เบอร์ลิน (5 กันยายน 2567) เอเซอร์ ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Copilot+ PC เปิดตัว Acer Swift Go 14 AI และ Acer Swift 14 AI มอบประสิทธิภาพการใช้งานที่หลากหลายและยกระดับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างน่าทึ่ง Acer Swift Go 14 AI มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Snapdragon® X Plus 8-core ใหม่ในดีไซน์ที่พกพาสะดวก ขณะที่ Acer Swift 14 AI ใช้โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ AI 300 Series ใหม่ที่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม AMD XDNA™ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล AI โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพโดยรวม. โน้ตบุ๊กสองรุ่นนี้เหมาะสำหรับการทำงานด้านสร้างสรรค์ การทำงานทั่วไป หรือการสตรีมมิ่งขณะเดินทาง คอมพิวเตอร์ Copilot+ PC ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการเวิร์คโหลดและแอปพลิเคชัน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้น
นายเจมส์ ลิน ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ก, เอเซอร์ อิงค์ กล่าวว่า “คอมพิวเตอร์ซีรีย์ Swift AI ใหม่นี้ เป็นโน้ตบุ๊กที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเพื่อการทำงาน การเรียนรู้ และเอนเตอร์เทนเมนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งานทุกฟังก์ชัน โดยโน้ตบุ๊ก Swift ซีรีย์ มีระบบการประมวลผลบนโปรเซสเซอร์ AI ที่ทรงพลังที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้นำเสนอความก้าวหน้าและประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมให้กับทุกท่าน”
ประสบการณ์ Copilot+ PC และชุดฟีเจอร์ด้าน AI กับ Acer
Copilot+ PC ช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการโต้ตอบ ความคิดสร้างสรรค์ และสื่อสารไปกับ Swift โดยมีฟีเจอร์ดังนี้:
Live Captions: แปลคำพูดจากภาษากว่า 44 ภาษาและแสดงคำบรรยายภาษาอังกฤษแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์วิดีโอ บทสนทนาในภาพยนตร์ หรือคลิปบน YouTube
Windows Studio Effects: มาพร้อมฟีเจอร์เสริมจาก AI เช่น การเบลอพื้นหลัง ปรับการมองของคุณบนการสนทนาทางวิดีโอ ช่วยให้คุณอยู่ในตําแหน่งกึ่งกลางเฟรมระหว่างการสนทนา การปรับแสงช่วยการมองเห็นได้ชัดเจน แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย และฟิลเตอร์สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ใช้ดูดีที่สุดในระหว่างการประชุมทางไกล การสตรีมสด หรือวิดีโอคอล นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงฟั่งชั่นต่างๆ ได้ด้วยการคลิกปุ่ม Copilot เพียงครั้งเดียว
แอปพลิเคชันที่ออกแบบด้วย AI ของ Acer มีให้ใช้งานบนโน้ตบุ๊ก Swift AI จะช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งขึ้น แอปพลิเคชัน AcerSense ทำให้การควบคุมการใช้งานของโน้ตบุ๊กเป็นเรื่องง่าย เช่น การเปลี่ยนการตั้งค่าระบบ การตรวจสอบ การเข้าถึงฟีเจอร์ AI ที่มีอยู่ และการปรับแต่งค่าต่างๆ ด้วยการคลิกเพียงปุ่ม AcerSense.
Acer User Sensing ช่วยปกป้องข้อมูลบนหน้าจอแม้ว่าผู้ใช้จะไม่อยู่ ด้วยเซ็นเซอร์ระยะใกล้ที่ติดตั้งในโน้ตบุ๊กจะตรวจจับระยะการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน ส่งผลให้หน้าจอล็อกโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้อยู่ห่างออกไป และเมื่อกลับมาเพื่อใช้งาน ก็สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างง่ายดายด้วย Windows Hello.
Acer Swift Go 14 AI: Copilot+ PC ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
Acer ได้เปิดตัวโน้ตบุ๊กซีรีย์ Swift Go ที่มาพร้อมกับ Copilot+ PC ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลระดับสูงเพื่อรองรับความต้องการการทำงานในปัจจุบัน Acer Swift Go 14 AI (SFG14-01) ใช้โปรเซสเซอร์ Snapdragon X Plus ที่มีการประมวลผลสูงถึง 8 คอร์ ความเร็วสูงสุด 3.4 GHz และ Qualcomm® Hexagon™ NPU ให้ประสิทธิภาพด้าน AI ถึง 45 TOPS รวมถึงหน่วยความจำ LPDDR5X สูงสุดที่ 32 GB และ SSD NVMe PCIe Gen 4 ขนาดสูงสุด 1 TB ซึ่งทำให้การทำงานมัลติทาสก์เป็นไปอย่างลื่นไหลและมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพียงพอ สำหรับการทำงานและการเล่นวิดีโอได้ยาวนานถึง 28 ชั่วโมงแม้ในกรณีที่มีเวิร์คโหลดหนักก็ตาม.
การใช้งาน AI เติบโตอย่างมหาศาลในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา และเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นผลพวงจากการพัฒนาที่ล้ำหน้าของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ large language models (LLMs) นั่นเอง การเติบโตนี้ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีการใช้งานโดยตรงที่พร้อมเปิดตัวสู่ตลาด หรือโดยอ้อมจากการปฏิรูปที่เกิดขึ้นรุนแรงและรวดเร็วเพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตและสร้างความยั่งยืนได้ดีในโลกของ AI
แม้ว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะเป็นผู้นำด้านการปฏิรูปสู่ดิจิทัลและถือว่าเป็นผู้มาก่อนกาล ที่ประยุกต์ใช้ AI ตั้งแต่ยุคแรกๆ และ AI ก็แทรกซึมอยู่ในทุกที่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ห้องนั่งเล่น อาคารและกระทั่งในโรงงานของชไนเดอร์เองก็ตาม เราได้เห็นพัฒนาการของ AI ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จนมาวันนี้ แทนที่บริษัทต่างๆ จะตั้งคำถามว่า “เราจะใช้ AI กันเมื่อไหร่ดี” ต้องเปลี่ยนเป็นคำถามที่ว่า “เราจะใช้ AI ได้เร็วแค่ไหน”
ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสของการผสานรวม AI ที่ขยายสู่วงกว้างได้ พร้อมกับต้องคิดว่าจะใช้ AI ให้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกับกลยุทธ์หลักทางธุรกิจได้อย่างไร ซึ่งสำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราได้ค้นหาแนวทางที่เป็นนวัตกรรมในการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลที่มีอยู่แล้ว มาผสานรวมกับ AI เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และระบบธุรกิจอัจฉริยะที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้นจากข้อมูล ด้วยการนำข้อมูลหลายสิบปีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางอย่างอยู่ในรูป AI สิ่งเหล่านี้แฝงอยู่ในเทคโนโลยีทั้งหมดของชไนเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นในโรงงาน ภายในอุปกรณ์ หรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็ตาม ตั้งแต่อัลกอริทึมของแมชชีนเลิร์นนิ่ง ที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ตลอดจนการผสานรวม LLM แบบบูรณาการ โดยทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยนักบิน ซึ่ง AI ช่วยเร่งการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติด้านอุตสาหกรรมของชไนเดอร์ได้เร็วยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้ชไนเดอร์ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Hy Stor Energy เพื่อพัฒนาการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวแบบ off-grid และระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ นอกจากชไนเดอร์จะมอบโซลูชันระบบอัตโนมัติ โซลูชันความปลอดภัย และแพลตฟอร์มควบคุมกระบวนการดำเนินงานของ AVEVA แล้ว ยังมอบซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพ AI ที่ช่วยปรับปรุงการวิเคราะห์สภาพอากาศ ช่วยให้ดำเนินงานในเชิงคาดการณ์ได้ และปรับปรุงโซลูชันการจัดการพลังงานแบบดิจิทัลให้แม่นยำขึ้นอีกด้วย การผสานกลยุทธ์ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้ Hy Stor Energy สามารถส่งมอบพลังงานปลอดคาร์บอน 100 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ลูกค้า รวมถึงพลังงานหมุนเวียนที่ปลอดภัย และเชื่อถือได้ในทันทีที่ต้องการ
โครงการ AI จะประสบความสำเร็จได้ ต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย
องค์ประกอบด้านมนุษย์ของ AI
ปีเตอร์ เฮอร์เวค ซีอีโอของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เคยกล่าวถึงมุมมองดังกล่าวในงาน CERA Week เมื่อตอนต้นปีว่า AI ทุกตัวเริ่มต้นและจบลงด้วยองค์ประกอบของมนุษย์ โดยอธิบาย AI ในแง่มุมที่เป็นการผสานปัญญาของมนุษย์ เข้ากับ AI หรือที่เรียกว่า “HI กับ AI” เมื่อรวมกันถึงจะสัมฤทธิ์ผลได้
ประการแรก มนุษย์มีความสำคัญต่อการสร้างและฝึกอบรมโมเดล AI เพื่อให้แน่ใจถึงความแม่นยำที่มากขึ้น และมีการป้อนข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับโมเดล AI ซึ่งเป็นข้อมูลจากประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ ประการที่สอง มนุษย์เป็นแกนกลางในการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ซึ่งจำเป็นต่อการผสานการทำงานร่วมกับ AI ได้สำเร็จ การบริหารการเปลี่ยนแปลงประเภทนี้ อาจหมายถึงการเอาคนใหม่มาร่วมในทีม หรือให้การสนับสนุนในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะให้ทีมงานที่มีอยู่ เพื่อช่วยสร้างความก้าวหน้าให้ AI ได้เร็วขึ้น การมุ่งเน้นที่องค์ประกอบสำคัญด้านมนุษย์ จะช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากชไนเดอร์จะใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมเหล่านี้ในโรงงานของเราเองแล้ว ยังนำเรื่องเหล่านี้มาช่วยลูกค้าเช่นกัน ขอให้ตระหนักว่าไม่ว่าพนักงานเจนไหนก็ตาม จะต้องใช้ AI เป็นตัวช่วยในการทำงานได้ง่ายขึ้น และจะดีมากหากพนักงานสามารถใช้ AI จัดการงานทุกอย่างได้อย่างสะดวก ปลอดภัย รับผิดชอบ และยั่งยืน
ในการใช้งานและผสานการทำงานร่วมกับ AI หากไม่มีการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี แม้จะใช้โมเดล AI ที่ดีที่สุด ทำงานได้ลื่นไหลที่สุด ก็อาจล้มเหลวได้ ซึ่งนำไปสู่ประเด็นต่อไป นั่นคือ AI จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้หากขาดความน่าเชื่อถือ
ความเชื่อมั่นใน AI
สำหรับภาคอุตสาหกรรมสำคัญๆ อย่าง พลังงาน ความเชื่อมั่นใน AI ถือเป็นสิ่งจำเป็น และต้องให้ความสำคัญในระดับเดียวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในขณะที่จุดเริ่มต้น อยู่ที่คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการสร้างและฝึกโมเดล แต่ความเชื่อมั่นใน AI ก็จะต้องเกิดจากการแนวทางออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งหมายความว่า โปรโตคอลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะต้องถูกสร้างและฝังไว้ในเครื่องมือ ในโซลูชัน AI รวมถึงกระบวนการต่างๆ ไม่ใช่ค่อยมาทำเพิ่มภายหลัง
การเสริมสร้างความเชื่อมั่นใน AI ยังหมายถึงการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และสิ่งมีค่าสูงสุดขององค์กร สำหรับภาคพลังงาน ความเชื่อมั่นในระดับนี้มีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากภาคพลังงาน มีการลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างหรือพัฒนาเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน
อย่างที่เคยกล่าวไปว่า AI มีบทบาทอยู่ในทุกสิ่งที่ชไนเดอร์ทำ และในการผสานรวม AI อย่างเต็มรูปแบบได้สำเร็จ ความร่วมมือกับพันธมิตรคือสิ่งสำคัญ ซึ่งในความเป็นจริง ความร่วมมือ คือจุดเริ่มต้นในการทรานส์ฟอร์มสู่ AI เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่ให้ความสำคัญกับ AI เป็นอันดับแรก
ตัวอย่างเช่น ชไนเดอร์ กำลังร่วมมือกับ Intel เพื่อนำเสนอโมดูล AI ที่เป็นส่วนหนึ่งในโซลูชัน EcoStruxure™ Automation Expert ตามที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ การทำงานร่วมกับ Intel ช่วยให้เราสามารถขยายศักยภาพของระบบอัตโนมัติที่ใช้ซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการบำรุงรักษา การเป็นพันธมิตรถือเป็นแนวทางของทั้งภาคอุตสาหกรรมในการผสานรวมการทำงานกับ AI ได้อย่างแท้จริง
ปี 2567 ถือเป็นปีสำคัญของผู้นำแอปพลิเคชัน Digital Workplaceเนื่องจากการให้ความสำคัญกับรูปแบบการทำงานไฮบริดและการทำงานจากระยะไกลนั้นลดลง ประกอบกับธุรกิจต่างมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยี Everyday AI เพิ่มขึ้น ทำให้ Everyday AI ถูกวางไว้ให้อยู่ในจุดสูงสุดของความคาดหวังที่จะเติบโตในวงจรเทคโนโลยีสำหรับ Digital Workplace Applications ในปี 2567 ของการ์ทเนอร์ (ดูรูปที่ 1)
ภาพที่ 1: รายงานวงจรเทคโนโลยีสำหรับ Digital Workplace Applications ปี 2567
ที่มา: การ์ทเนอร์ (สิงหาคม 2567)
Everyday AI สำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิผลการทำงานของพนักงานอย่างยิ่ง
อาดัม พรีเซตรองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า“Everyday AI มีเป้าหมายเพื่อช่วยพนักงานทำงานได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมและมั่นใจได้ โดยเทคโนโลยีนี้ยังสนับสนุนวิธีการทำงานแบบใหม่ ผ่านการใช้ซอฟต์แวร์อัจฉริยะทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมงานมากกว่าเป็นแค่เครื่องมือ ซึ่งปัจจุบัน Digital Workplaceกำลังเดินเข้าสู่ยุคการใช้ AI ในชีวิตประจำวัน”