Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เขตสุขภาพที่ 4 ผนึกกำลัง ติงส์ ออน เน็ต ผู้นำไอโอที พัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะดูแลสุขภาพผู้สูงวัย

19 พฤษภาคม 2565 – บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ผนึกกำลัง เขตสุขภาพที่ 4 ประกอบด้วย 8 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งเป็นเขตสุขภาพนำร่องตามนโยบายการปฏิรูปเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมออกแบบ โครงการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีอัจฉริยะ สำหรับตรวจจับการหกล้ม พร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบไร้รอยต่อสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้เข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว ทันเวลา ปลอดภัย พร้อมต่อยอดนำ Big data มาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัย เพื่อวางแผนป้องกันการหกล้มของผู้สูงวัยและพัฒนาระบบตรวจจับการหกล้มให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นการขับเคลื่อน Smart  Healthcare อย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย

ปี 2565 ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นและอายุยืนยาวขึ้นจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทย

นายประพันธ์ อัศวพลังพรหม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นในการเป็นแกนหลักพัฒนาและขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของประเทศไทยมาโดยตลอด โดยครั้งนี้ได้ร่วมมือกับเขตสุขภาพที่ 4 เพื่อพัฒนาโซลูชั่น Smart Healthcare สำหรับตรวจจับการหกล้มของผู้สูงอายุ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินแบบไร้รอยต่อ เพื่อเป็นการยกระดับระบบการดูแลผู้สูงอายุ และเตรียมความพร้อมในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้สูงวัยในทุกมิติ อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการให้บริการคนไข้ และลดภาระของสถานบริการทุกระดับในเขตสุขภาพที่ 4

“ผู้สูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเนื่องด้วยความเสื่อมชราภาพ (ageing) จะพบว่าการหกล้ม เป็นปัญหาที่พบบ่อยและอันตรายมากกว่าคนวัยอื่น โดยแต่ละปี 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมักลื่นล้ม และครึ่งหนึ่งลื่นล้มมากกว่า 1 ครั้งต่อปี ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการหกล้มร้อยละ 28-35 และแปรผันตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย ตั้งแต่ระดับบาดเจ็บเล็กน้อย ได้แก่ บาดแผลฟกช้ำ เจ็บปวด ไปถึงระดับรุนแรงอย่าง กระดูกหัก เลือดออกในสมอง หรือเสียชีวิต ในขณะที่ผลกระทบด้านจิตใจ จะทำให้ผู้สูงวัยขาดความมั่นใจในการเดิน กลัวการหกล้ม จนอาจเกิดภาวะซึมเศร้า หากผู้สูงอายุมีภาวะกระดูกหักจะส่งผลกระทบในระยะยาว ได้แก่ กลัวการเดิน เดินไม่ได้ มีความพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนติดเตียง จากสถิติพบว่า ร้อยละ 20 ของผู้สูงอายุที่หกล้มแล้วกระดูกสะโพกหักจะมีโอกาสเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลา 1 ปี” นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 4 ได้กล่าวในการประชุมเพื่อขับเคลื่อนการเฝ้าระวังและป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

เขตสุขภาพที่ 4 เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจำนวนมากในหลายจังหวัด ผู้บริหารเขตสุขภาพที่ 4 นำโดย นายแพทย์สมยศ ศรีจารนัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสุขภาพที่ 4 นายแพทย์อนันต์ กมลเนตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี ประธานคณะกรรมการปฏิรูปเขตสุขภาพด้านเทคโนโลยีสุขภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และทีมแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในยุค Digital Transformation จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมโซลูชั่นมาช่วยตรวจจับการหกล้มในผู้สูงอายุ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของวงการแพทย์ไทยในการนำเทคโนโลยีสุขภาพสมัยใหม่มาบูรณาการร่วมกับการออกแบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ปลอดภัย และทันเวลา ส่งผลต่อการช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตของผู้สูงวัย

นวัตกรรมเทคโนโลยีโซลูชั่นไอโอที จะช่วยบริหารจัดการแบบบูรณาการด้านการแพทย์ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ IoT Falling Detection ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ ที่ทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลผ่านเครือข่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ต้องป้อนข้อมูล ทำให้ศูนย์สั่งการฉุกเฉินปลายทางสามารถทราบข้อมูลรวมถึงพิกัดที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่และสามารถสั่งการระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ทันที เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ

ติงส์ ออน เน็ต ให้บริการทุกภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ด้วยโซลูชั่นและอุปกรณ์ไอโอทีคุณภาพสูงพร้อมใช้งาน ออกแบบและพัฒนาโซลูชั่น IoT อาทิ Smart City & Smart Building ระบบเมืองอัจฉริยะและอาคารอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย, Smart Farming การเกษตรอัจฉริยะ, Asset Tracking Management ระบบการติดตามสถานะสินทรัพย์ต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการจัดเก็บและขนย้าย, Safety and Environment System ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่องานด้านความปลอดภัย ป้องกันภัยพิบัติ รวมถึงระบบ SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน, Energy Saving ช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า, Facility Management การบริการ การจัดการระบบสาธารณูปโภค, Supply Chain / Cold Chain Management ระบบการบริหารจัดการการขนส่ง / ระบบตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้นสำหรับภาคการเกษตร ปศุสัตว์ ตลอดจนคลังสินค้า ตู้แช่สินค้า ทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็ง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพความสดใหม่ ช่วยลดต้นทุนสูงสุดได้

เกี่ยวกับเขตสุขภาพที่ 4
เขตสุขภาพที่ 4  เป็นรูปแบบการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขในลักษณะกลุ่มจังหวัด ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว  โดยมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 8 จังหวัดในเขตภาคกลาง ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และนครนายก  ร่วมกับเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจำนวนมากในหลายจังหวัด จึงได้มีการกำหนดนโยบายด้านการดูแลผู้สูงอายุที่ชัดเจน และมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดรูปแบบการดำเนินงานที่จับต้องได้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สูงอายุอย่างแท้จริง โดยอาศัยการนำเทคโนโลยีสุขภาพที่มีใช้งานอย่างแพร่หลาย  บูรณาการเข้ากับระบบการแพทย์ เพื่อนำมาใช้เฝ้าระวังและดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

เกี่ยวกับ ติงส์ ออน เน็ต
บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด (TON) ผู้นำไอโอทีโซลูชั่นครบวงจรด้วยโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารชั้นนำระดับโลก ให้บริการครอบคลุมการให้คำปรึกษา การกำหนดกลยุทธ์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านไอโอที รองรับการใช้งานอุปกรณ์และบริการ Internet of Things อย่างเต็มรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ทุกธุรกิจตั้งแต่ B2B จนถึง B2C โดยยึดหลักการสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งการใช้ชีวิตของคนในสังคม และสิ่งแวดล้อม ติงส์ ออน เน็ต เป็นผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกฟอกส์ (Sigfox) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะไกลที่ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลต่ำ (Low Power Wide Area Network: LPWAN) โดยมีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก www.thingsonnet.net


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 44” รวมรถคลาสสิค กว่า 100 คัน พร้อมเปิดให้ชมอย่างใกล้ชิด

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 44” ภายใต้แนวคิด “ต่างยุค – ร่วมสมัย….Different Periods – Yet Contemporaneous” จัดแสดงและรวบรวมรถโบราณสูตรคลาสสิคระดับตำนาน กว่า 100 คัน มาประชันโฉมเต็มพื้นที่ พร้อมเปิดให้เข้าชมอย่างใกล้ชิด ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2565

งานประกวดรถโบราณครั้งที่ 44 จัดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าถึงความงดงามของรถโบราณ ภายในงานพบกับของรถไอไลท์มากมาย อาทิ MG TA ปี 1936  BMW ISETTA 300 ปี 1961 รถ 3 ล้อ ขนาดเล็กมาก พิเศษด้วยการออกแบบที่เปิดประตูจากด้านหน้า หรือ JAGUAR MK V SALOON ปี 1951 ผู้บุกเบิกแนวทางการออกแบบรถยนต์ของอังกฤษยุคหลังสงคราม เป็นรถขนาดใหญ่ รูปทรงสวยขรึม ยังมี FIAT 500 N ปี 1957 รถที่มีความนิยมจนเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอิตาลี ขนาดกะทัดรัด มีเสน่ห์ที่ประตูย้อน และหลังคาผ้าใบสามารถเปิดม้วนเก็บได้ทั้งหมด  ปิดท้ายตัวฮอต TRIUMPH TR3A ROADSTER  ปี1961 รถสปอร์ทอังกฤษพันธุ์แท้จากเมืองโคเวนทรี รูปทรงปราดเปรียว หนักเพียง 950 กก. ทั้งที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 1,991 ซีซี ขนาดใหญ่เกินตัว และรถหายากอีกมากมาย

ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้ร่วมสนุก ฟินต่อใจสัมผัสบรรยากาศเพลงย้อนยุค 60’s – 70’s กับวง The Vertigo band โดยงานนี้จะจัดขึ้นเพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น สัมผัสความพิเศษยิ่งขึ้นสำหรับสมาชิก Future Park Member ร่วมสนุกกับกิจกรรม Lucky Rally Scan ตามหา 5 รถไฮไลท์ ภายในงาน เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด ณ จุดแสดงรถ สแกนครบตามกำหนดรับ Gift ฟรีทันที! หากท่านใดยังไม่ได้เป็น Future Park Member สามารถสมัครได้ทันทีพร้อมรับฟรี น้ำหอมปรับอากาศรถยนต์ จำนวน 1 ชิ้น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเที่ยวชม “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 44” ได้ ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ตั้งแต่วันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2565 เข้าชมฟรี หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค โทรศัพท์ 02-958-0011 ต่อ 1036, 1233 และ www.futurepark.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผนึก iMasons จัดงานเสวนา โมเดลเศรษฐกิจ บีซีจี

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน และได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งจากองค์กร 100 แห่ง ที่ยั่งยืนที่สุดในโลกประจำปี 2021 (2021 Global 100 Most Sustainable Corporations) จัดทำโดย Corporate Knights โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ร่วมมือกับ iMasons ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่ไม่แสวงหาผลกำไรมุ่งเน้นในการพัฒนาด้านการศึกษา ความยั่งยืน ความหลากหลายและการมีส่วนร่วม และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลกระทบในเชิงบวกให้กับโลก ได้จัดเวทีเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดในการสร้างความยั่งยืนเพื่อองค์กรและเพื่อโลกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ บีซีจี (Bio-Circular-Green) โดยมีผู้ร่วมเวทีเสวนา ได้แก่ นายสเตฟาน นูสส์ (กลาง) ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ (ที่หนึ่งจากซ้าย) รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รักษาการรองผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี ด้านพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นายณัฐวุฒิ อินทรส (ที่สองจากซ้าย) Sustainable Development Deputy Director บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ (ที่สองจากขวา) ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยมาร่วมงานคับคั่ง ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญ ติดสปีดกิจการภาครัฐในปี 2565

กรุงเทพฯ 17 พฤษภาคม 2565 การ์ทเนอร์ อิงค์ เผย 10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อผู้นำองค์กรภาครัฐเพื่อใช้เป็นแนวทางเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและลดความเสี่ยงจากเหตุหยุดชะงักในปี 2565

อาเธอร์ มิโคเลต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ผู้บริหารไอทีของภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้อย่างต่อเนื่องหลังเผชิญความยุ่งยากช่วงต้นของการระบาดใหญ่”

“ผู้บริหารไอทีสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรในอนาคต ด้วยการแสดงให้เห็นว่าโครงการดิจิทัลต่าง ๆ ได้มอบคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายได้อย่างไร รองรับแนวโน้มของแรงงานใหม่ ๆ และช่วยองค์กรปรับขนาดการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างรากฐานทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่แยกส่วนได้”

 

ผู้บริหารไอทีของภาครัฐควรพิจารณาถึงผลกระทบในภาพรวมจากทั้ง 10 เทรนด์เทคโนโลยีต่อองค์กรและรวมไว้เป็นกลยุทธ์การดำเนินงานในปีนี้และอนาคต ซึ่งหากละเลยจะส่งผลต่อคุณภาพของการให้บริการและการดำเนินธุรกิจระยะยาว

องค์กรรัฐยุคใหม่แบบแยกส่วน (Composable Government Enterprise)

ภายในปี พ.ศ.2567 คำขอสำหรับข้อเสนอ (Request For Proposals หรือ RFPs) ด้านระบบไอทีของหน่วยงานรัฐมากกว่า 25% จะต้องการโซลูชันระดับสถาปัตยกรรมและมีใบอนุญาตแปรผัน (variable licensing) ที่สนับสนุนการทำงานแบบแยกส่วน

แนวทางการทำงานแบบแยกส่วน (Composability) ช่วยให้รัฐบาลต่าง ๆ มุ่งความสำคัญไปที่บริการสาธารณะสำหรับภาคประชาชนมากกว่าความถี่ในการใช้ การทำงานแบบไซโล หรือยึดตามโปรแกรมเป็นหลัก โดยองค์กรยุคใหม่ที่ทำงานแบบแยกส่วนจะแสดงให้เห็นถึงแนวทางแบบ Composability 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสถาปัตยกรรมทางธุรกิจ สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมทางแนวคิด โดยผู้บริหารไอทีภาครัฐควรนำหลักการแบบแยกส่วนและการออกแบบที่ทันสมัยมาปรับใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรรัฐยุคใหม่แบบแยกส่วน

ความปลอดภัยปรับเปลี่ยนได้ (Adaptive Security)

ในปี พ.ศ. 2568 การ์ทเนอร์คาดว่า 75% ของผู้บริหารไอทีในภาครัฐจะมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงด้านการรักษาความปลอดภัยนอกแผนกไอที ประกอบด้วยความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ด้านการดำเนินงานรวมถึงเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อเป้าหมายองค์กร

ซึ่งการขาดโปรแกรมเรียนรู้ฝึกอบรม รวมถึงแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยังมีอยู่ทั่วทั้งองค์กร และทีมจัดหาบุคลากรไอที ล้วนเป็นสิ่งขัดขวางการตอบสนององค์กรต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ผู้บริหารไอทีต้องจัดการกับองค์ประกอบสำคัญมาก นั่นก็คือ “บุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์” ด้วยการเพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ภายในองค์กรผ่านโปรแกรมเรียนรู้และฝึกอบรมเชิงลึก พร้อมสนับสนุนพนักงานผ่านการมีส่วนร่วมการเรียนรู้ในวงกว้าง

ระบุอัตลักษณ์ดิจิทัลผ่านระบบนิเวศ (Digital Identity Ecosystems)

การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี พ.ศ.2567 อย่างน้อย 1 ใน 3 ของหน่วยงานภาครัฐระดับประเทศและครึ่งหนึ่งของรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาจะใช้กระเป๋าเงินเพื่อระบุอัตลักษณ์บุคคลผ่านโทรศัพท์มือถือกับภาคประชาชน แต่ยังมีส่วนน้อยที่ทำงานร่วมกันได้กับภาคส่วนอื่น ๆ และข้ามเขตรัฐได้ ขอบเขตและความท้าทายของการระบุอัตลักษณ์บุคคลแบบดิจิทัลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตามที่รัฐบาลต่าง ๆ กำลังพิจารณาถึงรูปแบบการพิสูจน์ตัวตน เทรนด์การเข้าถึงและระบุตัวตนด้วยตนเอง (Bring Your Own Identity หรือ BYOI) กระเป๋าเงินระบุตัวตน หรือการระบุตัวตนโดยองค์กรและวัตถุอื่น ๆ และการระบุอัตลักษณ์ผ่านระบบนิเวศหลากหลายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกการเข้าถึงบริการต่าง ๆ

ประสบการณ์ภาพรวม (Total Experience หรือ TX) 

การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2566 รัฐบาลส่วนใหญ่ที่ยังไม่มีกลยุทธ์ Total Experience (หรือ TX) นั้นจะล้มเหลวกับการพัฒนาบริการต่าง ๆ ไปสู่ดิจิทัล โดย TX เป็นแนวทางสำคัญของภาครัฐเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารทีมงานที่มีความสามารถ และช่วยพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แข็งแกร่งขึ้นในองค์กรต่าง ๆ ขณะเดียวกันยังช่วยปรับปรุงการให้บริการภาคประชาชน ดังนั้นหากองค์กรรัฐขาดกลยุทธ์ TX จะส่งผลให้การบริการสะดุด เกิดปัญหาล่าช้า และประชาชนได้รับประสบการณ์ไม่ดีเมื่อมีคนใช้บริการจำนวนมาก

ทุกอย่างคือบริการ (Anything as a Service หรือ XaaS)

การ์ทเนอร์คาดว่าในอีกสามปีข้างหน้า 95% ของการลงทุนไอทีใหม่ ๆ จากหน่วยงานภาครัฐจะเน้นโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับ XaaS โดยแนวทาง XaaS ประกอบไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและบริการซอฟต์แวร์ รวมถึงบริการบนระบบคลาวด์ในรูปแบบสมัครสมาชิก

เร่งปรับปรุงระบบเดิมให้ทันสมัย (Accelerated Legacy Modernization)

เมื่อการระบาดใหญ่เริ่มต้นขึ้น ระบบเดิมหลักของธุรกิจไม่สามารถรับมือกับปริมาณความต้องการบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาระบบเดิมให้มีความทันสมัยเป็นประจำ และไม่มองว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียว หากระบบหลักไม่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย การที่จะพาธุรกิจ “กลับคืนสู่สภาวะปกติ” จะล่าช้าออกไปอีก เนื่องด้วย COVID-19 สายพันธ์ต่าง ๆ ยังสร้างผลกระทบต่อธุรกิจทั่วทั้งโลก

งานสังคมสงเคราะห์คือบริการ (Case Management as a Service หรือ CMaaS)

งานสังคมสงเคราะห์ (หรือ Case work)  เป็นรูปแบบการทำงานของภาครัฐที่มีความเป็นสากล โดยลักษณะการทำงานแบบ CMaaS สามารถสร้างความคล่องตัวแก่หน่วยงานหรือสถาบันที่อยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐได้ โดยยึดหลักการและแนวทางการดำเนินงานแบบแยกส่วน เพื่อทดแทนระบบการจัดการงานสังคมสงเคราะห์แบบเดิม ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับจัดการงานสังคมสงเคราะห์ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.2567 องค์กรภาครัฐที่มีแอปพลิเคชันการจัดการงานสังคมสงเคราะห์แบบแยกส่วนจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในแอปฯ ได้รวดเร็วกว่าแอปฯ รุ่นเดิมอย่างน้อย 80% กว่าองค์กรที่ไม่มี

ไฮเปอร์ออโตเมชั่น (Hyperautomation)

จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ อีก 3 ปีข้างหน้า 75% ของรัฐบาลจะริเริ่มโครงการไฮเปอร์ออโตเมชั่นในองค์กรอย่างน้อย 3 โครงการที่เปิดตัวสำเร็จหรืออยู่ระหว่างดำเนินงาน โดยระบบไฮเปอร์ออโตเมชั่นนอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่่อมต่อในบริการสาธารณะแล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพให้หน่วยงานรัฐในโครงการใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการแบบ end-to-end ไม่ใช่แค่ใช้สร้างระบบอัตโนมัติในงานแบบไซโล

ตัดสินใจอัจฉริยะ (Decision Intelligence)

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2567 60% ของรัฐบาลมีเป้าหมายลงทุนด้านเอไอและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานและผลลัพธ์ต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ โดยการวางแผนและการตัดสินใจควรมีการคาดการณ์เชิงรุกมากขึ้น และการใช้เทคโนโลยี AI, การวิเคราะห์ ระบบธุรกิจอัจฉริยะ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล เพื่อลดต้นทุนลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการนำมาปรับใช้ล่าช้า โดยจุดมุ่งหมายคือเพื่อทำให้บริการภาครัฐสามารถตอบสนองและส่งมอบได้ทันเวลา

การแบ่งปันข้อมูลเป็นโปรแกรม (Data Sharing as a Program)

การแบ่งปันข้อมูล (Data sharing) ในหน่วยงานภาครัฐมักเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งมักเกิดจากเหตุการณ์ที่มีรายละเอียดมาก แต่ในทางกลับกัน การแบ่งปันข้อมูลเป็นโปรแกรมเป็นแนวทางที่มีความเป็นระบบและสามารถปรับขนาดได้ตามความเหมาะสม เพื่อนำข้อมูลกลับมาใช้และสร้างนวัตกรรมการบริการ

การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี พ.ศ.2566 องค์กรที่สนับสนุนการแบ่งปันข้อมูลจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่หากวัดมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมการแบ่งส่วนการใช้ข้อมูลเป็นการใช้ข้อมูลซ้ำเพื่อให้บริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ผู้บริหารไอทีของภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการเปิดใช้งานการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนี้

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่รายงาน “Top Technology Trends in Government for 2022.”

ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของเทรนด์ต่าง ๆ ต่อองค์กรไดที่เว็บบินาร์แบบออนดีมานด์ที่ “The Gartner Top Technology Trends for 2022: Government.”

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Practice

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เบอร์หนึ่งแพลตฟอร์มจัดซื้อออนไลน์สำหรับธุรกิจ ที่ดีที่สุดในไทย รับรางวัล “The Best eService Provider Award” 2 ปีซ้อน จากงาน Thailand Top Company Awards 2022

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำระบบจัดซื้อออนไลน์สำหรับธุรกิจ  (B2B e-Procurement Platform) ขึ้นแท่นคว้ารางวัล “The Best eService Provider Award” ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน จากงาน Thailand Top Company Awards 2022 ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มจัดซื้อออนไลน์อันดับหนึ่งที่ภาคธุรกิจให้การยอมรับและไว้วางใจมากที่สุด

คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท ในฐานะ “ควิกวินพาร์ตเนอร์ (Quick Win Partner)” เป็นพันธมิตรที่พร้อมเคียงข้างทุกธุรกิจ โดยมุ่งเน้นพัฒนาโซลูชั่นแบบ One Stop Service ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความครบครันของสินค้า และช่องทางการช้อปและบริการที่สะดวกสบายตรงใจธุรกิจยุคดิจิทัล ช่วยผู้ประกอบการและจัดซื้อประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุน พร้อมบริการส่งฟรีเมื่อช้อป 499 ในวันทำการถัดไป*”

• สินค้าครบครันเหนือกว่าอุปกรณ์สำนักงาน โดยครอบคลุมทุกความต้องการธุรกิจมากกว่า 100,000 รายการ ทั้งไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน อุปกรณ์ทำความสะอาด สินค้าสุขอนามัย และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ออฟฟิศเมทยังเรียกได้ว่าเป็น B2B Channel ของเครือเซ็นทรัล  รีเทล โดยจำหน่ายสินค้าและบริการของธุรกิจในเครือ อาทิ Central, Powerbuy, B2S, CMG, Baan & Beyond และไทวัสดุ รวมกว่า 50,000 รายการ

• ช้อปสะดวกด้วยแพลตฟอร์มจัดซื้อออนไลน์ที่พัฒนามาตอบโจทย์องค์กรและลูกค้าธุรกิจโดยเฉพาะ ล่าสุดเปิดตัว “OFMBiz” จัดเต็มฟังก์ชั่นและสิทธิประโยชน์เพื่อธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนจัดซื้อสูงสุด 30% พร้อมเครดิตเทอม 30-60 วัน** โดยแต่ละบริษัทสามารถกำหนดรายการสินค้า คุมงบประมาณจัดซื้อทุกมิติ และกำหนดลำดับอนุมัติคำสั่งซื้อตามนโยบายบริษัทคุณ ทุกกระบวนการทำงานผ่านระบบออนไลน์ 100% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดซื้อรวดเร็วและคล่องตัว อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับ ERP หรือระบบ Procurement ระดับโลก อาทิ SAP, ORACLE และ COUPA

ลูกค้าองค์กรและธุรกิจทุกขนาดสามารถสมัครใช้งาน OFMBiz ได้ฟรี! เราพร้อมช่วยคุณยกระดับประสบการณ์จัดซื้อแบบมืออาชีพ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านระบบจัดซื้อออนไลน์ให้คำปรึกษาและเคียงข้างตลอดการใช้งาน พิเศษ! ลูกค้านิติบุคคลสมัครใช้บริการตั้งแต่ 1 พ.ค. 65 – 30 มิ.ย. 65 รับ Central Gift Voucher สูงสุด 3,000 บาท เมื่อสะสมยอดซื้อตามกำหนดภายใน 30 วันหลังสมัครสมาชิกใหม่ โทร. 1281 หรือคลิก https://bit.ly/3soGFwi


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU ลงนาม TAI หวังตั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมมาตรฐานการบินยุโรป พร้อมแลกเปลี่ยนบุคลากร พัฒนาหลักสูตร ฝึกปฏิบัติ ฝึกอบรม เตรียมกำลังคนป้อนอุตสาหกรรมการบินหลังเปิดประเทศ ซึ่งคาดว่าจะกลับมาคึกคักและเติบโตมากขึ้น

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน (DAA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า CADT DPU  ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท  THAI AEROSPACE INDUSTRIES จำกัด (TAI) โดยมี ดร.ชิตพงษ์ อัยสานนท์ กรรมการผู้บริหารระดับสูงของ TAI ร่วมลงนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักศึกษาและบุคลากรด้านการบินให้มีความรู้ ประสบการณ์ และทัศนคติที่พร้อมในการทำงานในอุตสาหกรรมการบินระดับภูมิภาคและระดับโลก สอดคล้องกับการส่งเสริมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านการบิน ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการฝึกอบรม ส่งเสริม และสนับสนุนบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินให้มีการวางแผน การจัดกิจกรรมนักศึกษา  จัดการศึกษาร่วมกัน สนับสนุนสื่อการสอน งานวิจัยในการจัดการศึกษา และการฝึกอบรมต่างๆ โดยจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการศึกษา และหลักสูตรฝึกอบรม ให้เป็นไปตามมาตรฐานหน่วยงานความปลอดภัยการบินยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) โดยเพิ่มจากเดิมที่ CADT DPU เป็นศูนย์ฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองจากสมาคมขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA)

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวด้วยว่า TAI มีภารกิจหลากหลาย ทั้งการซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรด้านการบิน และเป็นตัวแทนการผลิตบุคลากรตามมาตรการ EASA และ FAA ซึ่งแตกต่างจาก CADT DPU ที่ใช้มาตรฐาน IATA  ดังนั้น จะเป็นการแลกเปลี่ยนบุคลากรในการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติ ที่สำคัญจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีใบประกาศนียบัตร EASA หรือ FAA ซึ่งสามารถไปใช้ในการสมัครงานได้ทั่วโลก รวมถึงอนาคตอาจจะเป็นศูนย์ทดสอบภาคพื้นของไทย มาตรฐาน EASA หรือ FAA ระหว่าง CADT / DAA และ บริษัท TAI

“จากการหารือเบื้องต้น คาดว่าจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของวิทยาลัยได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะด้านบริการสำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน  ซึ่งทางบริษัท TAI ได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของ CADT จะมีการออกไปฝึกสหกิจ นอกเหนือจากการเข้าสอบในสาขาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) ที่ทาง CADT จัดให้นักศึกษาเป็นประจำทุกปี โดยจะเปิดสอบอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 27 พ.ค. นี้ ซึ่งเป็นการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ หากนักศึกษาสอบผ่านก็จะได้รับประกาศนียบัตรจาก TPQI  และหากได้เข้าร่วมโครงการของทางบริษัท TAI ก็จะทำให้นักศึกษามีโอกาสไปทำงานในสายการบินทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น” คณบดีวิทยาลัย CADT กล่าว

 สำหรับการแลกเปลี่ยนบุคลากรนั้น ขณะนี้ทั้ง 2 หน่วยงาน กำลังหารือร่วมกัน โดยจะนำร่องในการพัฒนาบุคลากรของทั้ง 2 หน่วยงานให้มีมาตรฐานการฝึกอบรมสากล ICAO, EASA, FAA และ IATA  เพื่อเพิ่มทักษะของบุคลากรด้านการบิน รวมถึงการเตรียมความพร้อมนักศึกษาให้กลายเป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการบินที่กำลังจะเติบโตขึ้นหลังจากเปิดประเทศ

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวอีกว่า ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ได้กระทบต่ออุตสาหกรรมการบินเป็นอย่างมาก มีการเลิกจ้างพนักงาน บุคลากรด้านการบิน นักบิน และสายการบินหลายแห่งได้ปิดตัวลง รวมถึงยอดของนักศึกษาที่สนใจเข้าเรียนการบิน โดยในช่วงโควิด-19 นักศึกษาวิทยาลัย CADT หายไปประมาณ 1 ใน 3

“ผมเชื่อว่า หลังจากนี้ธุรกิจการบินจะกลับมาเติบโตเหมือนเช่นในอดีต แต่อาจจะไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะยังมีหลายๆ ประเทศที่โรคยังระบาดอยู่  และอาจมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก ดังนั้น แต่ละภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน หรือผู้โดยสารเอง ก็ยังคงต้องเดินทาง โดยจะมีการระมัดระวังและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคแต่ละประเทศกำหนด แต่อาจจะไม่มีการปิดประเทศแล้ว เพราะเศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนต่อไป โดยควบคู่ไปกับความอยู่รอด” น.ต.ดร.วัฒนา กล่าว

คณบดีวิทยาลัย CADT กล่าวด้วยว่า การจะทำให้ประเทศเติบโตมีรายได้อย่างรวดเร็วและง่ายที่สุด คือ ภาคการท่องเที่ยวและต้องเดินทาง ขณะนี้ทุกคนเริ่มเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปรับตัวให้อยู่ได้ในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ขณะที่รัฐบาลไทยก็มีมาตรการในการกำกับดูแล และธุรกิจการบินมีมาตรฐานในการบริหารจัดการที่ดีอยู่แล้ว  เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเปิดประเทศ เพื่อให้ผู้โดยสารต่างประเทศมาไทยโดยมีมาตรการป้องกันโรคอย่างดี สายการบินก็ต้องสื่อสารประชาสัมพันธ์ถึงแนวทางมาตรการป้องกันโรคเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร ขณะเดียวกันผู้โดยสารก็ต้องมีวินัยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

7 เทรนด์การพัฒนาซอฟต์แวร์ในปี 2565 และเหตุผลที่องค์กรควรเปลี่ยนตาม

โดย นายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์

ทุกวันนี้เราทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับคำกล่าวที่ว่า “ทุกบริษัทล้วนเป็นบริษัทซอฟต์แวร์” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนำเสนอซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพนับเป็นเรื่องยาก เพราะกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และมีบริการคลาวด์ใหม่ ๆ ผุดขึ้นอย่างไม่รู้จบ แต่จำนวนวิศวกรด้านซอฟต์แวร์กลับมีไม่เพียงพอ โดยไอดีซีประเมินว่าในปัจจุบันมีการขาดแคลนนักพัฒนาที่เป็นพนักงานประจำราว 1.4 ล้านคน (ปี 2564) และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 4 ล้านคนในเวลาเพียงแค่ 4 ปี

ขณะเดียวกัน วิวัฒนาการของการทำงานในรูปแบบไฮบริดและการเร่งปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อทีมงานฝ่ายพัฒนาซอฟต์แวร์ในทุกแวดวงอุตสาหกรรม และอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้กระบวนการพัฒนาในรูปแบบเดิมๆ ต้องพังลง

สภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์จำเป็นที่จะต้องทบทวนข้อมูลคาดการณ์สำหรับปี 2565 และวางแผนปรับปรุงทีมงาน แนวทางปฏิบัติ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับ 4 องค์ประกอบหลักของงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ได้แก่:

  • ประสบการณ์สำหรับนักพัฒนา: มุ่งที่จะลดความซับซ้อนด้านเทคนิค เพื่อให้ทีมงานสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว
  • ระบบอัตโนมัติสำหรับเวิร์กโฟลว์ด้านการพัฒนา: ลดปัญหาการติดขัดและการโอนย้ายระหว่างแพลตฟอร์มและเครื่องมือทั้งหมดในขั้นตอนต่าง ๆ ของการพัฒนา โดยอาศัยการบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
  • การรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ: นักพัฒนาคัดแยกสิ่งที่สามารถทดสอบระหว่างการพัฒนา ออกจากสิ่งที่ควรจะทดสอบในภายหลัง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเขียนโค้ดที่ปลอดภัย
  • การติดตั้งใช้งานและการดำเนินการ: มุ่งเน้นการปรับใช้ในส่วนของผู้ใช้งาน เพื่อปรับปรุงเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการ

จากองค์ประกอบหลักดังกล่าว เราได้คาดการณ์ 7 เทรนด์ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะมีความสำคัญในช่วงปี 2565 โดยผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ควรจะพิจารณาเทรนด์เหล่านี้เพื่อปรับปรุงทีมงานฝ่ายพัฒนา แนวทางปฏิบัติ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้ทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางด้านธุรกิจ:

  1. DevSecOps
  2. การบูรณาการโดยอาศัย API
  3. แพลตฟอร์ม Low-Code สำหรับมืออาชีพ
  4. แพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟ
  5. DesignOps
  6. การตรวจสอบอย่างทั่วถึง
  7. การมุ่งเน้น PWA

1. DevSecOps

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยยังคงเป็นข้อกังวลใจที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหารฝ่ายไอทีและทีมงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ขณะที่องค์กรต้องรับมือกับภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขาดเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจนสำหรับข้อมูลขององค์กร ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกันของผู้ใช้ทั่วไป ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หรือข้อบังคับและกฎระเบียบต่าง ๆ  ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความต้องการเพิ่มมากขึ้นสำหรับ DevSecOps ซึ่งจะช่วยให้มีการตรวจสอบรับรองความปลอดภัยและความสอดคล้องตามกฎระเบียบในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา

ด้วยแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นสำหรับการปกป้องสภาพแวดล้อมการพัฒนาเพื่อให้รอดพ้นจากภัยคุกคามด้านความปลอดภัยในส่วนต่าง ๆ ของซัพพลายเชน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการนำเสนอซอฟต์แวร์ ส่งผลให้ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ (CISO) และผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ต้องการให้มีการสร้างเว็บแอปและโมบายล์แอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มที่จัดการทุกขั้นตอนของการพัฒนาแอปฯ รวมไปถึงการนำเสนอแอปฯ ใหม่ ๆ แทนที่จะพึ่งพากระบวนการทำงานที่ไม่เป็นระบบของบุคลากรกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้แนวทางที่แตกต่างกันสำหรับการพัฒนา

เป้าหมายสูงสุดของแพลตฟอร์มการพัฒนาคือ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มความสะดวกให้แก่ทีมงานฝ่ายพัฒนาในการสร้างโค้ดที่ปลอดภัย ภายใต้แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบ Zero Trust แทนที่จะพึ่งพาการทดสอบด้านความปลอดภัยเป็นหลัก

2. การบูรณาการแบบไฮบริด

รายงานสถานะการใช้งาน SaaS (The State of SaaS Sprawl) ในช่วงปี 2564 ระบุว่า บริษัททั่วไปมีการใช้งานแอปพลิเคชั่น SaaS โดยเฉลี่ย 254 แอปพลิเคชั่น และในบรรดาแอปฯ SaaS ของบริษัท มีเพียง 45% เท่านั้นที่ถูกใช้งานเป็นประจำ  นอกจากนั้น 56% ของแอปฯ ทั้งหมดนี้ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้ดูแลระบบไอที หรือไม่ใช่แอปของฝ่ายไอทีและไม่ได้ถูกจัดการดูแลโดยฝ่ายไอที  และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ แอปเหล่านี้ทำงานบนชุดซอฟต์แวร์และระบบบันทึกข้อมูลที่รองรับส่วนงานหลัก ๆ ของธุรกิจ

การที่ผู้ใช้ในสายงานธุรกิจปรับใช้ RPA บนเครื่องมือรุ่นเก่าที่ไม่มี API ถือเป็นทางลัดหนึ่งสำหรับระบบรุ่นเก่า แต่ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ธุรกิจดิจิทัลมีความลื่นไหลอย่างมาก และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจที่มีความคล่องตัวสูงจึงหันมาใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ Low-Code ซึ่งช่วยให้สามารถทำการเปลี่ยนแปลงแอปได้อย่างรวดเร็ว

เหนือสิ่งอื่นใด ในปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ มีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์เพื่อรองรับการจัดการข้อมูล การกำกับดูแล และการตรวจสอบ โดยครอบคลุมแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเพิ่มมากขึ้นสำหรับการบูรณาการแบบไฮบริด  แพลตฟอร์มการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมหรือเครื่องมือเฉพาะด้านจะช่วยให้สามารถบูรณาการข้อมูลจาก SaaS ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบรุ่นเก่า เพื่อสร้างโครงข่ายข้อมูลที่รองรับการทำงานของระบบและแอปฯ ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารส่วนงานธุรกิจตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์

3. แพลตฟอร์มLow-Code สำหรับมืออาชีพ

การปรับเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงปี 2564 ก็คือ การปรับใช้แพลตฟอร์ม Low-Code อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มระดับชั้นนำที่รองรับรูปแบบการใช้งานที่ท้าทายสำหรับองค์กร  ทั้งนี้ รายงาน Magic Quadrant สำหรับแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น Low-Code ระดับองค์กร ระบุว่า “ภายในปี 2568 ราว 70% ของแอปพลิเคชั่นใหม่ที่พัฒนาโดยองค์กรจะใช้เทคโนโลยี Low-Code หรือ No-Code”  การใช้แพลตฟอร์ม Low-Code ไม่ได้หมายความว่านักพัฒนาจะถูกแทนที่ด้วยผู้ใช้ในสายงานธุรกิจ (เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Low-Code และ No-Code กรุณาอ่านบล็อกโพสต์นี้)  ที่จริงแล้ว แพลตฟอร์ม Low-Code จะช่วยขจัดความยุ่งยากซับซ้อนบางอย่างที่นักพัฒนามักจะพบเจอในการสร้างแอปฯ หรือระบบ และแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดจะช่วยให้วิศวกรซอฟต์แวร์สามารถควบคุมส่วนต่างๆ ได้อย่างละเอียดและครบถ้วน

เป้าหมายหลักคือ เพื่อให้แพลตฟอร์มดังกล่าวทำงานซ้ำ ๆ ที่น่าเบื่อ เช่น การจัดการความเชื่อมโยง การตรวจสอบโค้ด และการสร้างแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถโฟกัสการทำงานในส่วนสำคัญ ๆ ที่จะสร้างความแตกต่าง แทนที่จะต้องเสียเวลาไปกับการจัดการดูแลงานทั่วไป

4. แพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟ

ในเรื่องที่เกี่ยวกับ SaaS ความแพร่หลายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของคลาวด์แอปพลิเคชั่นใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐศาสตร์และจังหวะเวลาของ “การสร้างแอป เมื่อเทียบกับการซื้อ” เนื่องจากการใช้ SaaS อย่างกว้างขวางนอกจากจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังกลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) กล่าวคือ การที่ผู้ใช้ต้องสลับไปมาระหว่างระบบต่างๆ หลายระบบย่อมจะบั่นทอนประสบการณ์การใช้งาน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อปรับปรุงความคล่องตัวของธุรกิจบนระบบที่ถูกใช้งานโดยลูกค้า พาร์ทเนอร์ และพนักงาน จำเป็นที่จะต้องปรับใช้การพัฒนาแอปฯ แบบคลาวด์เนทีฟในรูปแบบใหม่ ซึ่งรองรับการใช้งานแบบกระจัดกระจาย ปรับขนาดได้ตามต้องการ และช่วยให้สามารถสร้างแอประดับองค์กรที่ยืดหยุ่นสำหรับจุดประสงค์การใช้งานที่เฉพาะเจาะจง และช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้แก่องค์กร

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบริการเว็บที่นำเสนอโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ จากเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่มีอยู่ประมาณ 30 บริการ ปัจจุบันมีมากถึง 250 บริการที่นำเสนอโดยผู้ให้บริการ IaaS หนึ่งราย นับเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญสำหรับนักพัฒนาในองค์กรธุรกิจที่ต้องการสร้างแอปพพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟ

เพื่อเอาชนะปัญหาท้าทายดังกล่าว แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟจะต้องช่วยให้ทีมงานฝ่ายพัฒนามุ่งเน้นการจัดการสายธารคุณค่า (Value Stream) สำหรับผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่นำเสนอ แทนที่จะปล่อยให้บุคลากรฝ่ายวิศวกรรมต้องวุ่นวายอยู่กับการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสามารถแย่งชิงวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนน้อย องค์กรอื่น ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับใช้วิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและแข่งขันได้ในตลาดโดยอาศัยทีมงานที่มีอยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงการค้นหาเทคโนโลยีที่จะช่วยลดหรือขจัดความซับซ้อนด้านเทคนิค และช่วยให้ทีมงานฝ่ายพัฒนาสามารถทุ่มเทเวลาและความพยายามให้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการปรับปรุงผลลัพธ์ทางธุรกิจ และเทคโนโลยีที่ว่านี้ก็คือ แพลตฟอร์ม Low-Code แบบคลาวด์เนทีฟ

5. DesignOps

DesignOps จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมงานฝ่ายออกแบบและนักพัฒนาส่วน Front-End (รวมถึงการใช้คลังข้อมูลและเครื่องมือร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ต่าง ๆ) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทีมงานฝ่ายผลิตภัณฑ์ภายในองค์กร และรองรับการนำเสนอประสบการณ์ที่สอดคล้องกันสำหรับการใช้งานผลิตภัณฑ์

ในปี 2565 นับเป็นครั้งแรกที่งบประมาณด้านไอทีและการพัฒนาแอพสะท้อนสภาพความเป็นจริงของการทำงานแบบไฮบริด เพราะประสบการณ์สำหรับพนักงานและพาร์ทเนอร์มีความสำคัญเทียบเท่ากับประสบการณ์สำหรับลูกค้า และจะนำไปสู่จุดที่เรียกว่า Hyperadoption หรือการใช้งานแอปพลิเคชั่นอย่างกว้างขวางและบ่อยครั้ง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากองค์กรได้รับแรงกดดันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้เกิดการยอมรับในหมู่ผู้ใช้งานตามเป้าหมายที่กำหนด จึงจำเป็นที่จะต้องจัดการการออกแบบในขอบเขตที่กว้างขวาง พร้อมทั้งลดหนี้ทางเทคนิคและหนี้ที่เกิดจากการพัฒนา UX ที่ไม่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับแนวทาง DesignOps เป็นหลัก

6. ความสามารถในการตรวจสอบ (Observability)

ควบคู่ไปกับส่วนงาน DesignOps ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรควรจะลงทุนในเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบ (Observability) เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้จำนวนมาก  ระบบตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้บนมาตรฐานเปิด เช่น Open Telemetry สำหรับการตรวจสอบบันทึกข้อมูลและดัชนีเพื่อรองรับแผนขยายการใช้งาน จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายผลิตภัณฑ์ดิจิทัลสามารถกระตุ้นการใช้งานในหมู่ผู้ใช้ในระดับที่เหนือกว่า ซึ่งในอดีตเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุเป้าหมายนี้

7. การมุ่งเน้นPWA

Progressive Web App (PWA) ผสานรวมฟังก์ชั่นของแอปฯ ที่ติดตั้งในอุปกรณ์ เข้ากับความสะดวกในการเข้าถึงของเว็บไซต์ โดยไม่ต้องมีการดาวน์โหลดแอพผ่านทางแอปสโตร์  ทั้งนี้ PWA มีลักษณะคล้ายกับแอปฯ ที่ติดตั้งภายในเครื่อง กล่าวคือ สามารถทำงานแบบออฟไลน์ ส่งข้อความแจ้งเตือน และเข้าถึงฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์ เช่น กล้อง หรือ GPS  นอกจากนี้ ประสบการณ์การใช้งานก็คล้ายกับแอปที่ติดตั้งบนอุปกรณ์มือถือและคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป โดยไม่จำเป็นดาวน์โหลดหรืออัพเดตแอปให้ยุ่งยาก และอีกหนึ่งข้อดีก็คือ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนการเชื่อมต่อที่ช้าหรือไม่เสถียร

PWA จะกลายเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงปี 2565 เพราะรองรับการเชื่อมต่อได้อย่างยืดหยุ่นและไม่ถูกต่อต้านจากผู้ใช้งาน (ซึ่งไม่ต้องการติดตั้งแอปจำนวนมากบนอุปกรณ์) ที่จริงแล้ว มีข้อโต้แย้งด้านเทคนิคที่สมเหตุสมผลสำหรับการจูงใจให้นักพัฒนาและผู้บริหารฝ่ายซอฟต์แวร์ปรับใช้แนวคิดที่มุ่งเน้น PWA เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับประสบการณ์ดิจิทัลด้วยเช่นกัน เนื่องจาก:

  1. จากมุมมองของผู้ใช้งาน PWA ใช้งานง่ายบนอุปกรณ์มือถือ (ไม่ต้องดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์) และใช้ทรัพยากรในเครื่องเพียงเล็กน้อย
  2. จากมุมมองของนักพัฒนา PWA สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่ามาก เมื่อเทียบกับแอพที่ติดตั้งในเครื่อง และยังดูแลรักษาได้ง่ายกว่าอีกด้วย
  3. สำหรับทีมงานฝ่ายพัฒนา PWA มีข้อดีที่ต่างจากแอปที่ติดตั้งในเครื่อง เพราะใช้โค้ดเบสชุดเดียวสำหรับทุกอุปกรณ์ สามารถค้นหาได้ด้วยเสิร์ชเอนจิ้น และมีขนาดเล็ก

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันคว้ารางวัลเวทีออกแบบโลก Red Dot 6 ปีซ้อน

10 พฤษภาคม 2565 – เอปสันเผยผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อตอบโจทย์การใช้งานระดับมืออาชีพสร้างชื่อเสียงระดับโลกอีกครั้ง ด้วยการได้รับรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม Red Dot ประจำปี 2022

ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์อันดับหนึ่งของโลกประกาศข่าวความสำเร็จของเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม หลังได้รับรางวัลสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ประจำปี 2022 ซึ่งนับเป็นปีที่ 6 ติดต่อ กันของเอปสันที่มีผลิตภัณฑ์ชนะรางวัลในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากเวที Red Dot

สำหรับเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ Epson SL-D1030 เครื่องพิมพ์ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ด้านการพิมพ์ภาพถ่าย ตอบโจทย์ธุรกิจแล็บสีและร้านอัดภาพระบบดิจิทัลระดับมืออาชีพ ตัวเครื่องถูกออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด ใช้พื้นที่วางเพียง 0.16 ตร.ม. ทำให้สามารถใช้งานได้ในพื้นที่จำกัด อีกทั้งเป็นรุ่นแรกในกลุ่มโฟโต้มินิแล็บที่รองรับการพิมพ์ 2 หน้าอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องมีอุปกรณ์ป้อนกระดาษและประหยัดพื้นที่ได้มากขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมาพร้อมชุดหมึกขนาดความจุ 250 มิลลิลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 25% ช่วยให้ใช้งานได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น และยังช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บหมึกสำรองได้อีกด้วย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล คือ Epson SD-10  เครื่องวัดค่าสี Spectrophotometer แบบดิจิทัลเครื่องแรกจากเอปสัน ที่สามารถจับคู่สีและระบบจัดการสีที่รวดเร็ว แม่นยำ ทำให้ประหยัดเวลาในการพิมพ์ ใช้งานง่าย ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ช่วยลดปัญหาในการจับคู่สีแบบดั้งเดิมที่ยุ่งยากได้อย่างดีเยี่ยม และยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือคลาวด์ เพื่อจัดเก็บข้อมูลสีและนำไปใช้ในอนาคตได้อย่างง่ายดาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 0-2685-9899, www.epson.co.th, Facebook: EpsonThailand และ LINE Official Account Epson Thailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิศวะ มข. พร้อมผลิตบัณฑิตด้านดิจิทัลรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

วิศวะ มข. พร้อมผลิตบัณฑิตด้านดิจิทัลรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผนึก 5 มหาวิทยาลัยจัดตั้ง “สถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์” เรียนข้ามมหาวิทยาลัย แลกเปลี่ยนบุคลากร อุปกรณ์เติมทักษะ A.I. อย่างเข้มข้น ชู 4 ด้าน การเกษตร การแพทย์ อุตสาหกรรม และสมาร์ทซิตี้ ขับเคลื่อนประเทศ

รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยถึงการลงนามความร่วมมือกับ 5 มหาวิทยาลัยในการจัดตั้ง “สถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (A.I. Engineering)” ว่ามข.มีความพร้อมในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและประเทศ ซึ่ง A.I. หรือปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจได้มีการนำมาใช้จำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคลากรด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์กลับขาดแคลนสวนทางกับความต้องการกำลังคน

14 สาขาวิศวะ มข.พร้อมเสริมทักษะAI

“14 สาขาวิชาของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. ล้วนมีการจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ เข้าถึงระบบ A.I. ได้ โดยมหาวิทยาลัยมีเครื่องมือ มีเทคโนโลยีความเร็วสูง มีชุดฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ให้นักศึกษาได้เรียนรู้  และมีคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพสูง รวมถึงมีงานวิจัยเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร การแพทย์พยาบาล หลากหลายสาขาที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาได้” รศ.ดร.รัชพล กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือในการจัดตั้ง สถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างมข. กับ 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ถือเป็นการดำเนินการภายใต้หลักสูตร A.I. Sandbox การจัดการศึกษาที่แตกต่างด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ

รวมถึงเป็นแกนกลางในการช่วยประสานงานระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันจัดการศึกษา แบ่งปันทรัพยากรและเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายปัญญาประดิษฐ์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ชู 4 ด้านดึง A.I.ช่วยพัฒนาคน-ธุรกิจ

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. กล่าวต่อว่า มข.มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยี A.I. มาใช้ 4 ด้านหลักๆ  คือ

  1. ด้านเกษตรกรรม  มข. ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งมีการทำเกษตรจำนวนมาก ได้มีการนำเรื่องของสมาร์ทฟาร์ม A.I. เข้ามาช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิต  วิเคราะห์ต้นทุนการผลิต และมีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรในการนำเทคโนโลยี A.I.มาใช้
  2. ด้านการแพทย์ มข.เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมีนโยบายเปิดโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ฉะนั้น เรื่องการนำ A.I.มาใช้ทางการแพทย์ ได้มีการดำเนินการมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ มข.
  3. ด้านภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ มข.ได้มีการทำงานวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ได้มีการนำA.I. มาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เช่นโรงงานน้ำตาล โรงงานไฟฟ้า และ 4. ด้านสมาร์ทซิตี้ ขอนแก่นเป็น 1 ในไม่กี่จังหวัดที่มีการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ A.I. มาใช้ในการบริหารจัดการเมืองอยู่แล้ว เพื่อขับเคลื่อนทุกรูปแบบ และมข.มีโมเดลรถไฟฟ้ารางเบา ก็จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย

นอกจากนั้น ขณะนี้ ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์กำลังหารือร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ ในการดำเนินการเรื่อง FinTech หรือการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน มาใช้ในกลุ่มนักธุรกิจร่วมด้วย

A.I. Engineering เรียนข้ามมหาวิทยาลัย

ความร่วมมือในการจัดตั้ง A.I. Engineering เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเรียนข้ามมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง โดยขณะนี้ทั้ง 6 สถาบันการศึกษาชั้นนำได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรกลางขึ้นมา และจะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สำคัญจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ไปเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัยได้

“การเรียนข้ามมหาวิทยาลัยนี้ จะลงทะเบียนเป็นภาคเรียนเหมือนปัจจุบันแต่จะผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในรายวิชาอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยอื่นได้ เช่น เด็กมข.อยากเรียนรายวิชาของม.เชียงใหม่ ก็สามารถเทียบโอนเรียนได้ และเมื่อเรียนจบในรายวิชาดังกล่าว จาก ม.เชียงใหม่ ทางม.เชียงใหม่ ก็จะส่งผลคะแนนกลับมายัง มข. ทาง มข.ก็จะเทียบกับหลักสูตรของมข.เพื่อให้เด็กจบการศึกษา เป็นต้น”คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มข.กล่าว

เพิ่มกำลังคนด้านดิจิทัล ลดการขาดแคลน

อย่างไรก็ตาม การเรียนข้ามมหาวิทยาลัยนั้น  80% ของวิชาที่เรียนจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้เรียนสมัครเรียนตั้งแต่แรก และจะไปเรียนข้ามมหาวิทยาลัยในรายวิชาที่มหาวิทยาลัยเดิมอยู่ไม่ได้เปิดสอน โดยการเรียนในรูปแบบดังกล่าว จะเป็นการเรียนแบบโมดูล ที่ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนได้ และมหาวิทยาลัยก็สามารถร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนบุคลากรได้ ช่วยให้สามารถผลิตบุคลากรได้เร็วขึ้น ลดการขาดแคลนกำลังคนด้านดิจิทัล

“สถาบันฯ ดังกล่าว จะช่วยให้ทุกมหาวิทยาลัยผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลได้เท่าทันกับความต้องการ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถของคนในประเทศได้เร็วขึ้น เพราะหลักสูตรดังกล่าวไม่ได้เปิดโอกาสให้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่คนวัยทำงานที่ต้องการ Re-skill หรือ Up-skill สามารถมาเพิ่มเติมความรู้ และทักษะโดยจะได้รับใบประกาศนียบัตร  ขณะที่นักศึกษาก็ได้รับการเพิ่มเติมองค์ความรู้ ทักษะด้าน A.I. ได้ทันที เมื่อจบออกไปสามารถทำงาน ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม” รศ.ดร.รัชพล กล่าว

เปิดโอกาสผู้เรียนได้หลายปริญญา

มข.เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนในหลากหลายปริญญา เพราะปัจจุบันองค์ความรู้เพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอาจไม่เพียงพอในการออกไปทำงานในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยให้เด็กได้หลายปริญญาร่วมกันและเด็กสามารถเลือกเรียนได้ โดยหลักสูตรเบื้องต้นจะมีแบ่ง A.I.เป็นกลุ่มๆ เช่น A.I.ด้านการแพทย์ A.I. ด้านการเกษตร A.I.ภาคอุตสาหกรรม สมาร์ทซิตี้ เป็นต้น แบ่งเป็นโมดูลให้เด็กได้เลือกเรียน โดยจะเริ่มในกลุ่มของนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ขณะนี้สามารถเรียนข้ามมหาวิทยาลัยได้ ส่วนนักศึกษาที่จะเปิดรับในหลักสูตรดังกล่าวโดยตรงคาดว่าจะเริ่มในปีการศึกษา 2566

อย่างไรก็ตาม นอกจากความร่วมมือ A.I. Engineering  แล้ว ทาง มข.ได้มีการนำเสนอหลักสูตรระบบรางรถไฟฟ้าความเร็วสูง ให้เป็นหนึ่งในหลักสูตร Sandbox  เพื่อที่จะได้ผลิตกำลังคนให้เท่าทันกับความต้องการโครงสร้างของประเทศ โดยคาดว่าจะได้รับอนุมัติในปี 2565 นี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรอบการทำงานเพื่อสร้างความยั่งยืน ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ มุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเห็นผล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น และเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนที่สุดของโลกประจำปี 2021 จัดอันดับโดย Corporate Knights โดยวันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ออกเฟรมเวิร์ก หรือกรอบการทำงานใหม่ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ความยั่งยืนด้านสภาพแวดล้อม โดยเฟรมเวิร์กนี้ นับเป็นกรอบการทำงานแรกของอุตสาหกรรมที่นำเสนอผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมใน 5 ประเด็นด้วยกัน รวมถึงตัวชี้วัดสำคัญสำหรับผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังก้าวสู่เส้นทางเพื่อสร้างความยั่งยืนในขั้นตอนที่แตกต่างกันไป  ผู้ประกอบการที่นำเฟรมเวิร์กดังกล่าวมาใช้ สามารถลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ได้

ดาต้าเซ็นเตอร์ คือโครงสร้างหลักของโลกดิจิทัลในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่โลกถึง 2 เปอร์เซ็นต์ เทียบเท่าอุตสาหกรรมการบิน และเพื่อต่อกรกับความต้องการแบนด์วิดธ์ดิจิทัลที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการไฟฟ้าในภาคไอทีที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมต้องนำแนวทางที่เป็นองค์รวมและได้มาตรฐานมาใช้ในการสร้างความยั่งยืนให้กับสภาพแวดล้อม

ปานกาจ ชาร์มา รองประธานบริหาร ฝ่าย Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “การออกรายงานเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านสภาพแวดล้อม เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์หลายรายกำลังมุ่งเน้นมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมยังขาดแนวทางที่ได้มาตรฐานในการติดตั้ง วัดผล และออกรายงานเกี่ยวกับผลกระทบด้านสภาพแวดล้อม ดังนั้น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงได้พัฒนากรอบการทำงานในองค์รวมพร้อมตัวชี้วัดที่ได้มาตรฐานเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมในวงกว้าง  เจตนารมย์ที่เรามุ่งหมายสำหรับกรอบการทำงานนี้ก็คือการปรับปรุงเกณฑ์การเปรียบเทียบให้ดียิ่งขึ้นและสร้างความก้าวหน้าไปสู่ความยั่งยืนด้านสภาพแวดล้อมเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติสำหรับคนรุ่นต่อไป”

“อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ มีความก้าวหน้าอย่างมากในการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์จึงยังคงต้องมุ่งเน้นผลักดันความริเริ่มด้านความยั่งยืนไปสู่วงกว้างมากขึ้นในระยะยาว” ร็อบ บราเธอร์ส รองประธานโครงการ ในส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ และโปรแกรมด้านบริการสนับสนุน ไอดีซี กล่าว “คุณจะไม่สามารถสร้างผลกระทบจากสิ่งที่คุณไม่ได้มีการวัดผล ดังนั้นบริษัทต่างๆ ต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องรวมเรื่องการบริโภค (หรือการทำลายที่สามารถเกิดขึ้นได้) ของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ”

ความกดดันที่ก่อตัวเพิ่มขึ้นจากทั้งนักลงทุน ผู้กำกับดูแล ผู้มีส่วนร่วม ลูกค้าและพนักงาน ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการในการปรับปรุงการออกรายงานเกี่ยวกับผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์หลายรายยังขาดความเชี่ยวชาญเรื่องความยั่งยืนและต้องเผชิญกับงานที่ยากลำบากในการกำหนดว่าจะใช้ตัวชี้วัดใดในการติดตามรวมถึงกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้  ทั้งนี้กรอบการทำงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ถูกพัฒนาจากศูนย์วิจัยด้านการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Research Center) ที่อาศัยความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG รวมถึงที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน นักวิทยาศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ และสถาปนิกด้านโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อทำการคาดการณ์ในภาพกว้างๆ เกี่ยวกับการวัดผลและการออกรายงาน ซึ่งศูนย์วิจัยด้านการบริหารจัดการพลังงานก่อตั้งขึ้นในปี 2002 และได้มีการจัดทำ whitepapers ที่เป็นกลางสำหรับผู้จำหน่ายกว่า 200 ฉบับ พร้อมเครื่องมือแลกเปลี่ยนเพื่อการใช้งานฟรีสำหรับอุตสาหกรรม

ตัวชี้วัดความยั่งยืนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน

การติดตามและออกรายงานเกี่ยวกับตัวชี้วัดความยั่งยืนที่ได้มาตรฐาน ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุงทีมงานภายในองค์กรได้อย่างสอดคล้อง และเพิ่มความโปร่งใสสำหรับผู้มีส่วนร่วมในธุรกิจจากนอกองค์กร รวมถึงลูกค้า และผู้กำกับดูแล ซึ่งการนำกรอบการทำงานมาใช้ยังช่วยผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเด็นต่อไปนี้

  • ขจัดความยากในการเลือกตัวชี้วัดที่สร้างผลกระทบในการติดตามได้
  • ปรับปรุงการสื่อสารและความสอดคล้องในจุดมุ่งหมายเรื่องความยั่งยืนระหว่างทีมงานภายในองค์กร
  • นำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงการดำเนินงาน
  • ช่วยให้สามารถออกรายงานได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ สำหรับผู้มีส่วนร่วมจากนอกองค์กร (นักลงทุน ผู้กำกับดูแล พนักงานที่มีศักยภาพ และ ฯลฯ
  • สร้างเกณฑ์การเปรียบเทียบที่ได้มาตรฐานทั่วอุตสาหกรรมและในทั่วโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย รวมถึงผู้ให้บริการโคโลเคชั่นในการออกแบบ สร้าง ดำเนินการ และดูแลโรงงาน มีเพียงพันธมิตรด้านดิจิทัลเท่านั้นที่นำเสนอโซลูชันสำหรับแง่มุมที่เกี่ยวกับพลังงาน อาคาร ไอที และความยั่งยืนสำหรับธุรกิจ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบการทำงาน พร้อมสร้างศักยภาพในการเติบโตขององค์กรคุณได้อย่างยั่งยืน ดาวน์โหลด Guide to Sustainability Metrics for Data Centers ได้แล้ววันนี้


Exit mobile version