Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี MOU กับ บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี

ผศ.พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต มจพ.ปราจีนบุรี และรักษาการแทนคณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ปฏิบัติการแทนอธิการบดี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ นางสาวมณิสรา อิ่มสำราญรัชต์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด โดยมีทีมผู้บริหารจากคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ และทีมผู้บริหารจากบริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

ทั้งนี้ ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานทั้งสอง ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและสหกิจศึกษา ไปยังท่าอากาศยานทั่วประเทศ จำนวน 15 แห่ง ได้แก่ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ อู่ตะเภา และน่าน โดยร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ให้มีคุณภาพทั้งด้านทักษะความรู้ ความสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมบริการได้ในอนาคต เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ณ ห้องประชุม บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด

ศศิกานต์/ข่าว
ปาริฉัตร/ภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส คว้ารางวัล “Franchise of the Year 2022” และ “Best Innovation Franchise” จากงาน Thailand Franchise Award

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ  ขึ้นแท่นแฟรนไชส์น่าลงทุนอันดับหนึ่งในไทย #การันตีคุณภาพและความนิยม คว้ารางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี “Franchise of the Year 2022” และรางวัลแฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม“Best Innovation Franchise” จากงาน Thailand Franchise Award ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

คุณวิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเป็น Fast Track to Success ให้ผู้ลงทุนที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ และ SME ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจเดิมหรือธุรกิจครอบครัวด้วยโมเดลแฟรนไชส์ โดยที่ผ่านมา ออฟฟิศเมท พลัส เดินหน้าพัฒนาสินค้า ช่องทางการขายทั้งหน้าร้าน และ Social Commerce รวมถึงระบบจัดการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เราใช้ประสบการณ์  กว่า 27 ปี ของออฟฟิศเมท มาเป็นโซลูชั่นหนุนให้แฟรนไชส์ซีเติบโตอย่างมั่นคง ประสบความสำเร็จได้ไว        สร้างรายได้ต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ โดยมีการการันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน* (ตามกำหนด)”

ออฟฟิศเมท พลัส ให้คุณลงทุนแฟรนไชส์อย่างมั่นใจ การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจาก Thailand Franchise Award 3 ปีซ้อน ที่สะท้อนถึงการยอมรับและ  ความนิยมในวงการแฟรนไชส์ไทย
•    ปี 2022 รางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี “Franchise of the Year 2022”
รางวัล แฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม “Best Innovation Franchise”
•    ปี 2021  รางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่ยมแห่งปี “Best Retail Franchise”
•    ปี 2020 รางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยดาวรุ่งมาแรงแห่งปี  “Franchise Shining Star”

 ออฟฟิศเมท พลัส เปิดรับแฟรนไชส์ซีเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมเติบโตในทุกภูมิภาคทั่วไทย สามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ได้ฟรี! โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือ ดูรายละเอียดที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริการดูแลระบบไฟฟ้ายุค IoT กันไว้ดีกว่าแก้

โดย ยอน เรนาด หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญการปฏิบัติงานด้านบริการระดับโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

IoT ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพในปัจจุบัน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) พบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ IoT จะมีการเติบโตมหาศาล โดยคาดการณ์ว่าจะทะลุ 30.9 พันล้านอุปกรณ์ ภายในปี 2568  ทว่าอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรือ IoT ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ว่าแนวคิดและการนำ IoT มาประยุกต์ใช้ จะพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ที่มีการเริ่มใช้คำนี้มานานกว่าสองทศวรรษ ถึงกระนั้นก็ตาม หลายบริษัทยังคงพลาดโอกาสมากมายในการปรับปรุงธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และสร้างมูลค่าได้ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น  IoT มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2573 โดยประมาณอยู่ที่ 14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการปรับปรุงด้านเทคโนโลยี ก็จะไม่สามารถบรรลุตัวเลขนี้ได้ เช่น การผสานรวมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น การปรับปรุงความยั่งยืน การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

เทคโนโลยียังคงพัฒนาและได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ

Covid เป็นปัจจัยที่เร่งให้บริษัทต่างๆ นำ IoT มาใช้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่า 48% ของระบบสาธารณูปโภค ได้เร่งปรับใช้ IoT เพื่อตอบสนองความท้าทายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการระบาดของโควิด จึงนับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า IoT ให้ประโยชน์อย่างมากจนมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาเป็นแนวทางหลักในการทำงาน

นั่นเป็นเพราะว่า IoT สามารถตอบโจทย์ปัญหาบางประการที่เป็นจุดบอดใหญ่ที่สุดของธุรกิจได้ เช่น การตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าจากระยะไกล และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ IoT ระบบดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันได้อย่างฉลาดมาใช้ จะช่วยให้บริษัทต่างๆ ปลดล็อกแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ได้ โดยสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งช่วยป้องกันปัญหา และเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์ รวมถึงช่วยให้ดำเนินงานได้ยืดหยุ่นและให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น IoT ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นจากแนวทางปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาที่ดีขึ้น

IoT ช่วยเพิ่มความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยการช่วยให้พลังงาน อุปกรณ์ และกระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามแนวทางปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาที่ดียิ่งขึ้น อาทิ เซ็นเซอร์วัดความชื้นหรืออุณหภูมิของอุปกรณ์ อย่าง หม้อแปลงไฟฟ้า และสวิตช์เกียร์ ซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นความรู้เพื่อใช้บ่งชี้และคาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อมูลดังกล่าว ช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาโดยช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถคาดการณ์ความล้มเหลวของอุปกรณ์ และระบุระยะเวลาการซ่อมที่เหมาะสม แทนที่จะทำตามเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้อุปกรณ์เสียหายก่อน การเตือนล่วงหน้าช่วยป้องกันการหยุดทำงาน ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และสร้างระบบให้บริษัทต่างๆ กำหนดแนวทางในการเปลี่ยน ปรับปรุง และซ่อมแซมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่สร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ความสามารถด้านดิจิทัลของ IoT ยังช่วยขับเคลื่อนความริเริ่มด้านความยั่งยืนในหลายโครงการและช่วยให้ใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บริษัทที่เพิ่มความสามารถด้านดิจิทัล จะสามารถตรวจสอบ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยข้อมูลพวกนี้ล้วนนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้นและช่วยขับเคลื่อนการดำเนินการด้านการใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดการสูญเสีย

IoT ช่วยชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพลังงานถูกใช้ไปในส่วนใดบ้าง รูปแบบการใช้เป็นอย่างไร และส่วนใดที่มีการใช้พลังงานมากที่สุด ซึ่งแดชบอร์ดและรายงานการใช้พลังงาน ช่วยให้ทีมสามารถกำหนดค่าพื้นฐาน พร้อมติดตามความคืบหน้าของโครงการในด้านประสิทธิภาพพลังงานได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย อีกทั้งยังแนะนำการปรับการดำเนินงานในไซต์งานได้อย่างเหมาะสมที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดและหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

มุมมองด้าน IoT ที่เป็นตัวเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมได้มากที่สุด คือความสามารถในการคาดการณ์อนาคต แทนที่จะใช้วิธีตั้งรับแบบเดิม IoT ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์อนาคตและตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลจริง

ตัวอย่างเช่น หลายอุตสาหกรรมล้วนพึ่งพาพลังงานที่ให้ความต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานระบบสำคัญทำงานต่อไปได้ และหลีกเลี่ยงการเกิดไฟฟ้าขัดข้องและการหยุดชะงักของระบบโดยที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์ ยังระบุว่า ผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการที่อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานบกพร่องเนื่องจากการเกิด Downtime ของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว อยู่ที่ประมาณ 5,600 เหรียญสหรัฐต่อนาที ซึ่งการนำ IoT มาช่วยปรับปรุงด้านการบำรุงรักษาช่วยลดความเสี่ยงเรื่อง Downtime ได้

สิ่งที่เป็นอันตราย อย่างการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าขัดข้อง ก่อให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าเรื่องการเสียเงิน เพราะคุกคามถึงชีวิตและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้แบบจำลองการคาดการณ์ที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ IoT ที่ติดอยู่ที่อุปกรณ์ เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุความเสี่ยงได้ เช่น ประกายไฟที่เกิดจากอาร์คหรือการเสื่อมสภาพที่อาจทำให้เกิดการระเบิด

เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ธุรกิจควรนำบริการด้านข้อมูลจาก IoT มาใช้ให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของกิจกรรมต่างๆ ในระบบอัตโนมัติของอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการพลังงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำบริการด้านข้อมูลที่ให้ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ให้ประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เจาะลึกถึงวิธีการใช้ IoT สำหรับระบบการจ่ายไฟฟ้า

เรียนรู้เคล็ดลับเรื่องการบำรุงรักษาในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ในการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า คลิก https://www.se.com/th/th/work/services/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

STT GDC Thailand คว้ารางวัล “Competitive Strategy Leadership Award” ประจำปี 65

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 28 มิถุนายน 2565 – จากรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดในอุตสาหกรรมบริการโคโลเคชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ยกย่อง บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (หรือ STT GDC Thailand) ให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นผู้นำด้านกลยุทธ์ในการแข่งขัน ด้วยการมอบรางวัล Competitive Strategy Leadership Award โดย STT GDC Thailand มีโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างโดดเด่นในระดับ First-Class มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและยังอยู่บนทำเลที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการออกแบบที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปฏิวัติอุตสาหกรรม STT GDC Thailand สร้างดาต้า เซ็นเตอร์ ภายใต้วิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมที่ผสานรวมสิ่งที่ดีที่สุดในด้านอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งมอบดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความปลอดภัย ทันสมัย ปรับแต่งได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ และประหยัดพลังงาน

บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของดาต้า เซ็นเตอร์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเข้มงวดที่สุด ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เป็นผลมาจากการมีแหล่งจ่ายพลังงานที่มีเสถียรภาพ มีศักยภาพด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น, มีจุดเชื่อมต่อมากมายหลายตำแหน่ง, พร้อมมีเทคโนโลยีการตรวจจับการบุกรุก และแผงป้องกันการชนจากยานพาหนะ, รวมถึงคุณสมบัติหลักอื่น ๆ อันส่งผลให้บริษัท STT GDC กลายเป็นผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นบริษัทผู้กำหนดทิศทางของธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ ในเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและยุโรป อาทิ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร อินเดีย จีน ไทย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์

นิชฌาล โครานา รองประธานและผู้นำโครงการระดับโลกด้านไอซีทีจาก ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวว่า “สถานะของบริษัทฯ ภายใต้เครือของ ST Telemedia Global Data Centres (หรือ STT GDC) ได้นำเสนอคุณค่าทางธุรกิจอย่างน่าสนใจ ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายธุรกิจไปทั่วโลกหรือไปในตลาดที่กำลังเติบโตรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ World-Class ของ STT GDC ทำให้บริษัทต่าง ๆ สามารถช่วยให้ลูกค้านำกลยุทธ์ดิจิทัลไปปรับใช้ได้อย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ STT GDC ยังนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำที่รวมไว้ในแพลตฟอร์มดาต้า เซ็นเตอร์ ระดับโลกของ STT GDC ซึ่งประกอบด้วยดาต้า เซ็นเตอร์มากกว่า 160 แห่ง ครอบคลุม 20 ตลาดธุรกิจหลัก ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและยุโรป”

บริษัทฯ นำเสนอโซลูชัน ดาต้า เซ็นเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีองค์ประกอบหลัก ๆ ครบครันเพื่อสร้างความสำเร็จในสภาวะตลาด ณ ปัจจุบัน ผ่านการติดตั้งอุปกรณ์อย่างเบ็ดเสร็จที่ธุรกิจยุคนี้ต้องการทั้งหมด โดยบริการของ STT GDC สามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ และรับประโยชน์จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดบริการดาต้า เซ็นเตอร์ ในแบบโคโลเคชั่น ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 23.5% ในช่วงปี 2563 ถึง 2570

STT GDC Thailand ใช้ความได้เปรียบทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมและมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ยืนยาวกับลูกค้าอยู่เสมอ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดเวลา ด้วยแนวทางที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังสามารถทำราคาที่แข่งขันได้ พร้อมมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นให้แก่ลูกค้า

รีอาน่า บาร์นาร์ด นักวิเคราะห์ฝ่ายวิจัยแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวว่า “ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เชื่อมั่นว่านวัตกรรมและโอกาสการเติบโตจะเป็นตัวขับเคลื่อนความสำเร็จสำคัญแห่งอนาคต ท่ามกลางปัจจัยบวกหลากหลายแต่กลยุทธ์การแข่งขันคือหัวใจสำคัญ โดย STT GDC Thailand เข้าใจดีถึงแนวคิดนี้ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งเน้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทันสมัย และช่วยสร้างกลยุทธ์การแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง โดยแนวทางดำเนินงานที่เป็นพื้นฐานนี้ได้สร้างความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องให้แก่ลูกค้า (อาทิ ธนาคารระหว่างประเทศ และบริษัทอีคอมเมิร์ซ) สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวตลอดการให้บริการ และกลยุทธ์นี้ยังส่งผลให้เกิดการเติบโตที่โดดเด่นเป็นพิเศษอีกด้วย”

ในแต่ละปี ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน จะมอบรางวัลนี้ให้กับบริษัทที่มีความโดดเด่นในการแข่งขัน โดยพิจารณาจากความสามารถในการดำเนินงานตามกลยุทธ์ได้อย่างประสบความสำเร็จ ส่งผลให้มีส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่ง มีภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดีในการแข่งขัน รวมถึงสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า

รางวัล Best Practices Awards จาก ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ยกย่องบริษัทต่าง ๆ ในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่โดดเด่นและประสิทธิภาพที่เหนือชั้นในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี การให้บริการลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ โดยนักวิเคราะห์ในแต่ละอุตสาหกรรมจะพิจารณาและวัดผลเปรียบเทียบบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในตลาด ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ และการวิจัยทุติยภูมิอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นแนวทางพิจารณามอบรางวัลให้แก่ผู้นำในอุตสาหกรรม

เกี่ยวกับ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน

เป็นเวลาหกทศวรรษที่ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน บริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีผลกระทบ เมกะเทรนด์ต่าง ๆ รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ และบริษัทที่น่าสนใจ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่นักลงทุน ผู้นำองค์กร รวมถึงภาครัฐบาล สำหรับรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงพร้อมสร้างโอกาสการเติบโตเพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จในอนาคต  Contact us: Start the discussion.

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (FPT) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย และ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเติบโตทางดิจิทัลและการขยายตลาดขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย STT GDC Thailand กำลังพัฒนาไฮเปอร์สเกล ดาต้า เซ็นเตอร์ บนพื้นที่ 24,000 ตารางเมตร (15 ไร่) โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกชมได้ที่ https://www.sttelemediagdc.com/th-en/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IBM ปั้นคน ‘เอไอ-ดาต้าไซน์ส-ไฮบริดคลาวด์’ พร้อมใช้ แก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศร่วมแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรไอทีที่พร้อมทำงานของไทย โดยเฉพาะด้านเอไอ ดาต้าไซน์ส และไฮบริดคลาวด์ ที่มีความสำคัญต่อการรับมือดิสรัปชันทั้งในวันนี้และอนาคต ชี้การสร้างคนพร้อมใช้ที่ตอบโจทย์ตลาดคือทางออกที่ธุรกิจไทยต้องการที่สุดในเวลานี้ จับมือมหาวิทยาลัยและพันธมิตรทางธุรกิจเดินหน้าเปิดรายวิชา ยกระดับดึงการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ไอบีเอ็ม เอเชียแปซิฟิค พร้อมประสานจุดแข็งของแต่ละฝ่าย นำผู้เชี่ยวชาญไอที-ธุรกิจร่วมถ่ายทอดความรู้

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว จึงเกิดเป็นโมเดล ‘สามประสาน’ ที่ดึงจุดแข็งของไอบีเอ็ม มหาวิทยาลัยต่างๆ และพันธมิตรธุรกิจ เพื่อร่วมสร้างคนไอทีพร้อมใช้ที่จะเป็นที่ต้องการของโลกธุรกิจอย่างแท้จริง โดยไอบีเอ็มจะมอบหลักสูตรเต็มภาคเรียนด้านเอไอ ดาต้าไซน์ส ไฮบริดคลาวด์ นวัตกรรมบนระบบเมนเฟรม และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ที่พัฒนาขึ้นจากความเชี่ยวชาญและความเข้าใจเชิงลึกด้านเทคโนโลยีและธุรกิจของไอบีเอ็ม ร่วมด้วยการถ่ายทอดความรู้ในมุมอุตสาหกรรมและบริบทจริงของธุรกิจจากอีโคซิสเต็มของคู่ค้า แก่สถาบันการศึกษาที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน เบื้องต้นประกอบด้วย มหาวิทยาลัยบูรพา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และจะมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพิ่มเติมภายในปีนี้ โดยมีบริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นพันธมิตรที่ร่วมนำร่อง ก่อนจะขยายความร่วมมือสู่พันธมิตรทางธุรกิจรายอื่นๆ ต่อไป

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำในเอเชียแปซิฟิค ที่เราได้เห็นการเดินหน้าผลักดันโครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันอย่างต่อเนื่อง และมีการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่างเอไอ ดาต้าไซน์ส และไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้ในโลกธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้บริโภคไทยในวงกว้างก็เปิดรับและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ ดังเห็นได้จากปริมาณการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 230% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา1” นางสาวแอ็กเนส เฮฟท์เบอร์เกอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของไอบีเอ็ม อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลี (ASEANZK) กล่าว “วันนี้การขาดคนที่มีทักษะพร้อมสำหรับการทำงานกำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยและทั่วโลก ไอบีเอ็มตระหนักถึงปัญหานี้และพร้อมที่จะดึงทรัพยากร ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงอีโคซิสเต็มของคู่ค้าธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่มีประสบการณ์ เข้าร่วมแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้ เพื่อช่วยประเทศไทยในการสร้างคนทำงานที่มีทักษะและความพร้อมอย่างแท้จริง”

“การรับมือกับปัญหาทักษะและความพร้อมของคนทำงานในแนวทางที่ยั่งยืน ย่อมไม่สามารถทำได้สำเร็จหากขาดความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีประสบการณ์ในเชิงลึกทั้งจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงการร่วมผลักดันจากภาคการศึกษา ดังการสนับสนุนที่ได้รับจากกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เริ่มนำร่องแล้วในวันนี้” นายสวัสดิ์ อัศดารณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และ Managing Partner กลุ่มธุรกิจไอบีเอ็ม คอนซัลติง กล่าว “ความเร่งด่วนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การพยายามสร้างคนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าคนที่จบออกมาจะมีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและพร้อมทำงานจริงๆ ไอบีเอ็มรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือจากทุกมหาวิทยาลัยในวันนี้ รวมถึงเอ็นทีที เดต้า ที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมนำร่อง โดยเราพร้อมขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงบริษัทไอทีอื่นๆ ในการร่วมผลักดันแก้ปัญหาสำคัญของประเทศในวงกว้างต่อไป”

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคในแง่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยเฉพาะในธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทค โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะสามารถสร้างเงินทุนหมุนเวียนให้ประเทศไทยได้กว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ World Economic Forum (WEF) คาดการณ์ว่าการปิดช่องว่างด้านทักษะทั่วโลก จะสามารถเพิ่ม GDP โลกได้ 11.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571 โดยภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันในด้านการศึกษาและฝึกอบรม เพื่อให้ก้าวทันความต้องการของตลาด ความเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความก้าวล้ำของเทคโนโลยีที่เดินหน้าไม่หยุดยั้ง

นอกจากการมอบหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดภาคเรียน ที่ผ่านการคัดกรองให้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจไทยแล้ว ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ไอบีเอ็มและพันธมิตรยังจะจัดอบรมให้ความรู้พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณาจารย์ รวมถึงมอบเครดิตการใช้คลาวด์ฟรีเพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าไปทดลองและฝึกใช้งานเทคโนโลยีเอไอ ดาต้าไซน์ส ไฮบริดคลาวด์ หรือแม้แต่ระบบเมนเฟรม ในแบบเดียวกับที่ใช้จริงในโลกธุรกิจ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU เปิดค่ายการบิน Youth Flying Club รุ่นที่ 2 เผยหลังเปิดประเทศ ผู้ปกครองหนุนเด็กเข้าเรียนการบินเพิ่มขึ้น

วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และสถาบันการบิน (DAA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ร่วมกับ บริษัท ตั้งใจเรียน จำกัด หรือเพจค่ายเตรียมความพร้อม ม.ปลาย จัดโครงการชมรมเยาวชนคนการบิน (Youth Flying Club) รุ่นที่ 2 โดยมี ผศ.ดร.ทันฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานสื่อสารแบรนด์ มธบ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมี น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มธบ. ให้การต้อนรับ พร้อมผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวนกว่า 140 คน ณ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน มธบ.

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน (DAA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจในวิชาชีพต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการบิน และเปิดโอกาสให้นักเรียนสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรที่ตนเองสนใจและตอบโจทย์ในการประกอบอาชีพในอนาคต โดยนักเรียนที่เข้าร่วมการอบรมจะได้เรียนรู้ถึงสายอาชีพในอุตสาหกรรมการบินและได้ประสบการณ์ในการเตรียมตัวก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

สำหรับรายละเอียดกิจกรรม ได้แบ่งฐานความรู้ออกเป็น 6 ฐาน ได้แก่ ฐานปฏิบัติการการฝึกบินจำลอง(Flight Simulators), ฐานปฏิบัติการการบริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน (In-flight Service), ฐานปฏิบัติการการสาธิตการดับเพลิง (Fire Drill), ฐานปฏิบัติการการควบคุมจราจรทางอากาศ (Aerodrome), ฐานปฏิบัติการการอพยพฉุกเฉินด้วยสไลด์ (Slide Drill) และฐานสอบสัมภาษณ์คัดตัวนักศึกษา (Interview Session)  ในกรณีที่สอบผ่านจะได้รับโควตาและทุนการศึกษา (เฉพาะ DEK66) ค่ายนี้เหมาะสำหรับนักเรียนที่อยากเป็นนักบิน (Pilot), พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (Cabin Crew), เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (Air Traffic Controller), พนักงานต้อนรับภาคพื้น (Ground Attendant) และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นในส่วนงานอื่น ๆ (Other Relevant Ground Operations) ซึ่งทุกฐานการอบรมจะมีพี่นักบิน ลูกเรือและอาจารย์ด้านการบินผู้มีประสบการณ์ตรงคอยให้คำแนะนำ พร้อมทีมงานมืออาชีพคอยดูแล ภายใต้มาตรการความปลอดภัยระดับโลก

จากการสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่สนับสนุนให้เด็กเข้าร่วมโครงการฯ เพราะมองว่าสถานการณ์โควิด –19 เริ่มคลี่คลาย ไทยรวมถึงหลายประเทศทั่วโลกเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินฟื้นตัวตาม ดังนั้นจึงเกิดความมั่นใจและส่งเสริมให้บุตรหลานเข้าอบรมเพื่อค้นหาตนเองและสมัครเรียนในสายอาชีพที่ชอบ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบินเป็นของคู่กัน เมื่อทุกอย่างฟื้นตัวบุคลากรที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมดังกล่าวจะฟื้นตัวตาม จึงขอให้ผู้ปกครองสบายใจได้ว่าในอนาคต ความต้องการแรงงานด้านนี้จะมีมากขึ้น เมื่อลูกหลานเรียนและจบออกไปจะมีงานทำแน่นอน ทั้งนี้อยากฝากถึงนักเรียนที่สนใจด้านการบินและยังไม่มีที่ศึกษาต่อ ขณะนี้ทางวิทยาลัยฯ ได้เปิดรอบพิเศษให้นักเรียนเข้าสมัครเรียนได้ทั้ง สาขา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคมนี้ น.ต.ดร.วัฒนา กล่าว

นายพงศ์วิทย์ พินิจสุวรรณ หรือน้องบุ๋น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง จ.ลำปาง

กล่าวว่า โดยส่วนตัวมีความฝันอยากเป็นนักบิน เมื่อทราบข่าวประชาสัมพันธ์โครงการฯจาก Facebook Page ของวิทยาลัยฯ พบว่ามีกิจกรรมที่น่าสนใจจึงปรึกษาผู้ปกครอง เมื่อผู้ปกครองอนุญาตจึงสมัครเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับกิจกรรมที่ชื่นชอบ คือ ห้องฝึกบินจำลองด้วยเครื่องซิมมูเลเตอร์ (Flight Simulators) เนื่องจากฝันอยากเป็นนักบินจึงอยากลองสัมผัสการฝึกบินและบรรยากาศในห้องนักบิน (Cockpit) ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในด้านนี้ อย่างไรก็ตามตนมองว่ากิจกรรมนี้ดีมาก มีรุ่นพี่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้ประสบการณ์ในการบินและได้ความรู้พื้นฐานต่าง ๆ ถ้าทาง มธบ.เปิดโครงการนี้อีก จะสมัครเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน

นางสาววริศรา พัสดุ หรือน้องเฟิร์สเลิฟ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์เทเรซา หนองจอก  กรุงเทพฯ กล่าวว่า กำลังตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ ระหว่างคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมและวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน มธบ. เมื่อทราบว่า CADT DPU เปิดโครงการค่ายการบิน จึงมาสมัครเพื่อค้นหาตนเองว่าชอบเรียนสาขาไหนมากกว่ากัน หลังจากได้มาสัมผัสบรรยากาศบนเครื่องบิน และผ่านการอบรมทุกฐานใน 1 วันเต็ม รู้สึกชอบอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จึงตัดสินใจว่าหลังเรียนจบ ม.6 จะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ CADT  DPU เพราะมองว่ามีสาขาที่ชอบและจบออกไปจะได้ทำงานที่ตนเองสนใจ

นางสาวนิรมล เหละดุหวิ ผู้ปกครองของนายกฤติน บุญสุทธิ์ หรือน้องบอส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กล่าวว่า ส่งเสริมและสนับสนุนให้น้องเข้าไปเรียนรู้ทุกค่ายที่สนใจ อาทิ ค่ายวิศวกรรมชีวการแพทย์, ค่ายการบินของการบินไทย เป็นต้น เพื่อให้ค้นหาตนเองว่าอยากเรียนสายไหน ซึ่งตอนนี้น้องสนใจเรียนด้านการแพทย์และการบินเป็นพิเศษ หลังจากผ่านการอบรมแต่ละค่าย คุณแม่จะให้น้องกลับมาเขียนว่า สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในค่ายต่าง ๆ มีอะไรบ้าง และสิ่งนั้นทำให้ตนเองเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดหลังจากเข้ารับการอบรมในแต่ละค่าย น้องจะกลับมาฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่อยากเรียนเพิ่มขึ้น สำหรับโปรแกรมที่น้องสนใจจะเป็นเรื่องของการควบคุมจราจรทางอากาศ มาตรฐานความปลอดภัยในการบิน ซึ่งคุณแม่อยากให้มาเรียนรู้ไว้ เพราะอย่างน้อยเมื่อเกิดสถานการณ์จริงขึ้น เขาจะมีสติจัดการแก้ไขสถานการณ์ได้

การไปค่ายบ่อย ๆ ทำให้เห็นพัฒนาการของลูก จากที่เนือยนิ่งก็กลับมาตั้งใจเรียนขึ้น นอกจากนี้ยังได้เจอเพื่อน ได้รู้ว่าเพื่อนข้างนอกตื่นตัวขนาดไหนหรือโลกไปถึงไหนแล้ว บางครั้งการเรียนรู้ในโรงเรียนอาจยังไม่เพียงพอ จึงอยากให้มีประสบการณ์นอกโรงเรียน ดังนั้นจึงอยากให้เด็ก ๆ ค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร ส่วนผู้ปกครองต้องคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังคอยดูอยู่ห่าง ๆ” นางสาวนิรมล กล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แก้ไขปัญหาการจราจรในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านข้อมูลและระบุตำแหน่ง (Location Intelligence)

โดย อาบิจิต เซนกุปตา ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจ ประจำประเทศอินเดีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ HERE Technologies

เมืองต่าง ๆ ในปัจจุบันต่างกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่ถาโถมเพิ่มขึ้นเพื่อปรับปรุงระบบจราจรให้ลื่นไหลและเข้าถึงได้ง่าย ขณะที่ต้องลดมลภาวะที่เกิดขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนไปพร้อมกัน เทคโนโลยีถนนอัจฉริยะ (Smart road technologies) มีความสามารถทำให้ถนนหนทางต่าง ๆ มีความอัจริยะและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยให้ผู้วางผังเมืองและภาครัฐมีส่วนสนับสนุนการใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในอันดับ 9 ของโลก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบการสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการขับรถด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น 4% ขณะที่อุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับช่วงวันหยุดต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นเรื่องเร่งด่วนและอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนให้เหลือไม่เกิน 12 ต่อประชากรแสนคนภายในปี พ.ศ.2570 และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “Vision Zero” ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งแผนดังกล่าวจะช่วยลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างความมั่นใจให้ทุกคนสามารถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย มีสุขภาวะที่ดี และเดินทางได้อย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม การไม่มีแผนดำเนินงานที่ชัดเจนและขาดเครื่องมือติดตามผลลัพธ์การทำงาน จะส่งผลเสียมาถึงกระบวนการติดตั้งและการวิเคราะห์หาโซลูชันที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งในแง่การบริหารจัดการการจราจรให้ดียิ่งขึ้น และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการสัญจรบนถนนที่คับคั่งได้ดียิ่งขึ้น

เอาชนะปัญหาจราจรด้วยความเข้าใจรูปแบบการสัญจร

กว่า 10 ปีมาแล้ว แบบจำลองการจราจรเผยให้เห็นถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพบนท้องถนนที่ต้องปรับปรุง โดยรวบรวมข้อมูลมามาจากระบบเซนเซอร์และกล้องตรวจจับบนท้องถนนเพื่อมอนิเตอร์ความเร็วและจำนวนยานพาหนะ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายแพงและยังมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูล เช่น  ตัวกล้องที่เกิดการชำรุดเสียหายง่ายและเสี่ยงต่อการถูกก่อกวน หรือ กล้องสามารถบันทึกข้อมูลได้ในระยะเวลาไม่นานพอ ขณะที่ “ความคับคั่งของการจราจร” จะยังไม่สามารถถูกบันทึกไว้ในกล้อง เป็นต้น

ปัจจุบัน การใช้ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์และโซลูชันวิเคราะห์ขั้นสูงช่วยทรานฟอร์มเครื่องมือการทำงานของนักวางแผนการขนส่ง, หน่วยงานของภาครัฐ, และผู้กำหนดนโยบายไปสู่ดิจิทัล ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่หลายล้านเครื่องที่ถูกใช้ภายในยานพาหนะ รวมถึงเซนเซอร์ นับว่าเรามีข้อมูล ‘Big Data’ จำนวนมหาศาลมากพอที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ปัญหาการจราจรได้อย่างเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรจะช่วยไขข้อสงสัยต่าง ๆ ได้ เช่น  เราจะบรรเทาความแออัดบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วนได้อย่างไร? หรือ โซนการก่อสร้างมีผลต่อการจราจรมากน้อยแค่ไหน? ความเร็วที่สามารถขับผ่านวงเวียนควรมีเท่าไร? หรือ อยากทราบว่ามีที่จอดรถว่างบริเวณใดบ้าง? ฯลฯ และเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดบนท้องถนน ข้อมูลระบุตำแหน่งการจราจรกว่าล้านล้านจุดจะถูกจัดเก็บและนำไปใช้งานในแต่ละวันบน Location Technology Platform ของ HERE Technologies ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจ ภาครัฐ หรือแม้แต่ผู้ขับขี่บนท้องถนนเข้าถึงสถานการณ์การจราจรภายในเมือง และนำไปใช้วางแผนการเดินทางตามวัตถุประสงค์การเดินทางต่าง ๆ

ระบบประมวลผลการจราจรของ HERE จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยซอฟต์แวร์การติดตามและจำลองผลลัพธ์ ช่วยให้บริษัทประกันภัย ผู้จัดการด้านการขนส่ง และผู้บริโภค ใช้สิทธิประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัยที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เช่น อ้างอิงจากการบันทึกข้อมูลและพฤติกรรมการขับขี่ ฯลฯ นอกจากนี้ ระบบ HERE Traffic API ยังจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดบนท้องถนนในแต่ละวัน ด้วยการให้ข้อมูลเชิงลึก ได้แก่ อุบัติเหตุบนท้องถนนแบบเรียลไทม์, ระดับความคล่องตัวของการจราจรภายหลังจากเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุจราจรที่สำคัญ ๆ

ทำให้ปัญหาการจราจรกลายเป็นอดีต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2593 70% ของจำนวนประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง  ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาความแออัด แต่นั่นเป็นเพียงส่วนยอดปัญหาบนภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ในกรณีเลวร้ายที่สุดคือชาวเมืองในกรุงเทพฯ และกรุงจาการ์ตาอพยพหนีจากเมืองเพื่อเลี่ยงความแออัดและปัญหามลพิษ

หลาย ๆ เมืองได้ดำเนินการเพื่อลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจราจรไปบ้างแล้ว อาทิ ประเทศสิงค์โปร์ที่จัดทำเครือข่ายทางด่วนและอุโมงค์ถนนที่มีระยะทางยาว 160 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งแกดเจ็ตเซ็นเซอร์ และกล้องเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการจราจร เวลาการเดินทาง และความต้องการใช้ถนนเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้สัญจรใช้วางแผนเดินทาง พร้อมยังได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทของชาติ Smart Mobility 2030 master plan ที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายบนท้องถนนอย่างสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการตรวจสอบและควบคุมปริมาณการจราจร ช่วยทำให้ถนนปลอดภัยยิ่งขึ้น 

หายใจได้เต็มปอด ห่างจากปัญหาจราจร

นอกจากการจราจรที่หนาแน่นและอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้ว ปัญหามลพิษทางอากาศยังเป็นอีกหนึ่งผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้นจากการจราจร เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในอากาศของประเทศไทยสูงกว่าค่าคุณภาพมาตรฐานที่องค์กรอนามัยโลกกำหนดถึง 4  เท่า หมายความว่าคนไทยกำลังสูดดมอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้เมื่อปีก่อนยังมีข้อมูลบ่งชี้ที่สอดคล้องกัน คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิต 29,000 รายในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากคุณภาพอากาศ

จำนวนยานพาหนะส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดและความต้องการหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะที่เกิดขึ้นทั่วโลกซึ่งกลายเป็นวิถีการเดินทางปกติไปแล้ว พวกเรารู้สึกสบายใจเมื่อได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ผู้วางผังเมืองสามารถรับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมการจราจร จุดที่เกิดปัญหาความคับคั่งได้อย่างเจาะจง และวิธีการแก้ไขได้ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลการคาดการณ์ และข้อมูลการจราจรในอดีต

และเป็นเรื่องน่ายินดี ที่วันนี้เรากำลังก้าวไปสู่การพัฒนาและนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (หรือ EV) มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดมลพิษได้อย่างชัดเจนด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล เมื่อรวมเข้ากับการสมัครใช้แอปพลิเคชันแผนที่ระบุตำแหน่งในรถยนต์ จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้เลือกขับรถในเวลาที่จำนวนรถยนต์โดยรวมบนท้องถนนไม่มากได้ เพื่ออากาศที่สะอาดขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำลง รวมถึงเมืองที่มีความยั่งยืนมากขึ้น

การคุ้มครองข้อมูลของผู้บริโภคในระบบขนส่ง

ผลการศึกษาจากผู้ใช้งาน HERE Technologies ทั่วโลก ระบุว่า ผู้บริโภค 80% ไม่ไว้วางใจว่าบริการต่างๆ ที่รวบรวมข้อมูลตำแหน่งของตนจะจัดการกับข้อมูลดังกล่าวได้ตามที่ควร ขณะผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามในจำนวนใกล้เคียงกันระบุว่า พวกเขารู้สึกเครียด ประหม่า ที่ต้องแชร์ข้อมูล Location ให้กับผู้อื่น เป็นที่ชัดเจนว่าองค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องจัดการข้อมูลตำแหน่งอย่างระมัดระวัง และต้องสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละประเทศที่บริษัทเข้าไปเปิดดำเนินกิจการ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย (PDPA)

บริษัทจำเป็นต้องรู้ว่าเมื่อใดควรจะขอความยินยอมจากผู้ใช้เพื่อนำข้อมูลของพวกเขาไปใช้ และต้องมีความโปร่งใสในการรักษาความเป็นส่วนบุคคลหรือวิธีการที่ไม่เปิดเผยข้อมูล ซึ่งทั้งสองประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่บริษัทต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ การเลือกประเด็นด้านความปลอดภัยของข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งอาจไม่ได้เหมาะสมกับทุก ๆ สถานการณ์เสมอไป

สิ่งนี้เป็นปัญหาสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่รวบรวมข้อมูลเพื่อให้บริการที่หลากหลาย ตั้งแต่ข้อมูลการจราจรไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลที่สามในการสร้างบริการใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม การทำให้แน่ใจว่าประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับนั้นจะต้องสอดคล้องและถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่รักษาความพึงพอใจของผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กันนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย 

อนาคตจะเป็นอย่างไร?

เมืองที่มีระบบบริหารจัดการความแออัดและเมืองใดก็ตามที่กำลังวางแผนที่จะเปิดใช้งานระบบจัดการดังกล่าว จะต้องใช้ข้อมูล  Location Intelligence เพื่อให้แน่ใจว่าแผนงานจะประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีการระบุตำแหน่ง (Location Technology) สามารถช่วยเมืองต่าง ๆ ระบุตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งช่วยจัดการความแออัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ Location-Based Data ยังสามารถใช้เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย การตรวจสอบการจราจร ทำความเข้าใจความต้องการโครงสร้างพื้นฐานของเมือง รวมถึงระบบการบำรุงรักษา และการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจถึงประสิทธิภาพของโซนที่มีความคับคั่งได้ดีมากยิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส หา SME ที่ใช่! #โตไปด้วยกัน เปิดรับสมัครแฟรนไชส์ทั่วไทย #การันตีกำไร1แสน/เดือน

ออฟฟิศเมท พลัส แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้า  อ้าแขนรับ SME ที่ใช่! มาโตไปด้วยกันแบบติดสปีด เปิดรับสมัครแฟรนไชส์ทุกภูมิภาคทั่วไทย ชูจุดเด่นเป็น “Fast Track to Success” มั่นใจ! ออฟฟิศเมท พลัส คือคำตอบสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นในการต่อยอดธุรกิจของคุณอย่างมั่นคง เพราะเราใช้ประสบการณ์ 27 ปีของออฟฟิศเมท มาเป็นโซลูชั่นหนุนแฟรนไชส์ซีให้ Start ธุรกิจไวใน 3 เดือน และโตได้แบบ Non-Stop รับประกันความปัง! การันตีกำไร 1 แสน/เดือน* ตามกำหนด

คุณวิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท พลัส เป็นแฟรนไชส์ที่เติบโตมาพร้อมกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2562-2565 ยอดขายสาขาแฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส เติบโตเฉลี่ย 189% ต่อปี ด้วยสินค้าเพื่อธุรกิจกว่า 100,000 รายการ และช่องทางขายแบบ Omnichannel ที่พร้อมให้แฟรนไชส์ซีขายได้ทั้งหน้าร้าน และระบบออนไลน์หลังร้าน โดยมีบริการจัดส่งฟรีถึงบ้านและออฟฟิศ (ตามกำหนด) ทำให้ร้านแฟรนไชส์สร้างรายได้ต่อเนื่อง สามารถคืนทุนใน 3-4 ปี จากการลงทุนเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท”

ออฟฟิศเมท พลัส เผยสเปคแฟรนไชส์ซีที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยที่ผ่านมาพบว่า SME ที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจ มีธุรกิจครอบครัว หรือต่อยอดจากกิจการเดิมที่มีฐานลูกค้าธุรกิจในท้องถิ่น หลังจากเปิดแฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีมาก สามารถสร้างยอดขายทะลุล้านต่อเดือนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้กำไรมากถึงหลักแสนบาทต่อเดือน โดยปัจจุบันมีแฟรนไชส์ซีบางรายที่ต่อยอดความสำเร็จโดยเปิดสาขาสองกันแล้ว

ขณะนี้ออฟฟิศเมท พลัส มีสาขาทั้งสิ้น 40 สาขา ใน 35 จังหวัด (ณ เดือนมิถุนายน 2565)  โดยปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีสาขารวมกว่า 60 สาขา ครอบคลุมทั่วไทย ตอนนี้เปิดรับแฟรนไชส์ซีเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมเติบโตในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพสูง อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน สระแก้ว อำนาจเจริญ ขอนแก่น หนองคาย กาญจนบุรี อยุธยา สงขลา ภูเก็ต และ กระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ถ้าคุณคือ SME ที่ใช่! ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเป็นโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การลงทุนของคุณ สามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ได้ฟรี!    โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สวิตช์ไฟ กับการบ่งบอกรสนิยม

เทรนด์การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลกำลังมาแรง! และได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สไตล์การตกแต่งที่เรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น หากแต่มากด้วยประโยชน์ ตอบสนองการใช้งานได้อย่างครบถ้วน แบบ Less is more น้อยแต่มากไปด้วยคุณภาพ

สวิตช์ กับเต้ารับหรือที่เรียกกันว่า ปลั๊กไฟ อาจจะดูเป็นของพื้นๆ บ้านไหนๆ ก็มีเหมือนกัน แต่ใครจะคิดว่าแค่สวิตช์ไฟก็ทำให้บ้านดูชิคๆ คูลๆ ชวนให้น่าค้นหานับตั้งแต่ย่างเท้าเข้าบ้าน

ด้วยการออกแบบรูปทรงที่ประณีต ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการใช้งาน ผสานกับการดีไซน์รูปแบบที่มีหลากหลาย ตอบโจทย์ครบถ้วน ทั้งความสวยล้ำ รับกับการใช้งานในยุค 5G หน้าสวิตช์ยังเรียบเสมอกับระดับผนังจึงเนียนเป็นหนึ่งเดียวไปกับการแต่งบ้าน ตอบโจทย์ความเป็นคุณได้มากยิ่งขึ้น

เริ่มจาก “สวิตช์ไฟ” หน้าของสวิตช์ที่มีให้เลือกขนาดความกว้างได้ 3 ขนาด ขนาดเล็ก-เท่ากับสวิตช์ไฟทั่วไป ขนาดกลางกลาง-กว้างขึ้นเป็น 1 เท่าครึ่ง และขนาดใหญ่-2 เท่าของขนาดกลาง หรือ 3 เท่าของขนาดเล็ก ทำให้สามารถใช้งานได้ถนัดมือ และแลดูยูนีค จะสัมผัสด้วยปลายนิ้ว ข้อนิ้ว หรือข้อศอกได้ทั้งสิ้น เพียงคลิ๊กเดียวเบาๆ สว่างไสว สร้างความอุ่นใจในความปลอดภัย

มากไปกว่านั้นคือ โทนสีของสวิตช์และเต้ารับที่ผ่านการคิด วิเคราะห์ และตั้งใจคัดสรรจากประสบการณ์อันยาวนานในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักบ้านและที่อยู่อาศัย พบว่า สีขาว เทา และดำ เป็นสีที่สุดคลาสสิค เข้ากับทุกสไตล์การแต่งบ้าน สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ ผสมผสานและออกแบบจับคู่การใช้งานร่วมกันได้อย่างง่ายดายทั้งสวิตช์และเต้ารับ เนื่องจากถูกออกแบบโดยใช้กลไกแบบแยกส่วน จะเป็นแนววินเทจ เท่ๆ หรือจะแนวพาสเทล นุ่มๆ โรแมนติกๆ ก็ลงตัวกลมกลืนเป็นที่สุด

ทั้งยังทะลุกรอบไปอีกให้สามารถติดตั้งสวิตช์ไฟเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนได้ตามความถนัดของการใช้งานและรสนิยม ด้วยความยืดหยุ่นที่ไม่ได้จํากัดเฉพาะการใช้งานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ความเป็นตัวตนของคุณ

ส่วน “เต้ารับ” หรือ ปลั๊กไฟ มีทั้ง เต้ารับ 3 ขาเดี่ยว เต้ารับ 3 ขาคู่ ที่เพิ่มสวิตช์ปิด-เปิด เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานในกรณีที่ใช้กับเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องเสียบปลั๊กแทบจะตลอดเวลา เช่น หม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ กาต้มน้ำร้อน พัดลม ฯลฯ โดยไม่ต้องถอดสาย เป็นการเพิ่มความสะดวก ปลอดภัยและลดความเสื่อมของสายอุปกรณ์ไปด้วย

อีกความพิเศษที่ยุคนี้ต้องมีคือ เต้ารับแบบ USB ที่ไม่ใช่แค่แบบ type A แต่ AvatarOn A ถือเป็นเจ้าแรกที่มี USB type C เข้ามาเป็นอีกตัวเลือก รองรับการชาร์ตไฟได้ถึง 12 วัตต์ จึงวางใจได้เมื่อใช้ที่หัวเตียง และยังมีฟังก์ชั่นให้เลือกใช้งานต่างๆ อีกมากมาย เช่น เต้ารับสำหรับโทรศัพท์ เต้ารับสำหรับทีวี เต้ารับสายแลน สวิตช์แบบหมุนสำหรับไฟหรี่ หรือสำหรับควบคุมพัดลม

สำหรับคนเจนวาย เจนซี ที่นิยมการดีไอวาย ออกแบบเอง เลือกเอง ลงมือเอง มีทริคเล็กๆ น้อยมาฝาก เพราะสีสันไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามหรือรสนิยม แต่ยังช่วยสร้างการจดจำได้ดี

เมื่อตอนเปิดตัว AvatarOn A ประเด็นหนึ่งที่สร้างความประทับใจอย่างมากให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรักการแต่งบ้านคือ เรื่องของสีสัน เพราะการติดตั้งสวิตช์ไฟเดี่ยวอาจเป็นเรื่องของความเนียนไปกับดีไซน์ของบ้าน แต่บางจุดที่ต้องมีสวิตช์ไฟมากกว่า 1 นี่สิ บางครั้งก็สร้างความสับสนว่าสวิตช์ไหนเป็นไฟจุดไหนของบ้าน ทริคหนึ่งของการสร้างการจดจำคือ การใช้สี เช่น กำหนดให้สวิตช์ไฟโถงเป็น “สีขาว” ไฟบันไดเป็น “สีเทา” และไฟทางเดินเป็น “สีดำ” เป็นต้น

ด้วยเชื่อว่าความเป็นตัวตน (signature) นั้นสำคัญ AvatarOn A จึงไม่หยุดที่จะพัฒนาบนพื้นฐานความคิดที่ถือเอาผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อทุกตอบโจทย์ของการดีไซน์ หรือแม้กระทั่ง ช่องทางการหาซื้อก็มีหลายช่องทาง เช่นร้านไฟฟ้าชั้นนำ ร้านวัสดุก่อสร้าง และช่องทางออนไลน์ เรียกได้ว่าอยู่กับบ้านก็สั่งได้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC สนับสนุนโครงการเติมสุขด้วยการ “ให้” กับสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC บริจาคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้ว ในโครงการ “Metro Donation” ให้กับสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล ในการนำไปรีไซเคิล และจำหน่าย เพื่อช่วยเหลือด้านอุปโภค-บริโภคให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2565 ณ อาคารสำนักงานใหญ่

ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้การสนับสนุนพร้อมดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “Metro Donation” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ และความมั่นใจของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในการขับคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ : คุณกีรนาถ เดชเดโช โทร: 02-089-4351 อีเมล์ : keeradec@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/ Facebook: https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


Exit mobile version