Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฟูจิตสึ ประกาศจัดงาน Fujitsu ActivateNow 2022 ในเอเชีย นำเสนอนวัตกรรมดิจิทัล โชว์วิสัยทัศน์ระดับโลกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

กรุงเทพ—4 ต.ค. 2565– ฟูจิตสึ ประกาศเตรียมจัดงานอีเวนต์ออนไลน์ระดับโลก Fujitsu ActivateNow 2022 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2565 โดยเน้นวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และกรณีศึกษา เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สังคม ลูกค้า คู่ค้า และบรรดาผู้นำรุ่นต่อไป

งานนี้ มีโปรแกรมจัดขึ้นทั่วโลก นำโดย คุณทาคาฮิโตะ โทคิตะ CEO และ CDXO ของฟูจิตสึ กรุ๊ป และ คุณวิเวก มหจัน CTO รวมทั้งวิทยากรพิเศษอีกมากมาย นอกจากนี้ ฟูจิตสึ ยังมีโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ร่วมงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยคุณแกรม เบียร์ดเซลล์ EVP และ CEO ของฟูจิตสึ เอเชียแปซิฟิก จะแสดงวิสัยทัศน์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในมุมมองของเอเชียแปซิฟิก

ภายในงาน คุณทาคาฮิโตะ โทคิตะ CEO และ CDXO ของฟูจิตสึ จะแถลงเปิดงาน นำเสนอทิศทางของฟูจิตสึ การทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร ในการส่งมอบการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนเชิงธุรกิจ เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น โดยในการบอกเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ จะมีวิทยากรทั้งจากฟูจิตสึเอง และวิทยากรรับเชิญพิเศษจากทั่วโลกมาร่วมด้วย

รวมทั้ง คุณเมกูมิ ชิมาสุ รองประธานอาวุโส ของฟูจิตสึ จะมาเล่าเรื่องราว ความพยายามของลูกค้า ในการแก้ปัญหาสังคมผ่านค่านิยมใหม่ที่สร้างขึ้นโดยฟูจิตสึ ยูวานซ์ ในการเชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และไอเดียเข้าด้วยกัน

สำหรับผู้ชมในภูมิภาคเอเชีย คุณแกรม เบียร์ดเซลล์ EVP และ CEO ของฟูจิตสึ เอเชียแปซิฟิก จะมานำเสนอข้อมูลภายในว่า ฟูจิตสึ มีการจัดลำดับความสำคัญของความยั่งยืนเชิงธุรกิจและจะยกระดับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับลูกค้าและชุมชนได้อย่างไร

โดย ฟูจิตสึ สนับสนุนให้บรรดาผู้นำทั้งหลาย มีการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของตน เพื่อค้นหาความคิดริเริ่มใหม่ๆ ที่สามารถเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้ และแนะนำให้ใช้ประโยชน์จาก อีโคซิสเต็มทางธุรกิจ เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ สู่แนวทางการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

โดยช่วงท้าย คุณโคจิ มาสึดะ หัวหน้าสำนักงานเอเชียตะวันออก จะมานำเสนอข้อมูลสำคัญหลักๆ ในงาน Fujitsu ActivateNow 2022 ครั้งนี้อีกด้วย

ภาพรวมของงาน

วันพุธที่ 12 ตุลาคม 2565

เวลา 13.30 .  (ไทย)

–  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สิงคโปร์มาเลเซียฟิลิปปินส์เวียดนามอินโดนีเซียอินเดีย) เวลา 14.30 ตามเวลาสิงคโปร์ (SGT)

– เอเชียตะวันออก (จีนฮ่องกงไต้หวันเกาหลีใต้)เวลา 14.00 ตามเวลาจีน (CST)

 

แหล่งข้อมูลออนไลน์

ไมโครไซต์ Fujitsu ActivateNow- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ / เอเชียตะวันออก

ลงทะเบียน– เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ / เอเชียตะวันออก


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

องค์กรควรตั้งเป้าลด “หนี้ทางเทคนิค” ให้เป็นศูนย์หรือไม่?

โดย นายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์

ถ้าธุรกิจคุณอยู่ในแวดวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับหนี้ทางเทคนิค (หรือ Technical Debt)  ซึ่งการที่เราต้องคอยดูแลรักษาโค้ดที่มีอยู่หรือปรับปรุงแอปพลิเคชันรุ่นเก่านั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของภาระการทำงานที่เป็นผลมาจากหนี้ทางเทคนิคขององค์กร กล่าวง่าย ๆ ก็คือหนี้ทางเทคนิคหมายถึงการเขียนโค้ดโดยใช้วิธีลัดในอดีต ที่ส่งผลมาถึงอนาคตทำให้คุณต้องแก้ไขอดีตของโค้ดนั้น

ลองจินตนาการดูว่าจะน่าหวั่นใจเพียงใดหากองค์กรต้องรื้อแก้โค้ดบางส่วนที่มีอยู่ และยังต้องทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันจะทำงานได้ตามที่คาดหวัง และยังต้องศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโค้ด “เก่า” ที่นักพัฒนาคนอื่น ๆ เคยเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน แค่นึกถึงงานยุ่งยากมากมายที่รออยู่ ก็รู้สึกหมดแรงแล้ว!

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจซึ่งเกิดจากการที่ใช้วิธีลัดและเกิดหนี้ทางเทคนิค:

  • ขั้นตอนการพัฒนาช้าลง: ถ้าองค์กรมีหนี้ทางเทคนิคจำนวนมาก เวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในแอปพลิเคชัน ก็จะต้องแก้ไขโค้ดในหลาย ๆ จุด และทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความล่าช้าในการนำเสนอฟีเจอร์และบริการที่มีประโยชน์แก่ผู้ใช้
  • ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามากขึ้น: การมีแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนและมีสถาปัตยกรรมและรูปแบบโค้ดที่ไม่เหมาะสมทำให้ต้องใช้นักพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาและปรับปรุงแอปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเราทุกคนรู้ดีว่าทุกวันนี้การจ้างนักพัฒนาที่มีทักษะความชำนาญยากแค่ไหน
  • งานไอทีที่คั่งค้างมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น: คำร้องขอจากฝั่งธุรกิจค่อย ๆ สะสมคั่งค้างมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทีมพัฒนาไม่สามารถรับมือกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และปัญหานี้กำลังบั่นทอนศักยภาพและความคล่องตัวของธุรกิจในการนำเสนอคุณประโยชน์ การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการรักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขันขององค์กร
  • เพิ่มความเสี่ยงการเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย: ทางลัดที่ใช้เพื่อให้สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยตามมา

ดังนั้น องค์กรควรตั้งเป้าขจัดปัญหานี้ให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจำเป็นที่จะต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิทัลใหม่ ๆ ให้เร็วกว่าที่เคย ก็ยิ่งไม่มีทางที่จะอยู่รอดได้ถ้าหากยังมีหนี้ทางเทคนิคค้างอยู่

ทำไมการดำเนินธุรกิจอย่างปลอดหนี้ถึงเป็นเรื่องยาก

ก่อนอื่นเราจะเริ่มจากการตอบคำถามส่วนแรก นั่นคือ การขจัดหนี้ทางเทคนิคเป็นเรื่องยากที่จะทำได้สำเร็จ นั่นเป็นเพราะว่าหนี้ทางเทคนิคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเขียนโค้ดอย่างไม่เหมาะสมและการเลี่ยงใช้แนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถนำเสนอแอปออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นเท่านั้น  นั่นเป็นเพียงสาเหตุประการหนึ่ง แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับปรุงการวางแผนให้ดียิ่งขึ้น

ปัญหาก็คือ มีปัจจัยภายในและภายนอกหลายอย่างที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้จนก่อให้เกิดหนี้เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น:

  1. ทีมที่ขาดความชำนาญ: ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากการที่นักพัฒนาอายุงานยังน้อยในทีมอาจไม่ทราบวิธีการปรับใช้แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม
  2. ข้อมูลรายละเอียดไม่เพียงพอและมีการเปลี่ยนแปลงในนาทีสุดท้าย: หลายครั้งที่นักพัฒนาต้องสร้างหรือปรับเปลี่ยนแอปที่มีอยู่โดยทั้งที่ยังไม่เข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับสิ่งที่ธุรกิจต้องการ
  3. ไม่มีการจัดทำเอกสารและการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างทีมงานต่าง ๆ: เพื่อเร่งดำเนินโครงการ ทีมพัฒนามักข้ามขั้นตอนการจัดทำเอกสาร เพราะคิดว่าตนเองจะยังคงทำงานอยู่ที่เดิมเพื่อดูแลรักษาแอปอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เป็นเช่นนั้น และผลที่ตามมาก็คือ ทีมงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการดูแลและปรับปรุงแก้ไขต่อไม่สามารถเข้าใจบริบทการทำงานของแอปนั้น ๆ โดยรวม และสุดท้ายแล้วก็ทำให้แอปเกิดข้อผิดพลาดเพิ่มมากขึ้น
  4. ขาดวิสัยทัศน์: ทีมงานมุ่งเน้นเฉพาะการส่งมอบแอปพลิเคชันตามกรอบเวลาปัจจุบัน โดยไม่ได้นึกถึงการปรับเปลี่ยนในอนาคต  ซึ่งการมองการณ์ใกล้เช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิธีการออกแบบ รวมไปถึงขีดความสามารถของแอปเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
  5. ความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ไม่อาจคาดการณ์ได้: หนี้ทางเทคนิคยังอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากทุกสิ่งที่องค์กรธุรกิจไม่เคยรู้มาก่อนเมื่อตอนที่เริ่มต้นสร้างโซลูชั่น และองค์กรก็ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้น ๆ

ส่วนใหญ่ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่อาจคาดเดาได้ ดังนั้นองค์กรจึงควรวางแผนรับมือกับคำถามว่า “เราควรตั้งเป้าลดหนี้ทางเทคนิคให้เป็นศูนย์ดีหรือไม่” คำตอบสั้นๆ ก็คือ ไม่ เนื่องจากหนี้ทางเทคนิคที่ไม่สามารถควบคุมได้ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวของธุรกิจและความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่สำคัญ รวมไปถึงการตอบสนองต่อแรงกดดันของตลาด  ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เราจะขจัดหนี้ทางเทคนิคให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง

ประเด็นหลักจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการขจัดหนี้ทางเทคนิคให้หมดไป แต่เป็นเรื่องของ ”วิธีการควบคุม” หนี้ทางเทคนิคเพื่อรักษาขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการและความจำเป็นเร่งด่วนของธุรกิจ

เคล็ดลับในการจัดการหนี้ทางเทคนิค

หนทางที่ดีที่สุดก็คือ การรับรู้ถึงการมีอยู่ของหนี้ทางเทคนิคและพยายามควบคุมจัดการหนี้ดังกล่าว  วิธีนี้จะช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงของหนี้ทางเทคนิคและตอบสนองความต้องการทางด้านธุรกิจ

ทีมงานขององค์กรธุรกิจควรดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อปรับปรุงการจัดการหนี้ทางเทคนิคให้ดียิ่งขึ้น:

  • ปรึกษาทีมพัฒนาเพื่อกำหนดระดับของหนี้ทางเทคนิคที่องค์กรยอมรับได้ และช่วยให้ทีมงานมีความคล่องตัวในระดับที่เพียงพอเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ
  • ประเมินความเสี่ยงของการปล่อยผ่าน “หนี้ทางเทคนิค” บางส่วน เพื่อให้สามารถทำงานได้เสร็จตามกำหนดเวลา
  • ประเมินผลกระทบและปัญหายุ่งยากที่จะเกิดขึ้นเมื่อต้องจัดการกับหนี้ทางเทคนิคภายหลัง ด้วยการตั้งคำถามที่เหมาะสม เช่น “หลังจากที่เปิดให้ใช้งานแอปพลิเคชั่นแล้ว จะต้องย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อที่จะแก้ไขโค้ดหรือไม่” หรือ “จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อพาร์ทเนอร์ที่ใช้ API จากระบบของเราหรือไม่”

และอีกหนึ่งคำแนะนำ คือ องค์กรควรหันมาใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาที่มีเครื่องมือที่จำเป็นครบครันอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจจัดการหนี้ทางเทคนิคได้ทันทีตั้งแต่วันแรก แพลตฟอร์มที่ว่านี้ก็คือแพลตฟอร์ม Low-Code ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือพัฒนามากมายที่จะช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับอนาคต โดยมีการจัดการหนี้ทางเทคนิคอย่างเป็นระบบภายไว้ในกระบวนการของการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีความสามารถของ AI ที่จะช่วยให้ผู้บริหารไอทีสามารถตรวจสอบสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อน ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อระบุปัญหาที่เกิดขึ้น และช่วยนักพัฒนาดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม พร้อมหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส คว้ารางวัล “3rd Prize Winner” แบรนด์สร้างสรรค์ผลงานอินฟลูเอนเซอร์ยอดเยี่ยม จากงาน Thailand Influencer Awards 2022

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขึ้นแท่นรับรางวัล “3rd  Prize Winner” สาขา Best Retail Store & Shopping Mall Influencer Campaign รางวัลแบรนด์สร้างสรรค์ผลงาน อินฟลูเอนเซอร์ยอดเยี่ยม สาขาพื้นที่รีเทลและศูนย์การค้า ในงาน Thailand Influencer Awards 2022 จากการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์ที่โดดเด่น เข้าใจง่าย โดนใจกลุ่มเป้าหมาย SME และสร้างผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ต่อธุรกิจแฟรนไชส์ จากผลงานชุด “OfficeMate Plus+ แฟรนไชส์น่าลงทุนช่วงโควิด” ซึ่งได้จัดทำและโปรโมทร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ “อายุน้อยร้อยล้าน”ผ่านโซเชียลมีเดียและสื่อการตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการตอบรับและ Engagementจากกลุ่มเป้าหมายอย่างท่วมท้น โดยมีคุณพฐา รัตนวิศิษฐ์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด ออฟฟิศเมท เป็นผู้แทนรับรางวัล


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น เตรียมจัดแสดงนวัตกรรม SiS Cloud Services ในงานสัมมนาสุดยิ่งใหญ่ HPE Discover More 2022

บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS หนึ่งในตัวแทนผู้นำเข้า และจำหน่ายสินค้าไอทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Cloud สำหรับองค์กรภายใต้ชื่อ “SiS Cloud Services” เตรียมเข้าร่วมแสดงเทคโนโลยีในงาน HPE Discover More 2022 Modernize without compromise ในวันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2565 | เวลา 8:30 น. – 18:00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ห้อง Ballroom 1-2 ชั้น 1

โดยในงานนี้ เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น เตรียมนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ SIS Cloud ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้บริการ Cloud Service แบบครบวงจรในประเทศ เน้นบริการที่มีคุณภาพสูงในราคาที่ย่อมเยา ซึ่งจะนำมาจัดแสดงภายในงานครั้งนี้ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจงานครั้งนี้ บอกได้เลยว่า ห้ามพลาด เด็ดขาด เพราะทาง SiS มีกิจกรรมและของรางวัลมากมาย ที่ต้องไติดตามโปรโมชั่นได้ที่งานเท่านั้น !

สำหรับงาน HPE Discover More 2022 เป็นงานที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ทั้งลูกค้า คู่ค้า และผู้บริหารของทาง HPE มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์โดยตรงในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยจะมาอธิบายถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากไฮบริดคลาวด์, วิธีในการสร้างความปลอดภัยสูงสุด, ระบบ AI และการวิเคราะห์แบบองค์รวม ที่เป็นพื้นฐานสำหรับการปฏิรูประบบการจัดการฐานข้อมูลให้ทันสมัยที่สุด และสร้างแรงบันดาลใจที่จะช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่อนาคตด้วยกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง และก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงาน HPE Discover More 2022 สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

https://connect.hpe.com/Discover_more_Bangkok-apac-en


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU เปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง “Flight Simulator BANGKOK”

CADT DPU เปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง “Flight Simulator BANGKOK” ตอบโจทย์ผลิตบุคลากรด้านการบินครบวงจร พร้อมฝึกอบรม ขยายโอกาสนักศึกษา บุคคลทั่วไปเรียนรู้การบิน  รองรับอุตสาหกรรมการบินที่กลับมาฟื้นตัวและมีอัตราการเติบโตสูง ครบรอบ 6 ปี ย้ำนโยบายชัด ก้าวสู่เป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินที่ครบวงจร แหล่งเรียนรู้การบินไม่จำกัดวัย

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เป็นประธานในพิธี “เปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง Flight Simulator BANGKOK” จัดโดย วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน(CADT)  และสถาบันการบิน มธบ. เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา ซึ่งมีนาวาอากาศตรี ดร. วัฒนา  มานนท์ คณบดี CADT และผู้อำนวยการสถาบันการบิน มธบ. พร้อมด้วยตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับการบิน ไม่ว่าจะเป็น ตัวแทนจากสายการบิน หน่วยงานการบิน โรงเรียนการบิน และมหาวิทยาลัยที่สอนด้านการบิน เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า DPU มีความตั้งใจอย่างมากในการก่อตั้งวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบินและสถาบันการบิน ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 ที่มีการดำเนินการจัดการเรียนการสอนและเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินครบวงจรที่สำคัญของประเทศ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน  โดยการเปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง Flight Simulator BANGKOK และการเปิดวิทยาลัยเกี่ยวกับการบินนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้ความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สูงมากจึงต้องมีเครือข่ายเพื่อให้สถาบันการบิน DPU มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป 

“การเปิดศูนย์ฝึกบินด้วย เครื่องช่วยฝึกบินจำลอง Flight Simulator BANGKOK ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษา DPU บุคลากรในหน่วยงานการบินต่างๆ รวมถึงบุคคลทั่วไป ได้สัมผัสประสบการณ์การขับเครื่องบินจริงจากในห้องนักบิน เรียนรู้และพัฒนาทักษะการฝึกบินกับเครื่องช่วยฝึกบินจำลองเสมือนจริง และยกระดับการศึกษา ด้านการบินให้เท่าทันกับเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบัน รวมทั้งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและหน่วยงานต่อไปอีกด้วย” ดร.ดาริกา กล่าว

ทั้งนี้  มธบ. มีเจตจำนงในการดำเนินการในด้านการศึกษาเรื่องการบิน โดยจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาด้านการบินทั้งในระดับปริญญาโท-เอกอีกด้วย รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรในระดับสากล และสหกิจศึกษาร่วมกับพันธมิตรด้านการบินอื่นๆ

นาวาอากาศตรี ดร. วัฒนา  มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์วิกฤติโควิด – 19 เป็นผลให้การดำเนินชีวิตของทุกคนต่างได้รับผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในอุตสาหกรรมการบิน และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่จะมาทำงานในอุตสาหกรรมการบินซึ่งกำลังฟื้นตัวกลับคืนมา

โอกาสนี้ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน  มธบ.ร่วมกับบริษัท โดดาม ซิสเต็มส์ ไทยแลนด์ จำกัด จัดสร้างเครื่องช่วยฝึกบินจำลองขึ้นมาจำนวน 3 เครื่อง โดยเป็นเครื่องแบบ Boeing 737-800NG จำนวน 1 เครื่อง และ แบบ Cessna 172-G1000 จำนวน 2 เครื่อง โดยการจัดงานครั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์จริงด้านการบินให้กับนักศึกษา คณาจารย์และบุคลากร ของมธบ. รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจทั่วไปทำการบินกับเครื่องฝึกบินจำลอง เพื่อสร้างประสบการณ์จริงด้านการบินและใช้วางแผนในการประกอบอาชีพด้านการบินในอนาคต

นอกจากนั้น ในวันที่ 28 ก.ย.ถือเป็นวันครบรอบก่อตั้งวิทยาลัย CADT โดยปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6  ทางวิทยาลัยจึงได้จัดกิจกรรมแข่งขัน Landing Challenge ให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา และบุคคลทั่วไปได้เข้าร่วม ซึ่งมีผู้สนใจสมัครเข้ามาจำนวนมาก ทั้งจากในกรุงเทพฯและต่างจังหวั

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันโรงเรียนการบินที่มีศูนย์ช่วยฝึกบินจำลอง จะมีจำนวนจำกัดและอาจจะมีเครื่องบินแตกต่างกัน  ฉะนั้นศูนย์ฝึกบินด้วย เครื่องช่วยฝึกบินจำลองจะทำให้นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มาเข้าร่วมอบรม ได้เรียนรู้แบบฝึกปฏิบัติจริง สอดคล้องกับแนวทางและ รวมทั้งนโยบาย (ปี2565-2569) ของวิทยาลัย CADT   ในการก้าวสู่เป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินที่ครบวงจร เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกอบรมการบินที่ไม่ได้จำกัดวัย ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติจริงได้

“หลังจากเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้อุตสาหกรรมการบินกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือน ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 นี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น จะทำให้มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ยิ่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรการคุมโควิด-19 และหลายๆ ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น ก็เปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ในปี 2566 อุตสาหกรรมการบินจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ต้องรอถึงปี 2567-2568 ที่มีการคาดการณ์ไว้ในช่วงแรก เมื่ออุตสาหกรรมการบินเริ่มฟื้นตัวกลับมา และไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ความต้องการของบุคลากรด้านการบิน อย่าง นักบิน พนักงานต้อนรับ พนักงานภาคพื้น พนักงานควบคุมจราจรทางอากาศ ล้วนเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น” นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าว

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวอีกว่า หน้าที่ของสถาบันการศึกษา นอกจากผลิตบุคลากรด้านการบินอย่างครบวงจร และเป็นศูนย์ฝึกอบรมแล้ว ยัง Upskill Reskill บุคลากรด้านนี้ร่วมด้วย เพราะการเตรียมพร้อม โดยการ Upskill Reskill บุคลากรด้านนี้ให้สามารถปรับตัว เรียนรู้  แก้ปัญหา และมีทักษะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ย่อมจำเป็น ดังนั้น วิทยาลัย CADT จึงมุ่งพัฒนานักศึกษา บุคลากรด้านการบิน และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านการบิน เพื่อให้เขาสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงต่างที่จะเกิดขึ้นได้ 

ทั้งนี้  ก่อนเกิดโควิด-19 บุคลากรที่ทำงานในอุตสาหกรรมการบินจะมีประมาณ 2-3 แสนคน และเมื่อเกิดโควิด-19  บุคลากรกลุ่มนี้หายไป  1ใน3 ดังนั้น หลังจากนี้ เมื่ออุตสาหกรรมการบินหลายๆ แห่งกลับมาฟื้นตัวและต้องการบุคลากรมากขึ้น วิทยาลัย CADT จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อ Upskill Reskill แก่บุคลากรด้านการบิน ซึ่งที่ผ่านมามีบุคลากรด้านการบินเข้ามาทำเวิร์กชอป และอบรมจำนวนมาก รวมถึงมีการเตรียมพร้อมสำหรับบุคลากรด้านการบินรุ่นใหม่ ให้มีทักษะ Soft skill และHard skill ควบคู่กันไป

ด้านนายธนิษฐ์ มีหาดทราย  อายุ 19 ปี นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมการแข่งขัน Landing Challe กล่าวว่าได้ทราบข่าวการแข่งขัน Landing Challenge จากเพจ Flight Simulator BANGKOK ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นคนที่สนใจเรื่องของการบินอยู่แล้ว เพราะเรามีความฝันอยากทำงานที่สูง อยากเป็นนักบิน จึงได้ศึกษาเรื่องการบินมาโดยตลอด รวมถึงได้ซื้ออุปกรณ์การบินที่ไว้สำหรับเล่นเกม มาเล่นที่บ้าน เป็นการจำลองการบินเสมือน

“การได้มาสัมผัสเครื่องบินจำลอง Simulator เครื่องบินจริง ๆ นี่ถือเป็นครั้งแรกของผม ซึ่งเป็นรูปแบบจำลองเหมือนของจริงมาก ทั้งการบังคับ การมอง การตัดสินใจ และการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงบรรยากาศ ทำให้เรารู้เลยว่า การตัดสินใจ การเพ่งสมาธิ โฟกัสเฉพาะจุดสำคัญอย่างมาก ถ้าในชีวิตจริงเราตัดสินใจผิดพลาด ไม่มีสมาธิ ไม่รอบคอบ ไม่คิดวิเคราะห์ให้แม่นยำ อาจจะเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตเราได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเป็นอาชีพนักบินเท่านั้น การใช้ชีวิตก็เช่นกัน ดังนั้น การมาร่วมกิจกรรมของวิทยาลัย CADT มธบ.ดีมาก หากมีกิจกรรมอื่นๆ จะเข้าร่วมต่อเนื่อง” นายธนิษฐ์ กล่าว

นายธนิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนแรกที่พ่อแม่ทราบว่าตนอยากเป็นนักบิน เขาก็คัดค้านและมองว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคงเพราะต่อให้มีเงินเดือนสูง แต่กว่าจะเรียนจบต้องใช้เงินเกือบ 3 ล้าน และต้องสอบเข้าทำงานอีก หากสอบไม่ผ่านก็ไม่สามารถเป็นนักบินได้เท่ากับเงินที่ลงทุนไปกับการเรียนอาจสูญเปล่า ดังนั้น พ่อแม่จึงไม่ได้เห็นด้วย แต่ผมไม่ย่อท้อ พยายามทำความเข้าใจกับเขาว่าเราไม่ได้จะเป็นนักบิน จะเรียนสายอื่นก่อน และอาจจะหางานทำและค่อยมาเรียนหรือสอบนักบินและอยากให้เขาเปิดโอกาสให้ตนได้ลอง  เพราะการลงทุนไม่ว่าจะอาชีพไหนย่อมมีความเสี่ยงหมด ไม่มีอาชีพไหนสบาย ขอให้พ่อแม่ช่วยสนับสนุนเขา เมื่อมีโอกาสเขาอยากคว้าเอาไว้ อยากเรียนเพราะอยากเป็นนักบิน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอชพี ประเทศไทย เผยโฉม HP Experience and Service Center แห่งใหม่พร้อมบริการลูกค้าครบวงจร ยกระดับประสบการณ์สุดประทับใจ

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2565 – เอชพี ประเทศไทย เปิดศูนย์บริการใหม่ HP Experience and Service Center เสริมสร้างประสบการณ์ยุคไฮบริดให้ลูกค้าสัมผัสกับสุดยอดเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์และคอมพิวเตอร์พีซี ที่ตอบโจทย์การทำงาน การเล่นเกม และสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไร้ขีดจำกัด ศูนย์บริการแห่งใหม่ตั้งอยู่ชั้น M ตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์ สาทร ย่านธุรกิจใจกลางเมือง ให้บริการหลังการขายครบวงจร พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านคุณภาพการให้บริการและสร้างฐานลูกค้าใหม่

มร ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ลูกค้ามองหาการบริการทั้งก่อนและหลังการซื้อสินค้าตามลักษณะเฉพาะบุคคล ศูนย์บริการ HP Experience and Service Center มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด วางใจได้ด้วยการบริการซ่อมที่มีมาตรฐานสูง พร้อมทั้งรับคำแนะนำด้านเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีของเอชพี ขณะเดียวกันลูกค้าจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระดับพรีเมียมในการมาเยี่ยมชมศูนย์บริการครบวงจรในที่เดียว

ปัจจุบันการบริการลูกค้าได้ก้าวสู่โลกแห่งการผสมผสานช่องทางการติดต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ (omnichannel) และพัฒนาไปในทิศทางนี้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เอชพีต้องมองหาวิธีการให้บริการที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่องกับลูกค้าทุกกลุ่มของเรา

HP Experience and Service Center เป็นศูนย์บริการที่มุ่งให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การนำอุปกรณ์ไปตรวจสอบ แก้ไขปัญหาที่เกิดกับตัวเครื่อง บำรุง ซ่อมแซม ตลอดจนการชำระค่าบริการลูกค้า อีกทั้งลูกค้าจะได้รับความสะดวกและรวดเร็วโดยนำเครื่องไปซ่อมแล้วสามารถรับเครื่องกลับได้ภายในวันเดียว หากอะไหล่มีพร้อมและเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการรับประกันสินค้า

นวัตกรรมเทคโนโลยีระดับพรีเมียมของเอชพี มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานยุคไฮบริดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ พีซีและกลุ่มเครื่องพิมพ์ อาทิ แล็ปท็อป HP EliteBookHP Envy และ Spectre x360Z by HP เวิร์กสเตชั่นรุ่นล่าสุด, เครื่องพิมพ์ HP Smart TankHP LaserJet Enterprise และ HP LaserJet Tank เลเซอร์ปรินเตอร์แบบเติมผงหมึกเองครั้งแรกของโลก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีให้ชมที่นี่ที่เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์เกมมิ่งรุ่นล่าสุดอย่าง OMEN และ Victus by HP และ อุปกรณ์เสริม HyperX ที่พัฒนาสำหรับเหล่าเกมเมอร์ที่ต้องการประสบการณ์การเล่นอย่างเพลิดเพลินและสมจริงในเกมโปรดของตน ลูกค้าสามารถสั่งซื้อคอมพิวเตอร์ พีซีและกลุ่มเครื่องพิมพ์ เอชพีทันทีที่ร้านผ่านช่องทางออนไลน์ และจะได้รับส่วนลดพิเศษพร้อมจัดส่งฟรีทุกคำสั่งซื้อ

เอชพี ประเทศไทย ตอกย้ำจุดยืนความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการบริการลูกค้า โดยมีศูนย์บริการหลากหลายพื้นที่พร้อมให้บริการ สามารถ walk in หรือบริการรับและส่งคืนลูกค้า จำนวนมากกว่า 13 สาขาทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่ ชลบุรี และโคราช สำหรับศูนย์บริการ HP Experience and Service Center ที่เปิดใหม่นี้ให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 07:30 – 19:00 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) โทร 02 078 1585 และ 065 240 1585 หรือเข้ามาทดลองเครื่อง โทร 085 661 7276

เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าของเอชพี ประเทศไทย ได้รับบริการที่รวดเร็วฉับไว เอชพียังมีการให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถนัดหมายก่อนเข้ารับบริการได้ล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ https://booking.hpth.support หรือสอบถามข้อมูลต่างๆ ผ่าน HP Line ที่ @hpthailand


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มจพ. เปิดบ้านให้คณะครู-นักเรียน รร.นนทรีวิทยา เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ พร้อมร่วมกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ


ผศ.ดร.ปิยะรัชช์ กุลเมธี คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ต้อนรับคณะครูและนักศึกษาจากโรงเรียนนนทรีวิทยาคม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นโรงเรียนภายใต้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 16 คน มาศึกษาดูงานและเสริมสร้างประสบการณ์และความรู้ด้านอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 โดยนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาดูงานได้เยี่ยมห้องปฏิบัติการต่าง ๆ  ของคณะ เช่น ห้องแปรรูปอาหาร และห้องเตรียมอาหาร  จากนั้นเข้ารับฟังหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีของ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ต่อด้วยกิจกรรมเชิงปฏิบัติการด้านอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร จากอาจารย์และเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเข้าชมฐานเรียนรู้ต่าง ๆ ได้แก่

ฐานเรียนรู้เรื่องการหาวิตามินซีในน้ำผลไม้และอาหารโภชนาการสูงจากหลักสูตรวิทยาศาสตร์อาหารและโภชนาการ (FSN)

ฐานเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดการไข่มุกสมุนไพรเพื่อสร้างรายได้จากหลักสูตรวิทยาศาสตร์อาหารและการจัดการ (FSM) 

ฐานเรียนรู้เรื่องความรู้พื้นฐานด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมเกษตรจากหลักสูตรนวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (IPD) ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร ยังสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้างอาชีพเสริมได้ในอนาคต

ณัฏฐาพร ข่าวภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมปุณณวิถี” ภายใต้โครงการ ห้องทดลองเมือง ย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค กรุงเทพมหานคร กล่องจดหมาย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ True Digital Park สำนักงานเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เตรียมพร้อมจัดงานแถลงข่าว การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมปุณณวิถีภายใต้โครงการ Bangkok City Lab ห้องทดลองเมือง ย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค กรุงเทพมหานคร โดยจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2565  เวลา 14.00. เป็นต้นไป   ห้อง Auditorium ชั้น 6  อาคาร ทรู ดิจิทัล พาร์ค  โดยเป็นโครงการที่จะนำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาเมือง รวมถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาในอนาคตของโครงการ ย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค กรุงเทพมหานคร (Bangkok Cybertech District)”  จากสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือก ที่ได้ทดลองใช้และพัฒนาแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์ เพื่อเกื้อประโยชน์ให้ย่าน และผู้อยู่อาศัยในย่านมากที่สุดตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้โจทย์ ทำอย่างไรให้คนที่ว่างงานในชุมชนย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค มีโอกาสได้รับการจ้างงานจากคนในพื้นที่ย่านปุณณวิถี และพื้นที่ข้างเคียงอย่างยั่งยืน และนอกจากนี้ภายในงานจะมีการจัดเสวนาในหัวข้อก้าวต่อไปของย่านนวัตกรรม กรุงเทพมหานคร” (Next Move of Bangkok Innovation District)  และจากห้องทดลองเมือง สู่เรื่องจริงของคนกรุงเทพ  (The Real Story of City Lab in Bangkok Cyber District)  อีกด้วย 

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.eventpop.me/e/13600

และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดในรูปแบบ Online ผ่านทาง Facebook Page : ปุณณวิถีเทค https://www.facebook.com/BKKCybertech ในวันและเวลาดังกล่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ โชว์เทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อผลักดันความเป็นกลางทางคาร์บอน ในงาน SETA 2022 และ Enlit Asia

20 กันยายน 2565 – พลังงานไฟฟ้าคือหัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ทั่วโลกต้องการแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน ในราคาเหมาะสมและเชื่อถือได้ ซีเมนส์สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องไปสู่ระบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเน้นความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ภายในงาน SETA 2022 และ Enlit Asia ที่จัดขึ้นในพื้นที่เดียวกันนี้ ซีเมนส์ได้นำเสนอนวัตกรรมล่าสุดเพื่อช่วยผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภค ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ องค์กรที่ดำเนินงานด้านวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้าง (EPC) และพันธมิตรในอุตสาหกรรมพลังงาน เปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

เทคโนโลยีและโซลูชันของซีเมนส์ที่จัดแสดง ในงาน SETA 2022 (ณ บูธ C02)

โซลูชันการจัดการไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตพลังงานปลอดคาร์บอน

  • Intelligent Microgrid Control with maximum flexibility: ระบบการจัดการพลังงานจากแหล่งจ่ายพลังงานหลากหลายที่สามารถรวมเข้ากับระบบควบคุมที่มีอยู่เดิมได้อย่างราบรื่นและปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานตามความต้องการใช้ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของระบบ หรือต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
  • blue Gas-insulated Switchgear (GIS) : 100% sustainable performance: นวัตกรรมสวิตช์เกียร์ที่มาพร้อมระบบดิจิทัล มีขนาดเล็ก ไม่ต้องบำรุงรักษา และที่สำคัญคือปราศจากสารฟลูออรีนที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรม blue GIS ของซีเมนส์ช่วยสนับสนุนให้เกิดระบบจำหน่ายไฟฟ้าอย่างยั่งยืนเต็มประสิทธิภาพ
  • Energy Intelligence with Internet of Things (IoT): นวัตกรรมแอปพลิเคชัน IoT ที่ช่วยสนับสนุนให้ระบบจัดจำหน่ายไฟฟ้ามีความเป็นดิจิทัล อาทิ NXpower Monitor สำหรับใช้ในการตรวจสอบและแสดงข้อมูลพลังงานไฟฟ้าแบบเสมือนจริงได้จากทุกที่ทั่วโลกตลอด 24/7 และแอปพลิเคชันบนคลาวด์ SIPROTEC dashboard สำหรับให้ผู้ปฎิบัติงานในสถานีไฟฟ้าตรวจสอบอุปกรณ์รีเลย์ป้องกันที่เชื่อมต่ออุปกรณ์จากหลากหลายแหล่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีและโซลูชันของซีเมนส์ที่จัดแสดง ในงาน Enlit Asia (ณ บูธ 401)

ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ RUGGEDCOM สำหรับการสื่อสารของสถานีไฟฟ้าดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้

  • Rugged communications for electric power systems: อุปกรณ์เครือข่ายที่มีความทนทาน ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับเครือข่ายสำรองแบบไร้รอยต่อ และมีความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบองค์รวมสำหรับการสื่อสารที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้สำหรับสถานีไฟฟ้าดิจิทัล (ได้แก่ อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองในตระกูล IEC 61850-3)
  • Rugged communications for harsh environments: สวิตช์ High-Port Density ที่ถูกออกแบบและทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมที่รุนแรงสูงสุด สามารถปกป้องการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขั้นสูง ไฟกระชากที่รุนแรง อุณหภูมิและความชื้นแบบสุดขั้ว โดยสวิตช์ RUGGEDCOM ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมจนเป็นที่ยอมรับและมีประสิทธิภาพเหนือชั้นกว่าสำหรับใช้กับภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดขององค์กร โดยผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้ายังสามารถออกแบบรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายต่าง ๆ  หรือ โทโพโลยีเครือข่าย (Network Topologies) ที่ป้องกันความเสียหายผิดพลาด เพื่อเพิ่มระยะเวลาทำงานของเครือข่ายได้อย่างสูงสุด
  • Cybersecurity for critical infrastructure: RUGGEDCOM industrial PC สามารถใช้ซอฟต์แวร์ชั้นนำของอุตสาหกรรมในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ Grid Edge ซึ่งเป็นการนำความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงมาสู่สภาพแวดล้อมแบบสาธารณูปโภค

Industrial 5G solutions for energy distribution and transmission: ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับการใช้แอปพลิเคชันในสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการสูง เช่น การจำหน่ายและส่งไฟฟ้า เราเตอร์  Industrial 5G จากซีเมนส์มีความหน่วงต่ำและมีแบนด์วิดธ์สูงเป็นพิเศษ และสามารถเชื่อมต่ออย่างปลอดภัยผ่านเครือข่าย 5G สาธารณะที่ล้ำสมัยไปยังสถานีจำหน่ายไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกล

ภายในงาน Enlit Asia ซีเมนส์ยังสาธิตวิธีป้องกันระบบที่ใช้ควบคุมเครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ (หรือ ICS) ด้วยการร่วมมือกับ Fortinet และ Nozomi Networks รวมถึงการเชื่อมต่อไร้สาย 5G ที่มีแนวทางความปลอดภัยแบบ Zero Trust สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทางด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง และการดูแลสุขภาพ ธุรกิจของบริษัทฯ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากรในโรงงาน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ระบบอาคารอัจฉริยะและระบบโครงข่ายไฟฟ้า ไปจนถึงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด และการดูแลสุขภาพขั้นสูง บริษัทฯ พัฒนาเทคโนโลยีด้วยวัตถุประสงค์เพื่อมอบคุณค่าที่แท้จริงแก่ลูกค้า ซีเมนส์ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมและตลาด เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนนับพันล้านโดยผสานโลกความจริงและโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำระดับโลกในด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้า


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ยกทัพเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดัง ลดสูงสุด 70% ครบทุกสไตล์ ลงตัวทุกสเปซ บ้าน-ออฟฟิศ-ธุรกิจ ที่งาน OfficeMate Working Furniture Fair เซ็นทรัล พระราม 2

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนทุกคนจัดมุมทำงานใหม่ในสไตล์ที่ชอบ ลงตัวทุกสเปซ บ้าน-ออฟฟิศ-ธุรกิจ โดยยกทัพเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดัง Furradec, Ergotrend, Modena, Workscape, Hara Chair และ Sure ลดสูงสุด 70% ให้คุณสัมผัสสินค้าจริงและเลือกช้อปได้ครบครัน เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้เพื่อสุขภาพ Ergonomic โต๊ะทำงาน ชั้นวาง และอุปกรณ์จัดโต๊ะคอม ที่งาน OfficeMate Working Furniture Fair เซ็นทรัล พระราม 2 ชั้น 1 (ลานหน้าลิฟท์แก้ว) 15 ก.ย. 65 – 25 ก.ย. 65 พร้อมบริการจัดส่งและประกอบฟรี* ตามกำหนด

พบกับโปรโมชั่นจัดจ้านในย่านพระราม2…ช้อปคุ้มจุใจกับสินค้าราคาสุดพิเศษ และสินค้านาทีทองที่ลดแล้วลดอีก ลดทุกวัน วันละ 4 รอบ เวลา 12.00 น., 14.00 น., 16.00 น. และ 18.00 น. นอกจากนี้ยังให้คุณรับส่วนลดเพิ่ม 3% เมื่อช้อปโต๊ะพร้อมเก้าอี้ และรับสิทธิ์ผ่าน 0% นานสูงสุดถึง 10 เดือน กับพันธมิตรบัตรเครดิตชั้นนำ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

พิเศษสุด! ออฟฟิศเมท ห่วงใยชาวออฟฟิศ อยากให้ทุกคนห่างไกลออฟฟิศซินโดรม เราพร้อมเผยเคล็ด(ไม่)ลับในการเลือกเก้าอี้ที่ดีและแนะนำท่านั่งที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ ชวนทุกคนมาพูดคุยและปรึกษานักกายภาพบำบัดได้ฟรี! ที่บูธ OfficeMate Working Furniture Fair  ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 17-18 ก.ย. 65 และ 24-25 ก.ย. 65 เวลา 11.00-18.00 น.


 

Exit mobile version