Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ปันน้ำใจ เพื่อผู้ประสบภัย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในพระบรมราชูปถัมภ์สภานักศึกษาองค์การนักศึกษาสโมสรนักศึกษาและกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญร่วมบริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วันที่รับบริจาค : วันที่ 21-22 และ 24 ตุลาคม 2567 เวลา เวลา 09.00-15.00 .

สถานที่รับบริจาค : มจพ. กรุงเทพมหานคร   มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี : หน้าห้องกลุ่มงานกิจการนักศึกษา มจพ. ปราจีนบุรี ชั้น 1 อาคารบริหาร และ มจพ. วิทยาเขตระยอง : หน้าห้องพยาบาล มจพ. วิทยาเขตระยอง ชั้น 1 อาคารวิทยาศาสตร์การกีฬาและโรงอาหารกลาง

มหาวิทยาลัย งดรับบริจาคเงิน แต่ท่านสามารถบริจาคเงินผ่านมูลนิธิหรือหน่วยงานการกุศลได้

รายละเอียดเพิ่มเติม https://sa.op.kmutnb.ac.th/kmutnbcharity/18232/

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ ปี 2568 ยอดการจัดส่ง AI PCs ทั่วโลกจะคิดเป็น 43% ของยอดจัดส่ง PC ทั้งหมด

ประเทศไทย กรุงเทพฯ 15 ตุลาคม 2567 — การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2568 ปริมาณการจัดส่ง AI PCs ทั่วโลกจะอยู่ที่ 114 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 165.5% จากปี 2567

การ์ทเนอร์ให้คำจำกัดความ AI PC เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีหน่วยประมวลผล Neural Processing Unit (NPU) ฝังอยู่และใช้เกณฑ์การจำแนกคอมพิวเตอร์ประเภทนี้กับการคาดการณ์ โดย AI PC ที่รวมถึงพีซีที่มีหน่วยประมวลผล NPU ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows on Arm, macOS on Arm และ x86 บน Windows PCs

การ์ทเนอร์คาดว่ายอดการจัดส่ง AI PC จะสูงแตะ 43 ล้านยูนิต ในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 99.8% จากปี 2566 (ตามตารางที่ 1)

ตารางที่ 1: ปริมาณการจัดส่ง AI PC ทั่วโลก ระหว่างปี 2566-2568 (หน่วย: พันยูนิต)

   

ยอดจัดส่ง ปี 2566

 

ยอดจัดส่ง ปี 2567

 

ยอดจัดส่ง ปี 2568

AI Laptops 20,136  40,520  102,421 
AI Desktops 1,396  2,507  11,804 
AI PC Units Total 21,532  43,027  114,225 

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2567)

รันจิต อัตวาล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “หัวข้อถกเถียงเรื่องสเปกพีซีว่ารุ่นใดจะมีฟังก์ชัน AI ได้เปลี่ยนไปสู่ความคาดหวังถึงความสามารถของหน่วยประมวลผล NPU AI ที่ผนวกรวมเข้ามาไว้ในเครื่องพีซีไปแล้ว และด้วยเหตุนี้ NPU จึงกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของผู้ขายพีซี”

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 ยอดการจัดส่ง AI PC จะคิดเป็นสัดส่วน 43% ของยอดจัดส่งพีซีทั้งหมด ที่เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 2567 โดยคาดว่าความต้องการ AI Laptop จะสูงกว่า AI Desktop โดยมียอดจัดส่งคิดเป็น 51% ของจำนวน Laptop ทั้งหมดในปี 2568

อนาคตของ AI Laptops

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 AI Laptop จะเป็นตัวเลือกเพียงอย่างเดียวขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 5% ในปี 2566

“ขณะที่ตลาดพีซีเปลี่ยนจาก Non-AI PCs มาเป็น AI PCs ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปการครอบครองตลาดของสถาปัตยกรรม x-86 ก็จะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด AI Laptop ของกลุ่มผู้บริโภค เนื่องจาก AI Laptop ที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM จะครองส่วนแบ่งมากขึ้นจาก Windows x86 AI และ Non-AI Laptop อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 AI Laptop ที่ใช้ Windows x86 จะเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจ” อัตวาล กล่าวเพิ่มเติม

หลายธุรกิจต่างตระหนักถึงภูมิทัศน์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า AI และ GenAI จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในอนาคต “วันนี้ธุรกิจควรตั้งคำถามว่าจะซื้อ AI PC รุ่นใด แทนที่จะเป็นการถามว่าควรซื้อหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าองค์กรไม่น่าจะยอมจ่ายเงินเพิ่มสำหรับฟีเจอร์ AI แต่จะเลือกซื้อ AI PCs  เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคตมากกว่า เนื่องจากเป็นหนทางเลือกเดียวที่จะมอบสภาพแวดล้อมการประมวลผลที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้นนั่นเอง” อัตวาล กล่าวสรุป

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บรรยากาศเปิดบ้าน KMUTNB OPEN HOUSE (ADMISSION 2025)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้จัดกิจกรรม KMUTNB OPEN HOUSE (ADMISSION 2025) “มจพ. นวัตกรรมและความยั่งยืน : ร่วมกันเพื่อวันพรุ่งนี้ (KMUTNB Innovation & Sustainability : Together for Tomorrow)    มจพ. กรุงเทพฯ  และวิทยาเขตระยอง  โดยได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและน้อง ๆ นักเรียนเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 4-5 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพฯ   มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี  และ มจพ. วิทยาเขตระยอง กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 15 มิถุนายน 2568  ในสาขาวิชาต่างๆ

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://stdadmis2.kmutnb.ac.th/ApplyStart?ReturnUrl=%2f

หรืออ่านระเบียบการรับสมัครแต่ละคณะได้ที่ https://admission.kmutnb.ac.th/apply/round

หรือสอบถามเพิ่มเติ่มได้ที่ กลุ่มงานรับเข้าศึกษา กองบริการการศึกษา สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2 อาคาร TGGS มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  กรุงเทพฯ  โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1626,1627 และที่  facebook : Admission.KMUTNB – กลุ่มงานรับเข้าศึกษา มจพ.

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU เปิดโลกการศึกษายานยนต์สมัยใหม่ เรียนกับตัวจริง เส้นทางสู่คนเก่ง อุตสาหกรรมรถ EV

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ปักหมุดผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตอกย้ำมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกในไทยกับหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ มุ่งเน้น เรียนกับตัวจริงลงมือทำตอบโจทย์โลกธุรกิจ พร้อมเปิดบ้านรับ ม.ปวช. ปวสความหวังกำลังหลักขับเคลื่อนตลาดรถไฟฟ้าที่เติบโตไม่หยุด

จากสภาวะโลกร้อนส่งผลให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านสภาพอากาศให้มากที่สุด โดยประเทศไทยมีเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutralityในปี 2050 และเตรียมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zeroภายในปี 2065 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประชาคมโลก ส่งผลให้คนไทยหันมาลดการใช้รถยนต์สันดาปที่ใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่รถ EV (Electric Vehicle) กันมากขึ้น จากข้อมูลสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในปี 2023 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี (BEVในไทย 49,952 คัน เพิ่มขึ้นเป็น เท่าจากปี 2022 ที่มียอดจดทะเบียน ประมาณ 20,815 คัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนในส่วนของการศึกษาที่ขานรับกับแนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัว ทางวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (College of Engineering and Technology  CITEหน่วยงานในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่ต้องการบุคลากรและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ และป้อนคนเก่งเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ผู้นำการสอนเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

อาจารย์โสภณ โพธิ์ขาว อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (College of Engineering and Technology  CITEเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตค่อนข้างเร็วและมีศักยภาพมาก อีกทั้งมีความต้องการของตลาดงานสูง นักศึกษาที่เรียนด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่และยานยนต์ไฟฟ้าจะมีโอกาสทำงานในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

“ที่ CITE DPU เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งเดียวในไทยที่มีวิชาแบตเตอรี่ ทำให้นักศึกษาได้ลงมือแพ็คแบตเอง ตั้งค่าและทดสอบแบต จนกระทั่งเอาไปใช้งานในยานยนต์จริง” อาจารย์โสภณ กล่าว

เรียนกับตัวจริง อัดแน่น ความรู้ลงมือทำ

อาจารย์โสภณ กล่าวว่า ตลาด EV เติบโตต่อเนื่อง จากประสบการณ์ที่ทำงานอยู่ในสายงานนี้มา 24 ปี เริ่มจากช่างเทคนิค วิศวกรภาคสนาม วิศวกรเทคนิค ผู้จัดการแผนกเทคนิค ให้กับบริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา อีกทั้งส่วนตัวชอบการแต่งรถ Custom และสร้างรถมอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรก พร้อมทั้งสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง โดย CYBER BUG เป็นการออกแบบแนว Futuristic ขณะที่ Space Samurai เป็นรุ่นชนะเลิศ ประเภท  Electric bike งาน Bangkok Motor Bike Festival 2022 ตามมาด้วย Neo 50’s เป็นแนว Cyberpunk รับรางวัล Guest pick ‘ งาน Bangkok Hot Rod Custom Show 2024  Bangkok Disorder และ SP1 classic ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับการยอมรับ

“ผมชอบมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ชิ้นส่วนกลไก มาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น จึงเลือกเรียนช่างยนต์ จากนั้นมีโอกาสทำงานในบริษัทรถยนต์รายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จบอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิตเครื่องกล (อส.บ.) เกียรตินิยมอันดับ และเรียนต่อปริญญาโท การจัดการทางวิศวกรรม จากความชอบในการสร้างมอเตอร์ไซค์ทั้งแบบเครื่องยนต์และแบบไฟฟ้า ทำให้อยากถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตลอด 24 ปีให้กับน้อง ๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป” อาจารย์โสภณกล่าว

ความโดดเด่นของหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Bachelor of Engineering in Modern Automotive Engineeringเป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนการสอน ระบบควบคุมรถยนต์ ระบบ AI และการปรับแต่งเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง โดยมีห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่ทันสมัย เพื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีล่าสุดของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนไปจนถึงการออกแบบแบตเตอรี่ พร้อมลงมือปฏิบัติจริงกับรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นเอง

“ทั้งระหว่างการเรียน และเมื่อเรียนจบออกไป นักศึกษาจะสามารถออกแบบและสร้างรถอย่าง ebike คันนี้ได้อย่างแน่นอน” อาจารย์โสภณ กล่าว

เรียนจบไม่ตกงาน

อาจารย์โสภณ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างยั่งยืนและประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทน และการลดการปล่อยมลพิษ จึงเป็นโอกาสของบุคลากรที่มีความรู้ในด้านนี้ในการเข้าทำงานได้ในหลากหลายสายงาน เช่น การออกแบบยานยนต์การผลิตยานยนต์การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารจัดการ

โดยหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Bachelor of Engineering in Modern Automotive Engineeringเปิดรับนักเรียน นักศึกษาที่สำเร็จ ม.6 และ ปวช. ทุกสาขาวิชา ในภาคปกติ และหลักสูตรเทียบโอน ปี และ เทียบโอนพิเศษเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ สำหรับนักศึกษาที่สำเร็จ ปวส.

“นักศึกษาที่เรียนจบจากหลักสูตรนี้สามารถขอใบรับรองความรู้ความชำนาญจากสภาวิศวกรในสาขาวิศวกรรมยานยนต์ พร้อมกับโอกาสการศึกษาดูงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน EV ของจีน พร้อมกันนี้ขอฝากถึงน้อง ม.หรือ ปวชปวส. ที่สนใจวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และกำลังตัดสินใจเลือกเรียน สาขานี้จะเป็นโอกาสที่น้อง ๆ จะได้พัฒนาทักษะในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ถ้าใครมีความชอบด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย วิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเรียนที่น่าสนใจ” อาจารย์โสภณกล่าว

เส้นทางสู่โอกาสการสร้างนวัตกรรมใหม่ และเตรียมความพร้อมสู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กับ หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ DPU รายละเอียดเพิ่มเติมที่  https://cite.dpu.ac.th/courseAE.html


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แนวทางป้องกันพื้นฐานรับมือความเสี่ยงและคุณค่าของ AI

การนำ Generative AI มาใช้อย่างรวดเร็วก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมากถึงผลกระทบของ AI ที่มีต่อสังคม ซึ่งองค์กรจะต้องสร้างสมดุลระหว่างศักยภาพเทคโนโลยีที่มีความสำคัญนี้กับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการใช้ AI ไปในทางที่ผิด

องค์กรควรมีแนวทางป้องกันอย่างเหมาะสมเพื่อยกระดับศักยภาพเทคโนโลยี พร้อมรับมือความท้าทายที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยการวางกรอบการกำกับดูแลหรือ Governance Framework ที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เหมาะกับคุณสมบัติเฉพาะของ AI พร้อมมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะได้รับการนำไปใช้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบแต่แท้จริง AI Governance คืออะไร และเหตุใดองค์กรควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง?

แม้เป็นคำที่ดูสวนทางกัน แต่การกำกับดูแลที่ดีนั้นทำให้เกิดนวัตกรรมที่ดียิ่งกว่า เนื่องจากนำเสนอข้อจำกัดและแนวทางป้องกันที่ทำให้องค์กรสามารถทำความเข้าใจกับคำถามทั้งในด้านคุณค่าและความเสี่ยงของ AI รวมถึงมีพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและผลลัพธ์

การขยายขอบเขตการใช้งาน AI โดยปราศจากการควบคุมดูแลนั้นทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพและเป็นอันตราย สังคมต่างคาดหวังให้องค์กรดำเนินงานด้วยความโปร่งใส รับผิดชอบและมีจริยธรรม ดังนั้นการควบคุมดูแล AI จึงมีความจำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางสังคมเหล่านี้ พร้อมยังคงให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในการจัดการกับความซับซ้อน ความคลุมเครือ และวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรวดเร็ว

นอกจากการพิจารณาผลกระทบต่อสังคมวงกว้างและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ องค์กรจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างข้อกำหนดเพื่อสร้างความไว้วางใจในการแข่งขันและควบคุมการใช้งานในที่ทำงานร่วมกับคุณค่าทางธุรกิจ ความเสี่ยงต่อองค์กร รวมถึงความเป็นส่วนตัวของพนักงาน ลูกค้าและพลเมืองตามปัจเจกบุคคล

ตัวอย่างเช่น การกำกับดูแล AI จะต้องกำหนดแนวทางการลดอคติและมีข้อกำหนดเพื่อตรวจสอบ โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและระเบียบข้อบังคับที่คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและกลุ่มบุคคล อคติสามารถส่งผลลบต่อระดับการยอมรับ AI ในองค์กรและในสังคมภาพรวมได้ ซึ่งอคติถือเป็นปัญหาร้ายแรงขององค์กรข้ามชาติ เนื่องจากในแต่ละประเทศมีบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน อาทิ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น

สิ่งสำคัญสำหรับองค์กรคือการชี้ชัดบุคลากรที่จะมาจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับองค์กร สังคม ลูกค้า และพนักงาน ซึ่งควรเป็นผู้ที่มีแนวคิด มีพื้นฐานความรู้และมีบทบาทหลากหลาย จากนั้นแยกแยะการตัดสินใจในการกำกับดูแลและสิทธิการตัดสินใจ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและมุมมองที่พวกเขามีสิทธิการตัดสินใจสำหรับกำหนดอำนาจและความรับผิดชอบสำหรับธุรกิจ เทคโนโลยี รวมถึงการตัดสินใจทางจริยธรรม ซึ่งควรมุ่งความสนใจไปที่ AI Content เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด แต่ในทางกลับกัน องค์กรสามารถให้มีอิสระในการตัดสินใจด้าน AI Content ที่ไม่สำคัญได้ ขณะที่พนักงานที่ใช้ AI ช่วยทำงานจะต้องตระหนักว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ขจัดความซับซ้อนของ AI ด้วยการกำกับดูแล

AI พัฒนาอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงและมีความซับซ้อนอยู่ตลอด รวมถึงมีความคลุมเครือตามธรรมชาติของเทคโนโลยีนี้ ที่สามารถนำไปสู่การขาดความเข้าใจถึงผลกระทบต่อชื่อเสียง ธุรกิจ และสังคม

การกำกับดูแลควรสะท้อนถึงคุณลักษณะการทำงานข้ามฟังก์ชันและคาดการณ์การทำงานของ AI โดยสิ่งที่องค์กรหลายแห่งมักก่อข้อผิดพลาด คือ การกำหนดให้ AI Governance เป็นโครงการแบบ Standalone ซึ่งแท้ที่จริงควรเป็นการขยายขอบเขตของมาตรการที่มีอยู่เดิมในองค์กรต่างหาก

การดึงประสิทธิภาพจากแนวทางการกำกับดูแลที่มีอยู่เดิมและการนำแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จแล้วกลับมาใช้ซ้ำจะทำให้การจัดการผลกระทบของ AI เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้นและลดความท้าทายน้อยลง แม้จะมีแนวทางมากมายนำไปใช้กับ AI ได้ เช่น การจำแนกข้อมูล การกำหนดมาตรฐาน และการกำหนดแนวทางการสื่อสาร แต่ก็มีแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะเช่นกัน ได้แก่ การสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความหลากหลาย รวมถึงวิธีการที่จะนำไปใช้ร่วมกับผู้คน ข้อมูล และเทคนิคต่าง ๆ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ

การตัดสินใจสำคัญเกี่ยวกับ AI ในองค์กรหลายแห่ง กระทำผ่านคณะกรรมการด้าน AI หรือ AI Council โดยทั่วไปผู้ที่นั่งเป็นประธานจะเป็น ผู้บริหาร CIO หรือ CDAO และมีกลุ่มคณะทำงานที่เป็นตัวแทนจากหน่วยธุรกิจอื่น ๆ ทั่วทั้งองค์กรมาร่วมด้วย โดยกลุ่มคณะกรรมการที่มีความหลากหลายนี้จำเป็นต้องทำงานสัมพันธ์โดยตรงร่วมกับกลุ่มผู้มีหน้าที่กำกับดูแลอื่น ๆ เพื่อเป็นแกนนำในความพยายามผลักดัน AI Governance 

ภารกิจแรกของคณะกรรมการ คือ การรับรองการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าความเป็นส่วนตัวจะเป็นข้อกังวลสูงสุดและเห็นชัดเจนสุด แต่ก็ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมทุกประเภทที่ต้องปฏิบัติตาม

การกำกับดูแล AI เริ่มจากความต้องการสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ โดยเป้าหมายของ AI ในโครงการนำร่องหรือในกระบวนการพิสูจน์เชิงแนวคิด หรือ Proof Of Concept (POC) นั้นควรเป็นการพิสูจน์คุณค่าตามที่คณะกรรมการกำหนดและอนุมัติร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจอื่น ๆ ไม่ใช่การวัดผล เช่น ความแม่นยำ หรือเปรียบเทียบกับเครื่องมือเทคนิคอื่น ๆ 

สำหรับองค์กรที่ใช้ AI ขั้นสูง หรือ AI-Advanced Organisations ยังรวมถึงการกำกับดูแลวงจรชีวิต AI ทั้งหมด ตามเป้าหมายเพื่อให้สามารถนำส่วนประกอบ AI กลับมาใช้ใหม่ได้ พร้อมเร่งการส่งมอบ รวมถึงการปรับขนาดการใช้ AI ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร 

เกี่ยวกับผู้เขียน

สเวตลานา ซิคูลาร์ เป็นรองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Generative AI พร้อมเป็นผู้บุกเบิกการวิจัยตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม อันนำไปสู่การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ได้แก่ AI Governance, Augmented Intelligence และ Big Data

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันกระตุ้นสังคมไทยใส่ใจปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยเรือนกระจกจำลองจากขยะขวดพลาสติก

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร และนางสาวปวีณา ศรีตระกูล หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเปิดกิจกรรม “Greenhouse Effect: Plastic Trap Stimulation” หนึ่งใน “From Waste To Worth” แคมเปญเพื่อสังคมประจำปีงบประมาณ 2567 ของบริษัทฯ ที่มุ่งผลักดันประเด็น “การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากขวดพลาสติก” เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 12 ขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องของการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน โดยกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะหว่านเมล็ดความยั่งยืนในสังคมไทยด้วยการสร้างจิตสำนึกถึงการลด การรีไซเคิล และการนำขยะขวดพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ ผ่านการสื่อสารภายในและนอกองค์กร

กิจกรรม “Greenhouse Effect: Plastic Trap Stimulation” เป็นกิจกรรมแนว social experiment ที่จำลองภาวะเรือนกระจกที่เกิดขึ้นกับโลก ด้วยเรือนกระจกที่ทำจากขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว 1,400 ขวด ซึ่งจะปล่อยให้แสงแดดผ่านเข้าไปภายใน แต่เก็บกักความร้อนไว้ไม่ให้ระบายออกมาได้อย่างเต็มที่ คล้ายกับวิธีที่ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ อย่าง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน หรือ ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ทำกับโลก ทำให้อุณหภูมิภายในเรือนเพิ่มสูงขึ้น และร้อนกว่าอากาศภายนอก 1-4 องศาเซลเซียสระหว่างวัน โดยเอปสัน ประเทศไทย ได้นำเรือนกระจกจำลองดังกล่าวไปทำการทดลองกับผู้มาใช้บริการมากกว่า 200 คน ที่สยามสแควร์ ก่อนที่จะย้ายมาที่อาคารปัน ที่ตั้งของบริษัทฯ เพื่อให้พนักงานเอปสัน และผู้ที่สัญจรแถวอาคารปันได้ร่วมกิจกรรม โดยหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมดังกล่าว บริษัทฯ จะนำเรือนกระจกจำลองนี้ไปมอบให้แก่โรงเรียนวัดขุนทิพย์ (สาครราษฎร์บำรุง) อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้ทำเป็นโรงเรือนปลูกผักปลอดสารพิษสำหรับอาหารกลางวันเด็กนักเรียนต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อุทยานเทคโนโลยี มจพ. วิทยาเขตระยอง รับสมัครนักศึกษาใหม่ โควตาเรียนดี ปี 68

อุทยานเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง รับสมัครนักศึกษาโครงการรับสมัครนักศึกษาใหม่ โควตาเรียนดี ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2568 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 23 กันยายน 2567 ถึง วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต ระดับปริญญาตรี ในสาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่และระบบอัตโนมัติ (MATA) โดยการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ หลักสูตรเรียนในเวลาราชการ 2 ปี (MATA-RA)  (จัดการเรียนการสอน วันจันทร์วันศุกร์) และหลักสูตรเรียนนอกเวลาราชการ 3 ปี (MATA-TA)  (จัดการเรียนการสอน วันศุกร์เย็นวันเสาร์) โดยจัดการเรียนการสอนที่ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม ต. มาบตาพุต อ.เมืองระยอง จ. ระยอง

สามารถสมัครออนไลน์ที่ https://shorturl.asia/P05mr  หรือ สอบถามรายละเอียดที่กลุ่มงานรับเข้าศึกษา โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1626, 1627 หรือ อีเมล์ admission@op.kmutnb.ac.th

Facebook กลุ่มงานรับเข้าศึกษา มจพ. หรือสอบถามเพิ่มเติ่มได้ที่ งานการตลาดและประชาสัมพันธ์ อุทยาเทคโนโลยี มจพ. โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1789

ขวัญฤทัย ปชส.มจพ. ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์วิเคราะห์ 40% ของโซลูชัน Generative AI จะทำงานแบบมัลติโหมดภายในสามปี

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 25 กันยายน 2567 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในอีกสามปี (พ.ศ. 2570) 40% ของโซลูชัน generative AI จะทำงานในแบบมัลติโหมดที่จะสามารถประมวลผล ทำความเข้าใจและทำงานร่วมกับข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งประเภท (อาทิ ข้อความรูปภาพเสียง และวิดีโอ) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1% ในปี 2566 โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Human-AI มีปฏิสัมพันธ์ที่พัฒนายิ่งขึ้น และยังมอบโอกาสที่จะสร้างความต่างให้กับสิ่งที่ GenAI มีให้

เอริค เบรทเดอนิวซ์ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เนื่องจากตลาด GenAI วิวัฒน์ไปสู่โมเดลที่เกิดและพัฒนาด้วยโหมดต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งโหมด สิ่งนี้ช่วยสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่ส่งออกมาในปริมาณมากและเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่แตกต่างกัน และมีศักยภาพในการปรับขนาดการใช้และเพิ่มประโยชน์ของ GenAI ให้ครอบคลุมประเภทข้อมูลและแอปพลิเคชันทั้งหมด นอกจากนี้ยังช่วยให้ AI สนับสนุนการทำงานของมนุษย์ได้มากขึ้นโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม

Multimodal GenAI เป็นหนึ่งในสองเทคโนโลยีที่ได้รับการระบุไว้ในรายงาน Gartner Hype Cycle for Generative AI ปีนี้ โดยการนำมาใช้ช่วงแรกอาจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพในด้านระยะเวลาในการนำออกสู่ตลาด ควบคู่ไปกับโมเดลภาษาโอเพนซอร์สขนาดใหญ่ (LLM) ทำให้เทคโนโลยีทั้งสองมีศักยภาพที่จะสร้างผลกระทบสูงต่อองค์กรอย่างสูงภายในห้าปีข้างหน้านี้ 

บรรดานวัตกรรม GenAI ที่การ์ทเนอร์คาดว่าจะได้รับการยอมรับแพร่หลายภายใน 10 ปีนั้น มีเทคโนโลยี ประเภทที่ได้รับการระบุว่ามีศักยภาพสูงสุด ได้แก่ Domain-Specific GenAI Models และ Autonomous Agents (ดูรูปที่ 1) 

รูปที่ 1: วงจรเทคโนโลยีสำหรับ Generative AI ปี 2567 

ที่มา:การ์ทเนอร์ (กันยายน 2567) 

อรุณ จันทรเศกการัน รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การวิเคราะห์แนวโน้มระบบนิเวศของ GenAI ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กร เนื่องจากระบบนิเวศของเทคโนโลยีนี้และผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย GenAI กำลังอยู่ในช่วงขาลงเมื่ออุตสาหกรรมเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน ทว่าประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อกระแสนี้ลดลง และตามมาด้วยขีดความสามารถที่ก้าวหน้าขึ้นจะเกิดขึ้นรวดเร็วไปอีกมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

Multimodal GenAI

Multimodal GenAI จะมีผลกระทบต่อแอปพลิเคชันองค์กรอย่างมาก จากการเพิ่มคุณสมบัติและฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่วิธีอื่น ๆ ทำไม่ได้ และผลกระทบนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะอุตสาหกรรมหรือยูสเคสการใช้งานเฉพาะเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในทุก Touchpoint ระหว่าง AI กับมนุษย์ ปัจจุบัน Multimodal Model หลาย ๆ ตัวยังมีข้อจำกัดอยู่เพียงสองหรือสามโหมดเท่านั้น แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น 

ในโลกความเป็นจริง ผู้คนจะพบเจอและเข้าใจข้อมูลผ่านการประมวลผลที่เป็นการผสมผสานของข้อมูลหลากหลายประเภท อาทิ เสียง ภาพและการสัมผัส โดย Multimodal GenAI นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลโดยทั่วไปนั้นจะประกอบด้วยประเภทต่าง ๆ อยู่แล้ว เมื่อนำ Single Modality Models มาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อรองรับแอปพลิเคชัน Multimodal GenAI มักส่งผลให้เกิดความล่าช้าและลดความแม่นยำของผลลัพธ์ ส่งผลให้ได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพต่ำ” เบรทเดอนิวซ์ กล่าวเพิ่ม 

Open-Source LLMs

LLM แบบโอเพ่นซอร์สเป็นโมเดลพื้นฐานการเรียนรู้เชิงลึกที่เร่งมูลค่าองค์กรจากการนำ GenAI ไปปรับใช้งาน โดยทำให้การเข้าถึงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเสรีและอนุญาตให้ผู้พัฒนาปรับแต่งโมเดลให้เหมาะกับงานและยูสเคสการใช้งานเฉพาะ นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงชุมชนนักพัฒนาในองค์กร สถาบันการศึกษา และบทบาทการวิจัยอื่น ๆ ที่กำลังทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกันปรับปรุงและทำให้โมเดลนี้มีคุณค่ามากขึ้น

“LLM แบบโอเพ่นซอร์สเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรมผ่านการปรับแต่งอย่างเหมาะสม ทำให้การควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยดีขึ้น โมเดลมีความโปร่งใส มีความสามารถเพิ่มจากการพัฒนาร่วมกัน และมีศักยภาพในการลดการผูกขาดของผู้ขาย ท้ายที่สุดแล้ว LLM นำเสนอโมเดลขนาดเล็กกว่าให้กับองค์กร ซึ่งฝึกฝนได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และเปิดใช้งานแอปพลิเคชันทางธุรกิจและกระบวนการทางธุรกิจหลัก” จันทราเสการัน กล่าวเพิ่ม 

Domain-Specific GenAI Models

Domain-Specific GenAI Models ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรม ฟังก์ชันทางธุรกิจ หรือภารกิจที่มีความเฉพาะ โดยโมเดลเหล่านี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดวางยูสเคสการใช้งานภายในองค์กรได้ พร้อมมอบความแม่นยำ ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวที่ดีกว่า รวมถึงคำตอบที่เข้าใจบริบท ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการออกแบบข้อความที่ใช้สื่อสารกับโมเดล AI เทียบกับโมเดล AI ที่พัฒนามาเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป และยังสามารถลดความเสี่ยงจากกรณีที่ AI อาจสร้างภาพหลอนขึ้นมาเอง (Hallucination Risks) จากการฝึกฝนที่เน้นการกำหนดเป้าหมาย

Domain-specific models สามารถร่นระยะเวลาส่งมอบบริการตามความต้องการ (Time to Value) ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและมีความปลอดภัยสูงขึ้นสำหรับโครงการ AI ต่าง ๆ โดยการนำเสนอจุด Start ที่ก้าวล้ำกว่าสำหรับงานอุตสาหกรรมเฉพาะ สิ่งนี้จะส่งเสริมการนำ GenAI มาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในยูสเคสที่ General-Purpose Models ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จันทราเสการัน กล่าวเพิ่ม

Autonomous Agents

Autonomous Agents คือ ระบบรวม (Combined Systems) ที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้โดยปราศจากมนุษย์ โดยใช้เทคนิค AI ที่หลากหลายในการระบุรูปแบบของสภาพแวดล้อม การตัดสินใจ การจัดลำดับการดำเนินการและสร้างผลลัพธ์ โดยตัวแทนเหล่านี้มีศักยภาพเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมและปรับปรุงตลอดเวลา ทำให้สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนได้

“Autonomous Agents เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของความสามารถ AI โดยความสามารถดำเนินการและตัดสินใจได้อย่างอิสระช่วยปรับปรุงการดำเนินธุรกิจ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และใช้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนและมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน นอกจากนี้ยังเปลี่ยนบทบาทของทีมงานในองค์กรจากการส่งมอบ (Delivery) เป็นการควบคุมดูแล (Supervision) แทน

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU เปิดหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เตรียมผลิตบัณฑิตรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรม EV

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ในปีการศึกษา 2568 รองรับความต้องการบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีความต้องการอย่างมากจากการเปิดสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก หลักสูตรเน้นให้นักศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจ ลงมือปฏิบัติ และมีศักยภาพในการทำงานที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น อาทิ ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า  การจัดเก็บและจ่ายพลังงานแบตเตอรี่ การบำรุงรักษาแบตเตอรี่ การออกแบบและสร้างยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษและจีน เป็นต้น

ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่มีความนิยมรถยนต์ HEV (Hybrid Electric Vehicle) และ รถยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายค่าพลังงานและมีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากสถิติยอดขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 67 ที่ผ่านมาพบว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, xEV) ทั้งหมด 17,243 คัน คิดเป็นสัดส่วน 37.2% ของรถยนต์ทั้งหมด โดยเติบโตขึ้น 41.4% ซึ่งแบ่งเป็นยอดขายรถยนต์ HEV 9,203 คัน ยอดขายรถยนต์ BEV อยู่ที่ 7,265 คัน และที่เหลือเป็น PHEV สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

“โดยพื้นฐานแล้วรถยนต์ HEV จะมีระบบการทำงานที่ซับซ้อนกว่าทั้งรถยนต์ BEV และ ICE (Internal Combustion Engine) เพราะต้องมีทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่อยู่ในรถคันเดียวกัน ทั้งนี้การที่รถยนต์ HEV ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลานี้ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงกังวลทั้งเรื่องสถานีชาร์จรถไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุม รวมถึงความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และราคายังผันผวน ทำให้ปัจจุบันผู้บริโภคจึงนิยมใช้รถยนต์ HEV มากว่ารถยนต์ BEV และคาดว่ารถ HEV จะได้รับความนิยมต่อไปอีกประมาณ ถึง ปี แล้วรถ BEV จะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายต่อไป” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าว

ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ได้ขยายการลงทุนโดยการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยหลายราย ส่งผลให้มีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางในสาขานี้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว วิทยาลัย CITE DPU จึงเปิดหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ในระดับปริญญาตรี หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า การจัดเก็บและจ่ายพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ  ความรู้ด้านแบตเตอรี่ พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าแบบต่าง ๆ ทั้ง BEV HEV และ PHEV โดยนักศึกษาจะได้ทดลองปฏิบัติจริง เช่น การสร้างรถยนต์ไฟฟ้า การทดสอบแบตเตอรี่ การควบคุมการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าต่าง ๆ ระบบความปลอดภัย การส่งกำลัง ระบบกันสะเทือน รวมทั้งเทคโนโลยี AI สำหรับระบบควบคุมการขับเคลื่อน เป็นต้น

ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากนี้ หลักสูตรยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกเรียนภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารทางภาษา ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานในบริษัทต่างชาติในอนาคต ทั้งนี้ หลักสูตรเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก โดยมีความพร้อมทั้งด้านห้องปฏิบัติการ และความร่วมมือกับบริษัททั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตเครื่องมือด้านยานยนต์ และหน่วยงานที่ดูแลด้านมาตรฐานรถยนต์ เพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับโครงการสหกิจศึกษาในประเทศที่เป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์สมัยใหม่ในอนาคต โดยเปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาจากทุกสาขาทั้ง ม.ปลาย ปวช. และ ปวส. โดยผู้ที่จบการศึกษาสาขาช่างยนต์ ช่างกล ช่างอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเทียบโอนหน่วยกิตและประสบกาณณ์ทำงานเพื่อให้สามารถเรียนจบหลักสูตรได้ภายใน ปีเท่านั้น รวมทั้งยังมีหลักสูตรที่เรียนทั้งวันจันทร์-ศุกร์ และ วันเสาร์-วันอาทิตย์ ที่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังทำงาน

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเรียน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://cite.dpu.ac.th/ โทร .029547300 ต่อ 594, 498


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันประเทศไทย เปิดตัว 5G Innovation & Experience Studio ภายในโครงการ Thailand Digital Valley อย่างเป็นทางการ

บริษัท อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ประเทศไทย ประกาศเปิดตัว 5G Innovation & Experience Studio อย่างเป็นทางการ ที่ตั้งอยู่ในโครงการ Thailand Digital Valley อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยสตูดิโอแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของประเทศไทย ภายใต้โครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่มีความแข็งแกร่งและกำลังพัฒนายิ่งขึ้นในประเทศไทย

ด้วยการใช้ประสิทธิภาพจากโซลูชันเครือข่าย 5G ที่ทันสมัย ผนวกเข้ากับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสร้างเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้และยั่งยืนทั่วโลก ทำให้อีริคสันพร้อมมีบทบาทสำคัญเพื่อเร่งเดินหน้าประเทศไทยไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล

การจัดตั้ง 5G Innovation and Experience Studio ที่เพิ่งสร้างเสร็จนี้ คือ หมุดหมายสำคัญในแผนงานของอีริคสันเพื่อประเทศไทย โดยเป็นความร่วมมือกับรัฐบาลไทยผ่านทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม 5G ร่วมกัน โดยใช้เครือข่ายแซนด์บ็อกซ์ 5G ที่ทันสมัยของอีริคสัน มอบประโยชน์ทั้งในด้านการพัฒนา ทดสอบ ตรวจสอบ และรับรองยูสเคส 5G ใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและจากทั่วโลก

ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมแห่งนี้ยังจัดแสดงยูสเคส 5G ที่ล้ำสมัยไว้ในหลากหลายรูปแบบได้แก่หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) เครื่องจักรการผลิตอัตโนมัติที่พัฒนาร่วมกับ Mitsubishi และกล้อง CCTV 360 องศา แบบสวมใส่ได้ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้เผยให้เห็นถึงศักยภาพเทคโนโลยี 5G ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันบนเวทีโลก

มร.แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “5G เป็นแพลตฟอร์มเพื่อนวัตกรรม ช่วยสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ สำหรับผู้บริโภค องค์กรธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่ต้องการนำดิจิทัลมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อีริคสันประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมความร่วมมือและนวัตกรรมเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเครือข่าย 5G ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ด้วยการทำงานร่วมกันกับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและหน่วยงานอื่น ๆ ในระบบนิเวศ เราจะสามารถขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งคนไทย เศรษฐกิจและประเทศชาติ”

อีริคสันประเทศไทยยังเปิดกว้างด้านความร่วมมือในอนาคตกับผู้มีส่วนร่วมสำคัญในระบบนิเวศ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตร ผู้ใช้ปลายทาง สถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อพัฒนายูสเคส 5G ใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรม

จากรายงาน Ericsson Mobility ฉบับล่าสุด คาดการณ์ภายในปี 2572 จะมีจำนวนผู้ใช้ 5G ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ประมาณ 560 ล้านราย และเมื่อสิ้นปี 2566 มียอดผู้ใช้ 5G ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 61 ล้านราย ซึ่งผู้ใช้บริการ 5G ในภูมิภาคยังคงเติบโตต่อเนื่อง เป็นผลมาจากที่ผู้ใช้ย้ายมาใช้เครือข่าย 5G โดยได้รับแรงหนุนจากอุปกรณ์ 5G ที่ราคาย่อมเยาลง รวมถึงโปรโมชั่นการขายที่ดึงดูดใจ ส่วนลดและแพ็กเกจที่รวมการใช้ปริมาณดาต้าขนาดใหญ่จากผู้ให้บริการ คาดว่าในปี 2572 ผู้สมัครใช้บริการมือถือ 5G จะมีสัดส่วน 43% ของยอดผู้สมัครใช้บริการมือถือทั้งหมดในภูมิภาค และคาดว่ายอดการใช้ดาต้าต่อสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นจาก 17 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2566 เป็น 42 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2572

ก่อนสิ้นปี 2572 คาดว่า 5G จะกลายเป็นเครือข่ายมือถือที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากยอดการสมัครใช้ แม้ว่าการครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 5G จะเติบโตขึ้น แต่ย่านความถี่ 5G Mid-Band กลับถูกนำไปใช้งานเพียง 25% ของไซต์ทั้งหมดทั่วโลกนอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดย 5G Mid-Band มอบความลงตัวระหว่างการครอบคลุมพื้นที่และความจุ ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้

รายงาน Ericsson Mobility เดือนมิถุนายน ปี 2567 เผยให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งของการสมัครใช้บริการ 5G โดยมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารประมาณ 300 รายทั่วโลก เปิดให้บริการ 5G และมี 50 ราย เปิดให้บริการ 5G Standalone (หรือ 5G SA) ซึ่ง 5G ยังคงเติบโตต่อเนื่องในทุกภูมิภาค และคาดว่าในปี 2572 จะมีผู้ใช้ 5G คิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งหมด อีริคสันคือผู้นำ 5G ระดับโลก ปัจจุบันเปิดบริการเครือข่าย 5G ไปแล้วถึง 166 เครือข่าย ใน 69 ประเทศทั่วโลก

รายงานล่าสุดจาก Frost & Sullivan ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของอีริคสันในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ซึ่งครอบคลุมถึง Radio Access Networks (RAN), Transport Networks และ Core Networks โดยอีริคสันได้รับการจัดอันดับเป็นผู้นำอันดับ 1 ในรายงานการวิเคราะห์ตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ของ Frost Radar™ ประจำปี 2567 เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ซึ่งเน้นย้ำถึงผลจากกลยุทธ์ของบริษัทในการตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ให้บริการการสื่อสาร (CSPs)


Exit mobile version