Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัล Security Partner of the Year 2021 จาก Microsoft ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการให้บริการ Microsoft Security สำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอรปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะพาร์ทเนอร์ของ Microsoft และผู้จัดจำหน่าย และให้บริการ Microsoft Solutions กวาดรางวัล Partner of the Year 2021  มากที่สุดในงาน Microsoft Partner Executive Connect 2022  ไปถึง 5 รางวัล โดย คุณสมศักดิ์ มานะยิ่งเจริญ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ขวา) เป็นตัวแทนรับมอบทั้ง 5 รางวัล จากคุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด (ซ้าย) ได้แก่ Intelligent Cloud Partner of the Year 2021, The Future of Work Transformation Partner of the Year 2021, Customer Program Excellence Partner of the Year 2021,  Customer Success Partner of the Year 2021 และ Security Partner of the Year 2021

จากความโดดเด่นในการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้าน Microsoft Security รวมไปถึงการให้บริการคำปรึกษา การแนะนำการเลือกใช้ Microsoft Security ให้เหมาะสม และตอบโจทย์รูปแบบการทำงานตามนโยบายขององค์กร รวมถึงบริการด้าน IT Service แบบครบวงจร ซึ่งทำให้องค์กรสามารถนำ Microsoft Security มาใช้ในการรักษาความปลอดภัยภายในองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมโทรซิสเต็มส์ฯ ยังช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญในการเลือกใช้ Microsoft Security ที่เหมาะสมและการเตรียมความพร้อมความปลอดภัยของระบบ และตรวจเช็คความปลอดภัยทางเทคโนโลยีภายในองค์กรว่า “เทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันสามารถดูแลและปกป้องความปลอดภัย (Security) ภายในองค์กร ได้อย่างครอบคลุมแล้วหรือยัง?”  ไม่ว่าจะเป็นการทำ MFA (Multi-Factor Authentication), การนำ Microsoft Defender for Endpoint มาช่วยในการทำหน้าที่สแกนไวรัสบนอุปกรณ์ และตรวจสอบภัยคุกคามต่างๆ, การนำ Microsoft Endpoint Manager (MEM) ตัวช่วยในการบริหารจัดการอุปกรณ์จากระยะไกล และการปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนไม่ให้รั่วไหล ตอบรับพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วย Microsoft Information Protection รวมถึงการต่อยอดการรักษาความปลอดภัยด้วย Metro Intelligent Cyber Security Center (MiCSC) ศูนย์เฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศอัจฉริยะจาก เมโทรซิสเต็มส์ฯ ที่จะช่วยให้องค์กรของท่านสามารถเฝ้าระวังภัยคุมคามทางไซเบอร์ได้ตลอด 24 ชม. อีกด้วย

ทั้งนี้ Security Partner of the Year 2021 เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ Microsoft Partner ที่มีความเป็นเลิศ และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Microsoft Security และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำ รวมถึงเป็นพาร์ทเนอร์ที่มีส่วนช่วยผลักดันภาคธุรกิจ ให้ตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารจัดการความปลอดภัยภายในองค์กรให้สามารถพร้อมรับมือ และโต้ตอบการจู่โจมทางไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

“Customer Success is Our Business” ยึดมั่นในการให้บริการด้านไอทีโซลูชั่นเกือบ 40 ปี เพื่อให้องค์กรธุรกิจไทยเข้าสู่ Digitization ได้อย่างสมบูรณ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ ยังคงมุ่งมั่น และทุ่มเทในการส่งมอบประสบการณ์การใช้ Microsoft Solution ที่ดีที่สุด ตั้งแต่การวางแผน บริการให้คำปรึกษา การดำเนินการติดตั้ง และย้ายระบบ รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการใช้งาน Microsoft Solution ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านไอทีให้มีความเชี่ยวชาญระดับ Certified Experts ครอบคลุมทั้ง Azure Solutions Architect, Azure DevOps, และ Microsoft 365 เพื่อเพิ่มศักยภาพ และมาตรฐานงานบริการด้าน Microsoft Solution ให้กับลูกค้าในภาคธุรกิจโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเปิดบริการ Managed Services บน Microsoft Azure เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการใช้งานบน Microsoft Azure รวมถึงมีบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยให้ความช่วยเหลือด้านการ Design, Deploy และ Optimize เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้ Service ที่เหมาะสมกับองค์กร และคุ้มค่าที่สุดอีกด้วย และต่อยอดด้วยบริการ Super M-Premium ที่ให้บริการ MA Service Backup โดย Microsoft Premier Support สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการดูแลรักษาระบบหลังบ้านแบบครบวงจร หมดห่วงเรื่องการแก้ไขปัญหาหลังบ้านอีกด้วย

ด้วยความทุ่มเทในการมอบประสบการณ์การใช้งาน Microsoft ที่ดี่ที่สุดให้กับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Microsoft มอบรางวัล Customer Program Excellence Partner of the Year Award 2021  และ Customer Success Partner of the Year Award 2021 ให้แก่ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำนิยาม “Customer Success is Our Business”  ที่ MSC ยังคงยึดมั่นตามปรัชญาของบริษัท เรามุ่งหวังให้ลูกค้าได้รับ Solution & Services ที่เหมาะสม และตอบโจทย์กับองค์กรของลูกค้าให้มากที่สุด ไม่หยุดผลักดัน และพัฒนาการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จอีกด้วย

ปัจจุบัน Microsoft Solutions จาก MSC ครอบคลุมทั้ง License และ Service สำหรับธุรกิจขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ทั้ง Infrastructure (On-premises และ Cloud), Collaborations (Microsoft365, Office 365, Conferencing), Automation & AI (Power Platform, Azure), Security (Enterprise security, Compliance, PDPA) และ Application Modernization ทำให้ เมโทรซิสเต็มส์ฯ สามารถให้บริการ Microsoft Solutions ได้แบบ End-to-End Service และยังสามารถปรับ และยืดหยุ่นการเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการ สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งและความได้เปรียบในการแข่งขัน ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจ พร้อมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะ

Think Microsoft, Think MSC

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจบริการ Microsoft solutions หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ สามารถติดต่อได้ที่คุณธาชินี ปานสุด โทร: 02-0894431 email: thachpan@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th Facebook: https://www.facebook.com/metrosystemscorp


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดใหม่! ออฟฟิศเมท เซ็นทรัล จันทบุรี ร้านที่คนทำธุรกิจจันทบุรีต้องมา!! ลดสูงสุด 70%

เปิดแล้ว…! ออฟฟิศเมท สาขาเซ็นทรัล จันทบุรี ศูนย์รวมอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ สินค้าเพื่อการทำงานและการดำเนินธุรกิจทุกประเภท มีทุกอย่างที่คนทำธุรกิจในจันทบุรีต้องการ ครบครันกว่า 100,000 รายการในที่เดียว โดยมี คุณโลร็องต์ โปซ Chief Executive Officer Brands and Non-Food เซ็นทรัล รีเทล, คุณอเล็กซองด์ ฮัมเมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) และ คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท พร้อมทีมผู้บริหารออฟฟิศเมท และผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) คุณชาติ จิราธิวัฒน์ และคุณอครินทร์ ภูรีสิทธิ์ ให้เกียรติร่วมเปิดร้าน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จันทบุรี ชั้น LG

พิเศษ! 26 พ.ค. 65 – 6 มิ.ย. 65 นี้…ออฟฟิศเมทฉลองเปิดสาขาใหม่ จัดเต็มโปรโมชั่นไฮไลท์เอาใจ SME ชาวจันทบุรี ลดสูงสุด 70%* ช้อปสะดวกได้ที่ร้าน สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในร้าน หรือ โทร. 063-938-8242 และ Chat & Shop ที่ https://line.me/R/ti/p/%40891okweh พร้อมบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามกำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันรั้งอันดับ 1 ผู้นำตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ทั่วโลกเป็นปีที่สองติดต่อกันในรายงานของ Frost Radar™

อีริคสันได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1ในรายงาน Frost Radar™: 5G Network Infrastructure Market 2021 เป็นปีที่สองติดต่อกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมและเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค 2G, 3G, 4G จนถึงยุค 5G ในปัจจุบัน

การได้รับจัดอันดับสูงสุดใน Frost Radar™ ของ Frost & Sullivan บริษัทผู้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำ  เผยให้เห็นว่าอีริคสันคือผู้นำอย่างแท้จริงในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ทั้งในด้านการพัฒนานวัตกรรมและในด้านการเติบโต ที่ครอบคลุมไปถึง 5G Radio Access Networks (RAN), Transport Networks และ Core Networks

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้าเครือข่ายอีริคสัน กล่าวว่า “รายงาน The Frost Radar™ ย้ำให้เห็นถึงการลงทุนของอีริคสันเพื่อความผู้นำทางเทคโนโลยีนั้นเพื่อประโยชน์ของลูกค้า โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและการขยายพอร์ตโฟลิโอ 5G อย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะอยู่แถวหน้าในตลาดอย่างด้วยการนำเสนอโซลูชั่นต่าง ๆ ที่ลูกค้าต้องการเพื่อการสร้างเครือข่ายในอนาคต”

Frost Radar™ ประเมินบริษัทที่มีบทบาทสำคัญกับตลาดในอุตสาหกรรมอย่างอิสระ โดยยึดวิธีการให้คะแนนด้านนวัตกรรมและการเติบโตเพื่อประเมินความสามารถของบริษัทด้านการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงความสามารถในการนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

รายงานฉบับนี้นำเสนอสุดยอดบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นท่ามกลางบรรดาผู้นำในตลาดโดยรวม รวมถึงผู้นำในกลุ่มตลาดย่อย หรือผู้นำทางความคิดในบางกลุ่ม

ทรอย มอร์เลย์, หัวหน้านักวิเคราะห์อุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ Frost & Sullivan และผู้เขียนรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า “อีริคสันใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีเพื่อปรับกลยุทธ์โดยรวมที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกำไร โดยบริษัทได้แสดงให้เห็นความสำเร็จของกลยุทธ์นั้นเป็นอย่างดี แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคระบาดใหญ่ก็ตาม ในฐานะผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐาน 4G อยู่แล้ว ทำให้อีริคสันเข้าสู่ตลาด 5G ด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่ บริษัททำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการรักษาฐานลูกค้าปัจจุบันและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ไปพร้อมกัน”

นอกเหนือจากสัญญา *5G เชิงพาณิชย์ที่ประกาศไปก่อนหน้าแล้ว อีริคสันยังคงรักษาฐานลูกค้าจำนวนมากที่คาดว่าจะเปลี่ยนไปใช้ 5G ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

สำหรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอีริคสันตามดัชนีชี้วัดทางด้านนวัตกรรมในรายงานดังกล่าวนี้ เน้นย้ำถึงความสามารถของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในระดับโลกที่ผ่านเทคโนโลยีมือถือมาหลายยุคตั้งแต่ 2G จนถึง 5G **ปัจจุบันมีเครือข่าย 5G ที่เปิดให้บริการโดยใช้ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอีริคสันอยู่ 108 เครือข่าย ใน 48 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดที่ Frost & Sullivan เคยรายงานให้สาธารณะทราบและเป็นข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือของการประเมินครั้งนี้

“อีริคสันลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งการลงทุนนี้เป็นเรื่องจำเป็นในตลาดที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา และจากการให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) เป็นอันดับแรก กลุ่มผลิตภัณฑ์ 5G ของอีริคสันจึงครอบคลุมในทุกด้านของโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายรุ่นก่อนหน้าและเครือข่ายส่วนตัว” มอร์ลีย์กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ของอีริคสัน ประกอบด้วย 5G RAN, dual-mode 5G Core และ 5G Transport ที่ตอบสนองทุกแง่มุมของการปรับใช้ 5G – ตั้งแต่การลดเวลาแฝงให้ต่ำลงและสร้างแบนด์วิดธ์ให้สูงขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความรวดเร็วในเวลาการตอบสนองอย่างทันทีสำหรับผู้ใช้และเตรียมความพร้อมในอนาคตของเครือข่ายให้กับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร นอกจากนี้โซลูชั่นสำหรับเครือข่าย 5G ของอีริคสันยังประกอบด้วย Ericsson Radio System, 5G Carrier Aggregation, Ericsson Spectrum Sharing, การแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Slicing), บริการอัตโนมัติ (Service Automation) และการสร้างรายได้จากเครือข่าย 5G โดยผู้ให้บริการยังได้รับการสนับสนุนด้วยโซลูชัน 5G ที่เปิดใช้งานในแบบแยกส่วนเมื่อเปลี่ยนไปใช้เครือข่าย 5G ผ่านคลาวด์หรือขยายเครือข่ายเพื่อโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

คลิกดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม Frost Radar ™: Global 5G Network Infrastructure Market, 2021

**ตัวเลขเหล่านี้ถูกรายงานในขณะที่มีการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลของ Radar ท่านสามารถชมข้อมูลสัญญา 5G ของอีริคสันล่าสุด ได้ที่ Ericsson’s 5G contracts page.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Photoshop on iPad อัปเดทฟีเจอร์ที่รอคอย! ลบ เพิ่ม เติม แต่งรูปและแบคกราวด์ด้วย ‘One Tap’ เสริมด้วยเทคโนโลยี AI

ไรอัน ดัมเลา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ Photoshop on the iPad, อะโดบี

ดาวน์โหลด Photoshop on the iPad

เรามุ่งมั่นทำงานอย่างจริงจังเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้กับ Photoshop on iPad นับตั้งแต่ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2562 และสำหรับรีลีสล่าสุดที่เรานำเสนอในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ เราได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการรีทัช ปรับแต่ง หรือเบลนด์รูปภาพเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้เทคโนโลยี Photoshop ที่เหนือชั้น บวกกับความสะดวกในการพกพา PSD บนระบบคลาวด์ และพลังของ Apple Pencil ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ผลงานตามแรงบันดาลใจได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างง่ายดายมากขึ้น  การอัปเดตในช่วงสองปีที่ผ่านมาช่วยยกระดับความแม่นยำและการควบคุมเครื่องมือต่างๆ ใน Photoshop และในปีนี้เราได้เพิ่มฟีเจอร์แบบ One-Tap เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานเครื่องมือดังกล่าว

การอัปเดตช่วงหลัง เรามุ่งเน้นความสามารถที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ มากมายให้กับภาพถ่ายด้วยการแตะหน้าจอเพียงครั้งเดียว หรือ One Tap  ไม่ว่าจะเป็นการลบแบ็กกราวนด์ หรือการใช้ AI เพื่อลบบางส่วนของภาพ ทั้งหมดนี้ผู้ใช้ทำได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว!

เติมพื้นที่ด้วย Content-Aware Fill

ทีมงาน Photoshop ใช้เวลากว่า 30 ปีในการพัฒนาเทคโนโลยีที่แปลกใหม่เพื่อยกระดับการแก้ไขภาพถ่าย และ Content-Aware Fill เป็นหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญของ Photoshop Desktop  และวันนี้เราได้นำเอาฟีเจอร์ดังกล่าวมาใส่ไว้ใน Photoshop on iPad ด้วยขั้นตอนการใช้งานที่ง่ายดาย แค่แตะหน้าจอเพียงครั้งเดียว ผู้ใช้สามารถเลือกพื้นที่และใช้ AI เพื่อเติมรายละเอียดได้เนียนไปกับสภาพแวดล้อมในรูปได้โดยผู้ใช้สามารถลบวัตถุที่ไม่ต้องการในแบ็กกราวนด์ และเพิ่มรายละเอียดที่ต้องการได้อย่างกลมกลืน ลบคนในภาพถ่าย หรือลบวัตถุแปลกปลอม ซึ่งรายละเอียดที่ผู้ใช้ต้องการลบหรือเพิ่มทั้งหมดจะถูกจัดการด้วยเทคโนโลยี AI

ทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงเลือกเครื่องมือ Lasso Tool หรือเครื่องมือสำหรับการเลือกแบบอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ใน Photoshop เช่น Object Select เพื่อเลือกพื้นที่ที่จะแก้ไข จากนั้นให้แตะที่ “Content Aware Fill” แล้วพื้นที่ที่ถูกเลือกก็จะหายไปและส่วนที่ถูกแก้ไขก็จะผสานรวมเข้ากับส่วนที่เหลือของภาพอย่างกลมกลืน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ลบแบ็กกราวนด์

หนึ่งในเครื่องมือที่แปลกใหม่มากที่สุดก็คือ “การลบแบ็กกราวนด์ของภาพถ่าย” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำสิ่งต่างๆ เช่น ตัดและย้ายวัตถุไปใส่ไว้ในภาพอื่น หรือเปลี่ยนแบ็กกราวนด์ตัวเองด้วยฉากอื่น เป็นต้น  Photoshop ขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงสุดด้วยการผสานรวมเทคโนโลยี Select Subject เข้ากับ Layer Masking เพื่อให้ผู้ใช้สามารถลบแบ็กกราวนด์ออกจากภาพได้อย่างเรียบเนียน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพิกเซลต้นฉบับของภาพ

เราได้นำเอาการดำเนินการแบบ One-Tap นี้ไปใส่ไว้ใน Photoshop on iPad เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น โดยผู้ใช้จะสามารถปรับเปลี่ยนพื้นหลังหรือตัดภาพบุคคลไปใส่ไว้ในภาพอื่นได้อย่างไร้รอยต่อ  เพียงแค่เปิดภาพถ่าย และเลือก “Remove Background” โดยใช้เครื่องมือ Lasso Tool หรือ Quick Actions บนแผง Properties Panel ทางด้านขวา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ตัดเส้นผมและบุคคลได้เนียนกริบ ด้วย Select Subject

นอกเหนือจากการลบแบ็กกราวนด์แล้ว เทคโนโลยี Select Subject เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญในการเลือกเฉพาะส่วนที่สำคัญที่สุดในภาพถ่าย ซึ่งโดยมากแล้วก็คือตัวบุคคลภายในภาพ  ด้วยการอัปเดตสำหรับปี 2565 เราได้ปรับปรุง Select Subject โดยมีการใช้โมเดล AI ที่สามารถระบุภาพบุคคล พร้อมทั้งเลือกและปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ปอยผม และขอบของเสื้อผ้า ซึ่งในอดีตอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงสำหรับการเลือกพื้นที่เหล่านี้อย่างละเอียดแม่นยำ

และที่ดีไปกว่านั้นก็คือ ทั้งหมดนี้ทำได้ด้วยการแตะหน้าจอเพียงครั้งเดียว เมื่อคุณใช้ Select Subject บนภาพถ่ายบุคคล ฟีเจอร์นี้ก็จะทำการปรับแต่งส่วนขอบและเส้นผมทั้งหมดแบบอัตโนมัติ  และผู้ใช้จะสามารถใช้ Mask และเลเยอร์การปรับเปลี่ยน เพื่อปรับแต่งภาพบุคคลที่ธรรมดาๆ ให้กลายเป็นภาพถ่ายที่สวยงามอย่างน่าทึ่ง!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ปรับโทน สี และคอนทราสต์ได้อัตโนมัติ

หลังจากที่เปิดภาพถ่ายบนโปรแกรม Photoshop Desktop สิ่งที่ผู้ใช้ Photoshop มักจะทำมากที่สุดก็คือ การปรับโทนสีอัตโนมัติ (Auto Tone) การปรับคอนทราสต์อัตโนมัติ (Auto Contrast) และการปรับแต่งสีอัตโนมัติ (Auto Color) ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งาน 3 คำสั่งนี้ได้ง่ายๆ ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องโทนสี หรือสีที่ไม่สมดุลกัน และจากนั้นก็สามารถดำเนินขั้นตอนอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อปรับเปลี่ยนภาพถ่ายตามที่ต้องการ

วิธีใช้งานก็คือ แตะที่คำสั่งอัตโนมัติจากไอคอน “Filters and adjustments” ซึ่งอยู่ทางด้านขวา  จากนั้นก็เติม Content-Aware Fill จะสามารถแต่งภาพ และลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากภาพ สะดวกและรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

การเรียกดูฟอนต์และอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีการอัปเดตส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมอีกมากมาย นอกเหนือจากการดำเนินการแบบ One-Tap ที่เรากล่าวถึงข้างต้น ตัวอย่างเช่น:

  • เข้าถึงฟอนต์ตัวอักษรของอะโดบีกว่า 20,000 ฟอนต์ได้โดยตรงภายในเครื่องมือ Type Tool
  • โหลดฟอนต์ของผู้ใช้เอง
  • เปลี่ยนชื่อเอกสารคลาวด์ขณะที่กำลังแก้ไขภาพ
  • ซิงค์เอกสารคลาวด์ในแบบออนดีมานด์
  • ดูการปักหมุดและคำอธิบายประกอบที่คนอื่นๆ ใส่ไว้ในเอกสารที่แชร์จากแผงการแสดงความเห็น (Commenting Panel)

หยิบ iPad ขึ้นมา เปิดแอป Photoshop และเริ่มใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้เลย!

ขอบคุณ

ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านในทุกที่ทั่วโลกที่ใช้ Photoshop สร้างสรรค์ภาพที่สวยงาม  ผู้ใช้ทุกคนคือผู้มอบแรงบันดาลใจให้แก่เรา และเราจะมุ่งมั่นทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ผู้ใช้รังสรรค์ผลงานตามแรงบันดาลใจได้ทุกที่ทุกเวลา


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ฯ จับมือ กสอ. ถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) จับมือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงาน Industrial IoT Solutions 2022  ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่ยุค 4.0 เพื่อทิศทางของประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งขึ้น ประเดิมจังหวัดอยุธยา นำทีมโดยนายธนากร วงศ์วิเศษ (กลางซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลคลัสเตอร์ ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว พร้อมด้วยนายวิจักขณ์ รัตนสุวรรณ (กลางขวา) ผู้อำนวยการกองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ดร.กิตติโชติ ศุภกำเนิด (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิตและผลิตภัณฑ์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม นางสาววิทัศนีย์ จาดเสม (ที่ 3 จากซ้าย) นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยงานมีขึ้น ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดอยุธยา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่สนใจงาน Industrial IoT Solutions 2022 สามารถเข้ารับฟังงานสัมมนา และเยี่ยมชมรถบัส Mobile Innovation Hub โดยครั้งต่อไปจะจัดขึ้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ถึง วันที่ 14 มิถุนายน 2565 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ตามลิงก์ข้างล่าง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดการแข่งขัน Business Ideas Challenge “ยกระดับนวัตกรรม สู่ธุรกิจขนส่งแห่งอนาคต กับโครงการบ่มเพาะนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศกับไปรษณีย์ไทย”

เนื่องด้วย “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด  ร่วมกับ ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด จัดการแข่งขัน Business Ideas Challenge การทำธุรกิจสู่โลกอนาคต และการให้บริการแก่ประชาชนที่เหนือกว่า ภายใต้โจทย์ “เราจะส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างไร?” (HOW MIGHT WE GO ABOVE AND BEYOND CUSTOMERS’ EXPECTATION) พร้อมรับเงินทุนสนับสนุนและเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท และสิทธิ์ประโยชน์เพื่อต่อยอดแนวคิดทางธุรกิจอีกมากมาย  โดยเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2565


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

STT GDC Thailand ร่วมมือกับ BKNIX ตั้ง STT Bangkok 1 เป็นศูนย์เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศ

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย 23 พฤษภาคม 2565 – เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ “STT GDC Thailand” ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล ประกาศความร่วมมือกับ บีเคนิกซ์ (BKNIX) ผู้ให้บริการศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange Point: IXP) ที่เป็นกลางแห่งแรกในประเทศไทย ตั้ง ‘STT Bangkok 1’ เป็นจุดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Point of Presence: PoP) ยกระดับโครงข่ายพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการสื่อสารทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ

ศ.ดร.กาญจนา กาญจนสุต รองประธานมูลนิธิทีเอชนิค ผู้ได้รับรางวัลทรงเกียรติด้านการเป็น ผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตฮอล์ลออฟเฟม (Internet Hall of Fame) จากองค์กรอินเทอร์เน็ตโซไซตี้ (Internet Society) และรางวัลโพสเทล เซอร์วิส อวอร์ด สำหรับผู้อุทิศตนทางด้านอินเทอร์เน็ต รวมถึงเป็นผู้ผลักดันให้โครงการ BKNIX เกิดขึ้น กล่าวว่า “อินเทอร์เน็ตคือโครงสร้างสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เป้าหมายของบีเคนิกซ์คือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ “บีเคนิกซ์” ได้ผนึกกำลังร่วมกับ STT GDC Thailand ไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อร่วมมือกันวางรากฐานระบบสื่อสารของประเทศให้มีความเข้มแข็ง รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล”

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรนาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ STT GDC Thailand กล่าวว่า “พันธกิจของ STT GDC Thailand คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ ด้วยนิยามใหม่ของไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานที่มีใน “STT Bangkok 1” มั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในศูนย์เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศที่รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลในวันนี้และอนาคต เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับบีเคนิกซ์ พัฒนาศักยภาพ STT Bangkok 1 ให้เป็นศูนย์เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศ และมั่นใจลูกค้าและพันธมิตรของเราจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือนี้อย่างแน่นอน”

นางสาวบุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ ผู้จัดการทั่วไป เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ STT GDC Thailand  กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ได้ชูศักยภาพความเป็น Hyper-connectivity ของ BKNIX และ Hyper-scale ดาต้าเซ็นเตอร์ ของ STT Bangkok 1 โดยเน้นไปที่ความสามารถในการรองรับ Capacity ได้ในระดับมหาศาลทั้งในเรื่องการรับส่งข้อมูลจำนวนมากด้วยความรวดเร็วบนเทคโนโลยี Layer 2 ซึ่งแตกต่าง Layer 3 ในสมัยก่อนที่เวลารับส่งข้อมูลต้องใช้เวลาในการประมวลผล หรือส่งข้อมูลออกนอกประเทศก่อนแล้วกลับมาที่ไทยทำให้เกิดความล่าช้า และอีกทั้งในฐานะที่ STT GDC Thailand เป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ IT Load สูงถึง 40MW เรายังสามารถตอบสนองการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจลูกค้าอีกด้วย การจับมือกันในครั้งนี้ถือว่าเป็นสมการที่ลงตัวที่ช่วยในเรื่องของการลดต้นทุน (Cost) ลดระยะเวลาในการตอบสนอง (Latency) และเสริมศักยภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในพื้นที่ (Strengthen Local Internet Connectivity)”

สำหรับ STT Bangkok 1 เป็นศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกในกรุงเทพฯ เป็นอาคาร 7 ชั้น บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร พร้อมกำลังไฟสูงถึง 20 เมกะวัตต์ เปิดกว้างให้เชื่อมต่อแบบเสรี (Carrier-neutral) และมาพร้อมกับมาตรฐานระดับโลก อาทิ TIA-942 Rated-3, Uptime Institute Tier III Certification, LEED® ระดับ Gold version 4, มาตรฐาน Threat Vulnerability Risk Assessment (TVRA), มาตรฐาน ISO27001 และมาตรฐาน PCI-DSS ที่มุ่งเน้นความสำคัญด้านความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมในการเก็บข้อมูล เพื่อปกป้องข้อมูลที่มีค่าของลูกค้าจากการรั่วไหลทุกรูปแบบ พร้อมรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วด้านดิจิทัลจากองค์กรและผู้ให้บริการคลาวด์ และยกระดับให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

โดยศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet eXchange Point) หรือ IXP  คือ สิ่งอำนวยความสะดวกบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกันมากกว่าสองเครือข่ายระบบอัตโนมัติได้อย่างอิสระ (Autonomous System) มีเป้าหมายหลักเพื่ออำนวยความสะดวกการแลกเปลี่ยนปริมาณข้อมูลที่วิ่งบนเครือข่าย (Internet traffic)  ซึ่ง IXP เป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้าง/สถาปัตยกรรมอินเทอร์เน็ต (Internet Architecture) และมีความสำคัญเนื่องจากเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการจัดส่งข้อมูลไปยังผู้รับ (Content Delivery Networks: CDN) ให้ใกล้ลูกค้ามากขึ้น โดย IXP รับรู้ถึงปริมาณข้อมูลที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายเป็นจำนวนมาก จากการส่งข้อมูลประเภทวีดีโอผ่านทาง CDN การทำงานของ IXP เป็นอิสระจาก IXP ของภูมิภาค เนื่องจากการเชื่อมต่อของ IXP ใช้ลิงก์ทางการค้าหรือลิงก์ของตนเอง ในประเทศกำลังพัฒนานั้นเห็นได้ชัดว่าการพัฒนา IXP ของภูมิภาคไม่สามารถถูกใช้อย่างเท่าเทียมกันในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากศูนย์กลางประชากรอยู่ท่ามกลางประเทศที่พัฒนาแล้ว นั้นทำให้เกิดข้อเสียเปรียบเรื่องการบริการอินเทอร์เน็ตแก่พลเมืองในพื้นที่ที่กำลังพัฒนา

เกี่ยวกับ บีเคนิกซ์ 

บีเคนิกซ์เป็นผู้ให้บริการศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange Point: IXP) ที่เป็นกลาง แห่งแรกในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558 ดำเนินการภายใต้มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย ปัจจุบัน มีสมาชิก ISP, Cloud, Content และ Research and Education Network จำนวน 32 ราย เชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ ที่มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีระดับโลก ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล อินเทอร์เน็ตในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสามารถรองรับ Traffic ได้สูงในระดับเทราบิตต่อวินาที (Tbps)

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากสิงคโปร์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

COMPUTEX 2022 AMD นำเสนอเทคโนโลยีพีซีระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรม คุณภาพโดดเด่นสำหรับเกมมิ่ง การใช้งานระดับธุรกิจและงานทั่วไป

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 23 พฤษภาคม 2565 – AMD (NASDAQ: AMD) เปิดตัวนวัตกรรมเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ล่าสุด ณ งาน COMPUTEX 2022 เพื่อยกระดับประสบการณ์การประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ดร.ลิซ่า ซู ประธานและซีอีโอ บริษัท AMD ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series ที่กำลังจะเปิดตัว มาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ “Zen 4” ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลได้อย่างมหาศาลหลังจากเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2565 นอกจากนี้ ดร.ซู ยังได้เน้นยำถึงทิศทางการเติบโตและการขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งของ AMD ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่  ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กบางเบา เกมมิ่ง และเชิงพาณิชย์กว่า 70 รุ่น จากจำนวนกว่า 200 รุ่น นั้น ขับเคลื่อนขุมพลังการประมวลผลบนโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 6000 Series ซึ่งได้มีการประกาศและเปิดตัวไปแล้วในปัจจุบัน อีกทั้งยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์โมบายโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด โค้ดเนม “Mendocino” มาพร้อมสมาร์ทเทคโนโลยีใหม่ของ AMD เช่น SmartAccess Storage และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์มใหม่ AM5 รวมไปถึงการสนับสนุนจากตัวแทนผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นนำ

ดร.ลิซ่า ซู ประธานและซีอีโอ บริษัท AMD กล่าวว่า “ในงาน COMPUTEX 2022 ครั้งนี้ เราได้เน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีของ AMD เข้ามาพัฒนาในกลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กบางเบา โน้ตบุ๊กเพื่อเกมมิ่ง และโน้ตบุ๊กสำหรับการใช้งานทางธุรกิจ ผ่านผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ โดยนำเสนอความเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพการประมวลผลและอายุการใช้งานแบตเตอรี่บนโมบายโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 6000 Series อีกทั้งด้วยเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series ใหม่ ที่กำลังจะมาถึง พร้อมนำเสนอความเป็นผู้นำในตลาดเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์บนสถาปัตยกรรม ‘Zen 4’ เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 5nm และมอบประสบการณ์ด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่ยอดเยี่ยมสำหรับเหล่าเกมเมอร์และผู้สร้างสรรค์คอนเทนท์”

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series ใหม่ ใช้สถาปัตยกรรม “Zen 4” เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 5nm ประสิทธิภาพสูง เป็นการพัฒนาในด้านนวัตกรรมและประสิทธิภาพความเป็นผู้นำต่อจากผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5000 Series รุ่นก่อนหน้า โดยโปรเซสเซอร์ใหม่นี้ได้เพิ่มแคช L2 เป็นสองเท่า พร้อมความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่สูงกว่า และคาดการณ์ว่าจะให้ประสิทธิภาพการประมวลผลแบบซิงเกิลเธรดเพิ่มขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การประมวลผลบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน[i] โดยภายในงาน เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series รุ่นก่อนวางจำหน่ายจริง ได้แสดงศักยภาพให้เห็นถึงการประมวลผลที่รวดเร็ว ด้วยความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่ 5.5 GHz ตลอดการเล่นเกมระดับ AAA อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการประมวลผลที่เร็วกว่าโปรเซสเซอร์ Intel Core i9 12900K ถึง 30% ในเวิร์คโหลดการเรนเดอร์แบบมัลติเธรดบนซอฟต์แวร์ Blender[ii]

นอกจากชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม “Zen 4” ตัวใหม่นี้แล้ว โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series ยังมาพร้อมชิปประมวลผล I/O กระบวนการผลิต 6nm ใหม่ทั้งหมด ซึ่งภายในประกอบด้วย สถาปัตยกรรมกราฟิกการ์ด AMD RDNA 2 สถาปัตยกรรมใหม่ที่มีจุดเด่นด้านการใช้พลังงานต่ำ ซึ่งนำเทคโนโลยีมาจากโมบายโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Mobile พร้อมรองรับหน่วยความจำและเทคโนโลยีการเชื่อมรุ่นล่าสุด เช่น DDR5 และ PCI Express® 5.0 พร้อมรองรับการแสดงผลสูงสุด 4 มอนิเตอร์

ซ็อคเก็ต AMD แพลตฟอร์ม AM5

แพลตฟอร์มซ็อคเก็ต AM5 ใหม่ เสนอเทคโนโลยีการเชื่อมต่อขั้นสูงสำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการออกแบบซ็อคเก็ตแบบ LGA จำนวน 1718 พิน พร้อมรองรับ TDP สูงสุด 170W หน่วยความจำ DDR5 แบบดูอัลแชนแนล และโครงสร้างด้านการใช้พลังงานแบบ SVI3 ใหม่ สำหรับประสิทธิภาพการประมวลผลแบบ all-core ระดับชั้นนำ บนโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series ของ AMD โดยซ็อคเก็ต AM5 มาพร้อมช่อง PCIe 5.0 จำนวน 24 ช่อง มากที่สุดในอุตสาหกรรม ส่งมอบประสิทธิภาพบนเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็ว ทรงพลังและกว้างขวางมากที่สุด อีกทั้งยังพร้อมรองรับสตอเรจและกราฟิกการ์ดในรุ่นต่อไป

เมนบอร์ดตระกูล AM5 ทั้ง 3 รุ่น ประกอบด้วย:

  • X670 Extreme: เสนอการเชื่อมต่อและการโอเวอร์คคล็อกในอีกระดับ ด้วยการรองรับ PCIe 5.0 สำหรับกราฟิกการ์ดจำนวน 2 สล็อตและสำหรับสตอเร็จ 1 สล็อต
  • X670: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการโอเวอร์คล็อกด้วยการรองรับ PCIe 5.0 บนสตอเรจจำนวน 1 สล็อตพร้อมออพชั่นด้านกราฟิก
  • B650: ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพ มาพร้อมด้วยการรองรับสตอเรจ PCIe 5.0

ผลิตภัณฑ์เมนบอร์ดที่รองรับการผลิตทั้ง 3 รุ่นนั้น คาดว่าจะวางจำหน่ายโดยพันธมิตรผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นนำ ประกอบด้วย Asrock, Asus, Biostar, Gigabyte และ MSI และโซลูชั่นสตอเรจ PCIe 5.0 จะพร้อมใช้ผ่านพันธมิตรระดับชั้นนำมากมาย ประกอบด้วย Crucial, Micron และ Phison

การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์โมบายโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Mobile

ด้วยการผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพและความคุ้มค่า โปรเซสเซอร์ โค้ดเนม “Mendocino” ใหม่ เสนอประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมในการใช้งานทุก ๆ วัน โดยคาดว่าจะมีราคาวางจำหน่ายระหว่าง 399 – 699 เหรียญสหรัฐฯ ด้วยคอร์ประมวลผลสถาปัตยกรรม “Zen 2” และสถาปัตยกรรมกราฟิก RDNA 2 ทำให้โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Mobile ออกแบบมาเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่และมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กในราคาที่จับต้องได้

ผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กกลุ่มแรกที่จะใช้ขุมพลังโปรเซสเซอร์ใหม่โค้ดเนม “Mendocino” จะวางจำหน่ายผ่านพันธมิตรตัวแทนผู้ผลิต ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2565

AMD Advantage Systems และ AMD SmartAccess Storage

ผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กกลุ่ม AMD Advantage ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ยอดเยี่ยม นำเสนอประสิทธิภาพที่ล้ำสมัย อัตรารีเฟรชการแสดงผลที่ลื่นไหล อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยผลิตภัณฑ์กลุ่ม AMD Advantage นำเสนอฟีเจอร์สมาร์ทเทคโนโลยีของ AMD ซึ่งเป็นฟีเจอร์การทำงานขั้นสูงที่ช่วยให้โปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ดของ AMD สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดการปัญหาด้านคอขวดในระบบและมอบประสิทธิภาพการประมวลผลขั้นสูงสุด ซึ่ง AMD ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่มสมาร์ทเทคโนโลยี AMD SmartAccess Storage[iii] ซึ่งจะรองรับการทำงานบน Microsoft DirectStorage พร้อมทำงานร่วมกันกับ AMD Smart Access Memory และเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมายเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการโหลดเกมและเร่งการแสดงผลของภาพ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMD SmartAccess Storage จะมีการเปิดเผยในภายหลัง

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม AMD Advantage ใหม่ จะพร้อมวางจำหน่ายผ่านตัวแทนผู้ผลิตโน้ตบุ๊กหลากหลายราย ประกอบด้วย Alienware, Asu\s, Lenovo และ HP นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการร่วมออกแบบระบบบน Metamechbook และ Origin PC

นอกจากนี้ Corsair ยังได้เปิดตัวแล็ปท็อปเครื่องแรกที่ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์และสตรีมเมอร์โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์กลุ่ม AMD Advantage รวมไปถึงผลิตภัณฑ์สตรีมมิ่งคอมมานด์เซ็นเตอร์แบบ 10 คำสั่ง ที่ขับเคลื่อนการทำงานบนซอฟต์แวร์ Stream Deck ยอดนิยมของ Elgato และผลิตภัณฑ์เว็บแคมสตรีมมิ่งคุณภาพสูง ความละเอียด 1080p ที่มีการแสดงผลที่เที่ยงตรงและคมชัด


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ McLaren Racing มุ่งขับเคลื่อนประสบการณ์ทำงานรองรับอนาคต Formula 1 ด้วยนวัตกรรมมัลติคลาวด์

พาโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย (23 พฤษภาคม 2565) อย่างที่ทุกคนทราบ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูการแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน สมาชิกในทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันต้องทำหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมรับมือกับอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในการเคลื่อนย้ายและติดตั้งอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามแผนการแข่งขัน โดยจะต้องทำงานส่วนนี้มากกว่า 20 ครั้ง ตลอดฤดูการแข่งขันใน 20 ประเทศและ 5 ทวีปทั่วโลก

ในฐานะที่เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ McLaren Formula 1 โซลูชันมัลติคลาวด์ของ VMware จะช่วยให้ McLaren ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเร็วและการขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าการแข่งขันนั้นจะเกิดขึ้นที่สนามแข่งใด โซลูชันของ VMware จะช่วยให้ทีม McLaren ใช้งานแอปพลิเคชันและดาต้าได้อย่างยืหยุ่นตามความต้องการ ซึ่งจะเพิ่มความได้เปรียบและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

Matt Dennington ผู้อำนวยการฝ่ายพาร์ทเนอร์ของ McLaren Racing กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ VMware โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ทีม McLaren F1 ทำงานได้รวดเร็วพร้อมแข่งขันทั้งในและนอกสนาม และความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ทีมงานของเราใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องการได้จากทุก ๆ อุปกรณ์ และสามารถเข้าถึงได้จากทุก ๆ โลเคชัน เพื่อให้พร้อมที่สุดในวันแข่งขัน”

ความร่วมมือเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

VMware และ McLaren Racing กำลังเริ่มต้นประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ McLaren Racing สามารถจัดการ เชื่อมต่อ ป้องกัน และใช้งานแอปพลิเคชันบนคลาวด์และเวิร์กโหลดของทีมงานได้อย่างยืดหยุ่น อิสระ รวดเร็ว พร้อมรับมือทุกการแข่งขันไม่ว่าจะอยู่สนามใดก็ตาม

ทีม McLaren Racing จะใช้เทคโนโลยีของ VMware สำหรับ:

  • เพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันผ่านมัลติคลาวด์: McLaren Racing ใช้งานแอปพลิเคชันในดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองผ่านทางพับบลิกคลาวด์และที่ Edge Trackside ด้วยโซลูชันมัลติคลาวด์ของ VMware จะช่วยให้ McLaren Racing สามารถเข้าใจ ปรับปรุงการทำงาน และรักษาความปลอดภัยให้กับระบบคลาวด์พื้นฐานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งออกแบบสภาพแวดล้อมของการทำงานในอนาคต ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของทีมที่ทำงาน
  • การเชื่อมต่อกับ Edge: VMware SD-WAN จะช่วยให้ McLaren Racing สามารถใช้เครือข่ายแบบ Bonded Network และจัดรูปแบบการรับส่งข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อมอบการเชื่อมต่อที่มีความน่าเชื่อถือบน Edge ที่ดีที่สุดได้
  • ทำงานจากทุกที่: VMware Anywhere Workspace จะช่วยปรับปรุงระสบการณ์การทำงานที่ราบรื่นให้กับทีมงาน McLaren Racing โดยสามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้จากอุปกรณ์ใดก็ได้ ทั้งจากในสำนักงาน หรือบนถนน โดยทีมไอทีสามารถเตรียมความพร้อมให้กับทุก ๆ อุปกรณ์ได้แบบ Zero Touch ซึ่งจะช่วยให้ทีมไอทีสนับสนุนการทำงานของทีมงานได้จากทุกที่ทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์และประสบการณ์ของผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

Laura Heisman ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ VMware (LinkedInTwitter) กล่าวว่า “McLaren Racing และ VMware ต่างมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ความเป็นเลิศและความปรารถนาที่จะเพิ่มขอบเขตของความเป็นไปได้เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ เราจะช่วยยกระดับทีม McLaren Racing ให้มุ่งสู่ตำแหน่งแชมป์โลกผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี”

###

เกี่ยวกับ McLaren Racing

McLaren Racing ก่อตั้งโดย Bruce McLaren นักแข่งรถชาวนิวซีแลนด์ในปี 1963 ทีมได้เข้าสู่การแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน เป็นครั้งแรกในปี 1966 นับตั้งแต่นั้นมา McLaren สามารถคว้าแชมป์โลกฟอร์มูลาวันไปได้ 20 ครั้ง, กรังปรีซ์ฟอร์มูลาวัน มากกว่า 180 รายการ, รายการ Indianapolis 500 3ครั้ง และรายการ Le Mans 24 Hours ในความพยายามครั้งแรก

ทีมเข้าร่วมการแข่งขันรายการ FIA Formula 1 World Championship ร่วมกับ Lando Norris และ Daniel Ricciardo รายการ NTT INDYCAR Series ร่วมกับ Arrow McLaren SP พร้อมกับผู้ขับขี่  Pato O’Ward และ Felix Rosenqvist และรายการ Extreme E Championship ร่วมกับ Emma Gilmour และ Tanner Foust

McLaren เป็นทีม F1 ทีมแรกที่ได้รับรางวัล Carbon Trust Standard ในปี 2010 และยังคงรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานนี้ทุก 2 ปี โดยปีล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ทีม McLaren ยังเป็นทีมแรกใน F1 ที่ได้รับรางวัล FIA Sustainability Accreditation Award ระดับสามดาวในปี 2013 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการรับรองทางด้านสิ่งแวดล้อมของ FIA ก่อนที่จะลงนามใน UN Sports for Climate Action Commitment ในปี 2021

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ.แถลงข่าวพร้อมปั้นนักเรียนเตรียมวิศวะฯ ไทย-เยอรมัน เปิดประสบการณ์จริงสร้างดาวเทียมสู่อวกาศ

.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวเปิดงานแถลงข่าวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรมการสร้างดาวเทียม สำหรับนักเรียนโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทยเยอรมัน วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (KNACKSAT 2 TGPS) พร้อมด้วย รศ.ดร.สมิตร ส่งพิริยะกิจ คณบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รศ.ดร.อุดมเกียรติ นนทแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์ ดร.พงศธร สายสุจริต รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงการ KNACKSAT-2  เป็นโครงการพัฒนาดาวเทียม CubeSat  ขนาด 3U (30 x 10 x 10 ซม.) ซึ่งมีพื้นที่ในการบรรจุ Payload 10 ระบบ 

โดยมีรูปแบบเป็น Ride Sharing  Platform  ที่แต่ละระบบจะร่วมออกค่าใช้จ่ายสำหรับการพัฒนาตัวดาวเทียม และการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร  โดยมีความร่วมมือกับ 6 หน่วยงาน ได้แก่
(1)
โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ มจพ.
(2)
บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลสเน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) , (AIS)
(3)
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์มหาชน) (สดร.)
(4)
ศูนย์วิจัยระบบราง มจพ.
(5)
กลุ่มวิจัย ASEANSAT ซึ่งประกอบด้วย University Teknologi  MARA (UiTM) ,Malaysia University of Perpetual Help , Philippines
(6) Nepal Academy of Science and Technology (NAST) , Nepal 

ซึ่งการฝึกอบรมสร้างดาวเทียม (KNACKSAT 2 TGPS) เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับนักเรียนโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทยเยอรมัน ที่สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี  หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์จริงในภารกิจสร้างดาวเทียมสู่อวกาศอีกครั้ง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 

ขวัญฤทัย ข่าว/สมเกษ ถ่ายภาพ


Exit mobile version