Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเซอร์ เผยวิสัยทัศน์ “Conscious Technology” ร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาธิตโซลูชั่นการกักเก็บพลังงานและแนวคิดผลิตภัณฑ์ในงาน COP28 ที่ดูไบ

ประเทศไทย, 20 ธันวาคม 2566 – เอเซอร์ อิงค์ เผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ “Conscious Technology” ที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยการคำนึงถึงอนาคต พร้อมเผยความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหาทางสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง นำเสนอสองโซลูชั่นสำหรับ energy storage  รวมถึงนิทรรศการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่นำเสนอแนวคิดเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้บุคคลทั่วไปเข้าชมที่ประเทศดูไบ

เอเซอร์เข้าร่วมโครงการ RE100 ด้วยความมุ่งมั่น ว่าภายในปี 2578 จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และจะบรรลุเป้าหมาย Net-Zero ภายในปี 2593 ในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศของโลก เอเซอร์มุ่งมั่นที่จะขยายผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินงานร่วมกับซัพพลายเออร์ของเอเซอร์ซึ่งมีจำนวน 60% ที่มุ่งมั่นในการปฏิบัติตามแนวทาง RE100 และร่วมกำหนดเป้าหมายตามหลักทางวิทยาศาสตร์ (SBT) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะใช้พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) 20-30% ในคอมพิวเตอร์และมอนิเตอร์ภายในปี 2568 ซึ่งในปี 2565 ได้บรรลุการใช้พลาสติก PCR ไปแล้ว 17%

เอเซอร์มีความพยายามในการร่วมแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการนำเสนอแนวคิดต่างๆ ในงาน COP28 นี้ อาทิเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ Vero ที่มีการใช้วัสดุจากพลาสติกรีไซเคิลในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น โครงการริเริ่มอย่าง Project Humanity ที่ให้ความรู้และรวมพนักงานทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างกรอบการทำงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแพลตฟอร์ม Earthion ที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซัพพลายเออร์ ซัพพลายเชน รวมถึงพนักงานให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและโซลูชั่นแบบบูรณาการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งทางทะเลด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) และร่วมกับพาร์ทเนอร์ด้านการผลิตในการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน โดยทั้งหมดนี้คือโครงการริเริ่มบางส่วนภายใต้ Earthion 

นายเจสัน เฉิน ประธานและซีอีโอ เอเซอร์ อิงค์. กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องเร่งการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพื่อรับมือและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ในปี 2565 กลุ่มบริษัทเอเซอร์ ได้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนถึง 44% และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย100% การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจึงจะเป็นกุญแจสำคัญในเทคโนโลยีด้านการกักเก็บพลังงาน และเรากำลังดำเนินการอย่างแน่วแน่เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนและเสนอโซลูชั่นที่ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมของเราให้เหลือน้อยที่สุด”

ในฐานะที่เอเซอร์มีความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เอเซอร์ได้นำเสนอโซลูชัน front-of to behind-the-meter ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการกักเก็บพลังงานด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรื่ที่ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงในอุตสาหกรรม การเปิดตัวโซลูชั่นนี้จะช่วยขยายพอร์ตโฟลิโอของเอเซอร์ให้กว้างยิ่งขึ้น

นิทรรศการภายใต้ธีม “Conscious Technology for a Brighter Tomorrow” ได้นำเสนอถึงความมุ่งมั่นของเอเซอร์ในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบและผลิตโดยคำนึงถึงอนาคต นิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงที่ Alserkal Avenue ในดูไบ โดยเน้นผลิตภัณฑ์และบริการภายใต้แนวคิดวิถีชีวิต 4 แบบ:

  • แนวคิดสำหรับการทำงาน: ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบครอบคลุม ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของเอเซอร์ พร้อมการอัปเกรดแพ็กเกจสมาชิก รับบริการและซ่อมบำรุงได้โดยการคลิกเพียงปุ่มเดียว และยังสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ
  • แนวคิดสำหรับการเรียนรู้: พัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยโรงเรียน/สถานศึกษาในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ นักเรียนจะสามารถเรียนในสภาพแวดล้อมและอากาศที่ดีได้โดยใช้แล็ปท็อปที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาใหม่ พร้อมกับเครื่องมือที่ช่วยให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แนวคิดสำหรับการเดินทาง: เครือข่ายสถานีชาร์จที่มีฮับสำหรับชาร์จจักรยานไฟฟ้า และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ชารจ์ได้รวดเร็วพร้อมใช้งาน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางพร้อมเครื่องมือต่างๆ เช่น การอาศัยข้อมูลด้านผังเมืองโดยอาศัยข้อมูลและการคาดการณ์โครงสร้างพื้นฐานของไมโครโมบิลิตี้ที่จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงระบบการขนส่งสำหรับผู้คนได้มากขึ้นและช่วยส่งเสริมการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานของสมาร์ทซิตี้
  • แนวคิดเพื่อการอยู่อาศัย: ระบบที่รองรับอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ โดยการสั่งงานผ่านทางแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นิทรรศการได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมที่ศูนย์ศิลปะแห่งดูไบ, Alserkal Avenue, ศูนย์ศิลปะแห่งดูไบ เมื่อวันที่ 7-12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผู้ข้าชมจะได้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมแนวคิดแบบใหม่ ๆ เพื่อการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนจากเอเซอร์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE ผสาน TRUE ให้บริการเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ร่วมสร้างสังคม FTTR [Fiber to The Room] แห่งแรกในไทย

ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลก และ True Corporation ร่วมกันพัฒนาแนะนำเสนอโซลูชั่น Wi-Fi ออปติคอล สำหรับอุตสาหกรรมระดับชั้นนำ เพื่อให้บริการแก่ Wyndham Royal Lee Phuket

ปัจจุบันประเทศไทยมียอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ [FBB] อยู่ประมาณ 14.27 ล้านราย  โดยมีจำนวน 58.96 เป็นกลุ่มผู้ใช้ในบ้านเรือน ในขณะที่มีผู้ใช้เทคโนโลยี Fiber To The Home (FTTH) เป็นจำนวนถึง 95% ของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ [FBB] ดังนั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานและวิดีโอรายใหญ่ของประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดและยกระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ด้วยแพ็คเกจบริการที่ดีที่สุด

Wyndham Royal Lee Phuket อยู่ในระดับไฮเอนด์ ภายใต้การบริการงานของ Wyndham Hotels and Resorts ที่เปิดให้บริการมานานหลายปี จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ให้มีความทันสมัย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเทอร์เน็ต Wi-Fi กับลูกค้ายุคใหม่  ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความความร่วมมือจาก ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเข้าร่วมปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ให้กับ Wyndham Royal Lee Phuket โดยนำโซลูชัน Wi-Fi ออปติคอล สำหรับอุตสาหกรรมระดับชั้นนำ เพื่อให้บริการตรงกับความต้องการเฉพาะของโครงการ

อินเทอร์เน็ต Wi-Fi  คือ จุดยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงานของ Wyndham Royal Lee Phuket

การพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม (Smart home) หรือ เครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ความละเอียดสูง ที่ต้องการโซลูชั่นในการเข้าถึงแบนด์วิดธ์แบบ Very High-Speed Digital Subscriber Line (VDSL) 100 Mbps ในขณะที่ ระบบอินเทอร์เน็ตแบบเดิมของ  Wyndham Royal Lee Phuket  ไม่สามารถตอบสนองความต้องการการใช้งานของลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

หลังจากทราบความต้องการของ Wyndham Royal Lee Phuket สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ประสิทธิภาพสูง โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด นำเสนอโซลูชั่นเครือข่ายออปติคอลในรูปแบบ Fiber To The Room (FTTR) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด  สามารถบริการ Gigabit Bandwidth ไปยังห้องพักทุกห้อง โดยจะนำเข้ามาให้บริการแก่ Wyndham Royal Lee Phuket ทั้งบริการ บรอดแบนด์ True Online และ บริการ FTTR ของ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อ Wyndham Royal Lee Phuket เปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะมีศักยภาพในการใช้งาน Gigabit Bandwidth  คุณภาพสูง และครอบคลุมไปถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ในห้องพักทุกๆห้องที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ลูกค้า ได้รับประสบการณ์การการใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่มีความรวดเร็วและมีความเสถียรสูง พร้อมกับยกระดับภาพลักษณ์ของ Wyndham Royal Lee Phuket อีกด้วย

บริการ FTTR Networking Solution เต็มรูปแบบ

True Online ได้มีการใช้งาน Dual-band Wi-Fi 6 Optical Network Terminals (ONTs) และ Mesh Access Points (APs) ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านแบนด์วิธ ในฐานะผู้นำในประเทศไทย โดย True Online ได้ดำเนินการทดสอบระบบเครือข่าย FTTR ร่วมกับ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด จนได้รับผลที่น่าพอใจในระดับสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี FTTR ของ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีความล้ำสมัย สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานภายในบ้านและภายในองค์กร อาทิ ธุรกิจโรงแรม และ ธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น  เมื่อพิจารณา ระดับความต้องการใช้งานของ Wyndham Royal Lee Phuket แล้วจึงตัดสินใจติดตั้ง ONT จำนวน 26 ห้องในแต่ละชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกห้องมีห้อง ONT ที่แยกจากกัน ซึ่งตำแหน่งในการติดตั้งอุปกรณ์ FTTR  วิศวกรของ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด จะเลือกจุดติดตั้งอย่างพิถีพิถัน เพื่อรับประกันความแรงของสัญญาณ Wi-Fi เต็มรูปแบบในทุกมุมของห้องพัก และในส่วน True Online จะให้บริการผ่านแพ็กเกจความเร็วสูง 2 Gbps เพื่อการใช้งานบนแบนด์วิธที่สูง ของอุปกรณ์ FTTR อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่ลูกค้าจะได้รับพึงพอใจในบริการสูงสุด

Wyndham Royal Lee Phuket ให้บริการอินเทอร์เน็ต แบนด์วิธสูง และ Wi-Fi ระดับพรีเมี่ยม ผ่าน ZTE FTTR ด้วยคุณสมบัติเด่น 4 ประการ:

  • เพิ่มแบนด์วิดท์ สู่ระดับ Gigabit ที่ให้ความเร็วเป็นพิเศษ  ผสานกับระบบใยแก้วนำแสง (Fiber optic) และเทคโนโลยี Wi-Fi 6  เพื่อป้องกันการลดความเร็วลง และเพื่อความมั่นใจในการใช้งานผ่านประสบการณ์ที่ดี  ทั้งการเล่นเกมส์การสตรีมวิดีโอรวมไปถึงการประชุมที่ให้ความเสถียรสูง
  • ครอบคลุมเต็มรูปแบบและไร้จุดบอด: ขยายไฟเบอร์จากกล่องข้อมูลไปยังห้องพักทุกห้อง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งาน Wi-Fi ได้อย่างทั่วถึงทุกจุด ด้วยอัตราการส่งข้อมูลความเร็วสูง สามารถป้องกันการรบกวน ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกมุมห้อง จะได้รับสัญญาณแรงอย่างเต็มอัตรา
  • ระบบโรมมิ่งอัจฉริยะ และกระจายสัญญาณอย่างราบรื่น : โดยการตรวจจับ อัลกอริธึม ผ่านโรมมิ่งอัจฉริยะ จะช่วยให้การส่งสัญญานในทุกเสี้ยววินาทีมีความเสถียร  สัญญาณไม่หยุดชะงัก แม้ว่าลูกค้าจะเดินสัญจรไปมาภายในอาคาร
  • พื้นที่ขนาดใหญ่และการเชื่อมต่อที่หลากหลาย: แต่ละชั้นมีเครือข่ายครอบคลุมเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยฮอตสปอต Wi-Fi จำนวนมากถึง 26 จุด พร้อมกับ เชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะได้สูงสุด 256 เครื่อง


สร้างประสบการณ์ใหม่ในระบบออพติคอล (Optical System) เต็มรูปแบบ

True Online ให้บริการ แบนด์วิธ 2 Gbps ใช้งานควบคู่กับ ZTE FTTR จะพลิกโฉมการใช้งานอินเทอร์เน็ต ด้วยประสบการณ์ใหม่ ที่มอบให้กับลูกค้าของ Wyndham Royal Lee Phuket โดยมั่นใจว่าจะสร้างความพึงพอใจต่อการใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด ยังวางแผนที่จะร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านเครือข่ายอย่างดีที่สุด สำหรับ บริการ FTTR โดย True Online หลังจากเปิดตัวในประเทศไทย ถือว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากองค์กรธุรกิจต่างๆ  เนื่องจากการใช้งานที่หลากหลาย สามารถที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจการ ขยายธุรกิจและบริการให้เติบโตได้เป็นอย่างดี  โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำตลาด FBB ของประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อให้บริการกับองค์กรธุรกิจต่างๆ  โดยมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ชีวิตดิจิทัลที่มีชีวิตชีวา และสมบูรณ์ยิ่งขึ้นให้กับคนไทยทุกคน
 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Alipay+ จับมือพาร์ทเนอร์อีวอลเล็ท ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในแคมเปญระดับโลกส่งท้ายปี

ประเทศไทย19 ธันวาคม 2566 – Alipay+ แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านมือถือในเครือบริษัทแอนท์ อินเตอร์เนชันแนล (Ant International) เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั่วโลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่ผู้ใช้อีวอลเล็ทชั้นนำ 5 รายในเอเชีย ซึ่งได้แก่ TrueMoney (ไทย), Alipay (จีนแผ่นดินใหญ่), AlipayHK (เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน), Touch ‘n Go eWallet โดย TNG Digital (มาเลเซีย) และ GCash (ฟิลิปปินส์) 

แคมเปญนี้จะจัดถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยจะเปิดตัวครั้งแรกสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในไทย เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อเสนอพิเศษมากมายภายใต้ความร่วมมือกับธุรกิจชั้นนำระดับโลก เช่น ComfortDelGro Taxi, Daimaru Matsuzakaya, Galaxy Macau, King Power และ Lotte Duty Free รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีในท้องถิ่น เช่น Durian BB ในมาเลเซีย และ IJOOZ ในสิงคโปร์ ซึ่งมอบทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุมสำหรับนักท่องเที่ยว 

สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ

แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบในตลาดต่าง ๆ ที่ให้บริการ Alipay+ ด้วยการดำเนินโครงการ ESG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

แคมเปญนี้มอบข้อเสนอสุดพิเศษจาก Alipay+ และพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เช่น แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตมือถือฟรีในต่างประเทศ ส่วนลดในแอปสำหรับเครือข่ายร้านค้ามากมายของ Alipay+ และโอกาสที่จะได้รับส่วนลด 100% จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ  นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังได้รับรางวัลจากการใช้บริการชำระเงินดิจิทัลแทนการใช้เงินสด การเลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ การพกพาแปรงสีฟันของตัวเองเพื่อใช้ระหว่างท่องเที่ยวแทนการใช้แปรงสีฟันแบบใช้แล้วทิ้ง รวมถึงการไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่นที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

ดร. เชอร์รี่ หวง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการผู้ค้าออฟไลน์ Alipay+ ของ แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “แคมเปญส่งท้ายปีของเรานอกจากจะเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแล้ว ยังมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนเช่นเดียวกับเรา โดยนับเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สำรวจโลกอย่างมีความรับผิดชอบ”

บริการชำระเงินดิจิทัลช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศให้กับเอสเอ็มอีในท้องถิ่น โดยในปี 2566 ขณะที่อาลีเพย์ขยายความร่วมมือกับองค์กรบัตรระหว่างประเทศรายใหญ่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือบัตรที่เป็นชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศจีน Alipay+ ได้นำอีวอลเล็ท 10 รายของเอเชีย และแอปธนาคารมาสู่จีนแผ่นดินใหญ่เพื่อรองรับผู้ใช้ระหว่างการเดินทาง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการขยายช่องทางการชำระเงินชั้นนำระหว่างประเทศ ส่งผลให้ในปี 2566 ผู้ค้ามากกว่าสามล้านรายในจีน รวมถึงร้านค้าขนาดเล็ก สามารถทำธุรกรรมระหว่างประเทศครั้งแรกบน Alipay+

เนื่องจากการท่องเที่ยวบริเวณทางตอนใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ค้าชั้นนำกว่า 220 รายในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน จึงได้เข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขายส่งท้ายปีเพื่อดึงดูดผู้ใช้ AlipayHK และ mPay ด้วยแพ็คเกจส่วนลดมูลค่าสูงถึง 14,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,793 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

เพื่อติดตามผลกระทบด้าน ESG ของแคมเปญนี้ Alipay+ จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (CUHK) และคณะที่ปรึกษาที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยซิงหัว มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยเจนีวา และมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น เพื่อตรวจวัดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของนักท่องเที่ยว ผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่น วัฒนธรรม และชุมชน รวมไปถึงผลกระทบต่อธุรกิจในอีโคซิสเต็มส์

บรูซ จาง ซีอีโอของ IJOOZ ผู้ให้บริการตู้จำหน่ายน้ำผลไม้ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ในแต่ละปี IJOOZ มีเนื้อและเปลือกส้มจำนวนมากจากกระบวนการผลิต เรารีไซเคิลของเสียจากส้ม เปลี่ยนให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Alipay+ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนสิงคโปร์”

Alipay+ ในปี 2566: ปีแห่งการเติบโตและการขยายความร่วมมือ

นับตั้งแต่ที่เปิดตัวในปี 2563 Alipay+ ชุดโซลูชั่นการชำระเงินและการตลาดระหว่างประเทศ ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงผู้ค้ากว่า 88 ล้านรายใน 57 ตลาด ไปยังบัญชีชำระเงิน 1,500 ล้านบัญชีผ่านอีวอลเล็ทมากกว่า 25 ราย รวมถึงแอปธนาคาร และแอปผ่อนชำระค่าสินค้า/บริการ (Buy Now Pay Later – BNPL)

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 Alipay+ มียอดชำระเงินทั้งหมด (TPV) เพิ่มขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงหกเดือนแรก และธุรกรรมเฉลี่ยรายวัน (DAT) เพิ่มขึ้นกว่า 70%  และหากไม่รวม Alipay ยอด TPV และ DAT สำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศของอีวอลเล็ทที่เป็นพาร์ทเนอร์ Alipay+ เพิ่มขึ้นประมาณ 280% และ 230% ตามลำดับ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566

ในแง่ของปริมาณธุรกรรมในปี 2566 AlipayHK , Kakao Pay, Touch ‘n Go eWallet และ GCash เป็นท็อป 4 อีวอลเล็ทที่เป็นพาร์ทเนอร์ Alipay+ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศ นอกเหนือไปจาก Alipay โดย TrueMoney, Touch ‘n Go eWallet และ mPay เป็นท็อป 3 เมื่อพิจารณาจากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นแบบเดือนต่อเดือน (MoM) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ส่งผลให้ผู้ค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการชำระเงินผ่านมือถือระหว่างประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

อลัน หนี่ ซีอีโอของ TNG Digital ผู้ให้บริการ Touch ‘n Go eWallet กล่าวว่า “การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น และ TNG Digital มุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างเชิงสร้างสรรค์ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ในปี 2566 บริการชำระเงินระหว่างประเทศ Touch ‘n Go eWallet ในจีนแผ่นดินใหญ่เติบโตแบบเดือนต่อเดือนมากกว่า 100% และด้วยเหตุนี้ เราจึงหวังว่าการดำเนินงานของเราจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับธุรกิจอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตาม”

เกี่ยวกับ Alipay+

Alipay+ นำเสนอการให้บริการชำระเงินผ่านมือถือระดับโลกและโซลูชันการตลาดอย่างครบวงจรที่เชื่อมโยงผู้ค้าด้วยอีวอลเล็ทที่หลากหลายและวิธีการชำระเงินต่างๆจากหลากหลายจากประเทศ โดยการร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก ผู้บริโภคสามารถใช้วิธีการชำระเงินในท้องถิ่นตามต้องการได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันก็สามารถทำธุรกรรมในตลาดต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และสามารถเพลิดเพลินไปกับโซลูชันการตลาดที่ร้านค้านำเสนอผ่าน Alipay+ ทั้งนี้ Alipay+ ได้รับการพัฒนาโดย Ant International ซึ่งเป็นเจ้าของและโอเปอเรเตอร์ ของ Alipay หนึ่งในแพลตฟอร์มโอเพนส์ดิจิทัลชั้นนำของโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

TMA จัดงานขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ดี ต่อยอดงานวิจัยและสตาร์ทอัพไทยและเทศ สู่การจับคู่ธุรกิจ

กรุงเทพฯ/ 18 ธันวาคม 2566 – นักเทคโนโลยีไทยโชว์ผลงานนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ “งานวิจัยนวัตกรรมการรักษามะเร็ง” คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น 2566 และ “งานวิจัยเทคโนโลยีฐานในการสังเคราะห์ยา” และ “งานวิจัยวัสดุดูดซับโลหะหนักในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม” คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2566 ในงาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023 ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนอกจากการแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลต่าง ๆ แล้ว ยังมีส่วนของงานสัมมนา TechInno Forum 2023 ภายใต้หัวข้อ “Healthy Living” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญมากมายหลายด้านมาร่วมแบ่งปันเทรนด์และองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023 ในหัวข้อ Healthy Living” เพื่อเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญและนักเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก รวมทั้งเชิดชูเกียรตินักเทคโนโลยีที่มีส่วนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทย ซึ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลพระราชทานนักเทคโนโลยีดีเด่นและรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2566 โดยงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเอสซีจี

ดร. ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  และประธานกลุ่มบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า “การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง เราจึงจัด TechInno Mart ให้นักวิจัยจากไทยและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ได้มาจัดแสดงผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยเหล่านี้ไปต่อยอดพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”

มอบรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายและผู้ชนะรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2566 โดยมีผู้ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ดังนี้ 

รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 จำนวน 1 รางวัล ได้แก่

  1. ศาสตราจารย์ นพ. สุรเดช หงส์อิง, รองศาสตราจารย์ นพ. อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    ผลงาน: การค้นพบและวิจัยการพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดที่ผ่านการแปลงพันธุกรรมตัวรับแอนติเจนจำเพาะ chimeric antigen receptors T-cell (CAR-T) ด้วยเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2566 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่

  1. ดร. ภก. นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ สังกัดศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
    ผลงาน
    : การวิจัยเทคโนโลยีฐานในการสังเคราะห์ยา
  2. ผศ. ดร. กนกวรรณ กองพัฒน์พาณิชย์ สังกัดสำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี
    ผลงาน: วิจัยโครงข่ายโลหะอินทรีย์เพื่อใช้เป็นวัสดุดูดซับโลหะหนักในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

โดยนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่จะเข้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 49 ในวันอังคารที่ 23 มกราคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา

ในโอกาสนี้ รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบช่อดอกไม้ พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่ทุกท่านที่ได้รับรางวัลว่า “ในนามของมูลนิธิฯ ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอขอบคุณที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ ผลงานของทุกท่านจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในวงการนี้ต่อไป รางวัลนี้ไม่เพียงเชิดชูเทคโนโลยีไทยที่ประสบความสำเร็จ และยังช่วยผลักดันความสามารถทางวิชาการของเยาวชนรุ่นใหม่ของไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึง TMA ที่ให้การสนับสนุน สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงนักวิจัยและธุรกิจ ให้สามารถนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป”

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จจากทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มานำเสนอผลงานและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อต่อยอดการค้นพบ จับคู่ธุรกิจและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของคนในวงกว้างอีกด้วย อาทิ Breathology เครื่องเป่าวัดระดับน้ำตาลในเลือด, Biomede สตาร์ทอัพจากฝรั่งเศส ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำให้ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกพืชที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก กลับมาสะอาดและมีคุณภาพดี,  BlueTree เป็นบริษัทระดับโลกที่ทำการผลิตน้ำตาลทดแทนรสชาติเยี่ยม เพื่อลดการใช้น้ำตาลจากธรรมชาติในเครื่องดื่ม, Genfosis ให้บริการ Preventive Healthcare Solution โดยทดสอบวิเคราะห์จาก DNA เพื่อทราบถึงความเสี่ยง โอกาสในการเกิดโรค และแนวทางในการทำ Preventive Healthcare ไม่ให้เกิดโรค เป็นต้น

Inspiring the Future of Healthy Living

ในส่วนของงานสัมมนา TechInno Forum 2023 ภายใต้หัวข้อ “Healthy Living” เริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “เมกะเทรนด์” โดยคุณอนุชา มาจำปา Country Head ประจำประเทศไทย บริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด ที่กล่าวถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเราที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมไปถึงภาวะวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Permacrisis) ทำให้เกิดผลกระทบ 4 ประการ คือ 1) คนคิดมากขึ้นเมื่อจะใช้จ่ายเงินแต่ละครั้ง 2) ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน 3) ให้การสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น และ 4) ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น  ทำให้เกิดเมกะเทรนด์ ดังต่อไปนี้ เมกะเทรนด์ที่ 1 Traditional to Future Family พบว่าขนาดของครอบครัวลดลง เมกะเทรนด์ที่ 2 Pensioner Boom พบว่ามีแนวโน้มสัดส่วนผู้เกษียณอายุมากยิ่งขึ้น เมกะเทรนด์ที่ 3 Sustainable Living พบว่าคนพยายามสรรหาแนวทางในการลดผลกระทบเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม เมกะเทรนด์ที่ 4 Preventative Health Models คือปรับก่อนป่วย การกินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เมกะเทรนด์ที่ 5 Personalized Nutrition มีการตรวจว่าขาดสารอาหารอะไร มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอะไร เพื่อจัดเตรียมยาสำหรับแต่ละคนโดยเฉพาะ และเมกะเทรนด์ที่ 6 Mental Health เรื่องของสุขภาพจิตมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทางด้านคุณอริยะ พนมยงค์ Co-CEO บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) และ CEO & Founder บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่นนอล จำกัด ได้บรรยายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี และเน้นย้ำว่าไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งสำคัญ และกล่าวอธิบายถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพว่า ความท้าทายในเรื่องนวัตกรรมและการทรานส์ฟอร์เมชั่น จำเป็นต้องให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง คือ 1) Users First, Not you first ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นลำดับแรก 2) Being a Platform ต้องเป็นแพลตฟอร์ม Universal เหมือน Google, Line, Facebook ไม่ยึดติดกับชื่อของโรงพยาบาล  3) Fixing the Obvious ต้องแก้ไขสิ่งที่จำเป็นและเห็นได้ชัดว่าเป็นปัญหา

ในการบรรยายหัวข้อ Food for Life: Innovation for Health and Environment ดร. อัลลัน ลิม (Dr. Allan Lim) Head of Open Innovation บริษัท ศูนย์วิจัยและพัฒนา เนสท์เล่ จำกัด สิงคโปร์ ได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่เกิดขึ้นด้านอาหารคือ จะทำอย่างไรให้มีอาหารเพียงพอกับการบริโภคของประชากร 10 พันล้านคนทั่วโลก ในปี ค.ศ. 2050 โดยเนสท์เล่พยายามสร้าง Sustainable foods ให้เกิดขึ้นตาม Net Zero Roadmap ของเนสท์เล่ ที่ครอบคุลมตั้งแต่ต้นน้ำ (Sourcing) ไปจนถึงกลางน้ำ การผลิตและบรรจุ (Manufacturing และ Packaging) ถึงขั้นสุดท้ายคือผู้บริโภค

ทั้งนี้ การวิจัยพัฒนา (R&D) ของเนสท์เล่ ให้ความสำคัญใน 5 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ 1) แนวโน้มอาหารใหม่ (New Food Trends) 2) อาหารว่างเพื่อสุขภาพ (Healthy Snacking) 3) การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging) 4) สารอาหารที่สามารถจ่ายได้ (Affordable Nutrition) และ 5) บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Packaging)  โดยการสำรวจผู้บริโภคของเนสท์เล่ เน้นการค้นพบ เช่น การทำ Social Listening เพื่อการ Track Sentiment และ Perception ของผู้บริโภคต่อ Ingredients รวมถึงมีการทำ Open Innovation ทำ R&D Accelerator ที่สามารถเร่งกระบวนการวิจัยและการผลิตภายใน 6 เดือน โดยเชื่อว่า “Test and Learn” คือแนวทางที่ควรปฏิบัติ รวมถึงร่วมมือกับบริษัทในท้องถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับเส้นทางแห่งนวัตกรรมนี้ร่วมกันได้

นอกจากนี้ ในงานยังได้มีการนำเสนอเรื่อง TechInno for Healthy Living โดยคุณวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Smart System Solution Business บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องมาตรฐานอากาศ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการใช้ชีวิตของคนไทย ทำให้เอสซีจีได้พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ด้านคุณภาพอากาศออกมาช่วยลดปัญหา เช่น เทคโนโลยี Air Filter ซึ่งเป็นอุปกรณ์กรองอากาศคุณภาพสูงที่ใช้ในอาคาร, ระบบไอออนกำจัดเชื้อโรค (Ion Technology) ที่มีขึ้นมาในช่วงโควิด 19, เทคโนโลยีการหมุนเวียนอากาศ กรองฝุ่น PM 2.5 ลดกลิ่น และป้องกันเชื้อโรค เป็นต้น

ในส่วนของดร. สืบสกุล โทนแจ้ง ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้บรรยายถึงแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านเฮลธ์แคร์ว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มเทคโนโลยีด้านเฮลธ์แคร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้น  การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ ทั้งผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นและการอพยพข้ามถิ่นฐาน  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และมลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ต้องมีการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาใช้ทำ Preventive care ให้แก่ผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางไกล การเชื่อมต่ออุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ของโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน  การนำ AI and Machine Learning มาใช้เพื่อประเมินอาการ AR/VR/MR การนำเทคโนโลยีภาพเสมือนมาใช้ในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ทำให้วางแนวทางการรักษาได้รวดเร็วมากขึ้น Blockchain เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลทางการแพทย์ส่วนบุคคล และการทำ Big Data & Predictive Analytics ให้สามารถคาดการณ์อาการของคนไข้ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น เพื่อใช้ทำ Preventive cares ได้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนา “ระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567”

บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานสัมมนา “ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567” โดยให้ความรู้ที่เกี่ยวกับลิฟต์ บันไดเลื่อน แก่นักพัฒนาโครงการ เจ้าของโครงการ สถาปนิก และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ณ ภูเก็ต คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา เมื่อเร็วๆ นี้

นางสาวคาโอริ ทาคาฮาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ วัตถุประสงค์ของการจัดงานสัมมนา “ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567” เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน โดยเนื้อหา มุ่งเน้นการใช้งานอย่างเข้าใจและเกิดความปลอดภัยอันสูงสุด, ให้ความรู้ด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง, รวมไปถึงวิธีการเลือกลิฟต์ให้เหมาะกับแต่ละอาคาร และแนวโน้มตลาดของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในปี 2567  โดยได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในการจัดงาน สัมมนา “ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567 ในรูปแบบ Dinner Talk ได้รับเกียรติจาก นายศิลป์ชัย ปังประเสริฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท POF ARCH & CONS จำกัด และคณะทำงานศูนย์ภูเก็ต สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายรักเกียรติ ดีดพิณ นักผังเมืองชำนาญการ สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ต  ร่วมเป็นวิทยากรในแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ในปี 2567


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หอแว่นรุกเปิด Better Vision Prestige ชั้น 4 Erawan Bangkok ให้เป็นร้านแว่นตาครบวงจรแห่งแรก ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด และบริการทุกด้านของสายตา

Better Vision Prestige ต่อยอดประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตามากว่า 70 ปีของ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด รุกเปิดร้านแว่นตาเเฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์แว่นตาครบทุกด้าน ณ Erawan Bangkok ชั้น 4

Better Vision Prestige มุ่งให้บริการในเรื่องแว่นสายตาแบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การเลือกแว่นและการวัดสายตาที่มีคุณภาพ พร้อมดูแลสุขภาพตาด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ยกระดับประสบการณ์การทำแว่นระดับพรีเมี่ยม พร้อมด้วยแบรนด์กรอบแว่นตา luxury และแบรนด์เลนส์คุณภาพสูงครบครันให้เลือกสรร ในบรรยากาศร้านที่ผ่อนคลาย มีความเป็นส่วนตัว พร้อมให้บริการแบบส่วนตัวโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด  

สร้างประสบการณ์ที่ดีภายในร้าน พร้อมให้บริการตามความต้องการของทุกสายตา

เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน และมีปัญหาสายตาที่แตกต่างกัน Better Vision Prestige มีผู้ช่วยส่วนตัว (personal assistant) คอยดูแลลูกค้าทุกคนอย่างใส่ใจตั้งแต่เดินเข้ามาภายในร้าน โดยจะสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ลักษณะการใช้งานแว่นตา เพื่อแนะนำการตัดแว่นและเลือกเลนส์ที่เหมาะสมตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้า

ครบครันด้วย Luxury Brands ชั้นนำให้เลือกมากมาย อาทิ Celine, Loewe, Fendi, Mykita, Moscot, Dita, Bottega, Dior, Cartier, Lindberg และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากกว่า 1,000 ชิ้น ที่มาพร้อมกับ Corner ของแต่ละแบรนด์ ที่จะเติมเต็มประสบการณ์ในการเลือกแว่น พร้อมด้วยแว่นตา limited edition ที่หาที่อื่นไม่ได้

พร้อมแบรนด์ High Quality Lens เลนส์คุณภาพดีที่เหมาะกับแต่ละประเภทการใช้งาน อาทิ Tokai, Rodenstock, Z-Design ทั้งเลนส์ Single vision สำหรับคนสายตาสั้นและเอียง เลนส์ progressive สำหรับคนสายตายาว รวมถึงเลนส์ชนิดพิเศษอื่นๆ เช่น เลนส์กันแดด เลนส์ขับรถ เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ เลนส์กันแสงสีฟ้า

เพราะการสวมแว่นตาที่เหมาะสมและใส่สบายที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด Better Vision Prestige จึงให้ความสำคัญอย่างมากในการคัดเลือกทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อให้บริการลูกค้า อาทิ

  • นักทัศนมาตร (Optometrist) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสายตาและระบบการมองเห็น เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาสายตาที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น สายตาสั้น ยาว เอียง สามารถคัดกรองตรวจสายตาและสุขภาพตาเบื้องต้น เพื่อส่งต่อคนไข้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพตาหรือโรคตาให้กับจักษุแพทย์ให้คำปรึกษาต่อไป
  • จักษุแพทย์ (Ophthalmologist) เมื่อพบว่าลูกค้ามีปัญหาสายตาที่เกี่ยวข้องกับโรคตา และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยแว่นตาได้ ที่ Better Vision Prestige จะมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคทางดวงตาและให้คำแนะนำการดูแลสายตา โดยมีช่วงเวลาที่ลูกค้าสามารถนัดพบจักษุแพทย์ได้ใน วันศุกร์ 17.00-20.00 น. วันเสาร์ 13.00-17.00 น. และวันอาทิตย์ 13.00-17.00 น. หรือขอนัดเวลาเฉพาะที่นอกเหนือจากเวลาทำการปกติได้
  • BVAX Master (Optician) ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาที่มีประสบการณ์ในการทำแว่นมากกว่า 5 ปี ผ่านการอบรมจากหลักสูตร BVAX Academy ของหอแว่น จึงมีความเชี่ยวชาญในการตัด ประกอบ วัดจุดโฟกัส รวมทั้งปรับและดัดแว่น เพื่อให้ลูกค้าได้สวมใส่แว่นตาที่สบายตาที่สุด
  • Fashion stylist เพราะการตัดสินใจเลือกแว่นตาที่เข้ากับใบหน้าท่ามกลางกรอบแว่นหลายร้อยแบบหลากยี่ห้อ อาจเป็นเรื่องชวนเวียนหัวของลูกค้าหลายคน เป็นครั้งแรกของร้านแว่นตาที่มีแฟชั่นสไตลิสต์ประจำร้านเพื่อช่วยแนะนำกรอบแว่นให้เข้ากับสไตล์ที่ลูกค้าต้องการ และที่สำคัญกว่าสไตล์กับความสวยงาม ก็คือการคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสม กรอบแว่นจึงต้องเข้ากับทรงหน้าและเหมาะกับเลนส์ที่เลือกใช้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสวมใส่แว่นได้สบาย และมั่นใจในลุคของตัวเอง

จัดเตรียมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับเครื่องมือดูแลสายตา

  • Intelligent Refractor รุ่น 6100 (RT-6100) เครื่องตรวจวัดค่าสายตารุ่นล่าสุด ที่ครบถ้วน ละเอียดแม่นยำ และทันสมัยที่สุดจาก Nidek แบรนด์อุปกรณ์ตรวจค่าสายตาระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำที่สุดระดับโลก สามารถวัดค่าสายตาได้สูงสุดถึง +2600, -2600
  • Virtual Reality (VR) เครื่องมือช่วยวัดพฤติกรรมในการมอง ทดสอบผ่านแว่น Zenos VR สามารถวัด eye tracking เพื่อใช้ประกอบการประเมินเพื่อเลือกเลนส์แต่ละรูปแบบที่ใส่แล้วสบายตาในแต่ละบุคคล ซึ่งเครื่องนี้จะดูว่าตำแหน่งดวงตาของลูกค้าใช้น้ำหนักตรงไหน จึงจะสามารถเลือกเลนส์กับค่าสายตาที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนได้นั่นเอง ซึ่งเครื่องนี้สามารถใช้วัดได้ทั้ง Progressive สำหรับสายตายาว ค่าสายตาเอียงมากๆ หรือลูกค้าที่มีค่าสายตาซับซ้อน 
  • เครื่อง AR วัดค่าพารามิเตอร์ ประโยชน์เพื่อการค้นหาจุดโฟกัสตาตามแต่ขนาดโครงหน้าของแต่ละบุคคล เพราะขนาดที่แตกต่างนี้จะทำให้แว่นขณะที่สวมใส่มีมุมองศาแตกต่างกัน ส่งผลถึงคุณภาพของการมองเห็นนั่นเอง โดยค่าพารามิเตอร์ของแว่นจะประกอบไปด้วย ค่าความโค้งหน้าแว่น มุมเทหน้าแว่นขณะสวมใส่ ระยะห่างระหว่างผิวเลนส์กับกระจกตา และค่าจุดกลางตาดำถึงขอบล่างของแว่น ซึ่งความแม่นยำของทั้ง 4 ค่านี้จะส่งผลให้สามารถตัดแว่นตาที่สวมใส่ได้อย่างสบายตาและเหมาะสมกับใบหน้ามากที่สุด
  • เครื่องมือฝนเลนส์ Nidek ME-1500 และ Nidek Ice-1500 ด้วยเทคโนโลยีที่ครอบคลุมการตัดขอบเลนส์อย่างเชี่ยวชาญ สามารถเจาะรูด้วยรูปทรงต่าง ๆ แบบ 3D ตัดและฝนขอบอัตโนมัติ เป็นเทคโนโลยีช่วยให้การประกอบเลนส์ทำได้สะดวกและง่ายดายมากขึ้น

เครื่องมือตรวจสุขภาพตา เป็นบริการที่แตกต่างจากร้านแว่นทั่วไป เพราะเป็นร้านเดียวที่ให้บริการตรวจสุขภาพตาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าก่อนการเลือกแว่นตาทุกครั้ง จะได้รับบริการตรวจสุขภาพตาเบื้องต้นแบบครบวงจร ซึ่งประกอบไปด้วยการ

  • ตรวจจอประสาทตา (Optical Coherence Tomography) เป็นเครื่องวิเคราะห์ขั้วประสาทตา ชั้นของจอประสาทตา และจุดรับภาพ โดยใช้แสงเลเซอร์สแกนถ่ายภาพตามขวางเพื่อดูชั้นต่าง ๆ ของประสาทตาและดูความลึกของขั้วประสาทตา สามารถวิเคราะห์โรคของจอประสาทตาและโรคต้อหินได้
  • ตรวจจุดรับภาพ วัดความโค้งกระจกตา การตรวจความดันตา และในกรณีที่นักทัศนมาตรให้ตรวจเพิ่มเติมด้วย Slit Lamp กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ ที่จะช่วยให้จักษุแพทย์สามารถส่องเห็นทั้งภายนอกและภายในดวงตาแบบภาพ 3 มิติ เพื่อทราบถึงสุขภาพดวงตาและโรคทางตา เช่น การตรวจพบการอักเสบของเยื่อบุตา ตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น
  • รวมถึง การตรวจลานสายตา และ การวัดความยาวกระบอกตา สำหรับคนที่มีปัญหาสายตาสั้นหรือยาวเยอะๆ และใช้ติดตามผลสำหรับเด็กที่ซื้อเลนส์ควบคุมสายตาสั้น (Myopia Control) โดยหลังจากวิเคราะห์ด้วยเครื่องแล้วจะเป็นการชะลอไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น การควบคุมสายตาสั้นมีประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องใส่แว่นหนาเมื่อโตขึ้น หรือลดความเสี่ยงการเป็นโรคตาต่าง ๆ เช่น ต้อหิน จอตาเสื่อม จอตาฉีกขาดหลุดลอก เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ Better Vision Prestige ได้จัดเตรียมต้อนรับลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี พร้อมเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกเรื่องในด้านสายตาและการตัดแว่นตา เมื่อลูกค้าเข้ามาภายในร้าน จะได้รับบริการแบบผู้ช่วยส่วนตัวที่จะพาไปนั่งในมุมส่วนตัวเพื่อสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ก่อนวัดสายตาและตรวจสุขภาพตาครบวงจรกับนักทัศนมาตร หากลูกค้ามีแนวโน้มเป็นโรคตา ก็จะได้รับการตรวจด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติม และนัดคิวพบจักษุแพทย์เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคตา จากนั้นจะเริ่มกระบวนการตัดแว่น โดยการตรวจพฤติกรรมการใช้สายตาด้วยเครื่อง VR กับ BVAX Master เสร็จแล้ว ลูกค้าสามารถเลือกกรอบแว่นตากับ Fashion Stylist และจะมี BVAX Master ให้คำแนะนำเลนส์ โดยใช้ข้อมูลที่ส่งต่อมาจากนักทัศนมาตรผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเลนส์เบื้องต้นตั้งแต่วัดสายตา วัดจุดโฟกัสสายตา และทำการลองสวมเลนส์และแว่น ก่อนปรับให้เข้ากับใบหน้าและความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล

เชิญสัมผัสประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟของ Better Vision Prestige ร้านแว่นตาครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดและบริการครบทุกด้านของสายตาแห่งแรกด้วยตัวเอง ได้ที่ Erawan Bangkok ชั้น 4 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักวิจัย มข.คิดค้นแถบตรวจวัดโปรตีน NGAL คัดกรองความผิดปกติของไตได้ภายใน 15 นาที ไตวายป้องกันได้! ด้วยตนเอง

นักวิจัย มข.คิดค้นแถบตรวจวัดโปรตีน NGAL คัดกรองความผิดปกติของไตได้ภายใน 15 นาที ไตวายป้องกันได้! ด้วยตนเอง

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.ทนพญ.จุรีรัตน์  ดาดวง  ได้พัฒนา “แถบตรวจวัดโปรตีน NGAL (Neutrophil Gelatinase-associated Lipocalin) ในปัสสาวะ” เพื่อช่วยการตรวจคัดกรอง ความผิดปกติของท่อไตได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ใช้ระยะเวลาทดสอบไม่เกิน 15 นาที ก็ทราบผลด้วยตาเปล่า สามารถตรวจวัดปริมาณโปรตีน NGAL ในปัสสาวะได้ในระดับนาโนกรัม และมีความแม่นยำในการตรวจวัดประมาณ 90% นับว่าเป็นแถบตรวจที่มีขนาดเล็ก ใช้ง่ายประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตด้วยตนเอง โดยใช้ตัวอย่างปัสสาวะประมาณ 20 ไมโครลิตร หากผลตรวจขึ้น 2 ขีด จะเป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับไตและรักษาทางการแพทย์ต่อไป

ล่าสุด นวัตกรรม “แถบตรวจวัดโปรตีน NGAL” ได้รับรางวัลในระดับ “ดี” ในการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2566 ซึ่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงอุมดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดขึ้น  โดยได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินสด เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

ขณะนี้นวัตกรรม “แถบตรวจวัดโปรตีน NGAL” อยู่ในระหว่างการทดสอบตัวอย่างทางคลินิกเพิ่มเติม ในอนาคตหากสามารถยกระดับการผลิตแถบตรวจวัดโปรตีน NGAL ในเชิงพาณิชย์ได้ ก็จะทำให้ประชาชนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตได้ง่ายขึ้นในราคาที่เหมาะสม อันจะส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายของรัฐในการนำเข้าชุดตรวจ และลดภาระในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะเรื้อรังลงได้

ทั้งนี้ โรคไตสามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติ  ลดการรับประทานอาหารที่มีรสจัดรสเค็ม และดื่มน้ำให้เพียงพอรวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาชุด ยาสมุนไพรบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ หรือเภสัชกร

ข่าว   :   วัชรา  น้อยชมภู


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดประสบการณ์พิเศษกับคุณ Boram UM แชมป์โลก World Barista Champion 2023 ลงทะเบียนร่วมงานได้แล้ววันนี้

GET TO KNOW ” Boram Um “
and join us to celebrate with
World Barista Champion 2023

เปิดประสบการณ์พิเศษกับคุณ Boram UM แชมป์โลก World Barista Champion 2023 ที่มาพร้อมเสิร์ฟ Pink Bourbon Champion Lot จากฟาร์ม “Fazenda UM” รวมทั้งได้ลิ้มลอง Special Menu ที่คุณ Boram Um ครีเอทเป็นเมนูใหม่สำหรับงานนี้และมีจำนวนจำกัดเท่านั้น!!

ฟรี ! สิทธิ์เข้างานเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ลงทะเบียนก่อนเข้าร่วมงาน
https://bit.ly/WBC-BORAMUM

พบกับกิจกรรมมากมายภายในงาน
20th December 2023
Wednesday, 11:00 am – 13:00 pm
@Davin Cafe


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วทอ. เปิดบ้านให้ความรู้และประสบการณ์การใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟในห้องปรับอากาศ

รศ.ดร. สมิตร ส่งพิริยะกิจ คณบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวต้อนรับคุณศิริพร  ภาวิขัมภ์  หัวหน้าโครงการ GCI III จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย และตัวแทนองค์กรที่เข้าร่วมรับฟังผลการดำเนินงานโครงการการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีของการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติในห้องปรับอากาศจากอาจารย์กรวิก บัวคำ หัวหน้าโครงการและคณะทำงาน R Training Thailand พร้อมด้วย รศ.ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา ที่ปรึกษาโครงการกล่าวรายงานความเป็นมาโครงการและได้เชิญคุณศิริพร  ภาวิขัมภ์ ตัวแทนผู้ให้ทุนจาก GIZ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Open House เพื่อเยี่ยมชมการทดสอบและสาธิตในการใช้งานของเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ R290 ในอาคาร 64 วทอ. โดยจัดงานในวันที่ 8 ธันวาคม 2566  ณ ห้องประชุมปาล์มแก้ว ชั้น 1 อาคาร 63 วทอ. สืบเนื่องจากสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง  วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เรื่องการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีของการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติในห้องปรับอากาศเพื่อสาธิตและทดสอบการใช้งานเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R290 ในอาคาร พร้อมรายงานข้อมูลจากติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟ เพื่อสร้างความมั่นใจการใช้สารทำความเย็นนี้ นำองค์ความรู้ที่ได้จากการทดสอบ การติดตั้งและการจัดการฝึกอรม ทำการสาธิตและแสดงโอกาสของการรั่วไหลของสารทำความเย็นที่ติดไฟภายในห้องปรับอากาศให้กับตัวแทนองค์กรที่เข้าร่วมรับฟังเป็นบุคลากรในกลุ่มอุตสาหกรรม เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพให้กับเครือข่ายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้สารความเย็น R290 ให้เกิดความรู้ในการจัดการสารทำความเย็นที่ติดไฟได้มากขึ้น รวมถึงได้จัดเวทีนำเสนอข้อมูลแสดงผลจากการใช้งาน  รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมรับฟัง พร้อมมีการเสนอแนะแนวทางด้านความปลอดภัยในด้านต่างๆ 

กระบวนการทดสอบและการสาธิตนี้ ได้ต่อยอดมาจากโครงการทดสอบการรั่วไหลของสารทำความเย็น R290 ภายในห้องปรับอากาศในประเทศไทย ในปี พ.. 2563 ที่ได้ทำงานร่วมกับ Mr. Daniel ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันที่ได้ทำการทดสอบ และจำลองวิธีทดสอบการรั่วไหลไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ ตามมาตรฐาน EN-378-2: 2016 และ EN-60079-10-1: 2015 บริเวณหน้าสาขาวิชา อาคาร 64 วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมและติดต่อสอบถามได้ที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 6434 หรือที่เพจ Facebook : R290 Training Thailand

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PRO-Thailand Network ชวนภาคอุตสาหกรรมร่วมเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เตรียมพร้อมรับนโยบาย EPR ใช้แนวทางความสำเร็จของ PRO เบลเยียม และอินโดนีเซีย ในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว

กรุงเทพฯ – 6 ธันวาคม 2566 – “PRO-Thailand Network” ร่วมภาครัฐ เอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย EPR ในการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้เหมาะสมกับบริบทไทย และใช้ได้จริง โดยได้ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนมุมมองการดำเนินการของ PRO ในยุโรปและอาเซียน ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ตามเป้าหมาย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เตรียมพร้อมรับ EPR เพื่อสร้างอนาคตเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน

“เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” จัดสัมมนาออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “PRO-Thailand Network ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย EPR สู่การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน” (Driving Thailand’s EPR Policy: Unveiling Voluntary PRO for Change) โดยมีวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมเผยแนวทางการขับเคลื่อนหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) หรือหลักการ EPR ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และบทบาทสำคัญที่องค์กร PRO ภาคสมัครใจสามารถทำได้ รวมทั้งวิทยากรจากต่างประเทศทั้ง Fost Plus ประเทศเบลเยียม และ Indonesia Packaging Recovery Organization (IPRO) ประเทศอินโดนีเซีย มาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์การจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วภายใต้หลักการ EPR

การสัมมนามีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการรับรู้เรื่องหลักการ EPR ในเชิงนโยบายและการดำเนินการขององค์กร PRO ภาคสมัครใจในประเทศไทย รวมถึงเส้นทางการพัฒนาองค์กร PRO ในต่างประเทศ พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์มาทำงานร่วมกับ PRO-Thailand Network เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย EPR และพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ

เริ่มจากตัวอย่างที่น่าสนใจของ PRO ของเบลเยียม ซึ่งมีบทบาททำให้เบลเยียมกลายเป็น Recycling Hub ของสหภาพยุโรป เพราะประสบความสำเร็จในการจัดการบรรจุภัณฑ์และเก็บกลับเข้าสู่ขบวนการรีไซเคิลเกินเป้าหมาย โดยตัวแทนจาก Fost Plus องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และเป็นองค์กร PRO แห่งเดียวในประเทศเบลเยียมที่รับผิดชอบการจัดการ และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากครัวเรือน (Household Packaging Waste) นายโธมัส เดอ เมสเตอร์ ผู้จัดการด้านกิจการและกฎหมายสาธารณะ เปิดเผยว่า “Fost Plus รับผิดชอบการเก็บกลับและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากครัวเรือน โดยมียอดการรีไซเคิลรวมสูงถึง 95% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Fost Plus ประสบความสำเร็จในการออกแบบและพัฒนาวิธีการเพื่อเพิ่มอัตราการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกในครัวเรือนให้ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเดิม 52% เป็น 61% ในปี 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการกับวัสดุหลากหลายประเภท เช่น พลาสติก เหล็ก กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม แก้ว กระดาษ กระดาษลัง กระดาษลูกฟูก ฯลฯ จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือโครงการ “ถุงสีน้ำเงิน (Blue Bag)” ซึ่งเป็นระบบช่วยคัดแยกวัสดุที่รีไซเคิลได้ผ่านหลักการใส่ถุงเดียวกันทั่วประเทศ ทำให้กระบวนการนี้ไม่ยุ่งยากสำหรับครัวเรือน จึงนำไปสู่อัตรารีไซเคิลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”  

นายโธมัส ยังกล่าวเสริมว่า “ถุงสีน้ำเงิน (Blue Bag) ได้ขยายประเภทจัดเก็บลงถุงอย่างต่อเนื่อง เน้นให้ครอบคลุมวัสดุทุกประเภท โดยล่าสุดอนุญาตให้ประชาชนนำแคปซูลกาแฟใช้แล้วรวบรวมลงถุงส่งกลับได้อีกด้วย ทำให้ได้รับวัสดุใช้แล้วนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นอีก สร้างรายได้มากขึ้นจากการขายวัสดุใหม่ (sorted materials) อีกทั้งสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบกลับสู่ระบบผลิตใหม่  ซึ่งช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือที่แข็งขันจากภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าปลีก เราได้รับเงินสนับสนุนให้ลงทุนสร้างโรงงานคัดแยกเพื่อรีไซเคิลและโรงงานรีไซเคิลอย่างละ 5 โรงงาน ทำให้สามารถจัดการวัสดุเพื่อรีไซเคิลได้เพิ่มขึ้น”

เบลเยียมจึงรีไซเคิลได้เกินเป้าหมาย และกลายเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการรีไซเคิล สร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับประเทศอื่นๆ

อีกหนึ่ง PRO ที่โดดเด่นในแถบอาเซียน คือ IPRO จากอินโดนีเซีย หรือ Indonesia Packaging Recovery Organization องค์กร PRO แห่งเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 18 ราย ร่วมผลักดันระบบ EPR ในภาคสมัครใจ ทำงานร่วมกับรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง โดย นางซุล มาร์ตินี อินดราวาติ ผู้จัดการทั่วไปจาก “IPRO” เล่าว่า “อินโดนีเซียเผชิญหน้ากับปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย เนื่องจากระบบการจัดการและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลน ทั้งนี้อ้างอิงข้อมูลปี 2017 จากพันธมิตรการดำเนินการพลาสติกแห่งชาติอินโดนีเซีย (NPAP) ซึ่งระบุว่ามีขยะพลาสติกในประเทศสูงถึงประมาณ 6.8 ล้านตัน”

“IPRO มีพันธมิตร 16 องค์กรจากหลายจังหวัด และคาดว่าเร็วๆ นี้จะมีการขยายไปทั่วทุกเกาะในอินโดนีเซีย IPRO พัฒนาการรวบรวมวัสดุสำหรับรีไซเคิลในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ สามารถเก็บกลับวัสดุ 6 ประเภท คือ พลาสติก PETE, PP, PE, HDPE, กล่องเครื่องดื่มยูเอชที และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ) ได้ประมาณ 15,000 ตัน”

IPRO สนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลและผู้เก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ผ่านมาตรการจูงใจทางการเงิน การร่วมทุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเก็บกลับและระบบการคัดแยก ควบคู่กับการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เพื่อขับเคลื่อนให้ระบบการเก็บกลับ การคัดแยก และการรีไซเคิลมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อันเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยนำขยะที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากกลับสู่กระบวนการรีไซเคิล การทำงานของ IPRO ยังคาดว่าจะช่วยสร้างงานราว 150,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ได้ถึง 20 ล้านตัน

IPRO จึงเป็นตัวอย่างของภาคเอกชน ซึ่งทำงานร่วมมือกับภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเก็บรวบรวมและรีไซเคิล การพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ผู้จัดการโครงการของ PRO-Thailand Network หรือเครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน  อธิบายถึงเส้นทางการเติบโตของ PRO-Thailand Network ซึ่งเป็น PRO ภาคสมัครใจ  ที่เล็งเห็นปัญหาใหญ่ระดับโลกเรื่องบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว  รวมทั้งขยะพลาสติกในชุมชนและการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยเริ่มจากโครงการนำร่องในปี พ.ศ. 2563 เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงศึกษาหาแนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว จากองค์กร PRO ในหลายประเทศ อาทิ เบลเยียม อเมริกา แอฟริกาใต้ และเม็กซิโก โดยปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากพอ เช่น มีเครือข่ายการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่เข้มแข็ง เป็นต้น  

PRO-Thailand Network จึงมีเป้าหมายที่สำคัญ คือเพิ่มการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากขึ้น การให้ความรู้กับประชาชน และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเบื้องต้นนำร่องเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท คือ ขวดพลาสติก PET กล่องเครื่องดื่มยูเอชที และถุง บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ) ทำงานร่วมกับโรงคัดแยกขยะกว่า 300 แห่ง และโรงงาน รีไซเคิล 11 แห่ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษขับเคลื่อนนโยบาย EPR และพัฒนากฎหมายการจัดการ บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนที่เหมาะสม และปฎิบัติได้จริงในบริบทของประเทศไทย

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้บรรจุภัณฑ์และมีความสนใจ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบาย EPR ในประเทศไทยไปกับ PRO-Thailand Network ได้ แน่นอนว่าการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วร่วมกันย่อมมีประสิทธิภาพสูงกว่าในด้านการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินงาน อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่อง EPR และ โมเดลของ PRO ที่สำคัญยังได้เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรองรับกฎหมายด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ดังนั้นการร่วมกันจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศอย่างยั่งยืน  

ตัวแทนจากภาควิชาการผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย EPR  ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free Thailand – CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งได้รับมอบหมายจากกรมควบคุมมลพิษ ให้ยกร่าง พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า “ประเทศไทยเรียนรู้หลัก EPR มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จากการที่สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้นโยบายด้านการจัดการขยะจากเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment หรือ WEEE) และทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็ได้ศึกษาในระนาบต่างๆ เพื่อพัฒนาร่างกฎหมาย สำหรับโมเดลของ EPR ถูกคิดค้นโดยนายโธมัส ชาวสวีเดน เมื่อปี 1992 มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น (Liability) ความรับผิดชอบด้านการเงิน (Financial Responsibility) การเพิ่มกิจกรรมทางกายภาพ (Physical Responsibility) และความรับผิดชอบด้านการสื่อสารข้อมูล (Informative Responsibility) โดยสององค์ประกอบแรก ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และความรับผิดชอบด้านการเงิน คือ การให้ผู้ผลิตเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ บรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว สำหรับองค์ประกอบที่ 3 การเพิ่มกิจกรรมทางกายภาพ หมายถึง การจัดตั้งจุดรับคืนซากผลิตภัณฑ์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและสนับสนุนการคัดแยกได้ และสุดท้ายความรับผิดชอบด้านการสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชน ถือเป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบของผู้ผลิตและเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากองค์ประกอบของโมเดลนี้ จะเห็นได้ว่าความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและความรับผิดชอบด้านการเงินถือเป็นเสาหลักของการดำเนินงานของ PRO-Thailand Network โดยได้สนับสนุนให้ผู้ผลิตเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ซึ่งจากเดิมตกอยู่กับระบบการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจต้องรับผิดชอบการจัดการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเกินกำลังที่ทางท้องถิ่นจะรับได้”

ด้านตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ นางสาวธีราพร วิริวุฒิกร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการกากของเสียและสารอันตราย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองจัดการกากของเสียและสารอันตราย ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเพิ่มอัตราการเก็บกลับ จากข้อมูลการจัดการขยะปี พ.ศ. 2565 มีขยะเกิดขึ้นทั้งหมด 25.7 ล้านตัน ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น แบ่งเป็นส่วนที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้องประมาณ 40% ส่วนที่จัดการไม่ถูกต้อง 27% โดยมีส่วนที่นำกลับไปใช้ประโยชน์ได้เพียง 35% ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีศักยภาพที่สามารถนำขยะเหล่านี้ไปสู่การจัดการอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ การดำเนินการโดยทางราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สามารถเก็บรวบรวม ได้ 78% หรือ 20 ล้านตัน ก่อนจะถูกคัดแยกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ 19% ในขณะที่อีก 59% หรือคิดเป็น 15.2 ล้านตัน ในจำนวนนี้ มี 21% ถูกส่งไปยังสถานที่กำจัดขยะที่จัดการไม่ถูกต้อง และขยะพลาสติกอีกประมาณ 28% ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แต่กลับต้องถูกทิ้งรวมไป เพราะข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการ และขีดความสามารถของท้องถิ่นที่ไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้นและสูญเสียมูลค่าของขยะ

“ผู้ผลิตเป็นผู้นำให้เกิดการสร้างความรับผิดชอบ โดยเริ่มต้นจากผู้ผลิต เนื่องจากผู้ผลิตทราบว่าตนเองผลิตอะไร และจะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร โดยการลด การคัดแยก และการดึงกลับเข้าระบบ การลดการใช้สารอันตราย การออกแบบที่ง่ายต่อการรีไซเคิล และนำมาสู่การขยายของ EPR โดยทาง คพ. ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งการทำ MOU กับองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึง PRO-Thailand Network และการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ โดยจุดประสงค์หลักคือการลดขยะทะเล และนำมาสู่การพัฒนากฎหมายในปัจจุบัน แผนปฏิบัติการด้านการกำจัดขยะของประเทศฉบับที่ 2 ในปีนี้ มีบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเป็นเป้าหมายหลายชนิด ได้แก่ ขวดแก้ว กระดาษลัง อะลูมิเนียม กล่องเครื่องดื่ม และพลาสติก โดยในแผนนี้ระบุทั้งรูปแบบสมัครใจ และการบังคับใช้กฎหมาย เราส่งเสริมให้มีการทำแบบสมัครใจในภาคเอกชน ในกรณี PRO-Thailand Network เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คู่มือในการนำ EPR มาปฏิบัติ การรวบรวมฐานข้อมูล การสร้างแรงจูงใจในเชิงเศรษฐศาสตร์ การสร้างความตระหนักรู้ และการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูล”

นางสาวธีราพร ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างการนำเสนอร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ไปยังคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยหากผ่านความเห็นชอบแล้ว จะถูกเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ ก่อนส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และส่งให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาลงมติต่อไป โดยปกติขั้นตอนเหล่านี้จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี จึงจะตราเป็นพระราชบัญญัติบังคับใช้

ภาคอุตสาหกรรมที่มีความตระหนักเรื่อง EPR สามารถติดต่อและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: PRO-Thailand Network ที่ https://web.facebook.com/prothailandnetwork หรือ สนใจฟังรายละเอียดการสัมมนาได้ที่ https://www.youtube.com/@PRO-ThailandNetwork


 

Exit mobile version