Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Cloudflare Study: เผยองค์กรในไทยเสียหายหลายล้านดอลลาร์จากภัยคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์

กรุงเทพฯ 9 พฤศจิกายน 2566  —  Cloudflare, Inc. (NYSE: NET) บริษัทชั้นนำด้าน Connectivity Cloud เปิดเผยผลการศึกษาใหม่ที่เน้นเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ในเอเชียแปซิฟิกในวันนี้ ในรายงานที่มีชื่อว่า “Securing the Future: การสำรวจความพร้อมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ในภูมิภาคนี้ โดยระบุถึงวิธีการต่าง ๆ ที่องค์กรนำมาใช้เพื่อจัดการกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับการเตรียมพร้อมขององค์กรและผลลัพธ์ที่ได้

ผลการศึกษาพบว่า 57% ของผู้ตอบแบบสำรวจจากองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยต่างประสบกับภัยคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์มากกว่า 10 ครั้งในปีที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสำรวจยังระบุด้วยว่าเป้าหมายหลักของอาชญากรทางไซเบอร์คือการฝังสปายแวร์ รองลงมาคือผลประโยชน์ทางการเงินและแรนซัมแวร์

ถึงแม้อุบัติการณ์ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ในประเทศไทยจะมีความถี่เพิ่มมากเช่นนี้ แต่มีผู้ตอบแบบสำรวจน้อยกว่าครึ่ง (48%) ที่ระบุว่าตนมีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันไว้สูง การขาดความตระหนักในความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในหมู่พนักงาน (52%) คือความท้าทายใหญ่ที่สุดที่ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยเผชิญในแง่ของการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์

ภัยคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ทำให้องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยสูญเสียจำนวนมหาศาล โดยผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนสองในสาม (65%) ยอมรับว่าภัยคุกคามดังกล่าวส่งผลกระทบทางการเงินอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา องค์กรขนาดกลางได้รับผลกระทบหนักกว่า โดย 76% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าตนได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างน้อย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกัน นอกจากสูญเสียทางการเงินแล้ว ผู้ตอบแบบสำรวจยังระบุว่าความเสียหายของชื่อเสียง ข้อมูล/ทรัพย์สินทางปัญญา และการเสียลูกค้าเป็นผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดต่อธุรกิจของตน

ผลกระทบต่อเนื่องจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ยังขยายครอบคลุมไปถึงการดำเนินงานขององค์กร โดย 38% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าองค์กรของตนตัดสินใจลดหรือจำกัดการทำงานแบบ Hybrid Work ปลดพนักงาน และชะลอแผนการเติบโตขององค์กร  มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 33% เท่านั้นที่กล่าวว่าองค์กรของตนได้รายงานกรณีการละเมิดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Jonathon Dixon รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนของ Cloudflare กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา เราพบเห็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค โดยส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของพนักงานที่อยู่อย่างกระจัดกระจาย สิ่งสำคัญคือการเตรียมพร้อม โดยผู้นำธุรกิจจำเป็นต้องมองว่าความมั่นคงทางไซเบอร์คือความจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับทุกคนในองค์กร การให้ความรู้แก่พนักงานเพื่อสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงในปัจจุบันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเพื่อให้แน่ใจว่า บริษัทจะได้รับการปกป้องอย่างดีจากภัยคุกคามในอนาคต”

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำรวจความพร้อมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โปรดดูที่:

ระเบียบวิธีในการสำรวจ

การสำรวจนี้จัดทำโดย Sandpiper Communications ในนามของ Cloudflare โดยสอบถามกับผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้นำด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ทั้งหมด 4,009 คนจากองค์กรขนาดเล็ก (พนักงาน 150 ถึง 999 คน) ขนาดกลาง (พนักงาน 1,000 ถึง 2,500 คน) และองค์กรขนาดใหญ่ (พนักงานมากกว่า 2,500 คน) ผู้ตอบแบบสำรวจได้รับการคัดเลือกมาจากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ภาคธุรกิจและบริการ การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การศึกษา พลังงาน สาธารณูปโภคและทรัพยากรธรรมชาติ บริการทางการเงิน เกม ภาครัฐ การดูแลสุขภาพ ไอทีและเทคโนโลยี การผลิต สื่อและโทรคมนาคม การค้าปลีก การขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยวและการโรงแรม กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจอยู่ใน 14 ตลาดทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม (กลุ่มตัวอย่าง 203 ถึง 426 คนต่อประเทศ) และสำรวจแบบออนไลน์และคัดเลือกจากธุรกิจทั่วไป การสำรวจนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับภูมิทัศน์ของภัยคุกคามที่ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของข้อมูล (Chief Information Security Officers – CISO) และคณะทำงานทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญ รวมถึงกิจกรรมใด ๆ ที่จะขับเคลื่อนผลลัพธ์และผลเชิงบวก การสำรวจนี้จัดทำขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2566

เกี่ยวกับ Cloudflare

Cloudflare, Inc. (NYSE: NET) เป็นบริษัทชั้นนำด้าน Connectivity Cloud ที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานพนักงาน แอปพลิเคชัน และเครือข่ายในทุก ๆ ที่ให้ทำงานได้เร็วขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดความซับซ้อนและต้นทุน ทั้งนี้ Connectivity Cloud ของ Cloudflare เสนอแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและครบวงจรที่สุด เพื่อให้องค์กรสามารถควบคุมส่วนที่จำเป็นต่อการทำงาน พัฒนา และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

Cloudflare ซึ่งขับเคลื่อนโดยหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดและเชื่อมต่อถึงกันมากที่สุดในโลก ได้ปิดกั้นภัยคุกคามออนไลน์หลายพันล้านรายการของลูกค้าทุกวัน ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรหลายล้านแห่ง ตั้งแต่แบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดเล็ก ตลอดจนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร กลุ่มด้านมนุษยธรรม และรัฐบาลทั่วโลก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Connectivity Cloud ของ Cloudflare ได้ที่ cloudflare.com/connectivity-cloud เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกทางอินเทอร์เน็ตล่าสุดได้ที่ https://radar.cloudflare.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวชุดเกมบันเดิล Avatar สำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series หรือกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7000 Series

วันนี้ AMD ชุดเกมบันเดิล Avatar: Frontiers of Pandora™ เกมที่เหล่าแฟน ๆ ตั้งตารอคอย ซึ่งจะเปิดให้เล่นพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 7000 Series และกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7000 Series รวมไปถึงผลิตภัณฑ์แล็ปท็อปที่ใช้ขุมพลังโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen และกราฟิกการ์ด AMD Radeon ในรุ่นที่ร่วมรายการ สามารถแลกรับโค้ดเกม Avatar: Frontiers of Pandora™ ฟรี!!! ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2566

แฟน ๆ เกม Avatar และเกมเมอร์ทั่วโลก จะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นสุดพิเศษภายในเกม Avatar: Frontiers of Pandora ผ่านระบบที่ใช้ขุมพลัง AMD ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการในโปรโมชั่นชุดเกมบันเดิลนี้ได้ที่ https://www.amd.com/en/gaming/featured-games/avatar-pandora.html#bundle หรือทางแฟนเพจ AMD Redteam Thailand

ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.amd.com/AvatarFrontiers และผู้เล่นสามารถดูข้อกำหนดและเงื่อนไขการแลกรับรหัสเกมได้ที่ https://www.amdrewards.com/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DeeMoney จับมือ SCB รุกตลาดเมียนมา เชื่อมประสบการณ์การโอนเงินข้ามพรมแดน โอนง่าย ปลอดภัย รับเงินเร็ว

บริษัท สวัสดีช้อป จำกัด ฟินเทคผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม DeeMoney (ดีมันนี่) แพลตฟอร์มด้านธุรกรรมข้ามพรมแดนสัญชาติไทย รองรับกว่า 26 สกุลเงิน ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ประกาศความร่วมมือสนับสนุนระบบบริการโอนเงินระหว่างประเทศ (Money Transfer Operators) จากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมา มุ่งเน้นการพัฒนาบริการโอนเงินข้ามประเทศให้เป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าตลาด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานชาวเมียนมา กว่า 2 ล้านราย รวมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่ต้องการโอนเงินไปยังประเทศเมียนมา ตั้งเป้าที่จะเป็นตัวเลือกแรกของชาวเมียนมาโดยมีผู้ใช้งานประจำ (Active user) ไม่น้อยกว่า 150,000 คน และมีมูลค่าการทำธุรกรรมมากกว่า 2 พันล้านบาท ในสิ้นปี 2567

จากการสำรวจของ DeeMoney ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา พบว่า กว่าร้อยละ 94  ของแรงงานชาวเมียนมา มีการโอนเงินกลับประเทศผ่านตัวแทนโอนเงินนอกระบบ (Hundi) โดยบางส่วนนำเงินกลับประเทศด้วยตนเองหรือผ่านคนรู้จัก และมีเพียงส่วนน้อยที่ใช้การโอนเงินผ่านระบบธนาคาร ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเต็มที่ (Unbanked) รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนในระบบการเงินปกติก็มีอัตราที่สูงกว่าบริการนอกระบบ (Hundi)

ผลสำรวจดังกล่าว จึงนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองยักษ์ใหญ่ DeeMoney และ SCB ในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนไทยบาทและเมียนมาจ๊าดโดยตรง ส่งผลให้ DeeMoney กลายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่เสนออัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดในการโอนเงินจากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมา โดยความร่วมมือดังกล่าวข้างต้นได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางทั้งสองประเทศ กล่าวคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) และธนาคารกลางเมียนมา (Central Bank of Myanmar) อีกด้วย

ในส่วนของประเทศปลายทาง DeeMoney มุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชั้นนำในประเทศเมียนมา อาทิเช่น  A Bank, Aya Bank, CB bank, KBZ bank, Yoma bank และอีกมากกว่า 20 ธนาคาร นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการเปิดให้บริการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ที่มีกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่ WAVEPAY หรือ Wave Money, A+ Wallet และ AYA Pay เป็นต้น โดยที่เป้าหมายบัญชีปลายทางที่จะพร้อมรับเงินนั้น มีมากกว่า 8 ล้านบัญชี อีกทั้งผู้รับเงินยังสามารถเบิกถอนเงินสด (Cash-out)  ได้ที่สาขาของธนาคาร ตู้ ATM และจุดให้บริการต่างๆ กว่า 130,000 จุดทั่วประเทศ

DeeMoney ให้ความมั่นใจว่าเงินที่ลูกค้าโอนจะสามารถถึงมือผู้รับได้ทันที หากเลือกที่จะโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ในขณะที่การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารก็ใช้เวลาแค่เพียง 1 วันทำการเท่านั้น ทั้งนี้มูลค่าธุรกรรมสูงสุดที่ผู้โอนสามารถทำได้คือ ไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อรายการ

นายอัศวิน พละพงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง DeeMoney กล่าวว่า DeeMoney และ SCB เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีต่อกัน ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบริการทางการเงินให้แก่ชาวเมียนมาที่มาพํานักและทํางานในประเทศไทยกว่า 2 ล้านราย ที่มีความต้องการส่งเงินกลับประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.33 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือราว 48,000 ล้านบาทต่อปี ให้สามารถทำการโอนเงินได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันของ DeeMoney ที่มีความปลอดภัยสูงแทนการโอนเงินแบบพึ่งพานายหน้าอย่างที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานสามารถทำรายการได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผ่านแอปพลิเคชัน DeeMoney ด้วยค่าธรรมเนียมคงที่ (Flat Fee) เพียงรายการละ 49 บาท รวมถึงมีแอปพลิเคชัน และคอลเซนเตอร์ให้บริการในภาษาเมียนมาทุกวันอีกด้วย 

ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ความร่วมมือระหว่าง DeeMoney และ SCB รวมถึงธนาคารพันธมิตรในประเทศเมียนมา จะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการโอนเงินข้ามประเทศ (Cross-border remittance ecosystem) ที่สำคัญระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมาในอนาคต”  นายอัศวินกล่าว

เพื่อเป็นการตอกย้ำความร่วมมือในการโอนเงินไปต่างประเทศ DeeMoney ได้จัดกิจกรรมโปรโมชั่นใหญ่ประจําปี กับแคมเปญ “DeeMoney โอนดี แจกฟรี เทสล่า” เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ใช้งานแอปพลิเคชัน DeeMoney ที่โอนเงินไปต่างประเทศตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อครั้ง ลุ้นรับรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เทสล่าโมเดล 3, มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟ 110i รุ่นใหม่ปี 2022, สมาร์ทโฟน iPhone 14 Pro Max, AirPods Pro Gen2 และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 3.5 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “DeeMoney โอนดี แจกฟรีเทสล่า” ได้ที่เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ www.deemoney.com”  

นายธนวัฒน์ กิตติสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Digital Juristic ธนาคาร ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมการโอนเงินระหว่างประเทศของธุรกิจธนาคารในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 มี ทิศทางที่ดีขึ้นแสดงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศโดยรวม  ขณะเดียวกันธุรกรรมการเงินในโลกไร้พรมแดนได้ขยายไปยังกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง และในประเทศใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น จึงทําให้ตลาดมีความต้องการในการโอนเงินในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดาและกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่คล่องตัว และรวดเร็วกว่าการโอนเงินแบบเดิม

ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมุ่งให้บริการไร้รอยต่อในทุกช่องทางด้วยการ นําเสนอโซลูชั่นทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องของลูกค้าในโลกปัจจุบันให้ได้อย่างไร้ขีดจํากัด ได้ ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ DeeMoney ฟินเทคที่มีความเชี่ยวชาญการให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศและครอบคลุมเครือข่ายที่กว้างขวาง นําเสนอบริการการโอนเงินระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ผ่าน แอปพลิเคชัน DeeMoney ให้แก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจเมียนมาในประเทศไทยที่มีบัญชีกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการโอนเงินกลับประเทศที่รวดเร็ว ปลอดภัย และ ค่าธรรมเนียมดีที่สุด”

ปัจจุบันกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจเมียนมาในประเทศไทยที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทยพาณิชย์มีจํานวนกว่า 3 แสนบัญชี ซึ่งธนาคารคาดหวังว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายฐานบัญชีและเพิ่มโอกาสในการนําเสนอบริการทางการเงินอื่นๆ ให้แก่ชาวเมียนมาในประเทศไทย นอกจากนี้ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในการเป็นศูนย์กลางการโอนเงินในภูมิภาคอาเซียน และแสดงถึงความสําเร็จครั้งสําคัญในกลุ่มฟินเทคและการธนาคาร ซึ่งนําไปสู่ยุคใหม่ของบริการโอนเงินข้ามพรมแดนด้วยการโอนเงินทั่วโลกที่ราบรื่นและขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินในประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้อนาคต ธนาคารมีแผนต่อยอดความร่วมมือดังกล่าวกับ DeeMoney เพื่อให้บริการแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจของประเทศเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” นายธนวัฒน์ กล่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก จาก TGO

นางอันนา ลอรี ลู เดอเลค เอ็บ เดอ ฟูโกด์  (ขวา) ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน และ พัฒนาธุรกิจ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา รับมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ประจำปี 2566 ในโครงการ Carbon Footprint Organization  (CFO) จาก นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งการรับมอบในครั้งนี้เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นในการไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย โดยกระบวนการหลักที่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้แก่ การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล ทั้งด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน โดยล่าสุด ได้ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ขนาด 1,395 กิโลวัตต์ ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับกิจกรรมเชิงธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรวบรวมตัวเลขที่สำคัญ เช่น เส้นทางของคาร์บอน ทำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย จัดเป็น “องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก” ในลิสต์รายชื่อของ TGO ซึ่งเป็นรายแรกของประเทศไทยในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ร่วมมือไมโครซอฟท์ขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ไมโครซอฟท์ และ ซีเมนส์ ผนึกความร่วมมือต่อเนื่อง นำประสิทธิภาพ Generative AI มาสู่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยทั้งสองบริษัทฯ เตรียมเปิดตัว Siemens Industrial Copilot ซึ่งเป็นผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาร่วมกัน มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรในภาคการผลิต นอกจากนี้การผนวกซอฟต์แวร์ Teamcenter ของซีเมนส์ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (หรือ PLM) เข้ากับ Microsoft Teams ยังสนับสนุนการสร้างเมตาเวิร์สในภาคอุตสาหกรรม ลดความซับซ้อนในการทำงานร่วมกันแบบเสมือนจริงให้แก่วิศวกรออกแบบ ผู้ปฏิบัติงานหน้างานและทีมอื่น ๆ ตลอดสายงานธุรกิจ

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “ด้วยศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่นี้ เรามีโอกาสพิเศษในการเร่งสร้างนวัตกรรมให้กับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด เรากำลังพัฒนาต่อยอดจากความร่วมมือที่ยาวนานกับซีเมนส์ รวบรวมความก้าวหน้าด้าน AI ใน Microsoft Cloud มาผนวกรวมกับความเชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมของซีเมนส์ เพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานและพนักงานที่มีทักษะเฉพาะทาง ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังปัญญาประดิษฐ์ โดยเริ่มต้นด้วยโครงการ Siemens Industrial Copilot”

โรแลนด์ บุช ซีอีโอของซีเมนส์ กล่าวว่า “เราและไมโครซอฟท์มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งเสริมศักยภาพของลูกค้าด้วยการนำ Generative AI มาใช้งาน เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพมหาศาลที่จะปฏิวัติวิธีการที่บริษัทต่าง ๆ ใช้ออกแบบ พัฒนา ผลิตและดำเนินการ ด้วยการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรที่เชื่อมต่อกันในวงกว้างมากขึ้น ช่วยให้เหล่าวิศวกรสามารถเร่งพัฒนาโค้ด เพิ่มนวัตกรรม และรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะได้”

ยุคใหม่ของการทำงานร่วมกันของมนุษย์และเครื่องจักร

Siemens Industrial Copilot จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ไขโค้ดอัตโนมัติที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมลดระยะเวลาการจำลองสถานการณ์ลงอย่างมาก ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยลดงานที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ให้เหลือเป็นหน่วยนาที โดย Copilot จะนำข้อมูลของระบบอัตโนมัติและกระบวนการการจำลองจากแพลตฟอร์ม Siemens Xcelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจดิจิทัลแบบเปิดของซีเมนส์ และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย Azure OpenAI Service ของไมโครซอฟท์ โดยลูกค้ายังคงควบคุมข้อมูลตนเองได้ทั้งหมด ระบบจะไม่มีการนำข้อมูลไปใช้กับการฝึกโมเดล AI พื้นฐาน

Siemens Industrial Copilot มีความสามารถเพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพครบวงจรในอุตสาหกรรม โดยเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงจะได้รับคำแนะนำการซ่อมแซมอย่างละเอียดด้วยภาษาปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่วิศวกรจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือแบบจำลองได้อย่างรวดเร็ว

เปิดวิสัยทัศน์: Copilots สำหรับทุกอุตสาหกรรม

ทั้งซีเมนส์และไมโครซอฟท์ต่างเล็งเห็นว่า AI Copilots มีความสามารถในการช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการดูแลสุขภาพ โดย Copilot จำนวนมากกำลังถูกวางแผนที่จะนำมาใช้ในภาคการผลิต เช่น ยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค และการผลิตเครื่องจักร

Schaeffler AG ซัพพลายเออร์ยานยนต์ชั้นนำเป็นหนึ่งในบริษัทรายแรก ๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่นำ Generative AI ไปใช้ในงานด้านวิศวกรรม ช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถพัฒนาโค้ดที่มีความน่าเชื่อถือสำหรับการโปรแกรมระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม เช่น หุ่นยนต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมนำ Siemens Industrial Copilot มาใช้ในระบบการดำเนินงาน โดยวางเป้าหมายเพื่อลดการหยุดชะงักของการทำงาน (Downtime) ของเครื่องจักรอย่างมีนัยสำคัญ และเตรียมพัฒนาขั้นต่อไปสำหรับลูกค้าในภายหลัง

เคลาส์ โรเซนเฟลด์ ซีอีโอของกลุ่มแชฟฟ์เลอร์ กล่าวว่า “เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมในโครงการนำร่องร่วมกันนี้ ซึ่ง Siemens Industrial Copilot จะช่วยให้ทีมงานของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังลดภาระงานซ้ำซ้อน และเพิ่มไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับซีเมนส์และไมโครซอฟท์ในโครงการนี้”

Generative AI เพิ่มความสะดวกการทำงานร่วมกันในแบบเสมือน

เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันแบบเสมือนระหว่างทีม ซอฟต์แวร์ Teamcenter ของซีเมนส์ สำหรับ Microsoft Teams พร้อมเปิดให้ใช้งานได้โดยทั่วไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ โดยแอปพลิเคชันนี้จะใช้ศักยภาพล่าสุดของ Generative AI เชื่อมต่อฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ของวงจรการออกแบบผลิตภัณฑ์และวงจรการผลิต ตั้งแต่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานไปจนถึงทีมวิศวกร โดยจะเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ Teamcenter ของซีเมนส์ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (หรือ PLM) เข้ากับ Microsoft Teams ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันของไมโครซอฟท์ เพื่อให้พนักงานในโรงงานและพนักงานภาคสนามสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สิ่งนี้จะช่วยให้พนักงานหลายล้านคนที่เข้าไม่ถึงเครื่องมือ PLM ในปัจจุบันสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและผลิตได้ง่ายยิ่งขึ้นเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน

ซีเมนส์จะแบ่งปันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Siemens Industrial Copilot ที่งาน SPS expo ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2566


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. หนุนความรู้ชุมชน ผลิตเตียงพลิกตัวต้นทุนต่ำ เพื่อผู้ป่วยติดเตียง

คณะเทคนิคการแพทย์ ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคเอกชน จัดโครงการพัฒนาส่งเสริมการผลิตเตียงพลิกตัวต้นทุนต่ำสำหรับผู้ป่วยติดเตียงโดยชุมชน ภายใต้โครงการ CIGUS

ปัจจุบัน สังคมประสบปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ โรค NCDs หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม ซึ่งอัตราโรคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีการวิเคราะห์และพัฒนาร่วมกันระหว่าง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ ผู้คิดค้นผลงานนวัตกรรม : “เตียงอัจฉริยะ ช่วยพลิกตะแคง” และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ผศ.ดร.สุรกานต์ รวยสูงเนิน เกิดเป็นโครงการ “พัฒนาส่งเสริมการผลิตเตียงพลิกตัวต้นทุนต่ำสำหรับผู้ป่วยติดเตียงโดยชุมชน” ภายใต้โครงการ CIGUS (C – community, I – industry, G – government, U – university, S – society) เป็นการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในชุมชน โดยโครงการดังกล่าวจัดขึ้นจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 21-22 กันยายน 2566 และ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ณ ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น

โดยครั้งแรกคณะทำงาน ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้และการสร้างเตียงฯ ให้แก่ประชาชน ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ส่วนครั้งที่ 2 คณะเทคนิคการแพทย์ นำโดย ผศ.ดร.อมรรัตน์ จำเนียรทรง รองคณบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ ได้ร่วมมอบเตียงพลิกตัวฯ ให้กับเทศบาลตำบลบ้านโต้น จำนวน 3 เตียง และเทศบาลตำบลหนองแวง จำนวน 2 เตียง รวม 5 เตียง พร้อมบรรยายให้ความรู้แก่ประชาชนในหัวข้อ  การให้ความรู้และวิธีการใช้เตียงพลิกตัวฯ โดย ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์    เรื่อง วิธีการสร้างเตียงพลิกตัวฯ โดย ผศ.ดร.สุรกานต์ รวยสูงเนิน และการให้ความรู้การดูแลผู้ป่วยติดเตียงพลิกตัวฯ โดย อ.ดร.วรวุฒิ ชมภูพาน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล มจพ. รับสมัคร น.ศ ป.โท และ ป.เอก ภาคการศึกษาที่ 1/67

หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารเครือข่ายดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศภาควิชาการบริหารเครือข่ายดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (DNS)  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

พระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีรายละเอียด ในการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ดังต่อไปนี้

หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท

1) หลักสูตรในเวลาราชการ แผน 1 แบบวิชาการ แบบ 1   เรียนวันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 .  ค่าเทอม  คิดตามหน่วยกิตที่ลงทะเบียน โดยประมาณ 20,000 บาทต่อเทอม [CODE : MDNS]  โดยจำแนกเป็น 2 หลักสูตร คือหลักสูตรนอกเวลาราชการ แผน 2 แบบวิชาชีพ เรียนค่ำ เวลา 18.00 – 21.00 . ค่าเทอม เหมาจ่าย 45,000 บาทต่อเทอม [CODE : S-MDNS ค่ำ]

2) หลักสูตรนอกเวลาราชการ แผน 2 แบบวิชาชีพ  เรียนวันเสาร์อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 .

ค่าเทอมเหมาจ่าย 45,000 บาทต่อเทอม [CODE : S-MDNS เสาร์อาทิตย์] รายละเอียดหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) : https://shorturl.asia/MCgUG

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก)

1) หลักสูตรในเวลาราชการ แผน ก แบบ 2.1 เรียนวันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 . ค่าเทอม คิดตามหน่วยกิตที่ลงทะเบียน โดยประมาณ 40,000 บาทต่อเทอม [CODE : DDNS]  รายละเอียดหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก) : https://shorturl.asia/3RcHI

การรับสมัครช่วงที่ 1 วันที่ 1 พฤศจิกายน – 29 ธันวาคม 2566 ช่วงที่ 2  วันที่ 4 มกราคม – 10 มีนาคม 2567 และช่วงที่ 3 วันที่ 11 มีนาคม – 12 พฤษภาคม 2567 สมัครออนไลน์ https://grad.admission.kmutnb.ac.th/   หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากภาควิชาโดยตรง Line : https://lin.ee/SzZvEz9

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นายมงคล ตั้งศิริวิช ขึ้นแท่นประธานบริหารคนใหม่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมเดินหน้ารุกตลาด สานต่อสร้างความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และความยั่งยืน ประกาศแต่งตั้ง นายมงคล ตั้งศิริวิช ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มคลัสเตอร์ คนใหม่ ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ต่อจาก นายสเตฟาน นูสส์  มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ พร้อมสานต่อนำ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไปสู่เป้าหมายในการช่วยทรานส์ฟอร์มองค์กรต่างๆ ไปสู่ความยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมและดิจิทัล ดูแลรับผิดชอบในการบริหารเชิงกลยุทธ์และผลักดันการเติบโตของธุรกิจ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในประเทศไทย ลาว และเมียนมา รวมถึงการสร้างความต่อเนื่องในความเป็นผู้นำด้านการจัดการพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และความยั่งยืน ซึ่งมีโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ครอบคลุมด้านการจัดการพลังงานสำหรับ ที่พักอาศัย อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

โดยก่อนหน้านี้ นายมงคล ดำรงตำแหน่ง รองประธานกลุ่ม Strategic Accounts ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา มีความเชี่ยวชาญในการจัดวางกลยุทธ์เพื่อช่วยลูกค้าให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน พร้อมจัดหาเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และการบริการชั้นนำ ดูแลครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม  นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในการเป็นผู้นำด้านการวางแผน และพัฒนากลยุทธ์ในการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล ร่วมกับพันธมิตร ด้านพลังงาน สมาร์ทกริด และตลาดพลังงานใหม่

นายมงคลร่วมงานกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ทำงานที่เข้มข้น ครบครัน เริ่มตั้งแต่ระดับวิศวกร การบริหารงานขาย บริหารฝ่ายบริการ จนถึงตำแหน่งปัจจุบันในการดูแลองค์กรลูกค้าต่างๆ  ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ นายมงคล ในการสนับสนุนองค์กรธุรกิจต่างๆ ให้เติบโตและก้าวไปอย่างความยั่งยืน และนี่เป็นการตอกย้ำถึงภารกิจหลัก ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัล เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน ให้กับทุกองค์กร และพันธมิตรคู่ค้าของเรา


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกาศสนับสนุน Sagarmatha Next Centre ในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ปัญหาขยะพลาสติกบนยอดเขาเอเวอเรสต์

ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนมีสูงถึงกว่า 80,000 คนในแต่ละปี เอเวอเรสต์คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางในการเดินเทรคกิ้งที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก คือที่ที่ผู้คนล้วนต้องการมาเติมเต็มความฝัน อีกทั้งมาเพื่อพิสูจน์ขีดจํากัดของตัวเอง นอกเหนือจากนั้น ที่นี่ยังเป็นที่ที่ผู้คนนำพาขยะมาทิ้งทับถมไว้เป็นจำนวนโดยประมาณถึง 250 ตันต่อปีอีกด้วย

สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เดลล์ เทคโนโลยีส์พร้อมให้การสนับสนุน Sagarmatha Next Centre องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งดำเนินการโดยนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่น โดยตัวศูนย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับ Syangboche Namche Bazar บนเส้นทางเบสแคมป์บนเทือกเขาเอเวอเรสต์ ทำหน้าที่ในการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กําลังเพิ่มมากขึ้น และพยายามมองหาวิธีในการลดผลกระทบที่เกิดจากขยะ

Sagarmatha Next Centre ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3,775 เมตรเหนือระดับน้ําทะเล เป็นจุดที่ต้องหยุดพัก (Must-stop) สําหรับนักเดินทางที่มาเยี่ยมเยือนเส้นทางปีนเขาเพื่อขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการทำงานและความพยายามขององค์กรให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในหมู่นักปีนเขาทุกคนที่ผ่านเข้ามา

สําหรับโครงการนี้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ได้ทํางานร่วมกับ มาร์ติน เอ็ดสตรอม นักสํารวจของเนชันแนล จีโอกราฟิค (National Geographic) ในการสร้างภาพยนต์ที่เป็นวิดีโอสั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบในทางลบของขยะที่มีต่อพื้นที่แห่งนี้ ในขั้นตอนต่อไปของเดลล์คือการส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับ Sagarmatha Next Centre ทั้งเพื่อโชว์เคสวิดีโอ และเพื่อให้โอกาสเสริมเพิ่มเติมในการยกระดับประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality) ผ่านหน้าจอวิดีโอ โปรเจคเตอร์แบบอินเทอแอคทีฟที่สามารถตอบโต้ (Interact) ได้

และนี่คือข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่า Sagarmatha Next Centre ใช้เทคโนโลยีส์ที่ได้รับจากเดลล์ เทคโนโลยีส์อย่างไรบ้างในการสร้างความตระหนักรู้

  • นิทรรศการดิจิทัล – นักเดินทางที่มาเยี่ยมเยือนสามารถสำรวจและได้รับประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในพื้นที่ทุกตารางนิ้วของการอำนวยความสะดวกภายในศูนย์ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป
  • แผนที่ภายในพื้นที่และเส้นทางทั่วไป – นักเดินทางสามารถมองเห็น 17 เส้นทางการปีนเขาที่แตกต่างกันที่จะนำไปสู่เบสแคมป์ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ รวมถึงเส้นทางสู่จุดหมายปลายทางอื่นๆ ภายในหุบเขา 4 แห่งภายในพื้นที่แวดล้อม
  • การให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะแบบฝังกลบ (Landsfills) – นักเดินทางจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่มากกว่า 80 แห่งที่เป็นพื้นที่ในการจัดการขยะแบบฝังกลบบนเอเวอร์เรสต์ รวมถึงวิธีการที่สามารถทำได้ในการลดปัญหาขยะที่ถูกทิ้งให้ลดน้อยลง

ด้วยพลังของพีซี OptiPlex Micro Form Factor มอนิเตอร์ Dell 55 4K Interactive Touch ที่มาพร้อมเทคโนโลยี InGlassTM Touch 20 จุดและเทคโนโลยี Palm Rejection ช่วยให้นักเดินทางสามารถมีปฏิสัมพันธ์ หรือ interact กับมอนิเตอร์พร้อมกันหลายๆ คนได้อย่างต่อเนื่อง ตัวมอนิเตอร์มากับเทคโนโลยี In-Plane Switching (IPS) ที่ให้สีคมชัดเที่ยงตรงสมจริง พร้อมมุมมองในมุมกว้าง (Wide Angle) ซึ่งเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับการเรียนรู้เป็นหมู่คณะแม้กระทั่งอยู่ในช่วงเวลาระหว่างวันที่แสงแดดแผดจ้าในพื้นที่ที่ระดับความสูงขนาดนี้

สำหรับผู้มาเยือนอีกหลายต่อหลายคนที่เดินทางขึ้นสู่เอเวอร์เรสต์ เบสแคมป์ และอาจไม่สามารถปีนขึ้นสู่ซัมมิทที่สูงถึง 8,850 เมตรได้ ที่นี่ยังให้ประสบการณ์ผ่าน VR ที่เอ็ดสตรอมสร้างขึ้นเพื่อนำพายอดสูงสุดของเอเวอร์เรสต์มาอยู่ต่อหน้าด้วยการใช้พลังและการสร้างสรรค์บน Dell Precision โมบายเวิร์กสเตชั่นจากเดลล์

การให้การสนับสนุนของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การให้เทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงบริจาคให้กับแนวคิดริเริ่มของโครงการ Carry Me Back ของ Sagarmatha Next อีกด้วย

เมื่อผู้มาเยี่ยมชมออกจากศูนย์ไปแล้ว พวกเขาต่างได้รับกำลังใจในการกระตุ้นให้พวกเขานำเอาสิ่งที่เรียนรู้ติดตัวไปและกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา โครงการ Carry Me Back ที่ริเริ่มขึ้นให้โอกาสเหล่านักเดินทางที่มาเยี่ยมเยือนในการช่วยกำจัดขยะ ด้วยการเก็บพวกมันลงถังขยะที่มีอยู่ก่อนที่จะถูกลำเลียงเพื่อไปรีไซเคิลต่อที่กาฐมาณฑุ ด้วยแนวคิดริเริ่มนี้ องค์กรประสบความสำเร็จในการกำจัดขยะถึงกว่า 5,000 ถุง หรือคิดเป็นจำนวนขยะถึง 5,000 กิโลกรัมออกจากเอเวอเรสต์นับตั้งแต่วันที่โครงการเริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายนของปี 2022 ซึ่งขยะโดยส่วนใหญ่จะถูกนำไปรีไซเคิลต่อไป

ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าทั้งในด้านความยั่งยืนและการให้การเรียนรู้ การสนับสนุนของเดลล์ เทคโนโลยีส์ที่มีต่อ Sagarmatha Next แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของความยั่งยืน (Sustainability) การศึกษาเรียนรู้ (Education) และเทคโนโลยี ในการที่จะพัฒนาและยกระดับเราไปสู่เป้าหมายและแนวคิดริเริ่มเพื่อการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เรียนรู้เกี่ยวกับคำมั่นสัญญาด้านความยั่งยืนของเดลล์ เทคโนโลยีส์ได้ ที่นี่
  • ติดตามข่าวสารของเดลล์ผ่านทาง FacebookYouTube และ LinkedIn

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสามารถสร้างอนาคตทางดิจิทัล พร้อมทั้งช่วยในการปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดในยุคของข้อมูล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เฟดเอ็กซ์ เปิดรูทใหม่ ยกระดับการขนส่งระหว่างไทย-เวียดนาม รวดเร็วทันใจ ภายใน 1 วัน

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 1 พฤศจิกายน 2566 – เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (FedEx Express) บริษัท ในเครือเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (FedEx Corp.) (NYSE: FDX) หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด่วนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศเปิดเที่ยวบินใหม่สำหรับการจัดส่งสินค้าและพัสดุซึ่งสามารถย่นระยะเวลาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบริการระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม รวมไปถึงภาคพื้นอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป

เที่ยวบินจัดส่งสินค้าเส้นทางใหม่นี้ เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2566 ด้วยเครื่องบินบรรทุกสินค้ารุ่น B767 ซึ่งมีกำหนดการบิน 4 วันต่อสัปดาห์ ในช่วงเวลาเย็น เพื่อขนส่งสินค้าจากเมืองโฮจิมินห์ไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป โดยจะนำส่งสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าของ เฟดเอ็กซ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน ธุรกิจส่งออกที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามจะได้รับผลพลอยได้ในการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็วขึ้น โดยสินค้าจะถูกจัดส่งมายังประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียภายใน 1 วันทำการ และไปยังทวีปยุโรปภายใน 2 วันทำการ*

เที่ยวบินที่เพิ่มมาใหม่นี้เป็นการขยายขีดความสามารถจากปัจจุบันที่มีเที่ยวบินสำหรับการจัดส่งสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอเมริกาอยู่แล้ว 5 เที่ยวบิน โดย 4 เที่ยวบิน จะนำส่งสินค้าในช่วงเช้า ผ่านศูนย์กระจายสินค้าของ เฟดเอ็กซ์ ประจำภูมิภาคแปซิฟิกใต้ที่ประเทศสิงคโปร์ และอีกหนึ่งเที่ยวบินจะส่งสินค้าในช่วงเย็น ผ่านศูนย์กระจายสินค้าของ เฟดเอ็กซ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยจะมีเที่ยวบินขนส่งสินค้าออกจากเมืองโฮจิมินห์ทั้งสิ้น 9 เที่ยวบิน ต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ เฟดเอ็กซ์ จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนและผลักดันธุรกิจต่าง ๆ ในภูมิภาค ให้สามารถเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

ศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความหลากหลายมากขึ้น ข้อตกลงทางการค้าเสรีพหุภาคี เช่น CPTPP และ RCEP[1] มีส่วนช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แนบแน่น ส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้กลายเป็นคู่ค้าที่สําคัญมากยิ่งขึ้น

“เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเครือข่าย รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาการเชื่อมต่อของระบบการจัดส่งให้เร็วขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและส่งมอบบริการที่ดีที่สุดสู่มือลูกค้าของเรา” นางสาวคาวอล พรีท ประธานบริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เผย “ประเทศในกลุ่มเสือเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ได้ว่าในปี 2567 จะมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 4.9[2] เรามองว่าเวียดนามเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการบ่งชี้ถึงเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ บริการที่เราได้พัฒนาต่อยอดในประเทศเวียดนาม เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานเพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งความชำนาญในธุรกิจขนส่งและการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า”

“ประเทศไทยเป็นคู่ค้าและตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามในตลาดอาเซียน[3] ทั้งสองประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีพลวัต มีการพัฒนาและการดำเนินงานที่เชื่อมโยง อีกทั้งเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวและสร้างเครือข่ายทางการค้าและระบบห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน” นายเทียน หลง วูน กรรมการผู้จัดการเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าว

การยกระดับการบริการในครั้งนี้มีส่วนช่วยผลักดันความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยและเวียดนามในการส่งเสริมการค้าทวิภาคีที่มีศักยภาพสูงและอาจมีมูลค่าถึง 9 แสนล้านบาท ภายในปี 2568[4] โดยในปี 2565 พบมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจริงสูงถึงกว่า 7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเป็นอัตราร้อยละ 8.7 บ่งชี้ถึงโอกาสทางการค้าระหว่างสองประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

เฟดเอ็กซ์ ให้การสนับสนุนธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในเวียดนามเสมอมาตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2537 ด้วยเที่ยวบินที่เพิ่มเข้ามาใหม่นี้ จะช่วยให้ธุรกิจในเวียดนามสามารถให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการตอกย้ำถึงความทุ่มเทของ เฟดเอ็กซ์ ในการพัฒนาเพื่อยกระดับการบริการในเวียดนามและเสริมแกร่งระบบการดำเนินงานของธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของ เฟดเอ็กซ์


Exit mobile version