Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย 2022 มุ่งมั่นขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน

นายโจฮัน คลาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และการตลาด และหัวหน้างานด้านความยั่งยืน บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2565 สแกนเนียยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งที่ยั่งยืน พร้อมกับการขับเคลื่อนผลกำไรให้กับลูกค้าของเราด้วย โดยภายในปี 2564 ที่ผ่านมา สแกนเนียเป็นบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุกและรถโดยสารเพียงรายเดียวที่เข้าร่วมรับรองในบันทึกความเข้าใจระดับโลกที่ร่วมกันให้คำมั่นสัญญาที่จะทำให้ยานยนต์ในประเทศของตนปลอดมลภาวะภายในปี 2583 เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถเพื่อการพาณิชย์

นอกจากนี้ สแกนเนีย ได้เตรียมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองทั้งการสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืนพร้อมสร้างผลกำไรให้ลูกค้าไปพร้อมกัน ด้วยการนำหลักการขนส่งที่ยั่งยืน 3 ประการ ได้แก่

1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Fuel Efficiencyซึ่งหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ช่วยทำให้ใช้พลังงานน้ำมันสำหรับการเผาไหม้น้อยลง ปล่อยมลพิษน้อยลง และแน่นอนว่าต้นทุนขนส่งก็ลดลงไปด้วย เป็นการช่วยเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจไปพร้อมกัน

2. เชื้อเพลิงทางเลือกและพลังงานไฟฟ้า (Alternative Fuels and Electrificationสแกนเนียส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล โดยไม่จำเป็นต้องทำการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีในการลดการปล่อยคาร์บอนโดยตรง และการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจการขนส่ง

3.การขนส่งที่ชาญฉลาดและปลอดภัย (Smart and Safe Transport ) ปัจจุบันรถสแกนเนียมีการติดตั้งระบบที่จะช่วยดูแล แจ้งสถานะการทำงาน และตำแหน่งของรถได้แบบเรียลไทม์  เพื่อประเมินช่วงเวลาในการบำรุงรักษารวมทั้งแจ้งเตือนความผิดปกติของรถก่อนที่ขัดข้อง ทำให้ลูกค้าวางแผนการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุขัดข้องระหว่างการทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีผลกำไรสูงขึ้นและมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยลง

นายโจฮัน กล่าวว่า “ พลังงานไฟฟ้า และ eMobility จะเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน สแกนเนียให้ความสำคัญในการลงทุนและเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยีใหม่ โดยในปีที่ผ่านมา เรามีการเปิดตัวรถทั้งไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และถือเป็นแบรนด์แรกของรถบรรทุก โดยสแกนเนียได้ทดสอบเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่กับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปเพื่อดูถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มีผลดีต่อโลกมากกว่า นอกจากนั้นเรายังได้ส่งมอบรถบรรทุกไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ กับลูกค้า เช่น  SCA, Jula Logistics และ Wibax สิ่งนี้แสดงให้ทั้งลูกค้า และเราเห็นว่ารถบรรทุกไฟฟ้าสามารถขนส่งทางไกล และขนส่งของที่หนักมาก เช่น ไม้ซุง ได้เช่นกัน สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับข้อกำหนดเบื้องต้นของตลาด ความต้องการของลูกค้า ตลอดจนรูปแบบธุรกิจเสียก่อน ”

“ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปี 2565 จะเป็นอีกปีที่ท้าทาย แม้ว่าเราเชื่อว่าจะมีการฟื้นตัวในตลาด แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก เรามุ่งเน้นที่จะสนับสนุนลูกค้าของเราให้มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและร่วมกันกำหนดทิศทางสำหรับอนาคต ด้วยโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนผลกำไรของลูกค้าของเราอย่างแท้จริง ทั้งความสามารถในการปรับแต่งข้อเสนอผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงบริการที่เป็นเลิศ เช่น การเงิน สัญญาบริการ และการฝึกอบรมผู้ขับขี่ เราสร้างทางเลือกที่ง่ายสำหรับลูกค้า และทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเราสามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจของพวกเขาได้อย่างไร  โดยเป้าหมายของเราในปี 2565 คือรักษาความเป็นผู้นำ และสร้างความแข่งแกร่ง ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อปรับปรุงและพัฒนา Solution Sales ของเราให้ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ”นายโจฮัน กล่าวทิ้งท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Bangkok Post ส่งคอลเลคชั่นแรก “Thematic Collage Art” เล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญของไทยจากหน้าหนังสือพิมพ์สู่ผลงาน NFT พร้อมให้ซื้อขายแล้วใน EAST NFT

จากที่ได้ประกาศความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการระหว่าง Bangkok Post และ EAST NFT เมื่อไม่นานมานี้ก็ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยแล้ว เพราะBangkok Post ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกที่มีชื่อว่า “Thematic Collage Art” ผลงานสำคัญจากบันทึกเรื่องราวของไทยที่เคยเป็นข่าวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้ว มานำเสนอในรูปแบบผลงาน NFT อย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ซึ่งการเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกนี้มีด้วยกัน ซีรี่ส์ นำโดยซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า หัวลำโพงในความทรงจำ (IN REMEMBRANCE OF HUA LAMPHONG STATION)  หัวลำโพงในความทรงจำถูกนำเสนอในมุมมองจากภาพข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ที่บันทึกเหตุการณ์ในเวลาต่าง ๆ นำมารวมเป็นภาพเดียว มีทั้งภาพภายนอกสถานีรถไฟ วิถีชีวิตในแต่ละวันของคนกรุงและคนต่างจังหวัดที่เร่งรีบและดิ้นรน ส่วนภาพบรรยากาศภายในที่มีทั้งความรู้สึกของการรอคอย การเดินทาง ความหวัง และความสุขที่จะได้กลับไปหาครอบครัว

โดยซีรี่ส์ หัวลำโพงในความทรงจำ”  ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ดีไซน์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปีของ Bangkok Post และการเปิดตัว NFT คอลเลคชั่นแรกนี้ จึงมอบฟรี Airdrop ดีไซน์ละ 150 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 750 ชิ้น เริ่มเปิดให้เก็บสะสมได้ในวันที่17 กุมภาพันธ์ 65 ในเวลา 18.00 .

นอกจากนี้ในวันที่ มีนาคม 65 Bangkok Post พร้อมเปิดตัวอีก ซีรี่ส์เพื่อให้นักสะสมได้จับจองเป็นเจ้าของก่อนใครที่ EAST NFT ในรูปแบบตั้งราคาขายและการประมูล อันประกอบด้วย

ซีรี่ส์ WAT ARUN – BANGKOK’S ICONIC TEMPLE

พระปรางค์วัดอรุณปูชนียสถานสำคัของไทยที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกและมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถูกนำมาเสนอโดยสอดแทรกภาพที่เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของวัดอรุณ ฯ เช่น รูปปั้นพญายักษ์ กินนร กินรี เทวดา ส่วนองค์พระปรางค์ เป็นภาพที่อยู่ระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์ เพื่อบอกเล่าถึงการบูรณะซ่อมแซม และยังมีภาพที่บ่งบอกวิถีชีวิตของชุมชนคนริมนํ้าโดยรอบวัด มีทั้งหมด 5 ดีไซน์ ประกอบด้วย BLACK QUARTZ จำนวน 750 ชิ้น PLATINUM  จำนวน 400 ชิ้น GOLD จำนวน 75 ชิ้น ROSE GOLD EDITION จำนวน 1 ชิ้น LEGENDARY GOLD EDITION จำนวน 1 ชิ้น

FLOODING IN BANGKOK

งานชิ้นนี้ ได้รวบรวมภาพการใช้ชีวิตในช่วงนํ้าท่วมของคนกรุงเทพฯ ที่ปรับวิถีชีวิตภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ยํ่าแย่ให้มีความสุขได้ เพื่อนำเสนอภาพเหตุการณ์ร้ายในมุมที่สวยงาม จำนวน 1 ชิ้น

FUN RIDING TUK TUK

เมื่อพูดถึงประเทศไทยนอกจากรอยยิ้ม อาหาร และมวยไทยแล้ว รถตุ๊กตุ๊กก็ถือเป็น A Must ของนักท่องเที่ยว รถตุ๊กตุ๊กจึงเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ ด้วยสีสันและรูปทรงของรถที่มีเอกลักษณ์ มีความโบราณ ปนกับความสนุกจำนวน 1 ชิ้น

BEYOND THE FLOATING MARKET

งานชิ้นนี้ใช้รูปทรงของเรือแจวโบราณมาเป็นโครง แล้วใส่รายละเอียดลงในโครงเรือด้วยภาพพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนํ้า เช่น พ่อค้ากำลังขะมักเขม้นลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว คุณยายใส่คอกระเช้ากำลังเตรียมลำอ้อยมาทำนํ้าอ้อยสด และใช้หนังสือพิมพ์ที่มีข่าวเกี่ยวกับตลาดนํ้ามาฉีกแปะเป็นลวดลายสายนํ้า เพื่อสื่อว่าชุมชนคนตลาดนํ้ามีอยู่คู่คนไทยมายาวนาน และมีเรื่องราวเล่าขานมากมาย จำนวน 1 ชิ้น

HUA LAMPHONG, A LIVING MUSEUM

งานชิ้นนี้ต้องการสื่อถึง “สถานีรถไฟหัวลำโพง” ที่มีอายุกว่า 105 ปี ในรูปแบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สถานที่ แต่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตโดยใช้ภาพหัวรถจักรไอนํ้าหมายเลข 850 รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ และภาพสัญลักษณ์ของหัวลำโพง ได้แก่ สถาปัตยกรรมอาคารครึ่งวงกลมและนาฬิกา มาเป็นภาพหลักดึงสายตา และใส่ชีวิตให้ชิ้นงานด้วยรูปกิจกรรมของคนที่มาใช้บริการในอิริยาบถและสีหน้าต่างๆ รวมทั้งรูปรถไฟหลายรุ่น ซึ่งบางรุ่นยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน จำนวน 1 ชิ้น

CHINESE TRADITIONAL DRAGON DANCE

นำเสนอภาพวัฒนธรรมจีนในประเทศไทย โดยนำการเชิดมังกรของจีนมาเป็นตัวแทน และใส่ด้วยภาพเก่าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับวิถีคนจีน เช่น ชายสูงอายุนั่งบนเก้าอี้ไม้กลมแบบจีนที่คุ้นตา หนังสือพิมพ์จีน ร้านขายทอง ฯลฯ ปูพื้นภาพลวดลายเกล็ดมังกร สัตว์ในตำนาน สัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิของจีน จำนวน 1 ชิ้น

และ JOY IN FLOOD เมื่อพูดถึงนํ้าท่วม ทุกคนคงนึกถึงความทุกข์ยาก นึกถึงใบหน้าที่บ่งบอกถึงความรันทดหดหู่จากชีวิตความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยความลำบากของผู้คน แต่สำหรับเด็กๆ นํ้าท่วมไม่ได้เป็นปัญหาของพวกเขาเลย กอปรกับสภาพแวดล้อมที่ยังค่อนข้างดีเมื่อหลายสิบปีก่อน นํ้าท่วมจึงเป็นเสมือนสระนํ้าใหญ่ที่เด็กๆพากันเดินลุย ว่ายเล่นอย่างสนุกสนานเบิกบานใจ จำนวน 1 ชิ้น

สำหรับนักสะสมที่ตั้งตารอคอยกับผลงานชุดพิเศษของแต่ละคอลเลคชั่นในแต่ละซีรี่ส์ นี้พลาดไม่ได้ และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastnft.com หรือ https://bit.ly/BANGKOKPOSTXEASTNFT

#EASTNFT #Bangkokpost #NFT


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เปิดแผนเสริมแกร่งโครงสร้างธุรกิจ พร้อมรุกตลาดปี 2565

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เปิดแผนเสริมแกร่งโครงสร้างธุรกิจ พร้อมรุกตลาดปี 2565 จัดทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ 5 กลุ่มสู้ศึก อัดแคมเปญโฆษณา และออนไลน์เต็มสูบ หวังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ครบทุกเซ็กเม้นท์ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 120%

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา เตรียมรุกหนักรับต้นปี 2565 เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศอันดับ 1 ของไทย ส่งโปรดักส์ใหม่ 5 ไลน์อัพ รุกตลาดเครื่องปรับอากาศรุ่นท็อปใหม่ล่าสุด มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม 3D Move-eye Kiwami AW Series ชูจุดแข็งด้านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ Smart Life Style ด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะมากถึง 32 จุด ตรวจจับอุณภูมิและความเคลื่อนไหวได้แม่นยำ เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์รุ่นใหม่ Mr. Slim Standard Inverter M-Series โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ตู้เย็น 2 ประตู ฟีเจอร์ใหม่ในราคาสุดคุ้มรุ่น FS45, FC38 พัดลมดีไซน์ทันสมัย และเครื่องฟอกอากาศสู้โควิด-19 จากประเทศญี่ปุ่น พร้อมอัดงบการตลาดกว่าพันล้านบาท มุ่งสร้างการรับรู้ มั่นใจกลยุทธ์หนุนยอดขายปี 2565 โตกว่า 120%

นายชินจิ คามิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้วิถีชีวิตผู้คนในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะวิถีการทำงานที่ต้องปรับสู่รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home และการรับประทานอาหารที่บ้านมากขึ้น  บริษัทฯ จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน โดยในปีนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลากหลายไลน์อัพ อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ตู้เย็น พัดลม พัดลมระบายอากาศ เครื่องฟอกอากาศ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศ และระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างธุรกิจ ทั้งระบบโลจิสติกส์และบริการหลังการขาย โดยในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การสร้างคลังสินค้า เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าทางภาคเหนือขึ้นที่จังหวัดลำปาง ในปี 2562 และได้สร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ในเขตภาคอีสานขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน ในปี 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สามารถลดเวลาในการส่งมอบสินค้าได้รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้านบริการหลังการขาย ได้ลงทุนกว่า 60 ล้านบาท เพื่อพัฒนานำระบบ “Online service system” เข้ามาใช้ ช่วยให้กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนตั้งแต่รับเรื่องแจ้งซ่อมจากลูกค้าไปจนถึงซ่อมเสร็จเป็นไปอย่างรวดเร็ว ช่วยย่นระยะเวลาและตอบสนองต่อการซ่อมบริการได้ดียิ่งขึ้น

ด้านยอดขายของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2564 (เมษายน 2564 – มีนาคม 2565) จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบ แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องปรับอากาศภายในบ้านซึ่งเป็นสินค้าหลัก ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งไว้ได้ ด้านตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในปี 2564 หดตัวลงโดยมีอัตราการเติบโตเพียง 93% เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงไตรมาส 2 (กรกฎาคม – กันยายน) และคาดว่าอัตราการเติบโตของยอดขายจะอยู่ที่ 95% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564

ทั้งนี้ในปี 2565 เป็นต้นมา จากผลกระทบของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน ทำให้เรายังคงเผชิญกับสถานการณ์ ที่ไม่แน่นอน คาดการณ์ว่าความต้องการในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า (ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเชิงพาณิชย์) จะกลับมามีสภาพใกล้เคียงกับปี 2562 ได้หลังปี 2566 ดังนั้นการขายในปีงบประมาณ 2565 นี้ (เมษายน 2565 – มีนาคม 2566) บริษัทฯ จึงยังคงมุ่งเน้นการเสริมฟังก์ชั่น เพิ่มไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงยกระดับด้านการขนส่งโลจิสติกส์และงานบริการหลังการขาย พร้อมทุ่มงบประมาณส่งเสริมการขายกว่า 1,100 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการขายให้เติบโตกว่าปีที่ผ่านมาในอัตรา 120%”

“ด้านแผนงานธุรกิจทั้งในระยะกลางและระยะยาว บริษัทฯ มุ่งเน้นการทำตลาดในธุรกิจ B2B โดยเน้นเสริมทุน และทรัพยากรที่สร้างความเจริญเติบโตให้ยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และมีแผนที่จะขยายศูนย์บริการสาขา “สำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติ” ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (ปัจจุบัน 6 สาขา และจะเพิ่มให้มี 8 สาขาภายในปี 2568) พร้อมนำเสนอคุณค่าใหม่ ๆ แก่ลูกค้าด้วยระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และอุปกรณ์เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายในกลุ่ม B2B ให้สูงขึ้นที่ 30% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2568”

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา ได้ฉลองครบรอบ 50 ปี ของการดำเนินงานเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางบริษัทฯ มีปรัชญาในการบริหารงานว่า “เราจะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปให้กับคนไทย ผ่านการบริการ และการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านพร้อมอุปกรณ์สำหรับที่พักอาศัย และจะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมองค์กร” ซึ่งภายใต้ปรัชญานี้ เราจะไม่หยุดยั้งในความพยายามที่จะทำให้ทุกคนในประเทศไทยมีชีวิตที่ปลอดภัย มั่นคง และ สะดวกสบาย

นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า “ในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้านงานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องโดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก โดยได้พัฒนาระบบบริการหลังการขายแบบ Real Time ด้วยระบบ “MKY Online Service System” เชื่อมโยงศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา และศูนย์บริการแต่งตั้งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าทั้งกลุ่ม B2C และ B2B มากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มเครือข่ายในการสื่อสารที่ทันสมัยให้ทีมช่างเทคนิคของศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา และศูนย์บริการแต่งตั้ง สามารถติดต่อประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มศักยภาพในการให้บริการหลังการขายสำหรับกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์ครอบคลุมทุกภูมิภาค สอดคล้องตามนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ด้านการขยายฐานลูกค้ากลุ่มธุรกิจ B2B เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้แผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศของภาครัฐ ดังนั้นเราจะเน้นเสริมกำลังทีมช่างผู้ชำนาญการเพื่อรองรับงานบริการ ณ ศูนย์บริการสาขา “สำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติ” ทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ

ขยายขอบเขตการให้บริการ “Express Team Service” จากกระแสตอบรับที่ดีด้านการให้บริการ “Express Team Service” หรือบริการซ่อมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านด่วนภายใน 24 ชม. ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ทำให้ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ อาทิ ตู้เย็น พัดลม และปั๊มน้ำ เป็นต้น ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรช่างเทคนิค ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับวิถี New Normal ด้วยการสอนผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรช่างเทคนิคของศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา และศูนย์บริการแต่งตั้ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านงานบริการให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมให้ลูกค้ามีความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานการให้บริการหลังการขายของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค และถึงแม้ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะยังไม่แน่นอน แต่บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าของเราอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องต่อไป”

นายทาคาชิ ฟูจิกิ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด  เปิดเผยว่า “กลยุทธ์การตลาดในปี 2565 นี้ สำหรับกลุ่ม B2C บริษัทฯ เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ตู้เย็น พัดลม เป็นต้น เพื่อให้เกิดพื้นที่ที่สะดวกสบาย โดยมุ่งเน้นที่คุณภาพของเครื่องปรับอากาศพร้อมด้วยการพัฒนาฟังก์ชั่นการทำงาน ทั้งด้านการไหลเวียนอากาศและความสะอาดของอากาศ นอกจากนี้ในกลุ่มธุรกิจ B2B บริษัทฯ มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อรองรับความต้องการด้านสาธารณูปโภคที่กำลังเติบโต รวมถึงโรงแรมและร้านค้าในต่างจังหวัด โดยนำเสนอเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดที่เหมาะสำหรับร้านค้า คือเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม Standard Inverter M-Series เพื่อขยายธุรกิจ B2B ต่อไป”

“สำหรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสารการตลาดในปีนี้ บริษัทฯ เน้นเสริมแกร่งด้านการสื่อสารออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งพัฒนา คอนเทนต์ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ และเข้าใจในลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ได้ง่าย พร้อมทั้งปรับปรุงรูปแบบการจัดแสดงผลิตภัณฑ์หน้าร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจในผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสร้างการรับรู้ แบรนด์ผ่านการร่วมเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอล บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นอกจากนี้ ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมที่ทำให้สัมผัสถึงพื้นที่ปรับอากาศที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นและประหยัดพลังงาน เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายถึงฟังก์ชั่นการใช้งานของ 3D-Move Eye Kiwami โดยจะเริ่มออกอากาศกลางเดือนกุมภาพันธ์ นี้ พร้อมทั้งยังคงยึดมั่นในถ้อยแถลงองค์กรที่ว่า “Changes for the Better” “การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า” โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ นำเสนอแก่ผู้บริโภค เพื่อครอง Top Brand ที่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจต่อเนื่อง” นายทาคาชิ ฟูจิกิ กล่าวทิ้งท้าย

โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

  •  เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม3D Move-eye Kiwami AW Series โดดเด่นด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 3D Move-eye Kiwami มากถึง 32 จุด ตรวจจับอุณหภูมิและความเคลื่อนไหวของผู้คนได้อย่างละเอียดแม่นยำ ผสานการทำงานร่วมกับ Fast Cooling A.I. ช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการปรับอุณหภูมิอัตโนมัติพร้อมควบคุมทิศทางการกระจายความเย็นได้ 3 รูปแบบ ตามความเหมาะสมกับอุณหภูมิห้องและผู้ใช้งานสัมผัสความเย็นสบายที่มาพร้อมการประหยัดพลังงาน และมั่นใจในคุณภาพอากาศด้วย Plasma Quad Plus ระบบฟอกอากาศที่ช่วยดักจับและยับยั้งสิ่งเจือปนในอากาศขนาดเล็ก เช่น เชื้อรา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส ได้ถึง 99.8%
  • เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (Package Air Conditioner)รุ่นใหม่ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม Standard Inverter M-Series โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน และสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม Plasma Quad Connect แผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ช่วยฟอกอากาศ ทำให้อากาศบริสุทธิ์พร้อมมอบพื้นที่ที่สะดวกสบาย
  • ตู้เย็น2 ประตู รุ่นFS45 ที่มาพร้อมช่อง Soft Freezing Case และ Capsule Door Pocket เพิ่มความสะดวกสบาย และระบบ Neuro Inverter เพื่อการประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น และ รุ่นFC38 เพิ่มพื้นที่ความจุมากขึ้น ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย โดยเป็นรุ่นที่เพิ่มความจุต่อยอดมาจากรุ่น FC35 ที่ได้รับความนิยมอยู่เดิม
  • พัดลมมิตซูบิชิ อีเล็คทริคขนาด 12-18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ทันสมัย มาพร้อมกับหน้ากาก Fan grill และตัวเครื่องรูปโฉมใหม่ ทั้งยังประหยัดพลังงานและใช้งานสะดวกสบาย
  • เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) แผ่นกรอง HEPA ประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.97% (อัตราการกำจัดต่อหนึ่งรอบ) นอกจากนี้ตัวแผ่นกรอง HEPA ยังมีส่วนผสมของสารต้านไวรัส จึงสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสได้ถึง 99.925% ภายใน 1 ชั่วโมง โดยในรุ่นดีลักซ์ (MA-E100R-T) และรุ่นมาตรฐาน (MA-E85R-T) สามารถให้ปริมาณลม 600 ลบ.ม./ชม. และ 510 ลบ.ม./ชม.

สำหรับรุ่นดีลักซ์ (MA-E100R-T) มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะ i-see sensor ที่ช่วยส่งมอบอากาศสะอาดได้ตรงจุดและแม่นยำ และรุ่นมาตรฐาน (MA-E85 R-T) มาพร้อมฟังก์ชั่น Smart Search Sensors ช่วยดักจับทิศทางที่ส่งกลิ่นและกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศทั้ง 5 ทิศทาง พร้อมระบบทำความสะอาดแผ่นกรองอัตโนมัติ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU ประกาศพร้อมเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน ทั้ง Reskill, Upskill และ Recurrent มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ล่าสุดเปิดหลักสูตร AVSEC สร้างความตระหนักในความปลอดภัยด้านการบินพร้อมประกาศนียบัตรจาก IATA

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPเปิดเผยว่า นอกจากการเป็นสถาบันการศึกษาที่พัฒนาความรู้ความสามารถในวิชาชีพด้านการบินให้กับนักศึกษาแล้ว วิทยาลัยฯได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆทั้งเพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มทำงานในสายอาชีพด้านการบิน การเพิ่มพูนทักษะ รวมถึงเพื่อการพัฒนาทักษะในการทำงานของตนเองในอนาคต  ปัจจุบัน CADT และ สถาบันการบิน มธบ. (DPU Aviation Academy : DAA) ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่ได้การรับรองจากสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Association  : IATA) ได้เปิดอบรมหลากหลายหลักสูตรการบิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบินทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ในการ Reskill, Upskill และ Recurrent โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning)

ทั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นักศึกษาปีที่ 4 หรือ ศิษย์เก่าทุกคณะที่สำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 1ปี ที่มีความสนใจสานฝันในสายอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสามารถสมัครเข้ารับการทดสอบ  เพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพการบิน สาขาต้อนรับบนเครื่องบิน อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน(ชั้น4) โดยได้จัดทำความร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์กรมหาชน) หรือ TPQI เพื่อเป็นศูนย์ทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่เน้นในด้านทักษะการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร การบริการผู้โดยสาร รวมถึงการป้องกันและแก้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านการใช้อุปกรณ์จริงบนเครื่องบินจริงที่ปลดประจำการแล้ว

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบุคลากรด้านการบินที่สนใจพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการบิน สถาบันการบิน มธบ. (DAA) ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการบิน ทั้งการเรียนแบบ Classroom และ Online ตามมาตรฐานสากลที่เน้นพัฒนาความรู้ทักษะและตอบโจทย์ในการปฏิบัติงานในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมรับประกาศนียบัตรจากIATAเมื่อสอบผ่าน ซึ่งในส่วนนี้จะสามารถรองรับบริษัทในอุตสาหกรรมการบินทั้งภาครัฐและเอกชนที่ไม่สามารถเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศได้ โดยผู้เข้าอบรมจะได้ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรที่เทียบเท่ากับการฝึกอบรมต่างประเทศในระดับสากล

ปัจจุบัน DAA มีหลากหลายหลักสูตรที่เป็นของ IATA เองและหลักสูตรที่วิทยาลัยฯ พัฒนาขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการของหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมการบิน โดยหน่วยงานที่เข้ารับบริการอบรมจาก DAA จะมีทั้งในส่วนของสายการบิน เช่น สายการบินนกแอร์, สายการบิน Thai Lion Air, สายการบิน MJETS, สายการบิน Air Asia หรือในส่วนของภาครัฐ เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมท่าอากาศยาน หรือไปรษณีย์ไทย รวมถึงในส่วนของภาคเอกชน เช่น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท Airbus จำกัด บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Cargo และ Logistics ต่างๆ หรือแม้แต่บริษัทที่ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย ด้านการบินในสนามบิน  รวมไปถึง มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่เปิดหลักสูตรด้านการบิน เป็นต้น  โดยประกาศนียบัตรของเราสามารถเพิ่มคะแนน SAR (Self Assessment Report )   ของอาจารย์ได้ด้วย

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวด้วยว่า  CADT DPU  มีพันธมิตรในอุตสาหกรรมการบินอีกมากมาย จึงนับเป็น Instructor Pool ด้านการบิน และหลักสูตรของ DAA จะได้รับการอบรมโดยวิทยากรที่ได้รับการรับรองในระดับสากล สำหรับหลักสูตรของ IATA ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Aviation Security Awareness (AVSEC) หลักสูตรที่สร้างความตระหนักด้านการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการบิน  เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญและผลกระทบของการรักษาความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน ในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00-16.00 น. ณ สถาบันการบิน มธบ. โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจาก IATA

สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการบิน มธบ. (DAA) โทร. 061-863-7991 หรือ Line: @daa_dpu เว็บไซต์ www.daatrainin.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มมุ่งเป้าแรนซัมแวร์และภัยไซเบอร์ ส่ง Flash Storage รุ่นใหม่ช่วยองค์กรรับมือ-เร่งกู้ข้อมูล

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) เปิดตัว IBM FlashSystem Cyber Vault เพื่อช่วยองค์กรตรวจจับแรนซัมแวร์และการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบต่างๆ พร้อมกู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วหลังการถูกโจมตี พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวสตอเรจ FlashSystem โมเดลใหม่ บนพื้นฐานของ IBM Spectrum Virtualize ที่สร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการดำเนินงานแบบหนึ่งเดียวและมีการทำงานอย่างคงที่สม่ำเสมอ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นฟื้นตัวเร็วและประสิทธิภาพการทำงานของแอพพลิเคชันภายใต้สภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์
จากผลการศึกษา IBM Cyber Resilient Organization 46% ของกลุ่มที่สำรวจระบุว่าเคยถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา1 โดยการโจมตีทางไซเบอร์ที่เติบโตต่อเนื่อง และระยะเวลาเฉลี่ยในการกู้คืนระบบที่นานหลายวันหรือบางครั้งหลายสัปดาห์2 ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจและชื่อเสียงองค์กรนั้นจะมากแค่ไหน แม้ว่าองค์กรจะมีกลยุทธ์ในการป้องกันและตรวจจับอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องพร้อมที่จะกู้คืนระบบปฏิบัติการในเวลาอันสั้นเพื่อลดการสูญเสียของธุรกิจและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ตอบโจทย์ความจำเป็นด้าน Cyber Resiliency
IBM FlashSystem Cyber Vault ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการกู้คืนระบบหลังจากที่ถูกโจมตี และลดเวลาโดยรวมในการกู้คืนระบบลง3 โดยระบบจะมอนิเตอร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเร่งการฟื้นระบบในจุดที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเรียกคืนข้อมูลได้ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถกู้คืนสำเนาข้อมูลทั้งหมดได้เร็วขึ้
“วันนี้องค์กรอยู่ท่ามกลางภัยคุกคามไซเบอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคาดการณ์และเตรียมพร้อมต่อการโจมตีทางไซเบอร์ นอกเหนือจากการพยายามเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจในการดำเนินงานในแต่ละวัน” นายเดนิส เคนเนลลี กรรมการผู้จัดการของ IBM Storage กล่าวว่า “IBM FlashSystem Cyber Vault และสตอเรจ FlashSystem ที่ก้าวล้ำที่สุดของเราได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระดับที่จำเป็นสำหรับองค์กรที่ใช้ไฮบริดคลาวด์”
ในสถานการณ์ท้าทายด้านความปลอดภัยในปัจจุบัน องค์กรต่างมองหาแนวทางที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นฟื้นตัวไวในการต่อกรกับภัยไซเบอร์ ด้วยโซลูชันที่ทั้งสามารถป้องกันการโจมตี รวมถึงช่วยกู้ข้อมูลหลังถูกโจมตีได้ด้วย โซลูชัน IBM FlashSystem Cyber Vault จึงเป็นส่วนเสริมให้กับ IBM Safeguarded Copy ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ IBM FlashSystem โดย FlashSystem Cyber Vault จะสามารถสแกนสำเนาข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดย Safeguarded Copy ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อค้นหาสัญญาณความเสียหายของข้อมูลที่เกิดจากมัลแวร์หรือแรนซัมแวร์ การสแกนนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ หนึ่งคือสามารถช่วยระบุการโจมตีโดยแรนซัมแวร์แบบคลาสสิกได้อย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มมีการโจมตีเกิดขึ้น และสองคือได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุว่าสำเนาข้อมูลชุดใดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี เหล่านี้จะช่วยให้องค์กรรสามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็วว่ามีการโจมตีเกิดขึ้น และกู้คืนสำเนาข้อมูลที่สมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“เห็นได้ชัดว่า Cyber Resilience เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับลูกค้าของเรา” นายเดวิด แชนเซลเลอร์ ผู้อำนวยการ Enterprise Systems ของ Gulf Business Machinesซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของไอบีเอ็ม กล่าว “ลูกค้าของเรากำลังมองหาวิธีในการเตรียมตัวที่ดียิ่งขึ้น เพื่อให้พร้อมสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น และ IBM Cyber Vault ก็เป็นตัวเลือกในอุดมคติ เพราะผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่ได้รับการออกแบบมาให้เสริมศักยภาพของFlashSystem ได้อย่างอย่างง่ายดาย แต่ยังสามารถช่วยลดเวลาการฟื้นระบบ และนี่คือสิ่งที่ทีมงานด้าน Cyber Resilience ต่างต้องการเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้”
IBM FlashSystem สมรรถนะสูงที่รองรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Multi-Engine ขนาดใหญ่ และติดสปีดให้กับโครงการไฮบริดคลาวด์
IBM FlashSystem มอบประสิทธิภาพและความจุที่สเกลเพิ่มได้ (1PBe ต่อแร็ค) จึงตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะสำหรับเวิร์คโหลดการปฏิบัติงานที่สำคัญโดยไม่กระทบต่อเป้าหมายด้านประสิทธิภาพ IBM FlashSystem ได้รับการออกแบบบนสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวที่มีสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกัน จึงเป็นแพลตฟอร์มสตอเรจแบบไฮบริดคลาวด์ในแบบ edge-to-core-to-cloud ให้กับลูกค้าได้
ตอบโจทย์ความต้องการด้านประสิทธิภาพของเวิร์คโหลดที่มีกรอบด้านเวลา
การใช้ตัวควบคุมมัลติคอร์และสถาปัตยกรรมสตอเรจเชิงคำนวณของพอร์ตโฟลิโอ IBM FlashSystem เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของปริมาณงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้ในช่วงเวลาหนึ่ง (throughput) และเวลาแฝง พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นฟื้นตัวไวระดับองค์กรสำหรับเวิร์คโหลดการปฏิบัติงานที่สำคัญ
  • ลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยการผนวกรวมเวิร์คโหลด: Flash System 9500 สร้างขึ้นมาสำหรับองค์กรที่กำลังเติบโตซึ่งต้องการความสามารถและความยืดหยุ่นสูงสุด พร้อมนำเสนอประสิทธิภาพสูงสุดสองเท่า4 รวมถึงการเชื่อมต่อ แฟลชไดรฟ์ NVMe และแคชของFlashSystem 9200 ที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 50% (3TB) โดยรองรับความจุที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 4.5PB ต่อตู้ควบคุมหนึ่งตู้5,6 
  • ย้ายไปยังไฮบริดคลาวด์อย่างมีวัตถุประสงค์: เมื่อใช้ IBM’s Spectrum Virtualize และ Spectrum Virtualize for Public Cloud ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการดำเนินงานของสตอเรจของไอบีเอ็ม ที่มีชุดบริการข้อมูลและความสามารถในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกันด้วยโมเดลการใช้งานที่เหมือนคลาวด์ ที่เอ็ดจ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในระบบขององค์กรเอง และบนแพลตฟอร์มคลาวด์สาธารณะ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถนำสตอเรจแบบเลกาซีดั้งเดิมจากเวนเดอร์รายอื่นมาใช้ใหม่ โดยเวอร์ชวลไลซ์หลัง SAN Volume Controller ของไอบีเอ็ม เพื่อขยายบริการข้อมูลและการดำเนินงานเดียวกันไปยังระบบไอทีที่ได้ลงทุนไว้แล้ว
  • รักษาประสิทธิภาพของดาต้าเซ็นเตอร์: ธุรกิจในวันนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่บีบให้ต้องออโตเมทส่วนงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยสภาพแวดล้อมการทำงานหนึ่งเดียวของ IBM Spectrum Virtualize ที่สตอเรจ IBM Flash System ใช้เป็นรากฐานนั้น สามารถช่วยทำให้การดำเนินงานง่ายขึ้น และทำให้การจัดการข้อมูลเป็นไปแบบอัตโนมัติ
การสนับสนุนทางเทคนิคที่ง่ายและเป็นมาตรฐาน
IBM Storage Expert Care นำเสนอบริการที่ยืดหยุ่นและปรับเป็นพิเศษสำหรับการบำรุงรักษาIBM Flash System โดยลูกค้าสามารถเลือกระดับ Basic, Advanced หรือ Premium ณ​ ตอนที่ซื้อ IBM Flash System 7300 หรือ 9500 ซึ่งจะช่วยลดปัญหาจากช่วงเวลาที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าและขณะเดียวกันก็ปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้เหมาะสม ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีหันไปมุ่งเน้นที่ภารกิจสำคัญอื่นๆ ได้แทน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://www.ibm.com/storage
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่นเสริมความปลอดภัยให้การทำงานแบบ Hybrid Work ด้วยโซลูชันจากซิสโก้

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี ได้เลือกระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อใช้งานในองค์กรจากซิสโก้ เข้ามาเสริมเกราะการรักษาความปลอดภัย สร้างความแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอก ให้พนักงานทำงานได้อย่างปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ใน หรือนอกองค์กร

เมื่อโลกธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนสู่การทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา เมื่อนั้นพรมแดนการใช้งาน และเข้าถึงทรัพยากรไอทีก็ไม่ได้จำกัดอยู่ในออฟฟิศอีกต่อไป  เพราะพนักงานบางส่วนต้องทำงานจากที่บ้าน หรือทำงานจากนอกสถานที่ คำถามคือ องค์กรจะขยายขอบเขตการรักษาความปลอดภัยทางไอทีจากภายในองค์กรไปสู่บ้าน ร้านกาแฟ หรือสถานที่ใดก็ตามที่พนักงานนั่งทำงานอยู่ได้อย่างไร และสิ่งที่ตามมานั้น ก็คือความท้าทายด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่หลายองค์กรต้องเผชิญ

“เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น ก็เช่นเดียวกัน ทางเราสั่งสมประสบการณ์ และให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพื่อแก้ปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์มาอย่างยาวนาน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องเลือกระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อใช้งานในองค์กร เราจึงต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด” นายเชิงชาย มะลิหอม ตำแหน่ง Security Specialist Presales บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว และเพื่อรักษาความปลอดภัยในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อม Hybrid Working เมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้เลือกใช้ 3 ผลิตภัณฑ์จากซิสโก้ ได้แก่

  1. 1.Cisco DUOเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้และอุปกรณ์ ไม่ว่าจะทำงานจากที่ใด
  2. 2.Cisco Secure Emailเพื่อตรวจสอบและคัดกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่แฝงตัวมากับอีเมล
  3. 3.Cisco Umbrellaเพื่อเป็นด่านแรกของการปกป้องพนักงานจากทุกที่ทุกเวลา สกัดทุกภัยคุกคามตั้งแต่อยู่บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะใช้แอปพลิเคชัน หรืออุปกรณ์ใดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

การเลือกโซลูชันเหล่านี้มาใช้งานไม่เพียงช่วยรักษาความปลอดภัยให้แก่สภาพแวดล้อมการทำงานแบบ Hybrid เท่านั้น แต่จะเป็นความเชื่อมั่นที่เมโทรซิสเต็มส์ฯ มีในผลิตภัณฑ์จากซิสโก้ และพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ช่วยลูกค้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี สร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เพื่อพร้อมรับมือกับทุกภัยคุกคามในโลกดิจิทัล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณครองขวัญ สมานุหัตถ์ (Cisco Product Manager) โทร.02-0894432 email: krongsam@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/  FB : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

6 ความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่ขัดขวางการสร้างสรรค์นวัตกรรม

โดย นายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2563 ชี้ให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม ภายในเวลาอันรวดเร็วและครอบคลุม เพื่อที่จะให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จในโลกยุคนี้  และที่แน่ ๆ คือ เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่คนในแวดวงธุรกิจแต่อย่างใด กล่าวคือ จากผลการศึกษาของ McKinsey เมื่อปี 2561 พบว่า มีบริษัทเพียง 8% เท่านั้นที่เชื่อว่าโมเดลธุรกิจของตนเองจะยังคงสามารถใช้การได้ดีในแง่เศรษฐศาสตร์ในระยะยาวจนถึงช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในรอบถัดไป

แต่ข่าวที่ไม่ค่อยดีก็คือ ถึงแม้ว่าปี 2564 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันครั้งใหญ่เกิดขึ้นต่อวงการธุรกิจ แต่ก็มีปัญหาท้าทายใหม่ทางด้านเทคโนโลยีบางประการที่จำเป็นจะต้องหยิบยกมาพิจารณา

เราสำรวจปัญหาท้าทายด้านเทคโนโลยี 6 ข้อที่ผู้บริหารจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล หรือการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation)

1. การพัฒนาCustom Code ถือเป็นเรื่องยาก

ปัจจุบัน โครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นส่วนใหญ่ใช้โค้ดที่พัฒนาขึ้นเอง หรือ Custom Code แต่การเขียนโค้ดประเภทนี้กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นกว่าในอดีต และสุดท้ายแล้วโครงการจำนวนมากก็ต้องล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลจากการพัฒนาด้วย Custom Code นี้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้การเขียน Custom Code เป็นเรื่องยากมีหลายสาเหตุ เช่น:

  • เทคโนโลยีมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องมีการเขียนโค้ดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ทุกวันนี้ นักพัฒนาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดการและดูแลรักษาโค้ดที่มีอยู่ จนแทบไม่มีเวลาเหลือสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
  • การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่ไม่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชั่นการทำงานโดยตรง เช่น การรักษาความปลอดภัย กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น  ถ้าคุณลองดูข้อซักถามของนักวิเคราะห์ระบบ คุณก็จะพบว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของวิธีการจัดการเรื่องของความปลอดภัย
  • การขาดแคลนบุคลากรด้านการพัฒนา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาท้าทายถัดไป

2. ช่องว่างด้านทักษะ

เป็นเรื่องยากที่จะสรรหานักพัฒนาให้เพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามที่บริษัทต้องการ  จากรายงาน Speed of Change: How Fast Are You ระบุว่า บริษัทส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะมีการพัฒนาทางด้านดิจิทัลและความคล่องตัวในระดับใดก็ตาม ล้วนประสบปัญหาขาดแคลนทักษะและบุคลากร ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการปรับใช้สถาปัตยกรรมไอทีที่ทันสมัยภายในเวลาอันรวดเร็ว จึงไม่สามารถเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น

แม้กระทั่งบริษัทชั้นนำในซิลิคอนวัลเลย์ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการว่าจ้างนักพัฒนาภายในกรอบเวลาที่รวดเร็ว  และปัญหานี้ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีกสำหรับบริษัทที่ไม่น่าดึงดูดใจในสายตาของนักพัฒนา

3. เทคโนโลยีที่แยกเป็นส่วน ๆ ไม่เชื่อมต่อกันภายในบริษัท

ความท้าทายนี้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ บริษัทที่อยู่ในระยะเริ่มแรกของโครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น กล่าวคือ บริษัทตัดสินใจเลือกว่าจะทำอะไรเป็นโครงการแรก ซึ่งโดยมากแล้วการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นโครงการแรก ๆ มักจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการปรับปรุงประสบการณ์สำหรับลูกค้า และหลังจากนั้นบริษัทก็เลือกเครื่องมือเฉพาะด้านสำหรับรองรับโครงการดังกล่าว

จากนั้น อีกทีมงานหนึ่งภายในบริษัทก็เริ่มต้นคิดที่จะดำเนินโครงการเกี่ยวกับระบบหลังบ้าน และเลือกใช้เครื่องมือที่ต่างออกไป  และต่อมาอีกทีมหนึ่งก็ต้องการสร้าง Dashboard แสดงผลเรื่องการปฏิบัติงาน โดยเลือกใช้เครื่องมืออีกตัวหนึ่ง

นี่เป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งแทนที่บริษัทจะเลือกใช้เทคโนโลยีที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นเพื่อรองรับโครงการธุรกิจที่หลากหลาย กลับกลายเป็นว่ามีการใช้เครื่องมือมากมายที่ไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้เกิดระบบต่าง ๆ ที่แยกออกจากกัน และนำไปสู่ทางตันในท้ายที่สุด

4. หนี้ทางเทคนิค

หนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) หมายถึงเทคโนโลยีที่ถูกติดตั้งใช้งานเพื่อประโยชน์ในระยะสั้น ซึ่งมักจะเป็นผลมาจากการด่วนตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบ แทนที่จะพัฒนาระบบอย่างรอบด้านในลักษณะที่ถูกต้องเหมาะสม และผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ แอปที่ใช้ทรัพยากร เวลา และพลังงานอย่างสิ้นเปลืองและเปล่าประโยชน์ และบั่นทอนขีดความสามารถของบริษัทในการแข่งขัน การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการปรับตัวสำหรับอนาคต

จากผลการศึกษาล่าสุด มีการประเมินว่าหนี้ทางเทคนิคอาจก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อองค์กรธุรกิจในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยองค์กรต่าง ๆ จะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปกับการปรับแก้และดูแลรักษาโค้ดที่เคยถูกเขียนขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานระยะสั้น ซึ่งถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ก็เท่ากับงบประมาณกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการคิดค้นไอเดียใหม่ ๆ เพื่อชิงตัดหน้าคู่แข่ง

5. คลาวด์คอมพิวติ้ง

ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งให้ประโยชน์มากมายแก่องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาดของระบบได้อย่างง่ายดายเพียงแค่กดปุ่ม การเข้าถึงระบบจากทุกอุปกรณ์ ทุกที่ ทุกเวลา หรือการคิดค่าบริการตามระดับการใช้งานจริง  อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป และอาจทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลใจอีกหลายเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องพิจารณา เช่น ปัญหาเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ความยุ่งยากซับซ้อนในการจัดการ การต้องผูกติดอยู่กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง ประสิทธิภาพ และความเร็วในการเข้าถึง ซึ่งนี่เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาในการเลือกพาร์ทเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับโครงการคลาวด์

6. การก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เราทุกคนตระหนักดีว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในการดำเนินธุรกิจ  ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดอย่างกว้างขวาง  ขณะที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อรูปแบบการใช้เทคโนโลยีของผู้คน

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ระบบ 5G ซึ่งจะก่อให้เกิดแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ๆ ในโลกธุรกิจ  อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการให้บริการภาคสนามหรือการกระจายสินค้าอาจได้รับผลกระทบอย่างมากจากเทคโนโลยี 5G

อีกตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวข้องกับอนาคตที่ไกลออกไป เป็นผลงานของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในส่วนที่เกี่ยวกับอินเทอร์เฟซระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์  โดยบริษัท Neuralink Corporation ของเขากำลังศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่านี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อโลกของเราอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและก้าวให้ทันกับความก้าวหน้าใหม่ ๆ ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งถึงแม้ในตอนนี้อาจดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นโลกวิถีใหม่หรือ New Normal ในวันข้างหน้าก็เป็นได้

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมตัวช้อป! อเมริกันสแตนดาร์ด จัดโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 จับคู่สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมพร้อมรับฟรีอ่างล้างหน้าเข้าชุด

กรุงเทพฯ – 1 กุมภาพันธ์ 2565 – New Year… New Bathroom อเมริกันสแตนดาร์ด แบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ภายใต้ ลิกซิล กรุ๊ป ชวนคนไทยเปลี่ยนสุขภัณฑ์ชิ้นใหม่ ยกระดับความสะอาดให้แก่ห้องน้ำบ้านคุณเสริมเกราะป้องกันชีวิตวิถีใหม่กับแคมเปญ HygieneClean ที่มากับสโลแกน “Protect What Matters Most. Start with HygieneClean” ส่งโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 เมื่อซื้อสุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมที่ร่วมรายการ รับฟรี! อ่างล้างหน้าดีไซน์สวยเข้าชุด ให้คุณมีห้องน้ำสวย สะอาด พร้อมปกป้องคุณทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงด้วย “HygieneClean System” นวัตกรรม เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวจากอเมริกันสแตนดาร์ด   

Buy Now! เลือกสุขภัณฑ์ที่มอบความสะอาดให้คุณทุกวัน มั่นใจได้ในทุกเวลากับโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 นี้ เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ 

พบกับสุขภัณฑ์รุ่น Highlight ได้แก่

  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว ดีไซน์ใหม่ไร้ถังพักน้ำ รุ่น Studio S ปกติ 36,000 บาท พิเศษ 19,900 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้าพร้อมสะดืออ่างเข้าชุด มูลค่า 3,990 บาท
  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว รุ่น Acacia SupaSleek ปกติ 18,050 บาท พิเศษ 13,900 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 2,490 บาท
  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว เซ็นเซอร์ฟลัช รุ่น Neo Modern ปกติ 20,500 บาท พิเศษ 9,490 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 1,790 บาท  
  • โถสุขภัณฑ์แบบสองชิ้น รุ่น Neo Modern ปกติ 7,970 บาท พิเศษ 5,290 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 790 บาท

สุขภัณฑ์ที่ร่วมรายการโปรโมชันนี้ทุกรุ่นมาพร้อมกับนวัตกรรม “HygieneClean System” ที่สุดแห่งเทคโนโลยีของความสะอาดช่วยให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากเชื้อโรคร้ายตลอด 24 ชั่วโมง ไฮยีนคลีนโดดเด่นด้วย 4 เทคโนโลยีที่พร้อมปกป้องคุณทุกวัน ได้แก่ Powerful with SiphonMax & Double Vortex มอบความสบายใจให้กับคุณด้วยฟลัชทรงพลัง ผลักสิ่งสกปรกในพริบตา ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น Cleaner with PowerRim ดีไซน์ภายในแบบไร้ขอบ หมดปัญหาซอกมุมที่เข้าถึงยาก ดูแลง่าย เพียงแค่เช็ดทำความสะอาด Spotless with Aqua Ceramic การันตีด้วยรางวัล Good Design Award 2016 บอกลาคราบ และเวลาในการทำความสะอาดนาน ๆ ไปได้เลย เพราะความเงางามคงทนนี้จะอยู่คู่ห้องน้ำคุณไปอีกนาน และ Germ-Free with ComfortClean สารเคลือบผิวชนิดพิเศษ ป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ แม้แต่ E.Coli ทำลายสิ่งสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ                                                                                                                                      

ต๊าซไม่ไหวกับต่อที่ 2 ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด on top 5% เมื่อซื้อสินค้าอเมริกันสแตนดาร์ดครบ 10,000 บาท (ลดสูงสุด 1,000 บาท/ใบเสร็จ) เมื่อลงทะเบียนแล้วท่านจะได้รับข้อความยืนยันสิทธิ์เพื่อไปแสดงต่อพนักงานขายที่หน้าร้านและรับส่วนลดได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เท่านั้น ลงทะเบียนรับสิทธิ์ คลิก   (โปรโมชันนี้ไม่รวมสินค้าราคาโครงการ และ เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด)

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรโมชันทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่ Website : Facebook : American Standard Thailand หรือ โทร. 02-901-4455


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SUSCO ร่วมกับ KFC ฉลองเปิดสาขาใหม่บริหารงานโดย QSA พร้อมให้บริการแล้ววันนี้! ที่ปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาศรีนครินทร์1

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ (3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ และ นายมาวีร์ สิมะโรจน์ (2 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) แสดงความยินดีกับ นางสาวศสัย ตังเดชะหิรัญ (3 จากซ้าย) กรรมการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด ในโอกาสเปิดให้บริการร้าน เคเอฟซี ไดรฟ์ทรู ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาศรีนครินทร์1 เพื่อให้บริการผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในย่านถนนศรีนครินทร์ ด้วยความสะดวกครบครันและดีไซน์ที่สวยทันสมัย เหมาะทั้งซื้อกลับบ้านผ่านช่องทางไดรฟ์ทรูและแวะนั่งรับประทาน เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับสะท้อนแนวคิด SUSCO Fuel Your Day เติมพลังให้วันของคุณ ได้เป็นอย่างดี

เคเอฟซี ไดรฟ์ทรู ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาศรีนครินทร์ 1 พร้อมให้บริการแล้ววันนี้กับโปรโมชันสุดคุ้มเอาใจไก่ทอดเลิฟเวอร์ เริ่มต้นกับเซ็ตอิ่มเบาๆเพียง 59 บาทเท่านั้น (จากปกติ 80 บาท), เซ็ตอิ่มสุดคุ้ม 99 บาท (จากปกติ 139 บาท), เซ็ตอิ่มพอใจ 109 บาท (จากปกติ 148 บาท), เซ็ตอิ่มสะใจ 169 บาท (จากปกติ 246 บาท) โปรโมชันสุดคุ้มแบบนี้ มีให้เพื่อนๆ อิ่มอร่อยกันได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 นอกจากนี้ในอนาคตซัสโก้และเคเอฟซียังมีแผนเปิดบริการให้ร้านเคเอฟซีภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้อีกหลายสาขา พร้อมโปรโมชันดีๆสุดคุ้มอีกมากมาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคุณ เติมเต็มได้ทุกวันที่ SUSCO Fuel Your Day เติมพลังให้วันของคุณ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

VMware เผย เทรนด์เทคโนโลยีด้านคลาวด์, ซีเคียวริตี้, แอปพลิเคชัน, Anywhere Workspace และ Enterprise Blockchain จะมีทิศทางอย่างไรในปี 2022

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ปี 2022 และเป็นประจำทุกปี เราจะได้เห็นการคาดการณ์ความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยี ในปีนี้วีเอ็มแวร์ จะมาแชร์เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญ ๆ เพื่อให้เห็นถึงความต้องการเทคโนโลยีระดับองค์กรที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการทำงาน แต่ที่แน่ ๆ มีบางด้านที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังพิเศษในการทำนายเลย นั่นคือ การทำงานแบบมัลติคลาวด์ที่ยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากมัลติคลาวด์ช่วยให้องค์กรมีอิสระในการดำเนินการตามกลยุทธ์คลาวด์ที่ดีที่สุด เร่งความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชั ดังนั้นเราจะมองเห็นรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ที่เน้นการทำงานผ่านมัลติคลาวด์มากยิ่งขึ้น โดยเทรนด์ดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งคลาวด์ ระบบซีเคียวริตี้ ระบบแอปพลิเคชัน ระบบรองรับการทำงานจากทุก  ที่ (Anywhere Workspace) และ Enterprise Blockchain 

คลาวด์ 

บริษัทส่วนใหญ่ได้ทำการกำหนดโซลูชันในการเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันข้ามผ่านระบบคลาวด์ต่าง ๆ ไว้แล้ว (แม้ว่าหลาย ๆ สภาพแวดล้อมจะเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันไม่เท่ากันย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายข้อมูลก็ยังคงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ เพราะข้อมูลคือหัวใจสำคัญในการทำงานของแอปพลิเคชัน โดยระบบการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิม ไม่สามารถมอบประสบการณ์การทำงานที่เหมือนกับคลาวด์ได้ เพราะมันถูกจำกัดด้วยขีดความสามารถของอุปกรณ์ที่มีข้อจำกัดในการจัดการทรัพยากร ทำให้อาจจะเกิดการติดขัดการเข้าถึงข้อมูล ปริมาณความจุที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการปรับขนาดและความยืดหยุ่น เพิ่มความยากในการตัดสินใจในการวางตำแหน่งที่มีความซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการดูแลระบบทั้งหมด การที่อุตสาหกรรมมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคของ multi-cloud/zettabyte ะยิ่งเจอกับข้อจำกัดเหล่านี้มากขึ้น ในอีกสองปีข้างหน้า เราคาดการณ์ว่าจะได้เห็นโครงสร้างข้อมูลที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพบนคลาวด์ที่จะช่วยแบ่งเบาการจัดการข้อมูลต่าง  ในองค์กร เพิ่มความสำเร็จในการพัฒนาสถาปัตยกรรมมัลติคลาวด์

ระบบซีเคียวริตี้หรือความปลอดภั 

ในขณะที่องค์กรใช้วิธีการจัดการโดยการเซ็กเมนต์เครือข่ายเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของ ransomware ผู้โจมตีได้เริ่มใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวในการข้ามไปมายังเครือข่ายได้อย่างอิสระ ด้วยการใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือนี้ ผู้โจมตีจึงสามารถทำกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้มากมายโดยไม่มีสัญญาณเตือน การโจมตีด้วยข้อมูลส่วนตัวที่ถูกขโมยมานี้ หลาย  ครั้ง จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว ช่น PowerShell ในการเจาะเข้าระบบได้โดยไม่ถูกตรวจจับ เมื่อผู้โจมตีสามารถเข้าไปในระบบเครือข่ายขององค์กรได้แล้ว พวกเขาจะเสมือนมี กุญแจบ้าน” และสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของลูกค้าที่มีความละเอียดอ่อนและข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทได้

นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ double-extortion ransomware โดยผู้โจมตีจะทำการส่งข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนออกจากองค์กรอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะทำการเข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อและขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลที่มีสำคัญต่อสาธารณะ โดยการกระทำเหล่านี้จะสร้างผลกำไรทางการเงินแก่อาชญากรไซเบอร์ ไม่เพียงแต่บังคับให้องค์กรจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าถอดรหัสข้อมูลในไฟล์ของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายเงินเพื่อปกป้องข้อมูลที่มีความสำคัญไม่ให้ถูกขายหรือถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอีกด้วย

แม้ว่าการโจมตีของ ransomware ย่าง Kaseya และ Colonial Pipeline จะเป็นข่าวครึกโครมในปีที่ผ่านมา แต่เราเชื่อว่าผู้คุกคามจะต้องก้าวไปอีกขั้นในปี 2022 โดยใช้การโจมตีด้วย double-extortion ransomware ที่ได้มาจากการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว

ข่าวดีก็คือเราสามารถพึ่งพากลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ชุมชนโอเพ่นซอร์ส สถาบันการศึกษา สถาบันความปลอดภัยทางไซเบอร์ และหน่วยงานภาครัฐทั่วโลกที่รวมตัวกันเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ที่พวกเราเคยทำมาแล้วและเราพร้อมสู้อีกครั้ง

แอปพลิเคชัน 

เราจะได้เห็นเครื่องมือที่นำ Kubernetes มาใช้แก้ปัญหาใหม่  ที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนแปลงวิธีในการพัฒนาแอปพลิเคชันและการรักษาความปลอดภัย แนวทางของ Kubernetes ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในโครงสร้างพื้นฐานแบบคอนเทนเนอร์ และแนวคิดแบบนี้จะมีการนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น เราจะเห็นได้จากจำนวนของระบบที่เพิ่มขึ้น (ารสร้างระบบ การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และการวางแผนควบคุมการทำงานแอปพลิเคชันแบบรวมศูนย์) ที่มีการใช้ประโยชน์จาก Kubernetes โดยเปลี่ยนจากแนวทางแบบ Imperative DevSecOps ที่เน้นกระบวนการ มาเป็น Manifest-based Model ของ Kubernetes ที่เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก ซึ่งจะนำไปสู่มุมมองอีกด้านหนึ่งทางไอทีที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกับงานที่กำลังทำอยู่ อีกทั้งการจัดเตรียม API เพื่อเปลี่ยนการทำงานที่กำลังดำเนินงาน ไปยังระบบที่แสดงรายการการใช้งานเพื่อแสดงสถานะและเพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลของสถานะจริงกับสถานะที่คาดไว้ได้ ช่วยให้สามารถจัดการกับความท้าทายในด้านอื่นๆเช่น AI/ML การประมวลผลแบบ stream-based การรวมแอปพลิเคชันและการจัดการอื่น  โดยไม่กระทบกับการลงทุนในการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบอย่างมีนัยยะ

Anywhere Workspace หรือการทำงานได้จากทุกที่ 

แนวโน้มสำคัญประการหนึ่งที่เราได้คาดการณ์ไว้ในส่วนของผู้ใช้งานปลายทาง คือการตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าใช้งานแบบไม่ใช้รหัสผ่าน ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่จะต้องมีในอนาคต

การเข้าใช้งานโดยไม่ใช้รหัสผ่านเป็นประเภทของการตรวจสอบสิทธิ์ที่จะเข้ามาแทนที่รหัสผ่านโดยอาศัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง  เช่น ระบบไบโอเมตริกซ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่การตรวจสอบการใช้งานทรัพยากรขององค์กรด้วยการสแกนใบหน้าหรือสแกนลายนิ้วมือ แทนที่จะต้องคอยจดจำรหัสผ่านที่จะต้องทำการเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาหรือการใช้แอปพลิเคชันในการตรวจสอบความถูกต้อง (Authenticator App)

เราจะเริ่มเห็นว่าในปี 2022 การใช้งาน VPN จะเริ่มหายไปจากเดิมมาก ในช่วงของการระบาดของไวรัสครั้งใหญ่ บริษัทต่าง  ได้ตระหนักดีว่า VPN เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่สุด และไม่ได้รับการรักษาความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้ใช้จากระยะไกลที่ต้องการการเข้าถึงเครือข่ายองค์กรในวงกว้าง  ทั้งนี้เทคโนโลยี Micro-perimeters รวมถึงการตรวจสอบความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และโซลูชั่น SASE ที่หลากหลายคือตัวแทนใหม่ของ VPN ในอนาคต

Enterprise Blockchain บล็อกเชนกับงานบริหารจัดการระหว่างองค์กร 

ทุกวันนี้เวิร์คโฟลว์ในการทำงานระหว่างองค์กร ของหลาย  องค์กร มีการทำงานแยกเป็นส่วนๆ และมีความยุ่งยากซับซ้อนในการดูแล ทำให้เกิดความล่าช้า เพิ่มต้นทุน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยข้อมูลของเวิร์คโฟลว์การทำงานนี้มักจะถูกเก็บไว้ในส่วนต่าง  ภายในองค์กร ส่งผลให้การแบ่งปันและการจัดการข้อมูลข้ามองค์กรไม่มีประสิทธิภาพและมีค่าใช้จ่ายสูง และนี่คือจุดที่เทคโนโลยีบล็อกเชน/บัญชีแยกประเภทแบบดิจิทัล (DLT) เข้ามามีบทบาท ในขณะที่ cryptocurrencies และ non-fungible tokens (NFTs) ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชนได้รับความนิยมทำให้เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกจับตามองว่าจะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างแท้จริง พลังที่แท้จริงของบล็อคเชนคือการช่วยให้หลายฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันด้วยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ทำให้การทำธุรกรรมทางดิจิทัลเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์และปลอดภัย ทคโนโลยีที่กำลังเจริญเติบโต รวมถึงรูปแบบในการส่งมอบงาน การนำมาตรฐานและประสิทธิภาพของสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบใหม่มาปรับใช้ จะช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนาองค์กร

ในปี 2022 เรามองว่า เราจะเห็นความสำคัญของบล็อกเชนที่มีต่อองค์กรชัดเจนขึ้น รวมไปถึงการเร่งความเร็วในการปรับตัวในการพัฒนาใช้ผลิตภัณฑ์ในหลายอุตสาหกรรม (เช่น การใช้งานในซัพพลายเชน เป็นต้น) จะเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจระหว่างองค์กร ขณะที่สถาบันทางการเงิน จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า รองรับการทำงานที่มีความถี่และมีซับซ้อนสูง เราคาดหวังว่าจะเริ่มมีการปรับใช้บล็อคเชนในองค์กรอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในปี 2022 และเราจะเห็นสถาบันการเงินรายใหญ่มีความมั่นใจในการปรับใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนในการดำเนินธุรกิจและให้บริการมากยิ่งขึ้น


 

Exit mobile version