Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลการศึกษาข้อมูลผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของอีริคสัน พบว่า 5G กำลังปูทางไปสู่โลกเมตาเวิร์ส

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดรายงานใหม่ครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึง ณ ปัจจุบัน ระบุถึงการใช้ 5G ในหลายส่วนของโลกเชื่อมหมุดหมายระหว่างผู้นำกระแส (Early Adopter) ไปสู่การยอมรับในวงกว้าง (Mass Adoption) พร้อมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและความคาดหวังของพวกเขาต่อเครือข่าย 5G  กับการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ ในยุคถัดไป

รายงาน Ericsson ConsumerLab หรือในชื่อ 5G: The Next Wave เผยผลกระทบของเครือข่าย 5G ที่มีต่อผู้บริโภคในกลุ่มผู้นำกระแสจากหลากหลายประเทศ รวมถึงประเมินความตั้งใจและความคาดหวังในการสมัครใช้เครือข่าย 5G ของกลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่ได้เป็นผู้ใช้ 5G (Non-5G Subscribers) จากรายงานคาดการณ์ว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนอย่างน้อย 30% ตั้งใจสมัครใช้เครือข่าย 5G ภายในปีหน้า

รายงานนี้เป็นการผนวกและติดตามข้อมูลโดยอีริคสัน ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดตัว 5G เมื่อปี 2562 ซึ่งการสำรวจผู้บริโภคครั้งล่าสุดนี้ ทำให้รายงาน Ericsson ConsumerLab สามารถระบุถึงแนวโน้มสำคัญ 6 ประการอันส่งผลกระทบต่อการนำ 5G มาใช้งานครั้งใหม่

รายงานยังครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่เกิดจากบริการดิจิทัลที่บันเดิลอยู่ในแผนหรือแพ็กเกจ 5G ของผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แอปพลิเคชั่นวิดีโอและ AR ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น

และในรายงานยังระบุถึงความเร็วในการนำเครือข่าย 5G ไปใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น การค้นพบความต้องการของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย 5G และผลกระทบต่อการ รับ-ส่ง ข้อมูลในเครือข่าย

งานวิจัยฉบับนี้ได้สัมภาษณ์ผู้บริโภคมากกว่า 49,000 ราย ใน 37 ประเทศ ถือเป็นการสำรวจผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย 5G ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึง ณ ปัจจุบัน และเป็นแบบสำรวจผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดที่จัดทำโดยอีริคสันในทุกหัวข้อ ซึ่งขอบเขตในการสำรวจนี้จะเป็นตัวแทนความคิดเห็นของผู้บริโภคประมาณ 1.7 พันล้านคนทั่วโลก รวมถึงผู้ใช้เครือข่าย 5G ราว 430 ล้านราย  

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานกรรมการ บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การศึกษาเพิ่มเติมทำให้เราเข้าใจถึงมุมมองและทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเครือข่าย 5G อย่างแท้จริง รายงานนี้แสดงให้เห็นว่าคลื่นลูกต่อไปของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริการ 5G มีความคาดหวังเทคโนโลยีที่แตกต่างจากเดิมเมื่อเทียบกับผู้ใช้ในกลุ่มผู้นำกระแส และในภาพรวม ผู้บริโภคมองว่าการมีส่วนร่วมกับ 5G เป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ในอนาคตของพวกเขา”

“น่าสนใจที่ทราบว่าเครือข่าย 5G กำลังกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเปิดใช้งานสำคัญในบริการที่เกี่ยวข้องกับเมตาเวิร์สของกลุ่มผู้นำกระแส อาทิ การเข้าสังคม การเล่น และการซื้อสินค้าดิจิทัลในแพลตฟอร์มเกมเสมือนจริง 3 มิติ แบบอินเตอร์แอคทีฟ นอกจากนี้ระยะเวลาที่ผู้ใช้ 5G ใช้ไปในแอปพลิเคชั่น Augmented Reality ก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับผู้ใช้ 4G” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

รายงานยังคาดการณ์ว่าผู้บริโภค 5G ที่มีประสบการณ์ใช้ฟังก์ชัน Extended Reality (XR) จะเป็นผู้ใช้กลุ่มแรกที่เปิดรับอุปกรณ์ในอนาคต เนื่องจากพวกเขามีมุมมองแง่บวกเกี่ยวกับศักยภาพของแว่นตา Mixed Reality Glasses โดยผู้ใช้ 5G ครึ่งหนึ่งที่ใช้บริการด้าน XR ทุกสัปดาห์คิดว่าแอปพลิเคชั่น AR จะย้ายจากสมาร์ทโฟนไปสู่อุปกรณ์ XR แบบสวมศีรษะภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ เมื่อเทียบกับ 1 ใน 3 ของผู้บริโภค 4G ที่มีมุมมองแบบเดียวกัน

6 แนวโน้มสำคัญในรายงาน 5G – the Next Wave  

  1. การใช้งานบริการ 5G ยังคงจะเติบโตสวนกระแสอัตราเงินเฟ้อ ผู้บริโภคอย่างน้อย 510 ล้านรายใน 37 ตลาดทั่วโลก มีแนวโน้มเปิดใช้งาน 5G ในปีหน้า (2566)
  2. ความต้องการใช้งานใหม่ ๆ ของผู้ใช้: ผู้ใช้ 5G มีความคาดหวังสูงในด้านประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่าย ต่างจากผู้ใช้ในกลุ่มผู้นำกระแส ซึ่งสนใจเกี่ยวกับบริการที่เป็นนวัตกรรมที่เปิดใช้งานโดย 5G
  3. ความพร้อมใช้งาน 5G ที่รับรู้ได้กำลังกลายเป็นมาตรฐานความพึงพอใจใหม่ในหมู่ผู้บริโภค ความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่ายทางภูมิศาสตร์ ความครอบคลุมสัญญาณในอาคาร/นอกอาคาร และความครอบคลุมของสัญญาณในจุด Hot-Spot มีความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้แก่ผู้ใช้มากกว่าความครอบคลุมของประชากร
  4. 5G กำลังกระตุ้นการใช้วิดีโอและเทคโนโลยี AR ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในช่วงสองปีที่ผ่านมาผู้ใช้ 5G ใช้งานแอปพลิเคชั่น AR เพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็นสองชั่วโมงต่อสัปดาห์
  5. โมเดลการสร้างรายได้ 5จะพัฒนามีความหลากหลายขึ้น: ผู้บริโภค 6 ใน 10 คาดหวังว่าข้อเสนอเกี่ยวกับ 5G จะมากกว่าแค่เรื่องปริมาณการใช้ข้อมูลและความเร็วที่มากขึ้นไปสู่ความสามารถเครือข่ายตามความต้องการเฉพาะ
  6. การนำ 5G มาใช้งานกำลังกำหนดเส้นทางไปสู่เมตาเวิร์ส ผู้ใช้ 5G เฉลี่ยใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในบริการที่เกี่ยวข้องกับเมตาเวิร์ส มากกว่าผู้ใช้เครือข่าย 4G และยังคาดหวังจะใช้เวลาชมเนื้อหาประเภทวิดีโอบนอุปกรณ์เคลื่อนที่อีกสองชั่วโมงทุกสัปดาห์ โดย 1.5 ชั่วโมงชมผ่านแว่นตา AR/VR ภายในปี 2568

ประเทศไทย – จากการศึกษาของอีริคสันพบว่า ความพร้อมใช้งาน 5G ของผู้บริโภคในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยผู้ใช้ถึง 47% ตั้งใจสมัครใช้ 5G ในปี 2566 และประมาณ 9 ใน 10 ของผู้ใช้ 5G ในปัจจุบันระบุว่า พวกเขาไม่อยากกลับไปใช้เครือข่าย 4G อีก แม้ 5G จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อการนำ 5G ไปใช้งาน มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริการ 5G ประมาณ 1.5 เท่า ของผู้ใช้ 5G ปัจจุบัน โดยมองว่าเครือข่ายที่ครอบคลุมเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสมัครใช้ 5G ขณะที่ผู้ใช้ 5G ในกลุ่มผู้นำกระแส (Early Adopter) 92% ต้องการบริการและอุปกรณ์ดีไวซ์ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“HMC Polymers” ขึ้นแท่นผู้นำวงการเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ของอาเซียน ป้อนล้านตันสู่ตลาด ต่อยอดนวัตกรรมควบคู่ความยั่งยืน

บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ HMC Polymers ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติก โพลีโพรพิลีน หรือ PP รายแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มจากเดิม 800,000 ตันต่อปี สู่ 1,0600,000 ตันต่อปีหลังสายการผลิตที่ 4 (โรงงาน PP4) เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2565 นี้  ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงจาก “LyondellBasell”  ผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก PP ระดับโลก และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น HMC Polymers มาใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติก PP เกรดพิเศษ (Specialty) และเกรดคุณภาพ (Differentiated) มีความพรีเมียม มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และแตกต่างจากผู้ผลิตอื่น ๆ ในตลาด                  ก่อนต่อยอดสู่ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ ได้แก่

  • กลุ่มการแพทย์และสุขอนามัย : การเลือกใช้เม็ดพลาสติก PP คุณภาพสูง เกรดการแพทย์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ผลิตต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะส่งผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเม็ดพลาสติก PP ของ HMC Polymers ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล  สอดคล้องกับเภสัช ตำรับของสหรัฐอเมริกา (US Pharmacopeia (USP)) เภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopeia) รวมถึงแฟ้มข้อมูลหลักของยา (Drug Master File (DMFs) จึงมั่นใจได้ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งขวดน้ำเกลือ หลอดเข็มฉีดยา หน้ากากอนามัย และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ : เม็ดพลาสติก PP เป็นต้นทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร เพราะมีความทนทานต่อทั้งอุณหภูมิและรอยขีดข่วน ที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบา ทำให้ขับขี่คล่องตัว และช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้อีกด้วย
  • กลุ่มอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในบ้าน : เพราะความเป็นอยู่ภายในบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการออกแบบให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย บนพื้นฐานของความสะดวกสบายและปลอดภัย  เม็ดพลาสติก PP  จึงเข้ามามีบทบาท ด้วยคุณสมบัติที่ดี มีความเหนียว ทนทาน รับแรงกระแทกได้ดี และมีความต้านทานต่อสารเคมีสูง จึงจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูง-ต่ำของเครื่องใช้ไฟฟ้าได้
  • กลุ่มบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร : เม็ดพลาสติก PP แบบ Food Grade ของ HMC Polymers  เมื่อนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์แล้วจะมีความทนทาน สามารถนำเข้าช่องแช่แข็งและไมโครเวฟได้ ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และนำกลับมาใช้ใหม่หรือนำไปรีไซเคิลได้ ลดการเกิดขยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากเม็ดพลาสติก PP คุณภาพสูงของแล้ว  กระบวนการผลิตของ HMC Polymers ก็ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศ (Operational Excellence) มีการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันบริษัทฯ เดินหน้าโครงการก่อสร้าง หอเผาระดับพื้น (Ground Flare) ควบคู่กับการก่อสร้างโรงงาน PP4 เพื่อลดมลพิษจากการเผาไหม้ที่หอเผาสูง (Elevated Flare) โดยจะเริ่มใช้งานกับโรงงาน PP4 เป็นแห่งแรก และจะขยายการใช้งานกับสายการผลิตที่ 1-3 ต่อไป  โดย Ground Flare นี้ สามารถควบคุมควันดำได้เป็นอย่างดี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงลดเสียงและแสงที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิตได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายต่อไปคือ Zero Flare ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศโลก

ในส่วนของความยั่งยืน (Sustainability) HMC Polymers อยู่ระหว่างพัฒนาเม็ดพลาสติก PPแบบ Mono-Material เพื่อใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกเพียงชนิดเดียว ช่วยลดการใช้ทรัพยากร แต่ได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางเท่าเดิมหรือมากกว่า  นอกจากนี้ ยังทำให้นำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน    HMC Polymers ยังขยายโครงการศึกษาเม็ดพลาสติก PP  รีไซเคิลเพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  และมี “PP Reborn : ชุบชีวิต PP กับ HMC Polymers” แพลตฟอร์มล่าสุด  ที่ช่วยให้ผู้บริโภคนำพลาสติก PP ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบผลิตอีกครั้ง ผ่าน Drop Point และการร่วมใน Event ต่าง ๆ ทุกสัปดาห์ โดยมีปลายทางที่ชัดเจน คือ การนำกลับไปรีไซเคิลและอัพไซเคิลด้วย

และในช่วงที่ COVID-19 คุกคามชีวิตคนไทย HMC Polymers ได้ร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการเพื่อสังคม โดยการนำเม็ดพลาสติก PP เกรดการแพทย์ ผลิตเป็นชุด PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และผลิตเตียงสนามจากเม็ดพลาสติก PP ที่มีน้ำหนักเบา แต่คงทนแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ถึง 200 กิโลกรัม ติดตั้งสะดวก และยังทำความสะอาดง่าย ลดการสะสมของเชื้อโรค

การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากเม็ดพลาสติก PP ของ HMC Polymers  ทั้งเกรดพิเศษ (Specialty) และเกรดคุณภาพ (Differentiated) มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เม็ดพลาสติก PP เท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 3 ปัจจัยมีผลต่อการเติบโต ยอดการใช้จ่ายด้านความปลอดภัย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 18 ตุลาคม 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เปิด 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายด้านความปลอดภัย ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของการทำงานแบบไฮบริดและการทำงานระยะไกล การเปลี่ยนผ่านของเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (หรือ VPN) ไปเป็นเทคโนโลยีการเข้าถึงเครือข่าย Zero Trust Network Access (หรือ ZTNA) และการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการจัดส่งข้อมูลบนคลาวด์

เรอเจโร คอนตู ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การแพร่ระบาดเร่งกระบวนการของการทำงานแบบไฮบริดและการเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ ซึ่งสร้างความท้าทายด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริหารไอที (CISO) ในองค์กรแบบกระจายศูนย์ที่เพิ่มมากขึ้น”

“ผู้บริหารความปลอดภัยด้านสารสนเทศต้องให้ความสำคัญไปที่การขยายพื้นที่ของการโจมตีที่เกิดขึ้นจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นต่าง ๆ อาทิ การนำระบบคลาวด์มาใช้ การผสานรวมเทคโนโลยี IT/OT-IoT การทำงานระยะไกล และรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานจากองค์กรหรือผู้ให้บริการอื่น ๆ ภายนอก ซึ่งความต้องการเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ เช่น ความปลอดภัยบนคลาวด์ ความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน เทคโนโลยี ZTNA รวมถึงข้อมูลภัยคุกคามที่มีความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น สำหรับจัดการกับช่องโหว่และความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดจากการขยายการดำเนินงานเหล่านี้” คอนตูกล่าวเพิ่มเติม

การใช้จ่ายด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการจัดการความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ นั้นคาดว่าจะเติบโตขึ้น 11.3% หรือมีมูลค่ากว่า 188.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 โดยการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์จะเป็นหมวดหมู่ที่เติบโตสูงสุดในอีกสองปีข้างหน้า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ ESG ความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวยังคงเพิ่มมากขึ้น โดยการ์ทเนอร์คาดว่าตลาดการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ (Integrated Risk Management หรือ IRM) จะเติบโตระดับเลขสองหลักจนถึงปี 2567 จนกว่าการแข่งขันในตลาดจะมากขึ้นและมีโซลูชันที่ราคาต่ำกว่า

บริการด้านความปลอดภัย (Security Services) ซึ่งประกอบด้วย บริการการให้คำปรึกษา การสนับสนุนด้านฮาร์ดแวร์ การนำไปใช้งาน และบริการจากภายนอก ถือเป็นหมวดการใช้จ่ายด้านความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าเกือบ 72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 76.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1

มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงข้อมูลทั่วโลกแยกตามเซกเมนต์ ระหว่างปี 2564-2566 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

Market Segment 2021 Spending 2021 Growth (%) 2022 Spending 2022 Growth (%) 2023 Spending 2023 Growth (%)
Application Security 4,963 20.8 6,018 21.3 7,503 24.7
Cloud Security 4,323 36.3 5,276 22.0 6,688 26.8
Data Privacy 1,140 14.2 1,264 10.8 1,477 16.9
Data Security 3,193 6.0 3,500 9.6 3,997 14.2
Identity Access Management 15,865 22.3 18,019 13.6 20,746 15.1
Infrastructure Protection 24,109 22.5 27,408 13.7 31,810 16.1
Integrated Risk Management 5,647 15.4 6,221 10.1 7,034 13.1
Network Security Equipment 17,558 12.3 19,076 8.6 20,936 9.7
Other Information Security Software 1,767 26.2 2,032 15.0 2,305 13.4
Security Services 71,081 9.2 71,684 0.8 76,468 6.7
Consumer Security Software 8,103 13.7 8,659 6.9 9,374 8.3
 TOTAL 157,749.7 14.3 169,156.2 7.2 188,336.2 11.3

Source: Gartner (October 2022)

สำหรับประเทศไทย การใช้จ่ายด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการบริหารความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ คาดว่าจะเติบโตขึ้น 11.8% หรือประมาณ 16.7 พันล้านบาทในปี 2566 ขณะที่บริการรักษาความปลอดภัย (Security Services) มียอดการใช้จ่ายมากที่สุดขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) และการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ (Integrated Risk Management หรือ IRM) จะเป็นกลุ่มตลาดที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในปีนี้และปีหน้า

ตารางที่ 2

มูลค่าการใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงข้อมูลของผู้ใช้ปลายทางในประเทศไทย แยกตามเซกเมนต์ ระหว่างปี 2564-2566 (หน่วย: ล้านบาท) 

Market Segment 2021 Spending 2021 Growth (%) 2022 Spending 2022 Growth (%) 2023 Spending 2023 Growth (%)
Application Security 304.4 20.4% 360.6 18.5% 429.2 19.0%
Cloud Security 379.4 16.4% 518.5 36.7% 693.4 33.8%
Data Privacy 99.2 10.1% 114.2 15.1% 131.8 15.3%
Data Security 229.2 8.2% 257.1 12.2% 283.4 10.3%
Identity Access Management 1,460.6 15.4% 1,666.1 14.1% 1,873.1 12.4%
Infrastructure Protection 2,174.8 35.9% 2,597.0 19.4% 3,084.5 18.8%
Integrated Risk Management 474.3 29.8% 623.2 31.4% 808.1 29.7%
Network Security Equipment 2,240.4 9.6% 2,561.1 14.3% 2,892.9 13.0%
Other Information Security Software 119.8 25.1% 141.4 18.0% 160.2 13.3%
Security Services 5,506.5 2.7% 5,656.5 2.7% 5,891.5 4.2%
Consumer Security Software 446.9 2.8% 473.2 5.9% 485.5 2.6%
 TOTAL 13,435.5 11.5% 14,968.8 11.4% 16,733.7 11.8%

Source: Gartner (October 2022)

Remote Work ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุน

ความต้องการเทคโนโลยีที่เอื้อกับสภาพแวดล้อมการทำงานระยะไกลและแบบไฮบริดที่มีความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2565 เนื่องจากองค์กรธุรกิจมองหาการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานจากบ้านที่ปลอดภัย โดยที่เป็นโซลูชันที่มอบผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ ไฟร์วอลล์เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application Firewalls หรือ WAF) การจัดการการเข้าถึง (Access Management หรือ AM) แพลตฟอร์มการป้องกันปลายทาง (Endpoint Protection Platform หรือ EPP) และเว็บเกตเวย์ที่ปลอดภัย (Secure Web Gateway หรือ SWG) จะกลายเป็นที่ต้องการในช่วงสั้น ๆ อย่างน้อยจนถึงในปีนี้

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ Zero Trust Network Access 

ZTNA เป็นกลุ่มความปลอดภัยเครือข่ายที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุด โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 36% ในปีนี้และ 31% ในปี 2566 โดยได้ปัจจัยหนุนมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการป้องกันแบบ Zero Trust ให้กับผู้ปฏิบัติงานระยะไกลและองค์กรลดการพึ่งพาเครือข่าย VPN เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึง เมื่อองค์กรคุ้นเคยกับ ZTNA แล้ว ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะใช้ในกรณีต่าง ๆ มากกว่าแค่การใช้ในรูปแบบการทำงานระยะไกลเท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับพนักงานที่มาทำงานในสำนักงานด้วย

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 เทคโนโลยี ZTNA จะให้บริการการเข้าถึงจากระยะไกลใหม่อย่างน้อย 70% มากกว่าบริการแบบ VPN ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2564 ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่า 10%

เปลี่ยนไปใช้โมเดลการจัดส่งบนคลาวด์

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ องค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตลอดจนความซับซ้อนของการดำเนินงาน รวมถึงการจัดการเทคโนโลยีที่หลากหลาย การ์ทเนอร์คาดว่าจากปัจจัยที่ว่านี้นำไปสู่การกระตุ้นให้การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) และส่วนแบ่งการตลาดของโซลูชั่นคลาวด์เนทีฟที่เติบโตมากขึ้น

ในปี 2566 มูลค่าตลาดรวมของโบรกเกอร์ความปลอดภัยการเข้าถึงระบบคลาวด์ (Cloud Access Security Brokers หรือ CASB) และแพลตฟอร์มปกป้องโหลดงานบนคลาวด์ (Cloud Workload Protection Platform หรือ CWPP) จะเติบโต 26.8% คิดเป็น 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยความต้องการโซลูชันการตรวจจับและตอบสนองบนคลาวด์ อาทิ การตรวจจับและตอบสนองปลายทาง (Endpoint Detection and Response หรือ EDR) และการตรวจจับและการตอบสนองที่มีการจัดการ (Managed Detection and Response หรือ MDR) จะเติบโตเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Information Security and Risk Management, Worldwide” และ “Forecast: Information Security and Risk Management, Worldwide, 2020-2026, 3Q22 Update.”

หรือเรียนรู้เกี่ยวกับลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้บริหารด้านความปลอดภัยในปี 2565 ในอีบุ๊คของการ์ทเนอร์  2022 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders.

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC ร่วมกับ HP Thailand จัดงาน “The Power of Hybrid Work”

ริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ร่วมกับ HP Thailand จัดงาน “The Power of Hybrid Work” สำหรับ End User Event เพื่อเพิ่มพลังการทำงานแบบไฮบริดด้วยการจัดการเทคโนโลยี่ต่อองค์กร ในวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2022 ณ สำนักงานใหญ่

โดยมีคุณธงชัย ธงชัย หล่ำวีระกุล President of Digital Printing Group บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และคุณลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดงานกล่าวต้อนรับเข้าสู่มุมมองใหม่และทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี

ภายในงานได้มีการแนะนำสินค้าใหม่จาก HP พร้อมโซลูชั่น Webjet Admin และ Smart Device Services ซึ่งเป็นนวัตกรรมงานพิมพ์ล่าสุด ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานพิมพ์ในปัจจุบัน และ update Personal Systems Product พร้อมโซลูชั่น ที่ช่วยการจัดการและบริหาร Service Active Care นอกจากนี้ยังมีการสาธิต โซลูชั่น การจัดการ เพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid จากผู้เชี่ยวชาญจาก HP Thailand

หลังจากนั้นได้มีการเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ชม Mini Concert จาก “ว่าน ธนกฤต” ร่วมกัน สุดท้ายของงาน ได้มีการจับรางวัล รับ HP COLOR LASERJET MANAGED MFP E47525F จำนวน 3 รางวัลให้แก่ผู้โชคดี และเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: คุณวาทินี อภัยเสนีย์ (White), Assistant Marketing Manager

Call: 02-0894718 Email: wathiapa@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/ FB: https://www.facebook.com/metrosystemscorp


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส เปิดรับแฟรนไชส์ทุกภูมิภาคทั่วไทย ที่บูธ L18 งาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2022

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานและ สินค้าเพื่อธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปีนี้ การันตีคุณภาพด้วยรางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี “Franchise of The Year 2022” และ รางวัลแฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม “Best Innovation Franchise” จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดรับสมัครผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงจาก ทุกภูมิภาคทั่วไทย มาเป็นเจ้าของร้านแฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส ในท้องถิ่นของคุณ #การันตีกำไรขั้นต้น 1 แสนบาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ร่วมพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ ที่บูธ L18 ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2022 (TFBO) ไบเทค บางนา ฮอลล์ 103 วันที่ 20 ต.ค. 65 – 23 ต.ค. 65 หรือพูดคุยได้ทุกวันที่ Line: @ofm_plus

พิเศษ… Meet the Executive! ร่วมพูดคุยเจาะลึกการลงทุนแฟรนไชส์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับคุณวิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท พลัส ได้ที่บูธ ในวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. 65 เวลา 14.00 – 16.00 น. ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ https://bit.ly/3T5NA9i


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD ประกาศเปิดตัวชุดเกมบันเดิล “AMD Performance to Advance Your Adventure”

เริ่มตั้งแต่วันนี้ สำหรับผู้ที่ซื้อเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5000 Series ที่ตรงตามเงื่อนไขของร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับชุดเกมบันเดิล ภายในประกอบด้วยเกม UNCHARTED 4: A Thief’s End และ UNCHARTED: The Lost Legacy เพื่อให้ผู้เล่นได้นำขุมพลังของโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen เข้าไปขับเคลื่อนการแสดงผลความเขียวชอุ่มของผืนป่า และการผจญภัยอันแสนตื่นเต้นเร้าใจของเกมซีรีย์ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย

ผู้เล่นเกมที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผลิตภัณฑ์และร้านค้าที่ร่วมรายได้ที่ here และสามารถแลกรับโค้ดสำหรับรับชุดเกมบันเดิลได้ที่ AMD Rewards เพื่อนำไปแลกรับโค้ดเกมผ่านช่องทาง Steam และ Epic Games Store ได้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Connect ร่วมมือ Hewlett Packard Enterprise จัดงาน 2022 HPE Solution Day with MCC

บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ร่วมด้วย บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดงาน 2022 HPE Solution Day with MCC” เพื่อนำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆจาก HPE ที่จะช่วยจัดการด้าน IT Infrastructure ที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งโซลูชั่นป้องกันภัยคุกคามจากไซเบอร์ โดยจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 ห้องแกรนด์บอลรูม โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา (คนที่สามจากซ้าย), Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายโซลูชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้

คุณจิรวิช ดวงกระจาย (คนที่สองจากขวา), Product Specialist จาก บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด บรรยายในหัวข้อ “dHCI Making it Ideal for Mission-Critical Databases and Datawarehouse” โดยนำเสนอการจัดการ IT Infrastructure ที่ช่วยประหยัดต้นทุน ใช้งานได้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูง และใช้เวลาในการติดตั้งที่รวดเร็ว สามารถเลือก Scale Out ระหว่าง Server และ Storage ได้ตามความต้องการ แต่ยังสามรถทำงานร่วมกันได้โดยสมบูรณ์ และยังสามารถจัดการระบบในภาพรวมได้อย่างสะดวกจากระบบที่ศูนย์กลาง

คุณธัช ทองจุไร (คนที่หนึ่งจากซ้าย), Storage Sales Specialist จาก บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด บรรยายในหัวข้อ Reliable Cloud Data Management and Protection for Hybrid, Multi-cloud by “Zerto” โดยเสนอโซลูชั่นที่พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มเพื่อปกป้องข้อมูลแบบต่อเนื่อง หรือ CDP ที่เป็นการรวมการกู้คืนระบบจากภัยพิบัติ, การสำรองข้อมูล และการรองรับโมบิลิตี้ระหว่าง On-Premises กับ Cloud ภายใต้การจัดการข้อมูลเดียวกันที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวก โดยปกป้องข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วทั้งระบบ On-Premises, Hybrid Cloud รวมถึง Multi-Cloud อีกทั้งช่วยประหยัดทรัพยากรและค่าใช้จ่ายด้วยการใช้แพลตฟอร์มที่เป็นซอฟต์แวร์ทั้งหมดของ Zerto จาก HPE แทนการใช้โซลูชั่นแยกแต่ละจุด

คุณทรงชัย วชิระวรกรรม (คนที่สองจากซ้าย), HPC & MCS Sales Specialist บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด บรรยายในหัวข้อ Unlock the Full Power by “High Performance Computing (HPC) & AI”โดยแนะนำการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ในทุกส่วนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการประมวลผลที่ต้องใช้การประมวลผลทางคณิตศาสตร์ในปริมาณมาก แต่ใช้ระยะเวลาในการประมวลผลน้อยลง

คุณณัฐพล พลประเสริฐกุล (คนที่สามจากขวา), Senior Presales Manager จาก บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัดบรรยายในหัวข้อ “Cohesity” Protect your Backup Against Ransomware Attacks and Next-Gen Data Management โดยกล่าวถึงการทำอย่างไรให้ข้อมูลของลูกค้าปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และแนะนำ HPE Cohesity สุดยอดโซลูชั่นด้าน Data Management ที่ใช้งานง่าย มีความคุ้มค่าในแพลทฟอร์มเดียว และยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของลูกค้าดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพหากโดนคุกคามจากภัยไซเบอร์ได้อีกด้วย

คุณภาสพงศ์ แพงสี (คนที่หนึ่งจากขวา), Solution Architect for Metro Cloud จาก บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด บรรยายในหัวข้อ Metro Cloud’s Modernize Application Management by “HPE” โดยกล่าวถึง Cloud Platform ที่บริษัท เมโทรคอนเนค สร้างเพื่อให้บริการกับทางลูกค้าโดยใช้ HPE โซลูชั่น ซึ่งเน้นการออกแบบที่สนับสนุนการใช้งานแบบยืดหยุ่น และสามารถเชื่อมต่อกับ Cloud Platform ต่างๆ ได้อย่างหลากหลายและเพื่อตอบสนองการใช้งานระบบงานทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค  เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ HPE อย่างเป็นทางการ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือและส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม https://www.metroconnect.co.th/products/hpe-hardware/ หรือ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อฝ่ายการตลาด โทร.02-0894880 อีเมล์: mktmcc@metroconnect.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware เพิ่มความสามารถเครือข่ายให้ผู้บริการ CSP ให้ทันสมัยขึ้นด้วยเมเจอร์อัปเดตสำหรับ Telco Cloud Portfolio

ลาสเวกัส – Mobile World Congress Las Vegas 2022 – 10 ตุลาคม 2565 – VMware เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ พร้อมทั้งประกาศเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับให้ผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสาร (CSP) สามารถปรับปรุงเครือข่ายของตนให้ทันสมัยมากขึ้น ด้วยการใช้ต้นทุนและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเร่งผลักดันเพิ่มความเร็วของ 5G, RAN รวมถึงการปรับใช้ Edge และการจัดการ lifecycle

ผู้ให้บริการ CSP กำลังเร่งเพิ่มความเร็วของ 5G และการใช้งาน Open RAN เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ เนื่องจากความต้องการในตลาดตอนนี้คือเครือข่ายที่มีความเร็วสูงแต่มีความหน่วงต่ำเป็นพิเศษเพื่อรองรับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซึ่งผลจากการปรับความเร็วในการใช้งานนี้ นำมาซึ่งความซับซ้อนในการปฏิบัติงานตั้งแต่การจัดการ lifecycle ของการทำงานของเครือข่ายไปจนถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับหลากหลายเทคโนโลยีจากผู้ผลิตต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ซานเจย์ อุปปอล รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายดูแลผู้ให้บริการและ Edge ของ VMware กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้ให้บริการ CSP พบว่า พวกเขามีประสบการณ์บน Edge Value Chain ที่แตกต่างกัน เนื่องจากเป็นฝ่ายสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและการใช้พลังงานบนเส้นทางสู่ Edge Transformation ให้แก่ลูกค้า ในขณะเดียวกันผู้ให้บริการ CSP ต้องรีบปฏิรูปเครือข่ายบริการของตนให้ทันสมัย พร้อมทั้งปรับใช้บริการโอเวอร์เลย์เพื่อสร้างรายได้จากการลงทุนให้มากที่สุด ซึ่งบริการแบบมัลติคลาวด์ของ VMware ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นจะช่วยให้ลูกค้า CSP ของเราสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างราบรื่น”

ยกระดับ VMware Telco Cloud Platform Ecosystem — ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถรองรับ VNF และ CNF ได้มากกว่า 275 รายการ

VMware Telco Cloud Platform 2.5 พร้อมด้วย VMware Telco Cloud Automation 2.1 ช่วยผลักดันผู้ให้บริการ CSP สามารถกระตุ้นการเกิดนวัตกรรมบริการใหม่ๆ บนเครือข่าย ลดความซับซ้อนในการดำเนินงานสำหรับ VNF และ CNF onboarding สร้างอินสแตนซ์ และการจัดการ lifecycle การทำงานเพื่อให้ประหยัด TCO ได้มากยิ่งขึ้น VMware Telco Cloud Platform รุ่นใหม่ล่าสุดเพิ่มความสามารถในการ:

  • อัปเกรด Control Plane (CPU ในการประมวลผล) และ Worker Node Pools (Node ในการประมวลผล) แยกกันในระหว่างการจัดการคลัสเตอร์ที่ล้มเหลว
  • ปกป้องและดูแลความปลอดภัยของเครือข่าย 5G ไม่ให้ถูกโจมตีจาก Security Attack ที่ซับซ้อนด้วยระบบตรวจจับและป้องกันการบุกรุก (IDPS) สำหรับการรับส่งข้อมูลเครือข่ายในแบบ East-west traffic
  • เร่งการปรับใช้บริการเครือข่ายด้วยการขยายสภาพแวดล้อมการทำงานของพันธมิตร ที่มีฟังก์ชั่นเครือข่ายเสมือนและเครือข่ายคอนเทนเนอร์มากกว่า 275 รายการ (VNF และ CNF) รวมถึง Converged Packet Core ของ Mavenir

อโศก คูเนีย ประธานฝ่าย Core Networks ของ Mavenir กล่าวว่า “ความสำเร็จของ 5G นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการแยกแยะเครือข่ายและมีบริการใหม่ๆ ที่รองรับการความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วย 5G Converged Packet Core ของ Mavenir ที่ผ่านการรับรองจาก VMware Ready สำหรับ Telco Cloud program เราจึงสามารถตรวจสอบความสอดคล้องของแพ็คเกจ CSAR ของเราได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงลดขั้นตอนการออนบอร์ดและช่วยจัดการ lifecycle การทำงานของเครือข่ายเรา ด้วยเหตุนี้ VMware และ Mavenir จะช่วยให้ผู้ให้บริการ CSP สามารถออนบอร์ดและปรับใช้ฟังก์ชันเครือข่ายอย่างรวดเร็วขึ้น ทำให้ประหยัดเวลาในการรวมระบบและยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย”

VMware Telco Cloud Automation 2.1 ขยายขอบเขตการทำงานแบบมัลติคลาวด์และระบบอัตโนมัติด้วยความสามารถในการรองรับ AWS และ Amazon Elastic Kubernetes Service (EKS) ทำให้ผู้ให้บริการ CSP สามารถจัดเตรียม CNF ได้งบน Amazon EKS ที่มีอยู่โดยตรง

มาร์ค รูแอน รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเครือข่าย DISH Wireless กล่าวว่า “DISH Wireless ได้ปรับใช้โหนดของ Edge หลายพันโหนดเพื่อสร้างคลาวด์แบบไฮเปอร์ดิสทริบิวต์แห่งแรกของโลก ซึ่งกำลังเติบโตอย่างทวีคูณ 5G Open RAN network ของเราเป็นแอปพลิเคชันแรกที่ถูกปรับใช้และรองรับโดย VMware Telco Cloud Automation และ VMware Telco Cloud Automation ช่วยให้ DISH สามารถปรับใช้และจัดการโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงแอปพลิเคชันทั้งแบบออฟไลน์และเวอร์ชวลได้อัตโนมัติตามขนาดที่ต้องการ ด้วยความช่วยเหลือของ VMware เราจึงสามารถนำเสนอแพลตฟอร์มแบบใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อขยายระบบคลาวด์ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง และสร้าง bridge เชื่อมต่อระหว่างระบบคลาวด์แบบไฮเปอร์สเกลได้”

ความสามารถเพิ่มเติมในการรองรับการทำงานแบบ Closed-Loop ของเครือข่ายมือถือขนาดใหญ่ 

VMware Telco Cloud Service Assurance 2.0 ที่เปิดตัวล่าสุดแสดงให้เห็นการใช้งานแบบใหม่ที่รับประกันการให้บริการบนมือถือ ซึ่งรวมถึง CaaS, 4G และ 5G, การแบ่งส่วนเครือข่ายหลัก และ RAN

เพื่อปรับปรุงการทดสอบและการพิสูจน์แนวคิด (PoC) ของซอฟต์แวร์นี้ VMware ได้ขยายขอบเขตการทำงานกับ DISH Wireless โดย DISH Wireless กำลังทดสอบซอฟต์แวร์ของ VMware เพื่อตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานบนระบบคลาวด์แบบกระจายและทำการรวบรวมตัวชี้วัดและบันทึกข้อมูล เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อรองรับการจัดเตรียมและการจัดการแบบ Closed Loop อัตโนมัติ 

ไบรอัน แมงกวาเซอร์ รองประธานฝ่ายการออกแบบ MarketPlace & Apps ของ DISH Wireless กล่าวว่า “ที่ DISH Wireless ข้อมูลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่ามากที่สุดที่สร้างจากคลาวด์ไวร์เลสของเรา ในขณะนี้เรากำลังทดลองใช้ VMware Telco Cloud Service Assurance เพื่อเพิ่มความสามารถในการรวบรวมข้อมูลจาก Edge ทำการคาดการณ์ปัญหาต่างที่จะเกิดขึ้น พยายามรักษาความน่าเชื่อถือของระบบในระดับสูง เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดสำหรับชุมชนนักพัฒนาขององค์กรของเรา”

เปิดการขึ้นใช้งานระบบอย่างรวดเร็วด้วย การประหยัดค่าใช้จ่าย/พลังงานสำหรับ Disaggregated RAN 

VMware Telco Cloud Platform RAN™ 2.0 ช่วยเพิ่มความเร็วและลดความยุ่งยากในการปรับใช้งานตลอดทั้งไซต์ของ RAN แบบกระจาย ด้วยระบบ Cloud Smart อัตโนมัติ สำหรับรุ่นใหม่นี้จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ ความสามารถในการใช้งาน และขนาด รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการปรับปรุงและลดเวลาในการเปิดใช้งาน

  • VMware Bare Metal Automation ที่เพิ่มเติมขึ้น ช่วย CSPs ให้จัดเตรียม Zero-touch ที่ง่ายขึ้น และการจัดการ lifecycle ตั้งแต่การจัดเตรียม Bare Metal ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ของ telco และการทำงานของเครือข่าย
  • การปรับปรุง VMware ESXi (ที่รวมอยู่ในแพลตฟอร์ม) ทำให้เห็นประสิทธิภาพเรื่อง latency ของ Bare Metal เพิ่มขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพด้านความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และความปลอดภัย ที่ถูกรวมเอาไว้ในแพลตฟอร์มแบบเสมือน

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, VMware Ready, และ ESXi  เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ

บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ VMware ซึ่งสร้างและดูแลโดยบุคคลที่สามและมีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาในเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ถอดรหัส AvatarOn A ปลั๊กไฟที่ไม่ใช่แค่ปลั๊กไฟ

สำหรับใครหลายๆ คนเวลาพูดถึงปลั๊กไฟ หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า เต้ารับ ส่วนมากมักนึกถึงปลั๊กไฟแบบมี 3 ช่อง กรอบปลั๊กสีขาวพื้นๆ ติดตั้งตามผนังบ้านอย่างที่เห็นกันชินตา แต่ถ้าลองเข้าไปดูในความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ประเภทสวิตช์ไฟและเต้ารับของ “AvatarOn A” จะเห็นถึงความตั้งใจของผู้ผลิตที่ใส่ใจต่อการออกแบบสวิตช์และเต้ารับให้รองรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ที่น่าสนใจคือ ในยุคที่ DIY (Do It Yourself) ต้องมา ทั้งสะดวก ประหยัด ปรับแต่งได้ดั่งใจ ซ้ำยังภาคภูมิใจอีกต่างหาก การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาผสมผสานเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ความสะดวกในการติดตั้งแบบที่เรียกว่า เทคโนโลยี Easy Clip ช่วยให้ติดตั้งปลั๊กไฟได้อย่างง่ายดาย รวดเร็วและปลอดภัย

นับเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้ AvatarOn A ชนะใจคณะกรรมการคว้ารางวัลแบรนด์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในสาขา Best Home Solution Influencer Campaign จากงาน Thailand Influencer Awards 2021 พลิกโฉมวงการสวิตช์ไฟ สำหรับบ้านและที่พักอาศัยยุคใหม่ ในฐานะที่เป็นสวิตช์ไฟที่ให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการออกแบบสวิตช์ไฟและเต้ารับได้อย่างอิสระตามสไตล์ที่ชื่นชอบ

ในส่วนของสวิตช์ไฟนั้นเมื่อคราวเปิดตัว AvatarOn A รูปลักษณ์ภายนอกที่ออกแบบให้ไร้กรอบ ตอบโจทย์ทุกดีไซน์ เรียบและกลมกลืนไปกับผนังที่ติดตั้ง รวมทั้งสีสันที่มีให้เลือกไม่เพียงแค่สีขาว แต่ยังเพิ่มสีดำและสีเทา รวมเป็น 3 ตัวเลือกเพื่อให้เหมาะกับการออกแบบตามสไตล์ของผู้บริโภค เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น เนื่องจากในสายงานออกแบบจะทราบดีว่าสีดำ-ขาว ยังคงเป็นสีคลาสสิกตลอดกาลและไม่เคยตกยุค ให้ทั้งความหรู ดูดี มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ไม่เพียงเท่านั้น ประเด็นของการใช้งานที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 ทั้งในแง่ของประโยชน์ใช้สอยให้ครอบคลุมในทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน และเหนืออื่นใดคือความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยผ่านการรับรองตามมาตรฐานทั้งของประเทศไทยและสากล มีตรา มอก. และ IEC เป็นการันตี บนฐานของการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานของผู้บริโภคทุกวันนี้ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเพิ่ม USB Type C รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกรูปแบบ

เพราะปลั๊กไฟในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่ปลั๊กไฟ แต่เป็นหัวใจสำคัญของบ้านที่จะขาดเสียมิได้!

เหตุผลของการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทสวิตช์และปลั๊กไฟให้มีความหลากหลายนั้น ประเด็นสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกให้สอดรับและเหมาะสมกับฟังก์ชั่นการใช้งานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ห้องนอนไปจนถึงห้องน้ำ รองรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหลากประเภทตั้งแต่หม้อหุงข้าวไปจนถึงสมาร์ทโฟน

Put the Right Man on the Right Job ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น แต่ละห้องในบ้านมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ต่างกัน ฉะนั้นการเลือกสวิตช์และปลั๊กไฟจึงควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละพื้นที่เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น “ห้องนอน” ห้องแห่งการพักผ่อน ชาร์จแบตเตอรี่ยามที่เหนื่อยล้าจากภารกิจนอกบ้าน หัวใจสำคัญของห้องอยู่ที่หัวนอน การติดตั้งสวิตช์และปลั๊กไฟที่หัวเตียง ควรเลือกปลั๊กไฟแบบที่มี USB Port ด้วย เพื่อรองรับการใช้งานสมาร์ทโฟน ขณะที่สวิตช์ไฟถ้าใช้แบบดิมเมอร์ สามารถหรี่ไฟปรับบรรยากาศสำหรับการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่และตื่นขึ้นพร้อมรับวันใหม่อย่างสดใส

“ห้องโถง” หรือ “ห้องนั่งเล่น” เนื่องจากเป็นห้องอเนกประสงค์ที่ทุกคนใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากตำแหน่งของปลั๊กไฟที่ไม่ควรอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปเพื่อป้องกันเด็กเล็กแล้ว การเลือกปลั๊กที่มีม่านนิรภัยเป็นการเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง รวมทั้งสวิตช์ไฟแบบ 2 ทางเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่นในจุดเชิงบันไดเพื่อจะสามารถปิด-เปิดไฟในส่วนของชั้นบนของอาคารได้อีกด้วย หรือ การติดสวิตช์ 2 ทางบริเวณหัวนอนก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ไม่เลว สามารถเปิด-ปิดไฟได้โดยไม่ต้องลุกจากเตียงนอน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเลือกสีสวิตช์ไฟให้แตกต่างเพื่อง่ายในการจดจำ

ห้องที่เป็นเสบียงคลังของบ้าน อย่าง “ห้องครัว” อุปกรณ์ที่ใช้งานในพื้นที่นี้มักเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเสียบปลั๊กแทบจะตลอดเวลา เช่น ตู้เย็น หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ ฯลฯ ควรเลือกใช้ปลั๊กไฟแบบที่มีสวิตช์ปิด-เปิด เพื่อว่าจะไม่ต้องถอดปลั๊กทุกครั้งที่เลิกใช้งาน และควรเลือกสเปคที่รองรับกำลังวัตต์สูงอย่างน้อย 2,500 วัตต์ ส่วนห้องสุดท้ายที่จะขาดไปเสียไม่ได้คือ “ห้องน้ำ” การติดตั้งปลั๊กไฟควรเลือกชนิดที่มีฝาครอบกันน้ำจะดีที่สุด

หยิบเอาสาระน่าสนใจเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังเป็นข้อคิดพิจารณา เพราะฟังก์ชั่นครบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน…เช่นนี้ไม่รัก AvatarOn A ได้อย่างไร!


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การเปิดตัวครั้งใหม่ของแพลตฟอร์ม Porsche Experience

IBM iX ร่วมกับ Porsche ออกแบบแพลตฟอร์ม “Porsche Experience” ขึ้นใหม่ นำสู่เว็บไซต์ที่การันตีว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์รถยนต์ Porsche สุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่สร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้ใช้ ฟังก์ชันค้นหากิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงระบบจองการเดินทางที่ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน โดยทั้งหมดนี้ถูกรวมอยู่ภายใต้การออกแบบที่น่าดึงดูดและแฝงจิตวิญญาณของ Porsche แบบ 100%

ทาง IBM iX ได้เริ่มทำการออกแบบแพลตฟอร์ม “Porsche Experience” ขึ้นใหม่ เมื่อเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา โดยเป็นเว็บไซต์ที่ส่งมอบประสบการณ์แบบ 360 องศาให้กับแฟนๆ รถยนต์ Porsche ประกอบไปด้วยเรื่องน่าสนใจสำหรับทุกคน ตั้งแต่คอร์สฝึกอบรมการขับขี่ปลอดภัยและการแข่งรถ ไปจนถึงคำแนะนำการเดินทางด้วยรถยนต์ Porsche รุ่นที่คุณชื่นชอบ ทางทีมได้ออกแบบเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้าขึ้นใหม่เฉพาะสำหรับแพลตฟอร์มนี้ โดยคำนึงถึงระบบการออกแบบของรถยนต์ Porsche และ CI (Customer Intelligence) ที่มีอยู่เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างเทคโนโลยีของพอร์ทัลทั้งหมด บนพื้นฐานของสถาปัตยกรรมแบบ headless และโครงสร้างแบบไมโครเซอร์วิส ที่เชื่อมต่อเข้ากับสภาพแวดล้อมของ Sitecore ที่มีอยู่แล้ว

ประสบการณ์ของลูกค้าในแบบฉบับเฉพาะบุคคล

แพลตฟอร์มดังกล่าวยังได้มอบความเพลิดเพลินจากประสบการณ์การขับขี่แบบพิเศษและเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าด้วย Porsche Driving Experiences ที่ไม่จำกัดเฉพาะการสร้างประสบการณ์การขับขี่หลังพวงมาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้าทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มเข้าชมเว็บไซต์ครั้งแรก การเลือกประสบการณ์การขับขี่ ไปจนถึงขั้นตอนการจองและประสบการณ์การขับขี่ที่ตามมา โดยผู้ใช้จะสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณความเป็น Porsche ตลอดเวลาที่ใช้งานแพลตฟอร์มนี้

เว็บไซต์ที่ดึงดูดพร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างเยี่ยมยอด

การรองรับการใช้งานเว็บไซต์ในแนวทางที่ดึงดูดใจ ถือเป็นสิ่งจำเป็นทั้งสำหรับลูกค้าที่มองหา “Porsche Experience” ครั้งใหม่ และพนักงานที่ต้องการสร้างกิจกรรมและเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นให้กับกลุ่มเป้าหมายของตนในแนวทางที่ง่ายดายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น การออกแบบแพลตฟอร์ม Porsche Experience ขึ้นใหม่จึงมุ่งเน้นไปในเรื่องของเวลาการโหลดที่รวดเร็ว การออกแบบที่ดึงดูดใจ ใช้งานสะดวก คำแนะนำผู้ใช้ที่ใช้งานง่าย และรูปแบบการใช้งานที่มาพร้อมคำอธิบายในตัว

เทคโนโลยีก้าวล้ำ

ก่อนที่จะมีการออกแบบแพลตฟอร์มนี้ขึ้นใหม่ IBM iX ทำการได้วิเคราะห์ระบบที่มีอยู่ในแง่ของฟังก์ชันการทำงาน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย โดย IBM iX พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเทคโนโลยี ทำหน้าที่เป็นคู่ซ้อมให้กับ Porsche Experience ให้คำแนะนำแก่บริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเทรนด์การออกแบบล่าสุด โดย IBM iX ดำเนินการอิมพลีเมนต์ด้วยการพัฒนาโซลูชันที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบไมโครเซอร์วิสแบบ headless และ cloud-native พร้อมด้วยฟรอนต์เอนด์แบบ angular-based ที่ก้าวล้ำ โดยอินทิเกรทแพลตฟอร์มแบ็กเอนด์อีคอมเมิร์ซที่มีอยู่เข้ากับโซลูชันใหม่รวมถึง Sitecore ซึ่งเป็นระบบการจัดการเนื้อหา

ประโยชน์แก่ผู้ใช้

การออกแบบแพลตฟอร์มขึ้นใหม่นี้ช่วยให้ลูกค้า Porsche สามารถเข้าถึงประสบการณ์ของแบรนด์ได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น พร้อมด้วยเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้าแบบไร้รอยต่อในทุกทัชพอยท์ การออกแบบแพลตฟอร์มให้เป็นแบบ multi-tenant ยังช่วยให้ Porsche สามารถสเกลการใช้งานไปได้ทั่วโลก และร่วมมือกับพันธมิตรในกิจกรรมต่างๆ ได้โดยผ่านแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวนี้ เทคโนโลยีใหม่นี้นำสู่การใช้งานโดยไม่มีดาวน์ไทม์ ระดับความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพที่น่าประทับใจทั่วทั้งระบบและเอนจิ้นการจอง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดภาระในการบำรุงรักษาลง พนักงาน Porsche ยังสามารถใช้แพลตฟอร์มใหม่นี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการสร้างเนื้อหา และตั้งค่าบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำสู่การประหยัดต้นทุนและเวลา

สัมผัสแพลตฟอร์ม Porsche Experience ใหม่ได้ที่ https://experience.porsche.com


Exit mobile version