Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญ BIG BRAND GRAND SALE ยกทัพแบรนด์ดัง ลดเอาใจทุกธุรกิจสูงสุด 80%

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนผู้ประกอบการ SME และจัดซื้อองค์กร ช้อปของใช้ในธุรกิจกับแคมเปญ “BIG BRAND GRAND SALE”    ยกทัพแบรนด์ดัง ลดเอาใจทุกธุรกิจสูงสุด 80% ตลอดเดือนกันยายน 2565 พร้อมบริการส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* ตามกำหนด

เด็ดทุกแบรนด์! Sale แรง แซงทุกดีล! พบกับขบวนสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 100 แบรนด์    ช้อปได้คุ้มจัดเต็ม อุปกรณ์ไอทีอิเล็กทรอนิกส์ลดสูงสุด 80% อาทิ acer, Lenovo, Samsung, Asaki, Sandisk, Kingston, mi, anitech, Seagate และ Neo เป็นต้น สินค้าเฟอร์นิเจอร์ ลดจุกๆ สูงสุด 70% อาทิ Furradec, one, Serta, Modena, Modernform, Indexlivingmall และ HomeHuk เป็นต้น และพลาดไม่ได้กับอุปกรณ์สำนักงานพื้นฐาน ที่ลดราคากระหน่ำช่วยทุกธุรกิจประหยัดต้นทุน

สิทธิพิเศษ!… สำหรับผู้ประกอบการ ช้อปไปก่อนจ่ายทีหลัง ผ่อน 0% นานสูงสุด 3 เดือน ผ่านบัตรเครดิต Central T1, SCB และ KBank *เงื่อนไขตามที่กำหนด  ช้อปได้ทุกวันทุกช่องทาง  ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา, ออนไลน์ที่ OfficeMate Mobile App หรือเว็บไซต์ https://bit.ly/3Rnbpsb  และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิว สเปซ เผยแผนรุกธุรกิจในช่วง 10 ปีแรก ประกาศเดินหน้าสร้าง Space Supply Chain รายใหญ่ใน SEA กล่องจดหมาย

บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด [mu Space Corp] ผู้ผลิตชิ้นส่วนการบินและอวกาศ และผู้ให้บริการการสื่อสารผ่านดาวเทียม เผยแนวทางรุกธุรกิจช่วง 10 ปีแรก ประกาศเดินหน้าลงทุนสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมอวกาศ มุ่งเป็นผู้นำรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างเครือข่ายด้านวัสดุอุปกรณ์และสินค้าเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจรดปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาวัสดุผลิตดาวเทียม การจัดหาชิ้นส่วนอวกาศ การสร้างอุปกรณ์ ไปจนถึงประกอบออกมาเป็นสินค้า ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเตรียมรุกธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หลายด้าน  ทั้งนี้ ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อมวลชน และองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก

นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมิว สเปซ เปิดเผยว่า “ มิว สเปซ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านการพัฒนาดาวเทียมและระบบพลังงานประสิทธิภาพสูง (High Power System) โดยทำให้เล็งเห็นความสำคัญในลงทุน 3 ด้าน ที่เป็นส่วนสำคัญที่ต่อยอดให้เกิดการสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมอวกาศ ได้แก่ Human Capital Knowledge (องค์ความรู้), Equipment & Machinery (เครื่องมือและเครื่องจักร) และ Raw Material (วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี) อีกทั้ง ยังต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะก่อนให้เกิดเครือข่ายในอุตสาหกรรมอวกาศได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ มิว สเปซ จึงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่ม Start Up รุ่นใหม่ ให้ได้รับประสบการณ์และความรู้ที่ดี เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมอวกาศอย่างมั่นคง พร้อมมีส่วนช่วยในการขยายตลาดในอุตสาหกรรมอวกาศได้เติบโตอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

จากรายงานเศรษฐกิจเกี่ยวกับธุรกิจด้านอวกาศ  ได้มีสื่อมวลชนรายใหญ่และกลุ่มนักวิเคราะห์ระดับชั้นนำ ประเมินมูลค่าอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลก มีโอกาสที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2569 จะเติบโตจากมูลค่า 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มไปถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  และมีส่วนผลักดันให้ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายด้านอุตสาหกรรมอวกาศ อันเป็นปัจจัยบวกทั้ง ด้านเศรษฐกิจ, ด้านการศึกษา, ด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้านการสร้างอาชีพและการจ้างงาน อีกทั้ง ขยายผลลัพธ์เชิงบวกให้กระจายขยายเป็นวงกว้าง ครอบคลุมไปจนถึงระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับการแถลงข่าว “Thailand Space Supply Chain 10 ปี กับแผนเดินหน้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมอวกาศเต็มรูปแบบ” ที่จัดขึ้นครั้งนี้ ได้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากองค์กรระดับชั้นนำ ได้แก่  AIRBUS  บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนการบินระดับโลก โดยยินดีสนับสนุนและมีบทบาทร่วมสร้าง Space Supply Chain ให้เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ได้กล่าวถึง “New Space Economy หรือ การสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอวกาศว่า ขณะนี้ บทบาทได้พลิกจากเดิมที่มีเพียง “ภาครัฐบาล” หรือ “ประเทศมหาอำนาจ” เป็นผู้ดำเนินการหลักเท่านั้น มาสู่กลุ่มภาคเอกชน ซึ่งเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. นับได้ว่าเป็นองค์กรหลักที่มีส่วนในการสนับสนุนและผลักดัน New Space Economy ในการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ  พร้อมทั้งผลักดันนโยบายรัฐบาลผ่าน (ร่าง) แผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2580) ซึ่งนำเสนอแนวทางในการสร้าง Thailand Space Supply Chain สู่การเป็นอุตสาหกรรมอวกาศเต็มรูปแบบ”

สำหรับ การสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมด้านอวกาศ หรือ Space Supply Chain ให้มีความสมบูรณ์และครบวงจรอย่างแท้จริง ปกติต้องใช้ระยะเวลากว่า 30 – 40 ปี ในขณะที่ มิว สเปซ เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นในจุดยืน ที่จะสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมด้านอวกาศอย่างจริงจัง ประกอบกับได้รับการสนับสนุน จากกลุ่มนักลงทุนที่เล็งเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ อาทิ นักลงทุนชั้นนำอย่างบริษัท บี.กริม จอยน์ เว็นเจอร์ – อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าเอกชนของไทย รวมถึงบริษัท Majuven Fund พร้อมกลุ่มนักธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เช่น ผู้บริหารจากมูลนิธิมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) รวมทั้งนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอีกมากมายทั้งในและต่างประเทศ ส่งผล มิว สเปซ สามารถสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมด้านอวกาศ หรือ Space Supply Chain ได้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

ผู้สนใจ  สามารถรับชมภายในโรงงานบริษัท มิว สเปซ ได้ที่ https://www.facebook.com/muSpaceTech/videos/1272137476855975/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรุงศรี ฟินโนเวต เผยทิศทางและแนวโน้มการลงทุนของ Venture Capital ปี 2023

กรุงเทพฯ (05 กันยายน 2565) – นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด ได้เผยทิศทางและแนวโน้มการลงทุนของเหล่า Venture Capital (VC) หรือธุรกิจเงินร่วมลงทุนทั่วโลกในปี 2023 ภายในงาน “KRUNGSRI ENVISIONING THE FUTURE”  โดยงานจัดขึ้นที่ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท เกษรทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ก่อนที่จะให้ข้อมูลแนวโน้มการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพของกลุ่ม VC ในปี 2023 ที่กำลังจะมา นายแซม ตันสกุล ได้เผยข้อสรุปการลงทุนตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาว่า “การลงทุนในสตาร์ทอัพทั่วโลกช่วงปี 2018-2020 นั้นจะมีตัวเลขการลงทุนเท่าๆ กัน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมต่อปีอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 290 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2021 นั้น นับเป็นปีทองของการลงทุน โดยทั่วโลกมีมูลค่าการลงทุนรวมแตะถึง 620 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสำหรับในไทยที่แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวิกฤตโควิดแต่ก็มีมูลค่าการลงทุนสูงเช่นเดียวกัน ส่วนทางกรุงศรี ฟินโนเวตเองก็เป็นปีที่ลงทุนมากที่สุด โดยมีเหตุและปัจจัยที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุนที่เพิ่มขึ้นในปี 2021 คือความมั่นใจในการลงทุนในบริษัทที่สามารถอยู่รอดได้ในวิกฤตที่ผ่านมา รวมถึงการเจรจาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพก็ทำได้ง่ายขึ้นในช่วงโควิด พอมาสู่ปี 2022 ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงเดือนกรกฎาคมนั้น มีตัวเลขของการลงทุนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเห็นว่ายังไม่ถึง 50% ของปี 2021 แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าตัวเลขการลงทุนปี 2022 จะโตกว่าปี 2020 แน่นอน”

นายแซม ตันสกุล กล่าวต่อว่า “ในปัจจุบันนี้มีการเกิด Down Round หรือการที่ Valuation ของสตาร์ทอัพนั้นตกลงกว่าที่เคยเป็น มองว่าเป็นเรื่องปกติที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งในยุคนี้หลายๆ สตาร์ทอัพ ก็ยอมรับการ Down Round เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่สวยหรูจากการ Projection ของ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขของการลงทุนในสตาร์ทอัพทุกสเตจได้ลดลงกว่า 25% โดยเฉลี่ย ซึ่งจะเห็นได้ชัดในสตาร์ทอัพที่เป็น Late Stage โดยในปี 2021 นั้น สหรัฐอเมริกาได้มีการปิดดีลการลงทุนใน Late Stage ประมาณ 700 ดีล แต่ในทางกลับกัน 2 ไตรมาสแรกของปี 2022 เกิดดีลการลงทุนเพียง 285 ดีลเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่แย่มากเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่ปิดดีลการลงทุนไปได้เพียง 272 ดีล”

“ซึ่ง 2 ไตรมาสแรกของปี 2022 นั้น จะเห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับ 1 ในด้านตัวเลขการลงทุน ซึ่งมีมากกว่า 2,700 ดีล หรือเป็นตัวเลขการลงทุนอยู่ที่ 53 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเอเชียรองลงมาเป็นอันดับที่สองตัวเลขมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใหญ่กว่ายุโรป ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดเอเชียยังเป็นตลาดใหญ่ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะไปกระจุกที่ประเทศจีนแต่ ณ วันนี้เริ่มกระจายออกแล้ว โดยกระจายไปทางอินเดีย อินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าอินโดนีเซียมีหลาย Unicorn ที่เกิดขึ้นมาในช่วงปีหลังนี้ ถัดลงมาก็เป็นที่สิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยนั้น Fund Flow ก็เริ่มมาแล้วเช่นกัน”

นายแซม ตันสกุล เผยต่อว่า “6 Tech ที่ Venture Capital สนใจจะลงทุนในปี 2023 เพื่อให้เป็นข้อมูลกับสตาร์ทอัพไทย (1) DeFi หรือที่เราเรียกว่า Decentralized Finance วันนี้เราเห็นการเติบโตของ Decentralized Finance สูงขึ้นมากมีเทคโนโลยีที่ต้องการตัดคนกลางออก เราเห็นตลาดของ DeFi ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว  (2) Metaverse คือกลุ่มหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จากการที่ตลาดกำลังพัฒนาใน web 3.0 (3) Cyber Security ยังคงมาแรงอยู่เรื่อยๆ และกระโดดขึ้นมากในปี 2021 เนื่องจากเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของการทำธุรกรรมไร้ตัวกลาง ก็ทำให้เกิดอาชญากรรมทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นตามด้วย (4) Climate Tech / ESG ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปคนจะไปลงทุนในกลุ่มนี้มากขึ้นเพราะเราเชื่อว่าบริษัทไหนก็ตามที่ใส่ใจในเรื่องของ Sustainability, ESG, Climate Tech, Climate Change จะถือเป็นบริษัทที่ดี และจะใช้ของที่ดีให้กับลูกค้า (5) Buy Now Pay Later (BNPL) จริงๆ แล้วธุรกิจนี้จะโฟกัสที่คนที่ยังไม่มีเครดิต หรือสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถซื้อสินค้า สมัคร แล้วจ่ายชำระหรือผ่อนได้เลย และ (6) Ultrafast Delivery ธุรกิจนี้เริ่มมีมานานแล้วและมีจำนวนมากมาย โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งความเร็วในการส่งของให้ลูกค้านั้นเริ่มเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจกลุ่มนี้ โดยมีสตาร์ทอัพที่สามารถส่งของให้ลูกค้าภายในเวลา 15 นาที และนี่ก็คือ 6 ธุรกิจที่เราเห็นว่ามันกำลังมาอย่างรวดเร็วและเป็นสิ่งที่ VCs ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างยิ่ง” นายแซม กล่าวปิดท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจ ผู้บริหาร 80% ชี้ระบบอัตโนมัติสามารถนำมาใช้กับการตัดสินใจเชิงธุรกิจใด ๆ ก็ได้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 5 กันยายน 2565 – การ์ทเนอร์เปิดผลสำรวจล่าสุด พบว่า 80% ของผู้บริหารคิดว่าระบบอัตโนมัติ (Automation) สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจใด ๆ ก็ได้ โดยการสำรวจนี้เผยให้เห็นรูปแบบขององค์กรต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อระบบอัตโนมัติฝังตัวอยู่ในธุรกิจดิจิทัล โดยเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ระบบอัตโนมัติขององค์กร

เอริค เบรทเดอนิวซ์ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “จากผลสำรวจดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ นั้นกำลังเปลี่ยนแนวทางเชิงยุทธศาสตร์แบบเดิม ๆ ไปสู่ AI และเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในเชิงกลยุทธ์ขององค์กรมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น หนึ่งในสามขององค์กรกำลังนำระบบ AI ไปใช้กับแผนกต่าง ๆ ในธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างจุดแข็งและความต่างด้านการแข่งขัน และยังใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจในกระบวนการทางธุรกิจ”

องค์กรยังเผชิญความท้าทายกับการย้าย AI จากสนามทดสอบไปสู่การใช้งานจริง

จากการสำรวจของการ์ทเนอร์เผยว่า โครงการต่าง ๆ ด้าน AI เฉลี่ย 54% นั้นเกิดจากโครงการทดสอบต่าง ๆ ไปสู่การดำเนินงานจริง ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 53% ในปี 2562 ตามรายงาน Gartner 2019 AI in Organizations Survey

ฟราสซิส คารามูซิส รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การปรับสัดส่วน AI ให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยองค์กรต่าง ๆ ยังประสบปัญหาการเชื่อมต่ออัลกอริธึมที่พวกเขาสร้างขึ้นกับคุณค่าของธุรกิจที่มอบให้กับลูกค้า (Business Value Proposition) ซึ่งกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริหารฝ่ายไอทีและผู้บริหารธุรกิจในการวิเคราะห์และพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุนที่จำเป็นต่อโมเดลการทดสอบ”

องค์กร 40% ระบุว่ามีการนำแบบจำลอง AI หลายพันรายการไปใช้งาน ซึ่งสร้างความซับซ้อนให้กับการกำกับดูแลขององค์กรและยังเป็นความท้าทายต่อความสามารถของผู้บริหารด้านข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อแสดงผล ROI (Return On Investment) จากแบบจำลองแต่ละแบบ

บุคลากรไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการใช้ AI
แม้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรจะส่งผลกระทบต่อการริเริ่มโครงการ AI แต่จากผลสำรวจกลับพบว่า บุคลากรไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการนำ AI มาใช้ โดยผู้บริหารถึง 72% บอกว่า พวกเขามีบุคลากรที่มีทักษะด้านนี้พร้อมอยู่ในมือหรือสามารถจัดหาบุคลากร AI ที่มีความสามารถในแบบที่องค์กรต้องการได้

“องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดผสมผสานการใช้บุคลากรที่พัฒนาขึ้นจากภายในกับการว่าจ้างบุคคลภายนอกที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญด้าน AI ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าทีมจะสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเรียนรู้ทักษะและเทคนิค AI ใหม่ ๆ รวมถึงไอเดียใหม่ ๆ ที่ได้มาจากบุคคลภายนอก” เบรทเดอนิวซ์ กล่าวเพิ่มเติม

ความกังวลด้าน AI กับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ผิดที่ผิดทาง
ความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไม่ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเรื่องอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้ โดยมีผู้บริหารเพียง 3% เท่านั้นที่ระบุว่ารู้สึกกังวลกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ตามองค์กร 41% เผยว่าเคยพบการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของ AI มาก่อน

เมื่อถามว่าส่วนใดขององค์กรธุรกิจที่กังวลด้านความปลอดภัยของ AI มากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถาม 50% กังวลเกี่ยวกับคู่แข่ง คู่ค้า หรือบุคคลที่สามอื่น ๆ และ 49% กังวลเรื่องอันตรายจากแฮ็กเกอร์ อย่างไรก็ตามกลับมีถึง 60% ขององค์กรที่เผชิญกับปัญหาความปลอดภัยหรือเหตุการณ์ความเป็นส่วนตัวของ AI  ที่เผยว่ามีการประนีประนอมในประเด็นของข้อมูลกันภายใน

“ข้อกังวลต่าง ๆ ในด้านความปลอดภัย AI ขององค์กรมักถูกเข้าใจผิด เนื่องจากการละเมิดที่เกิดจาก AI ส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลภายใน ขณะที่การตรวจจับและป้องกันการโจมตีมีความสำคัญ ระบบความปลอดภัยของ AI ควรให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยมนุษย์ด้วยเช่นกัน” เบรทเดอนิวซ์ กล่าวสรุป

ข้อมูลเชิงลึกการสำรวจเพิ่มเติมสามารถคลิกอ่านได้ที่ “The Gartner AI Survey Top 4 Findings.” และลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ใน  “TechWave: Artificial Intelligence Annual Survey Findings.”

Gartner Data & Analytics Summit
นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์จะวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ในงาน Gartner Data & Analytics Summits 2022 ที่จะจัดขึ้นทั่วโลก โดยระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม จัดที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน จัดขึ้นที่เมืองมุมไบ และระหว่างวันที่ 7-8 พฤศจิกายน จัดที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าการประชุมผ่านทาง Twitter โดยใช้แฮชแท็ก #GartnerDA

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์
แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากแนวปฏิบัติด้านไอทีของ Gartner บน Twitter และ LinkedIn ได้ที่ #GartnerIT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์
บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แชฟฟ์เลอร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดโครงการแข่งขันด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า

บริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดโครงการการแข่งขันความคิดสร้างสรรค์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (the Future EV Mobility Creative Contest for Sustainability) สำหรับนิสิตนักศึกษา โดยจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ภายใต้แนวคิด “พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ซึ่งงานดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 160 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมนี  โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ เช่น นวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นโยบายและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

แหล่งรวมนวัตกรรมและการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้า

การแข่งขันในครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว   (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทยที่กำลังขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน    อีกทั้งยังเป็นการจัดการแข่งขันเพื่อยกย่องความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมและการคมนาคมด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EV Mobility) ของประเทศเยอรมนี รวมถึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบความคิดริเริ่มด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของเยอรมนี (German International Climate Initiative) ด้วย

นายชัชวาล ส้มจีน กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้กลายเป็นสังคมปลอดมลพิษ ภายใต้นโยบาย 30/30 ซึ่งหมายความว่า 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดจะเน้นไปที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 และด้วยสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคส่วนยานยนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะมากถึง 50% จึงทำให้ประเทศไทยซึ่งมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ชั้นนำในภูมิภาคนี้สามารถสร้างโอกาสให้กับเราอย่างมากมาย ในการพัฒนาโซลูชั่นนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโตอย่างมีศักยภาพ

นายพีระดิษฐ์ โชติภาสพุทธิ ผู้จัดการหน่วยธุรกิจระบบส่งกำลัง แผนกเทคโนโลยียานยนต์ บริษัท แชฟฟ์เลอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า  ”ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนไปสู่อีโมบิลิตี้อย่างแท้จริง ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ และประสบการณ์ที่ดีระหว่างนิสิตนักศึกษาและคณะที่ปรึกษา รวมถึงการแสดงนวัตกรรมโซลูชั่นที่หลากหลายที่มีส่วนช่วยผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตเพิ่มขึ้น”    

โครงการนี้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวดโดยใช้เกณฑ์การตัดสิน 3 หัวข้อหลัก คือ ความคิดสร้างสรรค์  ความเป็นไปได้ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าล่าสุด  โดยทีมที่ได้รับคัดเลือก ทีม ทีมละ คน เข้าร่วมแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 บาทเมื่อวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา  ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  

บ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสม

ปัจจุบันตลาดมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาวิชาโดยเฉพาะในสายงานวิศวกรรมต่างๆ ดังนั้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคส่วนการคมนาคมด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

นางสาวพัชมน ปัญโญสุข หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในธุรกิจเครือข่ายยานยนต์ก่อให้เกิดความต้องการด้านทักษะและความสามารถในวงกว้างเป็นอย่างมาก และเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในโลกอุตสาหกรรมดังกล่าว แชฟฟ์เลอร์เชื่อมั่นอย่างเต็มที่ถึงความสามารถของเราในการจัดหาเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อสร้างพนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม พร้อมด้วยทักษะที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมอย่างการแข่งขัน EV Hackathon ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้แชฟฟ์เลอร์สามารถบ่มเพาะและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการบุกเบิกและสร้างสรรค์โซลูชันเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

โดยก่อนหน้านี้ บริษัทแชฟฟ์เลอร์ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้          อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะและการปรับทักษะใหม่สำหรับวิศวกร คนทำงาน และผู้สำเร็จการศึกษาผ่านหลักสูตรโปรแกรมการเรียนรู้ และการฝึกอบรมทางเทคนิคที่ดำเนินการที่ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค ของมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบสภาพตลับลูกปืนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแชฟฟ์เลอร์ได้โดยตรง ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี  Smartcheck  และ OPTIME

แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป – We pioneer motion

ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์มามากกว่า 75 ปี ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และบริการที่ทันสมัย ในด้านการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมดิจิตอล 4.0 และพลังงานหมุนเวียน  ทำให้แชฟฟ์เลอร์เป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือในด้านการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ชาญฉลาด และยั่งยืน เราผลิตชิ้นส่วนและระบบที่มีความแม่นยำสูงสำหรับระบบขับเคลื่อน (drive train) และระบบช่วงล่าง (แชสซี) รวมถึง ตลับลูกปืนหลายชนิด เหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป  มียอดขายประมาณ 13.9 พันล้านยูโรในปี พ.ศ. 2564 โดยเป็นหนึ่งในบริษัทครอบครัวที่ใหญ่สุดในโลก ด้วยจำนวนพนักงานมากถึง 83,300 คน อีกทั้งจากข้อมูลของ DPMA (สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเยอรมนี) แชฟฟ์เลอร์เป็นบริษัทที่มีการพัฒนานวัตกรรมมากสุดเป็นอันดับสาม โดยมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปมากกว่า 1,800  รายการในปี พ.ศ. 2564


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Gala Games เตรียมเปิดตัว “Spider Tanks” 31 ต.ค.นี้! เกม PvP Brawler Esports เกมแรกบน Web 3.0

Gala Games ผู้นำระดับโลกด้านความบันเทิงและเกมบล็อกเชนบน Web 3.0 ได้ประกาศวันเปิดตัวของ Spider Tanks เกม PvP Esports Brawler เกมแรกบน Web 3.0 ที่จะเปิดตัววันที่ 31 ตุลาคม 2565 บนโปรเจก GYRI บล็อกเชนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ Gala Games โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา Gala ได้เริ่มเปิดจำหน่าย Planetary Nodes (โหนดของเกม Spider Tanks) เป็นครั้งแรกและมีช่วงเวลาจำกัด 

เมื่อสมาชิกในคอมมูนิตี้ซื้อใบอนุญาต Planetary Nodes จากการเปิดจำหน่ายครั้งนี้ จะสามารถดำเนินการ Planetary Nodes และได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบแทนกับทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศแบบกระจายอำนาจของ Spider Tanks (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Planetary Nodes คลิกที่นี่ Gala.Games)

Spider Tanks เกมรถถังในรูปแบบ Esports สุดล้ำ ถูกพัฒนาขึ้นโดย GAMEDIA เจ้าของรางวัลจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเกมนี้เป็นเกมที่เปิดให้เล่นฟรี (Free-to-Play) และยังมีระบบให้ผลตอบแทน (Play-to-Earn) โดยจะเน้นทักษะในการแข่งขัน การรวบรวมทรัพยากรและเป็นการเล่นเกมที่ขับเคลื่อนโดยผู้เล่น มีการอัปเกรดเป็นระยะ ๆ เพื่อรับผลตอบแทนจริง

สำหรับเกมนี้ผู้เล่นสามารถสร้างและปรับแต่งตัวรถถัง รวมถึงอาวุธในโรงรถของตนเองให้ออกมาไม่เหมือนใคร เมื่อผู้เล่นประกอบ Spider Tanks เสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็จะนำเข้าสู่การต่อสู้ในแผนที่สนามประลองใน Spider Tanks ต่อไป

รูปแบบเกม Esports จะทำให้ผู้เล่นได้แข่งขันกันในกลุ่มเพื่อนหรือทดสอบทักษะการแข่งขันที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากในการเปิดให้ทดสอบการเล่นครั้งล่าสุด มีจำนวนผู้เล่นเข้าร่วมเกือบ 25,000 คนต่อสัปดาห์ ทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นทั้งหมดมากกว่า 600,000 แมตช์ โดยอาวุธ รถถัง และตัวรถถัง ก็สามารถซื้อขายและอัพเกรดได้อย่างเต็มที่ในสโตร์ของ Spider Tanks 

“เป็นอีกครั้งที่เรากลับมาพร้อมปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเกม ด้วยการประกาศเปิดตัวเกม PvP Esports Brawler เกมแรกบน Web 3.0 พร้อมผลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นที่เล่นฟรีหรือผู้เล่นที่ซื้อไอเท็มต่างๆ ก็จะได้รับผลตอบแทนสำหรับความพยายามของพวกเขา”  John Osvald ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเกมของ Gala Games กล่าว “การเปิดตัวเกมนี้ ควบคู่ไปกับบล็อกเชนของเราเอง เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการให้อำนาจกับเกมเมอร์ด้วยการเป็นเจ้าของ”

Gala Games ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจในเกม ดังนี้

การสร้างกองทัพ
ผู้เล่นสามารถผสมผสานตัวรถถัง อาวุธ และไอเท็มพิเศษเพื่อทดลองเล่นบนสนามประลองได้ ซึ่งไอเท็มในเกมจะมีให้เลือกมากมาย มีรถถังฮีโร่มากกว่า 30 แบบ, อาวุธกว่า 45 แบบ และตัวรถถังอีก 45 แบบ โดยมีระดับความแรร์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้เล่นสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้อย่างลงตัว

การอัพเกรดกองทัพ
ในการอัพเกรดแต่ละเลเวลนั้น พลังที่เพิ่มขึ้นของรถถังจะแตกต่างกันไปตามการสุ่ม ผู้เล่นสามารถ อัพเกรดรถถังเพื่อเพิ่มความแรร์และมูลค่าของ Spider Tanks ของตัวเองได้ โดยระดับของไอเท็มที่อัพเกรดนั้นจะอยู่ในรูปแบบของการสุ่ม เพื่อให้แต่ละการอัพเกรดมีเอกลักษณ์และมีความพิเศษเฉพาะตัว หมายความว่าโอกาสในการได้ไอเท็มที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นหายาก ทำให้น่าสนใจและมีคุณค่ายิ่งขึ้น

โหมดการเล่นที่เพิ่มเข้ามาในเกม
Team Deathmatch:
โหมดนี้จะให้ผู้เล่นต่อสู้กันเต็มที่ โดยทีมที่สามารถทำลายรถถังได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ
Capture the Chicken: เป้าหมายของทีมคือการจับไก่ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ในแผนที่ให้ได้มากที่สุด
Capture the Flag: ในเกมจะมีธงเดียว ทีมที่ชิงและถือครองธงได้นานที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

วิธีการเล่นที่หลากหลาย
Pilot: เข้าไปควบคุม Spider Tank ของคุณเอง เพื่อต่อสู้ในแผนที่ PvP และมีส่วนร่วมในการต่อสู้ ทำให้ผู้เล่นได้ตื่นเต้นไปกับการแข่งขันแบบไม่พลาดสักช็อต
Captain: สร้างกองทัพนักขับ Spider Tank ของคุณเอง ให้ไปสู้บนแผนที่ PvP โดยคุณไม่ต้องขับ
Baron: เป็นเจ้าของแผนที่ PvP และรับผลตอบแทนจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในแผนที่ของคุณ

การรับผลตอบแทน
เกมบล็อกเชนมีระบบผลตอบแทนแบบโทเคนให้ผู้เล่นได้รับ Victory Points หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การเป็นผู้ชนะการแข่งขัน การเป็นเจ้าของแผนที่/ที่ดินที่จัดการแข่งขัน และการรันโหนด

มีสนามประลองให้เลือก
ปัจจุบันมีแผนที่ทั้งหมด 6 แห่ง ประกอบไปด้วย สถานที่หลบภัยที่มีเหมืองเก่า, เส้นทางที่น่าสะพรึงกลัวและทางเดินสุดทรุดโทรม, อารามในป่าที่มีซากปรักหักพังโบราณ, หุบเขามรณะสำหรับการประลองสไตล์ไวลด์เวสต์ และฐานที่มั่นแห่งอาร์กติกที่อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา รวมถึงแผนที่อื่น ๆ อีกมากมายที่จะเปิดตัวพร้อมเกม

วีดีโอ Spider Tanks | What is coming?!

https://www.youtube.com/watch?v=AMnExzLPnQo 

เตรียมรถถังแมงมุมของคุณให้พร้อม แล้วมาระเบิดความมันส์ไปด้วยกัน 31 ตุลาคมนี้!

#GALAGAMES #SPIDERTANKS  

เกี่ยวกับ GAMEDIA
GAMEDIA เป็นสตูดิโอเกมที่ได้รับรางวัลจากประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีประวัติยาวนาน

รายชื่อเกมที่สตูดิโอแห่งนี้ได้พัฒนาขึ้นนั้นส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาทางด้านความบันเทิงที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักบนแพลตฟอร์มและฮาร์ดแวร์อย่างกว้างขวาง โดยปัจจุบัน GAMEMEDIA มุ่งเน้นการสร้างเกมคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ผู้เล่นได้อย่างหลากหลาย ทั้งผู้เล่นบน PC,​ คอนโซล และบนมือถือ

เกี่ยวกับ Gala Game
Gala Games เป็นผู้ริเริ่มเกมบน Web 3.0 ผ่านการกระจายอำนาจ การเป็นเจ้าของและการให้ผลตอบแทน เพื่อสร้างวิธีการเล่นเกมแบบใหม่ที่พร้อมปฏิวัติวงการเกม โดยมีเกมอีกมากมายที่รอให้ผู้เล่นมาสัมผัส ตลอดจนเกมที่อยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการ Presale หรืออยู่ในช่วงทดลอง Beta ทั้งนี้ Gala Games กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกอย่างรวดเร็วด้วยแนวเกมแบบ Own-Your-Experience ที่มุ่งเน้นให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุกของเกมอย่างแท้จริง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดแล้ววันนี้! ออฟฟิศเมท พลัส สาขาเมือง ชุมพร ครบครันอุปกรณ์สำนักงานในราคาที่คุณประทับใจ

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดสาขาที่ 44 สาขาเมือง ชุมพร จัดเต็มอุปกรณ์สำนักงาน ไอที ปริ้นเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และอีกเพียบกว่า 100,000 รายการ ไม่ต้องวนหาของหลายที่ ช้อปร้านเดียวได้ของครบจัดเต็ม พร้อมรับโปรโมชั่นเปิดร้านใหม่สุดคุ้ม 18 ส.ค. 65 – 1 ก.ย. 65 สินค้าลดสูงสุด 50% รับฟรีของแถมเมื่อช้อปตามกำหนด  ช้อปสะดวกได้ที่ร้านและ Chat & Shop ที่ Line: @ofmplus_cpn บริการส่งฟรี (เมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด)

ฉลองเปิดสาขาใหม่! ได้รับเกียรติจาก  นางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมด้วยนายกรกรัญจ์ ลิ้มสินสวัสดิ์ เจ้าของร้านแฟรนไชส์,   นายมาโนช ธญญาบัตร นายกเทศมนตรีตำบลวังไผ่ และแขกผู้มีเกียรติร่วมเปิดร้าน ณ ออฟฟิศเมท พลัส สาขาเมือง ชุมพร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันเปิดตัวเครื่องพิมพ์หน้ากว้างเอนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด ผสานความแม่นยำและเที่ยงตรงสูงสุด เพื่องานพิมพ์คุณภาพสูง

30 สิงหาคม 2565 – เอปสัน ผู้นำด้านโซลูชั่นการพิมพ์ ประกาศเปิดตัว SureColor SC-T7730D เครื่องพิมพ์หน้ากว้างเอนกประสงค์สำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงในการพิมพ์ เช่น งานเขียนแบบ พิมพ์เขียว และยังสามารถตอบโจทย์ด้านการพิมพ์ประเภทอื่นๆ ด้วยคุณภาพที่สม่ำเสมอ เช่น งานพิมพ์ภาพ โปสเตอร์ต่างๆ

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “InfoTrends บริษัทวิจัยด้านการตลาดระดับโลกเคยทำการคาดการณ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ระดับมืออาชีพกลุ่มงานพิมพ์เชิงเทคนิคที่ต้องการความแม่นยำในการพิมพ์สูงว่าภายในปี 2566 จะมีงานพิมพ์ประมาณ 353 ล้านตารางเมตรถูกผลิตขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยงานหลักๆ สองประเภท ได้แก่ งาน CAD สำหรับงานวิศวกรรมและงานกราฟิก ราว 70% และงาน GIS สำหรับการทำแผนที่ประมาณ 25% ส่วนที่เหลืออีก 5% จะเป็นงานกราฟิกต่างๆ สำหรับสื่อการตลาด เช่น โปสเตอร์และแบนเนอร์”

“นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์ว่าภูมิภาคดังกล่าวจะมีจำนวนการติดตั้งเครื่องพิมพ์เชิงเทคนิคเพิ่มขึ้น 4.3% ไปจนถึงปี 2566 จากจำนวน 1 แสนเครื่องในปี 2561 ซึ่งบ่งบอกว่าวิศวกร สถาปนิก ไปจนถึงองค์กรธุรกิจ หรือหน่วยงานราชการยังคงต้องการเครื่องพิมพ์เชิงเทคนิคสำหรับงานภาพความละเอียดสูง หรืองานที่ต้องการความแม่นยำและความถูกต้องสมบูรณ์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะพิมพ์ด้วยเครื่องภายในสำนักงาน หรือจากร้านให้บริการรับพิมพ์งาน”

นำมาซึ่งการเปิดตัวเครื่องพิมพ์เอปสัน SureColor SC-T7730D เครื่องพิมพ์หน้ากว้างเอนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการงานพิมพ์ได้ครอบคลุมมากขึ้น รองรับหน้ากว้างงานพิมพ์ได้ถึงขนาด 44 นิ้ว พิมพ์งาน CAD ขนาด A1 ได้ด้วยความเร็วถึง 23 วินาทีต่อแผ่น ซึ่งนับว่าเร็วที่สุดในเครื่องระดับเดียวกัน ช่วยให้สามารถพิมพ์งานได้ปริมาณในเวลาอันสั้น ทั้งยังมั่นใจได้ถึงความแม่นยำในการพิมพ์ชัดครบทุกรายละเอียด และยังสามารถใช้พิมพ์รูปภาพหรือโปสเตอร์ต่างๆ ได้ โดยยังคงคุณภาพงานพิมพ์ที่ดีเยี่ยม เพราะใช้หัวพิมพ์ PrecisionCore MicroTFP ขนาด 2.64 นิ้ว ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเอปสัน นอกจากนี้ยังมีระบบการจัดการวัสดุการพิมพ์แบบระบบม้วนคู่ (dual roll) ที่จะสลับม้วนและม้วนเก็บกระดาษโดยอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาหยุดทำงานเพื่อเปลี่ยนกระดาษเมื่อต้องการพิมพ์งานปริมาณมากติดต่อกัน รวมถึงยังรองรับการพิมพ์บนวัสดุการพิมพ์แบบแผ่น รวมถึงรองรับการพิมพ์บนกระดาษแข็งอีกด้วย นอกจากนี้ ด้วยความทนทานของตัวเครื่องทำให้ดูแลรักษาง่าย การบำรุงรักษาต่ำ เพิ่มความคล่องตัวและความต่อเนื่องให้กับทุกการใช้งาน

ในด้านหมึกพิมพ์ เครื่องพิมพ์เอปสัน SureColor SC-T7730D มาพร้อมชุดหมึกพิมพ์ UltraChrome XD3 จำนวนทั้งหมด 6 สี ซึ่งเป็นแบบพิกเมนต์ที่ช่วยให้งานพิมพ์มีความคงทนและใช้งานได้ยาวนาน ป้องกันการซีดจาง ทนน้ำ กันรอยเปื้อน เห็นรายละเอียดตัวอักษร เส้นสายและลวดลายได้อย่างชัดเจน และด้วยชุดหมึกพิมพ์ที่มีหมึกพิมพ์สีแดงทำให้ภาพพิมพ์โดดเด่น สดใส และเต็มอิ่ม เหมาะกับงานสื่อโฆษณา ณ จุดขาย หรืองานภาพพิมพ์ที่ต้องการแสดงรายละเอียดและสีสัน นอกจากนี้ SureColor SC-T7730D ยังมาพร้อมกับ Adobe PostScript ที่ช่วยสร้างไฟล์ PDF ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และพิมพ์เอกสาร CAD ทางเทคนิคหรือพิมพ์เขียวได้อย่างครบทุกรายละเอียด รวมถึงยังมีซอฟต์แวร์ Epson Edge Print ในการควบคุมการพิมพ์ให้ได้ผลลัพธ์งานพิมพ์ที่ได้ค่าสีที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด

ยิ่งกว่านั้น ผู้ใช้สามารถใช้ Epson Print Admin และโซลูชั่นอื่นๆ ของเอปสัน ในการจัดการอุปกรณ์ ปรับปรุงการทำงาน และบริหารบัญชีสำหรับการใช้งานภายในองค์กร อาทิ Epson Device Admin และ LFP Accounting Tool หรือจัดการผ่านระบบคลาวด์ด้วย Epson Cloud Solution PORT ขณะที่ผู้ใช้ยังจะประทับใจกับความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ USB สำหรับการพิมพ์โดยตรง หรือผ่านแอปพลิเคชั่น Epson Smart Panel บนสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ และยังรองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลหรือ Harddisk แบบ SSD ได้ เพิ่มความคล่องตัวในการพิมพ์หรือจัดเก็บข้อมูลไฟล์งานที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงยกระดับความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลและขั้นตอนการพิมพ์ เหนือสิ่งอื่นใด เครื่องพิมพ์เอปสัน SureColor SC-T7730D ยังสะท้อนถึงความพิถีพิถันในเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลักษณะการใช้งาน นำมาซึ่งในดีไซน์ตัวเครื่องแบบ flat top รูปทรงเพรียวบาง ขนาดกะทัดรัดลงตัวกับทุกสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ช่วยให้ทุกการใช้งานเป็นไปได้อย่างสะดวกง่ายดาย

สนใจข้อมูลสินค้าติดต่อเอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 0-2460-9699 หรือเว็บไซต์ www.epson.co.th เฟสบุ๊ค facebook.com/epsonthailand และ LINE Official Account Epson Thailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. รับสมัครนักศึกษาใหม่ ADMISSION ประจำปีการศึกษา 2566

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)   เปิดรับสมัครผู้กําลังศึกษา หรือสําเร็จการศึกษาชั้นปีสุดท้าย  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (.3) เข้าศึกษาต่อหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ เตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทยเยอรมัน ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มัธยมศึกษาตอนปลาย (.6) หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี/5 ปี  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตรต่อเนื่อง/เทียบโอน ประจำปีการศึกษา 2566 รายละเอียด ดังนี้

TCAS รอบ 1 Portfolio  โครงการที่เปิดรับ 

          1) โควตาเรียนดี/ โควตา Portfolio   ครั้งที่ 1 รับสมัครออนไลน์ วันที่ 1 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2565   

 เฉพาะผู้สมัครระดับปริญญาตรี 4 ปี /5ปี จะต้องลงทะเบียนในระบบ TCAS 66 ทปอ. ที่ เว็บไซต์ mytcas.com  

 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป  และ ครั้งที่ 2 รับสมัคร วันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 15 มกราคม 2566  

          2) โควตานวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์/หุ่นยนต์ รับสมัครวันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2565 

  TCAS รอบที่ 2 

1) โควตาพื้นที่รับสมัคร ครั้งที่ 1 รับสมัคร วันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 15 มกราคม 2566 และ ครั้งที่ 2 รับสมัครวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – วันที่ 31 มีนาคม 2566  โครงการที่เปิดรับ ได้แก่

  • โครงการรับตรงใช้คะแนน TGAT / TPAT  เปิดรับสมัครวันที่ 5 มกราคม 2566 – 20 

กุมภาพันธ์ 2566   

  • โครงการรับตรง ใช้ A –Level รับสมัครวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2566    
  • โครงการรับตรงสอบข้อเขียน (รับวุฒิ .3  .6  ปวช. และ ปวส.) รับสมัคร 1 ธันวาคม 2565 – 28 กุมภาพันธ์  2566  
  • โครงการคัดเลือกตรงเพื่อกระจายโอกาสสำหรับผู้เรียนดี วุฒิ ปวช. และ ปวส. ครั้งที่ 1 เปิดรับสมัคร วันที่ 1 – 30 มีนาคม 2566  และ ครั้งที่ 2 รับสมัคร 20 เมษายน 2566 – 20 พฤษภาคม 2566

TCAS รอบที่ 3 Admission 

เปิดรับสมัครวันที่ 7 – 13 พฤษภาคม 2566 สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ ทปอ.  www.mytcas.com 

TCAS รอบที่ 4 Direct Admission โครงการที่เปิดรับ 

  • โครงการรับตรงสำหรับผู้มีวุฒิ ปวช. และ ปวส.  เปิดรับสมัคร วันที่ 20 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2566   
  • โครงการรับตรง สำหรับผู้มีวุฒิ .6 ครั้งที่ 1 รับสมัคร วันที่ 28 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2566  และ ครั้งที่ 2 รับสมัคร 3  – 10 มิถุนายน 2566 

ทั้งนี้กำหนดการรับสมัครของแต่ละคณะแตกต่างกัน โปรดตรวจสอบจากประกาศการรับสมัครของคณะอีกครั้ง

สมัครเรียนออนไลน์และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.admission.kmutnb.ac.th  Facebook กลุ่มงานรับเข้าศึกษา มจพ. โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1626,1627 กลุ่มงานรับสมัครเข้าศึกษา กองบริการการศึกษา มจพ. 

ขวัญฤทัย ข่าว 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเซอร์ประกาศเดินหน้าภารกิจ Earthion ก้าวสำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ใน Acer Green Day

ไทเป (25 สิงหาคม 2022) ด้วยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จำนวนที่เพิ่มขึ้นของภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างสร้างสรรค์และร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เอเซอร์ขอเชิญชวนคู่ค้าและซัพพลายเออร์มาร่วมกันช่วยลดผลกระทบที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมกันลดการใช้ทรัพยากรที่มีค่า เพื่อปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นแนวทางในการออกแบบกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบการทำธุรกิจที่สามารถผลักดันให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

การร่วมมือกันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยขยายผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างมาก รายงานของมูลนิธิ Thomson Reuters[2] ระบุว่า ความพยายามในประเด็นเรื่องสภาพอากาศและธรรมชาติในปี 2022 จะต้องถูกผลักดันขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อลดมลภาวะคาร์บอนที่สะสมมาเป็นเวลานานนับ 10 ปี ควบคุมอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นถึงแค่ระดับ  1.5 องศาเซลเซียส และลดผลกระทบที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เอเซอร์ได้ตระหนักถึงความเร่งด่วนในเรื่องนี้ และอยากเชิญชวนให้ภาคธุรกิจต่างๆ ร่วมกันช่วยผลักดันในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แบ่งปันความก้าวหน้าของความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ร่วมกับคู่ค้า ซัพพลายเออร์ และพนักงานของเอเซอร์ ใน Acer Green Day โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกของเรา

เอเซอร์เริ่มผสมผสานแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนในการดำเนินงานมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2008 บริษัทได้เปิดตัว CDP Supply Chain สำหรับการรายงานการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนเพื่อระบุความเสี่ยงและระบุแนวทางการจัดการด้านซัพพลายเชน และขยายความครอบคลุมไปถึงซัพพลายเออร์สามระดับในปีนี้ โดยในปี 2013 เอเซอร์เริ่มใช้บรรจุภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลสำหรับพีซีโน้ตบุ๊ก และในปี 2017 ได้เปิดโปรเจ็ค Humanity กับพนักงานเอเซอร์ทั่วโลกเพื่อร่วมกันริเริ่มสร้างกรอบการทำงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลูกฝังปรัชญาสีเขียวภายในวัฒนธรรมของบริษัท โดยมีพนักงานมากกว่า 70% ทั่วโลกเข้าร่วม[3]

ด้วยความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการด้านทรัพยากร (ESG) เอเซอร์ได้เปิดตัวโครงการ Earthion ในปี 2021 และเริ่มทำงานใกล้ชิดกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์เพื่อนำความคิดริเริ่มในการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้าสู่อีโคซิสเต็มส์ด้านซัพพลายเชน (Supply Chain) ตั้งแต่การติดต่อซัพพลายเออร์เรื่องวัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบสินค้า เข้าสู่กระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ จนถึงการจัดเก็บ โดยมุ่งเน้นในเรื่องพลังงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ การผลิต การขนส่ง และการรีไซเคิล ตั้งแต่กระบวนการการออกแบบจนถึงการผลิต เอเซอร์ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ แรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังของ Earthion คือความเชื่อร่วมกันว่าการทำงานร่วมกันจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามดังกล่าว ในปี 2021 เอเซอร์ได้เปิดตัว กลุ่มผลิตภัณฑ์ Vero ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ Vero ตั้งใจที่จะรวมเอาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและวัสดุรีไซเคิล ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดการใช้วัสดุที่จะก่อให้เกิดขยะ

ระบบการผลิตและโลจิสติกส์ที่มีความรับผิดชอบ
เพื่อต่อสู้กับผลกระทบของกระบวนการผลิตที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เอเซอร์ได้เข้าร่วมมือกับบริษัท Compal และ Quanta ในการปรับปรุงระบบการจัดการของเสีย ตั้งแต่การลดการใช้ถุงพลาสติกในสายการผลิต ไปจนถึงการนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนเข้ากับระบบการผลิตของซัพพลายเออร์ เอเซอร์ได้ทำงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์เพื่อสร้างกระบวนการผลิตและการขนส่งที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

การลดจำนวนการใช้เทปกาวที่ใช้ในกระบวนการบรรจุพาเลทเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ทำขึ้นเพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในระบบโลจิสติกส์  หลังจากการประเมินและทดสอบอย่างถี่ถ้วนเพื่อตรวจสอบระดับความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ เอเซอร์ก็สามารถลดจำนวนการใช้เทปกาวที่ไม่จำเป็นออกจากขั้นตอนการขนส่งสินค้าประเภทจอมอนิเตอร์ได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปริมาณการใช้เทปกาวได้ประมาณ 5,500 กม. ในปี 2023 เทียบเท่าระยะทางจากลอนดอนถึงนิวยอร์กโดยประมาณ

การพัฒนาระบบ Carbon Accounting หรือการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร เริ่มตั้งแต่การกำหนดกรอบของข้อมูล การเก็บข้อมูล การคำนวณค่าก๊าซเรือนกระจก และการรายงานข้อมูลสำหรับกิจกรรมการขนส่งของเอเซอร์ เป็นอีกก้าวสำคัญที่นำไปสู่นโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเกือบ 10%[4] ระบบนี้เป็นแนวทางแบบครบวงจรในการวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งและเอเซอร์ตั้งเป้าที่จะดำเนินการในทั่วโลก

กลุ่มผลิตภัณฑ์ Vero ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เอเซอร์เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vero โดยเริ่มจากแล็ปท็อป Aspire Vero แล็ปท็อปเครื่องแรกที่สร้างขึ้นด้วยการใช้พลาสติกรีไซเคิล (PCR) 30% ที่ตัวเครื่อง และพลาสติก PCR 50% บนแป้นพิมพ์เพื่อลดมลภาวะจากการผลิตพลาสติกใหม่ ผลิตภัณฑ์นี้ยังได้รับการออกแบบเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการซ่อมแซมหรืออัปเกรดเพื่อยืดอายุการใช้งาน โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการประมวลผล

วันนี้เอเซอร์ขอนำเสนอ Acer Chromebook Vero 514  ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากกลุ่ม Vero ที่ขยายมายังกลุ่มคอมเมอร์เชียล รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งแล็ปท็อป จอมอนิเตอร์ โปรเจ็กเตอร์ เดสก์ท็อป อุปกรณ์เสริม และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อผลักดันการใช้วัสดุรีไซเคิล

บรรจุภัณฑ์ของ Aspire Vero ได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบตามระบบการออกบบที่ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ ขนาดอุปกรณ์ และส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้รับรางวัล Red Dot Brands & Communication Design ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ กล่องด้านนอกทำจากเยื่อกระดาษรีไซเคิล 80-85% และลดการใช้พลาสติกโดยใช้ปลอกกระดาษทดแทนในการป้องกันอะแดปเตอร์ นอกจากนี้ ถุงใส่แล็ปท็อปและแผ่นกันรอยแป้นพิมพ์ยังทำจาก PET รีไซเคิล 100% (Polyethylene terephthalate (PET) และบรรจุภัณฑ์ในส่วนต่างๆ ก็สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% และชิ้นส่วนกล่องด้านในยังนำมาใช้ซ้ำได้เพียงไม่กี่ขั้นตอนก็สามรถปรับเปลี่ยนมาเป็นขาตั้งโน้ตบุ๊กได้

การสร้างความสมดุลระหว่างความยั่งยืน การใช้วัสดุรีไซเคิล และความทนทานของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่ท้าทายมาโดยตลอด เอเซอร์ได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบและพันธมิตร Golden Arrow, Shin Shin, Sun Young, Quanta และ Wistron เพื่อค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยไม่สูญเสียด้านความแข็งแรงและความทนทาน  ในขณะที่เอเซอร์กำลังเข้าใกล้เป้าหมายในการนำพลาสติก PCR สูงสุด 30% มาใช้กับผลิตภัณฑ์หลักกลุ่มต่างๆให้ได้ภายในปี 2025 บริษัทยังจะคงค้นหาวัสดุใหม่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

โซลูชั่นสมาร์ทซิตี้ช่วยประหยัดทรัพยากร
เพื่อสอดคล้องกับภารกิจในการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เอเซอร์ได้ทำงานเกี่ยวกับโซลูชั่นสมาร์ทซิตี้ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและสร้างวิถีชีวิตที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น ในหลายเมืองเอเซอร์ใช้ระบบจอดรถริมถนนอัจฉริยะและโซลูชันการชาร์จ EV ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่หาพื้นที่จอดรถช่วยลดเวลาบนถนนและใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดการจราจรและลดการปล่อยคาร์บอน เอเซอร์ยังได้พัฒนาสมาร์ทโซลูชันเพื่อช่วยประหยัดน้ำ ตรวจสอบคุณภาพอากาศ และเพื่อช่วยปรับสภาพแวดล้อมของเราให้ดีขึ้น

เป้าหมาย: แหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2035
เอเซอร์กรุ๊ป ได้เข้าร่วมโครงการ RE100 ในปี 2021 และให้คำมั่นว่าจะจัดหาพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2035 นอกเหนือจากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Earthion” โดยการนำระบบการเปิดเผยข้อมูลทั่วโลกของ CDP มาใช้แล้ว องค์กรเอเซอร์ได้เริ่มใช้พลังงานสีเขียวมาตั้งแต่ต้นปี 2013 สำนักงานบางแห่งมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ณ สิ้นปี 2020 และสำนักงานของเอเซอร์ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลกใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในขณะที่พลังงาน 45% ที่กลุ่มเอเซอร์ใช้นั้นสามารถใช้หมุนเวียนได้

เอเซอร์เชื่อว่าความยั่งยืนเป็นความพยายามระดับโลกที่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างแท้จริง  เอเซอร์ไม่เพียงแต่ตั้งเป้าที่จะให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังต้องการส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ เข้าร่วมการเดินทางในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

ใน Acer Green Day เอเซอร์ได้จัดกิจกรรม 21-Day Challenge” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ Earthion ส่งเสริมให้พนักงานได้ร่วมปฏิบัติภารกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมทุกวันและทำให้ติดเป็นนิสัย รวมถึงขยายไปถึงพนักงานของคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ตลอดจนผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมภารกิจผ่าน Instagram ที่ #Acer21DayChallenge พร้อมติดตามเรื่องราวจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ เกี่ยวกับการ Reduce/ Reuse / Recycle และกิจกรรมในไลฟสไตล์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของพวกเขา

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมของ Acer Green Day ได้ที่ https://www.acer.com/earthion


Exit mobile version