของเครื่องมือที่อยู่เบื้องหลัง แค่ต้องการโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น

ใจความสำคัญก็คือ เราทุกคนจะเริ่มคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีระบบเปิดที่ประสานการทำงานร่วมกันได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมปัจจุบันส่วนใหญ่ ยังทำแบบนั้นไม่ได้ สำหรับลูกค้าหลายราย เรื่องนี้ค่อนข้างน่าหงุดหงิดและมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่อุตสาหกรรมครั้งที่สาม ซึ่งก็คือการย้ายไปสู่ซอฟต์แวร์ออโตเมชั่นระบบเปิด และสภาพแวดล้อมการทำงานบนมาตรฐานระบบเปิด

คุณค่าของระบบเปิดที่ทำงานร่วมกันได้

แล้วลูกค้าของเราจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะเทคโนโลยีบางอย่างในโรงงานมีการติดตั้งมานานนับหลายปี หรือกระทั่งหลายสิบปีแล้วก็ตาม

คำตอบก็คือต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์ควบคุมอุตสาหกรรมและส่วนประกอบต่างๆ ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ปลอดภัยขึ้น ซึ่งการเปิดกว้างเพื่อการทำงานในระดับนี้ จะให้ฟังก์ชั่นงานทั้งหมดที่เราต้องใช้และต้องการใช้ ซึ่งบางอย่างอาจจะไม่เคยทำได้มาก่อน

ในสภาพแวดล้อมแบบปิด ที่ยึดติดกับเทคโนโลยีจากผู้จำหน่ายรายเดียว ทำให้เกิดข้อจำกัด ที่สามารถทำได้แค่การควบคุมบางอย่างตามฟังก์ชั่นการทำงานของเทคโนโลยีที่ผู้จำหน่ายมีมาให้เท่านั้น

ในขณะที่เทคโนโลยีระบบปิดซึ่งเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จำหน่ายรายนั้นๆ อาจดีมากสำหรับการช่วยควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงานรูปแบบเดิมๆ ให้ความปลอดภัย ให้ประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือก็ตาม แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ใช้ในเรื่องการดูแลและควบคุมความเสี่ยงทางธุรกิจในระดับที่สูงขึ้น อย่างเรื่องการคืนทุน ระยะเวลาในการสร้างรายได้และกระทั่งเรื่องของผลกำไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราก้าวสู่สภาพแวดล้อมการทำงานแบบเปิด เราจะสามารถทำสิ่งที่แตกต่างได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีมุมมองที่ดีขึ้น ควบคุมความเสี่ยงและปัจจัยแปรผันจากกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ เหล่านั้นได้ เรายังสามารถควบคุมเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องของคุณค่าทางธุรกิจนอกเหนือจากเรื่องเดิมๆ และไม่ใช่แค่เรื่องคุณค่าทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว

เราภูมิใจที่จะบอกว่าชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เดินหน้าไปสู่ขั้นตอนที่สำคัญในเประเด็นดังกล่าว คุณอาจจะได้เห็นการประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการสร้าง Universal Automation.org ซึ่งเป็นสมาคมอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไรรายใหม่ที่ทุ่มเทกับการบริหารจัดการในการนำระบบออโตเมชั่นด้านอุตสาหกรรมแบบ shared-source runtime มาใช้งาน

สอดคล้องตามข้อมูลจาก UniversalAutomation.org ที่ว่า “เทคโนโลยีการใช้งานร่วมกันในระดับใหม่ ให้พื้นฐานสำหรับระบบนิเวศของโซลูชันแบบ “plug and produce” ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ และเป็นการสร้างหมวดหมู่ใหม่ในระบบออโตเมชั่นด้านอุตสาหกรรม” ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดังกล่าว

ความมุ่งมั่นของเราในเรื่องระบบเปิดไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้ เรายังคงทุ่มเทกับการเป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วมในฟอรัม Open Process Automation Forum หรือ OPAF ที่เป็นกลุ่มของผู้ใช้ ซัพพลายเออร์ ผู้วางระบบ องค์กรที่กำหนดมาตรฐานและภาควิชาการ ที่มีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน และมุ่งเน้นที่การร่วมพัฒนาสถาปัตยกรรมด้านกระบวนการอัตโนมัติที่เป็นมาตรฐานระบบเปิด ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย

ระบบเปิดที่ให้ความยืดหยุ่นด้านกระบวนการอัตโนมัติ รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลกำไร โดยมาตรฐานระบบเปิดด้านกระบวนการอัตโนมัติ และระบบงานดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ได้

Universal Automation ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายได้สำเร็จ

ดิฉันอยากจะเน้นว่า UniversalAutomation.org และ OPAF ไม่ใช่คู่แข่ง หรือทางเลือกทดแทนระหว่างกัน จริงๆ แล้ว UniversalAutomation.org เป็นส่วนที่ช่วยเสริม OPAF และเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งให้บรรลุวิสัยทัศน์ด้านกระบวนการออโตเมชั่นในระบบเปิดของ OPAF ในขณะที่ OPAF กำหนดนิยามเรื่องรูปแบบข้อมูลสำหรับระบบงานของกระบวนการอัตโนมัติ UniversalAutomation.org เองก็จะให้แพลตฟอร์มรันไทม์แบบอิสระที่ไม่ขึ้นกับผู้จำหน่ายรายใด ซึ่งโมเดล OPAFสามารถสร้างในรูปขององค์ประกอบด้านซอฟต์แวร์ IEC 61499 ที่สามารถดำเนินการบนแพลตฟอร์ม Universal Automation ทั้งหมดได้

แนวคิดทั้งหมดเกี่ยวกับ universal automation ที่เป็นมาตรฐานระบบเปิด นำไปสู่โลกใหม่ของซอฟต์แวร์และองค์ประกอบด้านออโตเมชั่นที่เน้นเรื่องสินทรัพย์ และสร้างบนมาตรฐาน IEC 61499 ในสภาพแวดล้อม universal automation แบบ plug-and-produce ที่คนทำงานสามารถใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการทำงานได้โดยไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสในการเปลี่ยนจากการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงานแบบเดิม ไปสู่การควบคุมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายได้จริง เช่นในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างประสิทธิภาพด้านสภาพแวดล้อม รวมถึงความยั่งยืน และ ฯลฯ

และเนื่องจาก universal automation ให้ศักยภาพด้านการนำแอปพลิเคชันมาติดตั้งและทำงานร่วมกันได้โดยไม่จำกัดค่าย จึงทำให้อุตสาหกรรมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้ใช้จะมีความพร้อมมากขึ้นในเรื่องของการควบคุมตัวแปรใหม่ๆ ในการดำเนินงาน รวมถึงสามารถปรับการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านซัพพลายเชนเพื่อให้ตอบสนองต่อแรงกดดันและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

อนาคตที่เปิดกว้าง

ในขณะที่ดิฉันรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของชไนเดอร์ อิเล็คทริคในการสร้างโลกใหม่ของ universal automation ระบบเปิด ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือ สถาปัตยกรรมด้านกระบวนการอัตโนมัติในปัจจุบันสร้างความก้าวหน้าให้อุตสาหกรรมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างดี โดยเป็นโมเดลที่ดิฉันใช้มานาน และให้ประสิทธิภาพที่ดีมาโดยตลอด

เราทุกคนสามารถภาคภูมิใจที่ได้บรรลุความสำเร็จในโมเดลและเฟรมเวิร์กด้านกระบวนการอัตโนมัติที่มีอยู่ หากลองคิดถึงอุตสาหกรรมที่ผ่านมา 30 ปี และนึกถึงจุดที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน จะเห็นถึงความก้าวหน้าที่น่าอัศจรรย์ แต่หากเราต้องการมุ่งสู่ก้าวสำคัญขั้นต่อไป และต้องการไปให้ถึงคำมั่นสัญญาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ เราต้องเปลี่ยนโมเดล

ด้วยเทคโนโลยีและโครงการเพราะบ่มของเรา โดยเฉพาะ EcoStruxure Automation Expert ซึ่งกลุ่ม ARC Advisory กล่าวขานว่าเป็น ถนนไปสู่ Universal Automation การที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำมาตรฐาน IEC 61499 มาใช้ และช่วยสร้างความก้าวหน้าให้กับกระบวนการอัตโนมัติที่ได้มาตรฐานระบบเปิด จึงเป็นการขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพด้านวิศวกรรมในแบบเต็ม 100% ให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานเต็ม 100% อีกทั้งรองรับอนาคตได้เต็ม 100% เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังหมายถึงคนทำงานด้านอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จะสามารถควบคุมและสร้างประสิทธิภาพทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งมอบผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าคุณสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับ universal automation และซอฟต์แวร์ออโตเมชันระบบเปิด สามารถอ่านข้อมูลใน  white paper เพิ่มเติม และเข้าไปดูได้ที่ UniversalAutomation.org


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

101India จับมือ EAST NFT ปั้น “ยูนีค อินเดีย” เป็นผลงาน NFT ปรากฏออกทั่วโลก

101India บริษัทในเครือของ Offbeet Media Group ผู้บุกเบิกการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลในรูปแบบแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ชูจุดเด่นในเรื่องของความเอกลักษณ์ ล่าสุดประกาศเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตลาด NFT เตรียมนำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับอินเดียทั้งเรื่องดนตรี อาหาร การท่องเที่ยว ศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นภายในประเทศรวมไปถึงมรดกและทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณค่าระดับโลก ทั้งหมดนี้พร้อมแปลงมาสู่ผลงาน NFT เพื่อให้ได้ซื้อขายแลกเปลี่ยนและสะสม

ด้าน EAST NFT ถือเป็นพรีเมียมแพลตฟอร์มผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลงาน NFT ที่เป็นความร่วมมือของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ระหว่าง Fico Corporation และ Thoresen Thai Agencies (TTA) ผู้ที่พร้อมผลักดันตลาด NFT ของไทยและต่างประเทศให้เติบโตและสร้างคอมมูนิตี้โดยมีสโลแกนที่ว่า “LOVE IT, OWN IT” ซึ่ง ณ ปัจจุบัน EAST NFT มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจากทั่วโลกอาทิเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม ออสเตรเลีย

การที่ 101India เลือกจับมือเป็นพันธมิตรกับ EAST NFT ก็เพราะเล็งเห็นถึงจุดแข็ง 2 ประเด็นหลักได้แก่ (1) เรื่องของช่องทางการชำระเงินที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายเพราะสามารถ ซื้อ – ขาย ได้ทั้งผ่านระบบ PayPal บัตรเครดิต บัตรเดบิต โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency และฟีเจอร์การชำระด้วย Cryptocurrency จะสามารถทำได้เร็ว ๆ นี้อีกด้วย นี่คือความพรีเมียมที่มอบเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับครีเอเตอร์และนักสะสม (2) EAST NFT เชี่ยวชาญในการทำการตลาดและวางแผนการตลาดที่จะผลักดันให้ตนเองก้าวสู่แพลตฟอร์ม NFT ระดับเอเชีย และ ระดับโลกในระยะเวลาอันสั้น

Jaideep Singh, Founder Offbeet Media Group เผยว่า “ยุคนี้คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคอน   เทนต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่เรากำลังจะเข้าสู่เมตาเวิร์ส NFT คริปโต VR และอีกมายมายที่กำลังตามมาจากความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยี การจับมือร่วมกับ EAST NFT คือก้าวแรกที่จะทำให้คอน    เทนต์ของ 101India พัฒนาก้าวสู่โลกดิจิทัล”

“และการปรับตัวของ 101India เข้าสู่โลกดิจิทัลครั้งนี้ก็เพื่อที่จะพัฒนาและขยายตัวเองไปสู่พื้นที่ต่างๆ อีกทั้งสามารถเจาะเข้าสู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเรามั่นใจว่า EAST NFT จะเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมที่จะเชื่อมต่อและนำเสนอผลงาน NFT ของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อินเดียและทั่วโลก” 

“เราพร้อมนำเนื้อหาและคอนเทนต์ที่เอกลักษณ์จาก 101India ป้อนเข้าสู่โลก NFT เพื่อให้นักสะสมทั่วโลกได้เห็นผลงานสุดพิเศษเหล่านี้ เรามั่นใจว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะสร้างผลงานที่ดีร่วมกันอีกมากมายให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ประธาน EAST NFT 

“และอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบัน Content is King และมีการพัฒนาต่อเนื่อง อีกทั้งตลาด NFT ในอินเดียก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง 101India มีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบในคอนเทนต์อยู่แล้ว สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายผลงาน NFT และขยายเป็นคอมมูนิตี้ใหญ่ระดับโลก” นายสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EAST NFT ปิดท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องปอดขั้นสูง

โดย นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องมีความจำเป็นต่อการรักษาทุก ๆโรคที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเทคนิคนี้ จะส่งผลทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด  ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว เจ็บแผลน้อยหลังได้รับการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดแบบส่องกล้องแทบจะเป็นการผ่าตัดมาตรฐานในทุก อวัยวะภายในร่างกายไม่ว่าจะเป็นถุงน้ำดี ลำไส้ ไส้เลื่อน มดลูก จนไปถึงการผ่าตัดปอด ดังนั้นศัลยแพทย์ด้านนั้น จึงจำเป็นต้องมั่นฝึกฝนและศึกษาเพิ่มเติมในเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญและก่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

.นพ.ศิระ เลาหทัย คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล แพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องในช่องทรวงอก กล่าวว่า การผ่าตัดนั้นมีหลากหลายแบบ ถึงแม้หลักการจะคล้าย กัน แต่อุปกรณ์ที่ใช้หรือเทคนิคในการผ่าตัดมีความแตกต่างกัน การผ่าตัดแบบเปิดมักจะใช้เครื่องขนาดที่มือจับได้ แต่การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ศัลยแพทย์จะมีแต่เครื่องมือที่ใส่เข้าไปในรูนั้น ส่วนสายตาจะมองจอมอนิเตอร์หรือแอลอีดี ในลักษณะคล้ายกับการเล่นวีดีโอเกม ดังนั้นศัลยแพทย์ต้องฝึกฝนทักษะให้เกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญ 
ขอบเขตการให้บริการการผ่าตัดผ่านกล้องหรือที่เรียกว่า (VATS) Video assisted thoracoscopic surgery

.นพ.ศิระ เลากทัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้การผ่าตัดส่องกล้องปอดค่อนข้างมีความหลากหลาย เทคนิคเริ่มตั้งแต่การผ่าตัด แบบ 3-4 จุด จนมาถึงปัจจุบันที่มีการทำผ่าตัดส่องกล้องปอดโดยเทคโนโลยีขั้นสูงแบบจุดเดียว หรือที่เรียกว่า Uniportal video assisted thoracoscopic surgery  คือการผ่าตัดผ่านกล้อง ขนาด 3.5 เซ็นติเมตร

แบบจุดเดียว โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในช่องเดียวและมองผ่านทางจอวีดีทัศน์ขณะทำการผ่าตัด โดยเป้าหมายนี้ ทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะผ่านหลายจุดและทำลายเนื้อเยื่อร่างกายให้น้อยมี่สุด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน

การผ่าตัดแบบจุดเดียวนั้นสามารถทำการผ่าตัดได้ตั้งแต่โรคลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) ,มะเร็งปอด ( Lung cancer), น้ำในเยื่อหุ้มปอด ( Pleural effusion) ,หนองในปอด (Empyema thoracic) ,เนื้องอกในช่องอกหรือต่อมไทมัส (Mediastin tumour) ,เหงื่อออกมือ (Palmar hyperhidrosis) และยังมีโรคอื่น อีกหลายอย่างในช่องทรวงอก การผ่าตัดชนิดนี้ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้เริ่มทำการผ่าตัดชนิดนี้มานานหลายปี เพื่อทำให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด ผู้ป่วยท่านใดที่ต้องการสอบถามรายละเอียดการผ่าตัดส่องกล้องสามารถเข้ารับการปรึกษาได้ที่ เพจเฟซบุ๊กผ่าตัดปอดwww.facebook.com/search/top/?q=ผ่าตัดปอด หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ @lungsurgeryth


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Schneider Electric จับมือ AVEVA เปิดโครงการ Schneider Go Green รุ่นที่ 12 ดันเด็กไทยไปแข่งอินเตอร์ฯ ชิงทุนการศึกษาราว 370,000 บาท

กลับมาเป็นประจำทุกปีกับโครงการ Schneider Go Green 2022 ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งครั้งนี้จับมือกับ AVEVA ผู้นําระดับโลกด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์สำหรับอุตสาหกรรม โดยครั้งนี้ Schneider Go Green ยังคงเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติด้านพลังงานระดับโลกเหมือนเดิม สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ที่มีแนวคิดช่วยโลกในการอนุรักษ์และสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ มีความเป็นอัจฉริยะ และเพิ่มความยั่งยืน ซึ่งโจทย์ในปีนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 5 หมวดได้แก่ 1. Access to energy 2. Homes of the Future 3. Supply Chain of the Future 4. Grids of the future 5. De[coding] the Future โดยแต่ละทีมที่สนใจสามารถเลือกความเชี่ยวชาญของตนเองในการออกแบบแนวคิดที่ชัดเจน (Bold Idea) ที่สามารถทำได้จริง

คุณวุฒยา วงษ์สวรรค์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มประเทศไทย เมียนมา และลาว “ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการสร้างความยั่งยืนในทุกอุตสาหกรรม ผู้นำในอนาคตต่างให้ความสนใจกับความท้าทายด้านสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของโลก การสร้างความยั่งยืนไม่เพียงจะดีต่อโลก ยังดีต่อธุรกิจในทางตรง ดังนั้นหลากหลายองค์กรต่างพยายามจะหาโซลูชันเพื่อมาตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก ที่เอื้อไปสู่วิถีใหม่ในการทำงาน ซึ่งรวมถึงการช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชน การใช้พลังงานหมุนเวียน รวมไปถึงกลยุทธ์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีอาคารและบ้านสีเขียว ทั้งหมดต้องเป็นนวัตกรรมที่อยู่บนฐานที่ต้องสามารถควบคุมการปล่อยมลพิษที่มีผลต่ออุณหภูมิของโลก เพื่อสร้างความยั่งยืนในภาพรวม”

นักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันใน โครงการ Schneider Go Green 2022 สามารถรวมทีมตั้งแต่ 2 – 4 คน โดยทุกคนต้องเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ (ไม่เป็นจำเป็นต้องเป็นภาควิชาเดียวกัน หรือสถาบันเดียวกัน) ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 14 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้ชนะเลิศระดับประเทศไทยจะได้รับทุนการศึกษา 35,000 บาท รองอันดับ 1 ได้รับจำนวน 15,000 บาท รองอันดับ 2 จำนวน 10,000 บาท สำหรับทีมชนะเลิศระดับโลกจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 10,000 ยูโร หรือราว 370,000 บาท นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://gogreen.se.com/en

“โครงการ Schneider Go Green 2022 นับเป็นเวทีระดับโลกสำหรับนักศึกษาที่ต้องการแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับโลก  นอกนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับนักศึกษาในการพัฒนาแนวคิดที่ส่งประกวดร่วมกับพี่เลี้ยงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค และ AVEVA อย่างใกล้ชิด ที่สำคัญยังเป็นโอกาสของผู้เข้าร่วมโครงการในการเสนอแนวคิด และแสดงศักยภาพ ต่อหน้าทีมผู้บริหารของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และการแข่งขันระดับโลกในรอบสุดท้าย และยังเป็นโอกาสในการร่วมงานกันในอนาคตกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค และ AVEVA อีกด้วย” คุณวุฒยา กล่าวทิ้งท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความพิเศษ เทคโนโลยี

กองทรัสต์ระดับโลกอย่าง Digital Realty ติดตามความคืบหน้าด้านความยั่งยืนกันอย่างไร

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ กลายเป็นภาคที่ต้องตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้ว อุตสาหกรรมนี้ใช้พลังงานมากมายในการขับเคลื่อนสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งระบบระบายความร้อน และเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ของลูกค้า ซึ่งในหลายกรณี ต้องใช้น้ำจำนวนมากในการทำให้ระบบเย็นลง อย่างไรก็ตามหนึ่งในลูกค้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือ Digital Realty ได้นำร่องสู่ความยั่งยืนมากขึ้น และมีการนำข้อมูลมาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แท้จริง

Digital Realty คือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (real estate investment trust) REIT ที่เป็นทั้งเจ้าของ และมีการควบกิจการ รวมถึงพัฒนา และดำเนินการแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลระดับโลก นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งยืนยันด้วยการเป็นบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกที่ได้รับรางวัล ENERGY STAR Partner of the Year และเป็นรางวัลที่ได้รับติดกันสองปีซ้อน อีกทั้งทรัพยากรที่เกี่ยวข้องของ Digital Realty ทั้งสามสิบเอ็ดแห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตของ Digital Reality ที่ครอบคลุมในสหรัฐอเมริกา ยังได้รับการรับรองจาก ENERGY STAR เช่นกัน

การกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน

เนื่องจาก Digital Realty เป็นผู้ให้บริการระดับโลกด้านโซลูชันของโคโลเคชั่นดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างระบบคลาวด์รายใหญ่ที่สุด ความมุ่งมั่นในการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนสำหรับแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลระดับโลกชั้นนำ (PlatformDIGITAL®) จึงไม่ใช่งานเล็กๆ ในปี 2563 Digital Realty มุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซในขอบเขต 1 และ 2 (ทางตรงและทางอ้อม) ลงถึง 68 เปอร์เซ็นต์ในศูนย์ข้อมูลกว่า 290 แห่งที่ดำเนินงานใน 24 ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้อยู่ที่ 1.5 องศา ซึ่งยืนยันโดยโครงการของ Science-Based Target Initiative เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนภายในปี 2573

ในภาพใหญ่ Digital Realty ตั้งเป้าวงจรชีวิตที่สมบูรณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน กระบวนการเริ่มต้นด้วยการจัดหาและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและพัฒนาไปสู่การปรับวงจรชีวิตการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชนเป็นระยะ เหล่านี้ สร้างขึ้นบนรากฐานของความมุ่งมั่นพยายาม โดยใช้ตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม (green bonds) พลังงานหมุนเวียน รวมไปถึงกลยุทธ์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลน้ำ ความยืดหยุ่นที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวปฏิบัติในการสร้างอาคารสีเขียว เพื่อหาโซลูชันใหม่และนวัตกรรมในการควบคุมการปล่อยมลพิษโดยตรงจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงภายในซัพพลายเชน

ประสานความร่วมมือกับลูกค้าที่มุ่งเน้นความยั่งยืน

สำหรับ Digital Realty นอกจากความยั่งยืนจะดีต่อโลกแล้ว ยังดีต่อธุรกิจอีกด้วย ความมีประสิทธิภาพด้านทรัพยากรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วหลายครั้งว่า ช่วยสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ เนื่องจากการใช้น้ำ และไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายอีกทั้งยังสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ด้วยเหตุนี้ 90 % ของลูกค้าชั้นนำ 20 อันดับแรกของ Digital Realty จึงได้มีการเปิดเผยเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตนต่อสาธารณะ

Digital Realty ได้นำความคิดเห็นของลูกค้าพร้อมกับความมุ่งมั่น มาใช้ในการตัดสินใจเพื่อช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่อง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสามประการในการวัดความยั่งยืนของบริษัทและผลกระทบทางจริยธรรม ยังทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในสายตาของนักลงทุน ในฐานะที่ Digital Realty เป็นหนึ่งในสิบของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (REIT) ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด Digital Realty ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับนักลงทุนรายหลัก เพื่อทำความเข้าใจลำดับความสำคัญและวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG

ใช้ตัววัดเพื่อการประหยัดพลังงาน

Digital Realty ใช้เมตริกหรือตัววัดที่ตรวจสอบได้รวมถึงองค์กรภายนอกเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้อง ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะที่เป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Digital Realty พร้อมอีกบทบาทหนึ่งในการเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นผู้นำในการพูดคุยหัวข้อในเรื่องของความยั่งยืน ด้วยบทบาทของเราทั้งสองมุม ทำให้เราทราบดีว่าเราต้องมีข้อมูลในปริมาณมากเพื่อใช้เป็นกำลังสนับสนุนข้อเรียกร้องของเรา

ตัววัดประสิทธิภาพพลังงานที่น่าจับตามองของ Digital Realty คือค่า PUE (ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน) ซึ่ง  PUE เป็นค่าอัตราส่วนระหว่างการใช้พลังงานประจำปีของศูนย์ข้อมูล และพลังงานทั้งหมดที่เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ใช้ในแต่ละปี ซึ่งเป้าหมายของการลด PUE ของศูนย์ข้อมูลแบบโคโลเคชั่น ภายในปี 2565 อยู่ที่ 10 % (เทียบกับค่าพื้นฐานจากปี 2560) ซึ่งก็ทำได้สูงกว่าเป้า โดยสามารถลด PUE ได้ 11 % ทั้งนี้ Digital Realty ยังให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ในระดับที่ลงลึกถึงลูกค้าแต่ละราย โดยใช้ซอฟต์แวร์ PME ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของ PUE ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพ PUE ได้ดียิ่งขึ้น

การประหยัดพลังงานอย่างมีนัยสำคัญมาจากการใช้ LED ในดาต้าเซ็นเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของ Digital Realty ก็ใช้แสงสว่างจาก LED ทั้งหมด เนื่องจากเป็นระบบไฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน นอกจากนี้ระบบทำความเย็นยังมาจากการใช้ประโยชน์ของ “ฟรีคูลลิ่ง” เท่าที่จะสามารถทำได้ แม้แต่ในสภาพอากาศที่อบอุ่น เช่น ซานตาคลารา แคลิฟอร์เนีย ศูนย์ข้อมูลหลายแห่งของ Digital Realty ใช้อากาศเย็นในตอนกลางคืนเพื่อระบายความร้อนเป็นเวลาหลายพันชั่วโมงในแต่ละปี เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในหลายแห่ง เช่น ในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส Digital Realty ได้ทำข้อตกลงระยะยาวในการจัดหาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 154 เมกะวัตต์  ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำงานในนามของ Digital Realty เพื่อเจรจาข้อตกลงในการซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบางส่วน ทำให้ พอร์ตโฟลิโอโดยรวมของ Greater Dallas ทั้งหมดของ Digital Realty ในปีนี้จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนเกือบประมาณ 70%

นำข้อมูลมาใช้ในการอนุรักษ์น้ำ

ในไตรมาส 1 ปี 2564 Digital Realty ได้กลายเป็นผู้บริโภครายแรกที่ใช้น้ำรีไซเคิลและเป็นบริษัทศูนย์ข้อมูลรายแรกและรายเดียวที่เข้าร่วมเครือข่ายผู้ใช้น้ำรีไซเคิลของสมาคม WaterReuse (เครือข่ายสำหรับธุรกิจและหน่วยงานอื่นๆ ที่ใช้น้ำรีไซเคิล) การเป็นสมาชิกของบริษัทในเครือข่ายผู้ใช้น้ำรีไซเคิลนั้นรวมถึงการเป็น green designation WATER STAR® ซึ่งให้การยอมรับถึงความสำเร็จของ Digital Realty ในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรน้ำในชุมชนท้องถิ่น

การประเมินการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของ Digital Realty ได้ข้อสรุปว่า ในปี 2563 กว่า 50 % ของน้ำที่นำมาใช้ในการทำให้ศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ เย็นลงนั้น มาจากแหล่งน้ำที่ไม่สามารถดื่มได้ โดยรวมแล้ว 43 % ของแหล่งน้ำทั่วโลกในปี 2563 มาจากแหล่งน้ำที่ไม่สามารถดื่มได้ที่อยู่ภายในเทศบาล หรือเป็นน้ำรีไซเคิลภายในไซต์งาน

ในสหรัฐอเมริกา ศูนย์ข้อมูล Westin Building Exchange ของ Digital Realty ในซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน จัดหาระบบทำความร้อนให้กับแคมปัส ของบริษัท Amazon ที่อยู่ติดกัน ซึ่ง Ecodistrict ใช้น้ำเย็นที่ถูกทำให้ร้อนจากอาคารเวสทินเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่อาคารสำนักงานใหญ่ระดับโลกของอเมซอน ขณะที่น้ำเย็นจากอาคารของ Amazon จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ใน Westin เพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลเย็นลง

ในที่สุดระบบจะให้ความร้อนแก่พื้นที่สำนักงานประมาณ 5 ล้านตารางฟุต การรีไซเคิลพลังงานส่วนเกินจาก Westin คาดว่าจะช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 80 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ตลอด 25 ปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ถ่านหิน 62 ล้านปอนด์ โครงการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของเมืองซีแอตเทิลในการลดการปล่อยพลังงานในอาคารลง 38% จากปี 2551 ภายในปี 2573 และบรรลุสถานะคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2593

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ดังนั้น Digital Realty จึงใช้ตัวชี้วัด GRESB เพื่อทำการวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงทางกายภาพสำหรับพอร์ตโฟลิโอของตน การประเมินความเสี่ยงรวมถึงการเพิ่มของระดับน้ำทะเล และความเครียดน้ำ (water stress) Digital Realty ใช้เครื่องมือมากมายในการประเมินการใช้น้ำและหนึ่งในนั้นคือเครื่องมือ Aqueduct ของสถาบันทรัพยากรโลก ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำและประเมินการใช้น้ำในภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำ

ถัดไปคือตัวชี้วัดซัพพลายเชน

Digital Realty ทราบว่าธุรกิจที่ยั่งยืนจะต้องได้รับแรงหนุนจากซัพพลายเชนที่”สะอาด” ดั้งนั้น Digital Realty จึงได้เริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของซัพพลายเออร์ เป้าหมายส่วนหนึ่งของโครงการ Science-Based Target Initiative คือการลดการปล่อยคาร์บอนในขอบเขตที่ 3 ลง 24% ต่อพื้นที่ภายในปี 2573

เรื่องนี้คือความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง Digital Realty และ Schneider Electric ต่างทำงานร่วมกันได้อย่างดี เพราะเราได้แบ่งปันวัตถุประสงค์ร่วมกันอีกทั้งให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเหมือนกัน เรายังคงดำเนินการในเชิงรุกโดยการนำแนวทางใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมมาใช้ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับ Digital Realty ต่อไป เพื่อช่วยสร้างโลกและอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลที่ดีและยั่งยืนยิ่งขึ้น

                                                                                          # # #

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” จับมือ “การท่าเรือฯ” สานต่อความร่วมมือ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบังสู่ Smart City ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

24 มกราคม 2565กรุงเทพมหานคร – ดีป้า และ การท่าเรือฯ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนา Smart City ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ เดินหน้าสานต่อการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ยกระดับการบริหารจัดการสภาพการจราจรในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อขับเคลื่อนสู่ท่าเรือที่ได้มาตรฐานระดับโลก ก่อนเดินหน้าประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมด้วย เรือโท ยุทธนา โมกขาว รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนา Smart City ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ณ อาคารดีป้า ลาดพร้าว

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสืบเนื่องมาจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2562 ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการขนส่งหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) ทั้งการส่งออกและนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางเรือและรถบรรทุก เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลสำหรับผู้ให้บริการท่าเรือ รถไฟ รถบรรทุกขนส่งสินค้า ผู้ให้บริการคลังสินค้า ตลอดจนผู้นำเข้า-ส่งออก และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านอื่น ๆ

พร้อมกันนี้ยังส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสภาพการจราจรในพื้นที่ท่าเรือฯ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วแก่ผู้ใช้บริการ ลดความแออัด และระยะเวลารอคอย ลดต้นทุนด้านการขนส่ง รวมถึงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนท่าเรือแหลมฉบังสู่การเป็นท่าเรือที่ได้มาตรฐานระดับโลก และรองรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Digital Hub) ซึ่งประเมินว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี

ด้าน เรือโท ยุทธนา กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลที่นำมาประยุกต์ใช้กับท่าเรือแหลมฉบังจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ และสามารถนำมาใช้เป็นฐานข้อมูล (Big Data) ที่สำคัญ เพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นฐานข้อมูลด้านการขนส่งของท่าเรือแหลมฉบังและภาคตะวันออก อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีการจัดเก็บและการบริหารฐานข้อมูล รองรับการทำงานระหว่างหน่วยงาน และการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลข้อมูล อีกทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมขนส่ง และประชาชนในชุมชนโดยรอบ

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนา Smart City ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะให้ความสำคัญกับการจัดให้มีบริการอัจฉริยะ ซึ่งเป็นการต่อยอดระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue) ของท่าเรือฯ โดยภาพรวมการบริหารจัดการด้วยแพลตฟอร์มและการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังจะพัฒนาโดยใช้กรอบการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองของ ดีป้า ซึ่งมีแหล่งข้อมูลต้นทาง อาทิ ข้อมูลการเดินรถ ข้อมูลจากหัวรถลาก ข้อมูลตู้คอนเทนเนอร์ ข้อมูลตารางเรือ สายเรือ และอื่น ๆ จากท่าเรือเอกชน รวมถึงข้อมูลประกอบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการจราจร อากาศ CCTV และข้อมูลที่ได้จากระบบให้บริการที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ โดยรวบรวมผ่านระบบ Smart Port Xchange Engine ซึ่งมีองค์ประกอบหลักตามกรอบการพัฒนาคือ Data Catalog, Data Exchange และ Data Governance จากนั้นนำมาสร้างเป็นบริการใหม่ ได้แก่ Smart Port Traffic, Smart Truck, Smart Port e-Payment, Smart Backhaul และ Smart Port Analytics อีกทั้งยังมีการให้บริการ Open Data สำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการปรับเปลี่ยนการทำงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ และเหมาะสม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Adobe เผย “10 เทรนด์เทคโนโลยีอนาคตในมุมมองด้านครีเอทีฟ”

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้มาตลอด ปีที่ผ่านมา คือ รูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไป และจะยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เราได้แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับไอเดียใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น แทนที่จะกล่าวถึงเทรนด์ที่เห็นอย่างชัดเจน โดยการคาดการณ์ The near future of technology ครอบคลุมมุมมองต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน รวมทั้งสิ่งที่แบรนด์จะต้องตระหนักถึง ดังนี้:

1. คำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเข้ามาแทนที่รายการ​ Favorites

รายการโปรด​ หรือ “Favorites” จะถูกแทนที่ด้วย AI ถ้าเรามองย้อนกลับไป เราจะพบว่าการรวบรวมและเรียกใช้ “รายการโปรด” เป็นความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ กล่าวคือ เราพอใจสิ่งต่างๆ ที่เราชอบอยู่แล้ว แทนที่จะสำรวจสิ่งใหม่ๆ เพื่อขยายรสนิยมหรือความชอบของเราให้หลากหลายมากขึ้

เมื่อไม่นานมานี้ แทนที่ผมจะบันทึกเพลย์ลิสต์ที่พบเจอและชื่นชอบบน Spotify แต่​กลับยินยอมที่จะไว้ใจอัลกอริธึม ซึ่งเหมือนกับฟีเจอร์การฟังเพลงจากวิทยุแต่มีการ “ยกระดับ” ขีดความสามารถให้ดียิ่งขึ้น และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับแง่มุมอื่นๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ประสบการณ์การเดินทางที่ชื่นชอบจะนำไปสู่ recommendation ซึ่งจะเข้ามาแทนที่การค้นหาข้อมูลบน Google

ทุกสิ่งที่คุณชื่นชอบจะกลายเป็นข้อจำกัดหรือการตีกรอบให้กับชีวิตของคุณ​ ​โดยคุณอาจจะสนใจอยู่แต่เรื่องเหล่านี้จนไม่มีโอกาสที่จะสำรวจประสบการณ์ใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่า (ตามกฎของความเป็นไปได้)  ยิ่งเราจำกัดตัวเองไว้เฉพาะที่ “รายการโปรด” เราก็ยิ่งไม่มีโอกาสที่จะค้นพบประสบการณ์ที่ดีกว่า ซึ่งตรงจุดนี้ AI สามารถช่วยคุณได้

2. คนรุ่นใหม่จะประกอบอาชีพที่มีหลากหลายบทบาท หรือ “Polygamous Careers” และทำให้โลกขององค์กรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

คนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจะเลือกประกอบอาชีพหลากหลายด้าน หรือที่เรียกว่า “Polygamous Careers”  ความต้องการที่จะสร้างรายได้และเติมเต็มชีวิตผ่านการทำงานในหลายๆ ด้าน​จะช่วยดึงดูดพนักงานให้อยู่กับองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในสถานที่ทำงาน  และช่วยให้บริษัทสามารถสรรหาบุคลากรชั้นนำที่ยากจะเข้าถึง อาชีพการงานของแต่ละคนจะมีลักษณะเป็นพอร์ตโฟลิโอที่ระบุผลงานจากโครงการต่างๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นดีไซเนอร์ วิศวกร พนักงานขาย หรือนักลงทุนก็ตาม 

ยกตัวอย่างเช่น Polywork เป็นพัฒนาการที่ทันสมัยของ LinkedIn โดยมีการรวบรวมข้อมูลโปรไฟล์ของบุคคลอย่างละเอียดในระดับโครงการย่อยและผลงานต่างๆ แทนที่จะระบุเฉพาะตำแหน่งงาน ดังนั้นจึงอาจมีการระบุรายละเอียดต่างๆ ของงานอย่างเช่น เขียนโค้ด” “อัพเดตแอป iOS” หรือ “เป็นวิทยากรในการประชุมสัมมนา” ในโลกของการทำงานแบบ Polygamous Career เหตุการณ์สำคัญเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่า และอีกหนึ่งบริษัทที่น่าสนใจก็คือ Braintrust ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ “บุคลากรเป็นเจ้าของ” โดยบริษัทจะสามารถว่าจ้างกลุ่มฟรีแลนซ์และทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางหรือเสียค่าธรรมเนียมในการสรรหาบุคลากร และท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้นจากการทำงานที่เราชอบ หรือ “Tune-In Jobs” (รู้สึกเต็มอิ่มและมีส่วนร่วมอย่างมากกับงานที่ทำอยู่) ซึ่งต่างจาก “Tune-Out Jobs” (ซึ่งเราจะสนใจแต่เฉพาะเวลาเข้า-ออกงาน)  และโลกของเราก็จะพัฒนาไปข้างหน้าโดยอาศัยบุคลากรที่มีส่วนร่วมกับงานอย่างจริงจัง

3. การเติบโตของประสบการณ์แบบ Immersive จะทำให้การสร้างผลงาน มิติกลายเป็นกระแสหลัก

“เมต้าเวิร์ส” (Metaverse) ทำให้การเล่นเกม​ การติดต่อกับเพื่อนๆ และทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานภายในโลกเสมือนจริงเป็นแบบเรียลไทม์ คณะกรรมการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าอุปกรณ์ใดจะถูกใช้ในการสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวที่สถานศึกษา ที่ทำงาน และที่บ้าน แต่เทรนด์นี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และทุกคนจะเข้าไปมีส่วนร่วมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตามประสบการณ์นี้จะน่าเบื่อและไม่ได้รับความนิยม ถ้าหากไม่มีการใส่คอนเทนต์แบบอินเทอร์แอคทีฟ 3 มิติที่ดึงดูดและมีการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคล  รวมไปถึงสื่อประเภท Immersive แต่ปัญหาคือ คอนเทนต์ 3 มิติเป็นสิ่งที่สร้างยาก โดยเมื่อก่อนนี้ ในการสร้างวัตถุ 3 มิติ จะต้องใช้โปรแกรมสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อน และมีการคำนวณทางคณิตศาสตร์มากมาย จากนั้นก็จะต้องใช้โปรแกรมอื่นๆ อีกหลายโปรแกรมสำหรับการวาดภาพประกอบและเรนเดอร์

เราได้เรียนรู้ว่านักออกแบบส่วนใหญ่ต้องการที่จะเริ่มต้นจากวัตถุ 3 มิติในสต็อก แทนที่จะต้องสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น และวัตถุ 3 มิติในสต็อกที่ว่าจะนี้จะต้องสามารถกำหนดค่าพารามิเตอร์ ควบคุมจัดการได้ง่าย​เพื่อรองรับการทำงานครีเอทีฟ โดยปราศจากความยุ่งยากซับซ้อน ชุด Substance 3D ที่ประกอบด้วยเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถปั้นชิ้นงานวัตถุ 3 มิติ (เหมือนกับงานปั้นดิน) ด้วยการสวมใส่เฮดเซ็ตสำหรับ Virtual Reality (VR) จากนั้นก็ปรับแต่งเพิ่มเติมในโปรแกรมเดสก์ท็อปเพื่อทำให้ดูสมจริงมากขึ้น เราทุกคนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบ 3 มิติได้ทันทีที่ประสบการณ์แบบ Immersive กลายเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง

4. “Stakeholder Economy” จะขับเคลื่อนแบรนด์เกิดใหม่และธุรกิจท้องถิ่น และส่งผลกระทบต่อบริษัทยักษ์ใหญ่บนอินเทอร์เน็ต​ และตลาดซื้อขายสินค้าทั่วโลก

แบรนด์ต่างๆ จะถูกกำหนดด้วยมีม คอนเทนต์ และการสนทนาในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจและโครงการใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นชุมชนก็จะมีลักษณะกระจายศูนย์มากขึ้นเช่นกัน โดยโครงสร้างองค์กรใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนจะทำให้เจ้าของและลูกค้าเป็น​ stakeholders

5. ปัจจุบัน แบรนด์ต่างๆ ถูกกำหนดด้วยการสร้างคอนเทนต์ของมวลชน ซึ่งต่างจากการใช้บริการของเอเจนซี่ด้านครีเอทีฟและการซื้อโฆษณา และทุกวันนี้ แบรนด์ต่างๆ จะนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีและสดใหม่ได้จำเป็นต้องอาศัยคอนเทนต์ล่าสุดที่เกิดขึ้น

ถ้าแบรนด์หรือบริษัทที่คุณชื่นชอบสามารถให้คุณเป็นเจ้าของได้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นเจ้าของร่วมกันในบริษัทขนาดเล็กอาจกลายเป็นภัยต่อบริษัทขนาดใหญ่ ถ้า​ ​stakeholders ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนในธุรกิจดังกล่าวมีแรงจูงใจที่จะช่วยสร้าง ปรับปรุง ทำตลาด และสนับสนุนแบรนด์นั้นๆ ก็ย่อมจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน​ และในท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจที่อาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนแบบ “many-to-many” น่าจะประสบความสำเร็จในการทำตลาดได้ดีกว่าธุรกิจแบบ “one-to-many”

เราทุกคนจะเลือกรับโฆษณามากขึ้นด้วยประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะทำการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้เป็นอย่างดีจนทำให้การดูโฆษณาเป็นที่นิยมมากขึ้น​ การเจอโฆษณายาสีฟันไวท์เทนนิ่งหรือคอร์สลดน้ำหนักที่น่ารำคาญใจครั้งแล้วครั้งเล่าย่อมทำให้คนเลือกที่จะไม่ดูโฆษณา อย่างไรก็ดี ประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล จะช่วยทำให้เกิด​การโฆษณารูปแบบใหม่ และโดยมากแล้วเราก็ชอบประสบการณ์แบบนี้มากกว่า

6. การบริการที่ เพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชน” เพื่อต่อกรกับผู้มีอำนาจ

ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมากกับการเติบโตของผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์และเครือข่ายที่มุ่งขจัดอุปสรรค หรือโมเดลธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และเราจะเห็นสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น​แอป DoNotPay ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บริโภคในการต่อสู้กับระบบราชการ และหาหนทางขจัดขั้นตอนการทำงานของภาครัฐเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน บริการทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ประชาชน แทนที่จะต้องรอรับบริการในระบบที่อยู่เกินอำนาจการควบคุมของประชาชน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนอกจากจะช่วยเหลือประชาชนแล้ว ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและบริษัทขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทและดำเนินการอย่างรับผิดชอบ

7. ทุกส่วนงานขององค์กรจะแปรเปลี่ยนเป็น​ Immersive Experience รองรับ​multi-player

สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายและข้อเสียของระบบผู้เล่นหลายคน (Multi-player) ไม่ว่าจะเป็นแอปที่มีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อรองรับการทำงาน​ร่วมกันมากขึ้น หรือโปรโตคอลที่อาศัยฉันทามติ​ (consensus)​บนบล็อกเชน อย่างไรก็ดี คนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับคุณประโยชน์และข้อเสียที่ตามมา กล่าวคือ คนกลุ่มนี้ต้องการที่จะทำงานร่วมกันมากกว่า แม้ว่าจะมีปัญหาและความล่าช้าเกิดขึ้น เมื่อเทียบกับการทำงานโดยลำพังเพียงคนเดียว แต่ทำได้เร็วกว่า

8. คนรุ่นใหม่จะชื่นชอบรูปแบบการใช้ชีวิต​และการทำงานแบบมีอิสระมากขึ้น ​(Nomad)

คนหนุ่มสาววัยยี่สิบกว่าเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ตามบ้านเช่าหรือเปลี่ยนที่พักไปเรื่อยๆ ตามที่ต่างๆ ทั่วโลก ทำงานจากระยะไกล และดื่มด่ำกับวัฒนธรรมในชุมชนที่อาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น  ประสบการณ์ดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับความหลากหลายอย่างเปิดกว้าง และการค้นหาตัวเองจะส่งผลดีต่อชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงาน มีผลิตภัณฑ์ หรือเครือข่ายประเภทใดบ้างที่จะช่วยให้ทุกคนเข้าถึงประสบการณ์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง? แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์และองค์กรนายจ้างที่ปรับเปลี่ยนไปสู่ทิศทางนี้จะประสบความสำเร็จในอนาคต

9. โมเดลแฟรนไชส์แบบย้อนกลับและ “Eduployment” จะขับเคลื่อนการเติบโตและความยืดหยุ่นของธุรกิจขนาดเล็ก

แนวคิดเรื่อง “Eduployment” จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะปลดล็อคอาชีพหลายล้านตำแหน่งในช่วงเวลาหลายปีนับจากนี้  Eduployment เป็นการบูรณาการเชิงลึกของการทำธุรกิจ การศึกษา และการหางานหรือเปิดบริษัทใหม่  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริษัท Nana ซึ่งฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น เครื่องล้างจาน) และช่วยให้ได้รับงานซ่อมแซมจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนบริษัท Hoist จะฝึกอบรมให้คุณเป็นช่างทาสี รวมถึงทักษะด้านอื่นๆ พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ทุกอย่างที่จำเป็น และช่วยให้คุณหางานได้ภายในเวลา 30 วัน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเปรียบเสมือนการทำธุรกิจแฟรนไชส์ 

10. ยุคของอัตลักษณ์ที่หลากหลาย (Multiple Identities)เราค้นหา ยอมรับ และแสดงออกซึ่งตัวตนที่หลากหลายของเรา

ยุคสมัยล่าสุดของโซเชียลเน็ตเวิร์กยอมรับ หรืออย่างน้อยก็รองรับการใช้นามแฝง แต่ในยุคหน้า โซเชียลเน็ตเวิร์กจะถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับความจริงที่ว่าผู้ใช้ทุกคนมีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย  แน่นอนว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เราไม่ต้องการที่จะถูกจำกัดหรือจำแนกด้วยอัตลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ถูกกำหนดโดยคนอื่นๆ รอบตัวเรา  แม้ว่าเรามีจินตนาการและความต้องการที่จะเป็นใครสักคนในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งต่างจากสิ่งที่คนอื่นๆ บอกว่าเราเป็น แต่ก็มีอุปสรรคและแรงเสียดทาน ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และสถานการณ์แวดล้อม (ภูมิลำเนา รูปร่างหน้าตา คนที่คุณพบเจอ) ที่ถูกกำหนดอย่างตายตัวมากเกินไป และจะต้องใช้ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความท้าทายอย่างมากเพื่อจะสามารถหลุดจากกรอบที่ว่านี้

Scott Belsky, Chief Product Officer และรองประธานบริหารอะโดบี​ ครีเอทีฟคลาวด์

###สก็อต เบลสกี้ เป็นผู้ประกอบการ (Behance, 99U), ผู้บริหาร (อะโดบี), ผู้แต่งหนังสือ (The Messy Middle, Making Ideas Happen) และนักลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพกว่า 80 แห่ง (รวมถึงธุรกิจหลายแห่งที่กล่าวถึงในบทความนี้) และมีความหลงใหลในผลิตภัณฑ์หลากหลาย​ ผู้สนใจสามารถติดตามการสนทนาและค้นหาสก็อตได้ทา Twitter ดูโพสต์ล่าสุดอื่นๆ อย่างเช่น “What is Seeing The Matrix for Product Leaders?” “8 Themes for the Future of Tech” และอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของเขา — The Messy Middle หรือลงทะเบียนเพื่อรับจดหมายข่าวเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ เทคโนโลยี

การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 65 พุ่งแตะ 6 ล้านคัน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (แบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด) ในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคัน จาก 4 ล้านคันในปี 2564

โจนาธาน ดาเวนพอร์ท ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “จากที่ประชุม COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สมาพันธ์ Zero Emission Vehicle Transition Council มีข้อตกลงเห็นพ้องตรงกันว่า ภายในปี 2583 ผู้ผลิตรถยนต์จะเดินหน้าผลิตและจำหน่ายยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ จากที่ก่อนหน้านี้ได้กดดันให้ผู้ผลิตในตลาดรถยนต์ชั้นนำเตรียมพร้อมรับมือกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ กับภาคการขนส่ง ทั้งนี้ยานยนต์ไฟฟ้า (หรือ EVs) นั้นเป็นเทคโนโลยีระบบส่งกำลังที่มีความสำคัญต่อการช่วยลดการปล่อย CO2 ในภาคการขนส่ง ภาวะขาดแคลนชิปยังส่งผลกระทบต่อเนื่องกับยอดการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปีนี้ แม้สัดส่วนการจัดส่งรถยนต์พลังไฟฟ้าประเภทรถตู้ (Vans) และรถบรรทุก (Trucks) ยังมีขนาดเล็กในปัจจุบัน แต่การจัดส่งยานยนต์ในกลุ่มนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเจ้าของกิจการเล็งเห็นถึงประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและด้านการเงิน เมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า”

การ์ทเนอร์คาดว่ารถยนต์ (Cars) จะมีสัดส่วนจัดส่งสูงถึง 95% ของตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2565 ส่วนที่เหลือจะแบ่งเป็น รถโดยสาร (Buses) รถตู้ (Vans) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (Heavy Trucks) (ดูตามตารางที่ 1)

ตารางที่ 1: ปริมาณการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ปี 2564-2565 (หน่วยตามจริง)

  ยอดจัดส่ง ปี 2564 ยอดเติบโต ปี 2564 (%) ยอดจัดส่ง ปี 2565 ยอดเติบโต ปี 2565 (%)
รถยนต์ 4,473,907 38.3 6,022,147 34.6
รถโดยสาร 165,551 18.1 198,353 19.8
รถตู้ 86,274 56.1 126,607 46.8
รถบรรทุกขนาดใหญ่ 15,171 41.5 22,663 49.4
รวม 4,740,903 37.7 6,369,769 34.4

เนื่องจากการปัดเศษ ทำให้ตัวเลขบางตัวรวมกันแล้วไม่ตรงกับจำนวนรวมทั้งหมด

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2565)

ประเทศจีนและยุโรปตะวันตกมียอดจัดส่งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้

ด้วยนโยบายของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีคำสั่งให้ภายในปี 2573 ผู้ผลิตรถยนต์ต้องผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในสัดส่วน 40% ของยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด รวมถึงการจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขึ้นใหม่ การ์ทเนอร์คาดว่าประเทศจีนจะกลายเป็นผู้นำอันดับ 1 ที่ครองยอดการจัดส่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยมีสัดส่วนราว 46% ของการจัดส่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดทั่วโลกในปีนี้ โดยมียอดจัดส่งสูงถึง 2.9 ล้านคัน ขณะที่ฝั่งยุโรปตะวันตกจะอยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยยอดการจัดส่งที่ 1.9 ล้านคัน และตามมาด้วยอันดับสามคือผู้ผลิตจากอเมริกาเหนือ ที่คาดว่าจะมียอดจัดส่งอยู่ราว 855,300 คัน

“แผนของสหภาพยุโรป (EU) ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้รถยนต์ให้ได้ที่ 55% และรถตู้ที่ 50% ภายในปี 2573 เป็นการกระตุ้นตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สำคัญในยุโรป” ดาเวนพอร์ท กล่าวเพิ่มเติมว่า

จากการที่รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญ ออกกฎระเบียบและใช้มาตรการกระตุ้นต่าง ๆ เพื่อผลักดันยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น นั่นทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มการลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้วางโครงสร้างพื้นฐานจุดชาร์จไฟและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในรถยนต์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การ์ทเนอร์คาดว่า ในปีนี้จะมีจำนวนจุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 ล้านจุด จากเดิม 1.6 ล้านจุด เมื่อปี 2564

ปัจจัยท้าทายการใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังมีอยู่อีกมาก 

เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ผู้ผลิตจะต้องจัดการกับปัจจัยหลายประการ อาทิ การลดราคารถยนต์พลังงานไฟฟ้าและแบตเตอรี่ การรีไซเคิลแบตเตอรี่ การนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ ที่หลากหลายกว่าเดิม พร้อมยืดระยะการขับให้ได้ระยะไกลขึ้น รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องจุดชาร์จไฟฟ้า

ดาเวนพอร์ท กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข นั่นคือ จำนวนจุดชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วที่บ้านและตามพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ที่ยังขาดแคลน โดยผู้ให้บริการสาธารณูปโภคจะต้องเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าสมาร์ทกริดเพื่อรับมือกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตอบสนองต่อเป้าหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศที่ยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้าจะต้องออกแบบระบบการผลิตไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว”

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com

#ev

#รถไฟฟ้า


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมตัวช้อป! อเมริกันสแตนดาร์ด จัดโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 จับคู่สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมพร้อมรับฟรีอ่างล้างหน้าเข้าชุด

กรุงเทพฯ – 1 กุมภาพันธ์ 2565 – New Year… New Bathroom อเมริกันสแตนดาร์ด แบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ภายใต้ ลิกซิล กรุ๊ป ชวนคนไทยเปลี่ยนสุขภัณฑ์ชิ้นใหม่ ยกระดับความสะอาดให้แก่ห้องน้ำบ้านคุณเสริมเกราะป้องกันชีวิตวิถีใหม่กับแคมเปญ HygieneClean ที่มากับสโลแกน “Protect What Matters Most. Start with HygieneClean” ส่งโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 เมื่อซื้อสุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมที่ร่วมรายการ รับฟรี! อ่างล้างหน้าดีไซน์สวยเข้าชุด ให้คุณมีห้องน้ำสวย สะอาด พร้อมปกป้องคุณทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงด้วย “HygieneClean System” นวัตกรรม เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวจากอเมริกันสแตนดาร์ด

Buy Now! เลือกสุขภัณฑ์ที่มอบความสะอาดให้คุณทุกวัน มั่นใจได้ในทุกเวลากับโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 นี้ เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ 

พบกับสุขภัณฑ์รุ่น Highlight ได้แก่

  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว ดีไซน์ใหม่ไร้ถังพักน้ำ รุ่น Studio S ปกติ 36,000 บาท พิเศษ 19,900 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้าพร้อมสะดืออ่างเข้าชุด มูลค่า 3,990 บาท
  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว รุ่น Acacia SupaSleek ปกติ 18,050 บาท พิเศษ 13,900 บาท                รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 2,490 บาท
  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว เซ็นเซอร์ฟลัช รุ่น Neo Modern ปกติ 20,500 บาท พิเศษ 9,490 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 1,790 บาท  
  • โถสุขภัณฑ์แบบสองชิ้น รุ่น Neo Modern ปกติ 7,970 บาท พิเศษ 5,290 บาท           รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 790 บาท

สุขภัณฑ์ที่ร่วมรายการโปรโมชันนี้ทุกรุ่นมาพร้อมกับนวัตกรรม “HygieneClean System” ที่สุดแห่งเทคโนโลยีของความสะอาดช่วยให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากเชื้อโรคร้ายตลอด 24 ชั่วโมง ไฮยีนคลีนโดดเด่นด้วย 4 เทคโนโลยีที่พร้อมปกป้องคุณทุกวัน ได้แก่ Powerful with SiphonMax & Double Vortex มอบความสบายใจให้กับคุณด้วยฟลัชทรงพลัง ผลักสิ่งสกปรกในพริบตา ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น Cleaner with PowerRim ดีไซน์ภายในแบบไร้ขอบ หมดปัญหาซอกมุมที่เข้าถึงยาก ดูแลง่าย เพียงแค่เช็ดทำความสะอาด Spotless with Aqua Ceramic การันตีด้วยรางวัล Good Design Award 2016 บอกลาคราบ และเวลาในการทำความสะอาดนาน ๆ ไปได้เลย เพราะความเงางามคงทนนี้จะอยู่คู่ห้องน้ำคุณไปอีกนาน และ Germ-Free with ComfortClean สารเคลือบผิวชนิดพิเศษ ป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ แม้แต่ E.Coli ทำลายสิ่งสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต๊าซไม่ไหวกับต่อที่ 2 ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด on top 5% เมื่อซื้อสินค้าอเมริกันสแตนดาร์ดครบ 10,000 บาท (ลดสูงสุด 1,000 บาท/ใบเสร็จ) เมื่อลงทะเบียนแล้วท่านจะได้รับข้อความยืนยันสิทธิ์เพื่อไปแสดงต่อพนักงานขายที่หน้าร้านและรับส่วนลดได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เท่านั้น ลงทะเบียนรับสิทธิ์ คลิก   (โปรโมชันนี้ไม่รวมสินค้าราคาโครงการ และ เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด)

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรโมชันทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่ Website : Facebook : American Standard Thailand หรือ โทร. 02-901-4455

เกี่ยวกับอเมริกันสแตนดาร์ด                                                                         

ในฐานะแบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำ อเมริกันสแตนดาร์ดได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในเรื่องสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือส่งตรงสู่ห้องน้ำของทุกคน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 140 ปี จนปัจจุบันอเมริกันสแตนดาร์ดยังคงยกระดับการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการทางด้านสุขภัณฑ์ที่ลูกค้าวางใจได้ นับตั้งแต่การผสมผสานในการออกแบบที่พิถีพิถันลงตัวเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพื่อสร้างอาณาจักรห้องน้ำแห่งความสบายสูงสุดและคงประสิทธิภาพต่อผู้ใช้

เกี่ยวกับลิกซิล

ลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกด้านผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานได้ประสบในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ด้วยการยึดมั่นในนวัตกรรมที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะมาทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ลิกซิลไม่เหมือนใครคือแนวทางที่ทางบริษัทใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ เราทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน จิตวิญญาณของผู้ประกอบการ ความทุ่มเทที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ และการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ แนวทางเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมอันได้แก่ อิแน็กซ์ โกรเฮ่ อเมริกันสแตนดาร์ด          และทอสเท็ม โดยพนักงานราว 60,000 คน ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลกของเรานั้นมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกในแต่ละวัน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lixil.com


Exit mobile version