Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“Ugly Veggies” แพลตฟอร์มขาย “ผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ” งานวิจัยเด่นจาก มข.

“Ugly Veggies” แพลตฟอร์มขาย “ผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ” งานวิจัยเด่นจาก มข. ช่วยลดขยะอาหาร–สร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมตอบโจทย์การช่วยแก้ปัญหา SDGs 2 – ZERO HUNGER ยุติความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร

สถานการณ์ปัญหาขยะจากอาหารเป็นประเด็นที่ทุกประเทศกำลังร่วมมือกันแก้ไข โดยการผลักดันและประยุกต์เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูลการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (Food loss and Food Waste) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นกลยุทธ์ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ รวมถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี “Ugly Veggies Thailand” เป็นอีกหนึ่งโครงการในการสนับสนุนเพื่อช่วยลดปัญหาดังกล่าว

ผศ.ดร.ชวิศ เกตุแก้ว รองคณบดีฝ่ายกลยุทธ์ วิจัยและต่างประเทศ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้อำนวยการโครงการ “Ugly Veggies Thailand” กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ “Ugly Veggies Thailand” ว่า วิทยาลัยนานาชาติมีชุมชนเป้าหมาย คือ กลุ่มเกษตรกรอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ที่ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนด้าน Smart Farming เมื่อศึกษาไประยะหนึ่ง จึงพบว่าชุมชนมี Pain Point คือผัก Organic หรือผักอินทรีย์ที่ผลิตออกมาเมื่อคัดผักที่มีมาตรฐานตามความต้องการของตลาดประมาณ 50-70 % แล้วจะเหลืออีก 30% ที่ทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

“ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มีในเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ด้วย ทำให้นำมาสู่โจทย์ที่ว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อสร้าง Zero Waste ในกระบวนการผลิตผักอินทรีย์ ขณะเดียวกันเราไม่ได้คิดเพียงแค่ว่าเราจะกำจัดขยะอย่างไร แต่ยังหาวิธีในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เหลือใช้เหล่านั้นด้วย”

ผศ.ดร.ชวิศ กล่าวต่ออีกว่า หากเราสามารถใช้ประโยชน์จากกระบวนการผลิตผักอินทรีย์ ได้ตามเป้าหมาย 100 % ขยะทางการเกษตรของครัวเรือนจะลดลง 5.6 ตันต่อปี ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงเดินหน้าทำวิจัยโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พัฒนา แพลตฟอร์ม “Ugly Veggies” ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรที่มี Certificate หรือใบรับรองของ Organic การันตีความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย นำ “ผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ” ที่เหลือจากการคัดเกรดส่งซูเปอร์มาเก็ตมาโพสต์ขายหน้าแผงออนไลน์ของตนเองบน  https://uglyveggies.kku.ac.th/ และบน Line Official ที่ชื่อว่า “Ugly Veggies Thailand” (Line: https://kku.world/uglyveggies)

  โดยลูกค้าสามารถเลือกจากสินค้าที่ต้องการทั้งผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ (Ugly Veggies), ผักออร์แกนิคคุณภาพสูง, ผลไม้ และสินค้านวัตกรรมจากผักที่ถูกทิ้ง เช่น ผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ Jelly Joy ทำจากผักออร์แกนิคเสริมโพรไบโอติกและพรีไบโอติก ผ่านการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเรียบร้อย สามารถเคี้ยวทานได้ เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย และจะมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามมาอีกหลายอย่าง หรือลูกค้าสามารถเลือกร้านค้าเพื่อเข้าไปเลือกชมสินค้าได้ พร้อมสื่อสารกับผู้ค้าโดยตรง

  “วิทยาลัยนานาชาติ บริหารจัดการดูแลกระบวนการนี้ทั้งหมดเปรียบเหมือนแอดมิน ทั้งสร้างแพลตฟอร์ม ออกแบบ ดูแลระบบหลังบ้าน หน้าบ้าน ให้มีหน้าตา Lifely มีชีวิตชีวาชวนให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ และอาจมีการช่วยจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ ทำให้การซื้อขายมีความง่ายและสะดวกมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถโพสต์ขายและจัดส่งให้ลูกค้าได้ด้วยตัวเอง”

  ทั้งนี้ Ugly Veggies กำลังดำเนินการปรับเข้าสู่การเป็น Start Up ในส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจากแพลตฟอร์มหรือค่า GP (Gross Profit) มีการคิดจากรายได้รวมของเกษตรกรแล้วหักค่าขนส่ง โดยเขียนโปรแกรมคำนวณไว้ในแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้วเหมือนกับระบบ Delivery ทั่วไป

    จากการศึกษาและวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรักสุขภาพ และกลุ่มวัยกลางคนที่ทำอาหารเอง ซึ่งเป็นคุณแม่ที่ต้องการทำอาหารปลอดสารเคมีให้ลูก รวมถึงต้องการนำผักออร์แกนิคมาทำอาหารเพื่อดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทีมวิจัยสามารถสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจในการออกแบบการขาย การสร้างแบรนด์ รวมถึงการตั้งราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ คนกินปลอดภัย คนขายอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม การทำวิจัยในครั้งนี้ นอกจากมีโจทย์สำคัญ คือ การช่วยเหลือสังคม พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งงานวิจัยนี้ช่วยแก้ปัญหา SDGs 2 – ZERO HUNGER ยุติความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้คว้าอันดับ 1 ของประเทศในการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2023 ของ Times Higher Education (THE) ในปี 2566 แล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาเชิงลึกของชุมชน นำไปสู่การขับเคลื่อนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วยความผูกพันและเป็นทางออกของสังคมต่อไป

สำหรับเกษตรกรและลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง

เฟซบุ๊ก  https://www.facebook.com/uglyveggiesthailand
อินสตราแกรม  https://www.instagram.com/uglyveggies.th

บทความ  :  เบญจมาภรณ์  มามุข
ภาพ  :  วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดงานสัมมนาวิชาการแห่งชาติ“นวัตกรรมดิจิทัลสู่ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน”

วันที่ 19 ตุลาคม 2566 เวลา 9.30 น. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ร่วมฉลองครบรอบ 65 ปี ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ วิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน จัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ  เรื่อง “นวัตกรรมดิจิทัลสู่ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” Digital Innovation Capabilities for Sustainable Business and Industry Competitiveness”  โดย ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ติดปีกนวัตกรรมดิจิทัลในการปรับตัวเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” โดยมี  ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวต้อนรับงานสัมมนาวิชาการ  รศ.ดร.สุรพันธ์ ยิ้มมั่น รองอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมและพัฒนาธุรกิจ ศึกษา และรักษาการแทนคณบดีคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม กล่าวรายงาน นอกจากนี้ ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ คุณธง ตั้งศรีตระกูล รองประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย คุณศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)  มาร่วมให้ความรู้ในครั้งนี้ด้วย และมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาในหอประชุมแห่งนี้มากกว่า 400 คน

งานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง “นวัตกรรมดิจิทัลสู่ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” Digital Innovation Capabilities for Sustainable Business and Industry Competitiveness” จัดขึ้นโดยคณะนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ คณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานสัมมนาฯ ในครั้งนี้ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยฯ เล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญส่งผลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ และการปรับตัวของการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีผลกระทบตั้งแต่การทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อการก้าวสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และที่สำคัญอย่างยิ่งการปรับตัวในแนวทางการบริหารจัดการองค์กรภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืน พร้อมมุ่งเน้นในการเสริมสร้างองค์ความรู้ และมุมมองในการพัฒนาทิศทางองค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ผลกระทบต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อจะนำสู่การร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อการแข่งขันกับต่างประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล  และที่สำคัญจัดการสัมมนา ในครั้งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและการนำเอาหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ในองค์กรและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการเรียนรู้และเข้าใจแนวโน้มทางดิจิทัลความเข้าใจถึงแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารและผู้ประกอบการ จะเป็นโอกาสในการสร้างการเรียนรู้และความเข้าใจในปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล  และเพื่อส่งเสริมการนวัตกรรมและการพัฒนาใหม่ การนวัตกรรมเป็นจุดเด่นในการแข่งขันทางธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและคงทนอยู่ในระยะยาว การสัมมนาจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิดและการสร้างสรรค์ในการนำเอานวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในองค์กร รวมถึงเพื่อเสริมความเข้าใจในความสำคัญของความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญในการรอดมีอยู่ในยุคปัจจุบัน การสัมมนาจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงวิธีที่นวัตกรรมดิจิทัลสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

องค์กรและทุกธุรกิจต่างมองหาการเพิ่มความเข้าใจในการใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่าง ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในธุรกิจ  การเปิดโอกาสให้เกิดการนวัตกรรมและการพัฒนาใหม่  จากสาเหตุข้างต้น ทำให้การสัมมนาในครั้งนี้ เป็นเวทีที่สร้างสภาวะสร้างสรรค์และกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมมองหาวิธีในการนำเอาเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ในองค์กรของพวกเขา ซึ่งจะส่งเสริมการนวัตกรรมและการพัฒนาในองค์กรและอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  อุตสาหกรรมและธุรกิจต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การสัมมนาเรื่องนี้จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าร่วมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนด้วยการเพิ่มความเข้าใจและการนำเอาหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ในปัจจุบันและอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HPE ตอกย้ำผู้นำด้านเทคโนโลยี มุ่งเน้นโซลูชั่นแบบ Edge-to-Cloud พร้อมสร้างความยั่งยืนแห่งโลกดิจิทัล ในงาน HPE Discover More 2023

ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ เอชพีอี ได้จัดงานประชุมสุดยิ่งใหญ่ HPE Discover More 2023 โดยได้รับเกียรติจากผู้นำอุตสาหกรรมด้านไอที ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล  มาร่วมแสดงแนวคิด และแบ่งปันเรื่องราวที่เกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมด้านไอที และดิจิทัลระดับโลก
คุณพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย และเวียดนาม  กล่าวว่า “งาน HPE Discover More 2023 มาในแนวคิดที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น การออกแบบคลาวด์ให้เหมาะสมกับองค์กร และการใช้งาน, เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และการเชื่อมโยงเทคโนโลยีที่ปลอดภัยในแบบ Edge-to-Cloud” อีกทั้งยังเสริมด้วยว่า งานนี้ทางเอชพีอีได้ร่วมมือกับพันธมิตรไอทีจำนวนมากจัดแสดงนวัตกรรม เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโซลูชั่นสุดล้ำของบริษัทฯ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป

ไม่ว่าจะเป็น บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ได้มาแบ่งปันข้อมูลในเรื่องราวของ  Data Management & Protection Solutions เพราะ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กรธุรกิจนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นทางวีเอสที อีซีเอส ได้นำเสนอโซลูชั่นที่หลากหลายในการบริหารจัดการ และป้องกันการสูญหายของข้อมูล รวมถึงโซลูชั่นในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น Cohesity Qumolo Scality และอื่นๆ เพื่อให้องค์กรธุรกิจได้เลือกนำไปใช้งานให้เหมาะสมภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นงานในส่วนของการสำรองข้อมูล การทำไฟล์แชร์ และการปกป้องข้อมูล เป็นต้น

ในส่วนของพาร์ทเนอร์อีกรายที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์แบบครบวงจรในประเทศไทยภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า SiS Cloud เป็นบริการคลาวด์แบบครบวงจรที่คลอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่ที่คุณต้องการ ด้วย Infrastructure as a Service  ซึ่งรองรับระบบ VMWare และ Nutanix และยังรวมถึง ระบบ ERP เช่น SAP อีกด้วย โดยสามารถเลือกตามโซลูชั่นที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ สนับสนุนการทำงานต่างๆ ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูง

ภายในงานคุณก็จะได้พบกับ Metro Cloud ซึ่งเป็นบริการด้าน Public Cloud ที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญจาก บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มีการออกแบบมาอย่างดี ตามมาตรฐานที่กำหนด มีเป้าหมายเพื่อช่วยธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ในไทยได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากนวัตกรรมดิจิทัล และคลาวด์คอมพิวติ้ง สร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งเมโทรซิสเต็มส์ฯ เองก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่สำคัญระดับประเทศ ที่ช่วยให้ธุรกิจในเมืองไทยก้าวสู่การทำ Modernize Application Management  ด้วยการผสานเทคโนโลยี องค์ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ  เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

รวมไปถึงการมาร่วมแสดงนวัตกรรมโซลูชั่น NTT Cloud ของทางบริษัท เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโซลูชั่นสำคัญที่ขับเคลื่อนร่วมกับทางเอชพีอี เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ขององค์กรได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นระบบที่รันบน Edge ไปจนถึงการทำงานที่อยู่บนคลาวด์ด้วย

“นอกเหนือจากโซลูชั่นของพาร์ทเนอร์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีเจ้าของเทคโนโลยีที่สำคัญที่เป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์ไอทีกับเอชพีอีมากมายมาร่วมนำเสนอเทคโนโลยีไอที และดิจิทัลให้กับองค์กรได้สัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ และกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์หลักของเอชพีอี ที่นอกจากจะสร้างสรรค์เทคโนโลยีแบบครบวงจรตั้งแต่ Edge-to-Cloud แล้ว ยังคงเน้นถึงเรื่องความยั่งยืนด้านดิจิทัลแก่องค์กรต่าง ๆ เพื่อดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”  คุณพลาศิลป์ กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง ประเทศไทย เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ, 16, ตุลาคม 2566 – ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (DHL Global Forwarding) ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าของกลุ่มบริษัทดีเอชแอล ประกาศก้าวสำคัญในเส้นทางสู่ความยั่งยืน ด้วยการเปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV) สำหรับการใช้งานในกรุงเทพฯ โดยรถไฟฟ้าเหล่านี้จะวิ่งขนส่งรวมระยะทางเกิน 28,000 กิโลเมตรต่อเดือน และจัดส่งสินค้าประมาณ 1,000 ตันให้กับลูกค้า

ด้วยการใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง ประเทศไทย ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 85,000 กิโลกรัมต่อปี เทียบเท่ากับเที่ยวบินไป-กลับ 27 เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปยังลอนดอนสำหรับนักท่องเที่ยวหนึ่งคน รถ EV รุ่นใหม่มีความสามารถในการชาร์จที่รวดเร็ว โดยใช้เวลาในการชาร์จเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงเล็กน้อย โดยรถตู้ไฟฟ้าที่ชาร์จไฟเต็มสามารถเดินทางไกลได้ถึง 200 กิโลเมตร และบรรทุกของได้มากถึง 800 กิโลกรัม ขณะที่รถบรรทุกไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลถึง 350 กิโลเมตร และบรรทุกของได้สูงสุด 5,000 กิโลกรัม โดยมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยมาตรฐาน ได้แก่ ระบบเบรก ABS, ระบบล็อคอัตโนมัติ, สัญญาณเตือนโดยใช้เซ็นเซอร์ และระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) เพื่อรับรองความปลอดภัยในการขับขี่ให้กับพนักงานขนส่ง

โธมัส ทีเบอร์ซีอีโอ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ โดยกล่าวว่า “ที่ดีเอชแอล เราเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในพลังของนวัตกรรมและความยั่งยืน ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน การที่เรานำรถ EV มาใช้ในการดำเนินงานในกรุงเทพฯ ทำให้เราใช้วิธีการขนส่งที่เป็นมิตรมากขึ้น และเป็นผู้นำในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมการเดินทางที่ดีกว่าไปกับเรา”

การริเริ่มใช้รถ EV ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ GoGreen ในวงกว้างของบริษัทฯ โดยอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ แนวทางปฏิบัติที่มีมายาวนานของดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง ในการช่วยเหลือลูกค้าในการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจร MyDHLi ซึ่งมอบทางเลือกให้กับลูกค้าในการลดคาร์บอนแบบอินเซ็ต (Inset) และการชดเชยคาร์บอน (Offset) เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการขนส่งของลูกค้า

ภายใต้ก้าวย่างที่สำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน ดีเอชแอลได้ลงทุนกับการดำเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระดับโลก โดยกลุ่มบริษัทดีเอชแอลมีแผนที่จะลงทุน 7 พันล้านยูโรภายในปี 2573 ในโครงการริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือน้อยกว่า 29 ล้านตัน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Science-Based Targets Initiative

การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นเพียงมุมหนึ่งของกลยุทธ์ของดีเอชแอล โดยดีเอชแอลได้เริ่มใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 60% เพื่อการขนส่งลาสไมล์ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงการใช้เชื้อเพลิงที่ยั่งยืนสำหรับการขนส่งทางอากาศและทางทะเล และดำเนินโครงการริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เครือข่ายทั่วโลกของบริษัทฯ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดงานสัมมนา “รถยนต์ EV กับการพัฒนาพลังงานไทย”

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน  อธิการบดี มจพ. กล่าวเปิดการสัมมนา “รถยนต์ EV กับการพัฒนาพลังงานไทย” ในวันที่ 11 ตุลาคม 2566 เวลา 12.30 – 16.00 น. ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการ The Leader Asia กล่าวรายงาน จากนั้น นางสาวนุจรีย์ เพชรรัตน์  ผู้อำนวยการกองนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน   สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน  บรรยายพิเศษ “ทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานใหม่ของไทย” ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ศ.ดร.นิสัย เฟื่องเวโรจน์สกุล คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ สิรินธรไทย–เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นายปริพัตร บูรณสิน อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการยานยนต์ไฟฟ้าสภาผู้แทนราษฎร ดร.วิชญ์พล โมทนียชาติ ผู้จัดการแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการ The Leader Asia ดำเนินการเสวนา การรู้เท่าทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกการผลิตในปัจจุบัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและพลังงานใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนกับสถาบันอุดมศึกษาในการจัดกิจกรรมวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ความคิดของนักศึกษา และแสวงหาข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ต่อสาธารณชน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โรงงานไมเดียประเทศไทย ผลิตเครื่องปรับอากาศครบ 1 ล้านชุด
ถือเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญในการขยายธุรกิจในต่างประเทศของแบรนด์ 


เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา แบรนด์เครื่องปรับอากาศ Midea (ไมเดีย) ได้จัดงานประชุมและเชิญแขก ผู้มีเกียรติจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน ภายใต้คอนเซปต์ “Innovating for the Future” ซึ่งได้ ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ จำนวน 1 ล้านชุดแรก ที่ผลิตโดยโรงงานไมเดียประเทศไทย อย่างยิ่งใหญ่ งานนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, ประธานหอการค้าวิสาหกิจจีนประจำประเทศไทย, ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) พร้อมด้วย ประธานบริหารบริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด และตัวแทนแขกผู้มีเกียรติจากทั่วโลกของไมเดียเข้าร่วมงาน เพื่อเป็นเกียรติและสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญอันยิ่งใหญ่นี้

โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะของไมดีย ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ทุ่มงบประมาณลงทุนกว่า 5.5 พันล้านบาท โดยเริ่มผลิตสินค้าเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงงาน จนสามารถผลิตสินค้าครบ 1 ล้านชุด โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นบนมาตรฐานโรงงานแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0 มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 2.08 แสนตารางเมตร และมีสายการผลิต โดยหุ่นยนต์อัตโนมัติเต็มรูปแบบถึง 6 สาย โดยส่วนใหญ่ส่งออกสินค้าให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน, ตะวันออกกลาง, อเมริกาเหนือ และ ภูมิภาคอื่น ๆ และพร้อมเป็นอย่างยิ่ง ที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศไทย การเลือกจัดงานที่ประเทศไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่าโรงงานไมเดียประเทศไทย นั้นอัจฉริยะกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการแสดงศักยภาพความแข็งแกร่งและสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์จีนในเวทีระดับสากล

ผลิตนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง เครื่องปรับอากาศไมเดียสร้างสถิติอันดับ 1 มากมาย ในตลาด โลก ในปี 2565 ไมเดียมีกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศสูงถึง 60 ล้านชุด โดยในจำนวนนี้ ถูกส่งออกมากกว่า 30 ล้านชุด ปัจจุบันการผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศของไมเดีย ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก และไมเดียยังเป็นแบรนด์อันดับหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการส่งออกเครื่องปรับอากาศสูงสุดในประเทศจีน

ปัจจุบัน ไมเดียมีบริษัทในเครือกว่า 200 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนา 31 แห่ง และฐานการผลิตหลัก 40 แห่งทั่วโลก โดยมีพนักงานมากกว่า 1.6 แสนคน และธุรกิจครอบคลุมกว่า 200 ประเทศ จากรายชื่อผู้นำด้านสิทธิบัตร 250 อันดับแรกของโลก ในปี 2565 ที่เผยแพร่ โดยฐานข้อมูลสิทธิบัตรเชิงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา IFI Claims Midea Group (ไมเดีย กรุ๊ป) ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในบรรดา บริษัทจากจีน ด้วยการถือครองสิทธิบัตรที่ถูกต้องกว่า 64,895 รายการ

ไมเดีย นำเสนอระบบปรับอากาศ HVAC เพื่อเป็นทางออกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสำหรับ อาคารทั้งหลัง ในการประชุมระดับโลกครั้งนี้ ไมเดีย ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยได้นำเสนอการแก้ปัญหาด้านสภาพอากาศและพลังงาน สำหรับอาคารทั้งหลังที่ยั่งยืนเป็นครั้งแรกของโลก โดยได้เปิดตัวเทคโนโลยีการแปลงความถี่โดยใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) อัจฉริยะรุ่นใหม่ ซึ่งจะใช้ AI ผนวกกับการประมวลผลแบบคลาวด์ เพื่อให้สามารถควบคุมการแปลงความถี่ได้อย่างละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ประสบความสำเร็จในการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด ในขณะเดียวกัน เครื่องปรับอากาศไมเดีย ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแรงดันไฟฟ้า ทำให้รับรู้การผกผันของกระแสไฟฟ้า ทั้งอัตรากำลังและกระแสไหลเวียนไฟฟ้าที่หลากหลาย สามารถเลือกพื้นที่การทำงานได้อย่างอิสระและทำงานได้อย่างปกติ แม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทยที่มีแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่ หรือช่วงที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดในฤดูร้อน

ไมเดีย มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบที่แข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง จุดมุ่งหมายหลักของงานนี้ คือ การเฉลิมฉลองการผลิตเครื่องปรับอากาศไมเดียครบ 1 ล้านชุดแรกในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นเครื่องปรับอากาศ “Made in Thailand” ชุดแรกที่จะจัดจำหน่ายในตลาดไทยอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า ไมเดีย ประสบความสำเร็จอย่างครอบคลุมในไทย ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา กำลังการผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ทั้งนี้ ไมเดีย ยังคงเสาะหาเส้นทางการพัฒนาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มการลงทุนและสร้างสรรค์อย่างมืออาชีพ ปรับระบบบริการหลังการขายให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคในตลาดไทยได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ส่งดาวเทียมแนคแซท 2 แก่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) พร้อมปล่อยเข้าสู่วงโคจร ปี’67

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดแถลงข่าวดาวเทียมแนคแซท 2 (KNACKSAT-2) ที่ได้พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะนำส่งมอบแก่องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) เพื่อส่งที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) พร้อมส่งดาวเทียมแนคแซทขึ้นสู่วงโคจรภายในปีต้นปี 2567 

ศ.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานงานแถลงข่าวพิธีส่งดาวเทียมแนคแซท 2 (KNACKSAT-2)  ผศ.ปรีชา  อ่องอารี ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี พร้อมด้วยหน่วยงานร่วมวิจัยของเพย์โหลด (Mission Payload) 7 แห่ง  คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และ อาจารย์ ดร.พงศธร สายสุจริต รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และหัวหน้าโครงการ รายงานความเป็นมาการดำเนินโครงดาวเทียมแนคแซท 2 (KNACKSAT-2) สร้างโดย ทีมวิจัย อาจารย์ มจพ. ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศ สามารถเข้าถึงง่ายใช้ทรัพยากรที่จำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ  แถลงข่าววันพุธที่ 11 ตุลาคม  2566  เวลา 12.00 – 13.00 น.  ณ  ห้องประชุมชั้น  3  อาคารบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย–เยอรมัน มจพ.

KNACKSAT-2 เป็นโครงการดาวเทียม CubeSat ขนาด 3U (30 x 10 x 10 ซม.) พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นดาวเทียมที่มีรูปแบบเป็น Ride Sharing Platform Satellite บรรจุเพย์โหลด (Mission Payload) หรืออุปกรณ์เพื่อพันธกิจทั้งหมด 7 ระบบ โดยแต่ละเพย์โหลดเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง มจพ. กับหน่วยงานภายนอก 7 แห่ง  ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน ) 2. สถาบันวิจัยดาราศาตร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) 3. มหาวิทยาลัยพะเยา  4. มหาวิทยาลัย Universiti Teknologi MARA (UiTM)  ประเทศมาเลเซีย 5. มหาวิทยาลัย University of Perpetual Help System Dalta (UPHSD) ประเทศฟิลิปินส์ 6. โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์  มจพ. และ 7. ศูนย์วิจัยระบบราง มจพ.  ทั้งนี้เพย์โหลดที่พัฒนาเพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้  การสาธิตการทำงาน IoT Gateway และภารกิจ Store and Forword  การสาธิตการติดตามตำแหน่งและความเร็วรถไฟทางดาวเทียม การทดสอบการถ่ายภาพความละเอียดสูงของอวกาศ การทดสอบเทคโนโลยีการป้องกันรังสีจากอวกาศที่ผลกระทบต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการทดสอบวัสดุและอุปกรณ์ Commercial off-the-shelf 

ขวัญฤทัย ข่าว/สมเกษ ถ่ายภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สุดปัง! วิจัย มข.”แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจากแกลบ-ขยะโซลาร์เซลล์” คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเภทหน่วยงานภาครัฐจากผลงงานแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซลาร์เซลล์ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ  มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม และวิสาหกิจ พร้อมด้วย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์แบตเตอรี่และพลังงานใหม่ เข้ารับรางวัลชนะเลิศ  โดยมี รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ 

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ประธานหลักสูตร กล่าวถึงผลงานว่า “แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซลาร์เซลล์” เป็นการนำแกลบและขยะโซลาร์เซลล์มาผลิตเป็นวัสดุที่ชื่อว่า วัสดุนาโนซิลิกอน ซึ่งวัสดุนาโนซิลิกอนดังกล่าวนี้สามารถใช้เป็นขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนได้ รวมถึงแบตเตอรี่ชนิดอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ โดยเซลล์แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนที่ผลิตได้มีความจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 15% ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้มีระยะการขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น มีความปลอดภัยสูงขึ้น และรองรับการชาร์จเร็วกว่าเดิม 4 เท่า ส่งผลให้เกิดการนำเอาสิ่งของที่มีอยู่ภายในประเทศมาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่เพื่อยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สมัยใหม่ได้อย่างครบวงจร ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแกลบและขยะโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นของที่มีมูลค่าต่ำให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยที่มูลค่าเหล่านั้นจะต้องสามารถสร้างประโยชน์และสร้างรายได้เพิ่มให้กับชาวนา จากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รวมถึงสามารถลดการทำเหมืองในรูปแบบเดิม ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และหยุดการฝังกลบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะนำไปสู่การรีไซเคิลขยะโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสม และสามารถใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ

สำหรับพิธีมอบรางวัล ในงาน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566” จัดขึ้นเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่น และเกิดคุณค่าที่ชัดเจนต่อประเทศชาติในหลากหลายด้าน หรือหน่วยงานองค์กรที่มีการบริหารจัดการโดยใช้ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่าทั้งในเชิงพาณิชย์และเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้าง ส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมไทย สร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย และสร้างให้เกิดภาพลักษณ์สู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

ข่าว  ผานิต  ฆาตนาค
ข้อมูลภาพ  ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะนำยูพีเอสสายพันธุ์พิฆาตคาร์บอน ให้ประสิทธิภาพสูงสุด ขับเคลื่อนความยั่งยืนเหนือชั้น ด้วยโหมด eConversion

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำรองไฟ (UPS) แบบ 3 เฟส โดยเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่ จำเป็นต่อการดำเนินงาน เช่น ศูนย์ข้อมูล เฮลธ์แคร์ และการดำเนินงานที่ต้องการความเที่ยงตรง รวมถึงการผลิตที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง โดยมีความจุพลังงานให้เลือกตั้งแต่ 5 กิโลโวลต์แอมป์ ไปจนถึงเมกะวัตต์

หน้าที่สำคัญของ UPS 3 เฟส คือการให้คุณภาพไฟฟ้าที่เสถียรแก่อุปกรณ์ และเป็นพลังงานสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งการมีแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มคุณภาพและความเสถียรของพลังงาน ซึ่งอุปกรณ์จะใช้พลังงานจำนวนมากในระหว่างการแปลงพลังงาน โดยปกติอุปกรณ์จะทำงาน 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน ดังนั้นการสูญเสียพลังงานจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างที่เครื่องทำงาน

โหมด Double Conversion สำหรับ UPS 3 เฟส เป็นที่รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี ในแง่การป้องกันแบบ ‘normal’ โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยประมาณ 96% แม้ว่าตัวเลขประสิทธิภาพจะดูสูงก็ตาม แต่หมายความว่า 4% ของไฟฟ้าทั้งหมดสูญเสียไปกับการกระจายความร้อนเพื่อให้ UPS ทำงานด้วยเช่นกัน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดในการดำเนินงานต่างๆ จึงลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้าง UPS ที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในโลกแล้ว ยังให้คุณภาพของไฟฟ้าที่ดีที่สุดอีกด้วย

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้คิดค้นโหมด eConversion ซึ่งจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย ความโดดเด่นคือช่วยลดการสูญเสียไฟฟ้าได้มากจากความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างที่ UPS ทำงาน จึงช่วยลูกค้าประหยัดเงินและลดการปล่อยคาร์บอนได้ ซึ่งการช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้นอีกทั้งประหยัดเงิน คือแรงจูงใจที่ดี

หลักการทำงาน

eConversion เป็นโหมดสำหรับ UPS แบบ 3 เฟส ที่เป็นสิทธิบัตรของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ช่วยให้เวลาในการสลับโหมดการทำงานเป็นศูนย์ จึงให้ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 99% โดยสถาปัตยกรรมดังกล่าวจะทำการตรวจสอบคุณภาพของพลังงานที่จ่ายจากกริดในแบบไดนามิก

หากคุณภาพไฟฟ้าเพียงพอ ก็จะจ่ายไฟให้กับโหลดโดยตรง (ผ่าน static switch) แต่อินเวอร์เตอร์จะยังคงทำงานควบคู่ไปพร้อมกับการชาร์จแบตเตอรี่ การแก้ไขตัวประกอบกำลัง และการชดเชยฮาร์มอนิกส์ (harmonics) ตามรายละเอียดในหมายเหตุการณ์ใช้งาน

ซึ่งหากคุณภาพของกริดไม่เพียงพอ UPS จะเปิดโหมด Double Conversion โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเงื่อนไขทุกอย่างเป็นไปตามต้องการ ก็จะกลับสู่ eConversion ในทำนองเดียวกัน ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์กับกริด (เช่น ไฟดับ ไฟฟ้าลัดวงจร) UPS จะปรับไปสู่การทำงานด้วยแบตเตอรี่ในทันทีโดยไม่เกิดการหยุดชะงัก ไม่มีการสะดุดเมื่อเปลี่ยนโหมด

เทคโนโลยีนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและได้รับการรับรองจาก UL (Underwriter Laboratories) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ช่วยยกระดับการป้องกันในมาตรฐาน IEC 62040-3 คลาส 1 (หมวดหมู่สูงสุด) ซึ่งได้รับการพิสูจน์ด้านประสิทธิภาพเช่นเดียวกับ Double Conversion

เทคโนโลยีนี้คล้ายคลึงกับเทคโนโลยี Start-stop ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ประสบความสำเร็จในการลด CO2 ลงได้อย่างมากโดยที่ยังคงความความปลอดภัย และให้ความสะดวกสบาย ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดของการทำงานแบบ Start-Stop ของรถยนต์ คือเครื่องยนต์จะหยุดทำงานเมื่อรถไม่ได้ทำงาน อย่างช่วงติดไฟแดงหรือการจราจรหนาแน่น โดยการทำงานของเครื่องยนต์จะหยุดโดยอัตโนมัติ เมื่อรถไม่มีการเคลื่อนที่

การปรับปรุงประสิทธิภาพ 2-3% ช่วยได้มากแค่ไหน

ในกรณีที่ระบบเหล่านี้ทำงานตลอด 24/365 เรื่องนี้นับเป็นเรื่องสำคัญมาก การทำงานในโหมด eConversion ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลหรือโรงงานผลิต สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าต่อปีได้มากเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 30 หลังคาเรือน (กำลังการผลิต 3kWc ต่อแห่ง) นั่นคือปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 50 คันทุกปี (อ้างอิงจาก Tesla model 3)

การปรับปรุงต้นทุนในการเป็นเจ้าของ หรือ TCO (Total Cost of Ownership) ก็มีความสำคัญเช่นกัน ช่วยประหยัดไฟฟ้าต่อปีอยู่ที่ 13.5k€  โดยภายในเวลา 10 ปี จะช่วยประหยัดเงินประมาณ 3 เท่า จากที่ลงทุนไปกับ UPS

นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ลูกค้ายังสามารถลดการปล่อย CO2 ได้อย่างมากเช่นกัน

ดังนั้นมีหลายวิธีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่บริษัทสามารถทำได้คือ การลงทุนในเทคโนโลยีและโซลูชันประหยัดพลังงานในโหมด eConversion ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของชไนเดอร์ อิเล็คทริค โดยเป็นการผสมผสานจุดเด่นไว้ด้วยกัน ทั้งให้การป้องกันสูงสุด และให้ประสิทธิภาพสูงสุดในคราวเดียวกัน เมื่อลูกค้าเริ่มใช้งาน ต่างก็ยืนยันถึงผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในระยะเวลาอันสั้น จึงช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม ในขณะที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในทันที

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ eConversion คลิก ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Roborock Dyad Pro Combo ใหม่! วางจำหน่ายแล้ว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดตัวรับส่วนลดสูงสุดถึง 60%

Roborock ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดและเครื่องดูดฝุ่นระดับโลก โดยมีการจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ทำความสะอาดไปแล้วกว่า 10 ล้านเครื่องทั่วโลก ประกาศว่า Dyad Pro Combo รุ่นใหม่พร้อมให้คนไทยได้สั่งซื้อผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการทั้งบน Shopee และ Lazada รวมไปถึงร้านโชว์รูม Roborock ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

Roborock Dyad Pro Combo ได้เปิดตัวที่งาน IFA ที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Dyad Pro Combo เป็นเครื่องดูดฝุ่นพื้นเปียกและแห้งพร้อมอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมอีก 4 ชิ้นที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่าง และปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามสถานการณ์ 

Roborock Dyad Pro Combo มีกำลังดูด 17,000 PA  และสามารถทำความสะอาดได้ชิดถึง 1 มิลลิเมตรจากขอบและมุม นอกจากนี้ยังสามารถปรับกำลังแรงดูด การไหลของน้ำ และการจ่ายน้ำยาทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติ ครอบคลุมพื้นที่การทำความสะอาดได้มากถึง 300 ตร.ม. ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และยังมีระบบเป่าแห้งอัตโนมัติด้วยลมร้อนถึง 50 องศาเซลเซียสที่ทำให้แปรงโรลเลอร์แห้งสนิทและไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

Roborock Dyad Pro Combo ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 54,990 บาท แต่พิเศษสุดๆสำหรับลูกค้าที่ซื้อ Roborock Dyad Pro Combo ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ผ่านทั้ง Shopee และ Lazada รับส่วนลดวันเปิดตัวถึง 60% ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ Roborock Dyad Pro Combo ในราคาเพียง 21,999 บาทเท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น พิเศษสุดๆสำหรับ Shopee Payday ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมโดยสามารถใส่โค้ดส่วนลด 15MALL925 รับส่วนลด 15% เมื่อช้อปขั้นต่ำตั้งแต่ 0 บาทถึง 800 บาท และ Lazada Payday ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมโดยสามารถใส่โค้ดส่วนลด ROBOSEP41 รับส่วนลด 10% เมื่อช้อปขั้นต่ำตั้งแต่ 300 บาทถึง 500 บาท

สำหรับท่านใดที่สนใจ Roborock Dyad Pro Combo สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ในวันที่ 25 กันยายน 2566 หรือหากต้องการลองใช้งานจริงก่อน สามารถไปทดลองใช้งานได้ที่ร้านโชว์รูม Roborock ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

Roborock เราเป็นบริษัทเชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านและอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ บริษัทพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นภายใต้แบรนด์ Roborock รวมถึงสร้างหุ่นยนต์ดูดฝุ่นให้กับ Xiaomi หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของจีน หุ่นยนต์แต่ละตัวที่เราสร้างขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์เดียว คือทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้นในสิ่งที่พวกเขารัก ปัจจุบัน Roborock ให้บริการใน 40 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย บริษัทดำเนินงานในสี่แห่ง โดยมีสำนักงานในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และฮ่องกง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://us.roborock.com 

สามารถติดตามข่าวสารดีๆ รวมถึงโปรโมชันสุดพิเศษจากโรโบร็อคได้ที่เว็บไซต์ www.roborockthailand.com และเพจเฟซบุ๊ก Roborock Thailand หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ LINE Official: @RoborockThailand หรือโทรฯ 02-114-8195 และ 082-388-1688


 

Exit mobile version