Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คูก้า จัดโปรฯ ร้อนแรงต้อนรับซัมเมอร์ กับแคมเปญ “ENJOYMENT of Young Generation” พร้อมข้อเสนอสุดคุ้ม ลดราคาสูงสุดกว่า 50% เฉพาะวันที่ 7-8 พ.ค.นี้เท่านั้น

“Coocaa” (คูก้า) สมาร์ททีวีคุณภาพเหนือชั้น มีฟีเจอร์ครบครัน ในราคาที่สบายกระเป๋า เตรียมเปิดเกมรุกตลาดสมาร์ททีวีอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มสวนกระแสเศรษฐกิจ กับแคมเปญ “ENJOYMENT of Young Generation” ขนทัพทีวีแอนดรอยด์ 3 รุ่นยอดฮิต และจอมอนิเตอร์อีก 2 รุ่นเด็ด มาจัดโปรโมชั่นโดนใจ ลดราคาสินค้าสูงสุดกว่า 50% เฉพาะในวันที่ 7–8 พฤษภาคมนี้ ที่ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ หวังกระตุ้นยอดขายและขยายฐานตลาดทีวีในประเทศไทย และเป็นตัวเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาสมาร์ททีวีประสิทธิภาพสูงตามมาตรฐานญี่ปุ่น ในราคาเบาๆ แต่ฟังก์ชั่นเหนือชั้นเกินราคา

นายมาร์ติน ลี กรรมการผู้จัดการ แบรนด์ คูก้า ภายใต้บริษัท สกายเวิร์ท อีเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทีวีแบรนด์คูก้า (Coocaa) จากประเทศจีน กล่าวว่า จากการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยกว่า 5 ปี และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ในฐานะแบรนด์โทรทัศน์ทางเลือกใหม่ ที่โดดเด่นด้วยการเป็นแบรนด์สมาร์ททีวีที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีสุดล้ำ ฟังก์ชั่นครบครัน ดีไซน์สวยทันสมัย ในราคาที่คุ้มค่า และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับสมาร์ททีวีแบรนด์คูก้าด้วยดีเสมอมา  ล่าสุด บริษัทฯ ได้จัดแคมเปญทางการตลาดสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้ชื่อแคมเปญ “ENJOYMENT of Young Generation” และยังเป็นโอกาสให้ใครที่กำลังมองหาสมาร์ททีวีคุณภาพพรีเมียมในราคาสบายกระเป๋าได้เลือกซื้อ สมาร์ททีวี Coocaa ในราคาสุดคุ้ม ลดราคาสูงสุดกว่า 50% เฉพาะในวันที่ 7–8 พฤษภาคมนี้ ที่ลานกิจกรรม ชั้น 1 บริเวณบันไดเลื่อนฝั่งทางร้านสุกี้ MK ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

โดยสินค้าที่นำมาจัดโปรโมชั่นในครั้งนี้ ได้แก่ แอนดรอยด์ทีวี Coocaa S3U ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการคอนเทนต์รุ่นล่าสุด Coolita OS ระบบปฏิบัติการคูลิต้าที่เร็วกว่า ใช้งานได้ลื่นไหลกว่า รองรับคอนเทนต์บันเทิง มี YouTube แอปต่างๆ, เกม และใช้งานแคสจากมือถือได้ ตอบทุกโจทย์ความต้องการของชาวเน็ตในยุคปัจจุบัน มี 3 ขนาดให้เลือก ได้แก่ 32 นิ้ว ในราคา 4,090 บ., ขนาด 40 นิ้ว ราคา 5,690 บ. และขนาด 43 นิ้ว ราคา 5,990 บาท แอนดรอยด์ทีวี Coocaa S7G สมาร์ททีวีราคาสุดคุ้ม มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 11 อัดแน่นด้วยฟีเจอร์สุดล้ำ อาทิ Coocaa Eye Care Flicker Free ระบบถนอมสายตาด้วยเทคโนโลยีลดการกระพริบของแสง, จอภาพไร้ขอบ Boundless screen 4.0, ภาพคมชัดด้วย HDR10 & AV1, รองรับ Google Play, Chromecast built-in และระบบเสียง Dolby มี 2 ขนาดให้เลือก ได้แก่ 32 นิ้ว ในราคา 4,690 บ. และขนาด 40 นิ้ว ราคา 6,190 บ. และแอนดรอยด์ทีวีคุณภาพระดับไฮเอนด์ Coocaa S6G PRO รุ่นอัพเกรดใหม่ ที่ได้พัฒนายกระดับขึ้นมาทั้งในเรื่องภาพ เสียง และลูกเล่น เพราะได้ชิปภาพใหม่ Chameleon Extreme 2.0 เสริมด้วยระบบปฏิบัติการ Android 10.0 ใหม่ล่าสุด ตอบสนองการใช้งานได้มากกว่าเดิม เพิ่มเติมคือถอดรหัส AV1 codec ได้ด้วย โดยมี 3 ขนาดให้เลือก ได้แก่ 50 นิ้ว ในราคา 8,690 บ., ขนาด 55 นิ้ว ราคา 10,990 บ. และขนาด 65 นิ้ว ราคา 13,990 บาท

นอกจากนี้ ภายในงานฯ ยังมีการนำจอมอนิเตอร์สำหรับเกมมิ่งจากแบรนด์แม่อย่างสกายเวิร์ท (SKYWORTH) 2 รุ่นคุณภาพสูงระดับไฮเอนด์ ได้แก่ รุ่น F48G9U (ขนาด 48 นิ้ว) และรุ่น F34G3Q มาจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียง 12,990 บาท เฉพาะในงานนี้เท่านั้น และพิเศษสุดกว่านั้น ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมที่บูท Coocaa จะได้รับสิทธิ์ถ่ายรูปกับตู้สติกเกอร์ และลุ้นรับของสมนาคุณสุดพิเศษอีกหลากหลายรายการ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: CoocaaThailand

เกี่ยวกับคูก้า

คูก้าเป็นแบรนด์ระดับโลกภายใต้บริษัทสกายเวิร์ท กรุ๊ป ที่ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ อาทิ เยอรมัน และญี่ปุ่น มีโรงงานการผลิต 9 แห่งรวมถึงในอินโดนีเซียอันเป็นฐานการผลิตของบริษัทฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตยาวนานกว่า 23 ปีภายใต้มาตรฐานของญี่ปุ่น คูก้ามุ่งมั่นมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจตลอดการใช้งานด้วยศูนย์บริการหลังการขายของคูก้า กว่า 100 แห่งทั่วไทย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ เทคโนโลยี

การ์ทเนอร์เผยเทคโนโลยีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจะเริ่มนำมาใช้แพร่หลายภายในปี 2568

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 5 พฤษภาคม 2565 – การ์ทเนอร์ เผย 3 เทคโนโลยีเกิดใหม่ด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ Cloud Sustainability, Carbon Footprint Measurement และ Advanced Grid Management Software จะถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรอย่างแพร่หลายภายในหนึ่งถึงสามปีจากนี้

แอนเน็ต ซิมแมร์มันน์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรต้องเป็นความรับผิดชอบของอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่แห่ง ถ้าเรื่องสภาวะภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองแล้ว เรื่องของธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีความสำคัญระดับโลก การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Net-Zero Economy) จะสร้างปรากฎการณ์อย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือการปฏิวัติทางดิจิทัล ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์และกระบวนการใหม่”

เส้นทางสู่อนาคตของ Net-Zero จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ แก่ผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีรองรับการสร้างธุรกิจยั่งยืน การ์ทเนอร์ได้ระบุ 3 เทคโนโลยีเกิดใหม่ 3 ประการ ที่จะสร้างผลกระทบโดยตรงต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่:

ความยั่งยืนของคลาวด์ (Cloud Sustainability)

Cloud Sustainability คือ แนวทางการใช้บริการคลาวด์เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านความยั่งยืนภายในระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินการที่ยั่งยืนและการส่งมอบบริการคลาวด์โดยผู้ให้บริการ ตลอดจนการบริโภคและการใช้บริการคลาวด์อย่างยั่งยืน

“บริการคลาวด์สาธารณะนำเสนอศักยภาพด้านความยั่งยืนที่ยอดเยี่ยมด้วยความสามารถในการรวมศูนย์การดำเนินงานด้านไอทีโดยเป็นการดำเนินการที่ปรับได้โดยอาศัยโมเดลบริการที่ใช้ร่วมกัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการประมวลผลสูงขึ้น โดยผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะยังมีความสามารถเฉพาะในการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านความยั่งยืน อาทิ ย้ายที่ตั้งคลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ให้อยู่ใกล้แหล่งพลังงานหมุนเวียน” ซิมแมร์มันน์กล่าวเพิ่มเติมว่า

ในอีกสามปีข้างหน้า ผู้ให้บริการระบบคลาวด์จะอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นกับการจัดหากลยุทธ์ด้านสภาวะอากาศที่โปร่งใสพร้อมกับแผนงานที่ชัดเจน โดยการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบริการคลาวด์แบบไฮเปอร์สเกลจะเป็นเกณฑ์หนึ่งในสามอันดับแรกในการตัดสินใจซื้อระบบคลาวด์

การประเมินด้านรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint Measurement)

รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) คือ ปริมาณการปล่อยมลพิษที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ สำหรับรอยเท้าคาร์บอนของผลิตภัณฑ์หรือบริการทางเทคโนโลยีจะครอบคลุมขอบเขตการปล่อยมลพิษสามประการ ได้แก่:

  • ขอบเขตที่ 1: การปล่อยโดยตรงจากเจ้าของหรือที่มาที่ได้อยู่ในการควบคุม
  • ขอบเขตที่ 2: การปล่อยทางอ้อมที่เกิดจากกระบวนการผลิตพลังงานที่ซื้อมา
  • ขอบเขตที่ 3: การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ทั้งหมด (ที่ไม่รวมอยู่ในขอบเขตที่ 2) เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของหน่วยงานที่จัดทำรายงาน รวมถึงการปล่อยจากต้นน้ำและปลายน้ำ

ซึ่งการปล่อยมลพิษในขอบเขตที่ 3 เป็นการวัดผลที่ท้าทายที่สุด แต่ในบางองค์กรการปล่อยก๊าซฯ นั้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 95% ของปริมาณการปลดปล่อยทั้งหมด การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าจะเห็นการนำเทคโนโลยีการวัดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปใช้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการปล่อยมลพิษทั้ง 3 ประเภทและจัดทำรายงานความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเติบโตของเครื่องมือวัดผลเหล่านี้ได้รับแรงสนับสนุนมาจากการเพิ่มจำนวนของเซ็นเซอร์ตรวจจับด้านสิ่งแวดล้อมที่เปิดใช้งานเทคโนโลยี IoT ทั้งปริมาณ คุณภาพ และเวลาในการรวบรวมข้อมูลที่ใช้น้อยลง

“ท้ายที่สุด ทุกองค์กรจะต้องลงทุนในเครื่องมือวัดผลคาร์บอน รวมถึงซอฟต์แวร์โซลูชันที่ทำให้การวัดคาร์บอนที่โปร่งใสและคำแนะนำในเชิงปฏิบัติที่กำลังถูกนำไปใช้เพิ่มขึ้น โดยการ์ทเนอร์คาดว่าการเติบโตจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับความสามารถในการรวมระบบที่จะมีความคืบหน้ามากขึ้น” ซิมแมร์มันน์กล่าวเพิ่มเติม

ซอฟต์แวร์การจัดการกริดขั้นสูง (Advanced Grid Management Software)

Advanced Grid Management Software ประกอบด้วย ระบบวัดค่าและควบคุมเครื่องจักร (Supervisory Control and Data Acquisition (SCADA) ระบบการจัดการพลังงานจากสาธารณูปโภค และความสามารถใหม่ในการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ ซึ่งได้รับมาจากโมเดลการเรียนรู้ทางกายภาพและเครื่องจักร ซึ่งซอฟต์แวร์นี้ถูกนำมาใช้โดยผู้ปฏิบัติงานระบบไฟฟ้าสำหรับตรวจสอบและควบคุมแหล่งพลังงานทั่วทั้งโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบและชะลอการลงทุนขององค์กร

การ์ทเนอร์ คาดว่าปัจจุบันมีองค์กรประมาณ 5-20% ลงทุนซอฟต์แวร์การจัดการกริดขั้นสูง และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหนึ่งถึงสามปีข้างหน้า โดยภายในปี 2569 การ์ทเนอร์คาดกว่า 60% ของโครงการลงทุนจากบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดจะมุ่งเน้นด้านพลังงานหมุนเวียนความเสี่ยงต่ำ

“ความท้าทายหลักของผู้ให้บริการโครงข่ายกริดคือการจัดการความแปรปรวนของกระแสไฟฟ้าและความผันแปรของโปรไฟล์พลังงาน ซึ่งซอฟต์แวร์การจัดการกริดขั้นสูงจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เปลี่ยนบริษัทสาธารณูปโภคไฟฟ้าแบบเดิมให้กลายเป็นผู้จัดการโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความไม่เสถียรที่เกิดจากการเพิ่มปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ต่อเนื่อง” ซิมแมร์มันน์กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้าของ Gartner สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน “Emerging Technologies and Trends Impact Radar: Environmental Sustainability.” เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุดของจัดการผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใน 2022 Leadership Vision for Technology Product Managers ebook.

Gartner Tech Growth & Innovation

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์จะนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางในการเร่งการเติบโตของผู้ให้บริการเทคโนโลยี การขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่งาน Gartner Tech Growth & Innovation Conference 2022 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12-13 กรกฎาคม แบบออนไลน์ ติดตามข่าวสารและอัปเดตเนื้อหาจากการประชุมได้ทาง Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerTGI

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามขอบเขตความผิดชอบให้แก่ผู้นำเทคโนโลยีและทีมงานไอที รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม มุมมองกลยุทธ์แนวโน้มเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจและสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข่าวสารและการอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ที่ Twitter และ LinkedIn

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gartner for High Tech Leaders คลิกที่ Twitter และ LinkedIn. หรือคลิกติดตามข่าวสารและข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ ได้ที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Bangkok International Digital Content Festival 2022

ฟรีทั้งงาน!! สายเกมห้ามพลาด! สายดิจิทัลคอนเทนต์ต้องดู! กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดสัมมนาสุดยิ่งใหญ่แห่งปี  “BIDC 2022 Webinar” 7-22 พ.ค. นี้

หนึ่งในกิจกรรมไฮไลท์ที่สำคัญของงาน “Bangkok International Digital Content Festival 2022” หรือ “BIDC 2022”เทศกาลดิจิทัลคอนเทนต์ที่ยิ่งใหญ่แห่งปี โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แม่ทัพใหญ่ของการจัดงาน ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ TCEB , depa และ CEA อีกทั้ง 5 สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย TGA , BASA , DCAT , e-LAT และ TACGA ที่ชวนกันมาร่วมสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนความรู้ในรูปแบบกิจกรรมสัมมนาออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ 7 – 22 พฤษภาคม 2565 กับ โดยเหล่ากูรูดิจิทัลคอนเทนต์จากทั่วทุกมุมโลกทั้งไทยและต่างชาติเกือบ 30 ท่าน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ในหัวข้อที่ร่วมสมัยในกระแสโลกไม่ว่าจะเป็น Metaverse, Blockchain, Gamefi, Avatar, NFT ฯลฯ ที่หาโอกาสฟังได้ยาก ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ Game, Animation-CG-VFX, Character, e-Learning และ Emerging Technology 

สำหรับกิจกรรม WEBINAR ในปีนี้ แบ่งออกเป็น 4  หมวดใหญ่ ๆ มีตัวอย่างไฮไลต์ที่ห้ามพลาดในแต่ละหมวด อาทิ 

  1. หัวข้อ “METAVERSE” ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการในวงการดิจิทัลคอนเทนต์รุ่นใหญ่ รุ่นใหม่ หรือรุ่น Wannabe มีประสบการณ์แน่นๆ หรือไม่มีพื้นฐานเลย ตั้งแต่ปูพื้นฐานความเข้าใจไปจนถึงเทคนิคขั้นเทพกับผู้รู้ตัวจริง ทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นใน 7 หัวข้อสัมมนาที่ห้ามพลาด ! อาทิ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2565 

  • 15.00 – 17.00 น. Creating Realistic Digital Human for Metaverse การสร้าง Digital Human ที่สมจริงด้วยการนำนวัตกรรมการสแกน 3 มิติที่มีความละเอียดสูงมาประยุกต์ใช้ ที่จะสามารถสร้าง Digital Avatar ที่เสมือนจริงทั้งรูปร่าง ผิวพรรณ และการเคลื่อนไหว โดย ดร.บรม ตันวัฒนะพงษ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชธานี ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพเชิงเทคโนโลยี  Lumio3D ผู้ผลิตเครื่องสแกนใบหน้าสามมิติสำหรับการแพทย์

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2565 

  • 18.00 น. – 21.00 น. Future Trends of Metaverse in Digital Content Industry and Education Sector ทำความรู้จัก Metaverse กับ Workshop Level 101 สำหรับทุกคนที่สนใจก้าวเข้าสู่โลกเสมือนจริงในคอนเซ็ปต์ “ใช้ง่าย ใช้ได้ดี ใช้ฟรี ใช้ได้เลย” ทดลองสร้าง Avatar และนำไปใช้ใน Metaverse กันสดๆ โดย ดร.วรสรวง ดวงจินดา ผู้อำนวยการสำนักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับประสบการณ์ด้านการจัดการการศึกษาออนไลน์กว่า 15 ปี  
  1. สาย “GAME” พลาดไม่ได้ ! กับ 4 หัวข้อที่จะเผยความลับ เบื้องลึกเบื้องหลังของเกมเด่น เกมดัง เกมสุดปัง รวมไปถึงการวิเคราะห์เจาะลึก ประเด็นร้อนฉ่าของวงการเกม ดำเนินรายการโดยคุณกู้ Coolerist  อาทิ

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2565

  • 10.00 – 12.00 น. : From Mobile Game to One of the Most Successful Worldwide Gamefi กับเบื้องหลังความสำเร็จของ  “Thetan Arena” จากเกมมือถือ สู่เกมบล็อกเชนที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก จากผู้พัฒนาเกมตัวจริง Mr.Nguyen Dinh Khanh (CEO, Wolffun Game)  
  • 19.00 – 21.00 น. : Behind the Scene… the Secret of Creating “Morning Moon Village” พบกับความลับและเบื้องหลังการสร้างหนึ่งในเกมบล็อกเชน ดาวรุ่งพุ่งแรง และมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในประเทศไทยจากผู้พัฒนาเกมตัวจริง คุณเนนิน อนันต์บัญชาชัย (CEO, Extend Interactive และนายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย TGA) พิเศษ ลุ้นรับ NFT และ เสื้อยืด เกม MMV  (จำกัดจำนวน/ติดตามกติกาใน Facebook ของโครงการ)
  1. ทางด้าน ANIMATION, VFX & CG กับ 4 หัวข้อที่พร้อมจะพาแอนิเมชั่นไทยไปสู่ตลาดโลก ตั้งแต่การ upskill ให้ Animator สู่มาตรฐานระดับสากล การสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้โดดเด่นไปจนถึงเทคนิคการ pitching ผลงานบนเวทีระดับโลก พบกับนวัตกรรมใหม่ๆในการทำ Virtual Production ตลอดจนล้อมวงกับเหล่ากูรูเจาะลึกสถานการณ์และแนวโน้มตลาดแอนิเมชั่นหลัง Covid อาทิ

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2565 

  • 15.00-17.00 น. : The Next Chapter of Thai Animation Industry เจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น สถานการณ์ปัจจุบัน การตลาด และทิศทางหลัง COVID ไปจนถึง Pain Point ของวงการ และ Solution นำทีมโดย  คุณอิศรา เปี่ยมพงศ์สานต์ (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) CEA), คุณนพ ธรรมวานิช  (นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย TACGA), คุณกฤษณ์  ณ ลําเลียง (นายกสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย DCAT) และคุณวีรภัทร ชินะนาวิน  (CEO, RiFF Animation Studio)  

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2565 

  • 10.00 – 12.00 น. : Raising Up Animation Skills for International Standard แชร์แนวทางอัปสกิล Animator ไทยให้พร้อมรองรับการทำงานในตลาดโลกแบบข้ามทวีปจากแคนาดา กับสอง Senior Animator ชาวไทยแห่ง Sony Pictures Imageworks ที่มีผลงานระดับโลก คุณเฉลิมพล วัฒนวงศ์ตระกูล และ คุณธนาวัต ขันธรรม (รางวัล Oscar จากผลงาน Spider-Man: Into the Spider-Verse !)  
  1. เอาใจสาย CHARACTER และ NFT กับ 4 หัวข้อสัมมนาเน้นๆ ตั้งแต่ Workshop ลงมือสร้างคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึง Marketing สำหรับขาย NFT บนแพลตฟอร์มระดับโลก การทำ Branding ไปจนถึงการนำคาแรคเตอร์ มาใช้เป็น Soft Power ในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2565 

  • 20.00 – 22.00 น. : Marketing NFT on Global Platform เรียนรู้วิธีการทำ Marketing สำหรับการขาย NFT บนแพลตฟอร์มระดับโลก จากสองผู้เชี่ยวชาญแห่งวงการ NFT แนวหน้าของโลก ‘The Duang’ นักวาดการ์ตูนระดับโลกเจ้าของรางวัลรองชนะเลิศ จากเวทีประกวดรางวัลการ์ตูนนานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อพ.ศ. 2554 และ ‘Pom 3Landers’ ศิลปินสัญชาติไทย ที่ไปสร้างงานศิลปะจนโด่งดังในประเทศญี่ปุ่น เจ้าของผลงานที่มี Volume Trade รวม กว่า 28,900 eth หรือ มากกว่าสามพันล้านบาท

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 

  • 15.00 น. – 17.00 น How to Create a Unique Character สำหรับใครที่ติดตามผลงานของมุนิน และมีเธอเป็นไอดอล รีบลงทะเบียนกันเลย กับการเวิร์กชอปการออกแบบคาแรคเตอร์ เทคนิคการวาดภาพทั้งบนกระดาษและ Tablet แนวทางการหาสไตล์ของตัวเองทั้งลายเส้นและบุคลิกของคาแรคเตอร์ รวมทั้งวิธีในการต่อยอดทางการตลาด ช่องทางในการหารายได้จากผลงานของคุณทั้งในโลกปัจจุบันและโลกเสมือนจริง !

BIDC 2022 Webinar ปีนี้ จัดเต็มกับกูรูด้านดิจิทัลคอนเทนต์ระดับนานาชาติกว่า 30 ท่าน โดยบางหัวข้อมาพร้อมการเวิร์กชอปที่จะช่วยติดอาวุธให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง ติดตามรายละเอียดได้ทาง www.facebook/bidc.fest และ www.bidcfest.com และสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า (ฟรี) ได้ทาง LINK :


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

KKBS จัดนิทรรศการโชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น ปีที่ 2

คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดกิจกรรมถ่ายทอดผลงานวิจัยที่โดดเด่นของอาจารย์และนักศึกษา (KKBS-Show Case) ครั้งที่ 2 : SDGs สู่ชุมชนนวัตกรรมต้นแบบและนิทรรศการผลงาน Show and Share โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) ปี 2564 และพื้นที่ชุมชนเข้มแข็ง 5 ชุมชน โดยได้รับเกียรติจากศาสตรจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานในพิธี และ ดร.วิตติกา ทางชั้น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและบัณฑิตศึกษา คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน โดยมีนักวิจัย คณาจารย์ นักศึกษา และวิสาหกิจชุมชนร่วมงาน  ณ ห้องวังเลิศ และลานกิจกรรม คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ดำเนินงานสนับสนุนนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมดำเนินงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (U2T) และพื้นที่อื่น ๆ ในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ทำให้ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เกิดการยกระดับในทุก ๆ มิติ อันเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนได้อย่างโดดเด่น และก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดการจ้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชน รวมทั้งโครงการนี้ ที่ได้คัดเลือกชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ รวบรวมงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นนำมาสร้างมูลค่าให้กับชุมชนในระดับนานาชาติ และผลักดันสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น  รวมทั้งจัดเวทีเสวนานวัตกรรมชุมชน U2T เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมชุมชน และเป็นช่องทางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิจัยและนวัตกรรมชุมชนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งยังเสริมสร้างแนวคิดของชุมชนต่อการสร้างนวัตกรรมที่โดดเด่น เพื่อผลักดันให้ชุมชนสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)  ทางคณะทำงานมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นผลงานนวัตกรรมของชุมชน U2T ที่โดดเด่น ได้นำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจ (Transformation to Business) สร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ดร.วิตติกา ทางชั้น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและบัณฑิตศึกษา คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี กล่าวรายงานถึงความเป็นมาของโครงการ “ถ่ายทอดผลงานวิจัยที่โดดเด่นของอาจารย์และนักศึกษา (KKBS-Show Case) ครั้งที่ 2 “SDGs สู่ชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ” และนิทรรศการผลงาน Show and Share โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) ปี 2564 และพื้นที่ชุมชนเข้มแข็ง 5 ชุมชน  จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่โดดเด่นของนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร สู่เวทีสาธารณะ พร้อมสร้างมูลค่าให้กับนวัตกรรมชุมชน สู่การนำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น  คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี ขับเคลื่อนการดำเนินงานวิจัย ตามประเด็นยุทธศาสตร์ ปรับเปลี่ยนการทำงานวิจัยเพื่อสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและนำผลงานไปใช้ประโยชน์ (Research Transformation) และการดำเนินงาน OKRs (Objective & Key Result) ประจำปี 2565 ด้าน OKR-32 โครงการพัฒนาชุมชนและสังคมเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ ได้มีการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัย ด้านนวัตกรรม และการบริการวิชาการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมระดับตำบล ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของประชาชนในชุมชน

วรัญญู ดอนเหนือ : ภาพ/ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ผนึกกำลัง AIT ขยายขอบข่ายความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  และ ดร.เอเดน  วูน  อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)  ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  พัฒนาการอบรมระดับนานาชาติ เพื่อขยายขอบข่ายความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม โอกาสนี้ นายสายันต์  ตันพานิช   รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ดร.ประทีป  วงศ์บัณฑิต  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว.  ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. พร้อมผู้บริหาร บุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติ ในวันที่ 28 เมษายน 2565 ณ ห้องประชุม สำนักงานอธิการบดี AIT 

ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า  วว. มีภารกิจสำคัญในการวิจัยและพัฒนา  การทดสอบและสอบเทียบ การบริการทางเทคนิค รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปสนับสนุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน  สนับสนุนผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง  ในทศวรรษที่ผ่านมา วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องไปยังภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน สร้างความก้าวหน้าในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) ของรัฐบาล ซึ่งใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มีการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรธรรมชาติ  เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง AIT และ วว. จะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ BCG ที่สามารถขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการพัฒนาสังคม  นอกจากนี้ยังจะร่วมดำเนินงานเพื่อเพิ่มศักยภาพของทั้งสองหน่วยงานในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม  ถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนขยายเครือข่ายไปสู่ระดับชาติและระดับนานาชาติ

ดร.เอเดน  วูน  อธิการบดี  สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)  กล่าวว่า  AIT มุ่งเน้นการศึกษาด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และการจัดการ เพื่อเตรียมผู้สำเร็จการศึกษาให้พร้อมสำหรับความสำเร็จในวิชาชีพและบทบาทความเป็นผู้นำในเอเชีย ที่มีความเกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจ สร้างผลกระทบทางสังคม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ความร่วมมือกับ วว. ในครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาการอบรมระดับนานาชาติร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับคำแนะนำปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จาก  วว.   ติดต่อได้ที่  โทร.  0 2577  9000  โทรสาร  0 2577   9009  E-mail : tistr@tistr.or.th  Line@TISTR   IG : tistr_ig


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย เยือน มข. พัฒนาความร่วมมือ ทางวิชาการ

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับประเทศอิสราเอล มีความร่วมมือโครงการวิจัยที่พัฒนาร่วมกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะ ความร่วมมือร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ อาทิ Thai–Israel Techno-Demonstration unit for irrigating high-value crops และ the Agricultural Demonstration Farm (แปลงทดลองสาธิตทางการเกษตร) อันนำไปสู่การลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประเทศอิสราเอล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังมีกิจกรรมความร่วมมืออื่น ๆ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2558 อดีตเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสเยือน มข. เนื่องในพิธีเปิด “Small Irrigation International Training Course” เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และ เมื่อปี พ.ศ. 2563 อดีตเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด โรงเรือนสำหรับปลูกพืชพร้อมระบบน้ำ (hybrid Greenhouse) อันเป็นโครงการร่วมมือกับ MASHAV, Israel’s Agency for International Development Cooperation – ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของอิสราเอล เพื่อสนับสนุน การพัฒนาและแก้ปัญหา เรื่องการจำกัดการใช้น้ำสะอาดในครัวเรือน และการใช้น้ำในกิจกรรมเกษตร ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย อีกทั้ง เป็นต้นแบบในการเรียนรู้ ถ่ายทอด ศึกษาแก่คณะเกษตรศาสตร์ และภูมิภาคอีสาน ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านต่างๆ  ในอนาคต

 H.E. Ms. Orna Sagiv   เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า         มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าอยู่ โดยเฉพาะโครงการ “KKU Smart City & Smart Farm” ที่มีการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ตอบโจทย์ยุคสมัยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเทศอิสราเอล ยังมีชื่อเสียงด้าน water management หรือ ระบบการจัดการน้ำ ดังนั้น ทางสถานทูตฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมีการจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ องค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำ ให้แก่นักศึกษา นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึง การแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร การแลกเปลี่ยนวิจัย และทุนวิจัย ในอนาคต

ในการนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ยังได้ร่วมให้เกียรติฟังบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “KKU Smart City & Smart Farm” โดยมีหัวข้อบรรยายย่อย 2 เรื่อง ได้แก่ 1. Digital University บรรยายโดย ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล 2. Smart City of SCOPC บรรยายโดย รศ.ดร. ระวี หาญเผชิญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ อาจารย์ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น หลังจากนั้นได้เดินทางเยี่ยมชม KKU Smart Farm Project ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงานวิจัยของอะโดบีเผย มากกว่า 70% ของพนักงานและผู้จัดการพบว่า การเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอัตรา Great Resignation

แน่นอนว่าการทำงานจากที่บ้านในช่วงสองปีที่ผ่านมานับเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก แต่จะเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นถ้าหากเราไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่รองรับการทำงาน การติดต่อสื่อสาร และการทำงานร่วมกันผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลในช่วงเวลาดังกล่าว

นี่คือหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานฉบับล่าสุดของอะโดบีที่มีชื่อว่า “The Future of Time: Hybrid Workplace” ที่เจาะลึกปัญหา ความท้าทายและโอกาสของการทำงานในโลกยุคใหม่

ขณะที่องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบ WFH ไปสู่การทำงานแบบไฮบริด เราต้องการที่จะศึกษาว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อการทำงานของบุคลากร รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ของการทำงาน  เราได้สำรวจความคิดเห็นของพนักงานและผู้จัดการ 1,400 คนในองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงเอสเอ็มอี ในประเด็นที่เกี่ยวกับการทำงานแบบไฮบริด เทคโนโลยี และอนาคตของการทำงาน เพื่อตรวจสอบว่าสถานที่ทำงานที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบอย่างไรต่อทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดสำหรับทุกคน ซึ่งนั่นก็คือ “เวลา”

ผลการสำรวจของเราชี้ให้เห็นถึงปัญหาท้าทายสำคัญ ๆ ที่บุคลากรต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และเราได้เสนอแนะแนวทางสำหรับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการเสริมศักยภาพให้แก่ทีมงานเพื่อก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การทำงานแบบไฮบริดมีประโยชน์อย่างมากต่อบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล เพราะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน และทำให้มีเวลามากขึ้นสำหรับการจัดการเรื่องส่วนตัว อีกทั้งยังช่วยรักษาองค์ประกอบที่สำคัญของการทำงานในออฟฟิศ เช่น วัฒนธรรมองค์กร และชุมชน

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมาพร้อมกับปัญหาท้าทายบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี  พนักงานและผู้จัดการที่ทำงานแบบไฮบริด มีการแบ่งเวลาสำหรับการทำงานที่บ้านและที่ออฟฟิศ ระบุว่าตนเองใช้เวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติดตั้งหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยี  เมื่อถามว่าอะไรคือปัญหาท้าทายที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนย้ายไปสู่การทำงานแบบไฮบริด พนักงานเกือบ 70% ตอบว่า “เทคโนโลยี” ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของการติดตั้งระบบ การทำงานร่วมกันบนไฟล์ข้อมูล และการแก้ไขปัญหา เช่น สัญญาณ WiFi ที่ขาด ๆ หาย ๆ และการแก้ไขเอกสารที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ทำงานแบบไฮบริด

แม้ว่าเทคโนโลยีจะก่อให้เกิดอุปสรรคบางประการต่อการทำงานแบบไฮบริด แต่ขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแก้ไขปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า พนักงานจำนวนมากเชื่อว่าการทำงานแบบไฮบริดไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มีเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย โดย 3 ใน 4 คนระบุว่าการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลก่อให้เกิดผลดีต่อการทรานส์ฟอร์มไปสู่รูปแบบการทำงานไฮบริด

พนักงานคนหนึ่งในองค์กรขนาดใหญ่บอกกับเราว่า “การทำงานแบบไฮบริด เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากไม่มีเทคโนโลยี  ผมต้องเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าอยู่ในที่ทำงาน พนักงานฝ่ายไอทีก็จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ และผมคงไม่สามารถทำงานได้เลยถ้าหากไม่มีเทคโนโลยีที่ใช้รองรับการทำงาน”

เทคโนโลยีที่ดีกว่าจะช่วยลดช่องว่างในการมีส่วนร่วมของพนักงาน-ผู้จัดการ

ขณะที่หลาย ๆ บริษัทเริ่มออกนโยบายการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ พบว่าผู้จัดการและพนักงานมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุด และเมื่อตรวจสอบลึกลงไป เราพบว่า “เทคโนโลยี” เป็นปัจจัยที่ช่วยอธิบายความเห็นที่แตกต่างกันของผู้จัดการและทีมงาน กล่าวคือ พนักงาน 1 ใน 3 รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้จัดการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัยหรือมีปัญหาในการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการทำงานร่วมกัน และมีเพียง 1 ใน 2 เท่านั้นที่รู้สึกว่าผู้จัดการของตนเองมีความชำนาญในเรื่องเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง  ที่จริงแล้วพนักงานจำนวนมากระบุว่าระบบที่ไร้ประสิทธิภาพในแง่ของเทคโนโลยีส่งผลให้พนักงานต้องใช้เวลามากขึ้นในการทำงาน ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานลดน้อยลง

ส่วนประเด็นที่ผู้จัดการและพนักงานมีความเห็นสอดคล้องกันก็คือ แนวคิดที่ยืดหยุ่นและมุ่งเน้นดิจิทัลเป็นหลักจะช่วยเสริมศักยภาพให้แก่ทีมงานได้อย่างแท้จริง ทั้งผู้จัดการและพนักงานพึงพอใจกับชั่วโมงการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ การลาป่วย-ลากิจที่ยืดหยุ่น และการอัพเกรดเทคโนโลยีที่มีอยู่ในออฟฟิศเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดสำหรับทุกคน  ทั้งนี้บริษัทจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่าไม่มีโซลูชั่นแบบครอบจักรวาลที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์  ทางที่ดีผู้บริหารควรจะรับฟังความเห็นจากพนักงานเพื่อให้เข้าใจว่าอะไรคือเครื่องมือที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้แก่พนักงานได้มากที่สุด รวมไปถึงรูปแบบการทำงานที่เหมาะกับออฟฟิศนั้น ๆ

“เทคโนโลยี” เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดปัญหาพนักงานลาออก

แน่นอนว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านเทคโนโลยียังคงเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้พนักงานจำนวนมากลาออก  ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจพบว่า พนักงาน 72% และผู้จัดการ 88% ระบุว่าการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการประเมินตำแหน่งงานใหม่  นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงาน 61% รู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟในการทำงานเนื่องจากการลาออกของคนในทีม และความรู้สึกดังกล่าวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มพนักงานที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ยิ่งไปกว่านั้น พนักงาน 1 ใน 3 คนระบุว่าตนเองอาจจะหางานใหม่ในปีหน้า  ด้วยเหตุนี้บริษัทต่าง ๆ จึงควรอัพเกรดเทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานให้เป็นแบบไฮบริดอย่างเหมาะสม และช่วยให้ทุกคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม และที่สำคัญก็คือ บริษัทควรเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในทันทีก่อนที่จะสายเกินไป

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดรายงาน The Future of Time: Hybrid Workplace ฉบับเต็มได้ ที่นี่


โดย ทอดด์ เกอร์เบอร์
รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ Adobe Document Cloud


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส เดินหน้าปักหมุดเปิดร้านแฟรนไชส์ต่อเนื่อง ล่าสุดเปิด 2 สาขาใหม่ จ.เพชรบุรี และ จ.สมุทรสาคร

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ เดินหน้าปักหมุดขยายสาขาแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดร้าน 2 สาขาใหม่ในภาคกลาง สาขา อรุณไฟฟ้า  จ. เพชรบุรี และ สาขาถนนเศรษฐกิจ  จ. สมุทรสาคร คัดสรรสินค้าเพื่อธุรกิจจากแบรนด์ชั้นนำให้ช้อปครบจบในที่เดียวกว่า 100,000 รายการ อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน อุปกรณ์ทำความสะอาด สินค้าสุขอนามัย และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมมอบประสบการณ์ช้อปที่สะดวกสบายให้แก่ผู้ประกอบการ SME จัดซื้อองค์กร และหน่วยงานราชการในท้องถิ่น สามารถเลือกชมและช้อปสินค้าที่ร้าน หรือโทร/ไลน์สั่งซื้อ บริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามกำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ปลายทางปี 2565 พุ่งสูงเกือบ 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 26 เมษายน 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ปลายทางทั่วโลกในปี 2565 เติบโตเพิ่มขึ้น 20.4% คิดเป็นมูลค่า 494.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มจากในปี 2564 ที่มีมูลค่า 410.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2566 มูลค่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “บริการคลาวด์คือขุมพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรดิจิทัลในปัจจุบัน โดยผู้บริหารไอทีสามารถจัดหาบริการคลาวด์ที่มีอยู่มากมายในตลาดได้ตามต้องการ และพวกเขากำลังพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะเพื่อใช้ขับเคลื่อนธุรกิจที่ต้องการ มีความเฉพาะเจาะจง และนำผลลัพธ์ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลให้กับองค์กรของพวกเขา”

การ์ทเนอร์คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางของบริการ Infrastructure-as-a-Service (หรือ IaaS) จะเติบโตสูงสุดในปีนี้ที่ 30.6% รองลงมา คือบริการ Desktop-as-a-Service (DaaS) ที่ 26.6% และตามมาด้วยบริการ Platform-as-a-Service (PaaS) ที่ 26.1% (ตามตารางที่ 1) ซึ่งการทำงานแบบไฮบริดกำลังกระตุ้นให้องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนแนวทางการใช้โซลูชันประมวลผลไคลเอ็นต์แบบเดิม เช่น เดสก์ท็อปและอุปกรณ์อื่น ๆ ในสำนักงาน ไปสู่บริการ DaaS ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์ในกลุ่มนี้เพิ่มสูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 สอดคล้องกับความต้องการใช้ความสามารถต่าง ๆ ของคลาวด์เนทีฟโดยบัญชีผู้ใช้ปลายทางสำหรับบริการ PaaS เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 109.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ตารางที่ 1. คาดการณ์มูลค่าบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ปลายทางทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

2564 2565 2566
Cloud Business Process Services (BPaaS) 51,410 55,598 60,619
Cloud Application Infrastructure Services (PaaS) 86,943 109,623 136,404
Cloud Application Services (SaaS) 152,184 176,622 208,080
Cloud Management and Security Services 26,665 30,471 35,218
Cloud System Infrastructure Services (IaaS) 91,642 119,717 156,276
Desktop as a Service (DaaS) 2,072 2,623 3,244
มูลค่าตลาดรวม 410,915 494,654 599,840

BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a service

เนื่องจากการปัดเศษ ทำให้ตัวเลขบางตัวรวมกันแล้วไม่ตรงกับจำนวนรวมทั้งหมด

ที่มา: การ์ทเนอร์ (เมษายน 2565)

“ความสามารถของคลาวด์เนทีฟ เช่น การจำลองระบบคอมพิวเตอร์แบบเสมือน (Containerization), Database Platform-as-a-Service (dbPaaS) และ เอไอ (AI) / แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) มีคุณสมบัติที่สมบูรณ์กว่าการประมวลผลแบบการใช้คอมพิวเตอร์แบบธรรมดา (Commoditized Compute) เช่น IaaS หรือ Network-as-a-Service ซึ่งมีราคาแพงกว่าและเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขององค์กร” นาณ กล่าวเสริม

SaaS ยังเป็นตลาดบริการคลาวด์สาธารณะที่ใหญ่ที่สุด คาดว่าในปีนี้มีมูลค่าสูงถึง 176.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการ์ทเนอร์คาดว่ามูลค่าใช้จ่ายบริการคลาวด์ในกลุ่มนี้จะเติบโตคงที่ เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ เข้าถึงบริการ SaaS หลากหลายอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เข้าถึงผ่านคลาวด์มาร์เก็ตเพลส และยังแยกย่อยออกไปบริการอื่น ๆ อีก รวมถึงแอปพลิเคชันอิสระ (Monolithic Applications) ไปจนถึง Composable parts อื่น ๆ เพื่อรองรับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (DevOps) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่าง ๆ ในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง อาทิ Hyperscale Edge Computing และ Secure Access Service Edge (SASE) สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตลาดเทคโนโลยีอื่น ๆ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ในหมวดใหม่ ๆ และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะ

“ผลของประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นของบริการคลาวด์หลัก ๆ (Core Cloud Services) ทำให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญกับความสามารถที่หลากหลายของระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลให้กับธุรกิจและการดำเนินงานภายในองค์กรได้โดยตรง ซึ่งบริการคลาวด์สาธารณะกลายเป็นส่วนสำคัญที่บังคับผู้ให้บริการนำมาใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายทางสังคมและการเมือง เช่น ความยั่งยืนและอำนาจอธิปไตยของข้อมูล”

“ผู้นำไอทีที่ให้ความสำคัญกับคลาวด์และเข้าใจว่าคลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่มอบโอกาสมากกว่าเป็นจุดจบขององค์กร จะประสบความสำเร็จในเส้นทางการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลตามที่วางแผนไว้ เช่นเดียวกับองค์กรที่นำคลาวด์มาผสานรวมเข้ากับเทคโนโลยีอื่น ๆ ในเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน และทำให้เทคโนโลยีเกิดใหม่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น” นาณ กล่าวเสริม

ลูกค้าของการ์ทเนอร์ สามารถดาวน์โหลดรายงาน Forecast: Public Cloud Services, Worldwide, 2020-2026, 1Q22 Update ฉบับเต็มได้ที่นี่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมสัมนาออนไลน์ของการ์ทเนอร์ในหัวข้อ Cloud Computing Scenario: The Future of Cloud

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามขอบเขตความผิดชอบให้แก่ผู้นำเทคโนโลยีและทีมงานไอที รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม มุมมองกลยุทธ์แนวโน้มเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจและสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข่าวสารและการอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ที่ Twitter และ LinkedIn

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gartner for High Tech Leaders คลิกที่ Twitter และ LinkedIn. หรือคลิกติดตามข่าวสารและข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ ได้ที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อุทยานวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น เปิดตัว Vallaris Maps Platform เครื่องมือจัดการข้อมูลด้านภูมิศาสตร์ ตอบโจทย์การขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม

รศ.ดร.ธีรวัฒน์ เหล่านภากุล รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เปิดเผยว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ มข.  ร่วมกับ บริษัท ไอบิทซ์ จำกัด จัดกิจกรรม “NESP Unbox EP.3 เปิดตัว Vallaris Maps Platform” เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้การขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรม (Eco-System) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมของเอกชนผู้ใช้พื้นที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (.ขอนแก่น) ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน นักลงทุน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Startup ภาคเอกขนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้จัดให้มีการเสวนาในประเด็นเรื่อง ความสำคัญและการขับเคลื่อนหน่วยงานด้วยข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์ โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งการรับมือต่อปัญหาแพร่ขยายของโรคระบาด การบุกรุกทำลายทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ข้อมูลเหล่านี้เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลความ สื่อความหมาย และนำไปใช้งานได้ง่ายและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

สำหรับ Vallaris เป็นแพลตฟอร์มทางด้านภูมิศาสตร์ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูลด้านภูมิศาสตร์แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งกระจายกันอยู่หลายหลากที่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์ หรือ ฐานข้อมูล ทำให้เมื่อต้องการใช้งานข้อมูลร่วมกันเป็นไปอย่างยากลำบาก โดย Vallaris จะมีเครื่องมือสำหรับนำเข้าข้อมูล ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างมีระเบียบ เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างมีระเบียบแล้ว ช่วยให้สามารถนำข้อมูลทั้งที่เก็บอยู่ใน Vallaris เอง และจากแหล่งข้อมูลภายนอกมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ โดยผู้ใช้งานออกแบบการแสดงผลบนแผนที่ได้ด้วยตนเอง สิ่งสำคัญคือผู้ใช้สามารถเรียกบริการแผนที่ (Map Service) และบริการข้อมูล (Data Service) ไปใช้งานได้อย่างง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันมีความร่วมมือกับวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนำ Vallaris ไปใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเรียนการสอนด้านภูมิสารสนเทศ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการ One Day Sharing UNI Project

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2278-7913 , อีเมล sales@i-bitz.co.th , Website: https://vallarismaps.com Facebook Fanpage : Vallaris Maps


Exit mobile version