Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัล Excellent Performance Award in Commercial Project จาก HOLOWITS

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร คว้ารางวัล “Excellent Performance Award in Commercial Project” จากงาน “HOLOWITS Autumn 2023 New Product Launch” ภายใต้ธีม “Everything Sensing for an Intelligent World” โดย คุณสุโข อิ่มแสง ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น รับมอบรางวัลจาก Mr. Lance Tang, Chief Marketing Director of HOLOWITS ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

รางวัล “Excellent Performance Award in Commercial Project” จาก HOLOWITS Technologies เป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทที่มีความมุ่งมั่น และความเป็นเลิศจากการดำเนินโครงการในตลาด Commercial ซึ่งได้เน้นการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ มุ่งสู่การนำเสนอโครงการ และเทคโนโลยีของกล้องวงจรปิด ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Face Recognition ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความไว้วางใจให้แก่ตลาด และลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2529 เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ในการประกอบธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการทำธุรกิจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ “เราจะให้บริการอย่างเป็นเลิศแก่ลูกค้าด้วยโซลูชั่นไอทีที่ดีที่สุด”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ คุณฐิติวร คงทิพย์พยัคฆ์ โทร.02-089-4942, Email: thitikon@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้รับการอนุมัติใช้ในประเทศไทย สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนตำรับยาในประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อนำมาใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (LRTI) ระดับรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์ ≤ 35 สัปดาห์) และมีอายุน้อยกว่า 6 เดือนในช่วงฤดูกาลการแพร่ระบาดของ RSV, เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีโรคปอดเรื้อรัง (Bronchopulmonary Dysplasia: BPD) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease: CHD) ที่ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต

ปัจจุบัน ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ผ่านการรับรองให้เป็นตัวเลือกในการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงจาก Respiratory Syncytial Virus หรือไวรัส RSV1 ในประเทศไทย เพื่อลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของเด็กที่มีความเสี่ยงสูง โดยแนะนำให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงสูงเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดฤดูกาลการแพร่ระบาดของ RSV โดยส่วนใหญ่ของการศึกษาทางคลินิกนั้นใช้ยาต่อเนื่องกันนาน 5 เดือน สำหรับในประเทศไทย การระบาดของเชื้อไวรัส RSV มักอยู่ระหว่างช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาวของทุกปี1,2

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแอสตร้าเซนเนก้าในการดูแลและปกป้องทารกกลุ่มเสี่ยงสูงให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการเกิดโรครุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไวรัส RSV ได้สูงกว่าเด็กทั่วไป3,4,5,6 อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV การหาวิธีและกำหนดแนวทางในการป้องกันจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างมาก การประกาศขึ้นทะเบียนตำรับยาแก่ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า จึงนับเป็นก้าวสำคัญและมีความหมายสำหรับทารกกลุ่มเสี่ยงสูงในประเทศไทย สร้างการเข้าถึงแนวทางในการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่รุนแรงหรืออาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้”

เชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กทั่วโลก จากสถิติพบว่ากว่า 90% ของเด็กช่วงวัยสองปีแรกมีประวัติติดเชื้อ RSV มาแล้ว7,8  โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ไวรัสชนิดนี้มีส่วนทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 60% ในเด็ก9 แม้อาการส่วนใหญ่ของ RSV จะไม่รุนแรง คล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะเกี่ยวกับความผิดปกติของปอดหรือหัวใจ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค RSV ที่รุนแรงกว่าเด็กกลุ่มอื่น7 ซึ่งส่งผลให้เด็กต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรืออาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้

จากผลการศึกษาทางคลินิก IMpact-RSV ที่ดำเนินการศึกษาในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนดหรือโรคปอดเรื้อรังในศูนย์วิจัยทั้งสิ้น 139 แห่ง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา10 และผลการศึกษาทางคลินิก CHD 1 ซึ่งเป็นการศึกษาระยะที่ 3 ในกลุ่มทารกที่มีภาวะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด11 พบว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า มีประสิทธิผลในการลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงระยะเวลาที่เข้ารับการรักษา และจำนวนวันที่ต้องได้รับออกซิเจนในการรักษา ซึ่งให้ผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนด (เกิดก่อนอายุครรภ์ครบ 35 สัปดาห์) หรือมีโรคปอดเรื้อรัง และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หลังได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปดังกล่าวจำนวน 5 โดส (15 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม) โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 30 วัน12

โดยการศึกษา Impact-RSV ดำเนินการในกลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือโรคปอดเรื้อรังจำนวน 1,502 คน ระหว่างฤดูกาลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส RSV ในช่วงปี 1996 ถึง 199710 ได้ผลลัพธ์ว่า กลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนดแต่ไม่ได้มีโรคปอดเรื้อรังในทารกแรกเกิด มีอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากไวรัส RSV ลดลงกว่า 78% (8.1% เทียบกับ 1.8%) ในขณะที่กลุ่มที่มีภาวะโรคปอดเรื้อรังในทารกแรกเกิด มีอัตราลดลง 39% (12.8% เทียบกับ 7.9%)10

นอกจากนี้ ผลการศึกษา CHD 1 แสดงให้เห็นว่า การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า แก่ทารกและเด็กเล็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิตเป็นประจำทุกเดือน ช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงได้ถึง 45%11

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้พัฒนาและมีการใช้งานมาแล้วกว่า 25 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เพื่อใช้สำหรับการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย ได้รับสิทธิ์นำภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเข้ามาอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2566

###

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่มีประสิทธิผลยับยั้งฟิวชันโปรตีน (F) ของไวรัส RSV สำหรับป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์ครบ 35 สัปดาห์) ที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนเมื่อถึงฤดูกาลการแพร่ระบาดของ RSV และในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีภาวะโรคปอดเรื้อรัง (Bronchopulmonary dysplasia: BPD) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease: CHD) ซึ่งส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson Mobility เผย 5G อยู่ในช่วงขาขึ้น คาดในปี 2572 ยอดผู้ใช้ 5G ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียพุ่งแตะ 550 ล้านราย

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2566 เกือบหนึ่งในห้าของการใช้บริการมือถือทั่วโลกจะเป็น 5G เนื่องจากการเติบโตนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงการฟื้นคืนสู่สภาพเดิม แม้ว่าจะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินต่อไปและความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ในบางตลาดก็ตาม ตามสถิติที่นำเสนอในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมียอดการสมัครใช้บริการมือถือ 5G รายใหม่ 610 ล้านรายในปี 2566 เพิ่มขึ้น 63% จากปี 2565 ส่งผลให้ยอดรวมทั่วโลกอยู่ที่ 1.6 พันล้านราย หรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 100 ล้านราย

รายงานล่าสุด ซึ่งเป็นฉบับที่ 25 เผยช่วงเวลาการคาดการณ์ทางสถิติใหม่ โดยเปลี่ยนจากปี 2571 เป็นปี 2572 โดยรายงานฉบับนี้ยังระบุชัดเจนว่าบริการ Enhanced Mobile Broadband (eMBB), Fixed Wireless Access (FWA), เกมและบริการอื่น ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์ AR/VR เป็นเคสการใช้งาน 5G ที่พบเห็นบ่อยที่สุดของผู้บริโภคที่ใช้ 5G เป็นกลุ่มแรก ๆ

ภาพรวมในระดับภูมิภาคยอดการสมัครใช้ 5G ในทวีปอเมริกาเหนือยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2566 ภูมิภาคนี้จะมีอัตราการสมัครใช้บริการมือถือ 5G สูงที่สุดในโลกที่ 61% เช่นเดียวกับการเติบโตของการสมัครใช้บริการ 5G ในประเทศอินเดียก็แข็งแกร่งตลอดปี 2566 ซึ่งคาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีการสมัครใช้ 5G เติบโตสูงถึง 11% ซึ่งนับเป็นเวลาสิบสี่เดือนหลังจากการเปิดตัวเชิงพาณิชย์

ในช่วงหกปีระหว่างสิ้นปี 2566 ถึง 2572 คาดว่าการสมัครใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 330% จาก 1.6 พันล้านรายเพิ่มเป็น 5.3 พันล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ 5G จะครอบคลุมพร้อมให้บริการแก่ประชากรทั่วโลกมากกว่า 45% และเพิ่มเป็น 85% ภายในสิ้นปี 2572 โดยคาดว่าทวีปอเมริกาเหนือและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับจะมีอัตราการขยายตัวของ 5G ระดับภูมิภาคสูงสุด อยู่ที่ 92% ภายในสิ้นปี 2572 ตามมาด้วยยุโรปตะวันตกที่คาดว่าจะเข้าถึงที่ 85%

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้างานด้านเครือข่ายของอีริคสัน กล่าวว่า “ด้วยจำนวนผู้ใช้ 5G ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 600 ล้านบัญชีทั่วโลกและเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคปีนี้ ทำให้เห็นได้ชัดว่าความต้องการการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงนั้นยังเข้มข้นอยู่ การเปิดตัว 5G ยังคงดำเนินต่อไปและเรายังเห็นการนำเครือข่าย 5G แบบสแตนด์อโลนมาใช้เพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งโอกาสในการสนับสนุนแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ที่มีความต้องการมากขึ้นสำหรับทั้งผู้บริโภคและองค์กร”

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตต่อสมาร์ทโฟนเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเติบโตขึ้นสามเท่าระหว่างสิ้นปี 2566 ถึงสิ้นปี 2572 โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความสามารถของอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้น คอนเทนต์เนื้อหาต่าง ๆ ที่ต้องใช้ดาต้าจำนวนมากเพิ่มขึ้น และเครือข่ายการใช้งานที่พัฒนาประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

ปีเตอร์ จอนส์สัน บรรณาธิการบริหารของรายงาน Ericsson Mobility Report กล่าวว่า “อัตราการเติบโตของการใช้ดาต้าในเครือข่ายมือถือ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชื่นชอบการใช้แอปพลิเคชันบรอดแบนด์มือถือที่พัฒนายกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง แนวโน้มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใช้ 5G มากขึ้น และมีเคสการใช้งานใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้การใช้ดาต้าเน็ตเติบโตตามมากขึ้น เนื่องจากความคับคั่งของการใช้ดาต้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในอาคารซึ่งผู้คนมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในนั้น จึงมีความต้องการการขยายความครอบคลุมย่านความถี่กลาง 5G ทั้งในอาคารและนอกอาคารเพิ่มขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ 5G ที่ครอบคลุมในทุกสถานที่”

ย่านความถี่กลางสำหรับเครือข่าย 5G หรือ 5G Mid-Band ผสมผสานเอาความจุสูงและความครอบคลุมที่ดี ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการมอบประสบการณ์ 5G เต็มรูปแบบ ปัจจุบันความครอบคลุมของประชากรของย่านความถี่กลางสำหรับเครือข่าย 5G ทั่วโลกมีมากกว่า 40% เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2565 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการใช้งานย่านความถี่กลางขนาดใหญ่ในอินเดีย และยังรวมถึงการใช้งานย่านความถี่กลางหลายแห่งในยุโรปด้วย

รายงานยังสำรวจการเชื่อมต่อไร้สายสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เผย 5G ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและการทำให้เกิดความคล่องตัวที่จำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรวมถึงการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ

ไฮไลท์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ภายในสิ้นปี 2572 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะมียอดสมัครใช้บริการมือถือ 5G สูงประมาณ 550 ล้านราย นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5G เบื้องต้นในภูมิภาคแล้ว ผู้ให้บริการเครือข่ายยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอบริการที่หลากหลายสำหรับทั้งผู้บริโภคและองค์กร โดยการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า การขยายความครอบคลุมของเครือข่าย และการส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อธุรกิจยังมีความสำคัญสูงสุดทั่วทั้งภูมิภาค

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตต่อสมาร์ทโฟนยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย และคาดว่าจะสูงถึงประมาณ 66 กิ๊กกะไบต์ต่อเดือนในปี 2572 เพิ่มจาก 24 กิ๊กกะไบต์ต่อเดือนในปี 2566 หรือเติบโต 19% ต่อปี

นายอิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การขยายความครอบคลุมเครือข่าย และการส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อธุรกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ของผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทย โดยอีริคสันพร้อมสนับสนุนผู้ให้บริการไทยเพื่อมอบประโยชน์ 5G อย่างเต็มประสิทธิภาพให้แก่ทั้งผู้บริโภคและองค์กรในประเทศไทย”

Ericsson Mobility Report ประจำเดือนพฤศจิกายน 2023 ยังมีบทความเชิงลึกอีก 3 บทความ ดังนี้

  • Large-scale 5G SA deployment to drive digital transformation in India.
  • Demand for indoor connectivity driving the need for enhanced performance.
  • 5G-enabled agility in gigafactories and green steel plants

อ่านรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2023 (ลิงก์)

Ericsson Mobility Report เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญในอุตสาหกรรมสำหรับข้อมูลเครือข่าย ประสิทธิภาพ สถิติ และการคาดการณ์นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2554 โดยอิงจากข้อมูลเชิงลึกด้านเครือข่ายทั่วโลกของ Ericsson และพันธมิตร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

EVme ตอกย้ำผู้นำบริการโซลูชันยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร

กรุงเทพฯ – 29 พฤศจิกายน 2566 – บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด (EVme) ผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) บนแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 บูธ B03 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2566 พร้อมเปิดแผนยุทธศาสตร์เดินหน้าสู่เป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเดินทางและการขนส่งอย่างยั่งยืนอันดับหนึ่งของอาเซียน (No. 1 Sustainable Mobility Platform in ASEAN)

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด กล่าวว่า “EVme มีพันธกิจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และในฐานะผู้นำด้านบริการยานยนต์ไฟฟ้า เราเดินหน้าสร้าง EV Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยการขยายขอบเขตบริการใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดให้คนไทยเข้าสู่วงโคจรของการเดินทางที่ยั่งยืนมากขึ้น รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ เทคโนโลยี รวมไปถึงการเงิน การจัดแสดงในปีนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอีกขั้น และยังเป็นการเปิดประตูสู่โลกของยานยนต์ไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ ๆ ได้รู้จักมากขึ้น”  

ภายในงาน EVme ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการทั้ง 4 กลุ่ม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “EV Verse ทุกเรื่อง EV จบ ครบที่ EVme” ประกอบด้วย 1. บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า  เลือก Drivestyle ได้ไม่ซ้ำ ไม่ช้ำค่าดูแล 2. บริการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าออนไลน์ เป็นเจ้าของรถ EV ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว 3. บริการสมาชิก EVme Club แพคเดียวครบ จบเรื่อง EV และ 4. บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งเป็นบริการใหม่ ที่เปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายใต้ความร่วมมือกับ กรุงศรี ออโต้ ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร โดยนำเสนอบริการเช่าใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า “EVme Subs” ชูจุดเด่นของการให้เช่าใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจตลอด 5 ปีแบบ Subscription กับ EV  ทุกค่ายรถยนต์ชั้นนำ ในราคาเดียวตลอดสัญญาอย่างไร้กังวล ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม พร้อมบริการหลังการเช่าสุดพรีเมี่ยม ให้คุณได้ใช้รถได้เต็มที่เหมือนเป็นเจ้าของรถ ขับขี่อย่างอิสระกับการเลือกไดรฟ์สไตล์ที่โดนใจกับการขับรถไม่จำกัดระยะทางในการใช้งานรายวัน พร้อมทั้งยังสามารถเลือกวางเงินประกันสัญญา และค่าเช่าใช้รายเดือน ไม่ต้องกังวลราคาขายต่อ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ตลอดการใช้งาน

ไฮไลท์พิเศษภายในงาน

EVme ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความสนใจอย่าง Hyundai IONIQ 5 First Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังที่การันตีด้วย 3 รางวัลจากเวที World Car Awards 2022 มาจัดแสดง โดยได้รับความไว้วางใจจาก ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ให้นำรถรุ่นดังกล่าวจะเปิดให้เช่าบนแอปพลิเคชัน และการเช่าแบบสัญญาระยะยาว (EVme Subs) บนแพลตฟอร์มของ EVme ที่เดียว ก่อน Hyundai IONIQ 5 รุ่น Standard ที่จะเปิดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วง ไดรมาสที่ 2 ของปี 2567

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญในปีนี้ EVme ยังแตกไลน์ใหม่ รุกตลาด 2 ล้อ โดยมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอิตาลี จากแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Iso (อิโซ่) ภายใต้การบริหารของ นายเฟอร์รุชโช ลัมโบร์กีนี ทายาทตระกูลผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดัง ซึ่ง EVme ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Iso รุ่น UNO-X เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย จักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Iso รุ่น UNO-X โดดเด่นด้วยดีไซน์ล้ำสมัย ที่มาพร้อมสมรรถนะในการขับขี่กับขุมพลังมอเตอร์ Mid drive motor 11Kw ความเร็วสูงสุด 110 Km/h หมดกังวลเรื่องความร้อน ด้วยระบบ Liquid cooling system ราคาพิเศษเฉพาะในงาน 149,999 บาท จากราคาปกติ 175,000 บาท จำนวน 30 คันเท่านั้น

และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามองอย่างแบรนด์ Sleek (สลีค) แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ ที่ EVme เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่าย มาจัดแสดงพร้อมจำหน่ายเป็นครั้งแรก 3 รุ่น ได้แก่ Sleek One มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์แห่งโลกอนาคตซึ่งได้รับรางวัลการันตีจาก IF Design Award ประจำปี 2022 ราคา 47,900 บาท Sleek Play เปิดตัวและจัดจำหน่ายเป็นครั้งแรก พร้อมชุดแต่ง EVme Edition ราคา 69,900 บาท และ Sleek Type V-GT Horizon Edition สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาดและสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมโฉมใหม่ ให้ความพรีเมี่ยมที่มากกว่า ราคาเริ่มต้น 95,000 บาท


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภัยคุกคามไซเบอร์ต่ออุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ: รุนแรง ซับซ้อน และเพิ่มสูงขึ้น อุตฯ เฮลธ์แคร์ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?

โดย Jonathon Dixon รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนของ Cloudflare

อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพหรือ Healthcare กำลังเติบโตกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 115,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 สำหรับประเทศไทย ธุรกิจการดูแลสุขภาพเป็นตลาดขนาดใหญ่และกำลังเฟื่องฟู โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดในโลกสำหรับการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูงและมีราคาเหมาะสม

ระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพเป็นภาคส่วนสำคัญที่กำลังพัฒนาและต้องการนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ หลากหลายกลุ่ม เช่น แพทย์ พยาบาล ช่างเทคนิค และผู้บริหาร บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้จัดทำ จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมหาศาลทุกวัน เช่น เวชระเบียน แผนการรักษา ผลตรวจ และข้อมูลการเรียกเก็บเงิน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อมูลที่รับส่งได้อย่างราบรื่นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวด้วยอย่างมาก

สำรวจภูมิทัศน์ความมั่นคงทางไซเบอร์ในประเทศไทยและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน

การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดไว้คอยปกป้องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญในขณะที่ภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์โดยรวมมีความท้าทายมากขึ้น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 Cloudflare ทำการศึกษาครั้งใหม่เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงการดูแลสุขภาพ และพบว่า 6 ใน 10 (57%) ของผู้ตอบแบบสำรวจจากองค์กรในประเทศไทยประสบปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์มากกว่า 10 ครั้งในปีที่แล้ว และยังทำให้องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยเสียเงินจำนวนมาก โดยผู้ตอบแบบสำรวจสองในสาม (65%) ได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภายในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ อาชญากรทางไซเบอร์กำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ เนื่องจากผลตอบแทนก้อนโตที่จะได้จากข้อมูลผู้ป่วยมาเพื่อการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคล การฉ้อโกงทางการเงิน หรือการโจมตีแรนซัมแวร์

ปัญหาอีกประการหนึ่งมาจากระบบการดูแลสุขภาพที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายราย เช่น ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ บริษัทประกัน บริษัทยา และซัพพลายเออร์บุคคลที่สาม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละรายจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งเท่ากับการเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภัยคุกคามจากคนในและการละเมิดข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจากข้อผิดพลาดของมนุษย์หรือการอนุญาตที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR), การแพทย์ทางไกล และระบบดิจิทัลอื่น ๆ จะเอื้อต่อการเข้าถึง แบ่งปัน และจัดเก็บข้อมูล แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเพิ่มความเสี่ยงใหม่ ๆ ให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์และการละเมิดข้อมูลอีกด้วย

อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เพิ่มและซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากมีนวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมออกมาอย่างต่อเนื่องซึ่งได้เพิ่มความยุ่งยากเข้าไปอีก และการมี Digital Touchpoint ที่มากขึ้นยิ่งทำให้ผู้ไม่หวังดีมีช่องทางโจมตีเพิ่มขึ้นด้วย แต่ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนน้อยกว่าครึ่ง (48%) เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองเตรียมพร้อมป้องกันอุบัติการณ์ด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้เป็นอย่างดี

เมื่ออุปกรณ์ทางการแพทย์เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์ ผู้ป่วยก็ปลอดภัยน้อยลง เห็นได้ชัดว่า เรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าที่เคยสำหรับองค์กรด้านการดูแลสุขภาพคือการนำแนวทางด้านความมั่นคงทางไซเบอร์แบบองค์รวมและเชิงรุกมาใช้ปกป้องข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน เพื่อให้แน่ใจว่าการดูแลสุขภาพจะพร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงักและปกป้องผู้ป่วยจากกิจกรรมที่เป็นอันตรายของเหล่าอาชญากรไซเบอร์

รักษาความปลอดภัยให้ระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ

องค์กรไทยแห่งหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมาตรการป้องกันขณะเข้าถึงข้อมูลควบคู่กับการรักษามาตรฐานข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยอย่างเข้มงวดคือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นผู้นำด้านการแพทย์ของประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี และให้บริการผู้ป่วยปีละกว่าล้านรายจาก 190 ประเทศทั่วโลก

ในฐานะผู้ให้บริการทางการแพทย์ชั้นนำที่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความลับของผู้ป่วยในระหว่างการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งหมด โรงพยาบาลได้ร่วมมือกับ Cloudflare ในฐานะพันธมิตรด้านความปลอดภัย จัดระบบการให้บริการ CDN, Web Application Firewall (WAF) และการจัดการบอทให้พร้อมใช้งานและสอดคล้องกับข้อกำหนด Health Insurance Portability and Accountability Act (HIPAA) และ HITECH ของสหรัฐอเมริกา เมื่อกล่าวถึงการบรรเทาภัยคุกคามในเชิงปริมาณ เช่น บอทและการโจมตี DDoS สิ่งที่เห็นคือ Cloudflare WAF, การจัดการบอท และการจำกัดอัตราจะช่วยหยุดภัยคุกคามที่มุ่งเจาะเว็บไซต์ของโรงพยาบาลและเว็บแอปพลิเคชันในแต่ละเดือนได้เฉลี่ย 37,000 รายการ เห็นได้ชัดว่าขอบเขตของเครือข่ายที่ปลอดภัยมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้โรงพยาบาลหันมามุ่งเน้นการให้บริการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและรักษาความไว้วางใจของผู้ป่วยไว้ต่อไป

โซลูชันด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ที่สำคัญที่องค์กรด้านการดูแลสุขภาพควรพิจารณานำไปปรับใช้:

กรอบการทำงาน Zero Trust: แนวทาง Zero Trust จะตรวจสอบผู้ใช้และอุปกรณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ใด พร้อมใช้การควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวดเพื่อลดปริมาณการลอบเข้าถึงข้อมูลและเพิ่มความปลอดภัย

การรักษาความปลอดภัยเครือข่ายและอุปกรณ์ปลายทาง: การใช้มาตรการขั้นสูง เช่น Firewall ระบบตรวจจับการบุกรุก และสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ปลอดภัย เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่เข้มแข็งของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ โซลูชันการป้องกันอุปกรณ์ปลายทาง เช่น ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและการเข้ารหัส จะช่วยป้องกันมัลแวร์ การละเมิดข้อมูล และการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

การตรวจสอบความปลอดภัยและการทดสอบการเจาะเข้าระบบเป็นประจำ: การตรวจสอบและการทดสอบบ่อยครั้งจะระบุช่องโหว่ ช่วยให้สามารถเสริมความแข็งแกร่งเชิงรุกให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูล

การฝึกอบรมและสร้างการตระหนักรู้แก่พนักงาน: การให้ความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้แก่พนักงาน เช่น การสังเกตอีเมลฟิชชิ่งและการจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงและสร้างวัฒนธรรมที่ตระหนักถึงความมั่นคงทางไซเบอร์

มาตรการเข้ารหัสข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: การเข้ารหัสข้อมูลขณะจัดเก็บและข้อมูลขณะส่งต่อจะช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ป่วย มาตรการความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม รวมถึงการควบคุมการเข้าถึงและบันทึกการตรวจสอบ จะช่วยรับประกันว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและยังรักษาความไว้วางใจของผู้ป่วย

ภูมิทัศน์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่กำลังพัฒนาและการเพิ่มความซับซ้อนของระบบดูแลสุขภาพทำให้เกิดความท้าทายและความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากองค์กรด้านการดูแลสุขภาพในประเทศไทยนำโซลูชันเหล่านี้ไปใช้ ก็จะสามารถปรับปรุงมาตรการด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ของตน และลดการโจมตีทางไซเบอร์ได้

ความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการกำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดทั่วทั้งอุตสาหกรรม เพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ รักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย พร้อมรับประกันถึงความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ การจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ในเชิงรุกและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพย่อมทำให้อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของไทยในภูมิภาคนี้สามารถมอบความมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย ทั้งในด้านการเข้าถึง แบ่งปัน และจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ละเอียดอ่อน พร้อมกับการให้บริการดูแลที่มีคุณภาพสูงและการรักษาความไว้วางใจที่มีต่อระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพไว้ได้

เกี่ยวกับ Cloudflare

Cloudflare, Inc. (NYSE: NET) เป็นบริษัทชั้นนำด้าน Connectivity Cloud ที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานพนักงาน แอปพลิเคชัน และเครือข่ายในทุก ๆ ที่ให้ทำงานได้เร็วขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดความซับซ้อนและต้นทุน ทั้งนี้ Connectivity Cloud ของ Cloudflare เสนอแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและครบวงจรที่สุด เพื่อให้องค์กรสามารถควบคุมส่วนที่จำเป็นต่อการทำงาน พัฒนา และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

Cloudflare ซึ่งขับเคลื่อนโดยหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดและเชื่อมต่อถึงกันมากที่สุดในโลก ได้ปิดกั้นภัยคุกคามออนไลน์หลายพันล้านรายการของลูกค้าทุกวัน ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรหลายล้านแห่ง ตั้งแต่แบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดเล็ก ตลอดจนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร กลุ่มด้านมนุษยธรรม และรัฐบาลทั่วโลก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Connectivity Cloud ของ Cloudflare ได้ที่ cloudflare.com/connectivity-cloud เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกทางอินเทอร์เน็ตล่าสุดได้ที่ https://radar.cloudflare.com

ติดตามเรา: Blog | Twitter | LinkedIn | Facebook | Instagram


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คาลเท็กซ์ เจาะตลาดน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม เปิดตัว “คาลเท็กซ์ เอชแด็กซ์(R) 9500 SAE 40”

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นคาลเท็กซ์ ฮาโวลีน และเดโล่ เจาะกลุ่มตลาดน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมเกรดพรีเมียม ด้วยการเปิดตัว คาลเท็กซ์ เอชแด็กซ์® 9500 SAE 40” น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สชีวภาพ ซึ่งมีสารป้องกันการกัดกร่อนของอุปกรณ์ภายในเครื่องยนต์จากกรด ป้องกันการสึกหรอ ช่วยเพิ่มสมรรถนะและยืดระยะเวลาการทำงานของเครื่องยนต์ อีกทั้งตอบโจทย์ความต้องการของโรงไฟฟ้าพลังงานแก๊สชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

นายสันติศักดิ์ ไทยพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้านับได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีอัตราการขยายตัวตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคครัวเรือน การก่อสร้าง การบริการ ภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของธุรกิจการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตที่ดีขึ้น ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 2.8-3.8% ต่อปี ซึ่งกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวภาพ โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐในพื้นที่ภาคใต้ หรือ ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer: VSPP) คาดว่าการลงทุนจะขยายตัวสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐมีแผนรับซื้อไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ

เชฟรอนเองในฐานะหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมด้านพลังงานระดับโลก เล็งเห็นโอกาสที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมันเกรดพรีเมียม ตอบสนองการขยายตัวของตลาดน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่  คาลเท็กซ์  เอชแด็กซ์® 9500 SAE 40” (Caltex HDAX® 9500 SAE 40) สำหรับเครื่องยนต์แก๊สที่ใช้เชื้อเพลิงจากแก๊สชีวภาพ แก๊สฝังกลบ และแก๊สจากการหมัก ผ่านการพัฒนาสูตรด้วยน้ำมันพื้นฐานระดับพรีเมียม ที่มีปริมาณซัลเฟอร์ ไนโตรเจน และ อะโรเมติกส์ต่ำ ร่วมกับสารเพิ่มคุณภาพที่ประกอบไปด้วย สารช่วยกระจายตัวแบบไร้เถ้า สารยับยั้งการเกิดออกซิเดชัน สารทำความสะอาด และสารป้องกันการสึกหรอ ซึ่งให้ความต้านทานการกัดกร่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดย Caltex HDAX® 9500 SAE 40 ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเครื่องยนต์สี่จังหวะที่ใช้เชื้อเพลิงจากแก๊สชีวภาพ แก๊สฝังกลบ และแก๊สจากการหมัก ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายสำหรับโรงไฟฟ้า และช่วยให้เครื่องจักรทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

Caltex HDAX® 9500 SAE 40 มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยปกป้องและเติมเต็มประสิทธิภาพและการดำเนินงานของเครื่องจักร

· ช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมัน

มีความสามารถในการต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชัน ไนเตรชันที่ยอดเยี่ยม และคุณลักษณะการรักษาความเป็นด่างที่ดี ช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น แม้กระทั่งในเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้ใช้อัตราการป้อนน้ำมันที่ต่ำมาก และใช้งานกับแก๊สจากการฝังกลบที่มีความเป็นกรดสูง

· ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน

ควบคุมการสะสมตัวของตะกอนต่าง ๆ บริเวณลูกสูบที่ดีเยี่ยม ทั้งช่วยป้องกันการสึกหรอของปลอกสูบ ป้องกันการสึกหรอจากการเสียดสี ทำให้อายุการใช้งานของชิ้นส่วนยาวนานขึ้น

· ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

ด้วยปริมาณสารช่วยกระจายเขม่า และสารทำความสะอาดที่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม ช่วยให้เครื่องยนต์มีความสะอาด และความสามารถในการต้านทานการเกิดออกซิเดชัน ไนเตรชัน ช่วยรักษาความหนืดของน้ำมัน และลดการสะสมของตะกอน รวมถึงช่วยป้องกันการอุดตันของไส้กรองและการเกิดตะกอนบนฝาสูบ

· ยืดอายุเครื่องยนต์ไปจนถึงรอบการยกเครื่องใหม่

สารเพิ่มคุณภาพในการต้านทานการสึกหรอ ช่วยป้องกันการสึกหรอของชุดวาล์ว และระดับเถ้าที่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม ยังช่วยควบคุมการสึกหรอของวาล์วได้ดีเยี่ยม ลดปัญหาการชิงจุดระเบิดได้

· เข้ากันได้กับอุปกรณ์บำบัดไอเสีย

สารเพิ่มคุณภาพฟอสฟอรัสต่ำเหมาะสำหรับใช้กับระบบที่มีอุปกรณ์เครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา

“สำหรับในช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เราได้จัดเตรียมแผนการตลาดเพื่อการสร้างแบรนด์ ขยายฐานการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงจัดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ แผนสนับสนุนการขาย และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอื่น ๆ โดยบริษัทฯ มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คาลเท็กซ์ เอชแด็กซ์® 9500 SAE 40 ในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในธุรกิจการผลิตไฟฟ้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ให้การปกป้องเป็นพิเศษ  ช่วยยืดอายุการใช้งานน้ำมันได้นานขึ้น ลดปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่น และลดต้นทุนในการดำเนินงาน ตลอดจนลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากของเสียจากการใช้น้ำมันอีกด้วย นายสันติศักดิ์ กล่าวสรุป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส ฉลองครบ 70 สาขาทั่วไทย ยืนหนึ่งแฟรนไชส์ B2B ที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมั่นใจ

ออฟฟิศเมท พลัส แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฉลองความสำเร็จในโอกาสครบ 70 สาขาทั่วไทย ตอกย้ำการเป็นแฟรนไชส์ B2B ที่ครองใจผู้ประกอบการท้องถิ่นทุกภูมิภาค โดยได้รับความไว้วางใจในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีโมเดลการขายเชิงรุก ออฟฟิศเมท พลัส ได้คัดสรรสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ ให้แฟรนไชส์ซีสามารถขายได้รวมมากกว่า 100,000 รายการ ครอบคลุมครบทุกกลุ่มสินค้าที่ธุรกิจเล็กใหญ่ต้องการ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และอีกมากมาย พร้อมระบบการขายทั้งหน้าร้าน พนักงานขายตรง และ Social Commerce โดยมีบริการจัดส่งถึงลูกค้าทั่วประเทศ ทำให้ร้านแฟรนไชส์ซีมีโอกาสการขายไร้ขีดจำกัด ซึ่งบางสาขาสามารถสร้างยอดขายทะลุล้านบาทต่อเดือน ได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มกิจการ โดยแฟรนไชส์ซีบางท่านได้เห็นโอกาสในการเติบโต และตัดสินใจลงทุนขยายสาขาเพิ่มในหลายพื้นที่

ออฟฟิศเมท พลัส ยังเดินหน้าเปิดรับสมัครแฟรนไชส์ซีรุ่นใหม่ไฟแรงมาร่วมเติบโตแบบ ติดสปีดไปด้วยกัน…! ถ้าคุณคือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าเอกชนและราชการ รักงานขาย และมุ่งมั่นในการเติบโต โดยเฉพาะจังหวัด นครสวรรค์ สระแก้ว พิษณุโลก กระบี่ ลำพูน เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดทั่วไทย ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเป็นคำตอบในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์มืออาชีพได้ฟรี! โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครบจบในที่เดียว! นศ.ปี 1 มข.สุดเจ๋ง พัฒนาเว็บไซต์ “XZAM” รวมลิงก์ข้อสอบพร้อมเฉลย คลังโจทย์เพื่อนักเรียน ม.ปลาย

ข่าวดี !! สำหรับนักเรียนที่กำลังหาข้อสอบเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบเก็บคะแนนในห้องเรียน หรือ กำลังมองหาข้อสอบในการเตรียมตัวสอบเข้าครั้งสำคัญ วันนี้นักศึกษา ปี 1 ในวิชา Advanced Computer Programming คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำเว็บไซต์ “XZAM” ให้บริการรวบรวมข้อสอบและเฉลยในเนื้อหาระดับมัธยมศึกษา พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการนำเสนอแหล่งข้อสอบอื่นที่น่าสนใจ เพื่อเป็นประโยชน์และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระบบการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป

รศ.ดร.กานดา สายแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หนึ่งในอาจารย์ที่ปรึกษากล่าวว่า ในทางเทคนิคนักศึกษาทั้ง 3 คน ได้แก่ นายธัญลักษณ์ ศศิวรินทร์กุล, นายธีร์ธวัช บุตรไทย และ นายพุฒิพงศ์ กิติศรีวรพันธุ์ ได้พัฒนาเว็บไซต์ XZAM โดยใช้ React ที่เป็น JavaScript library และ Bootstrap CSS framework เพื่อแสดงส่วนหน้าตาของเว็บไซต์ให้สวยงามและเหมาะสมกับหน้าจอขนาดต่างๆ และใช้ Google Firebase Authentication API เพื่อจัดการการเข้าระบบของผู้ใช้ และ Firebase Cloud Firestore เพื่อเก็บข้อมูลภายในเว็ปไซต์

“เป็นเรื่องยากที่จะมีข้อสอบครบทุกวิชาอยู่ในที่เดียว เพราะข้อสอบมีการทำใหม่เรื่อย ๆ เว็บไซต์เราจึงสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเปิดให้ผู้ใช้งานได้เข้ามาเสนอแหล่งข้อสอบอื่นๆ ที่น่าสนใจผ่านการล็อกอินเพื่อยืนยันตัวตนป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งบนแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องอัปโหลดไฟล์บนเว็บไซต์แต่ใช้วิธีแนบลิงก์ต้นทางข้อสอบและเฉลย ซึ่งสถาบันติวต่างๆ ก็สามารถแนบลิงก์ข้อสอบพร้อมเฉลยเพื่อโฆษณาสถาบันของตนเองได้”

ขณะที่ นายธีร์ธวัช บุตรไทย กล่าวว่า ในช่วงที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนหลายคนต้องค้นหาข้อสอบเพื่อนำมาฝึกทำโจทย์ต่าง ๆ แต่ละวิชาก็จะต้องไปค้นหาจากหลายแหล่ง นี่คือ Pain point ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อสอบรายวิชาต่าง ๆ ไว้ในแหล่งเดียว

สอดคล้องกับ นายพุฒิพงศ์ กิติศรีวรพันธุ์ ที่ระบุว่า ให้นิยามเว็บไซต์นี้ว่าเป็นแหล่งที่รวบรวมข้อสอบและเฉลยที่กระจัดกระจายมาเก็บเป็นคลังข้อสอบไว้ในที่เดียว เพื่อเป็นการประหยัดเวลานักเรียนที่ต้องการฝึกทำข้อสอบ อีกทั้งเว็บไซต์นี้ยังสามารถทำบุ๊กมาร์กข้อสอบที่ต้องการกลับมาอ่านซ้ำได้อีกด้วย

“เนื่องจากเหตุผลด้านลิขสิทธิ์จึงไม่สามารถนำตัวข้อสอบมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มนี้ได้ ข้อสอบบนเว็บไซต์จึงได้มาจากการค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดและแนบลิงก์ไว้ ซึ่งวิธีการนี้เจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่เสียผลประโยชน์”

ส่วนนายธัญลักษณ์ ศศิวรินทร์กุล กล่าวเสริมว่า เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้นักเรียนที่ไม่ได้มีฐานะหรือผู้ที่ศึกษาด้วยตนเองเกิดความลำบากในการหาข้อสอบเพื่อฝึกทำ เว็บไซต์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยนักเรียนเหล่านี้ให้สามารถเข้าถึงข้อสอบพร้อมเฉลยได้อย่างง่ายดาย สะดวก และรวดเร็ว ทั้งยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ทั้งนี้ ล่าสุด เว็บไซต์สำหรับรวบรวมข้อสอบและเฉลย (XZAM) ได้รับจดแจ้งลิขสิทธิ์แล้ว โดยมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมลิงก์ข้อสอบไว้ 4 หมวด ได้แก่ ชีววิทยา, คณิตศาสตร์, เคมี และฟิสิกส์ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ https://xzam-26219.web.app

//////////////////////

ข่าว : วัชรา น้อยชมภู


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE โชว์ Cutting-edge data Center และ Server Solutions สุดล้ำ ในงาน W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ZTE Corporation ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารชั้นนำระดับโลก ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดงาน W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention  พร้อมร่วมจัดนิทรรศการเชิงกลยุทธ์ เพื่อแสดงเทคโนโลยีและโซลูชัน ด้าน Data Center ศักยภาพสูง สู่ตลาดในประเทศไทย

W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention งานแสดงเทคโนโลยี Data Center ที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง เปิดโอกาสให้ ZTE  ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนและนำเสนอ Cutting-edge Data Center Solutions, Innovative Models และ High-Performance Servers โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการให้บริการและขยายธุรกิจ Data Center และ Server Solutions ที่มีประสิทธิภาพสูงในประเทศไทย
ZTE ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม Data Center มีความมุ่งมั่นต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและจัดหาโซลูชันที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจ โดยพัฒนาเทคโนโลยี Data Center ผ่านประสบการณ์แห่งความสำเร็จมากมาย อาทิ พ.ศ 2557 ให้บริการศูนย์ Modular Data Center ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, พ.ศ. 2558 ให้บริการ end-to-end data center solutions ยิ่งไปกว่านั้น  ZTE ยังคงมุ่งมั่นต่อการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดย พ.ศ.2560 ZTE กลายเป็นบริษัทแรกที่ให้บริการ Fully-Modular Data Center และ พ.ศ. 2563 ZTE  คือบริษัทแรกที่นำ แอปพลิเคชัน Data Center ให้บริการ Fully-Modular Data Center ระหว่างประเทศในรูปแบบ edge-DCs.

ในแถบเอเชีย หลายประเทศ มีรายได้เติบโตจาก Data Ceter อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ 5G, cloud computing, big data, AI, and VR/AR, โดยผลักดันให้เกิดความต้องการใช้ server ที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ZTE จึงได้นำเสนอบริการ server และ Data Center อย่างครบวงจร รวมไปถึง General-Purpose Server, Heterogeneous Servers, Liquid Cooling Servers, All-flash Storage, Mixed-flash Storage และ Distributed Disk Array เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ

ตั้งแต่ พ.ศ. 2548  ZTE ได้ดำเนินการติดตั้ง Server ในระดับภูมิภาค จำนวนมากกว่า 50 ประเทศ ครอบคลุม ด้านการสื่อสาร, อินเทอร์เน็ต, การเงิน, พลังงาน, กิจการภาครัฐ, การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ สำหรับ ในปีนี้  ZTE เปิดตัว Server ใหม่  จำนวน 5 รุ่นด้วยกัน  ได้แก่ R5200 G5 high-density server, R5300 G5 full-scenario universal server, R5500 G5 mass storage server, R6500 G5 heterogeneous computing power server, and R8500 G5 high-performance server ทั้งนี้ ได้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ ในงาน W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention

ศูนย์ข้อมูลแบบ Modular  และ Prefabricated Data Centers : อนาคตอันทรงประสิทธิภาพ
โซลูชันศูนย์ข้อมูลของ ZTE ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรม โดยมี Modular เป็นแกนหลักการปรับความต้องการใช้พื้นที่และพลังงานให้เหมาะสม อีกทั้ง พัฒนาการใช้งานด้วยส่วนประกอบที่ผสานรวมกันได้อย่างลงตัว ศูนย์ข้อมูลแบบ Modular ของ ZTE สามารถช่วยลดเวลาและต้นทุนในการติดตั้งได้อย่างมาก นับเป็นทางเลือกของธุรกิจที่ต้องการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในการประมวลผลข้อมูลอย่างไร้ข้อจำกัด

ศูนย์ข้อมูลสีเขียวและประหยัดพลังงาน: อนาคตที่ยั่งยืน
ความยั่งยืน นับเป็นหัวใจสำคัญของโซลูชัน ดังนั้น Data Center ของ ZTE จึงใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการนำระบบทำความเย็นที่ประหยัดพลังงาน การบูรณาการพลังงานหมุนเวียน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ยังช่วยประหยัดในการดำเนินงานอย่างอย่างมากอีกด้วย

การปรับใช้อย่างรวดเร็ว: ตอบสนองความต้องการความเร็ว
ปัจจุบัน ธุรกิจมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ความเร็ว คือสิ่งสำคัญ ดังนั้น Data Center ของ ZTE จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่รวดเร็ว ทำให้เกิดความมั่นใจ และพร้อมกับการทำงานในเวลาที่สั้น คุณสมบัติในการประมวลผลได้เร็ว ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อธุรกิจที่มีความต้องการประมวลผลข้อมูลเร่งด่วน รวมไปถึง ผู้ที่ต้องการขยายขีดความสามารถของ Data Center ในทันที

การดำเนินงานและการบำรุงรักษาอัจฉริยะ: แนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น
Data center solutions ของ ZTE มาพร้อมระบบการทำงานและบำรุงรักษาอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ โดยระบบปฏิบัติการ ZTE’s iDCIM Data Center Intelligent ได้การรับรองความปลอดภัยเครือข่ายอุตสาหกรรม IEC 62443 ในระดับสากล จากองค์กรที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ระบบสามารถติดตามและจัดการจากระยะไกล การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ และการตรวจจับข้อผิดพลาด ทำให้มั่นใจได้ว่า การทำงานจะไม่หยุดชะงักและช่วยลดเวลาพักการทำงานให้เหลือน้อยที่สุด ด้วย ZTE’s intelligent solutions จะอำนวยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังรักษาประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูลให้อยู่ในระดับสูงสุดอีกด้วย

ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ: การปกป้องข้อมูลของคุณ
ความปลอดภัยของข้อมูล คือสิ่งสำคัญสูงสุดยุคดิจิทัล โดย ZTE’s Data Center Solutions สร้างด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของคุณ ลดความซ้ำซ้อนในระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็น ความปลอดภัยทางกายภาพ และเทคโนโลยีดับเพลิงขั้นสูง ได้รับการบูรณาการ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งาน Data Center ได้อย่างต่อเนื่อง

ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการประมวลผลอันทรงพลัง
เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ใหม่ของ ZTE มีโปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® รุ่นที่สี่ที่ปรับขนาดได้ล่าสุด พร้อมกลไกเร่งความเร็วในตัวที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรองรับคอร์สูงสุด 120 คอร์ในสองซ็อกเก็ต เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มอบพลังการประมวลผลที่ทรงพลังและแบนด์วิธหน่วยความจำสูงด้วยการออกแบบที่มีสล็อตหน่วยความจำ DDR5 32x ด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 4,800MT/s ประสิทธิภาพแบนด์วิธเพิ่มขึ้น 50% และรองรับหน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ ซีรีส์ 300 (Crow Pass) นอกจากนี้ PCIe 5.0 ใหม่ยังปรับปรุงแบนด์วิธได้ถึง 150% และมอบความสามารถในการเร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์อันทรงพลัง

มีเสถียรภาพและเชื่อถือได้สำหรับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูง
เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ล่าสุดได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อรวมการปรับปรุงการออกแบบการกระจายความร้อน โมดูลพลังงาน และโครงร่างของเมนบอร์ด โมดูลจ่ายไฟรองรับการสำรองข้อมูล 1+1 และพัดลมรองรับการสำรองข้อมูล N+1 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบได้อย่างมาก ฮาร์ดดิสก์และแหล่งจ่ายไฟของส่วนประกอบหลักรองรับการสับเปลี่ยนทันที นอกจากนี้ เซิร์ฟเวอร์ ยังติดตั้งฮีตไปป์ทองแดงประสิทธิภาพสูงที่ลดความต้านทานความร้อนลง 15% และอุณหภูมิของ CPU ลง 5°C ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดการกระจายความร้อนของ CPU ด้วยกำลังสูงสุด 350W ของซีรีส์ EagleStream

เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว สำหรับโซลูชั่นระบายความร้อนด้วยของเหลวของศูนย์ข้อมูล
เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ใหม่ยังรองรับเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวอีกด้วย เทคโนโลยีนี้ซึ่งอาศัยแผ่นทำความเย็นสามารถให้ PUE ที่ดีกว่าได้ นอกจากนี้ สามารถเชื่อมต่อแผ่นทำความเย็นและท่อ สามารถตรวจสอบท่อทั้งระบบได้อย่างชาญฉลาด อีกทั้ง ยังแจ้งเตือน ในกรณีที่เกิดมีของเหลวรั่วไหล ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ของ ZTE นำเสนอโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ ในขณะเดียวกันก็รับประกันความมั่นใจในการใช้สินค้าอย่างเต็มที่
ในการที่ ZTE เป็นผู้สนับสนุน การจัดงาน  W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention ในประเทศไทย เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะให้บริการในประเทศไทย โดย ให้บริการ Data Center และ Server Solutions มีความโดดเด่นและให้ความมั่นใจในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน ระบบอัจฉริยะ และความปลอดภัย  สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจในประเทศไทย ในการนำเสนอนวัตกรรมของ ZTE พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการให้บริการ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัยในประเทศไทย
เกี่ยวกับ ZTE

ZTE  เชื่อมโยงโลกด้วยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับอนาคตที่ดีกว่า ด้วยบริการด้านเทคโนโลยี โดยนำ เสนอนวัตกรรมและโซลูชันอย่างครบวงจร ครอบคลุมไปถึง อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์มีสาย และบริการด้านโทรคมนาคมทั้งหมด ทั้งนี้ ZTE คือผู้ให้บริการแก่ ผู้คนทั่วโลกจำนวนมากถึงหนึ่งในสี่ โดยทุ่มเทที่จะเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะและสร้างการเชื่อมต่อให้เกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ZTE เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.zte.com.cn/global


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โค้งสุดท้าย!! โอนดี แจกฟรีเทสล่า DeeMoney แจกโชคใหญ่รวมกว่า 3.5 ล้านบาท

หลังจากที่ DeeMoney ฟินเทคสัญชาติไทย ผู้ให้บริการในด้านแพลตฟอร์มการโอนเงินไปต่างประเทศ รองรับมากกว่า 26 สกุลเงิน ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดตัวแคมเปญใหญ่ DeeMoney โอนดีแจกฟรีเทสล่า” ไป ก็ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นจำนวนมาก

ถือว่า DeeMoney ได้สร้างปรากฏการณ์การแจกและลุ้นโชคครั้งใหญ่ให้กับวงการฟินเทคบ้านเรา ซึ่งของรางวัลมีมูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านบาท ได้แก่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า “เทสล่า โมเดล 3” มูลค่า 1,649,000 บาท จำนวน 1 รางวัล, ทองคำ หนัก 2 บาท มูลค่า 65,600 บาท จำนวน 5 รางวัล, สมาร์ทโฟน iPhone 14 Pro Max ความจุ 128GB มูลค่า 44,900 บาท จำนวน 5 รางวัล, รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 110i รุ่นใหม่ปี 2022 มูลค่า 37,100 บาท จำนวน 5 รางวัล, AirPods Pro Gen 2 มูลค่า 8,990 บาท จำนวน 20 รางวัล, บัตรกำนัลเงินสด Lotus’s E-Voucher มูลค่า 4,000 บาท จำนวน 30 รางวัล และ สิทธิ์การงดเว้นค่าธรรมเนียมการโอน (5 ครั้ง/ท่าน) มูลค่า 675 บาท จำนวน 1,000 รางวัล

เดือนนี้ถือเป็น “โค้งสุดท้าย!!” สำหรับการลุ้นโชคใหญ่ เพียงดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชัน DeeMoney ในการโอนเงินไปต่างประเทศขั้นต่ำ 1,000 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมและภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ก็จะได้รับสิทธิพิเศษนี้ทันที  “ยิ่งโอนมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก” (ทุกการโอน 1 ครั้ง รับ 1 สิทธิ์) 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม “DeeMoney โอนดี แจกฟรีเทสล่า” ได้ที่เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ www.deemoney.com ห้ามพลาด! กับโค้งสุดท้าย ในการร่วมลุ้นรางวัลกว่า 3.5 ล้านบาท วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 นี้เท่านั้น (ประกาศรายชื่อผู้โชคดี 14 ธันวาคม 2566) ไม่แน่..ผู้โชคดี “อาจเป็นคุณ”

เกี่ยวกับ DeeMoney

ดีมันนี่ (DeeMoney) เป็นบริษัทฟินเทคผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ ที่เติบโตเร็วที่สุดของประเทศไทย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินระหว่างประเทศทั้งขาเข้า (Inbound) และขาออก (Outbound) โดยบริษัทได้รับ 4 ใบอนุญาต จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง

1.ใบอนุญาตตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศ เลขที่ใบอนุญาต MT125590013

2.ใบอนุญาตบุคคลรับอนุญาต เลขที่ใบอนุญาต MC125560021

3.ใบอนุญาตการให้บริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ใบอนุญาต บ(4) 033/2561)

4.ใบอนุญาตการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ใบอนุญาต บ(2) 001/2565)

DeeMoney มุ่งมั่นต่อยอดธุรกิจจากการใช้เทคโนโลยี ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และมีความโปร่งใส เพื่อสร้างระบบการเงินที่ขับเคลื่อนสำหรับคนทั่วโลก

บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดย คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช และคุณรัศเมฆ ศรีเศรษฐี สองนักธุรกิจที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เป็นผู้ประสบความสำเร็จจากการการดำเนินธุรกิจ VoIP นำเสนอบริการล้ำสมัย เขย่าวงการโทรคมนาคม ที่มอบบริการด้านระบบโทรศัพท์ในราคาคุ้มค่าและให้บริการลูกค้า ธุรกิจกว่าหลายล้านราย ปัจจุบัน DeeMoney เป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศ ประเภทสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ทีมงานและผู้บริหารของ DeeMoney ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในแวดวงการเงินการธนาคาร เทคโนโลยี และกลุ่มฟินเทค


Exit mobile version