Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

BenQ ถ่ายทอดงานศิลปะผ่านโปรเจคเตอร์ 4Kในนิทรรศการ Manual Mind

เบ็นคิว ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าโปรเจคเตอร์ชั้นนำ ชวนสัมผัสภาพความคมชัดระดับ 4K UHD ผ่านโปรเจคเตอร์ TK700STi ความละเอียด 3840x2160 พิกเซล ในนิทรรศการ Manual Mind ผลงานศิลปะโมเดิร์น ที่ HĒIJī(เฮยจี) แบงค็อก สาขาล้ง1919

นายวัชรพงษ์ วงษ์มา รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ การจับมือร่วมกับร้าน เฮยจี ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพื้นที่แสดงภาพศิลปะให้กับอาร์ทิสที่มีผลงานกราฟิกโมชั่น ได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ที่มีชีวิตชีวาเสมือนจริง รวมถึงให้ลูกค้าหรือผู้ที่ชื่นชอบงานด้านศิลปะได้ดื่มด่ำกับภาพศิลปะในแบบดิจิทัลอย่างเพลิดเพลิน ผ่านโปรเจคเตอร์ของ BenQ รุ่น TK700STi โดยการแสดงนิทรรศการในครั้งแรกนี้มีชื่อว่า Manual Mind Exhibition ซึ่งเป็นผลงานจาก คุณนวลตอง ประสานทอง อาร์ทิสนักวาดภาพประกอบชื่อดัง ”

 “ สำหรับโปรเจคเตอร์ BenQ รุ่น TK700STi มีระยะฉายสั้นแบบ Shot Throw ความละเอียด 4K UHD 8.3 ล้านพิกเซล ช่วยลดความเบลอของภาพ ให้ความสว่างที่สูง 3000 lm อัตราการตอบสนองที่รวดเร็ว 16ms รองรับ HDR มอบภาพสวยสดใสแม้ในพื้นที่ที่สว่างด้วยค่าสีที่ครอบคลุม 96% Rec.709 ตื่นตาด้วยขนาดของหน้าจอที่กว้าง 120 นิ้ว ให้ประสบการณ์ภาพที่ดีสำหรับทุกการรับชม BenQ TK700STi มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android TV ที่ได้รับการรับรองจาก Google ให้เข้าถึง Google Play Store เพื่อเชื่อมต่อกับโลกแห่งศิลปะ เพียงต่อโปรเจคเตอร์เข้ากับระบบ WiFi และยังนำเทคโนโลยี CinemaMaster Audio+2 ระบบเสียง 5โหมดเสียงให้ได้เต็มอิ่มขณะรับชม ”

Manual Mind EXHIBITION ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาในช่วงสองปีที่ผ่านมาระหว่างเหตุการณ์การระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ทำให้ทั้งมนุษยชาตินั้นต้องสะดุดลงโดยสถานการณ์ที่ยากจะหนีพ้น แต่เมื่อประตูสู่โลกภายนอกนั้นปิดลง ประตูแห่งการค้นพบสิ่งใหม่จึงได้เปิดกว้างขึ้น จากการใช้ชีวิตจำเจเป็นระยะเวลานาน บัดนี้สวิตช์นั้นได้ถูกปิดลง และปรับเข้าสู่โหมดแมนนวล มุ่งหน้าเข้าหาพื้นที่ใหม่ภายในจิตใจที่ยังไม่ถูกค้นพบ MANUAL MIND เป็นเหมือนการสำรวจและปลอบโลมจิตใจ ดำดิ่งสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เป็นการยอมจำนนต่อตัวตน รวมไปถึงการค้นหาความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายในและดึงมันออกมาเพื่อเปิดโอกาสและอนุญาตให้ตัวเราได้เติบโต เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ กับการเดินทางไม่รู้จบ 

Manual Mind EXHIBITION ผลงานการจัดแสดงนิทรรศการของ คุณนวลตอง ประสานทอง ศิลปินท่านแรกที่ได้มาร่วมเปิดนิทรรศการกับทาง hEiJii (เฮยจี) ซึ่งคุณนวลตองได้เป็นลูกค้าประจำตั้งแต่สาขาเจริญกรุง อีกทั้งยังเป็นศิลปินท่านแรกที่ได้นำเสนอภาพและผลงานโมชั่นกราฟฟิกผ่านจอโปรเจคเตอร์ของ BenQ

ร่วมสัมผัสและรับชมความคมชัดของศิลปะโมชั่นกราฟฟิกผ่านโปรเจคเตอร์ของ BenQ ได้ในนิทรรศการ Manual Mind ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 มิถุนายน 2565 ที่ hEiJii (เฮยจี) แบงค็อก สาขาล้ง1919 พร้อมเพลิดเพลินกับผลงานอีกมากมาย รวมไปถึงขนมและเครื่องดื่มที่เสิร์ฟด้วยฝากระดาษอันเป็นเอกลักษณ์ หนึ่งในไอเดียช่วยลดขยะพลาสติกของทางร้าน และที่พลาดไม่ได้คือเมนูพิเศษ Manual Mind ที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับนิทรรศการนี้ เป็นการผสานระหว่าง Tonic, Espresso Shot, Housemade Oolong Honey และตบท้ายด้วย Sober Whiskey (Non-alcohol) จาก Skalsoberbar มาเติมเต็มรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะได้อย่างลงตัว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์ชี้แนวโน้มความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง ที่ธุรกิจต้องจับตาปีนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 1 เมษายน 2565 — การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยงต้องจัดการกับ 7 แนวโน้มสำคัญเพื่อปกป้องร่องรอยดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นในองค์กรสมัยใหม่จากภัยคุกคามเกิดใหม่ในปี พ.ศ. 2565 และในอนาคต

ปีเตอร์ เฟิร์สบรู๊ค รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรนซัมแวร์ที่มีความซับซ้อน มุ่งโจมตีระบบห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลและสร้างช่องโหว่ที่ฝังลึก ซึ่งการแพร่ระบาดกระตุ้นให้เกิดการทำงานแบบไฮบริดและเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ ท้าทายผู้บริหารไอทีในการรักษาความปลอดภัยแก่องค์กรที่มีการทำงานในลักษณะกระจายศูนย์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับปัญหาการขาดแคลนทีมงานความปลอดภัยที่มีทักษะ”

ความท้าทายเหล่านี้ส่งผลต่อแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 3 ประการ ดังนี้: (i) การตอบสนองใหม่ต่อภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน (ii) วิวัฒนาการและการกำหนดรูปแบบเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยและ (iii) การทบทวนด้านเทคโนโลยี ซึ่งแนวโน้มต่อไปนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในวงกว้างและครอบคลุม 3 แนวทางปฏิบัติฯ ข้างต้น ได้แก่:

แนวโน้มที่ 1: การขยายพื้นผิวการโจมตี (Attack Surface Expansion)

การโจมตีระดับพื้นผิวองค์กรกำลังแผ่ขยายมากขึ้น เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบไซเบอร์ทางกายภาพและ IoT โค้ดโอเพ่นซอร์ส แอปพลิเคชันบนคลาวด์ ห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลที่ซับซ้อน, โซเชียลมีเดียและอื่น ๆ ที่พาองค์กรออกไปจากสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ โดยองค์กรต้องมองข้ามวิธีการแบบเดิม ๆ ในการตรวจสอบ ตรวจจับ และตอบสนองความปลอดภัยเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยวงกว้าง

บริการป้องกันความเสี่ยงดิจิทัล (Digital risk protection services หรือ DRPS) เทคโนโลยีการจัดการพื้นผิวการโจมตีภายนอก (External attack Surface Management หรือ EASM) และการจัดการพื้นผิวการโจมตีสินทรัพย์ทางไซเบอร์ (Cyber Asset Attack Surface Management หรือ CAASM) จะช่วยให้ผู้บริหารด้านความปลอดภัยมองเห็นระบบธุรกิจทั้งภายในและภายนอก พร้อมค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างอัตโนมัติ

แนวโน้มที่ 2: ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล (Digital Supply Chain Risk)

อาชญากรไซเบอร์ค้นพบว่าการโจมตีห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลให้ผลตอบแทนที่สูงในการลงมือ เนื่องจากมีช่องโหว่ต่าง ๆ เช่น ช่องโหว่ของ Log4j ที่แพร่กระจายไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน และคาดว่าจะมีภัยคุกคามใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.2568 องค์กรทั่วโลก 45% จะพบการโจมตีบนห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นสามเท่าจากปี 2564

ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลต้องการแนวทางลดผลกระทบใหม่ ๆ ที่มีความละเอียดผ่านเกณฑ์การให้คะแนนและการแบ่งสัดส่วนของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากทั้งผู้จัดจำหน่ายหรือพันธมิตร อาทิ การขอหลักฐานการควบคุมและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัย รวมถึงการปรับแนวคิดให้มีความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมล่วงหน้าก่อนที่กฎระเบียบใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นเพิ่มเติม

เทรนด์ที่ 3: การตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามการระบุตัวตน (Identity Threat Detection and Response)

ผู้ที่เป็นภัยคุกคามและมีความช่ำชองกำลังมุ่งเป้ามาที่การยืนยันตัวบุคคลและการเข้าถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (Identity and Access Management หรือ IAM) ซึ่งการใช้ข้อมูลประจำตัวในทางที่ผิดกลายเป็นเป้าการโจมตีหลัก การ์ทเนอร์ได้แนะนำ “การตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามการระบุตัวตน” (Identity Threat Detection and Response หรือ ITDR) เพื่ออธิบายถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้พร้อมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับใช้ปกป้องระบบการระบุตัวตน

“องค์กรต่าง ๆ ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับปรุงความสามารถของ IAM แต่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน ซึ่งแท้จริงเป็นการเพิ่มพื้นผิวการโจมตีในส่วนโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเครื่องมือ ITDR สามารถช่วยปกป้องระบบการระบุตัวตน ตรวจจับเมื่อถูกบุกรุก และช่วยแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เฟิร์สบรู๊ค กล่าวเพิ่มเติม

แนวโน้มที่ 4: การกระจายการตัดสินใจ (Distributing Decisions)

ความต้องการและความคาดหวังด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรกำลังเติบโตถึงขีดสุด และผู้บริหารต้องการระบบความปลอดภัยที่คล่องตัวท่ามกลางพื้นผิวการโจมตีที่ขยายขอบเขตมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทั้งขอบเขต ขนาด และความซับซ้อนของธุรกิจดิจิทัลจึงจำเป็นต้องใช้รูปแบบการกระจายการตัดสินใจ รวมถึงกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบเพื่อรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วทั้งหน่วยงานในองค์กร โดยไม่ใช้การตัดสินใจแบบรวมศูนย์

“บทบาทของผู้บริหารด้านความปลอดภัย (CISO) เปลี่ยนจากผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคเป็นผู้จัดการความเสี่ยง ภายในปี พ.ศ. 2568 ฟังก์ชันความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบรวมศูนย์เพียงฟังก์ชันเดียวจะมีความไม่คล่องตัวเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการขององค์กรดิจิทัล ซึ่งผู้บริหารจะต้องกำหนดรูปแบบความรับผิดชอบของตนใหม่สำหรับให้คณะกรรมการในบอร์ดบริหาร ซีอีโอ และผู้นำธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยงอย่างมีข้อมูล” เฟิร์สบรู๊ค กล่าวว่าเพิ่มเติม

แนวโน้มที่ 5: เหนือกว่าการรับรู้ (Beyond Awareness)

ข้อผิดพลาดของมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการละเมิดข้อมูลจำนวนมาก บ่งชี้ให้เห็นว่าแนวทางการฝึกอบรมแบบเดิม ๆ เพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัยนั้นใช้ไม่ได้ผล องค์กรที่มีวิสัยทัศน์กำลังลงทุนในโครงการด้านวัฒนธรรมและพฤติกรรมการรักษาความปลอดภัยแบบองค์รวม (Security Behavior and Culture programs หรือ SBCPs) แทนที่จะจัดเป็นแคมเปญการรับรู้ด้านความปลอดภัยที่เน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ล้าสมัย แต่ SBCP กลับมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมวิธีคิดและปลูกฝังพฤติกรรมใหม่ ๆ โดยมีเจตนากระตุ้นวิธีการทำงานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นทั่วทั้งองค์กร

แนวโน้มที่ 6: รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยจากผู้จัดจำหน่าย (Vendor Consolidation)

การผสานรวมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงหนุนมาจากความต้องการลดความซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพ แนวทางของแพลตฟอร์มใหม่ เช่น Extended Detection and Response (หรือ XDR), Security Service Edge (หรือ SSE) และ Cloud Native Application Protection Platforms (หรือ CNAPP) ที่กำลังมอบประโยชน์ให้แก่องค์กรด้วยการนำโซลูชันมาใช้อย่างผสมผสาน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2567 องค์กร 30% จะใช้เว็บเกตเวย์ที่ปลอดภัยส่งข้อมูลผ่านคลาวด์ (Secure Web Gateway หรือ SWG) ใช้ผู้ให้บริการตรวจสอบและบริหารจัดการสิทธิด้านความปลอดภัย (Cloud Access Security Broker หรือ CASB) ใช้แนวคิดด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบใหม่ที่ถือว่าระบบเครือข่ายทั้งหมดไม่ควรเชื่อถือซึ่งกันและกัน (Zero Trust Network Access หรือ ZTNA) และการใช้ไฟร์วอลล์ของสำนักงานสาขาเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายของตนเอง (Firewall As A Service หรือ FWaaS) จากผู้จัดจำหน่ายเดียวกัน โดยการรวมฟังก์ชันความปลอดภัยหลาย ๆ อย่างจะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของการเป็นเจ้าของ และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว อันนำไปสู่การรักษาความปลอดภัยโดยรวมที่ดีขึ้น

แนวโน้มที่ 7: ตาข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Mesh)

เทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยร่วมกันนั้นกำลังผลักดันให้เกิดการผสมผสานขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัยให้สอดคล้องกัน เปิดใช้งานเวิร์กโฟลว์และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโซลูชันที่นำมาใช้ด้วยกัน สถาปัตยกรรมตาข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Mesh Architecture หรือ CSMA) ช่วยจัดเตรียมโครงสร้างและรูปแบบการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กร ในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือในระบบคลาวด์

“แนวโน้มความปลอดภัยทางไซเบอร์เหล่านี้ของการ์ทเนอร์จะไม่ถูกแบ่งเป็นแนวโน้มใดแนวโน้มหนึ่ง เนื่องจากทุกแนวโน้มจะมีส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อรวมกันแล้วจะช่วยให้ผู้บริหารไอทีด้านความปลอดภัยพัฒนาบทบาทเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงในอนาคตได้ ที่สำคัญสามารถยกระดับจุดยืนภายในองค์กรได้ต่อไป” เฟิร์สบรู๊ค กล่าวสรุป

ลูกค้า Gartner สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมในรายงาน “Top Trends in Cybersecurity 2022” หรือคลิกอ่านลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยในปี พ.ศ.2565 ได้ที่ 2022 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders

เกี่ยวกับ Gartner Security & Risk Management Summit 

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์นำเสนอผลวิจัยและคำแนะนำล่าสุดสำหรับผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยงที่งาน Gartner Security & Risk Management Summits 2022 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และจัดขึ้นในวันที่ 7-10 มิถุนายนที่ National Harbor แมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา, 21-22 มิถุนายนใน จัดที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ระหว่าง 25-27 กรกฎาคม จัดที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ ระหว่าง 12-14 กันยายนในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ติดตามข่าวสารและการอัพเดทจากการประชุมทาง Twitter โดยใช้ #GartnerSEC

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Practice

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พัฒนาการของสมาร์ทซิตี้ในปี 2565” โดย ซีเมนส์ ประเทศไทย

โดย นางสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย

หลายคนอาจมีจินตนาการว่าเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) น่าจะเหมือนกับในภาพยนตร์แนวไซ-ไฟที่มียานพาหนะลอยฟ้ารับส่งผู้คน หรือมีหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่หมอประจำบ้าน

เราพูดถึงกันมานานเกี่ยวกับเมืองที่มีความเป็น ‘อัจฉริยะ’ แต่คำนิยามของความเป็นอัจฉริยะที่ว่านี้ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และเรามีการพัฒนาที่ใกล้เคียงกับวิสัยทัศน์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เราจะมาสำรวจกันว่าพัฒนาการของ ‘สมาร์ทซิตี้’ ในปี 2565 ก้าวล้ำไปถึงไหนแล้ว

ถึงแม้ว่าวิสัยทัศน์ล่าสุดของสมาร์ทซิตี้ยังคงห่างไกลจากภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์ แต่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), 5G, เทคโนโลยีคลาวด์, บิ๊กดาต้า และ Internet of Things (IoT) ที่ถูกนำมาใช้ในเมืองอย่างต่อเนื่องทำให้พัฒนาการของสมาร์ทซิตี้ได้ก้าวหน้าไปตามความคาดหวังของผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างของสมาร์ทซิตี้ในวันนี้ งาน Expo 2020 Dubaiน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกสำหรับสภาพแวดล้อมเมืองที่มีการเชื่อมต่ออย่างทั่วถึงและได้รับการออกแบบเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

(*ถึงแม้จะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม 2565 งานนี้ยังคงใช้ชื่อ “เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ”)

ด้วยอาคารกว่า 130 หลังเชื่อมต่อถึงกันในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของประเทศโมนาโก งาน Expo 2020 Dubai ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรองรับการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติที่ปลอดภัย ยั่งยืน และบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 170 ปี ของการจัดนิทรรศการระดับโลกนี้

Expo 2020 Dubai มีความเป็นอัจฉริยะมากแค่ไหน

หัวข้อหลักของการจัดงาน Expo 2020 คือ “การเชื่อมโยงความคิดและการสร้างสรรค์อนาคต”  งานนิทรรศการนี้อาศัยการขับเคลื่อนด้วย AI และมีแพลตฟอร์มที่แยกต่างหากสำหรับการจัดการพลังงาน  นอกจากนี้ อาคารอัจฉริยะและระบบรักษาความปลอดภัยถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและทำงานอย่างสอดประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้จัดการอาคารสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่น เช่น การทำความเย็น คุณภาพของอากาศ การผ่านเข้า-ออกอาคาร และสัญญาณเตือนอัคคีภัย

Expo 2020 เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งงานกว่า 210,000 จุด รวมไปถึงประตูเข้า-ออก 5,500 จุด และกล้องกว่า 15,000 ตัว เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าชมงาน โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ  นอกจากนั้น ยังมีการประหยัดพลังงาน ปรับสมดุลในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดโดยนำเอาพลังงานหมุนเวียนมาใช้ และใช้พลังงานที่กักเก็บในแบตเตอรี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดรวมถึงการชาร์จไฟให้กับยานยนต์ไฟฟ้า

ความชาญฉลาดของงาน Expo 2020 อยู่บนระบบปฏิบัติการ MindSphere ที่ทำงานบนคลาวด์ของซีเมนส์ (Siemens) โดยข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์โดยสาร ไปจนถึงเครื่องปรับอากาศ โคมไฟส่องสว่างและฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ถูกเชื่อมโยงในลักษณะที่สัมพันธ์กันและถูกกลั่นกรองออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาใช้ปรับสภาพความเป็นอยู่ภายในเมือง โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกออกแบบและรวมไว้ตั้งแต่ระดับรากฐานของ MindSphere

งาน Expo 2020 ตอกย้ำถึงศักยภาพของสมาร์ทซิตี้อย่างรอบด้าน กล่าวคือ ระบบอัจฉริยะจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อมิติต่างๆ ของเมือง เช่น การบริหารจัดการ การคมนาคมขนส่ง บริการสาธารณสุข และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกรวมมูลค่าราว 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯจนถึงปี พ.ศ. 2569

ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าการลงทุนเพื่อปรับปรุงเมืองให้ฉลาดขึ้นจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจาก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2564 เพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2573 โดยจะเป็นการลงทุนทั้งในส่วนของภาคเอกชน เช่น การสร้างอาคารอัจฉริยะ และระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) รวมถึงภาครัฐ และทุกคนจะได้รับประโยชน์ เพราะเทคโนโลยีจะช่วยให้เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีความยืดหยุ่นและปลอดภัยมากขึ้น

ต่อยอดจาก Expo 2020 Dubai สู่เมืองที่แท้จริง

หลังจากที่งาน Expo 2020 สิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนมีนาคม พื้นที่ในบริเวณนี้จะถูกพัฒนาต่อยอดให้เป็นเมืองแห่งอนาคตที่มีชื่อว่า District 2020” ภายใต้โครงการของรัฐบาลดูไบ

ด้วยการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานและการพัฒนาพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่มีการก่อสร้างแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ให้กลายเป็นชุมชนเมืองเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัย องค์กรธุรกิจ และนักท่องเที่ยว District 2020 จะยังคงเก็บรักษาสินทรัพย์และสิ่งก่อสร้างภายในพื้นที่จัดงาน Expo 2020 ที่เป็นไปตามมาตรฐานอาคารสีเขียวทั้ง LEED และ CEEQUAL โดยจะพัฒนาไปสู่การเป็นชุมชนเมืองอัจฉริยะที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์และรองรับการใช้งานที่หลากหลายและยั่งยืน มีทั้งพื้นที่สำนักงาน พื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน ชุมชนที่อยู่อาศัย พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นและเงียบสงบ สถานที่ท่องเที่ยวทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน ศูนย์นิทรรศการ Dubai Exhibition Center และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อธุรกิจและการพักผ่อน โดยคาดว่า District 2020 จะสามารถรองรับได้ประชากรสูงสุดถึง 145,000 คน

ซีเมนส์จะมีบทบาทสำคัญในการแปลงโฉมพื้นที่จัดงาน Expo 2020 ให้กลายเป็น District 2020 และจะกลายเป็นผู้เช่าพื้นที่รายใหญ่ โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะย้ายสำนักงานใหญ่ระดับโลกในส่วนของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ทางบก และทางเรือ จากเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี มาที่ District 2020 และคาดว่าพนักงานของซีเมนส์ประมาณ 1,000 คนจะทำงานอยู่ในอาคารสองหลังที่ใช้เทคโนโลยีการจัดการอาคารที่ถูกติดตั้งไว้เดิมสำหรับงาน Expo 2020 เช่น เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และแพลตฟอร์ม IoT ที่รองรับ ‘ระบบตรวจจับ’ ทั่วทุกจุดภายในอาคาร เพื่อจัดหาข้อมูลแบบเรียลไทม์และข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานะใช้งานของอาคาร รวมไปถึงการให้บริการค้นหาตำแหน่งที่ตั้งสำหรับบุคคลและอุปกรณ์ต่าง ๆ

ถอดบทเรียน Expo 2020 Dubai กับการพัฒนา Smart City ของประเทศไทย

สถานการณ์การแพร่ระบาดก่อให้เกิดปัญหาท้าทายมากมายสำหรับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งยังทำให้รูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน และการพบปะสังสรรค์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน  นอกจากนั้น ภาวะโลกร้อนได้กลายเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนสำหรับเมืองต่าง ๆ เนื่องจากมีข้อมูลว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 60% มาจากพื้นที่เมือง  ความท้าทายที่สำคัญสองประการนี้เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้บริหารเมืองในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกคิดทบทวนเกี่ยวกับอนาคตของเมืองที่ตนเองดูแล ประเทศไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากกัน

เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ไฟฟ้า ประปา และเครือข่ายการสื่อสาร จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

แนวทางการสร้างสมาร์ทซิตี้จากงาน Expo 2020 ซึ่งประเทศไทยสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้:

  • เมืองจะเป็นเมืองก็ต่อเมื่อมีคนอาศัยอยู่ ดังนั้นการออกแบบสมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องมุ่งเน้นที่คนเป็นหลัก (Human-Centered)
  • เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างมาก แต่ในระดับที่แตกต่างกันสำหรับเทคโนโลยีแต่ละอย่างและเมืองแต่ละแห่ง ดังนั้นจึงไม่มีโซลูชันแบบครอบจักรวาลที่ใช้ได้กับทุกเมือง  การผสมผสานเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การติดตั้งใช้งานที่ยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะและรองรับการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เมืองจะต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไลฟ์สไตล์ของผู้คน รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ดังนั้นจึงต้องมีการใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากส่วนต่างๆ ของเมืองซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนห้องแล็บมีชีวิต เพื่อพัฒนาปรับปรุงเมืองให้มีความฉลาดอยู่เสมอ โดยสิ่งสำคัญคือจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างฯ ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับขนาดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม
  • การพัฒนาที่ยั่งยืนถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับเมืองต่าง ๆ เพราะในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เราจำเป็นที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่เมือง การปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น AI, IoT, Blockchain, Big Data ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ขณะที่เมืองต่าง ๆ เปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากที่การเดินทางระหว่างประเทศและกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเริ่มกลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวพักผ่อน การเดินทางเพื่อทำธุรกิจ หรือจุดหมายปลายทางสำหรับการลงทุน เราสามารถเร่งการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้ด้วยการเรียนรู้จากแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม และสร้างโซลูชั่นที่เหมาะกับวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของเรา โดยจุดมุ่งหมายคือการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น และมีความยั่งยืนสำหรับทั้งคนไทยและผู้มาเยือน

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทางด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง และการดูแลสุขภาพ ธุรกิจของบริษัทฯ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากรในโรงงาน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ระบบอาคารอัจฉริยะและระบบโครงข่ายไฟฟ้า ไปจนถึงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด และการดูแลสุขภาพขั้นสูง บริษัทฯ พัฒนาเทคโนโลยีด้วยวัตถุประสงค์เพื่อมอบคุณค่าที่แท้จริงแก่ลูกค้า ซีเมนส์ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมและตลาด เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนนับพันล้านโดยผสานโลกความจริงและโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำระดับโลกในด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้า

ในปีงบประมาณ 2564 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 กันยายน 2564 ซีเมนส์มีพนักงาน 303,000 คนทั่วโลก กลุ่มธุรกิจของซีเมนส์สร้างรายได้ 62.3 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 6.7 พันล้านยูโร ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siemens.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD ยกทัพโปรโมชั่นต้อนรับงาน Commart Comverse 2022 พร้อมของสมนาคุณมากมาย ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. – 3 เม.ย. ศกนี้

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 30 มีนาคม 2565 – AMD ผู้นำด้านนวัตกรรมโปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ดระดับโลก ยกทัพโปรโมชั่นต้อนรับงานคอมมาร์ท จัดของสมนาคุณหลากหลาย สำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ด AMD รวมไปถึงผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กหรือ PC Desktop Branded ที่ใช้ขุมพลังการประมวลผลโปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ด AMD ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. – 3 เม.ย. ศกนี้ ณ ฮอล 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

รายละเอียดโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์หรือกราฟิกการ์ดตามรุ่นที่ร่วมรายการ

  • เมื่อซื้อโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 3 และกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX6000 Series ทุกรุ่น รับฟรี เสื้อยืด AMD T-Shirt จำนวน 1 ตัว
  • เมื่อซื้อโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5 และกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX6000 Series ทุกรุ่น รับฟรี แผ่นรองเมาส์ AMD x Puck จำนวน 1 ตัว
  • เมื่อซื้อโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7 และกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX6000 Series ทุกรุ่น รับฟรี เสื้อเบสบอล AMD จำนวน 1 ชิ้น
  • เมื่อซื้อโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 9 และกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX6000 Series ทุกรุ่น รับฟรี Speaker Bluetooth RockDog จำนวน 1 ตัว
  • เมื่อซื้อโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Threadripper ทุกรุ่น รับฟรี เสื้อแจ็คเก็ต AMD จำนวน 1 ตัว และ Speaker Bluetooth RockDog จำนวน 1 ตัว

พิเศษ! เมื่อซื้อสินค้า AMD ครบ 5,000 บาทต่อหนึ่งใบเสร็จ รับฟรี สายคล้องแมส AMD Made It Yourself จำนวน 1 ชิ้น

รายละเอียดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ด AMD สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ AMD Redteam Thailand

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ก, All in One หรือ Desktop Branded ที่ใช้ขุมพลังการประมวลผลโมบายโมบายโปรเซสเซอร์ AMD ตามรุ่นที่ร่วมรายการ เพื่อลุ้นรับโชค 3 ต่อ ประกอบด้วย

  • เมื่อซื้อโน้ตบุ๊ก, All in One หรือ Desktop Branded ที่ใช้ขุมพลังการประมวลผลโมบายโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 9 หรือ 7 รับฟรี เก้าอี้สนาม AMD จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 590 บาท
  • เมื่อซื้อโน้ตบุ๊ก, All in One หรือ Desktop Branded ที่ใช้ขุมพลังการประมวลผลโมบายโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5 รับฟรี แก้วเป๋าผ้าใบ AMD จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 350 บาท
  • เมื่อซื้อโน้ตบุ๊ก, All in One หรือ Desktop Branded ที่ใช้ขุมพลังการประมวลผลโมบายโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 3 หรือ Athlon รับฟรี กระเป๋า AMD Shopping Bag จำนวน 1 ใบ มูลค่า 170 บาท
  • เมื่อซื้อสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ AMD Advantage (ผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพบนโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen และกราฟิกการ์ด AMD Radeon) รับฟรี แผ่นรองเมาส์ AMD จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 450 บาท
  • พิเศษ! เมื่อซื้อสินค้ามูลค่า 64,000 บาทขึ้นไป รับฟรี เต็นท์ AMD จำนวน 1 หลัง มูลค่า 2,290 บาท

โชคชั้นที่ 2: Exclusive Lucky Draw – ทุกใบเสร็จที่คุณซื้อผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ก, All in One หรือ Desktop Branded ตามรุ่นที่ร่วมรายการ มีสิทธิ์ร่วมสนุก Exclusive Lucky Draw เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ*1 ประกอบด้วย เครื่องเกมคอนโซล Sony PlayStation 5 มูลค่า 16,990 บาท จำนวน 1 รางวัล,โต๊ะ Gaming Desk มูลค่า 6,990 บาท จำนวน 2 รางวัล และเก้าอี้ AMD Gaming Chair มูลค่า 4,990 บาท จำนวน 2 รางวัล

*1) ประกาศผลการจับรางวัล วันที่ 5 เมษายน 2565 ผ่านทางแฟนเพจ AMD Notebook Thailand

โชคชั้นที่ 3 รับฟรี! สิทธิ์กดเครื่องดื่มคลายร้อนผ่านตู้บริการเครื่องดื่ม AMD เมื่อซื้อโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen (ใน 1 ใบเสร็จ สามารถแลกรับเครื่องดื่มได้สูงสุด 5 แก้ว)

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ เพียงกด Like กด Share แฟนเพจ AMD Notebook Thailand รับสิทธิ์ หมุนวงล้อมหาสนุก เพื่อลุ้นรับของที่ระลึกจาก AMD เฉพาะที่งานคอมมาร์ตเท่านั้น

รายละเอียดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กและ Desktop Branded สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ AMD Notebook Thailand

– บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่น โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือจนกว่าของจะหมด –

อัพเดตสินค้าและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ด AMD หรือผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กและ Desktop Branded ที่ใช้ขุมพลังโมบายโปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ด AMD

Lind ID: @amdredteamth (CPU และ GPU) และ @AMDthailand (AMD Notebook)

Facebook: AMD Redteam ThailandAMD Notebook Thailand และเว็บไซต์ www.amdthailand.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU เตรียมเปิดโครงการ “One Day Pilot บินตามฝัน 1 วันกับเครื่องฝึกบินจำลอง” สำหรับน้องม. ปลาย เป็นครั้งแรก !

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน (DAAมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า เมื่อปี 2562 CADT และ DAA ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 1318 ปี ที่ชื่นชอบและสนใจอาชีพด้านการบิน เข้าร่วมโครงการ Youth Flying Club ซึ่งเป็นชมรมสำหรับเยาวชนคนการบิน โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนั้น เน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจหลักการบินเบื้องต้น พร้อมพัฒนาทักษะความคิดริเริ่มด้านการออกแบบอากาศยาน รวมถึงเตรียมพร้อมวางแผนการศึกษาในอนาคตบนเส้นทางสายอาชีพในอุตสาหกรรมการบิน   จุดเด่นหลักของกิจกรรม คือ การได้ฝึกบินจริงด้วยเครื่องบินซิมมูเลเตอร์ (Flight Simulator) พร้อมศึกษาดูงานนอกสถานที่ที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศและมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย แต่ภายหลังจากนั้นได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ทำให้เกิดผลกระทบกับทุกภาคส่วน และเพื่อเป็นไปตามมาตการของภาครัฐ ทางสถาบันฯ ต้องงดจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวกัน เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคด้วย

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการควบคุมโรคที่ดีขึ้น ประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้กิจกรรมต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดได้ ในส่วนของภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงอุตสาหกรรมการบินเริ่มฟื้นตัวและคาดว่าในปี 2567 จะมีความต้องการแรงงานมากขึ้น เนื่องจากผู้คนทั่วโลกเริ่มมีความต้องการในการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินมีความต้องการบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรในหน่วยงานด้านการบิน และเพิ่มพูนทักษะ Multitasking การจากการขับเครื่องบิน   สถาบันการบิน มธบ. (DAAจึงจัดโครงการ One Day Pilot บินตามฝัน วันกับเครื่องฝึกบินจำลอง ขึ้น เพื่อเชิญชวนเยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนมัธยมปลายที่อยากลองเป็นนักบิน เข้ามาอบรมความรู้พื้นฐานด้านการบินสากล พัฒนาความรู้ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละภาคส่วนของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก

อยากเชิญชวนนักเรียน และเยาวชนที่สนใจ ที่มีความฝันอยากเป็นนักบิน เข้าร่วมโครงการ One Day Pilot นี้ เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้ทักษะขั้นพื้นฐานในด้านการบินแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนไอเดียพร้อมอัพเดทข่าวสารในแวดวงการบินกับนักบินรุ่นพี่ ที่พิเศษสุดคือการได้ฝึกบินจริงด้วยเครื่องฝึกบินจำลอง หรือ Flight Simulators ทั้งแบบเครื่องบินเบาขนาดเล็ก Cessna 172G1000 และเครื่องบินไอพ่น Boeing 737800NG โดยมีนักบินจริงดูแลตลอดการบิน นอกจากนี้หลังจบกิจกรรมทุกคนจะได้รับประกาศนียบัตร ปีกนักบินโลหะ และใส่ชุดนักบินพร้อมถ่ายภาพที่ระลึกกับนักบินในห้องนักบิน (Cockpit) Boeing 737800NG อีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจหรืออยากซื้อเป็นของขวัญให้คนที่รัก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ FacebookDAA สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ Line@daa_dpu” น.ต.ดร.วัฒนา กล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“องค์การโอเปอร์เรชั่น อันเดอร์กราวด์ เรลโรด” เฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตั้งสำนักงานประจำประเทศไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย — องค์การโอเปอร์เรชั่น อันเดอร์กราวด์ เรลโรด (O.U.R.) จัดงานเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของสำนักงานประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์

องค์การโอเปอร์เรชั่น อันเดอร์กราวด์ เรลโรด หรือ O.U.R. ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยให้จัดตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในปี 2562 และเนื่องจากมีมาตรการผ่อนปรนของการจำกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด จึงจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ   ซึ่งในงานประกอบด้วยนิทรรศการแสดงผลงานขององค์การ O.U.R. คำปราศรัยจาก คุณแบรด เดมอน กรรมการผู้บริหารจัดการ, คุณสุปรีย์ เสาวิจิตร ผู้อำนวยการองค์การประจำประเทศไทย และบุคคลท่านอื่น   ผู้เข้าร่วมงานประมาณ 90 ท่านจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนยืนยันเข้าร่วมงานนี้แล้ว  คุณแบรด เดมอน กรรมการผู้บริหารจัดการ ได้มอบรางวัลแก่พันธมิตรผู้บังคับใช้กฎหมายของ O.U.R. สำหรับความมุ่งมั่นและงานที่อุทิศตนในการหยุดยั้งการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์จากมนุษย์อีกด้วย

ทีมงาน O.U.R. ประเทศไทยประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้มากด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ 24 คน ทั้งในฝ่ายสำนักงาน ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายดูแลและฟื้นฟูผู้เสียหาย ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายโครงการพิเศษ  จุดประสงค์ของทีมงานนี้คือสนับสนุนผู้บังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยในการหยุดยั้งการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ทางเพศในเด็ก

โครงการหลักของ O.U.R. ในประเทศไทยมีดังนี้

  1. เพื่อให้การอบรมเรื่องการสืบสวนทางออนไลน์และทางพยานหลักฐานดิจิทัลแก่ผู้บังคับใช้กฎหมายและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่น ๆ เนื่องจากคดีการค้ามนุษย์ออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  นอกจากนี้  O.U.R. ได้มอบเงินทุนสนับสนุนเพื่อยกระดับการสืบสวนและเครื่องมือเฉพาะทางในการสนับสนุนงานสืบสวน
  2. เพื่อสนับสนุนผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างการสืบสวนออนไลน์และภาคสนามที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจของเรา
  3. เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูผู้เสียหาย ตลอดจนดูแลติดตามผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ทางเพศหลังจากการช่วยเหลือเพื่อให้ผู้เสียหายดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข และด้วยสุขภาพที่ดี

O.U.R. รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายซึ่งประกอบด้วย สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ กรมการปกครอง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ และหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีพันธกิจเดียวกันคือการหยุดยั้งการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ทางเพศในประเทศไทย

ในระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 – วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565 ทีมงาน O.U.R. ประเทศไทยช่วยเหลือผู้บังคับใช้กฎหมายในการช่วยผู้เสียหายจำนวน 56 คนจากการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ทางเพศ  การสืบสวนดังกล่าวทำให้มีการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดจำนวน 50 คน

องค์การโอเปอร์เรชั่น อันเดอร์กราวด์ เรลโรด เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีอยู่ทั่วโลก อุทิศตนเพื่อขจัดการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ของมนุษย์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา  นับแต่องค์การเริ่มดำเนินการ มีความช่วยเหลือในการปฏิบัติการและดูแลฟื้นฟูผู้เสียหายใน 30 ประเทศ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Bitkub Blockchain Technology ประกาศเคลื่อนทัพครั้งใหญ่ Bitkub Chain The NEXT Chapter

กรุงเทพมหานคร, 29 มีนาคม 2565 – บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศไทย ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ Erawan Hard Fork ที่จะยกระดับประสิทธิภาพของบล็อกเชนขึ้นไปอีกขั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเครือข่ายบล็อกเชนระดับโลกในอนาคต

เริ่มด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนและการเกิดขึ้นของ Bitkub Chain จากจุดเริ่มต้นสู่อนาคต ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชนของประเทศไทย พร้อมทั้งมุมมองธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต โดย นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด 

เทคโนโลยีได้เข้ามาปลดล็อกอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของเรา อย่างแรกเลยคืออินเทอร์เน็ต ที่ได้เข้ามาปลดล็อก Free Flow of Data ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เศรษฐกิจบนโลกดิจิทัลมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอันใกล้นี้เศรษฐกิจดิจิทัลจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น เนื่องจากการมาของเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Internet from the sky ที่จะเป็นการยิงสัญญาณอินเทอร์เน็ตลงมาจากดาวเทียม ทำให้พื้นที่ทุรกันดารสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเข้ามาปลดล็อก Free Flow of Capital ทำให้เม็ดเงินในเศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือ Micro Entrepreneurship มากขึ้น ซึ่งทางกลุ่ม Bitkub กำลังพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อมาสนับสนุนประเทศไทยให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีได้
 


ตามด้วยการเปิดตัวเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมกันเป็น Node Validator ของ Bitkub Chain ภายหลังจากเสร็จสิ้น Erawan Hard Fork ที่มีการอัปเกรดจำนวน Node Validator จาก 11 Node เป็น 21 Node ซึ่งประกอบด้วยบริษัทและเครือข่ายธุรกิจชั้นนำ โดยมีรายชื่อ ดังนี้ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน), บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน, บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด (มหาชน), บริษัท ทีพีซีเอ็กซ์ จำกัด, บริษัท อินสเปค จำกัด,ไดมอนด์ ไฟแนนซ์, บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มัลติพลาย เทคโนโลยี จำกัด, บริษัท สมาร์ทคอนแทรค บล็อกเชน สตูดิโอ, บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จํากัด, บริษัท เก็ทลิงส์ จำกัด, บริษัท เอ บี เอ็กซ์ จำกัด, บริษัท ซิคซ์ เนทเวิร์ค, บริษัท ฟิน สเตเบิ้ล จำกัด, บริษัท ชินเอ เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ดิ๊ก ดิ๊ก จำกัด, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท อาชว์ 2021 (ประเทศไทย) จำกัด

ตามด้วยการนำเสนอข้อมูลสำคัญของ Bitkub Chain ที่กำลังจะมีอายุครบ 1 ปีในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้ รวมทั้งการพัฒนา Bitkub Chain ที่จะสามารถรองรับการใช้งานได้สูงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด  และการพัฒนาในด้านเทคนิคต่าง ๆ พร้อมเปิดตัวเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาในการนำไปใช้งานและสร้างโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่จะยกระดับ การพัฒนาโปรเจกต์บน Bitkub Chain ไปอีกขั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบล็อกเชนระดับสากล โดย นายสำเร็จ วจนะเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด

 

นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสามารถเพิ่มศักยภาพต่อผู้ใช้งาน พร้อมยกระดับ Bitkub Chain ให้ก้าวไปสู่การใช้งานระดับโลก รวมทั้ง Ecosystem ที่จะสนับสนุนให้ Bitkub Chain กลายเป็นบล็อคเชนที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย โดย Bitkub NEXT จะเปรียบเสมือนประตูเชื่อมผู้ใช้งานระหว่างโลกความจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน“ 

นายสำเร็จ วจนะเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า “การร่วมมือกับ Node Validator ทั้งหมดนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Bitkub Chain เนื่องจากในอนาคตอันใกล้นี้เราเชื่อว่าโลกดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตผู้คนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งจะช่วยยกระดับ Bitkub Chain ไปอีกหนึ่งขั้น พร้อม Ecosystem และฟังก์ชันที่จะอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน โดยการเปิดตัวครั้งนี้ เรามุ่งหวังว่า Bitkub Chain และ Node Validator จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยผลักดันให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างแท้จริง” 

ในลำดับต่อมา นายรฐนนท์ พลานนท์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าตื่นเต้นของฟังก์ชันใหม่ ในโปรเจกต์ที่เป็นหัวใจสำคัญของ Bitkub Chain อย่าง Bitkub NEXT และ Bitkub NFT ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเปิดเผยข้อมูลของโปรเจกต์ใหม่ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเข้าถึงและการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานกับกิจกรรมบนโลกดิจิทัลได้อย่างมหัศจรรย์ 

ภายในงานยังมีการเชิญผู้พัฒนาโปรเจกต์ต่าง ๆ ใน Ecosystem ของ Bitkub Chain ขึ้นมาร่วมพูดคุยพร้อมอัปเดตข้อมูลการพัฒนาโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่กำลังจะเปิดใช้งานจริงในเร็ว ๆ นี้ โดยกลุ่มโปรเจกต์ DeFi ได้รับเกียรติจาก นายธนากร ก้าโหรด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด, นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) และนายทศพร สังข์บูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี จากบริษัท Loremboard ในส่วนของกลุ่มโปรเจกต์ GameFi ได้รับเกียรติจาก นายเนนิน อนันต์บัญชาชัย กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็กซ์เท็นอินเตอร์แอคทีพจำกัด, นายชัชวาลย์ สุริยะยรรยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เกม Dice Kingdom และ ABX และ นายพิชญ ศรีฟ้า ผู้ก่อตั้งบริษัท Varisoft และกลุ่มโปรเจกต์ NFT ได้รับเกียรติจาก นายชุมพล วงศ์มติกุล เจ้าของเพจ BitToon, นายสินิทธ์ อาจหาญวงศ์ CEO & Co-Founder บริษัท SHIN-A, นายพลัฏฐ์ ประวีร์ชานนท์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดกลุ่มรถสปอร์ตและรถครอบครัว บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และ นายสุรศักดิ์ วินิจ Chief Talent Officer บริษัทแอมป์เวิร์ส ดิจิทัล จำกัด และ นายเจดิอาโน่ Co-Founder บริษัท YSTS Fam

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ กับการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ของโปรเจกต์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการอย่าง Bitkub Metaverse จัดเต็มทั้งคลิปตัวอย่าง Metaverse และรายละเอียดที่เน้นการใช้งานจริงผ่านกิจกรรมของเครือข่ายพันธมิตรของ Bitkub ซึ่งภายในงานยังเปิดให้แขกได้ลองเข้าสู่โลก Bitkub Metaverse เป็นครั้งแรกก่อนใครอีกด้วย โดยมี นายสุภณวิช สมสมาน   ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟ บริษัท The Monk Studio และ น.ส.สกลวัลย์ นิมมล นักพัฒนาธุรกิจ จาก The Monk Studio เป็นผู้นำเสนอข้อมูลในครั้งนี้

ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสรุป Roadmap การพัฒนา Bitkub Chain และโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งท้ายด้วยภาพของ Ecosystem ที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้นี้ของ Bitkub Chain


 

ปิดงานด้วยกิจกรรม NFT Airdrop ที่ทุกคนรอคอย โดยในครั้งนี้ทั้งผู้ชมในงานและผู้ชมถ่ายทอดสดผ่านเพจ Bitkub Chain Official ได้ร่วมสนุกกับการสแกนรับ Airdrop NFT กว่า 15,000 ชิ้น ด้วยกระเป๋า Bitkub NEXT ที่มีรางวัลสูงสุดเป็นเหรียญ KUB 20 เหรียญ รวมทั้ง NFT คอลเล็กชันพิเศษของงาน ที่สามารถเก็บสะสมไว้เป็น NFT ที่ระลึกชิ้นประวัติศาสตร์อีกด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประกาศความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้านการใช้พลังงานเชื้อเพลิงทางการบินอย่างยั่งยืน ร่วมกับ bp และ Neste ด้วยปริมาณน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืนกว่า 800 ล้านลิตร

กรุงเทพฯ – 29 มีนาคม 2565: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประกาศก้าวสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการขนส่งทางอากาศให้เป็นไปอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยดีเอชแอลได้ยืนยันถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสองบริษัทคือ bp และ Neste ในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างจากวัสดุทางชีวภาพเพื่อการบินที่ยั่งยืน (SAF) มากกว่า 800 ล้านลิตรให้กับ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสภายในห้าปีข้างหน้า ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่ที่เป็นหนึ่งในข้อตกลง SAF ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ข้อตกลงดังกล่าวมาพร้อมกับการเปิดตัว SAF บนเครือข่ายของดีเอชแอลก่อนหน้านี้ในซานฟรานซิสโก (SFO) อีสต์มิดแลนส์ของอังกฤษ (EMA) และอัมสเตอร์ดัม (AMS) ซึ่งจะทำให้บรรลุเป้าหมายมากกว่าครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการใช้ SAF 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับการขนส่งทางอากาศภายในปี 2569 ดีเอชแอลคาดว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณสองล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์โดยสารประมาณ 400,000 คันต่อปี1

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ดำเนินการขนส่งเอกสารและพัสดุด่วนระหว่างประเทศมากกว่า 480 ล้านชิ้นต่อปี ครอบคลุม 220 ประเทศทั่วโลกผ่านเครือข่ายการบินของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลก กล่าวได้ว่าด้วยน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืนกว่า 800 ล้านลิตร จะสามารถใช้งานกับเที่ยวบินของดีเอชแอล 1,000 เที่ยวต่อปีโดยประมาณ ในเส้นทางบินจากเมืองซินซินนาติ สหรัฐอเมริกา ไปยังเมืองไลพ์ซิก เยอรมนี ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777 บินได้ระยะเวลาประมาณ 12 ปี2 นับเป็นการใช้เชื้อเพลิง SAF 100 เปอร์เซ็นต์ 3 ซึ่งเทียบเท่ากับเที่ยวบินระยะไกล 12,000 เที่ยวบินที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ (carbon neutral long-haul flights)

แฟรงค์ แอพเพล ประธานกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัท ดอยช์โพสท์ ดีแอชแอล กล่าวว่า “ในฐานะที่ดีเอชแอลเป็นผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์ชั้นนำของโลก เรามุ่งมั่นในการนำเสนอโซลูชันที่สร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับลูกค้าของเรา ความร่วมมือด้านเชื้อเพลิงที่ใช้ในการบินที่ยั่งยืน (SAF) ที่ทางบริษัทได้ร่วมมือกับ bp และ Neste นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบิน และสอดคล้องกับแผนความยั่งยืนของเรา ปัจจุบันการใช้ SAF เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของอุตสาหกรรมการบินเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในแต่ละชนิดของเครื่องบินที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

 

มาร์ติน ทอมป์สัน, รองประธานอาวุโส Air bp กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ความร่วมมือสำคัญนี้สำเร็จด้วยดี ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับกลุ่มบริษัท ดอยช์โพสต์ ดีเอชแอล ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อ bp ได้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทพลังงานแบบครบวงจร เราใช้ประโยชน์จาก value chain ของเราซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิตทั่วโลก การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานในสนามบิน มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าและการทำธุรกิจด้าน SAF ซึ่งต้องอาศัยการออกแบบ และนำเสนอโซลูชันตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ซับซ้อน เราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับสนามบินและสายการบินต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นทางเลือกของธุรกิจที่มีเป้าหมายในการใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (decarbonization) รวมถึงส่งเสริมกระบวนการ SAF เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกให้ตระหนักถึงความสำคัญในการลดปริมาณคาร์บอน”

แผนงานความยั่งยืนของกลุ่มบริษัท ดอยช์โพสต์ ดีเอชแอล มุ่งมั่นที่ใช้เชื้อเพลิงเพื่อการบินที่ยั่งยืนเป็นจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งทางอากาศทั้งหมดภายในปี 2573 โดยบริษัทคู่ค้าทั้งสองรายจะเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิง SAF ที่ผลิตจากน้ำมันที่ใช้แล้วซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ตลอดวัฏจักรการใช้งานเมื่อเปรียบเทียบกับนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องบินไอพ่น ซึ่งเป็นการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของดีเอชแอล และเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ได้มาจากกระบวนการผลิตอาหาร หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทางอ้อม (indirect land-use change)

จอห์น เพียร์สัน ประธานกรรมการบริหารของ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส กล่าวว่า “ในทุกความร่วมมือของ SAF เราได้ตระหนักถึงงานใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าในการใช้โซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าของเรามากขึ้น ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่มีคำถามจากลูกค้าเกี่ยวกับโซลูชันการขนส่งที่ลดคาร์บอน และดีเอชแอลก็พร้อมให้ความร่วมมือสำหรับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ความร่วมมือ SAF กับ bp และ Neste นี้เป็นก้าวสำคัญของการสร้างความยั่งยืน โดยเรามุ่งหวังที่จะสร้างแรงผลักดันให้กับซัพพลายเออร์ที่ทำธุรกิจด้าน SAF เพื่อช่วยกันเติมเต็มความต้องการในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เราก็เรียกร้องไปยังผู้กำหนดนโยบายให้กำหนดกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อเร่งการเติบโตของตลาด SAF ในสหภาพยุโรปและทั่วโลก รวมถึงกลไกด้านบัญชีที่อนุญาตให้ทำการซื้อขายและใช้งาน SAF ได้อย่างยืดหยุ่น”

ปีเตอร์ วาแนคเกอร์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ Neste กล่าวว่า “ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในธุรกิจ SAF ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความต้องการและความเร่งด่วน รวมถึงพันธกิจของบริษัทในการแสดงจุดยืนต่อการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวกับกิจกรรมการบิน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก้าวไปพร้อมกับดีเอชแอล ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันของทั้งสองบริษัท และนี่จะเป็นการขับเคลื่อนไปสู่เส้นทางแห่งการสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับลูกหลานของเรา การประกาศในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่เราจะช่วยลูกค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้อย่างน้อยที่สุด 20 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 ทั้งนี้ SAF นับเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบินในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดภายในปี 2593 ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมการบิน โดยใช้วัตถุดิบและโซลูชันที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อทำให้บรรลุเป้าหมาย”

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสตั้งเป้าหมายขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ SAF ในอนาคต และเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของการใช้ SAF ในการขนส่งทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ดีเอชแอลยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนเทคโนโลยีนวัตกรรมที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมทางการบินอย่างต่อเนื่องตามที่ระบุไว้ในแผนงานด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัท ดอยช์โพสต์ ดีเอชแอล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอทเอกมัย เปิดตัวทางการ

คณะผู้บริหารบริษัท สยามอรุณ กรุ๊ป จำกัด นำโดยนายพีรพล เสรฐภักดี กรรมการบริหาร พร้อมเหล่าตัวแทนจากร้านค้าผู้เช่าร่วมทำพิธีเปิดตัวโครงการ @Ekkamai ไลฟ์สไตล์มอลล์น้องใหม่ของย่านเอกมัยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยโครงการฯ ขนาด 5 ไร่ ติดเอกมัยซอย 9 ได้รวมร้านแบรนด์ดัง อาทิ Swensen’s, Wine Connection, Watsons, San Kyu Yakiniku, Shizen Shabu ทั้งยังมี TOPS Market ขนาด 1,300 ตร.ม. ที่รวมสินค้าระดับพรีเมียมไว้อย่างครบครันมาให้บริการลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติที่ทำงานและพักอาศัยในโซนเอกมัย ทองหล่อ และพระโขนง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย จับมือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างอีโคซิสเต็มไอซีทีที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

[กรุงเทพฯ, 28 มีนาคม 2565] – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัลและสร้างอีโคซิสเต็มบุคลากรที่มีความสามารถ รองรับภาคไอซีทีของประเทศไทย

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 โดยมี รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายเควิน เฉิง ประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ร่วมลงนาม และมีผู้บริหารระดับสูงของหัวเว่ย รวมถึงเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยท่านอื่น ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้บันทึกข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีฉบับนี้ หัวเว่ยและมหาวิทยาลัยขอนแก่นมุ่งกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยโดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญของหัวเว่ย ตลอดจนโปรแกรมการฝึกอบรมต่าง ๆ ของหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ (Huawei ICT Academy) เป็นตัวขับเคลื่อน นอกจากนี้ นักศึกษายังจะสามารถเข้าร่วมในโครงการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ที่มีความสามารถต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมการแข่งขันความสามารถด้านไอซีที (Huawei ICT Competition) และ Huawei ICT Job Fair ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหัวเว่ยกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการผลักดันการใช้บริการคลาวด์, 5G และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้มหาวิทยาลัยตอกย้ำความเป็นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาล 20 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  และเพื่อเป็นการช่วยจุดประกายความคิดริเริ่มและพัฒนาทักษะในทางปฏิบัติ นอกจากนี้หัวเว่ยยังได้สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยหัวเว่ย สมาร์ทบอร์ด (IdeaHub) และอุปกรณ์แล็บ เน็ตเวิร์ค ในหลักสูตร HCIA-Datacom ที่จะทำให้ประสบการณ์การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในระหว่างพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่จะดำเนินนโยบายด้านดิจิทัลของประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้ได้ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการยกระดับและส่งเสริมภาคการศึกษา เราจะสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะขั้นสูงให้กับนักศึกษาของเรา ผมขอขอบคุณหัวเว่ย ประเทศไทย เป็นอย่างยิ่งสำหรับโอกาสที่ดีนี้ ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นของเราสามารถรักษาตำแหน่งและชื่อเสียงในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแพทย์”

“การลงนามบันทึกความเข้าใจนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีวิสัยทัศน์ที่จะทรานสฟอร์มตัวเองในยุคดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในระยะยาว” นายเควิน เฉิง ประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “เราจะสนับสนุนมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วยนวัตกรรมไอซีทีล่าสุด และสนับสนุนให้คณาจารย์และนักศึกษาได้รับการรับรองระดับความรู้ด้านไอซีทีจากหัวเว่ย ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก อันจะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนในวงกว้าง ในการสนับสนุนประเทศด้วยบุคลากรที่มีความสามารถในระดับสูงและรับมือกับความท้าทายของการพัฒนาด้านไอซีทีใหม่ ๆ” นายเควิน เฉิง กล่าวสรุป


Exit mobile version