ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนทุกคนจัดมุมทำงานใหม่ในสไตล์
พบกับโปรโมชั่นจัดจ้านในย่
พิเศษสุด! ออฟฟิศเมท ห่วงใยชาวออฟฟิศ อยากให้ทุกคนห่างไกลออฟฟิศซิ

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนทุกคนจัดมุมทำงานใหม่ในสไตล์
พบกับโปรโมชั่นจัดจ้านในย่
พิเศษสุด! ออฟฟิศเมท ห่วงใยชาวออฟฟิศ อยากให้ทุกคนห่างไกลออฟฟิศซิ
ริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร คว้ารางวัล “Deal of the year” จาก วีม ซอฟต์แวร์ ในงาน “Veeam Partner Appreciation Day 2022” โดย คุณชัยวัฒน์ ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจซอฟท์แวร์และโซโลูชัน รับมอบรางวัลจาก มร.ชิวา พิลเลย์, GM & Senior Vice President, Asia Pacific & Japan Veeam Software และ คุณเจษฎา ภาสวรวิทย์, Country Director, Veeam Software Thailand ร่วมแสดงความยินดี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ The Athenee Hotel Bangkok
รางวัล “Deal of the year” เป็นรางวัลสำหรับการทำ Solution Integration บนระบบงาน Backup ทั้งหมด รวมถึงระบบงาน DR ซึ่งสามารถ Replace คู่แข่งของ Veeam ได้ทั้ง Solution
ศ.ดร.สุชาติ เชี่ยงสิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) “การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม”พร้อมด้วย รศ.ดร.ไพโรจน์ สถิรยากร
คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 ณ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยพิธีลงนามดังกล่าวมีผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าร่วมลงนามในพิธีด้วย
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีความประสงค์ในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมเป็นฐานการดำเนินงานการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเครือข่ายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแก่นักเรียนในโครงการห้องเรียนสีเขียว และเป็นฝ่ายสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนของมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ
ให้ความรู้ด้านนวัตกรรมและร่วมเป็นคณะทำงานในโครงการดังกล่าว รวมทั้งพัฒนากลยุทธ และแนวทางความร่วมมือในกระบวนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมต่อไป
ประจักษ์เวช ข่าว-ภาพถ่าย
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 14 กันยายน 2565 – การ์ทเนอร์ชี้ผลกระทบของการกำกับดูแลทางเทคโนโลยีที่เกิดจากการเมืองระหว่างประเทศได้นำไปสู่ยุคภูมิศาสตร์การเมืองทางดิจิทัล (Digital Geopolitics) อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารไอที (CIO) ในบริษัทข้ามชาติต้องแสดงบทบาทผู้นำ
จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ ระบุว่าคณะกรรมการบริหารขององค์กรต่าง ๆ 41% มองประเด็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจและความวุ่นวายทางภูมิศาสตร์การเมืองเป็นหนึ่งในความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อการดำเนินธุรกิจ โดยการ์ทเนอร์ยังคาดด้วยว่าภายในปี 2569 องค์กรข้ามชาติถึง 70% จะปรับทิศทางการดำเนินงานในประเทศต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดการเปิดเผยข้อมูลทางภูมิศาสตร์การเมือง
ไบรอัน เพลนติส รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัลเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่สร้างความปั่นป่วนที่สุดที่ผู้บริหารไอทีต้องรับมือ โดยเวลานี้มีผู้บริหารมากมายกำลังจัดการกับข้อพิพาททางการค้า หรือกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งที่กระทบต่อการดำเนินงานไปทั่วโลก และข้อจำกัดในการจัดหาและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด ซึ่งผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบ”
ภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) อธิบายถึงอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศ อันเป็นผลจากการแข่งขันระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการแข่งขันทาง เศรษฐกิจ การทหาร และทางสังคม เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่ ภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัล (Digital Geopolitics) จึงเกิดขึ้นที่มีผลกระทบอย่างโดดเด่นชัดเจน
ผู้บริหารไอทีต้องแสดงบทบาทสำคัญเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อองค์กร พร้อมจัดระบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมดิจิทัลขึ้นใหม่ถ้าจำเป็น โดยพวกเขาจะต้องจัดการหรือใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัล 4 ด้านเด่น ดังนี้ (ตามภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 ภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัล 4 ด้าน
ที่มา: การ์ทเนอร์ (สิงหาคม 2565)
อธิปไตยดิจิทัลจะเป็นแหล่งหลักที่มีความซับซ้อน มีพลวัตและขยายตัวเรื่อยๆ ของแนวทางการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับบริษัทข้ามชาติ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จัดการเรื่องนี้ผ่านอำนาจนิติบัญญัติและการกำกับดูแล เช่น กฎหมายความเป็นส่วนตัว หรือ GDPR และกำลังขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายนอกอาณาเขต (Extraterritorial Legislation) มากขึ้น โดยหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องติดต่อหรือทำธุรกรรมกับพลเมืองในเขตอำนาจศาลของประเทศหนึ่ง ๆ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น ไม่ว่าองค์กรจะดำเนินธุรกิจที่ใดหรือพลเมืองนั้นอาศัยอยู่ที่ใด
ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีส่วนร่วมในเชิงรุกเพื่อให้แน่ใจว่ารูปแบบการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรและแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของพวกเขาคือการตระหนักถึงสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและพูดคุยกับผู้บริหารอื่น ๆ ถึงแนวทางขององค์กรว่าเอื้อต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดทั่วทั้งองค์กรอย่างไร
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่ในสายตาและเป็นที่สนใจอย่างมากสำหรับผู้กำหนดนโยบายสาธารณะทั่วโลก ด้วยขนาด การเติบโต ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ รายได้จากภาษี ความเป็นไปได้ของการจ้างงาน และไม่ค่อยมีการเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบด้านทรัพยากรของประเทศในด้านใดโดยเฉพาะ
รัฐบาลหลายประเทศกำลังลงทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของตน ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ พยายามแก้ไขความไม่สมดุลระดับภูมิภาคของการผลิตชิปทั่วโลก ผ่านกฎหมายสร้างแรงจูงใจให้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่ออเมริกา ในชื่อกฎหมาย CHIPS for America Act (หรือ Creating Helpful Incentives to Produce Semiconductors for America Act) และรัฐบาลออสเตรเลียที่นำเสนอแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลปี 2030 (Digital Economy Strategy 2030) รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดใหม่และมีพลวัตเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
ความพยายามในการจัดตั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศ ทำให้ผู้บริหารไอทีมีโอกาสสร้างการมีส่วนร่วมเชิงรุกกับภาครัฐฯ โดยต้องปรับแผนการดำเนินงานให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและบูรณาการระหว่างความเชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นกับการเข้าถึงการร่วมสนับสนุนทางนวัตกรรมของรัฐบาลให้เข้ากันอย่างที่สุด
การเติบโตและเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของภารกิจทางการทหารและความมั่นคงแห่งชาติจะจำกัดความพร้อมของบางเทคโนโลยีในประเทศต่าง ๆ ซึ่งองค์กรและผู้บริหารไอทีต่างได้รับผลกระทบจากสงครามไซเบอร์ใหม่ ๆ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีที่มีอยู่ในด้านการสู้รบและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย
ซีไอโอไม่สามารถพึ่งพาความพร้อมของเทคโนโลยีที่องค์กรเคยใช้ได้กับการดำเนินงานในประเทศใด ๆ ก็ได้อีกต่อไป และมีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญกับซัพพลายเออร์ที่ถูกจำกัดและดำเนินงานตามคำสั่งเท่านั้น ดังนั้นเพื่อลดปัญหาการหยุดชะงัก พวกเขาต้องตั้งศูนย์กลางของผู้จัดจำหน่ายและความเป็นเลิศด้านความเสี่ยงทางเทคโนโลยี เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์หลักร่วมกับข้อบังคับของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
การแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการกำกับดูแลไซเบอร์สเปซจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทข้ามชาติ ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลหลอมรวมสังคมในทุก ๆ ด้านเข้าด้วยกัน ประเทศต่าง ๆ พยายามสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีของตนเองนั้นสะท้อนและสนับสนุนค่านิยมหลักรวมถึงการดำเนินชีวิตของพลเมืองของตน ซึ่งรัฐบาลต่าง ๆ ได้ข้อสรุปเพิ่มมากขึ้นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศที่ได้รับการป้องกันคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
แม้แผนงานควบคุมกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของภาครัฐจะอยู่นอกเหนือหน้าที่ของซีไอโอ แต่ผู้บริหารไอทียังมีบทบาทสำคัญกับความสามารถของการดำเนินธุรกิจในระดับสากล ที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารท่านอื่น ๆ เกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อควบคุมไซเบอร์สเปซ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร ด้วยการทำบรรยายสรุปประจำปีเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของไซเบอร์สเปซใหม่ ๆ
ลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “What Forces Are Driving Digital Geopolitics and Where CIOs Should Focus” และ “3 Critical Actions for Executives to Cope With Long-Term Impacts of Geopolitical Tensions.”
มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงาน DIGITAL TRANSFORMATION 2022 โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมด้วยคณาจารย์ นักศึกษา ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคาร 50 ปี วิศวะรวมใจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อเร็วๆนี้
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บรรยายในหัวข้อ Global Challenges and Digital Transformation : The immediate challenges to tackle โดยได้กล่าวสรุปในช่วงท้ายการบรรยายว่า “ความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจในโลก เปลี่ยนรูปแบบของปัญหาพื้นฐาน และเปลี่ยนเร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าดูแล้ว เราคงต้องใช้ดิจิตอลเทคโนโลยีมาช่วยเราบริหาร แปลว่าต้องทำให้เร็วขึ้น ดีขึ้น ผมเลยขอหยิบยกข้อความของ Mark Carney ในหนังสือ Value ที่เป็นหนังสือ Best Seller ที่ออกเมื่อปีที่แล้ว โดยเขากล่าวว่า Digitalization by Design not by Default หรือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ต้องดำเนินไปอย่างมีทิศทาง มีการวางแผน และออกแบบ ไม่ใช่ให้เป็นไปอย่างไร้การควบคุม หรือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งความหมายของเขา คือ เราต้องรู้ว่าเราจะทำเทคโนโลยีเพื่อใคร และเพื่ออะไร ฉะนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราชาว มข. คงจะตั้งความหวังและให้กำลังใจผู้ที่ทำงานด้าน Digital transformation technology และ ร่วมมือกันมาจัดการจัดระบบ ที่จะมาช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆในการทำงาน รวมไปถึงบรรเทาปัญหาต่างๆที่โลกกำลังเผชิญอยู่ให้เบาบางลง
รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บรรยายในหัวข้อ ERP Big jump in university operation ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า จากการที่สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กำหนดวิสัยทัศน์ และ ความต้องการให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็น Smart campus และ Smart University สิ่งที่จะตอบโจทย์ คือ ดิจิตอลเทคโนโลยี และ ผมคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ Paperless หรือ Digital Organization ในส่วนของระบบ Back Office ต้องใช้ระบบ ERP เข้ามาจัดการ ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของการกำหนดอยู่ในยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใน ยุทธศาสตร์ที่ 5 Management Transformation ยุทธศาสตร์ที่ 8 Digital transformation
“มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีแผนในการนำระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร Enterprise Resource Planning หรือ ERP มาใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนทรัพยากรขององค์กร เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรอย่างสูงสุด โดยระบบสารสนเทศภายในองค์กร ที่สามารถบูรณาการงานหลักต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกันได้ทั่วทั้งองค์กร มีเป้าหมายในการพัฒนาดังนี้ คือ 1 กระบวนการหลักของทุกระบบ ต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างกันในขั้นตอนการทำงานที่ต่อเนื่อง 2. ลดความซ้ำซ้อนของการทำงานด้วยกระบวนการที่เป็นอัตโนมัติมากขึ้น 3. เป็นระบบฐานข้อมูลที่มีการทำงานแบบเรียลไทม์ 4. รองรับการทำงานผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท”
นอกจากนี้ยังในงาน DIGITAL TRANSFORMATION 2022 ยังมีการบรรยาย หัวข้อน่าสนใจ อาทิ PDPA : Basic human rights in digital world โดย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หัวข้อ PDP in practice of KKU : Action to protect personal rights โดย ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี หัวข้อ Metaverse in Learning : Endless entity of education โดย Dan Lejerskar EON Reality และ การแสดงนิทรรศการด้านไอทีจากบริษัทชั้นนำระดับโลก
/////////////////////
ข่าว : นางสาวรวิพร สายแสนทอง
นักประชาสัมพันธ์ กองสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดงาน Imagine Live Thailand 2022 งานแสดงเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร 3 วันเต็ม สำหรับเป็นแพลตฟอร์มทำงานร่วมกันระหว่างพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทยบนพื้นฐานเทคโนโลยี 5G
โดยไฮไลท์ของงาน คือ การมีบทบาทและการมีส่วนร่วมของพันธมิตรมากมายจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน อาทิ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันส่งเสริมและเร่งการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในประเทศไทย
อีริคสัน และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จะร่วมมือกันแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด กลยุทธ์ต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและไซเบอร์ พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย
ทั้งนี้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อีริคสันและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ยังได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อผนึกกำลังของทั้งสองหน่วยงานเพื่อส่งมอบความรู้เทคโนโลยี 5G ให้แก่นักศึกษาไทย โดยนักศึกษาของ มจธ. จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงแนวคิดการศึกษาของ ‘Ericsson Educate’ ที่เป็นโครงการริเริ่มด้านการศึกษาออนไลน์ของอีริคสัน ซึ่งจะช่วยเสริมการเรียนรู้ทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องให้แก่นักศึกษาของ มจธ. ด้วยหลักสูตรต่าง ๆ ที่เพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีและเตรียมพร้อมนักศึกษาสำหรับการไปทำงานในภาคโทรคมนาคมของประเทศไทย
มร.อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อีริคสันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ในฐานะผู้นำเทคโนโลยี 5G ระดับโลก อีริคสันจะนำเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่ล้ำสมัย พร้อมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสนับสนุนประเทศไทยให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายการหลอมรวมเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมเข้าไว้ด้วยกัน”
ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า “เราจะทำงานร่วมกับอีริคสันในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ของประเทศไทย โดยภารกิจหลักของเราคือการร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์สำหรับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล พร้อมกับส่งเสริมนวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายของดีป้าในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
ภายในงาน Imagine Live Thailand 2022 ประกอบด้วยการบรรยายบนเวทีจากผู้นำทางความคิดในวงการ พร้อมพื้นที่การสาธิตเทคโนโลยีที่มอบประสบการณ์โดดเด่น และมีการจัดแสดงนวัตกรรม ข้อมูลเชิงลึก ข้อเสนอล่าสุด รวมถึงผลงานต่าง ๆ ของอีริคสัน
โดยอีริคสันมีการจัดแสดงนวัตกรรมโซลูชันพร้อมกรณีการใช้งานที่หลากหลาย ประกอบด้วย โซลูชันการสื่อสารผ่านโฮโลแกรม (Holographic Communication) เทคโนโลยีเกษตรกรรมอัจฉริยะในเมตาเวิร์ส (Smart Agricultural Technology in Metaverse) นวัตกรรมสื่อสารที่ต้องการความแม่นยำสูง (Time-Critical Communication) และตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจที่ใช้ 5G จากทั่วโลก
“โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมของเรา ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารเหล่านี้จะช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่เกิดขึ้นได้จากทั่วโลก และเรายังคงเดินหน้าทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มเครือข่าย 5G ที่มีศักยภาพสูงในวันนี้นั้นพัฒนาไปสู่ยุค 6G ที่จะนำเสนอความสามารถใหม่ ๆ พร้อมมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า” มร.อิกอร์ มอเรล กล่าวสรุป
อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้สนับสนุนการเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 130 เครือข่าย ใน 56 ประเทศ พร้อมเครือข่าย 5G แบบ Standalone จำนวน 17 เครือข่าย ทั่วโลก
รศ.ดร.ชนศักดิ์ บ่ายเที่ยง ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านวิชาการ การประกันคุณภาพการศึกษาและงานสวัสดิการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานกล่าวเปิดการแข่งขัน 2022 MakeX Thailand Robotics Competition รอบเก็บคะแนนรุ่น Starter สนามที่ 4 และรุ่น Explorer สนามที่ 2 พร้อมด้วย รศ.สุพร รัตนพันธ์ หัวหน้าศูนย์สะเต็มศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวแนะนำศูนย์สะเต็มศึกษาของมหาวิทยาลัย
กิจกรรมดังกล่าว สืบเนื่องจากความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ศูนย์สะเต็มศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบริษัท อิมเมจิเนียริ่ง เอ็ดดูเคชั่น จำกัด และในการแข่งขันครั้งนี้ภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ได้นำนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสิน เมื่อวันที่ 10 – 11 กันยายน 2565 ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคารปฏิบัติการและประลองรวม (อาคาร 44) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและออกบูทประชาสัมพันธ์หลักสูตรที่เปิดสอน
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) เดินหน้าร่วมมือองค์กรชั้นนำ รุกสร้างความยั่งยืนด้วยระบบดิจิทัล นำทีมโดย นายมงคล ตั้งศิริวิช (ขวาสุด) รองประธานกลุ่ม Strategic Accounts ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา จับมือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดยนายอมร แดงโชติ (ที่สองจากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ บริษัท พรีไซซ ซิสเท็ม แอนด์ โปรเจ็ค จำกัด บริษัทในเครือ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญางานจ้างเหมาติดตั้งระบบ SCADA Smart Grid ADMS สำหรับระบบจำหน่ายแรงต่ำ กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำโดย นายปราโมทย์ สุดทรัพย์ (ที่สองจากซ้าย) รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยพิธีลงนามสัญญามีขึ้น ณ อาคารศูนย์สั่งการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้ (25 สิงหาคม 2565)
นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือในการผลักดันสร้างความยั่งยืนร่วมกันภายใต้แผนยุทธศาสตร์ PEA Digital Utility ซึ่งสอดรับกับแคมเปญ Green Heroes for Life ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมกันจัดการระบบพลังงานและดิจิทัล เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น #GreenHeroesforLife
กรุงเทพ – 8 กันยายน พ.ศ. 2565 — จีอี (NYSE: GE) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ ประกาศเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 1 และ 2 ที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้าบางปะกงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 ซึ่งดั้งเดิมนั้น ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าจำนวน 5 ชุดที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและดีเซลเป็นเชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใหม่สองชุดนี้ ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงและขับเคลื่อนด้วยอุปกรณ์ของจีอี จะผลิตไฟฟ้าแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ปลดระวางแล้ว และควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าบางปะกง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของโรงไฟฟ้า
โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง สอดคล้องกับเป้าหมายของกฟผ. ในการเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ด้วยการใช้อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่มีประสิทธิภาพสูง
นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง นับเป็นการพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าและทันสมัยครั้งสำคัญ และยังดำเนินการตามนโยบายของรัฐที่ให้ปลดระวางโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพต่ำและมีอายุการใช้งานมานานมากแล้ว โดยทดแทนด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมรุ่นใหม่ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. มีความไว้วางใจจีอี ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานซึ่งมีเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับความต้องการในอนาคต ที่จะช่วยให้เราสามารถจัดหาพลังงานที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนมากขึ้นให้กับประชาชน ทั้งในปัจจุบันและในปีต่อๆ ไป”
โรงไฟฟ้าใหม่ทั้งสองชุดนี้ จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนราว 3 ล้านครัวเรือน โดยจะผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันก๊าซ 9HA.02 ของจีอี เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยใช้จำนวน 2 เครื่อง 9HA.02 เป็นกังหันก๊าซความถี่ 50 เฮิรตซ์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดของจีอี นอกจากนี้ ยังมีกังหันไอน้ำ STF-A650 ที่ล้ำหน้า 2 เครื่อง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า W86 จำนวน 2 เครื่อง และจีอียังได้ลงนามสัญญาระยะยาวกับกฟผ. ในการให้บริการด้านอะไหล่และซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าอีกด้วย
นายราเมช สิงการาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจพลังงานก๊าซ ประจำภูมิภาคเอเชีย จีอี กล่าวว่า “ในประเทศไทย จีอีได้สนับสนุนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้านพลังงานของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับกฟผ. ซึ่งเป็นลูกค้าของเรามาอย่างยาวนาน การขยายตัวของการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนประเทศไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ต่ำลงอีกในอนาคต เพราะการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ไม่เพียงแต่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน แต่ยังเป็นเทคโนโลยีปลายทางในอนาคตด้วย”
“จีอีในฐานะผู้นำระดับโลกด้านความยืดหยุ่นของเชื้อเพลิงที่ใช้กับกังหันก๊าซ เรากำลังปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า (ทั้งโรงไฟฟ้าใหม่และโรงไฟฟ้าเดิมที่ใช้อยู่) ผ่านการผสมผสานเทคโนโลยีทั้งก่อนและหลังการเผาไหม้ ความก้าวหน้าในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง และแนวทางการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ช่วยให้กังหันก๊าซเป็นเทคโนโลยีปลายทาง ไม่ใช่เป็นเพียงการลงทุนระยะสั้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น” นายราเมช กล่าวเสริม
กังหันก๊าซของ GE ทำงานโดยใช้เชื้อเพลิงที่มีไฮโดรเจนเป็นส่วนผสมในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานเหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานปิโตรเคมี มานานหลายทศวรรษแล้ว กลุ่มผลิตภัณฑ์กังหันก๊าซ H-Class ของจีอี มีระบบการเผาไหม้ DLN 2.6e ทำให้สามารถใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงได้ในอัตราส่วน 50% เมื่อผสมกับก๊าซธรรมชาติ ระบบการเผาไหม้นี้เป็นคุณสมบัติมาตรฐานของกังหันก๊าซรุ่น 9HA.01/9HA.02/7HA.03
ในปัจจุบัน กลุ่มผลิตภัณฑ์กังหันก๊าซ H-Class ของจีอี มีการเติบโตเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับเดียวกัน โดยปัจจุบัน มีลูกค้ามากกว่า 50 รายใน 20 ประเทศ จีอีคาดว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของกังหันก๊าซ HA สำหรับใช้งานเชิงพาณิชย์จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในปีพ.ศ. 2565 นี้
ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 51 กิกะวัตต์ (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2565 ที่มา: Enerdata) และการใช้ก๊าซมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 (เพิ่มขึ้น 5.1 กิกะวัตต์) โดยมีส่วนแบ่งมากที่สุดคิดเป็น 51% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด GE ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 ปัจจุบัน 30% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศ มาจากอุปกรณ์ของจีอี ก๊าซ พาวเวอร์ โดยมีการใช้กังหันก๊าซของจีอีมากกว่า 100 เครื่อง และจีอียังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจด้านต่างๆ รวมถึงธุรกิจพลังงาน การบิน และการดูแลสุขภาพ จีอีมีสำนักงานสองแห่งในประเทศไทย รวมทั้งมีศูนย์บริการและจัดหาอุปกรณ์สำหรับการทำงานของกังหันก๊าซ
เกี่ยวกับ GE Gas Power
GE Gas Power เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี บริการ และโซลูชั่นบริหารจัดการพลังงานก๊าซธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เราผลิตพลังงานที่ล้ำหน้า สะอาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน นอกจากนี้ เรายังสร้างสรรค์เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตด้วย ด้วยฐานผู้ใช้งานกังหันก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของโลก และชั่วโมงทำงานว่า 670 ล้านชั่วโมงทั่วฐานกำลังของจีอี เราส่งมอบเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และประสบการณ์หาที่เปรียบไม่ได้ในอุตสาหกรรม ทั้งในการสร้าง ดำเนินการ และบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชั้นนำ
หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gepower.com. หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Twitter @GE_Power และ LinkedIn
GE Gas Power เป็นส่วนหนึ่งของ GE Vernova ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจด้านพลังงาน พลังงานหมุนเวียน บริการดิจิทัล และบริการทางการเงินด้านพลังงาน ที่มุ่งสนับสนุนการปรับเปลี่ยนของลูกค้าในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก
บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุ
โปรเจคเตอร์ BenQ รุ่น EH620 เป็นสมาร์ทโปรเจคเตอร์แบบ all-in-one ที่มีการประมวลผลอยู่บนระบบปฏิ
นายวัชรพงษ์ วงษ์มา กรรมการผู้อำนวยการ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ BenQ ได้เปิดตัวสมาร์ทโปรเจคเตอร์รุ่
“ BenQ EH620 สามารถป้องกันการละเมิดข้อมูลอั
นอกจากนี้ BenQ EH620 ยังได้รับการรับรองว่าเป็นสมาร์
สมาร์ทโปรเจคเตอร์ BenQ EH620 เปลี่ยนห้องประชุมธรรมดาให้เป็
นอกเหนือจากการติดตั้ง Windows 11 IoT Enterprise แล้วสมาร์ทโปรเจคเตอร์ BenQ EH620 ยังมี BenQ Uni Launcher UI ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งระบบปฏิ
เพื่อมอบประสบการณ์การประชุ
สำหรับ สมาร์ทโปรเจคเตอร์ BenQ EH620 เปิดตัวแล้ววันนี้ ในราคา 59,900 บาท และสั่งซื้อสินค้าได้ที่ตั
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ
www.benq.com/th-th/business/
BenQ Smart Projector สำหรับธุรกิจ:
www.benq.com/th-th/business/