Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศขับเคลื่อน “Metaverse-NFT” ลุยสร้าง Ecosystem เตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่ Web 3.0

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศเดินหน้าสู่ Web3 Technology เร่งสร้าง Ecosystem ต่อยอดการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด ยกระดับหลักสูตร ดัน NFT และ Learn to Earn พร้อมจับมือพันธมิตรสร้างโอกาสในโลกของ Metaverse ในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีเดินหน้าเข้าสู่ Web3 และโลกเสมือนจริงอย่าง Metaverse ที่เข้ามาปฏิวัติในทุกวงการ รวมถึงแวดวงการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาสำหรับก้าวสำคัญลำดับต่อไปของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ต่อจากนี้

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ยุค Web3 ว่า เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนเร็วมาก และมีผลต่อทุกอุตสาหกรรมรวมถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งแต่ละสถาบันมีการขับเคลื่อนและมีกลยุทธ์ในเรื่องนี้แตกต่างกัน สำหรับแนวทางการพัฒนาของ DPU กับการก้าวเข้าสู่ Web3 มีการเตรียมความพร้อมไว้ในหลายเรื่องด้วยกัน

สิ่งที่ DPU กำลังทำพร้อม ๆ กันในขณะนี้ คือ การปรับหลักสูตรใหม่ และ การผลักดันให้เกิด Ecosystem ของการนำเทคโนโลยี Web3 เข้ามาใช้ในมหาวิทยาลัย ซึ่งได้เริ่มทำไปแล้วกับการมอบปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT โดย DPU เป็นมหาวิทยาลัยแรกของไทยที่ลองทำปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT และจากนี้น่าจะได้เห็น NFT อีกหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย และขณะเดียวกันได้ทำความร่วมมือกับพันธมิตรหน่วยงานภายนอกในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักศึกษา”

“หลักสูตร” เป็นเรื่องแรกที่ DPU เดินหน้าพัฒนาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยได้นำเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ BlockchainCryptocurrency, NFT และ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน DPU Core หรือวิชาศึกษาทั่วไปที่ให้นักศึกษาปริญญาตรีทุกคณะต้องเรียน โดยเน้นความเข้าใจและการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่สอนคอนเซ็ปต์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่ DPU สอน คือ การลงมือทำจริงผ่านโปรเจกต์งาน รวมถึงการให้เรียนรู้เครื่องมือ และต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ และชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างงานและสร้างเงินได้ในอนาคต”

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกำลังปั้นหลักสูตรระยะสั้นอื่น สำหรับนักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี รวมถึงนักศึกษาปริญญาโทและเอก เกี่ยวกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทุกคนต้องเตรียมตัวและพัฒนาทักษะให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ Web3 เทคโนโลยี เช่น การสร้างตัวตนในโลกของ Metaverse, Metaverse Developer, Data Analytic, Lands in Metaverse, Wearable in Decentraland, NFT Minting เป็นต้น

“สำหรับคอนเซ็ปต์ Learn to Earn มหาวิทยาลัยกำลังทำโครงการนำร่องเรื่องนี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย เนื้อหาที่เรียน สภาพแวดล้อมและเครื่องมือที่นำมาใช้ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่ได้ความรู้แต่ก็สนุกไปด้วยได้ เช่น การสร้าง Avatar ใน Metaverse จะทำอย่างไรให้เรียนสนุก และที่สำคัญคือการนำสิ่งที่เรียนนี้ไปสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นรูปแบบการเรียนแบบใหม่ที่ DPU กำลังศึกษาและทดลองไปกับเทคโนโลยี โดยมองที่ประโยชน์จะเกิดกับนักศึกษาได้มากที่สุด”

การเดินหน้าของ DPU เพื่อก้าวเข้าสู่ Web3 อย่างเต็มรูปแบบจะมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้เริ่มทำไปแล้วกัการมอบปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT (Non-Fungible Token) พร้อมกันนี้ก็ได้จับมือ กับบริษัท D.OASIS ในการสร้าง Ecosystem สู่ Web3 และการลองทำกิจกรรมต่าง ๆ บน Metaverse

“วันนี้เรากำลังอยู่ในโลก Web2 แต่เมื่อก้าวสู่ Web3 เราจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกมาก ไม่ใช่แค่การเป็น Social Space บนอินเทอร์เน็ต แต่ยังสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์บนโลกอินเทอร์เน็ตได้ด้วย เป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่เป็นทั้งพื้นที่การเรียนรู้ และทำธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปทักษะใหม่ ๆ ที่นักศึกษาจำเป็นต้องมีไว้” ดร.ดาริกา กล่าวในตอนท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์” จัดเต็ม สงกรานต์มาหาสนุก ส่งแคมเปญ “Sanook Fest 2022” ชื่นฉ่ำรับความสุข ปีใหม่ไทย

“ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์” เนรมิตพื้นที่ชั้น G จัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ส่งความสุขแบบจัดเต็มด้วย “Sanook Fest 2022” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สงกรานต์มาหา….สนุก  ชื่นฉ่ำรับความสุข ปีใหม่ไทย” พร้อมเสริมความเป็นสิริมงคลในเทศกาลปีใหม่ไทย ด้วยกิจกรรมมากมาย อาทิ เสริมมงคลต้อนรับปีใหม่ สรงน้ำพระ 9 วัดดัง อาทิ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร (พระแก้วมรกต), วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดสุทัศเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอินทรวรวิหาร, วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร และ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ร่วมเสริมบุญด้วยการบริจาค สมทบทุนอุปกรณ์การแพทย์โรงพยาบาลธัญบุรี พร้อมรับน้ำมนต์จาก 9 วัดดัง เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับซุ้มการเล่นเกมแบบจัดเต็มให้ผู้มาร่วมงานได้สนุกและรับของรางวัลมากมายภายในงาน อีกทั้งยังมีการฉายวนภาพสงกรานต์ให้ร่วมแชะแชรบ์รรยากาศสงกรานต์มหาสนุก…เฮเฮฮาฮาหรรษาไทยสไตล์ โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 9-17 เมษายน 2565  ณ บริเวณ ชั้นจี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์

สำหรับ “Sanook Fest 2022”  นับเป็นกิจกรรมที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีเสมอมา พร้อมมอบความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างต่อเนื่อง มาร่วมสนุกดับร้อน พร้อมรับของรางวัลมากมายเพียง สมัครเป็นสมาชิก Future park MEMBER สมัครปุ๊บ รับฟรี! คูปองเล่นเกม พร้อมรับของขวัญฟรี! และยังได้ร่วมสนุกกับซุ้มกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งงาน ไม่ว่าจะเป็น สรงน้ำพระ 9 วัดดังเสริมสิริมงคล พร้อมรับน้ำมนต์, แชะ! Sanook จุดถ่ายรูปซัมเมอร์สไตล์ Natural Tropical , เกม! Sanook Interactive จอ LED ยักษ์ และเกมงานวัด, ฟัง! Sanook ดนตรีไทยประยุกต์ ,แดนซ์! Sanook โชว์เต้นจากแก๊ง Senior และ ช้อป Sanook สินค้า และอาหารไทย เป็นต้น

มาร่วมสัมผัสกับประสบการณ์แห่งความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมรับความสนุกชื่นฉ่ำในปีใหม่ไทย กับกิจกรรม “Sanook Fest 2022”  ที่จะเนรมิตบริเวณพื้นที่ชั้น G ให้กลายเป็นลานแห่งความสนุกแบบจัดเต็ม โดยกิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9-17 เมษายน 2565 สำหรับผู้สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค โทรศัพท์ 02-958-0011 ต่อ 1036, 1233 และ www.futurepark.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PIM และ Bitkub ลงนาม MOU สนับสนุนทางการศึกษา ตั้งเป้ายกระดับความรู้ธุรกิจและการเงินดิจิทัล เตรียมความพร้อมเยาวชนสู่โลก

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ร่วมกับ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด  (Bitkub) ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมโรตม์ โกมลวนิช รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการและวิจัย สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (ที่ 4 จากขวา)  และ คุณสกลกรย์ สระกวี  Co-founder & Chairman บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (ที่ 5 จากซ้าย) เป็นประธานในพิธี  ผนึกกำลังสนับสนุนการจัดการศึกษา ภายใต้โครงการความร่วมมือทางด้านวิชาการและส่งเสริมการศึกษา มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่โดย Bitkub Academy ศูนย์กลางการเรียนรู้สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน แบบครบจบในที่เดียว เติมประสบการณ์และทักษะใหม่ในโลกของเทคโนโลยีการเงิน พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน กิจกรรมทางวิชาการ เชื่อมโอกาสการฝึกปฎิบัติงานแก่ผู้เรียนหลักสูตรนานาชาติในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญสู่การพัฒนางานวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้เรียนทั้งสองฝ่ายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับความรู้ด้านธุรกิจและการเงินดิจิทัล เตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตต่อไป  ณ อาคาร CP ALL Academy สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ถนนแจ้งวัฒนะ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Adobe Real-Time CDP สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับเศรษฐกิจดิจิทัล เสริมศักยภาพแบรนด์ทั่วโลก

กรุงเทพ, 5 เมษายน 2565 — ที่งาน Adobe Summit ซึ่งเป็นงานประชุมเกี่ยวกับดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งและประสบการณ์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Nasdaq:ADBE) ได้เปิดเผยรายชื่อลูกค้ารายใหม่ และนวัตกรรมใหม่ๆ ใน Adobe Real-Time Customer Data Platform (CDP) ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น ค้าปลีก การดูแลสุขภาพ บริการด้านการเงิน เทคโนโลยี สื่อและบันเทิง  นวัตกรรมใหม่ที่เผยโฉมในงาน Adobe Summit 2022 ทำให้ Adobe Real-Time CDP มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยประกอบด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลายซึ่งจะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าได้อย่างเต็มศักยภาพ  ส่วนหนึ่งของแบรนด์ล่าสุดที่เลือกใช้เทคโนโลยีของอะโดบีได้แก่ Major League Baseball™, The Coca-Cola Company, Coles, General Motors, Dick’s Sporting Goods, EY, Panera Bread, T.Rowe Price, ServiceNow, TSB Bank, Real Madrid และ Suncorp 

อามิท อาฮูจา รองประธานอาวุโสฝ่ายแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ Adobe Experience Cloud ของอะโดบี กล่าวว่า เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล แบรนด์ต่างๆ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านข้อมูลและปรับปรุงขีดความสามารถด้านการปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล  การที่แบรนด์ชั้นนำระดับโลกจำนวนมากไว้วางใจเลือกใช้ Adobe Real-Time CDP แสดงให้เห็นว่าข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์และการบูรณาการอย่างกลมกลืนบน Adobe Experience Cloud มีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสรรค์ประสบการณ์ดิจิทัลส่วนตัวที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ 

Adobe Real-Time CDP ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถตรวจสอบและจัดการโปรไฟล์ลูกค้า อัพเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ และกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าผ่านทางแอปพลิเคชั่น Adobe Experience Cloud โดยครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้า 

มิลา ดิอันโตนิโอ หัวหน้านักวิเคราะห์ ฝ่ายแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชั่นธุรกิจของ Omdia กล่าวว่า “Adobe Real-Time CDP เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าที่ครองตำแหน่งผู้นำตลาด ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้างโปรไฟล์แบบครบวงจรสำหรับการปรับแต่งประสบการณ์ลูกค้าในทุกขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและภักดีต่อแบรนด์  การปรับใช้ Real-Time CDP อย่างกว้างขวางในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมจะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์เชิงรุกที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้าหลายล้านคนในแบบเรียลไทม์ 

ความสามารถใหม่ๆ ของ Real-Time CDP ขับเคลื่อนประสบการณ์ลูกค้าแห่งอนาคต 

ด้วย Real-Time CDP อะโดบีช่วยยกระดับศักยภาพของแบรนด์ต่างๆ ในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการปลดล็อคความสามารถใหม่ๆ เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล การเพิ่มเติมรายละเอียด และการกระจายข้อมูลทางการตลาดในขอบเขตที่กว้างขวาง โดยการนำเสนอข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งตรวจสอบประเมินเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายกว่า 24 ล้านล้านครั้ง และมีการประมวลผลข้อมูลโดยเฉลี่ยกว่าหนึ่งเพทาไบต์ในแต่ละวัน  นวัตกรรมใหม่ที่นำเสนอได้แก่: 

  • การปรับแต่งเฉพาะบุคคลแบบทันทีด้วย Adobe Target: Adobe Target ช่วยให้แบรนด์สามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าได้อย่างฉับไว  การบูรณาการ Adobe Real-Time CDP เข้ากับ Adobe Target ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากโปรไฟล์ลูกค้าที่สมบูรณ์ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลออนไลน์และออฟไลน์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า  ข้อมูลการติตด่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลถูกเก็บรวบรวมและเชื่อมโยงเข้ากับโปรไฟล์ลูกค้า จากนั้นก็จะนำเอาข้อมูลโปรไฟล์ดังกล่าวไปใช้ในการแบ่งเซ็กเมนต์ของกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำเสนอคอนเทนต์แบบเฉพาะบุคคล โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที  การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าและแปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลบนเว็บไซต์และโมบายล์แอปภายในชั่วพริบตา 
  • การปรับใช้คำยินยอมด้านการตลาดจากลูกค้า และการตั้งค่า: ในการนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าเพื่อสร้างความไว้วางใจ แบรนด์ต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเก็บรวบรวม ใช้งาน และจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า รวมไปถึงข้อมูลคำยินยอมจากลูกค้  ด้วยแพลตฟอร์มการจัดการคำยินยอมของ OneTrust ที่บูรณาการเข้ากับ Adobe Experience Platform แบรนด์ต่างๆ จะสามารถสร้างโปรไฟล์แบบครบวงจรที่ประกอบด้วยข้อมูลคำยินยอมและการตั้งค่า  การบูรณาการเข้ากับ OneTrust โดยตรงจะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถดึงเอาข้อมูลคำยินยอมจากลูกค้าใส่เข้าไปใน Real-Time CDP ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกในการปรับใช้คำยินยอมและการตั้งค่าของผู้บริโภค รวมถึงการรวบรวมข้อมูลข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญจากการตั้งค่าของผู้บริโภคเพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคเป็นสำคัญ 
  • Real-Time CDP Connections: ตอนนี้แบรนด์ต่างๆ สามารถเพิ่มความคล่องตัวในการเก็บรวบรวมข้อมูล การเพิ่มเติมรายละเอียด และการกระจายข้อมูล ด้วยการติดตั้งใช้งานแบบ Low-Code ที่รวดเร็ว เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสร้างมูลค่าสำหรับการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลในแบบเรียลไทม์โดยอ้างอิงเหตุการณ์เชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค  Real-Time CDP Connections ให้ประสิทธิภาพการทำงานแบบเรียลไทม์ด้วยเซิร์ฟเวอร์ของ Adobe Experience Platform Edge Network ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ช่วยให้สามารถกระจายข้อมูลที่เที่ยงตรงได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งแบรนด์ต่างๆ ก็สามารถส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของอะโดบีไปยังปลายทางที่เป็นระบบของอะโดบี หรือเป็นบริษัทอื่นได้อีกด้วย 
  • B2B Intelligence: ด้วย Adobe Senseiซึ่งเป็นเอนจิ้น AI ของอะโดบี แบรนด์ต่างๆ จึงสามารถปรับเพิ่มขนาดกิจกรรมด้านการตลาดและนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลในขอบเขตที่กว้างขึ้น  Adobe Real-Time CDP B2B Edition ช่วยให้องค์กรธุรกิจได้รับทราบข้อมูลข่าวกรองเชิงคาดการณ์เกี่ยวกับความตั้งใจของลูกค้าในการซื้อสินค้าหรือบริการ  และล่าสุด ด้วยการบูรณาการเข้ากับ Adobe Marketo Measure จะช่วยให้บริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2B ได้รับทราบข้อมูลที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับช่องทางและการสร้างรายได้ 
  • สร้างโปรไฟล์ลูกค้าที่รอบด้านด้วยข้อมูลสำคัญจาก Adobe Commerce: เพื่อช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถปรับแต่งประสบการณ์ช้อปปิ้งได้ดียิ่งขึ้นAdobe Commerce จึงเชื่อมโยงข้อมูลการค้า เช่น ประวัติการเรียกดูข้อมูลและการซื้อของลูกค้า เข้ากับ Real-Time CDP และแอปพลิเคชั่น Adobe Experience Cloud อื่นๆ  การเชื่อมโยงดังกล่าวช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า สร้างโปรไฟล์ลูกค้าที่มีรายละเอียดรอบด้าน และนำเสนอประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคล เพื่อผลักดันการขาย ดึงดูดลูกค้า และการสร้างความภักดีต่อแบรนด์  เทคโนโลยีดังกล่าวคาดว่าจะพร้อมใช้งานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ 

การตอบรับจากลูกค้า 

แบรนด์ชั้นนำในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมใช้ Real-Time CDP เพื่อปรับแต่งประสบการณ์ในขอบเขตที่กว้างขึ้น: 

  • Coles: เครือข่ายห้างค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของออสเตรเลีย Coles ร่วมมือกับอะโดบี เพื่อปฏิวัติประสบการณ์ช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต โดย Coles มีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงองค์กรให้กลายเป็นผู้ค้าปลีกที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในออสเตรเลีย ด้วยการปรับใช้ Real-Time CDP ทำให้ Coles สามารถผนวกรวมข้อมูลลูกค้าเข้าด้วยกันในรูปแบบ single view เพื่อนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้า โดยสอดคล้องตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัว และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 
  • General Motors: ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ General Motors (GM) พลิกโฉมอนาคตของยานยนต์ส่วนบุคคล ด้วยการลงทุน 27 พันล้านดอลลาร์สำหรับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า  ทั้งนี้ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลที่โดนใจจากผลิตภัณฑ์ที่หลายๆ คนลงทุนซื้อเป็นครั้งแรก  ด้วยเหตุนี้ GM จึงขยายช่องทางดิจิทัลเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว และใช้ประโยชน์จาก Real-Time CDP เพื่อผนวกรวมข้อมูลลูกค้าจากหลากหลายช่องทางการติดต่อ และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับแต่งประสบการณ์ออนไลน์ด้วย 
  • Major League Baseball™: Major League Baseball (MLB) ยกระดับประสบการณ์สำหรับแฟนเบสบอลโดยอาศัยเทคโนโลยีของอะโดบี  โปรไฟล์ลูกค้าแบบครบวงจรใน Real-Time CDP ช่วยให้ MLB™ สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ปรับแต่งอย่างเหมาะสมให้แก่แฟนๆ เบสบอล รวมไปถึงโปรโมชั่นแบบเฉพาะบุคคล และการแจ้งเตือนที่สอดรับกับความต้องการของแฟนเบสบอลแต่ละคน 
  • Real Madrid: ยักษ์ใหญ่ด้านการกีฬาของสเปน Real Madrid C.F. ปรับใช้แนวทางที่แปลกใหม่และทันสมัยในการ ดึงดูดแฟนบอล โดยใช้ Adobe Experience Cloud ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทรานฟอร์เมชั่น ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแฟนบอลจะถูกเก็บรวบรวมไว้ใน Adobe Real-Time CDP แล้วนำไปใช้บนช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายเพื่อนำเสนอคอนเทนต์เฉพาะบุคคลแบบสูงสุดให้แก่แฟนบอล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูด สร้างความตื่นเต้น และกระชับความสัมพันธ์กับแฟนบอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 
  • TSB Bank: TSB Bank ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของสหราชอาณาจักร ใช้ Real-Time CDP เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของลุ่มลูกค้าที่ใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นหลักซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ระบบ Real-Time CDP ช่วยให้ TSB Bank สามารถตรวจสอบข้อมูลลูกค้าแต่ละรายได้อย่างครบถ้วนด้วย single view และมีการอัพเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์  จากนั้นข้อมูลโปรไฟล์ลูกค้าจะถูกนำไปใช้ในการกำหนดข้อความการติดต่อสื่อสารที่เหมาะสมที่สุดซึ่งจะถูกส่งให้ลูกค้าแต่ละรายในช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้า ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าและทำให้ลูกค้ามีความภักดีต่อธนาคารมากยิ่งขึ้น 

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“สตอเรจ เอเชีย” ส่ง i-StoreGo เดินหน้าให้บริการเช่าห้องเก็บของส่วนตัวแบบครบวงจร

“ภักดี อนิวรรตน์” ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง “สตอเรจ เอเชีย” วางแผนเติบโต เพิ่มสาขาบริการ พร้อมส่ง i-StoreGo แพลตฟอร์มบริการใหม่แบบ Door to Door เข้ามาหวังบริการครบวงจรต่อยอดธุรกิจ หลังตลาดบริการให้เช่าห้องเก็บของและทรัพย์สินส่วนตัวในไทยเติบโต 200-300% ระบุแนวโน้มตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก สาเหตุมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนยาก 3 ปัจจัยเป็นตัวเร่ง พื้นที่อยู่อาศัยเล็กลง, work from home จากพิษโควิด-19, คนฮิตทำธุรกรรมผ่านออนไลน์

นายภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด บริษัทที่ให้บริการให้เช่าห้องเก็บของและทรัพย์สินส่วนตัวระดับพรีเมี่ยมของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “i-Store” เปิดเผยว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่บริษัท สตอเรจ ฯ เปิดให้บริการให้เช่าห้องเก็บของนอกบ้านส่วนตัวภายใต้แบรนด์ i -Store Self Storage พบว่าธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของบริษัทสตอเรจฯ และของผู้ประกอบการรายอื่นๆที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน  ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนขยายพื้นที่เก็บของและทรัพย์สินรวมกันของผู้ประกอบการ 4-5 รายจาก 5,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) เพิ่มเป็น 20,000 ตารางเมตร และมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยมากกว่า 80%

“ ดูจากการขยายพื้นที่เก็บของของผู้ประกอบการแต่ละรายแล้ว ผมว่าโดยรวมตลาดน่าจะเติบโต 200-300% และแนวโน้มตลาดยังโตได้อีกมาก ” นายภักดี กล่าวย้ำ

พร้อมกันนี้ นายภักดี ยังกล่าวให้ความเห็นถึงเหตุผลที่มาสนับสนุนให้ธุรกิจให้บริการให้เช่าห้องเก็บของและทรัพย์สินส่วนตัวขยายตัวต่อเนื่องมาจากปัจจัยหลัก คือ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ดังนี้

1 . พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ตามพื้นที่ที่อยู่อาศัยที่จำกัดหรือมีขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เล็กลง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม  โดยลูกค้าที่อาศัยอยู่ในคอนโดฯจะเป็นกลุ่มหลักที่มาใช้บริการของบริษัท สตอเรจฯ ซึ่งก็มีทั้งลูกค้ารายบุคคล และ เป็นลักษณะ Co-Promotion ร่วมกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่

2. พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนหรือปรับตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคทั้งที่อาศัยอยู่บ้านหรืออยู่คอนโดฯต้องการพื้นที่ work from home ทำให้ต้องการพื้นที่สำหรับเก็บสิ่งของและทรัพย์สินนอกบ้านเพิ่ม

3. การเติบโตของตลาดE-Commerce (อีคอมเมิร์ซ)หรือธุรกิจซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่สต็อกสินค้า

เปิดตัวเพลตฟอร์ม i-StoreGo เสริมบริการให้เช่าพื้นที่เก็บของนอกบ้านที่ไม่ต้องออกจากบ้าน
ด้วยเพราะมองแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่องของตลาดหลังจาก บริษัท สตอเรจ ฯ เปิดให้บริการให้เช่าห้องเก็บของนอกบ้านส่วนตัวระดับพรีเมียมด้วยโลเคชั่นใจกลางเมืองภายใต้แบรนด์ i-Store Self Storage เพื่อแก้ปัญหาสำหรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่อาศัยอยู่ในคอนโดฯ  ที่ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บสิ่งของ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องมาทำงานทั้ง Expat และ workcation ซึ่งตอนนี้แนวโน้มจำนวนชาวต่างชาติเริ่มกลับมา ประกอบกับก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ที่ก่อตั้งบริษัท สตอเรจฯ ดังนั้น จึงได้เตรียมความพร้อมรองรับการบริการลูกค้าและการเติบโตของบริษัท สตอเรจฯ ทั้งในรูปแบบ ขยายสาขาหรือเพิ่มจุดบริการ และ เปิดแพลตฟอร์มบริการใหม่เข้ามาเพื่อให้บริการครบวงจร

การเปิดแพลตฟอร์มบริการใหม่เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจนั้น ล่าสุด ได้เปิดตัวเพลตฟอร์ม i-StoreGo เสริมบริการให้เช่าพื้นที่เก็บของนอกบ้านที่ไม่ต้องออกจากบ้านแบบครบวงจรผ่านระบบการจัดการออนไลน์ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ไปรับและส่งคืนสิ่งของถึงบ้านของลูกค้าแบบ Door to Door โดยทีม i-StoreGo เป็นผู้จัดการและจัดเก็บรักษาสิ่งของของลูกค้า ลูกค้าสามารถเรียกของคืนได้เพียงเลือกสิ่งของที่ต้องการ เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการส่งคืนให้กับลูกค้าตาม Concept “Cloud storage but for your stuff” โดยตั้งเป้ายอดผู้ใช้บริการในปี 2565 นี้ประมาณ 1,000 ราย และในปี 2566 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 3,000 ราย

พร้อมกันนี้ นายสเตฟาโน คาสสิโอ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ i-StoreGo ว่าเกิดจากการเล็งเห็นความต้องการของลูกค้าในช่วงที่ผ่านมาที่ต้องการจัดระเบียบบ้านให้พร้อมสำหรับการทำงาน และการรีโนเวทบ้าน แต่ไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้ i-StoreGo จึงพัฒนาบริการนี้เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเก็บของ

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถเลือกเก็บของชิ้นเล็กตั้งแต่ เอกสาร หนังสือ รองเท้า ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า จักรยาน ถุงกอล์ฟ หรือ กระเป๋าเดินทาง ไปจนถึงของขนาดใหญ่ โดยสามารถเลือกการจัดเก็บเป็นขนาดตามความต้องการของลูกค้า โดยบริการนี้เจ้าหน้าที่ของ i-StoreGo จะเป็นผู้ดูแลทั้งเรื่องการแพ็ก การขนย้าย จัดเก็บ และส่งคืน ผ่านระบบการจัดการออนไลน์ ด้วยบริการแบบ One stop service นี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดเก็บของลูกค้าไปได้เยอะอีกด้วย

ขณะเดียวกัน นายภักดี ยังกล่าวด้วยว่า จากอัตราการเติบโตในการทำธุรกรรมออนไลน์ในประเทศไทยสูงขึ้น i-StoreGo จึงต่อยอดจากธุรกิจเดิมมาเป็นการให้บริการออนไลน์เพื่อรองรับลูกค้าได้กว้างขึ้นโดยไม่จำกัดจำนวน unit ในส่วนของการ disrupt กันในธุรกิจตนมองว่าเป็นการเสริมกันมากกว่า เพราะทำให้แบรนด์มีความแข็งแรงและยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้ามากขึ้น เพราะเมื่อของลูกค้าถูกจัดเก็บจะได้รับการดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างดี ภายใต้แบรนด์ i-Store ทั้งนี้ ยังมองเห็นว่า i-StoreGo Door to Door Storage จะทำให้ธุรกิจมีความครบวงจรสามารถช่วยแก้ปัญหาและนำเสนอทางออกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าได้ และสามารถตอบโจทย์การใช้งานเมื่อลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปใช้มือถือกันมากขึ้น

i-StoreGo มีแผนขยายพื้นที่ให้บริการไปทั่วประเทศไทย และต่างประเทศในอีก 3-4 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรหนาแน่น เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งบริการดังกล่าวเหมาะกับผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอย และต้องการความสะดวกสบายเป็นหลัก โดยเรียกใช้บริการผ่านทาง www.i-storego.com หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 093-128-3199


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย – ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น ลงนามข้อตกลงจับมือเป็นพันธมิตร เร่งพัฒนาการใช้คลาวด์และการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล ของประเทศไทย

กรุงเทพฯ/ 1 เมษายน 2565 – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศลงนามในบันทึกข้อตกลงจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อนำประสบการณ์คลาวด์มาให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศไทย

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย อาคารจีทาวเวอร์ โดยมีนายพงษ์เทพ ธนกิจสุนทร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานขายและการตลาด นายสุวัฒน์ เจษฎางษ์กุล หัวหน้าสายงานธุรกิจใหม่และกลยุทธ์ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นายเควิน เฉิง ประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย ประเทศไทย นางปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ แผนกธุรกิจคลาวด์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับอาวุโสจากทั้งสองบริษัทเข้าร่วมในพิธี

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีล่าสุดของโซลูชันหัวเว่ยคลาวด์ มายกระดับประสิทธิภาพการใช้งานคลาวด์ รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอื่น ๆ บนแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์ม และนวัตกรรมใหม่ ๆ บนคลาวด์ เพื่อนำเสนอบริการการใช้งานคลาวด์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น

ในขณะที่บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จะนำเสนอประสบการณ์การใช้งานคลาวด์ใหม่นี้ ให้แก่ลูกค้าของบริษัท และมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงการช่วยปรับเปลี่ยนธุรกิจและการดำเนินงานของลูกค้าให้เป็นระบบดิจิทัลบนเทคโนโลยีคลาวด์ ที่ขับเคลื่อนโดยหัวเว่ย

“บันทึกความร่วมมือนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางคลาวด์ที่เราให้ความสำคัญ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของบริการหลักของเราในปีนี้ ที่จะช่วยเร่งให้ลูกค้านำคลาวด์ไปใช้กับธุรกิจของพวกเขาได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยสนับสนุนลูกค้าให้ใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติการบนคลาวด์ ให้ได้สูงสุด ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปลอดภัยและเชื่อถือได้” นายพงษ์เทพ ธนกิจสุนทร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานขายและการตลาด บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว “ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล่าสุด การพัฒนาแอปพลิเคชันที่เป็นนวัตกรรมและประสบการณ์อันยาวนาน เราเชื่อว่าความร่วมมือในด้านคลาวด์นี้ จะช่วยเรานำสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการเติบโตได้มากยิ่งขึ้น   ลูกค้าของเราจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม ทั้งในด้านความพร้อมใช้งาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ จากความร่วมมือในด้านคลาวด์ของเรา และเรายังเชื่อว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยสนับสนุนและกระตุ้นให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้เร็วยิ่งขึ้น 

นายเควิน เฉิง ประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นทีมเดียวกันกับซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือ และมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องความสำเร็จลุล่วงของโครงการ บันทึกความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังเกิดโรคระบาด  เป้าหมายของหัวเว่ยคือการได้เป็นผู้เล่นเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรม ISP ที่กำลังเฟื่องฟูเป็นอย่างมากในประเทศไทย เราต้องการเสริมศักยภาพให้พันธมิตรของเราได้ใช้ข้อได้เปรียบในการแข่งขันของพวกเขาให้เต็มที่ และกลายเป็นผู้จัดหาโซลูชันด้านดิจิทัลที่ดีที่สุดในตลาด   หัวเว่ยยังคงยืนหยัดที่จะเป็นผู้จัดหาโซลูชันและบริการด้านโทรคมนาคมแบบครบวงจรในประเทศไทย และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กรเพื่อการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย”

บันทึกความเข้าใจนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์แผนพัฒนาด้านดิจิทัลระยะเวลา  20 ปีของรัฐบาล ซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาสู่ประเทศ และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลชั้นนำระดับโลกต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อมร อิเล็กทรอนิกส์ และ ไฮเทรา ประเทศไทย เปิดตัววิทยุสื่อสารรุ่นใหม่ Hytera 245x อีกขั้นของวิทยุสื่อสาร

คุณภัคเมศฐ์ ศิระอมรรัศม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท  Amorn Group  ร่วมมือกับ บริษัท ไฮเทรา คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (ประเทศไทย)  ผู้นำด้านการผลิตอุปกรณ์วิทยุสื่อสาร  ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ วิทยุสื่อสาร Brand Hytera รุ่น   Hytera 245x  ที่จะเข้ามาทดแทน HYT Power 245s รุ่นเดิมเป็นการต่อยอดจาก ยอดขายที่ดี มามากว่า 5 ปี

Hytera 245x วิทยุสื่อสารพาณิชย์สำหรับประชาชน กำลังส่ง 5 วัตต์ เป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก ในการใช้งานเพื่อสื่อสารในพื้นที่ต่างๆ เช่น คลังสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร เป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ และยังสื่อสารกับคนหมู่มากได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งประชาชนทั่วไปก็สามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระ และถูกต้องตามกฎหมาย  Hytera 245x มาพร้อมกับความสามารถที่มากขึ้นกว่าเดิม  ตัวเครื่องที่เล็ก เบา สะดวกแก่การพกพา  อึด ทน ผ่านการทดสอบตกจากที่สูงได้ 150 เซนติเมตรโดยเครื่องยังใช้งานได้เป็นปกติ กำลังเสียงที่เพิ่มขึ้น ทำให้การสื่อสารชัดเจนไม่คลาดเคลื่อนทุกการสนทนา รัศมีการรับส่งสัญญาณไปได้ไกล รองรับการทำงานของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น  ลดการสะท้อนและตัดเสียงรบกวนด้วยระบบประมวลผลอัจฉริยะ ผู้ใช้งานจะไม่พลาดทุกการติดต่อ และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี แบบ Fast Charge ที่ใช้ Port Type-C ในการชาร์ตแบตเตอรี่ สามารถชาร์ตแบตเต็มได้เร็วใน 100 นาที ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในวิทยุสื่อสารประเทศไทย  โดยผู้ใช้งานจะได้รับถึงประสบการณ์การใช้งานวิทยุสื่อสารที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

คุณภัคเมศฐ์ เปิดเผยว่า ทาง อมรกรุ๊ป วางแผนว่าจะขยายตลาดกลุ่มวิทยุสื่อสารให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ ร้านขายวิทยุสื่อสารชั้นนำ และสาขาที่ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศของอมรกรุ๊ป และห้างร้านต่างๆ ในการขยายตลาด ประกอบกับภาครัฐที่จริงจังเรื่องการปราบปรามวิทยุสื่อสารที่ไม่ได้นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย ทำให้เครื่องนำเข้าราคาถูก ลดน้อยลงไป   ลูกค้าในทุกสาขาอาชีพ ที่ต้องการนำวิทยุสื่อสารไปใช้งาน สามารถหาซื้อสินค้าได้ง่าย ในส่วนของงานโครงการต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญในการดูแลสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าวางใจในบริการหลังการขายเรา และอมรกรุ๊ปมั่นใจว่าจะเติบโตในอุตสาหกรรมนี้อย่างหยั่งยืน

กำหนดวางจำหน่าย วิทยุสื่อสาร Hytera 245X จะถูกวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย เดือนเมษายน 2565 นี้ เป็นต้นไป  โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ พงศกร 099-246-9394 , Hytera@amorngroup.com

Hytera 245x

Beyond Power of Technology


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โครงการ “10×1000 Tech for Inclusion” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้านฟินเทค เดินหน้าสานต่อโปรแกรมเรียนรู้ด้านฟินเทค เพื่อลดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลทั่วโลก

ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ 17 คน และองค์กรชั้นนำระดับโลก 31 แห่ง รวมทั้งนักลงทุนด้านเทคโนโลยี และองค์กรอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000 คน สำเร็จหลักสูตร Fintech Foundation Program และ Fintech Leadership Program ในปี 2564

ประเทศไทย, 4 เมษายน 2564 – โครงการ “10×1000 Tech for Inclusion (10×1000)” แพลตฟอร์มการอบรมและการเรียนรู้ด้านฟินเทค ประกาศความสำเร็จของโครงการในปี 2564 ที่ผ่านมา ด้วยวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการฝึกอบรมบุคลากรที่มีความสามารถ และผู้นำด้านเทคโนโลยี 1,000 คนในแต่ละปี เป็นระยะเวลา 10 ปี ในปี 2564 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 1,067 คนจาก 66 ประเทศที่สำเร็จโครงการ Fintech Foundation และ Fintech Leadership Program โดยได้รับประกาศนียบัตรรับรองจาก 10×1000 และ International Finance Corporation (IFC) ซึ่งผู้เรียนเกือบ 80% มาจากเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีบังคลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็นสามประเทศแรกที่มีผู้เข้าร่วมมากสุด

เจสัน พาว, หัวหน้าโครงการ 10×1000 กล่าวว่า “การเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแอปพลิเคชันเทคโนโลยีเกิดใหม่ การแบ่งปันความรู้ข้ามภูมิภาค และเครือข่ายธุรกิจในแต่ละประเทศคือสิ่งสำคัญสามอันดับแรกที่ผู้เข้าอบรมสนใจในโครงการ 10×1000 ด้วยตระหนักถึงศักยภาพและความต้องการในการแบ่งปันความรู้ข้ามประเทศและข้ามภูมิภาค โครงการ 10×1000 จึงมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อและส่งเสริมคอมมูนิตี้ฟินเทคระดับโลกที่มีความกระตือรือร้นของผู้เรียน ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรเพื่อปลูกฝังการเรียนรู้ ในปี 2564 เราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 17 คน องค์กรชั้นนำระดับโลก 31 แห่ง นักลงทุนด้านเทค และองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเราเพื่อคัดสรรผู้เข้าอบรมในโครงการ 10×1000”

“เราส่งเสริมทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็มของธุรกิจการเงินการธนาคาร รวมถึง ฟินเทค และหน่วยงานที่กำกับดูแล ในการหาช่องทางในการพัฒนา และโอกาสทางการตลาดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและดิจิทัลที่รวดเร็วในปัจจุบัน โดยจะส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุลมุ่งเน้นการบริการด้านการเงินทั้งหมด การคุ้มครองผู้บริโภค ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และความรู้ด้านการเงินดิจิทัล” ฮานส์ โคนิง, หัวหน้ายุทธศาสตร์การเงินดิจิทัลระดับโลกของ IFC กล่าว “โครงการ 10X1000 Tech for Inclusion ถือว่ามีความสำคัญต่ออนาคตของโลกดิจิทัล และเสริมศักยภาพของผู้นำด้านเทคโนโลยีจากการเพิ่มพูนความรู้และทักษะ เพื่อเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ยั่งยืนในตลาดเกิดใหม่ต่อไป”

โครงการ 10×1000 ยังได้ประกาศหลักสูตรการเรียนรู้ใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงสำหรับปี 2022 ดังนี้:

1.Fintech Expert Program

  • Fintech Expert Program เป็น learning journey ต่อไปสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฟินเทค
  • โปรแกรมออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หัวข้อต่าง ๆ ในเชิงลึก ตั้งแต่ AI, Blockchain ไปจนถึง Cloud เพื่อนำความรู้ไปใช้ได้จริงพร้อมทักษะเชิงปฎิบัติผ่านวิดีโอที่บันทึกไว้ 8 เซสขั่น

2.Green Fintech Miniseries

  • เพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับ ESG และฟินเทคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มินิซีรีส์นี้จะนำเสนอในรูปแบบวิดีโอที่บันทึกไว้ 3 เซสชั่นเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง และ best practices

3.โปรแกรม Fintech Foundation ในภาษาฝรั่งเศส

  • เพื่อรองรับความต้องการและเข้าถึงผู้เรียนมากขึ้นทั่วโลก โครงการ 10×1000 จะจัดทำโปรแกรม Fintech Foundation Program เป็นภาษาฝรั่งเศส

“เรามุ่งมั่นที่จะขยายหลักสูตรเพื่อสร้าง journey การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทคและเทคโนโลยีจากทั่วโลก เรายินดีต้อนรับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในความร่วมมือครั้งนี้เพื่อลดช่องว่างทักษะดิจิทัลและขับเคลื่อนธุรกิจการเงินทั้งหมดไปกับเรา” เจสัน พาว กล่าว

เนื้อหาการฝึกอบรมที่จัดทำโดยโครงการ 10×1000 ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการกำกับหลักสูตร (CSC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาที่รับผิดชอบในการตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพของหลักสูตร คณะกรรมการชุดปัจจุบันประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

+++

เกี่ยวกับ “10×1000 Tech for Inclusion”

10×1000 Tech for Inclusion เป็นแพลตฟอร์มการอบรมด้านฟินเทคทั่วโลกแบบเปิด ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เป็นผู้ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีภารกิจหลักคือการฝึกอบรมและให้ความรู้กับผู้ที่สนใจและมีความสามารถ รวมถึงผู้นำด้านเทคโนโลยีปีละ 1,000 คน เป็นเวลา 10 ปี โครงการ 10×1000 ก่อตั้งในปี 2018 ภายใต้ความร่วมมือของ International Finance Corporation (IFC) ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลก และอาลีเพย์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CIBA DPU จับมือ ออมสิน ชวน ผปก.เข้าร่วมโครงการเสริมแกร่งธุรกิจฟรี

ธนาคารออมสิน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ชวนผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 700 ราย เข้าอบรมเสริมแกร่งทางธุรกิจ Step & Boost Up Program  พ่วงกิจกรรมพิเศษการประกวดสุดยอด GBS Change Maker 2022 ชิงทุนพัฒนาต่อยอดธุรกิจ

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า วิทยาลัย CIBA ร่วมมือกับธนาคารออมสิน จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ ให้แก่ผู้ประกอบการ Step& Boost Up Program  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs Startup ในกลุ่มธุรกิจสุขภาพความงาม อาหาร และการเกษตร อย่างครบวงจร ตั้งแต่ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และให้คำปรึกษารายธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญ โดยตลอดโครงการผู้ประกอบการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่

1. เข้ารับคำปรึกษาธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นรายบุคคล
2. การสนับสนุนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนธุรกิจ
3. ช่องทางประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางสื่อต่าง ๆ ของธนาคาร และพันธมิตร
4. ช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคาร
5. ประกาศนียบัตรการอบรม (eCertificate)

และในส่วนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้มอบส่วนลดหลักสูตร MBA สูงสุดถึง 50% อีกด้วย

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวว่า เนื้อหาในการจัดอบรมจะเน้นให้ความรู้การทำธุรกิจสมัยใหม่ การตลาดดิจิทัล การปรับ Mindset ของผู้ประกอบการ การวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ องค์ความรู้ ในเรื่องพื้นฐานด้านการเงินและการบัญชี เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำแผนธุรกิจด้วย ส่วนรายละเอียดของกิจกรรมรอบแรกเปิดรับสมัคร จำนวน 700 ราย  เพื่อเข้าอบรมหลักสูตรขั้นพื้นฐาน Step up Program (อบรมผ่านช่องทางออนไลน์) เน้นให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องการตลาดยุค 5.0 และความรู้พื้นฐานด้านการตลาดสมัยใหม่ จากนั้นจะคัดเลือกเหลือเพียง 250 ราย เข้าสู่รอบ 2 ซึ่งรอบนี้เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ (อบรมผ่านช่องทางออนไลน์) ชื่อกิจกรรมว่า Boost up Program ซึ่งจะประกอบไปด้วยหลักสูตรการเขียน แผนธุรกิจสมัยใหม่ แนวคิดเพิ่มประสิทธิภาพด้วยลีน รวมทั้ง การเขียนคอนเทนต์โปรโมทสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพสินค้า เป็นต้น

คณบดี CIBA กล่าวต่อว่า สำหรับรอบ 3 เมื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว จะมีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 80 ราย เพื่อเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึก Biz Clinic จากผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนา ปรับปรุงวิจัยสินค้าหรือบริการให้ตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การจดทะเบียนการค้า การขอรับรองมาตรฐานต่างๆ และการทำตลาดออนไลน์ หลังจากนั้น ทางธนาคารออมสินและ มธบ. จะได้คัดเลือกผู้ประกอบการจาก 80 ราย ที่มีศักยภาพและโดดเด่น จำนวน 10 ราย โดยจะคัดเลือกจากผู้ประกอบการธุรกิจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอย่างชัดเจน เข้าร่วมกิจกรรมประกวดสุดยอด GSB Change Maker  ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้ Pitching แผนธุรกิจ เพื่อชิงทุนนำไปต่อยอดธุรกิจในอนาคต พร้อมสิทธิพิเศษจากทางธนาคารและมหาวิทยาลัยอีกมากมาย

“โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับองค์ความรู้มากมาย เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ที่สำคัญยังมีโอกาสได้รู้จักพาร์ทเนอร์รวมถึง    แหล่งเงินทุนต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เนื่องจากธุรกิจสมัยนี้ปรับแผนมาอยู่บนช่องทางออนไลน์ มีการแข่งขันสูง ดังนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ถือเป็นการติดอาวุธเพิ่มเสริมแกร่งให้ธุรกิจ ได้ความรู้และรู้เทคนิคเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และอื่น ๆ อีกมากมาย ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ให้เท่าทันเพื่อวิเคราะห์ตลาดให้ออก ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เร็วขึ้น เพราะยุคนี้ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา” ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอำพล คะหาญ โทร. 061-242-2474 ติดต่อสอบถาม Line OA https://lin.ee/vebkeVn  หรือ https://www.facebook.com/dpuciba/  สมัครได้ที่ https://forms.gle/GQtv8XMndK8WvyHh9   


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดโปรฮอตปรอทแตก รับเมษาสุดร้อนแรง ชวนช้อปคลายร้อนกับไอเทมเด็ด ลดสูงสุด 70%

ออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดโปรโมชั่นสุดฮอตรับซัมเมอร์ เอาใจผู้ประกอบการ SME ชาวออฟฟิศ และนักช้อปทุกครอบครัว ด้วยสินค้าเด็ดและดีลฮอตปรอทแตก ให้คุณช้อปเตรียมพร้อมรับเทศกาลหยุดยาว ทั้งอุปกรณ์เพื่อผู้ประกอบการช่วง High Season อุปกรณ์ทำงาน Workation รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และไอเทมอัพความสุขในบ้าน ลดสูงสุด 70%* ตลอดเดือนเมษายน 2565 พร้อมส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- (ตามกำหนด)

เมษานี้…ชาวออฟฟิศ และ SME มีเฮ! ช้อปอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ฮิตๆ #ราคาสุดฮอต ลดสูงสุด 70%*  มีให้เลือกช้อปครบทุกอย่าง ให้คุณพร้อมทำงานทุกที่ ทั้งอุปกรณ์ในออฟฟิศ อุปกรณ์ WorkFromHome และอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับ Workation นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เพื่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ให้เตรียมรับลูกค้านักท่องเที่ยว ลดราคาสูงสุด 40%*  อาทิ อุปกรณ์ทำความสะอาด บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ชุดตรวจโควิด และอื่นๆ อีกเพียบ

Summer Hot Fest…เตรียมใช้เวลากับครอบครัวให้แฮปปี้และฟินจัดเต็มในช่วงเทศกาล ช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มความสุขพลัสความสบายให้ทุกคนในบ้าน ลดสูงสุด 60%* อาทิ อุปกรณ์คลายร้อน อุปกรณ์ในครัว และไอเทมคู่มื้ออาหารสุดโปรดอย่างเตาย่างบาร์บีคิวและหม้อสุกี้ จะช้อปกลับบ้านเอง หรือให้ออฟฟิศเมทจัดส่งถึงบ้านก็สะดวกสุดๆ

ช้อปง่ายทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. พร้อมรับคูปองส่วนลดจัดเต็มเมื่อช้อปตามกำหนดที่ OfficeMate Mobile App หรือเว็บไซต์ https://bit.ly/3JBsGd9  และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate หรือโทรสั่งซื้อ OfficeMate Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการส่งฟรีถึงบ้านเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


Exit mobile version