Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“Bitkub Chain The NEXT Chapter” การพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ของ Bitkub Chain จัดเต็มกิจกรรมสุดพิเศษ รับชม LIVE พร้อมกันทั้งประเทศ 29 มีนาคมนี้

เตรียมพบกับการพัฒนาก้าวต่อไปของ Bitkub Chain ในงาน “Bitkub Chain The NEXT Chapter” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 มีนาคมนี้ นอกจากอัปเดตโปรเจ็กต์ใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนแล้ว ยังมีเซอร์ไพรส์กับกิจกรรม NFT Airdrop แจกรางวัลฟรี ผ่าน Facebook Live สามารถรับชม Live พร้อมกันได้ทางแฟนเพจ Bitkub Chain Official ตั้งแต่เวลา 13:45 น. เป็นต้นไป

ข้อมูลงาน Bitkub Chain The NEXT Chapter 


📍 วัน: วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2565

📍 เวลา: 14:00 – 17:30 .

📍 Facebook page: Bitkub Chain

ภายใน Live ของงาน คุณจะได้พบกับ

  • การเปิดตัว Node Validator ทั้ง 21 ราย ของ Bitkub Chain ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการธุรกิจและเทคโนโลยี
  • การเปลี่ยนแปลงและเครื่องมือใหม่ ๆ ของ Bitkub Chain หลัง Erawan Hard Fork
  • อัปเดตการพัฒนาแพลตฟอร์มของ Bitkub Chain ไม่ว่าจะเป็น Bitkub NEXT, Bitkub NFT และ โปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดที่จะเปิดเผยในงานนี้เป็นที่แรก
  • การขยายอาณาจักร Ecosystem ของ Bitkub Chain และพบกับผู้พัฒนาโปรเจ็กต์ชั้นนำบน Bitkub Chain ที่จะมาเผยถึงการพัฒนาในขั้นถัดไปของแต่ละโปรเจ็กต์ทั้งในมิติของ DeFi, GameFi และ NFT
  • และอีกหนึ่งไฮไลท์ของงาน คือการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมของโปรเจ็กต์ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่าง Bitkub Metaverse ที่จะเปิดเผยเป็นครั้งแรก

พิเศษไปกว่านั้น จากกระแสตอบรับอันล้นหลามของปรากฏการณ์แจก NFT Airdrop Phenomenon ที่ผ่านมา เตรียมพบการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศไทย กับ NFT Airdrop ในรูปแบบ Live ที่สนุกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนของประเทศก็มีสิทธิ์รับ NFT Airdrop เพียงแค่มี Bitkub NEXT 

ห้ามพลาด! เตรียม Bitkub NEXT ให้พร้อม แล้วมาเจอกันที่แฟนเพจ Bitkub Chain 29 มีนาคมนี้ ตั้งแต่ 14:00 น. เป็นต้นไป กด Like รอไว้ได้เลย

ช่องทางติดตามข่าวสาร

#MOVEFORWARDwithBITKUBCHAIN #BitkubChain #ThaiBlockchain 

เกี่ยวกับ Bitkub Chain 

Bitkub Chain คือเครือข่ายบล็อกเชนที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการด้าน Blockchain Full-solution Service โดยมุ่งหมายที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้องค์กรที่เป็นพันธมิตรนั้นสามารถรัน Validator Node เพื่อตรวจสอบธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่บนบล็อกเชน

Bitkub Chain มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นเครือข่ายบล็อกเชนสำหรับทุกคน ให้นักพัฒนาสามารถเข้ามาสร้างสรรค์แอปพลิเคชัน เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานบล็อกเชนในภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริง (Real Business Use Case) เบื้องต้นมีเป้าหมายเพื่อการใช้ในประเทศและสามารถใช้ได้อย่างเป็นสากลตามคุณสมบัติของบล็อกเชนที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนการต่าง ๆ ในการจัดการธุรกิจน้อยลง มีระยะเวลาที่สั้นลง จึงทำให้สามารถประหยัดงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการบริหารงานได้ ตลอดจนสามารถทำให้เกิดสภาพคล่องในสินทรัพย์ต่าง ๆ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Tokenization

เครือข่าย Bitkub Chain สามารถตรวจสอบและสร้างบล็อกใหม่ขึ้นบนเครือข่ายได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พร้อมกับรักษาค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับต่ำต่อธุรกรรม 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มช. จับมือ สิงห์อาสา ทำห้องเรียนปลอดฝุ่น PM2.5 Cleanroom เพิ่มพื้นที่สะอาดให้เยาวชนภาคเหนือ

ปัญหาหมอกควัน ปัญหาที่วนซ้ำกลับมาทุกปีในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชนอย่างหนัก เป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ และศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ คือ ต้องการจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้ลงพื้นที่จัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่น (PM2.5 Cleanroom) และมอบหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 กว่า 5 โรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับ สิงห์อาสาผู้ให้ทุนสนับสนุน รวมทั้งศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CCDC: Climate Change Data Center ผู้มอบเครื่องวัดปริมาณฝุ่น “DustBoy” เครือข่ายเครื่องตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศในการตรวจวัดคุณภาพอากาศเพื่อให้เยาวชนในพื้นที่มีห้องเรียนที่ปลอดภัยเหมาะแก่การเรียนในช่วงสถานการณ์หมอกควัน สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กๆ ลดการเกิดอันตรายจากการแพ้ ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน และอาจจะรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคมะเร็ง โรคปอดอักเสบ โรคหัวใจ ได้

ห้องปลอดฝุ่น หรือ PM2.5 Cleanroom ถูกพัฒนาโดยคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุน การแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ และศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้แก่คนในพื้นที่ที่ต้องการ ด้วยหลักการ อุด-กั้น-กรอง คือการอุดรูรั่วของห้องทั้งหมด แล้วกั้นไม่ให้อากาศข้างนอกเข้าไปข้างในได้ จากนั้นทำการกรองอากาศข้างในให้สะอาด โดยเทคนิคสำคัญคือการเติมอากาศสะอาดเข้าไปในห้องอยู่เสมอ ด้วยพัดลมที่มีเครื่องกรองอากาศผ่านทางท่อ และปิดช่องเปิดขนาดใหญ่ด้วยการติดตั้งมุ้งหรือผ้าม่านกันฝุ่นบริเวลาหน้าต่างหรือบานเกร็ดภายใน เพื่อควบคุมระดับของสิ่งปนเปื้อนในอากาศ ทั้งเชื้อโรค ฝุ่นละออง ไอสารเคมี ก๊าซ หรือควัน โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ นอกจากจะช่วยลดการสะสมของสิ่งปนเปื้อนในอวัยวะต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งความเจ็บป่วยแล้ว ยังช่วยลดความร้อน ควบคุมปัญหาเรื่องกลิ่น ความชื้น และคุณภาพอากาศภายในห้องด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้คณะทำงานได้จัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นให้กับโรงเรียนชุมชนวัดช่อแล ต.ช่อแล อ.แม่แตง      จ.เชียงใหม่ เป็นที่เรียบร้อย จึงเดินหน้าต่อจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นให้กับโรงเรียนบ้านแม่กรณ์ ต.แม่กรณ์ อ.เมือง จ.เชียงราย และเริ่มดำเนินแผนการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นในอีก 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสกาดพัฒนา ต.สกาด อ.ปัว จ.น่าน โรงเรียนบ้ายห้วยปลากั้ง ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และโรงเรียนวัดศรีโพธาราม ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ตามลำดับ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ่งหวังให้เกิดการแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการนำนวัตกรรมหรืองานวิจัยมาช่วยในการแก้ปัญหาแล้ว ยังเน้นการลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมด้านการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ เผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิชาการเพื่อสร้างรากฐานความเข้าใจให้แก่ประชาชน เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด บูรณาการการทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เพราะการแก้ปัญหาหากเกิดจากใครคนใดคนหนึ่งคงไม่สำเร็จได้เท่ากับการที่ทุกคนนั้นตระหนักกับปัญหาและลงมือแก้ไขเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอนท์กรุ๊ป แต่งตั้งผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนใหม่

ประเทศไทย, 23 มีนาคม 2565 – แอนท์กรุ๊ป (Ant Group) ประกาศแต่งตั้ง มร. เจีย ฮาง ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายการดำเนินงานของแอนท์กรุ๊ป เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถให้แก่บุคลากรในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการให้บริการแก่ลูกค้า และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ธุรกิจเอสเอ็มอี’ เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

มร. เจีย ฮาง กล่าวถึงการแต่งตั้งในครั้งนี้ว่า “ขณะที่องค์กรต่างๆ พยายามที่จะฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเติบโตอีกครั้งโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคต เราพร้อมเสมอที่จะอยู่เคียงข้างลูกค้าไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ใด รวมถึงเราได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในภูมิภาคนี้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นประสบความสำเร็จ โดยอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของทีมงานที่มีประสบการณ์ ความสามารถทางดิจิทัล และ know-how”

“ด้วยการใช้ประโยชน์จาก Alipay+ รวมถึงเครือข่ายพาร์ทเนอร์ภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เรามุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคเพื่อให้บริการที่ดีกว่าแก่ผู้บริโภคมากกว่าหนึ่งพันล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเชื่อมโยงเข้ากับบริการอีวอลเล็ท และบริการชำระเงินผ่านมือถือต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคนิยมใช้ นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่นภายใต้โครงการต่าง ๆ เช่น 10×1000 Tech for Inclusion[i] เป็นต้น” มร. เจีย ฮาง กล่าว

มร. เจีย ฮาง จะประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอนท์กรุ๊ป ในประเทศสิงคโปร์  ทั้งนี้ มร. เจีย ฮาง มีประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 20 ปีในด้านเทคโนโลยีการเงิน โดยเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญมากมายด้านการดำเนินงานระหว่างประเทศของแอนท์กรุ๊ปตั้งแต่ปี 2558 และล่าสุดได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานทั่วโลกของ WorldFirst ผู้นำด้านระบบชำระเงินในธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งกำกับดูแลทีมงานฝ่ายโซลูชั่นด้านการชำระเงินเพื่อรองรับตลาดอีคอมเมิร์ซระดับโลกและระดับภูมิภาค

+++

เกี่ยวกับแอนท์กรุ๊ป (Ant Group)

แอนท์กรุ๊ปมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นของธุรกิจบริการ และช่วยให้ผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินและบริการอื่นๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน

แอนท์กรุ๊ปเป็นเจ้าของและผู้ให้บริการอาลีเพย์ (Alipay) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชำระเงินดิจิทัลชั้นนำของจีน มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่เป็นพาร์ทเนอร์ ซึ่งนำเสนอบริการด้านการเงินและบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เช่น บริการส่งอาหาร บริการขนส่ง ความบันเทิง และบริการด้านสุขภาพ

ล่าสุดแอนท์กรุ๊ปได้เปิดตัว Alipay+ ซึ่งนำเสนอโซลูชั่นด้านการตลาดและการชำระเงินผ่านมือถือระหว่างประเทศทั่วโลกที่เชื่อมต่อพาร์ทเนอร์ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วยการชำระเงินผ่านมือถือ และการชำระเงินในรูปแบบอื่นๆ เพื่อการให้บริการที่ดีกว่าแก่ผู้ใช้งานและลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ขับเคลื่อน BCG เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งภาคการเกษตร วิจัยพัฒนาเป็นกระถางเพาะชำย่อยสลายได้

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  โดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)  มุ่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG  ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร นำมาวิจัยพัฒนาเป็นกระถางเพาะชำที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อทดแทนและลดการใช้ถุงเพาะชำที่ทำจากพลาสติก ระบุผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรง ทนทาน มีความยืดหยุ่น ทำให้รากพืชสามารถชอนไชออกจากก้นกระถาง/ด้านข้างของกระถางได้ มีความสามารถในการอุ้มน้ำ ระบายความร้อนได้ดี ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช 

. (วิจัย) ดร. ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ  วว.  กล่าวว่า  นโยบายเศรษฐกิจ BCG เป็นธงการดำเนินงานของ วว. เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้สำเร็จ สามารถตอบโจทย์ แก้ปัญหา ของประเทศด้วยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกระถางเพาะชำย่อยสลายได้เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่ง วว.  โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร  ได้แก่  ใยมะพร้าว   แกลบ  เปลือกข้าวโพด  ฟางข้าว  หญ้าเนเปีย  เยื่อกล้วย ชานอ้อย  ผักตบชวา และไผ่ เป็นต้น  นำมาวิจัยและพัฒนาขึ้นรูปเป็นกระถางเพาะชำที่สามารถย่อยสลายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงและทนทาน มีความยืดหยุ่นที่ดี เพื่อให้รากสามารถชอนไชออกจากก้นกระถางและด้านข้างของกระถางได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำ และระบายความร้อนได้ดี ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

“…ในการเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับรวมถึงพืชอื่นๆ ชาวสวนส่วนใหญ่จะเพาะกล้าไม้ลงในถุงเพาะชำหรือกระถางเพาะชำที่ทำมาจากพลาสติก โดยพลาสติกเหล่านั้นเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสภาวะโลกร้อน จึงเป็นโจทย์ที่ วว. นำมาแก้ปัญหาและประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเป็นกระถางเพาะชำย่อยสลายได้ ซึ่งถือเป็นการนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ มาต่อยอดโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์  ที่สามารถ  เข้าใจ  เข้าถึง กระบวนการผลิตได้ไม่ยาก และใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำในการปรับปรุงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และเป็นการเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งทางการเกษตรตามหลักการ BCG …” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

การผลิต กระถางเพาะชำย่อยสลายได้ ผลงานวิจัยพัฒนา วว. จะใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ  จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสับย่อยให้มีขนาดที่เหมาะสมซึ่งขึ้นกับชนิดของพืช    ดังนี้    ใยมะพร้าว  ไม่ต้องตัด  สามารถใช้แบบยาวๆ ได้     แกลบ  นำมาล้างและอบให้แห้ง   เปลือกข้าวโพด  ฉีกตามแนวยาวให้มีความกว้างประมาณ   0.5 – 2.0  เซนติเมตร    ฟางข้าว  นำมาล้างและอบให้แห้ง  จากนั้นนำไปผสมกับตัวประสานอินทรีย์ในปริมาณที่เหมาะสม  เพื่อช่วยในการยึดเกาะของเยื่อและมีความแข็งแรงหลังการขึ้นรูป 

ในส่วนของพืชที่มีเส้นใยอ่อน  เช่น   หญ้าเนเปีย/ผักตบชวา/กาบกล้วย  นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปปั่นละเอียดจนเป็นเยื่อ  จากนั้นนำเยื่อที่ได้ไปอัดขึ้นรูป ส่วนพืชที่มีโครงสร้างแข็ง  เช่น  ชานอ้อย/ไผ่/ฟางข้าว  นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และต้มด้วยโซเดียมไฮดรอกไซต์ (NaOH) หรือ โซดาไฟ   จะได้เยื่อที่มีความอ่อนนุ่มขึ้นรูปได้  ทั้งนี้เส้นใยและเยื่อข้างต้น จะถูกอัดด้วยเครื่องอัดร้อนระบบไฮดรอลิก (รูปทรงของผลิตภัณฑ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับแม่พิมพ์ที่ใช้)  นอกจากนี้อาจมีการผสมหรือพ่นเคลือบด้วยสารที่เป็นธาตุอาหารพืช เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

“… วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตกระถางเพาะชำย่อยสลายได้ให้แก่ผู้สนในในรูปแบบการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้จากนักวิจัยที่เชี่ยวชาญของ วว. เพื่อนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชน อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจโดยรวมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม…” . (วิจัย) ดร. ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ  วว.  กล่าวสรุป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  รับคำแนะนำปรึกษา และรับบริการด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรม จาก วว.  ติดต่อได้ที่  โทร. 0 2577 9000 ,0 2577 9439  โทรสาร  0 2577 9426  เว็บไซต์ www.tistr.or.th  อีเมล tistr@tistr.or.th  Line@TISTR


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โตชิบาแนะนำเครื่องล้างจาน ผู้ช่วยเรื่องจานสะอาด

โตชิบา เปิดตัวเครื่องล้างจานขนาดกะทัดรัดแต่ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม รุ่น DW-08T1(S)-TH สามารถทำความสะอาด ชะล้างคราบสกปรกบนภาชนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบล้างน้ำอุณหภูมิสูงสุดถึง 70°C ล้างภาชนะได้หลากหลาย รองรับชุดจานได้มากถึง 8 ชุด (ชุดประกอบด้วย จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ) มีโหมดการล้างให้เลือกตามความต้องการ เช่น โหมดล้างเร่งด่วน โหมดสำหรับล้างคราบหนัก หรือโหมดเฉพาะสำหรับล้างแก้วหรือภาชนะที่มีความบอบบางที่ใช้ระบบชะน้ำแบบนุ่มนวล ดูแลภาชนะเป็นพิเศษแต่ให้ความสะอาดทุกซอกมุม รวมถึงยังมีโหมดทำความสะอาดเครื่อง (Self-cleaning) ทำให้เครื่องสะอาด ไร้กลิ่นอยู่เสมอ พร้อมมั่นใจไร้ปัญหาน้ำรั่วหรือน้ำล้น เพราะสามารถตรวจจับและตัดการรั่วไหลของน้ำได้ ติดตั้งง่าย ดีไซน์สวยงาม DW-08T1(S)-TH ช่วยให้การล้างจานไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป สามารถดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.toshibalifestyle.com/th  หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/ToshibaSociety


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดับบลิวเอชเอ – สมิติเวช ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านดิจิทัลเฮลธ์แคร์

กรุงเทพฯ/ 18 มีนาคม 2565 – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และโรงพยาบาลสมิติเวช ประกาศลงนามในบันทึกความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเฮลธ์แคร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการและโซลูชันการดูแลสุขภาพสำหรับพนักงานและลูกค้าทั้งหมดในนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์เซ็นเตอร์ และอาคารสำนักงานของดับบลิวเอชเอ ผ่านแพลตฟอร์ม WHAbit ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันใหม่ของบริษัทฯ ร่วมกับบริการ Samitivej Virtual Hospital ของโรงพยาบาลสมิติเวช

ทั้งนี้ในบันทึกความร่วมมือ (MoU) ครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสำรวจ ศึกษาขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่จำเป็นตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น เพื่อส่งมอบโซลูชัน การบริการดูแลสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่เชื่อมต่อกับช่องทางออฟไลน์ ทั้งนี้ รวมถึงการปรึกษาแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การตรวจสุขภาพ (Health Check-up) คลินิกกลุ่มโรค NCD (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) สมาร์ทคลินิก การจ่ายยา การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม WHAbit ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันด้านดิจิทัลเฮลธ์แคร์ ที่เตรียมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้ ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด ความต้องการของลูกค้า การแก้ไขปัญหา และจุดบกพร่องต่างๆ เพื่อใช้ในการออกแบบ และยกระดับโซลูชันบริการด้านการดูแลสุขภาพร่วมกับบริการของโรงพยาบาลสมิติเวช และ Samitivej Virtual Hospital

โดยความร่วมมือครั้งนี้ทางโรงพยาบาลสมิติเวชในบทบาทผู้ให้บริการทางการแพทย์ จะเชื่อมโยงและสนับสนุนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อให้โซลูชันและบริการการดูแลสุขภาพดิจิทัลบนแอปพลิเคชัน WHAbit ทำงานได้อย่างสมบูรณ์  รวมถึงให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน WHAbit ได้รับบริการครอบคลุมรอบด้าน นอกเหนือจากบริการออนไลน์ต่าง ๆ  นอกจากนี้ โรงพยาบาลสมิติเวชจะแบ่งปันทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่จำเป็น เพื่อเชื่อมโซลูชันและบริการของโรงพยาบาลเข้ากับแอปพลิเคชัน WHAbit ด้วย

นพ. ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม รพ. สมิติเวช และรพ. บีเอ็นเอช กล่าวว่า “บันทึกความร่วมมือฉบับนี้ คือ การจับมือเป็นพันธมิตรในเชิงนวัตกรรมระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการสุขภาพ และเรารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมที่นำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย  ผมมั่นใจว่า ความร่วมมือกันระหว่างดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และสมิติเวช จะทำให้สามารถทลายอุปสรรคด้านการดูแลสุขภาพ ทำให้คนจำนวนมากมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยจุดแข็งของสมิติเวชที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และประสบการณ์ในการให้บริการ Virtual Hospital (telemedicine) ทำให้มั่นใจว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและก่อให้เกิดนวัตกรรมหลายอย่าง ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มดับบลิวเอชเอ เราจะร่วมมือกันให้บริการสุขภาพทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการสร้างเสริมป้องกัน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุด  เพื่อสร้างคุณค่า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Organization of Value ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ EEC สร้างความมั่งคั่ง มั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกความร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวชครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิทัลเฮลธ์แคร์กลุ่มแรกๆ ให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เพราะเป้าหมายของดับบลิวเอชเอ ไม่ใช่แค่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เรายังต้องการส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน และช่วยยกระดับความสามารถทางการแพทย์ และการให้บริการด้านสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้จึงเป็นการตอกย้ำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของ Digital Healthcare นั่นคือการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มมาช่วยสนับสนุนบริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และลดต้นทุน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงลดความแออัดในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน WHAbit ขึ้นมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ Corporate Wellness เพื่อการเข้าถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ง่ายขึ้น โดยเราได้เริ่มนำแอปพลิเคชั่น WHAbit มาให้บริการกับพนักงานของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ตั้งแต่ปี 2564 และได้ผลตอบรับการใช้งานจากพนักงานเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ยืนหยัดในคำมั่นที่จะใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น”

แอปพลิเคชัน WHAbit เป็นเครื่องมือด้านสุขภาพดิจิทัล ที่จะช่วยให้ผู้สมัครใช้บริการ สามารถจัดการสุขภาพได้ โดยปรึกษาแพทย์ผ่านทางวิดีโอคอลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรค การรักษา และการจ่ายยา ได้อย่างสะดวกสบาย  โดยดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปมีแผนที่จะนำแอปพลิเคชัน WHAbit นี้ มาให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า หรือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ภายในไตรมาส 3 ปี 2565 WHAbit จึงเป็นช่องทางการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวมผ่านสื่อดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ  ช่วยให้ลูกค้ามีสุขภาพ รวมถึงชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น

Samitivej Virtual Hospital เปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2562   มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ รวมทั้งช่วยให้ชีวิตของผู้รับบริการดีขึ้น สะดวก รวดเร็ว ในทุกมิติการดูแลสุขภาพ จนเป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ด้วย 4 รางวัลการันตี

  • Prime Minister’s Export Award 2021: สาขา Best Service Enterprise Award (Health& Wellness) ความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ Samitivej Virtual Hospital, Samitivej Plus และ Precision Medicine
  • Product Innovation Awards 2021: สาขาความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ Samitivej Virtual Hospital
  • GlobalHealth Asia –Pacific Awards 2021: สาขา Smart Hospital of the Year in the Asia –Pacific
  • Thailand Digital Excellence Awards 2020: สาขา Thai Digital Champion for Business Innovation

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD ประกาศความพร้อมใช้งานซอฟต์แวร์ AMD: Adrenalin Edition เวอร์ชั่นใหม่พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ FidelityFX Super Resolution 2.0

“วันนี้ AMD เปิดใช้งานซอฟต์แวร์ AMD Software: Adrenalin Edition เวอร์ชั่นล่าสุด นอกจากนี้ ยังได้ประกาศเปิดตัว AMD FidelityFX Super Resolution ฟีเจอร์การอัปสเกลรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยม ฟีเจอร์ใหม่เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านการเล่นเกมให้ก้าวไปอีกระดับ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ การตอบสนองการเล่น และการแสดงผลที่เที่ยงตรง

นอกจากการพัฒนาในด้านประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นด้านการใช้งาน AMD Software เวอร์ชั่นล่าสุดยังพัฒนาในด้านความเร็วการดาวน์โหลดไดรเวอร์ และการแจ้งเตือนข้อมูลบนหน้าจอ (Toast notification) ในเวลาที่กำลังเล่นเกม พร้อมด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ และฟีเจอร์ที่ได้รับการพัฒนา ประกอบด้วย:

  • AMD Radeon Super Resolution (RSR) Technology – เทคโนโลยีการอัปสเกลภายในไดรเวอร์เวอร์ชั่นใหม่ สร้างขึ้นบนอัลกอริธึมเดียวกันกับฟีเจอร์ AMD FidelityFX Super Resolution โดยฟีเจอร์ RSR จะเสนอความละเอียดการแสดงผลในระดับที่ใกล้เคียงกับภาพจริงพร้อมด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และเป็นฟีเจอร์ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับเกมต่าง ๆ มากมายในโหมดการเล่นแบบเต็มหน้าจอ เมื่อใช้ร่วมกันกับผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดสถาปัตยกรรม AMD RDNA และกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ ๆ ในอนาคต
  • AMD Link – อัปเดตฟีเจอร์ AMD Link Play สำหรับการเชื่อมต่อผู้ใช้สูงสุด 4 คนผ่านคอมพิวเตอร์ที่ใช้กราฟิกการ์ด AMD Radeon เข้ากันคอมพิวเตอร์ระบบปฎิบัติการ Android หรือ Windows แท็ปเล็ต โทรศัพท์หรือโทรทัศน์ ในการเล่นเกมแบบ local multiplayer เพื่อให้ผู้เล่นได้แชร์ประสบการณ์ในการเล่นให้กับผู้อื่น
  • Radeon Image Sharpening (RIS) – นำเสนอความคมชัดของภาพในเกมให้กลับมาคมชัดขึ้นเมื่อทำให้ภาพเบาขึ้นจากการเพิ่มขนาดและคุณสมบัติของภาพ และกระบวนการทำงานต่างๆ ในเกม โดยในเวอร์ชั่นล่าสุด ฟีเจอร์ RIS สามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการแสดงผลของภาพการเล่นวิดีโอ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้ในคลิกเดียว

นอกจากนี้ AMD ยังได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ AMD FidelityFX Super Resolution (FSR) รุ่นใหม่ โดยฟีเจอร์ FSR 2.0 เสนอความสามารถในการลดรอยหยักให้มีความเหมาะสมเพื่อเพิ่มอัตราเฟรมเรตในขณะที่เล่นเกม และให้คุณภาพของการแสดงผลที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าการแสดงผลก่อนหน้า โดยที่ไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ในการเรียนรู้เฉพาะ ฟีเจอร์ FSR 2.0 สามารทำงานร่วมกันระหว่างผลิตภัณฑ์ AMD และกราฟิกการ์ดคู่แข่งรุ่นต่าง ๆ และให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในการแสดงผลที่น่าทึ่ง

คุณสามารถดาวน์โหลด AMD Software: Adrenalin Edition ได้แล้ววันนี้ผ่านทาง https://www.amd.com/en/support โดยฟีเจอร์ FidelityFX Super Resolution 2.0 คาดว่าจะพร้อมใช้งานบนเกมต่าง ๆ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เอสซีจี” มุ่งเติมทักษะทีมงาน ปั้นนักพัฒนา Low-Code คนไทย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

“เอสซีจี” มุ่งเติมทักษะทีมงาน ปั้นนักพัฒนา Low-Code คนไทย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล จับมือ “เอาท์ซิสเต็มส์” นำเทคโนโลยี Low-Code มาสร้างความสำเร็จ 

พลิกโฉมกระบวนการทางบัญชีดิจิทัลและพัฒนาแอปพลิเคชันให้บริษัทในเครือกว่า 200 แห่ง

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 18 มีนาคม 2565 – บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (เอสซีจี) กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ประกาศตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมกับเพิ่มทักษะการสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ด้วยแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชัน Low-Code จากเอาท์ซิสเต็มส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มองค์ความรู้แก่พนักงานในการสร้างสรรค์แอปพลิเคชันคลาวด์เนทีฟที่มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจจากการร่วมมือกับเอาท์ซิสเต็มส์ โดยล่าสุดบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางการเงินและบัญชีไปสู่ดิจิทัลด้วยเอาท์ซิสเต็มส์

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ประกอบกับความต้องการให้ทีมไอทีมุ่งเน้นการทำงานที่เน้นเป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้น เอสซีจีจึงได้นำแพลตฟอร์ม Low-Code จากเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้เพิ่มทักษะแก่ทีมงานไอทีและพัฒนาแอปพลิเคชันระบบบัญชีต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยทีมของเอสซีจีเอง ด้วยแนวทางการพัฒนาแบบ Low-Code เอสซีจีสามารถสร้างแอปพลิเคชันเพื่อรองรับการดำเนินงานของบริษัทในเครือได้มากกว่า 200 แห่งและยังวางแผนสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงต่อยอดพัฒนานวัตกรรมโซลูชันเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต

เป้าหมายหลักของเอสซีจีคือการเพิ่มทักษะและพัฒนาองค์ความรู้แก่ทีมงานภายในอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้บริษัทฯ เน้นการพัฒนาด้วยรูปแบบการเขียนโค้ดเป็นหลัก และอาศัยความเชี่ยวชาญของแผนกไอที หรือว่าจ้างบุคคลภายนอกเพื่อให้ทำงานร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ในเครือกว่า 200 บริษัท ทั้งนี้หน่วยงานด้านไอทีภายใต้สำนักงานบัญชีที่ทรัพยากรต่าง ๆ เป็นความท้าทายหลักขององค์กร เพราะธุรกิจหลักมุ่งไปที่การพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถรักษาต้นทุนรวมถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนที่สูงขึ้นได้ ซึ่งจากการนำเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้ ทำให้เอสซีจีสามารถพัฒนาแอปฯ ใหม่ ๆ ได้มากกว่า 10 แอปฯ ในเวลาเพียง 1 ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขหรืออัปเดตระบบต่าง ๆ ของบริษัทในเครือ ดังนั้นจึงเป็นความสำเร็จที่ตอกย้ำความสามารถของเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์สำหรับนักพัฒนาในทุกองค์กร ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้

นายพิชิต ลีละพันธ์เมธา ผู้อำนวยการสำนักงานบัญชีกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี แอคเค้าน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันบริษัทเอสซีจี มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Cement Building Materials) ธุรกิจเคมี (Chemical) และธุรกิจแพคเกจจิ้ง Packaging) ที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยส่วนกลาง (Corporate)  ซึ่งจะรวมถึงฝ่ายไอทีที่ให้การสนับสนุนเรื่องดิจิทัลในทุกด้าน เช่น การพัฒนาระบบบัญชีให้กับทุกธุรกิจในเครือ อาทิ การของบประมาณ ขอสินทรัพย์ และรับผิดชอบดูแลเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้งานในองค์กรอีกด้วย เช่น High-Code, Low-Code, Blockchain, Robotic Process Automation (RPA) เป็นต้น และเนื่องจากบุคลากรไอทีจากส่วนกลางดูแลรับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยีทั้งหมดในองค์กร ดังนั้นจึงสามารถนำเทคโนโลยีที่มีอยู่นำมาใช้งานได้อย่างสอดประสานกันได้อย่างลงตัว”

“แพลตฟอร์ม Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์ช่วยให้เราขยายทักษะและความสามารถด้านไอทีในการพัฒนาระบบใหม่ ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแก่ทีมงานบัญชีต่าง ๆ ของเรา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราพัฒนาและอัปเดตแอปพลิเคชันอื่น ๆ อีกมากกว่า 20 แอปฯ โดยบางแอปฯ เราพัฒนาได้รวดเร็วขึ้นถึง 50% ที่สำคัญเราพัฒนาด้วยทีมงานของเราเอง นอกจากนี้เอสซีจียังได้ต่อยอดจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมให้ความรู้และเพิ่มทักษะแก่บุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยตั้งเป้าผลิตนักพัฒนาที่ผ่านการรับรองมาตราฐานจากเอาท์ซิสเต็มส์เพิ่มเป็น 20 ราย ภายในปีนี้” นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติม

“อีกจุดเด่นหลัก ๆ ของการนำเทคโนโลยี Low-Code มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในเครือคือเราสามารถผสานเข้ากับแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ปัจจุบันได้ทันที อาทิ SAP, Microsoft และ SCG Integration Hub โดยใช้ เอาท์ซิสเต็มส์เป็นตัวเชื่อม (Gateway API)”

“เป้าหมายในอนาคตของเอสซีจีคือการเป็นศูนย์กลางการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเป็นแหล่งเพิ่มพูนทักษะให้แก่พนักงาน โดยเราวางแผนอัปเกรดทักษะต่าง ๆ สำหรับการใช้งานเทคโนโลยี Low-Code เพื่อสร้าง Prototype ออกแบบและพัฒนา UX/UI และมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง เอาท์ซิสเต็มส์ ที่เป็นผู้ให้บริการหลัก ร่วมพัฒนาองค์ความรู้และชุดทักษะที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจ Low-Code Consultant เนื่องจากตลาดในประเทศไทยมีความต้องการเป็นอย่างสูง” นายพิชิต กล่าวสรุป

—————————-

เกี่ยวกับ เอสซีจี

เอสซีจี กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี มุ่งมั่น พัฒนา และปรับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักบรรษัทภิบาลที่ดี ซึ่งการเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนารอบด้านอยู่ตลอดเวลาของกลุ่มบริษัทที่มีมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ทำให้เอสซีจีสามารถรอดพ้นจากวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นต้นแบบของธุรกิจอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 584,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,600 คน พันธมิตรกว่า 400 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่

https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Thoughtworks ตั้งเป้าเพิ่มความหลากหลายทางเพศของพนักงานสายเทค ให้ถึง 40% ภายในปี 2565 นี้

สิ่งหนึ่งที่ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลก ที่มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 49 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ให้ความสำคัญไม่แพ้การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า ก็คือความหลากหลายของบุคลากร (Diversity) การส่งเสริมความเท่าเทียม (Equity) และการมีส่วนร่วม (Inclusion) ในองค์กร

ความหลากหลายนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพศชาย-หญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่ม LGBTQIA+ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา ความพิการ ภูมิหลังและอัตลักษณ์อื่นๆ อีกด้วย

ที่ Thoughtworks จะมีเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อวัดสัดส่วนของผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศที่มักถูกมองข้าม (women and underrepresented gender minorities – WUGM) ทั้งหมดในองค์กร ล่าสุด Thoughtworks ได้กำหนดเป้าหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วน WUGM ในสายเทคโนโลยีให้ได้ 40% ภายในปี 2565 นี้

ในปี 2564 ที่ผ่านมา Thoughtworks มีพนักงานกลุ่ม WUGM ทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและแผนกอื่นๆ อยู่ที่ 40.6%

หากจำแนกตามแผนกแล้ว แผนกเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์นั้น มีสัดส่วน WUGM อยู่ที่ 38.2% และในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คือแผนกปฏิบัติการและตำแหน่งผู้นำอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนที่ 62.4% ส่วนในกลุ่มผู้บริหารระดับโลก มีสัดส่วน WUGM อยู่ที่ 60%

“การตั้งเป้าหมายเป็นวิธีสำคัญในการติดตามผลลัพธ์และเป็นการสร้างความรับผิดชอบแก่ตัวเองด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขก็ไม่ใช่สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นหลัก แต่เป็นกระบวนการสร้างความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมในทุกๆ การกระทำ ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจ ในวัฒนธรรมของเรา” – Elise Zelechowski, Global Head ด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม ความมีส่วนร่วม ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ของ Thoughtworks กล่าว

เทคโนโลยีต้องมาจากความหลากหลาย

หากมองลึกเข้าไปในสัดส่วนของผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศที่มักถูกมองข้าม (WUGM) ในตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีของ Thoughtworks ทั่วโลกแล้ว ตำแหน่งหัวหน้าทีม (Lead) จะมีสัดส่วนความหลากหลายทางเพศอยู่ที่ 31.2% ส่วนในตำแหน่งที่สูงกว่านั้น อย่างเช่นระดับผู้จัดการฝ่าย (Principal) และผู้อำนวยการ (Director) จะอยู่ที่ 26.4% และ 17.9% ตามลำดับ

Rebecca Parsons, Chief Technology Officer ของ Thoughtworks ย้ำถึงความสำคัญที่บริษัทต้องติดตาม WUGM ในตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะว่า “เราเชื่ออย่างแรงกล้าว่าเทคโนโลยีต้องคิดค้นขึ้นโดยทีมงานที่มีความหลากหลายเหมือนสังคมที่เราอยู่ เพื่อที่เราจะได้รับใช้สังคมได้ดียิ่งขึ้น อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังขาดแคลนความหลากหลายของ WUGM อยู่มาก ผู้หญิงและผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยทางเพศที่มักถูกมองข้าม (UGM) กำลังออกจากวงการเทคโนโลยีในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เราภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนคนเหล่านี้ให้เติบโตในวงการเทคโนโลยี แต่หนทางสู่เป้าหมายของเรานั้นยังอีกยาวไกล”

สร้างผู้นำอย่างเท่าเทียม

สัดส่วนกลุ่ม WUGM ในตำแหน่งด้านปฏิบัติการและบทบาทผู้นำอื่นๆ ของ Thoughtworks สามารถแบ่งแยกย่อยตามตำแหน่งได้เช่นกัน ในตำแหน่งปฏิบัติการ สัดส่วนกลุ่ม WUGM ที่เป็นหัวหน้าทีม (Lead) อยู่ที่ 52.8% ส่วนตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย (Principle) และผู้อำนวยการ (Director) จะอยู่ที่ 39% และ 33.3% ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารนั้นอยู่ที่ 60%

“เราภูมิใจมากที่กว่า 60% ของผู้บริหารของเราเป็นกลุ่ม WUGM การติดตามความก้าวหน้าเพื่อเทียบกับตัวเลขโดยรวมเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่าผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมทั่วทั้งองค์กร” Joanna Parke, Chief talent officer ของ Thoughtworks กล่าว

ความหลากหลายของบุคลากร โดยเฉพาะในตำแหน่งระดับอาวุโสนั้นจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรได้มหาศาล Thoughtworks จึงตั้งใจสร้างโอกาส ระบบสนับสนุน และโครงการที่จะสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในทุกระดับขององค์กร

โครงการระดับโลกอย่าง Women in Leadership Development  จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยบ่มเพาะบทบาทความเป็นผู้นำและสร้างพื้นที่ของกลุ่ม WUGM ในองค์กร

โครงการ CV Clinic เพื่อสนับสนุนกลุ่ม WUGM ให้เติบโตในสายงานเทคโนโลยี

ส่วน Thoughtworks ประเทศไทย ก็ริเริ่มโครงการ CV Clinic ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความหลากหลายทางเพศและดึงดูดคนกลุ่ม WUGM ให้มาทำงานในวงการเทคโนโลยีมากขึ้น

โดยปกติแล้วฝ่ายบุคคลจะใช้เวลาน้อยกว่า 10 วินาทีในดูใบสมัครงาน ถ้าผู้สมัครคนไหนใช้คำตกหล่น หรือเขียนคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามความต้องการของบริษัท ก็อาจทำให้พลาดโอกาสได้งานไปอย่างน่าเสียดาย โครงการ CV Clinic จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยลดช่องว่างดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่รับสมัครงานของ Thoughtworks จะช่วยดูเรซูเม่ ตรวจความถูกต้อง และให้คำแนะนำอื่นๆ ในการเขียนเรซูเม่เพื่อช่วยสร้างความโดดเด่นให้แก่ผู้สมัคร เป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้สัมภาษณ์งานและได้งานในที่สุด

ผู้สนใจสามารถส่ง CV ไปที่ Thoughtworks ประเทศไทยได้ที่ th-recruitment-team@thoughtworks.com ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2565 และเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565

–   ### –

เกี่ยวกับ Thoughtworks
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 49 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส คว้ารางวัล “แฟรนไชส์บริการและค้าปลีกยอดนิยม” จากงาน TFBO 2022 #การันตีความนิยมและน่าลงทุน

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ ได้รับความสนใจและการตอบรับจากผู้ลงทุนแฟรนไชส์แบบมาแรงแซงโควิด ล่าสุด #การันตีความฮอต ด้วยการคว้ารางวัล “Service and Retail Franchise Popular Vote หรือ แฟรนไชส์บริการและค้าปลีกยอดนิยม” จากงาน Thailand Franchise & Business Opportunities (TFBO) 2022 ด้วยจุดเด่นของโมเดลธุรกิจที่ฉีกกรอบการขายของร้านค้าปลีกทั่วไป โดยใช้จุดแข็งของออฟฟิศเมทที่มีประสบการณ์ 27 ปี มาต่อยอดให้แฟรนไชส์ซีสร้างรายได้ ไร้ขีดจำกัดในทุกสถานการณ์ โดยสามารถขายสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำได้ครบครันกว่าแสนรายการ มีทุกอย่างที่ธุรกิจและออฟฟิศต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้ทั้งจากหน้าร้านและการขายระบบออนไลน์หลังร้าน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องห่วงสต็อคสินค้า

ออฟฟิศเมท พลัส เปิดรับสมัครผู้ประกอบการทุกภูมิภาคทั่วไทย มาร่วมลงทุนแฟรนไชส์และเติบโตแบบยั่งยืนไปด้วยกัน สามารถเริ่มกิจการได้ไวใน 3 เดือน* #การันตีกำไรขั้นต้น 100,000 บาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ฟรี! โทร. 099-128-5000 หรือทักแชทที่ Line: @OFM_Plus


 

Exit mobile version