Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนด้วย EcoStruxure™ Resource Advisor Copilot นวัตกรรม AI ล่าสุดจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และความยั่งยืน เผยแผนการเปิดตัว EcoStruxure Resource Advisor Copilot เครื่องมือ AI เชิงสนทนา ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้นำธุรกิจรับมือกับข้อมูลด้านพลังงานและความยั่งยืนในองค์กรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใช้เทคโนโลยีแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ในการสร้าง Copilot ขึ้นอย่างปลอดภัย เสมือนเป็นเพื่อนร่วมงานด้านดิจิทัลที่คอยอำนวยความสะดวก โดยฝังไว้ใน Resource Advisor ทั้งนี้ Copilot จะมีทีมงานด้านพลังงานและความยั่งยืน พร้อมด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบล้ำหน้า การแสดงภาพ การสนับสนุนการตัดสินใจ และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุด ให้ความสามารถในการประมวลผลความรู้ด้านอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น รวมถึงข้อมูลระบบ Resource Advisor  ซึ่งจะมีการเปิดตัวเวอร์ชันไพรเวทเบต้าและเริ่มทำการตลาดในช่วงปลายปี 2023 หรือต้นปี 2024

การบรรจบกันของยุคดิจิทัลและผลกระทบทางเศรษฐกิจ กำลังสร้างความท้าทายแบบใหม่สำหรับองค์กร ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งขึ้นที่ผู้นำต้องหันมาใช้โซลูชันดิจิทัล เพื่อจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งการใช้ Copilot ใหม่ จะช่วยให้ผู้ใช้ Resource Advisor สามารถดึงข้อมูล สร้างภาพ และได้รับข้อมูลเชิงลึกอย่างง่าย โดยวิธีการที่มีประสิทธิภาพนี้จะช่วยลดเวลาในการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล จึงช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตัดสินใจด้านทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ได้

 “การสร้างอนาคตทางดิจิทัลที่ยั่งยืน หมายถึงการพัฒนาเครื่องมือที่ให้นวัตกรรมและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรับมือกับความท้าทายในการลดคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นั่นหมายถึงการนำ ‘collaborative intelligence’ มาใช้ได้จริงในองค์กรยักษ์ใหญ่ของโลก และในขณะเดียวกันก็เป็นการจับคู่เทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความเชี่ยวชาญของมนุษย์เพื่อให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้” สตีฟ วิลไฮท์ ประธานธุรกิจด้านความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “Resource Advisor Copilot  จะช่วยให้ลูกค้าเราทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมั่นใจมากขึ้นในเวลาที่ต้องจัดการกับโครงการความริเริ่มด้านการจัดการทรัพยากรสำหรับธุรกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนความเชี่ยวชาญจากทีมที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกของเรา”

เครื่องมือใหม่นี้ เป็นการปรับปรุงศักยภาพด้าน AI ล่าสุด ซึ่งแผนกธุรกิจความยั่งยืนของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ดำเนินการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็น AI ที่ให้ประสิทธิภาพสูง ทั้งในด้านการลดความเสี่ยง บริการตรวจสอบใบแจ้งหนี้ และการแจ้งเตือนเมื่อมีการใช้พลังงานจนถึงจุดสูงสุด (peak alert) นอกจากนี้ ยังมีโซลูชันซอฟต์แวร์ครอบคลุมในกลุ่มธุรกิจความยั่งยืน ซึ่งรวมถึง Zeigo Network, Zeigo Activate และ Zeigo Power ที่ได้รับการสนันสนุนด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แมชชีนเลิร์นนิ่ง และระบบอัตโนมัติของ AI

เอมี่ คราเวนส์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย ที่ International Data Corporation ให้ความเห็นว่า “การเปิดตัว Resource Advisor Copilot บ่งบอกถึงความเป็นคลื่นลูกใหม่ด้านผู้นำดิจิทัลของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค”  โดยกล่าวเสริมถึงมุมมองเรื่องการปรับปรุงศักยภาพว่า “ความสามารถที่โดดเด่นในการใช้ข้อมูลจากทั่วโลก และการเร่งสร้างข้อมูลเชิงลึกได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยลูกค้าพัฒนาไปได้ไกลขึ้น และรวดเร็วขึ้น ด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งในการผสานรวมความฉลาดของ AI ไว้ในผลิตภัณฑ์และการบริการ จึงทำให้ Resource Advisor Copilot สามารถสร้างผลกระทบที่เป็นแรงกระเพื่อมสำหรับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรได้อย่างรับผิดชอบ

Resource Advisor ช่วยให้ลูกค้าสังเกตและควบคุมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรได้ครบทุกแง่มุม ผ่านมุมมองที่เหนือชั้นของ AI ทั้งเรื่องของการปล่อยมลพิษ การจัดการพลังงาน การลดการใช้ทรัพยากร การรายงาน ESG และกระบวนการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

# # #

Hashtags: #sustainability, #ESG, #AI, #machinelearning, #digitization, #innovation


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

การ์ทเนอร์ เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2567

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 20 พฤศจิกายน 2566 – การ์ทเนอร์ ประกาศ 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรต้องจับตาและศึกษาในปี 2567

บาร์ท วิลเลมเซ่น รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การรับมือกับความปั่นป่วนทางเทคโนโลยีและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมต้องอาศัยความกล้าที่จะมุ่งมั่นอย่างตรงไปตรงมาและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองอย่างเฉพาะเจาะจง ผู้นำไอทีอยู่ในสถานะที่ต่างจากผู้อื่นในการวางโรดแมปเชิงกลยุทธ์ โดยการลงทุนเทคโนโลยีจะช่วยให้ธุรกิจยังคงประสบความสำเร็จได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนและแรงกดดันเหล่านี้”

คริส ฮาวเวิร์ด รองประธานและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ผู้นำไอทีและผู้บริหารในส่วนงานอื่น ๆ ต้องประเมินผลกระทบและประโยชน์จากเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อพิจารณาจากจำนวนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น Generative AI และ AI ประเภทอื่น ๆ ที่นำเสนอโอกาสและขับเคลื่อนเทรนด์ต่าง ๆ แต่การจะได้มาซึ่งคุณค่าทางธุรกิจจากการใช้ AI อย่างต่อเนื่องนั้น ต้องมีแนวทางที่เป็นขั้นเป็นตอนเพื่อการนำไปใช้ได้อย่างครอบคลุม ควบคู่กับการใส่ใจในความเสี่ยง”

10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2567 ได้แก่

Democratized Generative AI

Generative AI (หรือ GenAI) กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสาธารณะด้วยการผสานรวมรูปแบบจำลองที่ได้รับการฝึกฝนล่วงหน้าไว้จำนวนมาก เข้ากับการประมวลผลคลาวด์และระบบโอเพ่นซอร์ส ทำให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถเข้าถึงโมเดลเหล่านี้ได้ การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2569 องค์กรมากกว่า 80% จะใช้ GenAI API และโมเดลต่าง ๆ และ/หรือปรับใช้แอปพลิเคชันที่เปิดใช้งาน GenAI ในสภาพแวดล้อมการผลิต เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 2566 ที่น้อยกว่า 5%

แอปพลิเคชัน GenAI ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงแหล่งข้อมูลมากมายจากภายในและภายนอกองค์กรเพื่อใช้ในทางธุรกิจได้ ซี่งหมายความว่าการนำ GenAI มาใช้อย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดองค์ความรู้และทักษะในองค์กรอย่างเสรีและมีนัยสำคัญ โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) จะช่วยให้องค์กรเชื่อมโยงพนักงานกับความรู้ในรูปแบบการสนทนาพร้อมเข้าใจความหมายที่หลากหลาย

AI Trust, Risk and Security Management

การเข้าถึง AI แบบเสรีทำให้ต้องมีการกำหนดกลยุทธ์สำหรับจัดการด้านความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง และการรักษาความปลอดภัย (หรือ TRiSM) อย่างเร่งด่วนและชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากไม่มีกลยุทธ์ที่ตีกรอบโมเดลการใช้ AI จะสร้างผลลบแบบทบต้นที่ควบคุมไม่ได้ บดบังประสิทธิภาพเชิงบวกและประโยชน์ที่สังคมควรได้รับจาก AI ทั้งนี้ AI TRiSM มอบเครื่องมือสำหรับ ModelOps, การป้องกันข้อมูลเชิงรุก, ความปลอดภัยเฉพาะของ AI, การมอนิเตอร์โมเดล (รวมถึงการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล – Data Drift หรือของโมเดล – Model Drift และ/หรือผลลัพธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ) และการควบคุมความเสี่ยงของการอินพุตและเอาต์พุตไปยังโมเดลและแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการรายอื่น ๆ 

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 องค์กรที่ใช้การควบคุม AI TRiSM จะเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ โดยกำจัดข้อมูลผิดพลาดและผิดกฎหมายได้มากถึง 80%

AI-Augmented Development

การพัฒนาเสริมด้วย AI คือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น GenAI และ Machine Learning เพื่อช่วยในการออกแบบ เขียนโค้ด และทดสอบแอปพลิเคชันให้กับวิศวกรซอฟต์แวร์ โดยการทำวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI มาช่วย (AI-assisted Software Engineering) จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา และช่วยให้ทีมพัฒนาตอบสนองความต้องการซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับการดำเนินธุรกิจ เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ AI (AI-Infused Development Tools) เหล่านี้ช่วยให้วิศวกรซอฟต์แวร์ใช้เวลาเขียนโค้ดน้อยลง จึงสามารถใช้เวลามากขึ้นกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเช่นการออกแบบและจัดวางองค์ประกอบของแอปพลิเคชันทางธุรกิจที่น่าสนใจ

Intelligent Applications

การ์ทเนอร์ให้คำจำกัดความของแอปพลิเคชันอัจฉริยะที่มีความชาญฉลาด ว่าเป็นความสามารถในการเรียนรู้ปรับตัวให้ตอบสนองอัตโนมัติอย่างเหมาะสม โดยข้อมูลอัจฉริยะนี้สามารถนำไปใช้ในหลายเคสการใช้งานเพื่อเพิ่มหรือทำงานอัตโนมัติได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากความสามารถพื้นฐาน ความชาญฉลาดในแอปพลิเคชันประกอบด้วยบริการต่าง ๆ ที่ใช้ AI เช่น การเรียนรู้ของเครื่อง การเก็บเวกเตอร์และข้อมูลที่เชื่อมต่อ ด้วยเหตุนี้แอปพลิเคชันอัจฉริยะจึงมอบประสบการณ์ที่ปรับเข้ากับผู้ใช้แบบไดนามิก

ความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันอัจฉริยะนั้นมีอยู่ โดย 26% ของผู้บริหารระดับซีอีโอ จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ 2023 Gartner CEO and Senior Business Executive Survey ระบุว่าการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความสามารถเป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายมากที่สุดต่อองค์กร โดยการดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในด้านบุคลากรของผู้บริหาร ขณะที่ AI ได้รับเลือกให้เป็นเทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมในช่วงสามปีข้างหน้า 

Augmented-Connected Workforce

Augmented-Connected Workforce (ACWF) เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าที่ได้รับจากแรงงานมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความจำเป็นในการเร่งและขยายทีมบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถกำลังขับเคลื่อนกระแส ACWF กลยุทธ์ ACWF ใช้แอปพลิเคชันอัจฉริยะและการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของบุคลากรเพื่อสร้างบริบทและแนวทางการทำงานทุกวันเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่ดี และความสามารถในการพัฒนาทักษะของตนเองของทีมงาน ขณะเดียวกัน ACWF ยังใช้ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจและผลกระทบเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก

ในปี 2570 ผู้บริหารไอที (CIOs) 25% จะริเริ่มการเชื่อมโยงพนักงานให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น (Augmented-Connected Workforce) เพื่อลดเวลาการทำงานในบทบาทสำคัญลง 50%

Continuous Threat Exposure Management 

การจัดการความเสี่ยงต่อภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง (Continuous Threat Exposure Management หรือ CTEM) เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติและเป็นระบบที่ช่วยให้องค์กรประเมินการเข้าถึง ความเสี่ยง และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์ที่จับต้องได้ขององค์กรได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การจัดวางขอบเขตการประเมินและการแก้ไข CTEM ให้สอดคล้องกับวิธีการสร้างภัยคุกคามหรือโครงการทางธุรกิจ แทนที่จะเป็นส่วนประกอบในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นช่องโหว่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย

ภายในปี 2569 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าองค์กรที่จัดลำดับความสำคัญการลงทุนด้านความปลอดภัยตามโปรแกรม CTEM จะพบว่าการละเมิดลดลง 2 ใน 3

Machine Customers

ลูกค้าที่เป็นเครื่องจักร (Machine Customers หรือที่เรียกว่า ‘คัสโตบอท’) จะเป็นผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจในแบบที่ไม่ใช่มนุษย์ มีความสามารถเจรจา ซื้อสินค้าและบริการเพื่อให้เกิดเป็นการชำระเงิน ภายในปี 2571 ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมต่อกัน 15 พันล้านชิ้นจะมีศักยภาพแสดงตนเป็นลูกค้าได้และจะมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกนับพันล้านชิ้นตามมาในปีต่อไป โดยแนวโน้มการเติบโตนี้สร้างรายได้นับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 และในที่สุดจะมีความสำคัญมากกว่าเมื่อตอนเกิด Digital Commerce ทั้งนี้ผู้บริหารควรพิจารณากลยุทธ์รวมถึงโอกาสในการอำนวยความสะดวกให้กับอัลกอริธึมและอุปกรณ์เหล่านี้ หรือแม้แต่สร้างคัสโตบอทใหม่ ๆ

Sustainable Technology

เทคโนโลยีที่ยั่งยืน (Sustainable Technology) เป็นกรอบการทำงานของโซลูชันดิจิทัลที่ใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สนับสนุนสมดุลของระบบนิเวศและสิทธิมนุษยชนในระยะยาว ซึ่งการใช้เทคโนโลยี อย่าง AI, Cryptocurrency, Internet of Things และ Cloud Computing กำลังผลักดันให้เกิดข้อถกเถียงด้านการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมั่นใจว่าการใช้ไอทีจะมีประสิทธิภาพ มีการหมุนเวียน และมีความยั่งยืนมากขึ้น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2570 ผู้บริหารซีไอโอ 25% จะเห็นการเชื่อมโยงของค่าตอบแทนส่วนบุคคลกับผลกระทบทางเทคโนโลยีที่ยั่งยืน

Platform Engineering

วิศวกรรมแพลตฟอร์ม (Platform Engineering) เป็นหลักการสร้างและดำเนินการแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาภายในด้วยตนเอง แต่ละแพลตฟอร์มเป็นชั้น ๆ ที่ถูกสร้างและดูแลโดยทีมงานผลิตภัณฑ์เฉพาะ โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ผ่านการเชื่อมต่อเครื่องมือและกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป้าหมายของ Platform Engineering คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ และเร่งการส่งมอบมูลค่าทางธุรกิจ

Industry Cloud Platforms

ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าองค์กรมากกว่า 70% จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์อุตสาหกรรม (ICP) เพื่อเร่งโครงการใหม่ ๆ ทางธุรกิจของตน เพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 15% ในปี 2566 ICP จัดการกับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโดยการรวมบริการ SaaS, PaaS และ IaaS พื้นฐานเข้าด้วยกัน ไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีความสามารถในการประกอบเข้ากันได้ โดยทั่วไปจะรวมถึงโครงสร้างข้อมูลอุตสาหกรรม คลังความสามารถทางธุรกิจแบบแพ็คเกจ เครื่องมือจัดองค์ประกอบ และนวัตกรรมแพลตฟอร์มอื่น ๆ ICP ได้รับการปรับแต่งข้อเสนอระบบคลาวด์โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมและสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการขององค์กรได้

เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์อันดับต้น ๆ ของปีนี้เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและโอกาสที่สำคัญสำหรับซีไอโอและผู้นำไอทีอื่น ๆ ภายใน 36 เดือนข้างหน้า

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง X และ LinkedIn โดยติดแฮชแท็ค #GartnerIT หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงและมีความเป็นกลาง ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจองค์กร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฉลองครบรอบ 10 ปี ACCESSTRADE ประเทศไทย! ขนขบวน 10 แคมเปญสุดพิเศษมาให้คุณร่วมโปรโมท พร้อมของรางวัลสุดปัง!

แอ็กเซสเทรด ประเทศไทย (ACCESSTRADE Thailand) ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด 

ACCESSTRADE ก่อตั้งบริษัทในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรก เมื่อปี 1999 ซึ่งเป็นระบบ Affiliate ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้วยประสบการณ์ด้านการเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้ามากกว่า 6,000 ราย และ 340,000 เว็บไซต์ จนได้ขยายเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2013 ถึงปัจจุบัน 2023 ครบ 10 ปีเต็มกับประสบการณ์การดำเนินกิจการด้านการทำ Affiliate Network และยังคงพัฒนาระบบการตลาดออนไลน์ พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ACCESSTRADE จัดแคมเปญ ACCESSTRADE 10th Anniversary แจกรางวัล โบนัส และส่วนลดเยอะแยะมากมาย มูลค่ารวมกว่า 2 แสนบาท สำหรับผู้ร่วมกิจกรรม และสำหรับผู้ที่ทำยอดอนุมัติสูงสุด 3 รางวัล!! จะได้รับรางวัลพิเศษ

กิจกรรมมีระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน – 30  พฤศจิกายน 2566
อ่านรายละเอียดแคมเปญทั้งหมดได้ที่ : https://accesstrade.in.th/accesstrade-10th-anniversary/

ACCESSTRADE แจก 100 บาท สำหรับ Publisher ที่สมัครใหม่ในช่วงวันที่ 14 – 30 พฤศจิกายน 2566 เป็นค่าคอมมิชชั่นขวัญถุงให้กับผู้สมัครสมาชิกกับ ACCESSTRADE เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีบริษัท
*100 บาท ต่อ 1 Account เท่านั้น // มีจำนวนจำกัด
สมัครที่นี่ : https://bit.ly/3FTxRFk

ทั้งนี้การนำระบบ Affiliate Marketing หรือ ระบบการตลาดออนไลน์ โดยการเป็นนายหน้า หรือตัวแทน นำสินค้าของร้านค้าต่างๆ ในระบบมาโปรโมท แนะนำ ขายบนเว็บไซต์และช่องทางต่างๆ  เมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์นั้น ก็จะได้รับค่านายหน้า หรือค่า Commission (คอมมิชชั่น) จากการขายสินค้านั้นๆ สำหรับจุดเด่นของการทำ Affiliate คือ สมัครฟรี ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการจัดส่งสินค้า เพียงแค่ให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านลิ้งก์ Affiliate ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการขายสินค้านั้นแล้ว อีกหนึ่งมุมของทางร้านค้า แบรนด์ หรือเจ้าของสินค้าเอง ที่ผ่านมามีการสร้าง Branding เพื่อให้ยอดขายกลับมา แต่ Affiliate Marketing คือ Return on Investment (ROI) ที่ช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ ในระบบของ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เกิดยอดขายจริง ทำให้แบรนด์หรือร้านค้าต่างๆ หันมาทำการตลาดออนไลน์ Affiliate Marketing กับ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เพิ่มมากขึ้น ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมทำการตลาดออนไลน์  Affiliate Marketing สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.accesstrade.in.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 02-258-4970-1


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. หารือความร่วมมือกับ K-MEDI Hub พร้อมเดินหน้า นวัตกรรมทางการแพทย์

รองศาสตราจารย์ นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ และผู้บริหารและคณาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ คณะแพทยศาสต์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และสถานบริหารจัดการงานวิจัยคลินิก หรือ Academic Clinical Research Office (ACRO) ร่วมต้อนรับ Dr.Chung Myung Hoon, Vice-Chairman, Strategy & Planning Bureau และคณะผู้บริหารจาก K-MEDI Hub ประเทศเกาหลีใต้ เนื่องในโอกาสเยี่ยมเยือนคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นและหารือความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิจัยและนวัตกรรม ณ  ห้องประชุมอธิการบดี ชั้น 6 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ Medical hub และมีนวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความยินดีอย่างยิ่งในการพัฒนาความร่วมมือร่วมกับ K-MEDI Hub ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในช่วงวันที่ 30 มิถุนายน-2 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ K-MEDI Hub ณ เมืองเดกู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีวัตุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนนวัตกรรมทางการแพทย์และวิจัย โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์และนักวิจัย และการหารือในครั้งนี้จะช่วยพัฒนาความร่วมมือดังกล่าในอนาคต

Dr.Chung Myung Hoon, Vice-Chairman, Strategy & Planning Bureau กล่าวว่า กระผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น การหารือในวันนี้นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสานต่อความร่วมมือด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ K-MEDI Hub มีนโยบายทางการแพทย์ที่คล้ายคลึงกัน โดยมุ่งเน่นการพัฒนาด้านวิจัยเพื่อตอบโจทย์ Global Health Care และในนาม K-MEDI- Hub กระผมขอขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร K-MEDI Hub ได้เยี่ยมชมคณะส่วนงานและหารือร่วมกับผู้บริหารจาก 1. คณะเทคนิคการแพทย์ 2. คณะเภสัชศาสตร์ 3. คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 4. สถานบริหารจัดการงานวิจัยคลินิก หรือ Academic Clinical Research Office (ACRO) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์และหารือถึงแนวทางการพัฒนายกระดับนวัตกรรมสู่ชุมชน

ในระหว่างการประชุม คณะผู้บริหาร มข. และ ผู้บริหาร K-MEDI Hub ได้ร่วมหารือประเด็นด้านการแพทย์ที่สำคัญ อาทิ ด้านสายทันแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และสาธารสุขศาสตร์ โดยมีการระดม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอโครงการอันเป็นประโยชน์ และมีแนวโน้มในการต่อยอดสู่การวิจัยและสร้างและนวัตกรรมร่วมกัน ตลอดจนสามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ได้ในอนาคต

ข่าว/ภาพ: กองการต่างประเทศ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

งาน World Marketing Forum ครั้งที่ 3

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand) ตัวแทนประเทศไทย และสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) ร่วมเป็นเจ้าภาพ จัดงาน “World Marketing Forum ครั้งที่ 3” สุดยิ่งใหญ่ ในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้ เวลา 09.00-17.00 น. ณ ห้องไปรษณีย์นฤมิต ชั้น G อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก พบกับจักรวาลการตลาดยุคใหม่ “The New Marketingverse: Meta Mitri Meetang” จัดเต็มเนื้อหาสุดพิเศษ 20 เซสชั่น โดยกูรูธุรกิจและการตลาด 30 ท่าน จาก 5 ทวีป พร้อมเปิดตัวหนังสือโลกการตลาดยุค 6.0 (Marketing 6.0) โดยปรมาจารย์ด้านการตลาดระดับโลกหรือบิดาการตลาดสมัยใหม่ มร. ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ที่ Live เข้ามาพูดคุยแบบ Real Time

ใครๆ ก็มีข้อสงสัย ว่าโลกการตลาดจะถูกขับเคลื่อนไปทางไหน เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้นเท่าไร อะไรที่ต้องจับตามอง อะไรที่จะมีความสำคัญ อะไรที่ต้องปรับเปลี่ยน อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด? ในงานนี้ เป็นการเปิดโลกการตลาดยุค 6.0 ในทุกมิติ ใน “จักรวาลการตลาดยุคใหม่” เชื่อมโลกที่แตกต่าง “เมตา” และ “ไมตรี” จะทำให้เรา “มีตังค์” ได้อย่างไร เมื่อโลกแห่งความเป็นจริงผสานรวมกับเทคโนโลยีแห่งโลกดิจิทัล เราสามารถยกระดับประสบการณ์การตลาดไปอีกขั้น แต่เราต้องไม่ลืมหัวใจของความเป็นมนุษย์ ทั้งด้าน ความเข้าใจ เห็นใจ และมีไมตรีต่อกัน

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) มองว่า การตลาดแห่งอนาคตจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่มีลักษณะเป็นการรวมตัวของเทคโนโลยี ความเข้าใจและความรับผิดชอบ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากโลกเสมือนจริงและโลกแห่งความจริงที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย ซับซ้อนมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและการตลาดในยุคปัจจุบัน ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น ความเข้าใจ ธุรกิจต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เห็นอกเห็นใจผู้บริโภค เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบ ธุรกิจควรดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน เป็นวัน “”World Marketing Forum 2023” ที่ผู้เข้าร่วมสัมนาได้พบกับบิดาแห่งการตลาด Philip Kotler พร้อมวิทยากรชั้นนำจาก 5 ทวีป มาเปิดโลก Marketing 6.0 ให้เห็นภาพกว้าง เข้าใจเชิงลึก ทันทุกประเด็นการตลาดยุคใหม่ หลอมรวมเทคโนโลยีเข้ากับหัวใจของมนุษยชาติ เข้าใจ ก้าวนำ ข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงเติบโตและก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน

  • “Welcome to the New Marketingverse” Hermawan Kartjaya ผู้ร่วมก่อตั้งของ World Marketing Forum (WMF) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย หรือ Asia Marketing Federation (AMF) การเข้าสู่จักรวาลการตลาดยุคใหม่ “The New Marketingverse”
  • “A Lifetime of Marketing Wisdom Through the Winds of Change” เปิดวิสัยทัศน์ Philip Kotler  ปรมาจารย์ด้านการตลาดระดับโลก เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการการตลาด และเปิดแนวทางการตลาดยุค 6.0 ที่กำลังจะมาถึง
  • “Unveiling Marketing 6.0”เจาะลึกเนื้อหา“Marketing 6.0: The Future is Immersive” กับโลก Marketingverse ที่ไม่มีเส้นกั้นพรมแดน โดย Iwan Satiawan ผู้ร่วมประพันธ์หนังสือ “Marketing 6.0 The Future is Immersive” กับ Philip Kotler และ Hermawan Kartjaya
  • “Era of AI” พบกับผู้เชี่ยวชาญจาก Microsoft ที่แชร์เทรนด์และทิศทางของ AI ในโลกธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความรู้เท่าทันเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโลก
  • “Humanizing Data: Empowering Diversity in (Mar)Tech & Business” พบกับการใส่หัวใจความเป็นมนุษย์ลงไปในการเจาะลึกหาความหมายในข้อมูลและตัวเลขด้วย เพื่อสามารถเข้าใจความหลากหลายลูกค้าและใช้เป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรได้อย่างแท้จริง
  • “Leadership in the New Marketingverse” พบกับประสบการณ์ใหม่ และแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนและสร้างผู้นำที่มีทั้งสติ & สตรอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการนำพาธุรกิจข้ามผ่านสู่ความสำเร็จในโลกการตลาดยุคใหม่
  • “Meta & Mitri: Strategies for Winning in the New Marketingverse” เปิดจักรวาลการตลาดยุคใหม่ เจาะลึก Insight ในความหมายเชิงธุรกิจของคำว่า “เมตา” และ “ไมตรี” ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจ สู่ผลลัพธ์ที่สำคัญ นั่นคือ “มีตังค์”
  • “The Power of Purpose: Elevating Brand Love into Brand Value” ร่วมกันทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างความหมายให้กับแบรนด์ สร้างจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับลูกค้า เพื่อให้แบรนด์ของเราไม่เพียงแต่เป็นที่รัก แต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างมากมาย
  • “Conscious Innovation: Thriving in the Era of Sustainable Startup Growth” มาปอกเปลือกนอกของ Start Up แบบเดิมๆทิ้ง แล้วทำความเข้าใจในแก่นแท้ของ Start Up ยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นความสำคัญในการพัฒนาและการเติบโตอย่างยั่งยืน
  • “Think Global, Act Local: Understanding Diversity of Target Audiences” เปิดมุมมองวิธีการเข้าใจและปรับตัวกับความหลากหลายของตลาดที่แตกต่าง และวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • “From Purpose to Prosperity: Leadership Philosophy” พบกับปรัชญาในการเป็นผู้นำของคุณจรีพร แม่ทัพหญิงแห่ง WHA Group ที่หลอมรวมความสำคัญทางด้านธุรกิจและสังคมไปด้วยกัน พบเรื่องราวการเดินทางในการสร้างสิ่งใหม่ๆ การมอบโอกาส การเติบโตร่วมกัน พร้อมกับการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจและการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

และวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน จะเป็นวัน “Thailand Marketing Day 2023” เป็นการตีความ The New Marketingverse และ Marketing 6.0 ในบริบทของประเทศไทย มาเจาะลึกว่า Soft Power แบบของไทย จะพาเราให้ก้าวนำในโลกการตลาดยุคใหม่ได้อย่างไร

  • “Unlocking Thailand’s Branding in the New Marketingverse” ปาฐกถาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก โดย คุณภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • “Marketing 6.0 & Trends: 2024 Way Forwards” MAT X MAT CMO COUNCIL’s Prediction สมาคมการตลาดที่มาเผยผลสำรวจและการคาดการณ์เทรนด์การตลาดที่จะเกิดขึ้นในปี 2024 ภายใต้กรอบแนวคิดของ Marketing 6.0
  • “Tech and Humanity: Foresight for a Better Future” เปิดมุมมองใหม่ จากผู้บริหาร The 1 Central Group ที่มาเชื่อมโยงพลังแห่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกับความเป็นมนุษย์ในการทำการตลาดที่ง่ายและทรงประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีจะมาช่วยเราได้อย่างไร
  • “The Thaivantage: How Thainess Shapes Success in the new Marketingverse“ แตกต่างอย่างไทย แต้มต่อสู่ความสำเร็จ เสวนาสุดพิเศษ ตีความบริบทของจุดแข็งความเป็นไทย ที่จะกลายเป็น Soft Power ในการนำพาแบรนด์สินค้าและบริการไทยไปสู่ความสำเร็จในตลาดโลก
  • “Reshaping the Business Landscape with Higher Purpose” เสวนาจุดประกายแนวคิด ในการใช้ธุรกิจมาร่วมสร้างความปลี่ยนแปลงให้กับโลก สร้างสังคมที่ดีขึ้น พร้อมสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน
  • “Success Stories: METTA in Action” ผู้บริหารจาก PlanToys และ Boutique Newcity มาแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์จริงในการนำหลัก METTA (ความเมตตา) เข้ามาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจของพวกเขา สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่โดยเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจของเรา เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ดีกว่าในอนาคต
  • “Success Stories: MITRI in Action” ฟังประสบการณ์และแนวคิดจากผู้บริหารของ Nanyang, Carnival, และ BBQ Plaza จาก 3 แบรนด์ 3 กลุ่มธุรกิจ ที่ดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดในตลาดที่แข่งขันสูงได้ ก็คือหัวใจที่เข้มแข็งในการสร้างมิตรภาพ ร่วมฟังแนวคิด การใช้ “Mitri” ในโลกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ หรือแม้แต่คู่แข่ง ที่สามารถช่วยเสริมสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งและเติบโตได้จริง
  • “Nui’s Talk on the New Marketingverse” เปิดมุมมองของหนุ่ย แบไต๋ ถึงจักรวาลการตลาดที่เปลี่ยนไป รวมถึงคำถามสำคัญๆ ที่น่าสนใจ เช่น อะไรที่เปลี่ยนไปในการตลาด อะไรที่สำคัญที่เราต้องให้ความสนใจ และอะไรที่เราต้องปรับปรุงเพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ และอะไรที่กำลังจะมา

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE จัดงาน 5G Summit & User Congress 2023 เผยอนาคตดิจิทัลภายใต้ธีม “Embrace the Digital Nexus”

กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 – ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ) ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำระดับโลก จัดการประชุมสุดยอด The ZTE 5G Summit & User Congress 2023 ภายใต้ธีม “Embrace the Digital Nexus” เป็นการรวมตัวผู้ประกอบธุรกิจ อาทิ หน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม พันธมิตรธุรกิจ ผู้ให้บริการ และนักวิเคราะห์จาก GSMA, IMT-2020(5G) PG, IMT-2030(6G) ) PG, CCSA, TMF, ABI, CCS Insight จากทั่วโลก เพื่อมาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกอันมีค่า และเรียนรู้กรณีศึกษาในเชิงปฏิบัติ พร้อมสำรวจภาพรวมและทิศทางการเติบโตของเทคโนโลยี 5G ในอนาคต

นาย เสี่ยว หมิง (Mr. Xiao Ming) ประธานฝ่ายต่างประเทศของ ZTE เปิดเผยว่า “ในการจัดงานการประชุม ZTE 5G Summit & User Congress 2023 สะท้อนให้เห็นว่า โลกที่เชื่อมโยงถึงด้วยเทคโนโลยี 5G-A ระหว่างอวกาศและโลกเชื่อมเป็นเครือข่ายที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย อาทิ XR และ Metaverse กำลังสร้างความเป็นจริงที่ไม่เคยมีใครจินตนาการมาก่อน อีกทั้ง ช่วยยกระดับให้กับทุกอุตสาหกรรม โดยขับเคลื่อนวิถีชีวิตของมนุษย์ให้ก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ ได้กลายวิวัฒนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุดและจะนำไปสู่ศตวรรษแห่งความรุ่งเรือง หรือ intelligent century”

ZTE ได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ 5G จำนวนกว่า 110 ราย ในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะก้าวไปสู่ดิจิทัลในอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชันต่างๆ เป็นแบบ Modular ที่สามารถเข้าถึงและปรับแต่งได้ง่าย เน้นเพิ่มปริมาณความจุ ประสิทธิภาพ ฟิวชั่น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

นาย จอห์น ฮอฟฟ์แมน (Mr.John Hoffman) ประธานกรรมการบริหารของ GSMA (Global System for Mobile Communications) กล่าวว่า “เครือข่าย 5G, 5G ในขั้นสูง และเทคโนโลยีต่าง ๆ จะช่วยปฏิวัติโลก โดยผ่านความร่วมมือในการทำงานของทุกๆองค์กร เพื่อที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืน อันจะนำมาซึ้งผลประโยชน์ให้กับทุก ๆ คนได้อย่างเต็มที่ สำหรับการประชุมสุดยอด ZTE 5G Summit & User Congress 2023 นับว่า เปิดโอกาสที่ดี ในการแบ่งปันความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้แลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ เช่นนี้กันอีกที่งาน MWC Barcelona 2024!”

นาย รูดอล์ฟ ชเรฟล์ (Mr.Rudolf Schrefl) ประธานกรรมการบริหารของ Hutchison Drei Austria กล่าวว่า “การที่เปิดรับเทคโนโลยี 5G นับเป็นการปฏิวัติและส่งมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้า ด้วยการเชื่อมโยงผู้คนและ devices  เข้าด้วยกันด้วย ผ่านความเร็วและความน่าเชื่อถืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกับเปลี่ยนทุกปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราอย่างราบรื่น อีกทั้ง อำนวยความสะดวกให้การทำงานกับโลกรอบตัวเราได้เป็นอย่างดี”

จากการที่เทคโนโลยีดิจิทัล คือ พลังหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับโลก ZTE จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้มีบทบาทในขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ICT ที่เป็นนวัตกรรมทั่วโลก

ด้วยผลงานที่ครอบคลุมการทำงานด้าน wireless & wireline solutions และการบริการอุปกรณ์ โทรคมนาคมในระดับมืออาชีพอย่างครบวงจร แซดทีอี พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐ และลูกค้าเครือข่ายองค์กร ที่เป็นผู้ให้บริการทั่วโลก ซึ่งมีความต้องการใช้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความรวดเร็ว
 
ในระหว่างงาน ZTE ยังได้จัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นโซลูชันใหม่ และการใช้งาน ณ Thailand’s innovation center โดยนำเสนอให้เห็นถึงธรรมชาติของทุกสิ่งที่เชื่อมโยงกัน สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ดิจิทัลอย่างชัดเจน

ในส่วนของพื้นที่ “Wireless Everything” นั้น ZTE ได้สาธิตการใช้งานในการปรับปรุงเครือข่าย 4G ที่มีอยู่ให้ทันสมัย เพื่อความสำเร็จของ 5G ในอนาคต โดยในงานแสดงสินค้า ยังได้เพิ่มประสบการณ์ 5G และการให้บริการอย่างครอบคลุมทุกด้าน ที่สำคัญคือ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย ด้วยเครื่องมือพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ZTE ในฐานะผู้นำด้านเครือข่ายออปติก (optical network) ได้เปิดการใช้งานเครือข่าย ทั้งหมด ผ่านชุดผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร อันเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ ZTE ในการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายออปติก (optical network) ที่ล้ำหน้า ในการให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ZTE ยังให้บริการ เซิร์ฟเวอร์ และ โซลูชัน ในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเหมาะต่อความต้องการที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ZTE Mobile Devices ภายใต้วิสัยทัศน์ “Better for All” ได้นำอุปกรณ์นวัตกรรมอัจฉริยะจำนวนมากมาร่วมงาน อาทิ nubia Pad 3D ซึ่งเป็นแท็บเล็ต 3D ขับเคลื่อนด้วย AI และไม่ต้องใช้แว่นตาเครื่องแรกของโลก nubia Neo 5G สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชอบเล่นเกมส์ 5G เหมาะกับผู้เริ่มต้นใช้งานทั่วโลก และ Blade V50 Design ดีไซน์เรียบหรู สำหรับผลิตภัณฑ์ ZTE FWA & MBB ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีการนำเสนอ MC888 และผลิตภัณฑ์ 5G FWA & MBB อื่นๆ ในงานอีกด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น แซดทีอี ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่แข่งขันได้ทั้ง คุณภาพ ราคา และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า อีกทั้ง มุ่งมั่นที่จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับทุกคน อย่างเหนือความคาดหมาย

ZTE ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการและพันธมิตร โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างเครือข่ายอัจฉริยะ เพื่อความสำเร็จร่วมกัน และจะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ในการประชุมสุดยอด ZTE 5G Summit & User Congress 2023 นับเป็นพื้นที่รูปแบบใหม่ สำหรับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันผลักดันการสื่อสารยุคดิจิทัลในอนาคต ทั้งนี้ การประชุมสุดยอด ZTE 5G Summit & User Congress 2023 จัดขึ้นภายใต้ธีม “Embrace the Digital Nexus” เมื่อวันที่ 14 และ 15 พฤศจิกายน ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของ ZTE Global User Congress สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม https://www.zte.com.cn/global/about/exhibition/5g_summit_2023.html


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. เดินหน้าระดมสมองวางกลยุทธ์ “Education Transformation” ร่วมกับศาสตราจารย์ระดับโลก สู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในยุคดิจิทัล

มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดโครงการ  “Education Transformation” เพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา (Education Transformation) ทันต่อความต้องการของสังคม โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี  นายกสภามหาวิทยาลัย  รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กรรมการสภามหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร คณบดี  รองคณบดี คณาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าร่วม ณ โรงแรม  The Salil Hotel Riverside กรุงเทพมหานคร  เมื่อเร็วๆนี้

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เนื่องในโอกาสพิเศษกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตคุณภาพให้มีทักษะแห่งอนาคต นับเป็นโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และฟินแลนด์ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นสะพานไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในด้านต่าง ๆ ทั้งวิทยาศาสตร์สุขภาพ, วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ต่อไปในอนาคต

 ในการนี้ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้เกียรติบรรยายผ่านมุมมองของเศรษฐศาสตร์ว่า หากมองด้วยวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดสำหรับมหาวิทยาลัยจะมี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ การมอบใบปริญญาให้แก่ผู้เรียนและการผลิตสร้างองค์ความรู้จากงานวิจัย ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ เพื่อสร้างความมั่นใจ แสดงถึงการยอมรับ  และการนำไปใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านกลไกอุปสงค์และอุปทาน แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีลักษณะความเป็นสินค้าที่แตกต่างกัน เช่น University of Helsinki, Harvard University, Nanyang Technological University ดังนั้น บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคม ความต้องการของผู้เรียน และฉากทัศน์ของอนาคต  เช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่จะร่วมเรียนรู้กันในงานสัมนาวันนี้

ต่อมา ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ Education Transformation: challenges and opportunities is a rapidly changing world โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำระดับโลก ทั้ง Dr. Edward Hundert, Dean for Medical Education, Harvard Medical School  ประเทศสหรัฐอเมริกา, Dr. Preman Rajalingam, Director, Centre for Teaching, Learning and Pedagogy (CTLP), Institute of Pedagogical Innovation, Research and Excellence (InsPIRE), Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์ และ Dr. Hannele Niemi, Research Director, University of Helsinki ประเทศฟินแลนด์

ขณะเดียวกัน วิทยากรแต่ละท่านยังให้เกียรติบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ โดย Dr. Edward Hundert บรรยายในหัวข้อ “New Paradigms in Health Sciences Education” ตามด้วย Dr. Preman Rajalingam บรรยายในหัวข้อ “Introducing and Sustaining Collaborative Learning on a Large-Scale” และปิดท้ายด้วย Dr. Hannele Niemi บรรยายในหัวข้อ Active and meaningful learning for the future global world – The mission of Humanities and Social Sciences

ภายหลังจบการบรรยายในวันแรก รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า วันนี้ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญถึง 3 ทวีป ซึ่งแต่ละที่ต่างก็มีบริบทที่ทำให้เห็นว่าจะสามารถ Transform และจัดการการศึกษาอย่างไร ตั้งแต่ด้านปรัญชาและทักษะแห่งอนาคต รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

“คณะศึกษาศาสตร์เรา ในฐานะที่มีบทบาทสนับสนุนการศึกษาของประเทศ พร้อมที่จะขับเคลื่อน Education Transformation ตอนนี้เราต้องกระโดดไปเลย เพราะเราอุ่นเครื่องมานานแล้ว จากสิ่งที่เราได้เรียนรู้ เราก็มีของของ และที่ผ่านมาเราได้เปิดหลักสูตรใหม่เพื่อเตรียมครูในอนาคต เรียกว่า Future of teacher ที่จะทำให้ครูมีจิตวิญญา ควบคู่กับการสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยี โดเฉพาะเอไอ รวมถึงการเดินหน้าบูรณาการการศึกษาร่วมกับคณะอื่น ๆ โดยมองคนเป็นตัวตั้ง เพื่อให้ครูของมหาวิทยาลัยขอนแก่นตอบโจทย์กับโลกของอนาคตได้”

นอกจากนี้ ยังได้มีกิจกรรม Brain storming  เพื่อระดมสมองในการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบ How to  โดยแบ่งการกลุ่มออกเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  พร้อมกับการแลกเปลี่ยนและรับฟังคำแนะนำจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

ข่าว  ภาพ  :  ผานิต ฆาตนาค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

TEEB หนุนไทยนำร่องที่แรกของเอเชีย วิจัยการปลูกข้าวยั่งยืน มอบ มข.ศึกษา

(กรุงเทพมหานคร – 13 พฤศจิกายน 2566 ) –  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ United Nations Environment Programme และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานประชุมเสวนาพร้อมเผยผลการศึกษา เรื่อง “ข้าวยั่งยืน เพื่อชีวิตและธรรมชาติ” ภายใต้โครงการ The Economics of Ecosystems and Biodiversity (TEEB)  โดยมี นายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย Prof. Salman Hussain ผู้แทนจาก United Nations Environment Programme แนะนำโครงการ TEEB Agri Food และปาฐกถาเรื่อง แนวโน้มมาตรฐานข้าวโลก สู่ทิศทางมาตรฐานข้าวไทย การผลิตข้าวเพื่อให้เราดูแลโลก โดย นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมด้วย การนำเสนอผลการศึกษา “Measuring what matters in sustainable rice production” โดย รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่นและคณะ  พร้อมทั้งการเสวนาหัวข้อ “ข้าวยั่งยืน จะยั่งยืนได้ต้องทำอย่างไร” โดย ดร.วัลลภ มานะธัญญา อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย ผู้อำนวยการปฎิบัติการโครงการข้าว (GIZ) นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และ นางสวณีย์ โพธิ์รัง ผู้แทนเกษตรกรปลูกข้าวยั่งยืน ร่วมเสวนา ณ ห้องประชุม Le Lotus1 โรงแรม Swissotel Bangkok Ratchada กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และ หัวหน้าคณะศึกษาโครงการประเมินค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในการพัฒนาระบบผลิตข้าวในประเทศไทย กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าว อยู่ภายใต้การขับคลื่อนโครงการ The Economics of Ecosystems and Biodiversity (TEEB) For Agriculture and food หรือ TEEB AgriFood ประเทศไทย  ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และ EU Partnership Instrument (EUPI) โดยพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และผลกระทบที่มีต่อทุนมนุษย์ละทุนทางสังคม ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าของข้าวไทย โดยอาศัยกรอบการประเมินตามแนวทางของ TEEBAgriFood ซึ่งมีตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแนวคิดเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และผลการศึกษายังสามารถช่วยเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายในการส่งเสริมรูปแบบเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bio Circular Green economy model) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาประเทศ  และเนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารด้านการเกษตรของโลก จึงได้รับเลือกเป็นประเทศนำร่อง โดยเป็นตัวแทนของทวีปเอเชียในการศึกษาเรื่องดังกล่าว คณะผู้จัดทำคาดหวังผลการศึกษาจะนำไปสู่การผลักดันนโยบายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคการผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะเปลี่ยนจากการผลิตข้าวแบบทั่วไปสู่การผลิตข้าวแบบยั่งยืน

รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการผลิตข้าวแบบยั่งยืนนั้น ข้าวต้องมีคุณภาพมีความปลอดภัยในอาหาร ปกป้องสุขภาพและคุ้มครองความปลอดภัยของเกษตรกรผู้ปลูก ผู้ปฏิบัติรวมถึงชุมชน และต้องเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ จากการใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการที่เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า  ทั้งนี้ ในการศึกษาวิจัย ใช้การสร้างฉากทัศน์จำลองการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนพื้นที่ปลูกข้าวแบบทั่วไปและการปลูกข้าวแบบยั่งยืน ระยะเวลา 28 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 – พ.ศ.2593 โดยจะเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ปลูกข้าวแบบยั่งยืน ใน 4 กรณี  คือ  1.) ปกติ  2.)  ปานกลาง  3.) ค่อนข้างสูง  และ 4.) อัตราสูง จากการศึกษาทั้ง 4 กรณีสันนิษฐานได้ว่า ในปี พ.ศ.2593 พื้นที่ผลิตข้าวทั้งหมดของประเทศ จะมีพื้นที่ปลูกข้าวแบบยั่งยืนเพิ่มสูงถึง 4 ล้านไร่  9,600,000 ไร่  29,200,000 ไร่ และ 43,700,000 ไร่ ตามลำดับ

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยได้เลือกสุ่มสำรวจครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลูกข้าวรวมมากกว่า 80% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ และมีผลผลิตรวมกันมากกว่า 80% โดยเป็นพื้นที่รับน้ำฝนและพื้นที่ในเขตชลประทาน ผลการศึกษาพบว่า การปลูกข้าวแบบยั่งยืน ให้ผลที่ดีกว่าในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม  ด้านเศรษฐกิจ และผลกระทบที่มีต่อทุนมนุษย์ละทุนทางสังคม ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าของข้าวไทย โดยผลที่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทุนมนุษย์ ได้แก่ การมีสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรลดลง ทำให้ต้นทุนลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น จึงสร้างผลกำไรต่อไร่เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นการไม่เผาหลังการเก็บเกี่ยวช่วยลด PM2.5 ทำให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทยลดลงด้วย ส่วนการเปลี่ยนแปลงในทุนธรรมชาติ อาทิ การส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากมลพิษทางอากาศซึ่งเกิดจากการเผาหลังการเก็บเกี่ยว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและส่งเสริมคุณภาพน้ำ เป็นต้น

รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า การปลูกข้าวยั่งยืนไม่เพียงสร้างประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก แต่ยังมีส่วนช่วยกระจายผลประโยชน์ในระดับสูงให้กับเกษตรกร โดยหลักๆ ผ่านการปรับปรุงผลผลิตข้าว ลดต้นทุนการเพาะปลูกส่งผลให้มีกำไรมากขึ้น ซึ่งกำไรจากการปลูกข้าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่อาจจูงใจให้เกษตรหันมาใช้วิธีการปลูกข้าวยั่งยืนได้

“การปลูกข้าวแบบยั่งยืน ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรไทย ซึ่งหลังจากนี้ ผลที่ได้จากการวิจัยจะนำไปสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวแบบยั่งยืนมากขึ้น โดยแนวทางจากการรับประกันความเสี่ยงเรื่องรายได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น รวมไปถึงการส่งเสริมเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปแนะนำเกษตรกร เราต้องสร้าง ecosystem ให้ดี โดยหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมกันบูรณาการ เช่น กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน ธกส. และอื่น ๆ มาร่วมสร้างเป็น prototype

เบื้องต้นในฤดูกาลเพาะปลูกปีหน้า มีแผนจะให้มีการปลูกข้าวแบบยั่งยืน ใน 2 จังหวัด คือ ขอนแก่นและร้อยเอ็ด จังหวัดละ  20 หมู่บ้าน และจะขยายให้ถึง 50 หมู่บ้าน ภายใน 1 ปี พร้อมเพิ่มจำนวนเกษตรกรปลูกข้าวยั่งยืนในแต่ละหมู่บ้านด้วย โดยให้หน่วยงานรัฐสามารถมา Plug-in ได้ เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้วเราจะขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวยั่งยืนให้ได้ทั้งจังหวัด ภายใน 5 ปี หลังจากนั้น โมเดลนี้จะสามารถนำไปใช้ได้กับทุกจังหวัดในประเทศไทย โดยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น “ถ้าสร้างตรงนี้ให้เห็นได้ชัด มันจะเกิดโมเมนตัมได้เร็วขึ้น” รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ กล่าวในตอนท้าย  ////


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ยกกองทัพกระเช้าของขวัญและเครื่องใช้ไฟฟ้า จัดโปรโมชั่นกว่า 1,000 รายการ เตรียมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนทุกธุรกิจส่งความสุขให้คนสำคัญ เตรียมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่…จัดเต็มทั้งสินค้าเทศกาลและโปรโมชั่นสุดพิเศษแบบครบจบในที่เดียว ให้ทุกองค์กรเลือกช้อปได้ตามต้องการ ทั้งกระเช้าของขวัญ เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังกว่า 1,000 รายการ และบริการรับผลิตสินค้าพรีเมียมพร้อมสกรีนโลโก้ธุรกิจคุณ ช้อปได้ตลอดทั้งเดือนพ.ย. – ธ.ค. 2566

คุณพฐา รัตนวิศิษฎ์กุล Head of Omni Commercial & Marketing ออฟฟิศเมท    ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ช้อปกระเช้าของขวัญแบรนด์ดัง โปรฯดี ต้องช้อปที่ออฟฟิศเมท…มีทั้งกระเช้าของขวัญยอดนิยมจากแบรนด์ออฟฟิศเมทและ Tops, กระเช้าสินค้าพรีเมียมนำเข้า แบรนด์ WISH, กระเช้าแบรนด์ไทย กระเช้าเพื่อสุขภาพ และ Gift Set จากแบรนด์ดอยคำ, ดอยตุง, SCOTCH, BRAND’S, สบายใจ และอีกมากมาย พร้อมด้วยโปรโมชั่นเอาใจ SME และลูกค้าองค์กร เมื่อซื้อตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ สามารถเลือกรับส่วนลดเงินสดสูงสุด 16% หรือบัตรกำนัล Tops สูงสุด 17,000 บาท (ตามยอดสั่งซื้อที่กำหนด) นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษจากบัตรเครดิตชั้นนำ” อาทิ
     • รับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 3 เดือน หรือรับเครดิตเงินคืนกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน (ตามกำหนด)
     • แลกคะแนนรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 15% กับบัตรเครดิต CardX และ SCB (ตามกำหนด)
     • รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12,000 บาท กับบัตรเครดิต ttb (ตามกำหนด)

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิด ออฟฟิศเมทมีให้เลือกเยอะจุใจ ครบทุกแบบ ทุกสไตล์ พร้อมส่วนลดเพียบ ทั้งแกดเจ็ต เครื่องฟอกอากาศ เครื่องชงกาแฟ กาต้มน้ำ เตาไฟฟ้า กระทะปิ้งย่าง หม้อชาบู และของน่าใช้อีกมากมาย จะซื้อจับฉลาก ซื้อใช้เอง หรือมอบให้ลูกค้าคนสำคัญ ก็ตอบโจทย์ได้ครบ ทั้งคุ้มค่าและดูดีแน่นอน และสำหรับบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการสั่งผลิตของพรีเมียมพร้อมสกรีนโลโก้ สร้างการจดจำให้ธุรกิจคุณ ออฟฟิศเมทยินดีบริการเป็นผู้ช่วยจัดซื้อจัดหาให้ตามต้องการ มีสินค้าทันทุกเทรนด์ธุรกิจ

ทั้งหมดนี้ออฟฟิศเมทจัดเต็มราคาพิเศษตามจำนวนสั่งซื้อ ให้ทุกธุรกิจประหยัดได้มากกว่า สามารถตรวจสอบโปรโมชั่นและช้อปได้สะดวกทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท ช้อปออนไลน์ที่เว็บไซต์ ofm.co.th หรือ Line: @OfficeMate และ Contact Center โทร. 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรี (ตามกำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจ CIO ทั่วโลกกว่า 2,400 ราย ชี้ 45% กำลังเปลี่ยนแปลงบทบาทไปสู่การเป็นเจ้าของร่วม (Co-Ownership) ของความเป็นผู้นำทีมดิจิทัล

โดยซีไอโอและผู้บริหารด้านเทคโนโลยีเห็นตรงกันว่า GenAI เป็นเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนเกม

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 10 พฤศจิกายน 2566 – ผลสำรวจความคิดเห็นประจำปีกับซีไอโอและผู้บริหารด้านเทคโนโลยีทั่วโลกของการ์ทเนอร์ เผยว่า 45% ของ CIO กำลังเริ่มทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับ C-Level ต่าง ๆ ในองค์กรเพื่อนำเจ้าหน้าที่ไอทีและทีมฝั่งธุรกิจมารวมกันเพื่อส่งมอบงานดิจิทัลในสเกลระดับองค์กร

แมนดิ บิสชอป รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “CIO ทั้งหลายเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนทัศน์และการแบ่งบทบาทความรับผิดชอบในการเป็นผู้นำร่วมกับผู้บริหาร C-Level ท่านอื่น ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จทางดิจิทัล ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับแรงกดดันด้านงบประมาณและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และร่วมมือกับฝ่ายบริหารทางธุรกิจเพื่อออกแบบ ส่งมอบ และจัดการความสามารถทางดิจิทัลกับทีมให้อยู่ในจุดที่สร้างมูลค่ามากที่สุด”

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์นำเสนอผลสำรวจที่น่าสนใจระหว่างงาน Gartner IT Symposium/Xpo ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยผลสำรวจ The 2024 Gartner CIO and Technology Executive ได้รวบรวมข้อมูลผู้ตอบแบบสำรวจจากผู้บริหาร CIO จำนวน 2,457 ในอุตสาหกรรมหลัก ๆ จาก 84 ประเทศทั่วโลก ที่มูลค่ารายได้ทั้งในฝั่งภาคเอกชนหรือมีงบประมาณในฝั่งภาครัฐรวมกันประมาณ 12.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นมูลค่าใช้จ่ายไอทีราว 163 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

CIO ยังคงเน้นการส่งมอบบริการดิจิทัลแบบเสรีด้วย GenAI 

ผู้บริหาร CIO วางรากฐานให้กับการส่งมอบทางดิจิทัลอย่างเท่าเทียมกันด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ แพลตฟอร์ม Low-Code โดย 64% ของ CIO กล่าวว่าพวกเขาได้นำมาปรับใช้หรือวางแผนจะใช้ในอีก 24 เดือนข้างหน้า ในด้านของ Generative AI (GenAI)  70% ของซีไอโอระบุว่า GenAI คือเทคโนโลยีสำคัญที่จะมาพลิกเกม ที่จะพัฒนาการส่งมอบบริการดิจิทัลให้เป็นไปตามหลักเสรีได้อย่างรวดเร็วนอกเหนือจากฟังก์ชันไอที แม้จะมี CIO เพียง 9% เท่านั้นที่หันมาใช้เทคโนโลยี GenAI แล้ว แต่มากกว่าครึ่ง (55%) บอกว่าพวกเขาจะนำ Generative AI มาใช้ในอีก 24 เดือนข้างหน้านี้

การสำรวจยังเผยประเด็นสำคัญด้านการลงทุนในอนาคตของ CIO ในปีหน้า ที่ประกอบด้วย ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และด้านแพลตฟอร์มคลาวด์ (ดูรูปที่ 1)

ภาพที่ 1. คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงการลงทุนทางเทคโนโลยีของ CIO ในปี 2567
ที่มา: การ์ทเนอร์ (ตุลาคม 2566) 

จากการสำรวจพบว่า ความเป็นเลิศด้านประสบการณ์ลูกค้าหรือพลเมือง ช่วยเพิ่มผลกำไรจากการดำเนินงานและสร้างรายได้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญที่สุดจากการลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัล (ดูรูปที่ 2)

ภาพที่ 2: ผลลัพธ์ระดับองค์กรที่สำคัญสุดของ CIO มาจากการลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัล
ที่มา: การ์ทเนอร์ (ตุลาคม 2566) 

“ปัจจุบัน CIO ตั้งเป้ามากกว่าการส่งมอบบริการและผลิตภัณฑ์ไอที โดย 42% ของ CIO บอกว่าพวกเขาต้องการเติบโตภายในขอบเขตการทำงานในปัจจุบัน และอีก 43% หวังว่าจะขยายความรับผิดชอบของความเป็นผู้นำไปอีก โดย CIO จะต้องอยู่ในตำแหน่งบนสุดของการส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจเพื่อก้าวไปอีกระดับ” บิชอปกล่าวเพิ่มเติม

CIO สามารถเสริมศักยภาพและเตรียมทีมงานธุรกิจส่งมอบบริการดิจิทัลด้วยโมเดลแฟรนไชส์

การสำรวจยังเผยรายละเอียดด้านโปรไฟล์ของ CIO ที่แตกต่างกัน 3 แบบ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงวิธีการที่ CIO ใช้ในการเร่งความเร็วและปรับขนาดการส่งมอบบริการดิจิทัล: 

  • Operator Mindset มี CIO ประมาณ 55% ที่มีแนวคิดแบบ Operator Mindset โดยรับผิดชอบในด้านดิจิทัลและทำงานร่วมกับผู้บริหาร C-Level อื่น ๆ ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการดิจิทัลเชิงธุรกิจ
  • Explorers ประมาณ 33% ของ CIO อยู่ในประเภท Explorers โดย CIO ในโปรไฟล์นี้มีการทำงานร่วมกับผู้บริหาร C-Level อื่น ๆ และทีมงานธุรกิจในกิจกรรมการส่งมอบบริการดิจิทัลแล้ว
  • Franchisers CIO 12% ที่เหลืออยู่ในกลุ่ม Franchisers ซึ่งมีบทบาทเป็นทั้งผู้นำร่วม (Co-Lead) ผู้ส่งมอบร่วม (Co-Deliver) และผู้กำกับดูแลร่วม (Co-Govern) ในโครงการดิจิทัลที่ต้องทำงานคู่ขนานกับผู้บริหารระดับ C-Level อื่น ๆ โดยจะแบ่งความรับผิดชอบของการส่งมอบกับเจ้าหน้าที่ไอทีและทีมงานธุรกิจที่ทำงานสอดประสานกันอยู่ในทีมที่หลอมรวมจากหลากหลายสาขาความเชี่ยวชาญ

Franchiser CIOs มีแนวโน้มตอบสนองหรือจัดการกับความคาดหวังของผลลัพธ์ทางดิจิทัลได้มากกว่า CIO ในกลุ่ม Operator และ Explorer โดย 63% ของโครงการดิจิทัลใหม่ ๆ ขององค์กรจะบรรลุหรือสำเร็จเกินเป้าหมายเมื่อ CIO นำโมเดลการทำงานแบบแฟรนไชส์มาปรับใช้ เทียบกับ 43% หากยังทำงานอยู่ในโมเดล Operator แบบเดิม ๆ นอกจากนี้ Franchiser ยังช่วยให้การทำงานด้านการจัดการไอทีแบบทั่วไปมีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก อาทิ การพัฒนาความเป็นผู้นำของผู้บริหาร และกลยุทธ์ธุรกิจดิจิทัล

จาเนล ฮิลล์ รองประธานนักวิเคราะห์หลักของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การดำเนินงานด้านการส่งมอบดิจิทัลอย่างเท่าเทียมอย่างต่อเนื่องแสดงถึงความพยายามในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางธุรกิจ ความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาด และความคล่องตัว เนื่องจาก CEO มีความคาดหวังว่า CIO จะสามารถจัดการผลลัพธ์ขององค์กรได้ ดังนั้น CIO จึงต้องบูรณาการและปรับแนวความคิดดิจิทัลใหม่ ๆ ที่ได้รับการเสนอมาจากผู้บริหาร C-Level ในองค์กร โดยการทำงานร่วมกันแบบ Co-Ownership ระหว่างผู้บริหาร CIO และ CXO เพื่อส่งมอบบริการดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนสำคัญขององค์กรที่จะแยกจากกันไม่ได้ และไม่ใช่แค่การทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายความสำเร็จอีกด้วย”

การทำงานในลักษณะแฟรนไชส์ ทั้ง CIO และผู้บริหาร C-Level อื่น ๆ ยังต้องแบ่งความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเทคโนโลยีด้วย เกือบครึ่งหนึ่งของ Franchiser CIO (47%) ยอมรับว่าธุรกิจควรแบ่งความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและความเสี่ยง เทียบกับประเภท Operator ที่มีเพียง 19%

“Franchisers ที่พัฒนาแนวคิดการกำกับดูแลร่วม หรือ Co-Governance Mindset จะทำงานร่วมกับผู้บริหาร C-Level อื่น เพื่อจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล แม้ว่าแต่เดิม 2 ประเด็นนี้เคยอยู่ในความรับผิดชอบของ CIO โดยผู้บริหาร C-Level ตระหนักดีว่า CIO มีหน้าที่หลักสร้างมาตรฐานการกำกับดูแล แต่ยังไม่รับรู้ว่าต้องแบ่งความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านั้นด้วย” ฮิลล์ กล่าวปิดท้าย

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงและมีความเป็นกลาง ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจองค์กร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gartner.com


Exit mobile version