Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Adobe เผยผู้บริโภคและนักการตลาดตระหนักถึงศักยภาพของ AI ที่แบรนด์ใช้ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า แต่ต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ความก้าวหน้าของ Generative AI กลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในการทำงานและการสร้างสรรค์ ทั้งยังสร้างนิยามใหม่ให้กับวิธีที่ผู้บริโภค องค์กรธุรกิจ และสถานศึกษาใช้ในการคิดทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การสร้างรูปภาพไปจนถึงคอนเทนต์  ขณะที่องค์กรต้องจัดการกับข้อกังวลต่างๆ ของสาธารณชน รวมถึงความโปร่งใสเกี่ยวกับการใช้ Generative AI ในการสร้างคอนเทนต์

ด้วยการป้อนคำสั่งที่เรียบง่าย Generative AI ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญทำงานได้เร็วขึ้น และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์น้อยสามารถเรียนรู้งานได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถคิดค้นไอเดีย สร้างสรรค์ผลงาน เรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งมักจะเป็นไปในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง  Generative AI มีศักยภาพมหาศาลในการช่วยให้บุคลการด้านครีเอทีฟและนักการตลาดสร้างสรรค์เนื้อหาคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น แต่คุณค่าไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสามารถนำมาใช้เพื่อจัดทำแผนการตลาด กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบ customer journey และกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึก เช่น นักการตลาดเพียงพิมพ์ข้อความ “สร้าง audience segment สำหรับคนทำงานอายุ 25-34 ปีที่เป็นแฟนฟุตบอล” Generative AI ก็จะสร้างแคมเปญการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวภายในเวลาไม่กี่วินาที

เพื่อทำความเข้าใจว่า Generative AI ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างต่อความคาดหวังของลูกค้า และวิธีการที่แบรนด์ต่างๆ มอบประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า อะโดบีได้ทำการศึกษาหลายชุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2566 โดยสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคมากกว่า 13,000 คน รวมถึงบุคลากรฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้า 4,000 คนใน 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และประเด็นหลักจากผลการศึกษามีดังนี้:

ผู้คนจำนวนมากมีความมั่นใจในการใช้ Generative AI ในชีวิตประจำวัน ทั้งในส่วนของครีเอเตอร์และผู้บริโภค โดยผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (57%) เชื่อว่า Generative AI จะช่วยปรับปรุงความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล และตัวเลขดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อย กล่าวคือ 75% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ระบุว่า Generative AI ทำให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น  และเมื่อพูดถึงประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ 72% ของผู้บริโภคทั่วโลกกล่าวว่า Generative AI ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า โดยผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล 8 ใน 10 คน (80%) และกลุ่ม Gen Z (83%) แสดงความคิดเห็นในแง่บวกเช่นเดียวกัน

ผู้บริโภคต้องการให้บริษัทต่างๆ ใช้ Generative AI เพื่อปรับปรุงประสบการณ์อย่างมีความรับผิดชอบ

เมื่อพูดถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่บริษัทควรทำในการใช้เทคโนโลยี Generative AI ผู้บริโภคระบุว่า “ความรับผิดชอบ” คือสิ่งสำคัญอันดับ 1 โดย 34% ให้ความสำคัญกับการดำเนินการต่างๆ เช่น การกำหนดขอบเขตเพื่อรองรับการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ  ผู้บริโภค 30% กล่าวว่าการใช้ Generative AI เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และ 15% ให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่จะปรับปรุงประสบการณ์ของพนักงาน เช่น เพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน  ผู้ตอบแบบสอบถาม 9% กล่าวว่าข้อควรพิจารณาที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทต่างๆ ที่นำ Generative AI มาใช้ก็คือ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จทางการเงินมากขึ้น และมีเพียง 10% เท่านั้นที่กล่าวว่าบริษัทไม่ควรใช้ Generative AI เลย

Content Authenticity Initiative (CAI) ที่ก่อตั้งโดยอะโดบี เป็นตัวอย่างหนึ่งของมาตรการป้องกันที่ผลักดันโดยภาคอุตสาหกรรม  ด้วยสมาชิกมากกว่า 1,500 ราย CAI สนับสนุนมาตรฐานและเทคโนโลยีระดับโลกแบบเปิด รวมถึง Content Credentials ซึ่งเปรียบเสมือน “ฉลากโภชนาการ” แบบดิจิทัลสำหรับคอนเทนต์ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบว่าคอนเทนต์ Generative AI ถูกสร้างขึ้นในลักษณะใด

บุคลากรด้านการตลาดและ CX ส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขาจะใช้ Generative AI สำหรับการทำงานในอนาคต

เกือบเก้าในสิบ (89%) เคยใช้เครื่องมือ Generative AI บางประเภท โดย 67% ได้ลองใช้บอทสนทนา และ 45% เคยใช้เครื่องมือสร้างภาพ  บุคลากรเหล่านี้เกือบทั้งหมด (94%) เชื่อว่าบริษัทของตนจะใช้ Generative AI สำหรับการทำงานในอนาคต

Generative AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นแบบส่วนตัวมากขึ้น  ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้าเชื่อว่า Generative AI จะเป็นประโยชน์ในหลากหลายแง่มุม กล่าวคือ เก้าในสิบคน (90%) กล่าวว่าจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น และในสัดส่วนที่เกือบจะเท่ากัน (88-89%) ระบุว่าจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้มากขึ้น สร้างคอนเทนต์ได้มากขึ้นและดีขึ้น และปรับปรุงความสามารถในการใช้เครื่องมือด้านครีเอทีฟ  ในแง่ของประสบการณ์ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเปอร์เซ็นต์เดียวกันนี้คาดว่า Generative AI จะช่วยให้พวกเขาเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสม ปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น กำหนดขั้นตอนการดำเนินการใหม่ๆ สำหรับลูกค้า และระบุกลุ่มเป้าหมายใหม่

Generative AI ขยายการเข้าถึงเครื่องมือด้านประสบการณ์ดิจิทัลที่ซับซ้อนได้

เมื่อสอบถามว่าบริษัทควรใช้ Generative AI ในลักษณะใดมากที่สุด ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและ CX ระบุสิ่งสำคัญที่สุดอันดับ 1 เท่ากันทั้งสามอย่าง ได้แก่ การเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน การปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ และการนำเสนอประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า

Generative AI จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์  ขณะที่บุคลากรฝ่ายการตลาดและ CX มองว่าเครื่องมือ Generative AI ที่เกิดขึ้นใหม่นั้นมีศักยภาพสูง แต่ความคาดหวังสามอันดับแรกของพวกเขาล้วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาคอนเทนต์ โดยการสร้างคอนเทนต์ได้เร็วขึ้นครองอันดับ 1 ส่วนการปรับแต่งคอนเทนต์และการสร้างคอนเทนต์เพิ่มมากขึ้นจัดอยู่ในอันดับ 2 ด้วยคะแนนที่เท่ากัน  ในแต่ละกรณี Generative AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพลิกโฉมและการเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ซัพพลายเชนด้านคอนเทนต์ และช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกสามารถตอบสนองความต้องการด้านคอนเทนต์ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นทวีคูณ เช่น 2 เท่า, 5 เท่า และ 10 เท่า

บุคลากรฝ่ายการตลาดและ CX ยังมีข้อกังวลใจ

แม้ว่านักการตลาดส่วนใหญ่มีความเห็นด้านบวกเกี่ยวกับประโยชน์ของ Generative AI แต่ก็ยังคงมีความกังวลใจในบางเรื่อง โดยมีการจัดอันดับข้อกังวลใจที่สำคัญที่สุด ได้แก่ คุณภาพของข้อมูล ข้อความก๊อปปี้ หรือรูปภาพ (อันดับ 1), ความเสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ (อันดับ 2) และการขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการฝึกโมเดล AI (อันดับ 3)

โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Generative AI มีอนาคตที่สดใสทั้งสำหรับผู้บริโภคและแบรนด์  โดยลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์ส่วนใหญ่มีความพร้อมและตื่นเต้นที่จะได้เห็นการใช้งาน Generative AI เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ และตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ต่างๆ แล้วที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อขยายขอบเขตความเป็นไปได้และนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังอย่างมีความรับผิดชอบได้อย่างไร

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่แตกต่างของอะโดบีสำหรับ Generative AI รวมถึงประสบการณ์ลูกค้ายุคหน้าที่ได้รับการปรับปรุงโดย Adobe Sensei GenAI และ Adobe Firefly ซึ่งทำหน้าที่เป็น Co-pilot สำหรับงานครีเอทีฟ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โตชิบา ออกตู้เย็นมัลติดอร์ สั่งงานผ่าน TSmartLife ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

โตชิบา แนะนำตู้เย็นมัลติดอร์ รุ่น GRRF605WIPMT(06) ขนาดความจุ 18 คิว ควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน TSmartLife เช่น ปรับอุณหภูมิ บันทึกการใช้งาน การแจ้งเตือนการปิดประตู  เป็นต้น ระบบทำความเย็นแยกอิสระ 2 ชุด (Dual Cooling) ป้องกันกลิ่นปะปนกันระหว่างช่องแช่เย็นและช่องแช่แข็ง รักษาอุณหภูมิได้คงที่ มาพร้อมเทคโนโลยี Origin Inverter ที่เป็นระบบอินเวอร์เตอร์ทั้งคอมเพรสเซอร์และพัดลม ช่วยประหยัดไฟยิ่งขึ้น ระบบกำจัดกลิ่น Pure BIO ที่มี Ag+ ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เย็น

พิเศษด้วยช่องเก็บของที่สามารถปรับระดับความชื้นให้เหมาะสมกับของที่แช่ได้ เพื่อการเก็บรักษาผักผลไม้ได้ยาวนานขึ้น ช่องกดน้ำดื่มด้านหน้า ถอดล้างทำความสะอาดได้ ดีไซน์หรู หน้าบานประตูสี Morandi Grey เคลือบผิว 10 ชั้น เพิ่มความทนทาน ป้องกันรอยขีดข่วนที่ตัวเครื่อง พร้อมมั่นใจคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น รับประกันตัวเครื่อง ปี คอมเพรส เซอร์ 10 ปี ชมข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ www.toshibalifestyle.com/th, FB:ToshibaLifestyleThailand หรือ
โทร. 02-511-7999


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PRO-Thailand Network และมูลนิธิ 3R เดินหน้าเปลี่ยน “ขยะ” เป็น “เงิน”

กรุงเทพฯ 30 ตุลาคม 2566 “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” ภายใต้การทำงานร่วมกับมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) เดินหน้าประสานความร่วมมือโรงงานรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม (กล่องยูเอชที) และร้านรับซื้อของเก่าทั่วประเทศ นำโดย บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า (สมาคมซาเล้งฯ) และกลุ่มวงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป ผลักดันการรับซื้อและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ หลังการบริโภคจากภาคประชาชน ประเภท “กล่องเครื่องดื่ม” อาทิ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ กล่องกะทิ กลับมารีไซเคิล (Recycle) จากทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธาน มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีประเทศไทยมีการบริโภคเครื่องดื่มในกล่องยูเอชทีมากถึง 70,000 – 80,000 ตัน แต่ยังไม่มีระบบการเก็บกลับ หรือรับซื้อคืนหลังการบริโภคแล้ว ทำให้กล่องยูเอชทีเหล่านี้จะถูกทิ้งรวมไปกับขยะทั่วไป ทั้งๆ ที่หากมีการนำกล่องเครื่องดื่มเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล จะได้เป็นเยื่อกระดาษชั้นดี ที่สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับธุรกิจ การผลิตกระดาษคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ กระดาษทิชชู่ ขณะที่พลาสติกและฟอยล์จากกล่องเครื่องดื่ม ก็สามารถนำไปพัฒนาเป็นพาเลท อิฐบล็อก และไม้เทียม เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้ ดังนั้นมูลนิธิ 3R จึงได้ทำงานร่วมกับเครือข่าย PRO-Thailand Network ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อวางรากฐานความยั่งยืนโดยผลักดันให้เกิดกลไกการรับซื้อกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคจากภาคประชาชน

“มูลนิธิ 3R เชื่อมั่นว่า การขยายความร่วมมือของเครือข่ายนำโดยมี บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด สมาคมซาเล้งฯ กับกลุ่มวงษ์พาณิชย์ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทุกฝ่าย มาทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การสร้างกลไกการจัดเก็บ รับซื้อ และรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วกลับมารีไซเคิล แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังเป็นการลดปริมาณขยะที่จะรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม” ดร.วิฑูรย์ กล่าว

นายชัยยุทธิ์ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สมาคมซาเล้งฯ ทำงานร่วมกับโรงงานรีไซเคิล นำโดย อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย ได้ประชาสัมพันธ์การรับซื้อกล่องยูเอชทีหลังการบริโภคของประชาชนทุกชนิด กับร้านรับซื้อของเก่าที่เป็นสมาชิกรวมถึงพี่น้องชาวซาเล้งที่เก็บขยะขายทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสมาคมซาเล้งฯ มีสมาชิกกว่า 35,000 คน อีกทั้งยังร่วมมือกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกกล่องยูเอชทีให้นำมาขายเปลี่ยนเป็นเงิน เป็นการส่งเสริมอาชีพซาเล้ง และช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันสมาคมซาเล้งฯ กำลังขยายฐานร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการรับซื้อกล่องยูเอชทีจากภาคประชาชน พร้อมๆ กับการนำร่องจัดตั้ง Recycling Hub เพื่อเป็นจุดรวบรวมประจำภาคเหนือ โดยจะมีการรณรงค์การคัดแยกกล่องเครื่องดื่มจากขยะทั่วไป และรับซื้อจากชุมชน โดยร้านรับซื้อของเก่าที่สนใจรับซื้อกล่องเครื่องดื่ม สามารถติดต่อโทร/ ID LINE 099-060 9777 หรือ อีเมล saleng.9777@gmail.com

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ประธานบริหารกลุ่มวงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป บริษัท วงษ์พาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ อยากชวนทุกคนให้หยุดทิ้ง กล่องเครื่องดื่ม UHT ขายได้แล้วที่วงษ์พาณิชย์ทุกสาขาทั่วไทย เราได้เปิดการรับซื้ออย่างเป็นทางการแล้ว เราจะเริ่มปฏิบัติการให้ความรู้กับเด็กนักเรียนระดับประถม มัธยม อุดมศึกษา ชุมชน ครัวเรือน ผู้บริโภคในสังคมให้เกิดการตื่นตัว หยุดทิ้งของขายได้ วงษ์พาณิชย์ทั่วไทยยินดีรับซื้อในราคาดี ทั้งหมดมาจากนโยบายของบริษัทแม่ และความร่วมมือ MOU ระหว่าง กลุ่มวงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก PRO-Thailand Network”

นายสมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลกระดาษและกล่องยูเอชที กล่าวว่า “PRO-Thailand Network เข้ามาช่วยส่งเสริม และพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลกล่องยูเอชที และผลักดันให้เกิดกลไกการรับซื้อกล่องยูเอชทีหลังการบริโภคแล้วทั่วประเทศ บริษัทเชื่อมั่นว่า จากการจับมือเป็นพันธมิตรร่วมมือกับ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และกลุ่มวงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้เกิดการคัดแยกกล่องยูเอชทีหลังการบริโภคตั้งแต่ต้นทาง เพื่อนำไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายต้องการรับซื้อกล่องยูเอชทีใช้แล้วจากภาคประชาชนเพื่อรีไซเคิล” สำหรับประชาชนที่สนใจคัดแยกกล่องยูเอชทีหลังการบริโภค

เช็กพิกัดร้านรับซื้อได้ที่
https://www.google.com/maps/d/edit?mid=1iEoI4fpBuHkSjXrmfyJRphKHa52u8gE&usp=sharing


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดประสบการณ์ นวัตกรรมเทคโนโลยีการพิมพ์ไร้ขีดจำกัด ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Smart Printtech Now and Future” 28-31 มีนาคม 2024 Printtech Exhibition

ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดอุตสาหกรรมต่างๆก็ได้ปรับตัวและพัฒนาไปพร้อมๆกันรวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมงานพิมพ์ป้ายโฆษณา, งานพิมพ์บนวัสดุ, งานพิมพ์สกรีนบนวัสดุ, งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ที่ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์งานและประสบการณ์ทำงานให้กับผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพไร้ขีดจำกัด

Printtech จึงขอเชิญทุกคนมาเปิดประสบการณ์ นวัตกรรมเทคโนโลยีการพิมพ์ไร้ขีดจำกัดไปกับ งานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี The11th Printtech & Signage Expo 2024 และงาน The 8th Garment Screen Embroidery 2024   ผ่าน 3 ไฮไลท์ ได้แก่

1. การแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรและเครื่องพิมพ์อันชาญฉลาด (Smart Innovation) ที่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นลดต้นทุนเพิ่มผลกำไรเป็นโอกาสในการรับชมเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
2.
การแสดงวัสดุการพิมพ์ที่หลากหลาย (Various Material) ที่สามารถนำมาใช้ในการพิมพ์ได้ เช่น ไวนิล, ผ้าทอ, โลหะ,ไม้, แก้ว และเซรามิค ฯลฯ เป็นโอกาสในการสำรวจ ว่าเหล่านวัตกรรมนี้สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ได้อย่างไร

3. การสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) ต่อยอดธุรกิจกับฐานลูกค้าใหม่ๆ พบปะแลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักธุรกิจจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ร่วมชมงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีการพิมพ์ครบวงจร ตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2567 ฮอลล์ 9-10 .ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี  เวลา 10.00-20.00 .  สนใจพื้นที่ร่วมออกงานติดต่อ คุณมินท์ธิตา ฝ่ายการตลาด โทร.082-4559642 , 02-4092734-35  https://www.printtechexpo.com , email  printtechexpo@gmail.com , sale@printtechexpo.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson ConsumerLab 5G สร้างความแตกต่างของเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับค่ายมือถือ

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เผยการวิจัยในรายงาน Ericsson ConsumerLab ฉบับล่าสุด ระบุ 1 ใน 5 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟน 5G มองหาประสบการณ์บริการ 5G ที่แตกต่าง เช่น คุณภาพของการบริการ สำหรับการใช้แอปพลิเคชันยอดนิยม โดยผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแก่ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในอัตราพิเศษสูงสุดถึง 11% เพื่อเพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่อที่มีมูลค่าเพิ่ม

รายงาน 5G Value: Turning Performance into Value ยังเน้นด้านความพึงพอใจและความภักดีของผู้ใช้ โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพของเคสทางธุรกิจของผู้ให้บริการ 5G เนื่องจากยอดผู้สมัครใช้บริการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจเพิ่มขึ้นกับการใช้งานเครือข่าย 5G

นอกจากนี้ ในรายงานยังเผยประสบการณ์การเชื่อมต่อ 5G ที่ไม่น่าพึงพอใจในสถานที่หลัก ๆ อาทิ สนามกีฬา สถานบันเทิงและสนามบิน ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะย้ายค่ายมือถือมากขึ้นถึงสามเท่า

การวิจัยโดยรอบด้านครั้งนี้สะท้อนมุมมองของผู้บริโภคประมาณ 1.5 พันล้านรายทั่วโลก รวมถึงลูกค้า 5G ประมาณ 650 ล้านราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยของอีริคสันเพื่อติดตามวิวัฒนาการของตลาดผู้บริโภค 5G ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ในประเทศไทยอีริคสันยังได้วิจัยตลาดแบบเฉพาะเจาะจง โดยการสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคราว 23 ล้านคนในประเทศ

พบว่าปัจจัยขับเคลื่อนความพึงพอใจของเครือข่าย 5G กำลังพัฒนาไปสู่ประสบการณ์การใช้งานแอปพลิเคชัน โดยจำนวนผู้ใช้ที่พึงพอใจอย่างมากกับประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ในภาพรวมของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

5G กำลังเปลี่ยนโฉมการสตรีมวิดีโอและการใช้งาน AR ผู้ใช้ชาวไทยที่ใช้แพ็คเกจบริการประเภทนี้จะใช้เวลาเกือบ 60% ของเวลาสตรีมมิ่งวิดีโอทั้งหมดไปกับการเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อหาวิดีโอหรือ AR ขณะที่ผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้แพ็คเกจบริการประเภทนี้จะใช้เวลาเพียง 40% ไปกับคอนเทนต์สมจริง (Immersive Content)

ประสิทธิภาพ 5G ในจุดสำคัญ ๆ มีผลต่อความภักดีของผู้บริโภค นับตั้งแต่เปิดตัว 5G ในประเทศไทย มีผู้ใช้บริการมือถือประมาณ 19% ย้ายค่ายมือถือ และในบรรดาผู้ที่ย้ายเครือข่าย เกือบ 60% เกิดจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ซึ่งหากผู้ใช้มีปัญหาการเชื่อมต่อในพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปก็มีแนวโน้มที่ย้ายค่ายมากขึ้น 1.3 เท่า

ผู้บริโภค 5G ในประเทศไทยจะจ่ายค่าบริการพิเศษสำหรับการเชื่อมต่อที่มีความต่างและโดดเด่น โดยผู้ใช้สมาร์ทโฟนยินดีจ่ายค่าบริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13% สำหรับข้อเสนอที่รวมการใช้บริการแอปฯ ชั้นนำ

ญาสมีต ซิงห์ เซธิ หัวหน้าฝ่าย Ericsson ConsumerLab กล่าวว่าในการสำรวจครั้งนี้ มีผู้บริโภค 5G ราว 37% เชื่อว่าการเพิ่มปริมาณการใช้ดาต้าในแพ็คเกจ 5G ของพวกเขาสมเหตุสมผลกับอัตราค่าบริการ

พรีเมียมของผู้ให้บริการ

“ที่น่าสนใจคือประมาณหนึ่งในห้าของผู้ใช้สมาร์ทโฟน 5G แสดงความพึงพอใจชัดเจนต่อคุณภาพการเชื่อมต่อบริการที่มีความแตกต่าง โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาประสิทธิภาพเครือข่ายที่ยกระดับและมีความเสถียรแทนการเลือกใช้ 5G แบบทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการประสิทธิภาพเครือข่ายสูง ๆ และเจาะจงสถานที่สำคัญ ๆ ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขายินดีจ่ายค่าบริการพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 11% หากผู้ให้บริการมีบริการเหล่านี้เสนอให้”

วิธีเก็บข้อมูล

อีริคสันสัมภาษณ์ผู้บริโภคมากกว่า 37,000 คน ใน 28 ประเทศ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2566 โดยขอบเขตการวิจัยสะท้อนมุมมองความคิดเห็นของผู้บริโภคประมาณ 1.5 พันล้านคน รวมถึงผู้ใช้ 5G จำนวน 650 ล้านราย

อ่านรายงานฉบับเต็ม: 5G Value: Turning performance into loyalty

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง: Ericsson ConsumerLab: the voice of the consumer Ericsson ConsumerLab: 5G Reports Ericsson Private Networks


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้า 3 รางวัลแห่งปีจากงาน Cisco Thailand & Myanmar Partner Appreciation Event 2023

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร คว้า 3 รางวัลแห่งปีจาก ซิสโก้ ได้แก่ รางวัล “FY23 Enterprise Networking Partner of The Year”, “FY23 Top Year Over Year Growth Partner of The Year” (First Tier Partner) และ “Cisco Reimagine the Firewall – Partner Perfect Pitch” Contest  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-30 กันยายน 2566 ณ โรงแรม เลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย

โดย คุณสุรเดช เลิศธรรมจักร์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น ขึ้นรับรางวัล “FY23 Enterprise Networking Partner of The Year , คุณชัยวัฒน์ ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น ขึ้นรับรางวัล “FY23 Top Year Over Year Growth Partner of The Year” (First Tier Partner) , คุณคชพงษ์ ชุติกานนท์ Senior Sales Executive และ คุณชาริณีย์ อิสระพันธุ์ดัง Support Engineer ขึ้นรับรางวัล “Cisco Reimagine the Firewall – Partner Perfect Pitch” Contest  โดยรับมอบรางวัลจาก คุณวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัดMr. Kelvin Looi Director, Asean Enterprise Networking Sales, Ms. Bee Kheng Tay Vice President Theatre Leader, Mr. Gil de Bernabe COO, Vice President of Sales Strategy & Operations, Asia Pacific, Japan & Greater China at Cisco ร่วมแสดงความยินดีในงาน Cisco Thailand & Myanmar Partner Appreciation Event 2023 จัดขึ้นเพื่อขอบคุณ และมอบรางวัลให้แก่พาร์ทเนอร์ และตัวแทนจำหน่าย ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ตอกย้ำการเป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “เราจะให้บริการอย่างเป็นเลิศแก่ลูกค้าด้วยโซลูชั่นไอทีที่ดีที่สุด” ที่พร้อมมุ่งมั่นร่วมมือเพื่อนำเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ เข้าสนับสนุนเพื่อความเติบโตทางธุรกิจของลูกค้าต่อไป

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2529 ประกอบธุรกิจในการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจัดจำหน่าย คอมพิวเตอร์ ฮาร์แวร์ ซิสเต็มส์ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และพัฒนาโปรแกรมตามความต้องการลูกค้า รวมไปถึงการให้บริการด้านความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างครบวงจร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เดินเกมรุกอีคอมเมิร์ซดันคู่ค้าโต พร้อมผลักดันดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ภายใต้กลยุทธ์และแนวคิดการบริหาร

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เดินเกมรุกอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น พร้อมเน้นย้ำกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคู่ค้า ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการซื้อขายผลิตภัณฑ์ (End-to-end customer experience) ตั้งเป้าช่วยคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และรายย่อยเพิ่มยอดขาย พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยการขยายช่องทางการขายออนไลน์สำหรับคู่ค้า B2ผ่านทางเว็บไซต์ https://eshop.se.com/th/

การเปิดเว็บไซต์ดังกล่าวทำให้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถเข้าถึงกลุ่มคู่ค้าธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กที่มีอยู่ในตลาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังช่วยเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของคู่ค้าได้ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับที่อยู่อาศัย อาคาร และธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงอุปกรณ์สำรองไฟและป้องกันไฟกระชาก กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแรงดันต่ำและระบบไฟฟ้า กลุ่มระบบอัตโนมัติและระบบควบคุมในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีอะไหล่ ซอฟต์แวร์ศูนย์ข้อมูล งานบริการหลังการขาย และการขยายความคุ้มครองด้านผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น มีแพลตฟอร์ม “EcoStruxure” ซึ่งเป็นระบบเปิดด้าน IoT 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Connected Product ที่สามารถเชื่อมต่อแต่ละผลิตภัณฑ์ได้ ระดับต่อมาคือระบบควบคุมและการมอนิเตอร์ ที่เรียกว่า Edge Control และระดับสุดท้ายคือระบบการวิเคราะห์ และบริการ ที่เรียกว่า Apps, Analytics & Services โดยแพลตฟอร์มทั้ง 3 ระดับทำงานสอดประสานกัน มีโซลูชั่นครอบคลุมตั้งแต่บ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้า โดยผลิตภัณฑ์บางส่วนของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการนำร่องขายออนไลน์ ทั้งในรูปแบบ B2B (คู่ค้ารายใหญ่ไปสู่รายย่อย) และ B2C (คู่ค้ารายย่อยไปสู่ผู้บริโภค)

คุณทัศนารมย์ กูเดียร์ รองประธานฝ่ายขาย ธุรกิจดิจิตอล ประจำภาคพื้นอาเซียนรวมถึงประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการทำงานของผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป โดยมีการใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลในการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่บ้าน ประชุมออนไลน์ สัมมนาออนไลน์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการทำงานไปแล้ว แม้แต่การปิดการขาย ก็สามารถทำได้ในรูปแบบออนไลน์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้สร้างความสะดวก ช่วยลดเวลาในการเดินทาง หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่ก็นิยมสั่งซื้อสินค้า และอาหารในรูปแบบออนไลน์เพิ่มขึ้น ดังนั้น ช่องทางดิจิทัลจึงเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสในการเติบโตให้กับบริษัทและคู่ค้า ทั้งคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ ตัวแทนจำหน่าย และคู่ค้ารายย่อย เช่น ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้รับประกอบตู้ไฟฟ้า ช่างไฟฟ้า โดยจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คู่ค้ารายใหญ่สามารถปิดการขายกับคู่ค้ารายย่อยได้มากขึ้น ขณะที่คู่ค้ารายย่อยก็สามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการและครบครันได้ง่ายขึ้นเช่นกัน นั่นจึงเป็นที่มาที่บริษัทสร้าง eshop ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อช่วยให้คู่ค้าของเราสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างสะดวกสบายในทุกๆ อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ หากคู่ค้ามีข้อสงสัยสามารถแชตถามได้ทันที โดยมีเจ้าหน้าที่ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มีความเชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาเสมือนมีเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจแบบส่วนตัว นับเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้คู่ค้า พร้อมก้าวไปสู่การซื้อขายผลิตภัณฑ์ออนไลน์แบบไร้รอยต่อในยุคดิจิทัล 4.0 นี้”

คุณทัศนารมย์ เผยต่อว่า “เว็บไซต์ eshop ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความพิเศษที่ไม่ได้ผูกขาดกับคู่ค้ารายใดรายหนึ่ง โดยคู่ค้ารายย่อยสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์โดยตรงจากตัวแทนจำหน่ายที่ตนเองติดต่อซื้อขายอยู่เป็นประจำได้ผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว”

นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังช่วยคู่ค้าในระบบให้ขายผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น โดยการออกแคมเปญส่งเสริมการขาย ทั้งการสร้างแบรนด์โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริคเอง การแนะนำผลิตภัณฑ์ผ่าน Influencer รวมถึงการจัดแคมเปญโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่องทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ ยูทูป โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ สวิตช์ไฟ เบรกเกอร์ เครื่องสำรองไฟ อีวีชาร์จเจอร์ และผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม เช่น ปุ่มกดและอุปกรณ์อื่นๆ ด้านไฟฟ้าสำหรับโรงงาน  และมีการจัดกิจกรรมสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขายให้คู่ค้าในภาพรวมของตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีการนำ LINE แอปพลิเคชัน มาผสานกับการทำงานของทีมขาย การนำระบบ Virtual Sales มาช่วยเพิ่มศักยภาพการขาย และตอบสนองความต้องการของคู่ค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมปิดการขายผ่านทางออนไลน์ ทีมขาย Virtual Sales จะนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ในรูปแบบไฮบริด ทั้งการประชุมทางวิดีโอ การโทรทางออนไลน์ หรือนัดพบคู่ค้า และสามารถปิดการขายผ่านทางเว็บไซต์ eshop ชไนเดอร์ อิเล็คทริค หากคู่ค้าต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ หรือรูปภาพเพิ่มเติม ทีมขาย Virtual Sales จะติดต่อคู่ค้าผ่านทางไลน์ @SE-TH ชไนเดอร์ อิเล็กทริค นอกจากนี้ คู่ค้ายังสามารถดาวน์โหลดแคตตาล็อกผลิตภัณฑ์ พร้อมรับสิทธิพิเศษดีๆ มากมายเมื่อลงทะเบียนผ่านไลน์ อาทิ โปรโมชั่นพิเศษ สะสมคะแนนจากยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แลกของรางวัล และสิทธิพิเศษในการร่วมงานสัมมนาออนไลน์กับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ก่อนใคร

“ในทุกผลิตภัณฑ์และการบริการของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราคำนึงถึงความยั่งยืนของโลก แม้แต่เรื่องการเพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ผ่านทางออนไลน์ การผสานเทคโนโลยีเข้ากับการนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่เราส่งตรงถึงคู่ค้า และผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ออกแบบและผลิต เราก็คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ เพื่อสนองตอบสนองนโยบายหลักของเราในการสร้างความยั่งยืนของโลก ควบคู่ไปกับธุรกิจที่ยั่งยืน ของทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค เอง และคู่ค้าในอีโคซิสเต็มส์” คุณทัศนารมย์ กล่าวทิ้งท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวโปรเซสเซอร์ AMD Threadripper ใหม่ สำหรับงานด้านเวิร์คสเตชั่น

AMD เปิดตัวโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Threadripper PRO 7000 WX-Series และ AMD Ryzen Threadripper 7000 Series ผลิตภัณฑ์กลุ่มเวิร์คสเตชั่นรุ่นใหม่ นำเสนอประสิทธิภาพการประมวลผลและการประหยัดพลังงานที่ยอดเยี่ยมให้กับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป เพื่อเพิ่มความเร็วเวิร์คโฟลว์งานด้านครีเอทีฟที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก รวมไปถึงเพิ่มความเร็วด้านการประมวลผลของกราฟิกการ์ดและการเทรนนิ่ง AI

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณณ์ใหม่เวิร์คสเตชั่น:

  • โปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper PRO 7000 WX-Series สร้างขึ้นโดยมุ่งเน้นในด้านประสิทธิภาพการประมวลผลที่เหนือชั้นและแพลตฟอร์มฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่เหนือกว่าของรุ่นก่อนหน้า เพื่อเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับศิลปิน สถาปนิก วิศวกร และมืออาชีพในด้านต่าง ๆ ที่ต้องการประสิทธิภาพการประมวลผล ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการขยาย และความปลอดภัยในระดับสูง
  • โปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper 7000 Series มอบประสิทธิภาพด้านการประมวลผลที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้งานด้านครีเอทีฟระดับ  มืออาชีพ พร้อมประสิทธิภาพด้านการประมวลผลที่ดีที่สุด

โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Threadripper PRO 7000 WX-Series และ AMD Ryzen Threadripper 7000 Series จะพร้อมวางจำหน่ายภายในปีนี้สำหรับลูกค้ากลุ่ม DIY ผ่านพันธมิตร SI และ OEM ชั้นนำทั้ง Dell, Lenovo และ HP

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์สามารถศึกษาได้ผ่านทางข่าวประชาสัมพันธ์ คลิก และวิดีโอ คลิก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

TMA จัดงานขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ดี ต่อยอดงานวิจัยและสตาร์ทอัพไทยและเทศ สู่การจับคู่ธุรกิจ 14 พ.ย.นี้

กรุงเทพฯ/ 19 ตุลาคม 2566 – เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่อนาคต สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เตรียมจัดงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023  นำเสนอเมกะเทรนด์เกี่ยวกับ Healthy Living Tech และการขับเคลื่อน R&D ที่ผสานความเข้าใจลูกค้า สู่รายได้หลักหมื่นล้านของแบรนด์ชั้นนำของโลกและของไทย พร้อมจัด TechInno Mart นำผลงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากไทยและต่างประเทศมาให้จับคู่ธรกิจ รวมถึงนำเสนอผลงานผู้ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2566 เพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ มุ่งสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา และที่สำคัญเพื่อดันนวัตกรรมงานวิจัยไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  งานนี้ CEO, เจ้าของกิจการ, CTO และผู้บริหารที่รับผิดชอบการสร้าง New S-Curve ต้องไม่พลาด พบกันวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2566 ที่โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ

งานสัมมนากับเนื้อหาตอบโจทย์ธุรกิจ

งานสัมมนา TechInno Forum 2023 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Healthy Living” ว่าด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาตอบสนองการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดี โดยกิจกรรมภายในงาน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ

  • การนำเสนอข้อมูลความรู้ในหัวข้อ “เมกะเทรนด์” โดยบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำระดับโลก อย่าง ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน  เจาะลึกนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีกว่า ก่อนจะมาเป็น “อาหาร
    เพื่อชีวิต” โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาของเนสท์เล่ ผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก  และการคิดนอกกรอบจากผลิตภัณฑ์ก่อสร้างสู่สมาร์ทโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากมิติ แตกยอดธุรกิจสู่รายได้และอนาคต
    ที่ยั่งยืน โดยบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด
  • Techno Mart การจัดแสดงนำเสนอเทคโนโลยี และผลงานนวัตกรรมที่พร้อมนำไปใช้งานทางธุรกิจจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาของไทยและต่างประเทศ รวม 17 ผลงาน
  • การนำเสนอผลงานนวัตกรรมเทคโนโลยีโดยนักเทคโนโลยีดีเด่น และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลประจำปี พ.ศ. 2566
  • TechInno Community เพื่อการสร้างโอกาสและเครือข่ายทางธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจระหว่างสตาร์ทอัพและองค์กรชั้นนำ การแสวงหาแหล่งสนับสนุนเงินทุน เพื่อให้เกิดการต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์

ดร. ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่ม ด้านการพัฒนาและความร่วมมือทางธุรกิจ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า “Healthy Living เป็นเมกะเทรนด์ในโลกอนาคตที่กำลังถูกจับตามอง เป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีและมีความสมดุลทั้งกายและใจ  ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะมีส่วนสำคัญ อย่างยิ่งต่อการออกแบบการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น การจัดงานในปีนี้จึงมุ่งเน้นให้สามารถนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งาน เราจึงเปิดเวทีให้นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ในการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยเหล่านี้ไปต่อยอดและพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่คนในวงกว้าง”

รางวัลสำหรับนักเทคโนโลยีที่มีผลงานโดดเด่น

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ยังได้ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแสดงความยินดีกับนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ เป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ นักวิจัยไทยที่โชว์ผลงานนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์และคว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่

ศาสตราจารย์ นพ. สุรเดช หงส์อิง, รองศาสตราจารย์ นพ. อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงานการค้นพบและวิจัยการพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดที่ผ่านการแปลงพันธุกรรมตัวรับแอนติเจนจำเพาะ chimeric antigen receptors T-cell (CAR-T) ด้วยเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

สำหรับรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2566 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่

  1. ดร. ภก. นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ สังกัดศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผู้ค้นพบและวิจัยเทคโนโลยีฐานในการสังเคราะห์ยา
  2. ผศ.ดร.กนกวรรณ กองพัฒน์พาณิชย์ สังกัดสำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี ผู้ค้นพบและวิจัยโครงข่ายโลหะอินทรีย์เพื่อใช้เป็นวัสดุดูดซับโลหะหนักในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

น.สพ. รุจเวทย์ ทหารแกล้ว ประธานกรรมการโครงการรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์
ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยผู้ชนะรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ทุกท่าน และขอขอบคุณที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาผลงานที่ยอดเยี่ยม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานวิจัยเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้งาน และต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อพัฒนาและต่อยอดการค้นพบเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป”

งาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023 ภายใต้หัวข้อ “Healthy Living” จะจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน ศกนี้ ที่แมกโนเลีย บอลรูม โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเอสซีจี

ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) คุณจตุพร จุลพันธ์วัฒนา โทร. 02-319-7677 ต่อ 122 หรือ โทร. 080-959-4622 อีเมล jatuporn@tma.or.th คุณศศิวิมล สิงห์แก้ว ต่อ 211 หรือ โทร. 061-978-7406 อีเมล sasiwimol@tma.or.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“Ugly Veggies” แพลตฟอร์มขาย “ผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ” งานวิจัยเด่นจาก มข.

“Ugly Veggies” แพลตฟอร์มขายผักไม่สวย แต่มีคุณภาพงานวิจัยเด่นจาก มข. ช่วยลดขยะอาหารสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมตอบโจทย์การช่วยแก้ปัญหา SDGs 2 – ZERO HUNGER ยุติความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร

สถานการณ์ปัญหาขยะจากอาหารเป็นประเด็นที่ทุกประเทศกำลังร่วมมือกันแก้ไข โดยการผลักดันและประยุกต์เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูลการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (Food loss and Food Waste) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นกลยุทธ์ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ รวมถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี “Ugly Veggies Thailand” เป็นอีกหนึ่งโครงการในการสนับสนุนเพื่อช่วยลดปัญหาดังกล่าว

ผศ.ดร.ชวิศ เกตุแก้ว รองคณบดีฝ่ายกลยุทธ์ วิจัยและต่างประเทศ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้อำนวยการโครงการ “Ugly Veggies Thailand” กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ “Ugly Veggies Thailand” ว่า วิทยาลัยนานาชาติมีชุมชนเป้าหมาย คือ กลุ่มเกษตรกรอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ที่ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนด้าน Smart Farming เมื่อศึกษาไประยะหนึ่ง จึงพบว่าชุมชนมี Pain Point คือผัก Organic หรือผักอินทรีย์ที่ผลิตออกมาเมื่อคัดผักที่มีมาตรฐานตามความต้องการของตลาดประมาณ 50-70 % แล้วจะเหลืออีก 30% ที่ทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มีในเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ด้วย ทำให้นำมาสู่โจทย์ที่ว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อสร้าง Zero Waste ในกระบวนการผลิตผักอินทรีย์ ขณะเดียวกันเราไม่ได้คิดเพียงแค่ว่าเราจะกำจัดขยะอย่างไร แต่ยังหาวิธีในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เหลือใช้เหล่านั้นด้วย

ผศ.ดร.ชวิศ กล่าวต่ออีกว่า หากเราสามารถใช้ประโยชน์จากกระบวนการผลิตผักอินทรีย์ ได้ตามเป้าหมาย 100 % ขยะทางการเกษตรของครัวเรือนจะลดลง 5.6 ตันต่อปี ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงเดินหน้าทำวิจัยโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พัฒนา แพลตฟอร์ม “Ugly Veggies” ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรที่มี Certificate หรือใบรับรองของ Organic การันตีความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย นำ ผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ ที่เหลือจากการคัดเกรดส่งซูเปอร์มาเก็ตมาโพสต์ขายหน้าแผงออนไลน์ของตนเองบน  https://uglyveggies.kku.ac.th/ และบน Line Official ที่ชื่อว่า “Ugly Veggies Thailand” (Line: https://kku.world/uglyveggies)

  โดยลูกค้าสามารถเลือกจากสินค้าที่ต้องการทั้งผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ (Ugly Veggies), ผักออร์แกนิคคุณภาพสูง, ผลไม้ และสินค้านวัตกรรมจากผักที่ถูกทิ้ง เช่น ผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ Jelly Joy ทำจากผักออร์แกนิคเสริมโพรไบโอติกและพรีไบโอติก ผ่านการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเรียบร้อย สามารถเคี้ยวทานได้ เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย และจะมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามมาอีกหลายอย่าง หรือลูกค้าสามารถเลือกร้านค้าเพื่อเข้าไปเลือกชมสินค้าได้ พร้อมสื่อสารกับผู้ค้าโดยตรง

  “วิทยาลัยนานาชาติ บริหารจัดการดูแลกระบวนการนี้ทั้งหมดเปรียบเหมือนแอดมิน ทั้งสร้างแพลตฟอร์ม ออกแบบ ดูแลระบบหลังบ้าน หน้าบ้าน ให้มีหน้าตา Lifely มีชีวิตชีวาชวนให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ และอาจมีการช่วยจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ ทำให้การซื้อขายมีความง่ายและสะดวกมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถโพสต์ขายและจัดส่งให้ลูกค้าได้ด้วยตัวเอง

  ทั้งนี้ Ugly Veggies กำลังดำเนินการปรับเข้าสู่การเป็น Start Up ในส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจากแพลตฟอร์มหรือค่า GP (Gross Profit) มีการคิดจากรายได้รวมของเกษตรกรแล้วหักค่าขนส่ง โดยเขียนโปรแกรมคำนวณไว้ในแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้วเหมือนกับระบบ Delivery ทั่วไป

    จากการศึกษาและวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรักสุขภาพ และกลุ่มวัยกลางคนที่ทำอาหารเอง ซึ่งเป็นคุณแม่ที่ต้องการทำอาหารปลอดสารเคมีให้ลูก รวมถึงต้องการนำผักออร์แกนิคมาทำอาหารเพื่อดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทีมวิจัยสามารถสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจในการออกแบบการขาย การสร้างแบรนด์ รวมถึงการตั้งราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ คนกินปลอดภัย คนขายอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม การทำวิจัยในครั้งนี้ นอกจากมีโจทย์สำคัญ คือ การช่วยเหลือสังคม พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งงานวิจัยนี้ช่วยแก้ปัญหา SDGs 2 – ZERO HUNGER ยุติความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้คว้าอันดับ 1 ของประเทศในการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2023 ของ Times Higher Education (THE) ในปี 2566 แล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาเชิงลึกของชุมชน นำไปสู่การขับเคลื่อนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วยความผูกพันและเป็นทางออกของสังคมต่อไป

สำหรับเกษตรกรและลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง

เฟซบุ๊ก  https://www.facebook.com/uglyveggiesthailand
อินสตราแกรม  https://www.instagram.com/uglyveggies.th

บทความ  :  เบญจมาภรณ์  มามุข
ภาพ  :  วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


Exit mobile version