Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพข่าวคณะอุตสาหกรรมเกษตร มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี จัดอบรมเชิงปฏิบัติการทางวิทย์

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการ “การฝึกทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในโครงการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง จังหวัดปราจีนบุรี โดยคณะอุตสาหกรรมเกษตรได้จัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 รอบ

รอบที่ 1 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 44 คน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2563 เวลา 08.30 – 16.30 น.

รอบที่ 2 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 จำนวน 56 คน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2563 เวลา 08.00 – 16.00 น.

 

นอกจากนี้คณะอุตสาหกรรมเกษตร ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความพร้อมด้านอุปกรณ์ เครื่องมือการแปรรูป เครื่องมือการวิเคราะห์คุณภาพ และศักยภาพของบุคลากรของคณะอุตสาหกรรมเกษตรในการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร โภชนาการ การจัดการ และนวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือด้านการพัฒนาทางวิชาการระหว่างคณะอุตสาหกรรมเกษตรและโรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุงต่อไป

ขวัญฤทัย ข่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DATA ร่วมกับสำนักงานปปช. ภายใต้หัวข้อ “อยู่ให้เป็น ในยุคเปลี่ยนแปลง”

คุณอภิสฤษฎิ์ นิรุชทรัพย์รดา ( คนที่ 1 จากขวา ) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาต้า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลั๊กไฟมากว่า 35 ปี ภายใต้แบรนด์ ดาต้า ( DATA ) “เชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด” หนึ่งในกลุ่มผู้นำการทำตลาดปลั๊กไฟในประเทศไทยที่มีการลงทุนด้านสินค้า นวัตกรรม การออกแบบ และทำตลาดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด ได้รับเชิญจาก สำนักงาน ป.ป.ช. ให้เข้าร่วมเป็นวิทยากร ในโครงการพัฒนาสมรรถนะเจ้าพนักงานป้องกันการทุจริต กิจกรรมที่ 2 การเสริมสร้างสมรรถนะสำหรับนักบริหารการป้องกันการทุจริตยุคใหม่ ภายใต้หัวข้อ “อยู่ให้เป็น ในยุคเปลี่ยนแปลง”

โดยได้แนะนำการใช้แนวคิด Design Thinking มาใช้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเพื่อความอยู่รอดของบริษัท และรองรับกับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ ดาต้า ทำเพื่อเปลี่ยนปลั๊กไฟธรรมดาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ ในรูปแบบที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทั้งในยุคปัจจุบัน และในอนาคต ณ โรงแรม ปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเซอร์ จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ชวนเที่ยวทั่วไทยในแคมเปญ Work Anywhere, Travel Together

กรุงเทพฯ 14 กันยายน 2563 – บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปิดแคมเปญ Work Anywhere, Travel Together ภายใต้โครงการ Amazing Thailand ยกความเป็นผู้นำนวัตกรรมไอที ชวนคนไทยออกเที่ยวทั่วไทย วันไหนก็เที่ยวได้ ทำงานได้ในทุกที่ ทุกเวลาในแบบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวไทย

นายกฤษณะ แก้วธำรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “พันธกิจของการท่องเที่ยวประเทศไทย คือการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยการท่องเที่ยวได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน และพื้นที่หรือสถานที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศอีกต่อไปสำหรับคนในยุคปัจจุบัน เพราะขอบเขตของสถานที่ทำงานได้ขยายกว้างให้ทุกคนสามารถสร้างพื้นที่ทำงานของตัวเองที่ไหนก็ได้ ซึ่งการทำงานพร้อมกับการเลือกออกเดินทางไปในสถานที่ที่ตนเองถูกใจ จึงเป็น Lifestyle ที่สามารถเห็นได้เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดย ททท. ยังมีแผนกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวได้ในทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ ไม่จำเป็นต้องรอเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยีรวมถึงอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองได้ทั้งการทำงานและการท่องเที่ยว จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยียังเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยในการเผยแพร่ สร้างการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง โดยเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูล ทั้งภาพ และเสียง และความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยวได้ ทำให้การร่วมเป็นพันธมิตรกับ Acer ก็จะสามารถเป็นฐานในการส่งข้อมูลและข่าวสารของแหล่งท่องเที่ยวได้อีกช่องทางหนึ่ง และส่งผลให้เกิดการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยอาศัยฐานลูกค้าที่กว้างขวางของ Acer อีกด้วย”

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทย ข้อมูลจาก EIC ระบุว่า รายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งไทยและต่างชาติในปี 2562 มีสัดส่วนสูงถึง 18.6% ของ GDP แยกเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 11.9% และนักท่องเที่ยวชาวไทย 6.7% ของ GDP ล่าสุด ธปท. ได้ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยลง ที่คาดว่าจะทำให้ GDP ลดลงอีก 0.5% และเมื่อเร็วๆ นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศด้วยการเชิญชวนให้คนไทยออกเที่ยวไทยเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้มีผลสำรวจของ ททท. ระบุว่าหนึ่งในเหตุผลที่คนไทยวางแผนท่องเที่ยวในระยะสั้น (เดินทางในจังหวัดที่พักอาศัย) ก็คือไม่มีเวลาว่างจากการทำงานนั่นเอง

ในชั่วโมงที่ยังไม่มีการเปิดน่านฟ้าระหว่างประเทศ กลุ่มคนที่ปกตินิยมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศจะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของภาคการท่องเที่ยว เพราะคนกลุ่มนี้กระหายในการเดินทางและมีกำลังซื้อสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญของภาคส่วนต่างๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้เรายังพบว่าปีนี้เป็นปีของ Digital Nomad ผู้ประกอบการอิสระหรือฟรีแลนซ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงตลาด out-source ก็เติบโตมากขึ้น เนื่องจากบริษัทหลายแห่งต้องการลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ บางประเทศที่เห็นโอกาสจากเทรนด์ตลาดนี้ได้เริ่มออกแคมเปญ การสนับสนุนต่างๆ สำหรับคนกลุ่มนี้ ให้สามารถย้ายที่ทำงานไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการออก Digital Nomad Visa โปรโมชันต่างๆ การลดหย่อนภาษี การให้วันหยุดที่ไม่นับเป็นวันหยุด ฯลฯ

มีคำถามเกิดขึ้นว่าการเวิร์คเคชั่น (Workation) นั้น “เวิร์ค” จริงหรือ สำหรับเอเซอร์เรามองว่าการทำงานแบบ “work-life flow” คือรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน นั่นคือการโฟกัสประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าความพยายามที่จะบาลานซ์ชั่วโมงการทำงาน ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานนั้น นอกจากเรื่องโลเคชันจะมีส่วนช่วยในการสร้าง productivity ให้คนทำงานแล้ว ความพร้อมในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และระบบเน็ตเวิร์คก็เป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลงานครีเอทีฟต่างๆ รวมถึงคุณสมบัติของเครื่องอุปกรณ์ที่ทำให้การทำงานนอกสถานที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น

แนวคิดล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สู่การคอแลปครั้งสำคัญของสองวงการ ดึงจุดแข็งของเอเซอร์ผนวกกับความเป็นไอทีที่เข้าถึงดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของผู้คนมาเป็นอีกหนึ่งเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยวในประเทศ ภายใต้แคมเปญ Make Your Mark Work Anywhere, Travel Together แคมเปญที่เอเซอร์ตั้งใจทำขึ้นเพื่อชักชวนคนไทยให้ออกมาท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ Hybrid: travel & work ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การทำงานของโลกยุคใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับ “ออฟฟิศ” หรือ “สำนักงาน” ช่วยให้เราสามารถท่องเที่ยวไปพร้อมกับการทำงานควบคู่กันได้ในทุกที่ ทุกเวลาอย่างมืออาชีพ โดยเอเซอร์จะโปรโมทวิดีโอการท่องเที่ยวในประเทศไทยไปกับช่องทางต่างๆ ของเอเซอร์ที่กระจายไปยังผู้ใช้ในกลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เอเซอร์เชื่อว่าจากการร่วมมือในแคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นและผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยมีสีสันมากขึ้น

นอกจากความร่วมมือกับ ททท. แล้ว เอเซอร์ร่วมกับอินเทล จัดโปรโมชั่น Make Your Mark Work Anywhere, Travel Together ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน – 31 ตุลาคม 2563 ลุ้นโชค 2 ชั้น มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท

โชคชั้นที่ 1 สำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Acer, Predator หรือ ConceptD ที่มี Intel® Processor และลงทะเบียนสินค้าผ่าน Inbox Facebook: Acer Thailand รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล

· แพกเกจตั๋วเครื่องบินไป-กลับ พร้อมที่พัก 3 วัน 2 คืน ณ DEVASOM Sky Villa จ.พังงา พร้อมดินเนอร์สุดหรู (สำหรับ 4 ท่าน) จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 120,000 บาท

· Notebook Acer Swift 3 จำนวน 20 รางวัลๆ ละ 23,990 บาท

· Voucher ที่พักรถบ้าน (สำหรับ 2 ท่าน) จำนวน 100 รางวัลๆ ละ 6,000 บาท

โชคชั้นที่ 2 เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Acer หรือ Predator รุ่นที่ร่วมรายการและลงทะเบียนสินค้าด้วยบัญชี Facebook ของตนเองผ่าน Inbox Facebook: Acer Thailand รับ Cash Back มูลค่าสูงสุด 2,000 บาท

กำหนดจับรางวัล วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์บริการเอเซอร์, ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต ประกาศผลทาง www.acerthailand.com ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://acerthailand.com/acer-work-anywhere


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สพอ. เปิดหลักสูตร ผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำ ปี 2563

สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดหลักสูตรผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำ ปี 2563 ทั้งในส่วนของ มจพ. กรุงเทพฯ และ ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม อ. มาบตาพุด จ. ระยอง หลักสูตรผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำ ค่าลงทะเบียนเข้าอบรม ท่านละ 5,900 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างอุปกรณ์และส่วนควบคุมต่าง ๆ ของหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงหลักการทำงานของหม้อน้ำหรือหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน ตลอดจนอุปกรณ์และส่วนควบคุมต่าง ๆ เพื่อให้มีความสามารถในการควบคุมการใช้หม้อน้ำหรือหม้อต้มได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุของหม้อน้ำหรือหม้อต้มและวิธีการแก้ไขป้องกันอุบัติเหตุดังกล่าว เพื่อให้ตระหนักถึงอุบัติเหตุอันตรายที่เกิดขึ้น ตลอดจนจะต้องทราบถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ควบคุมหม้อน้ำหรือหม้อต้มที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ผ่านการอบรมและผ่านการสอบมาตรฐานสามารถนำวุฒิบัตรไปยื่นขอขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม สอบถามรายละเอียดการขึ้นทะเบียน เพิ่มเติมได้ที่สำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0-2202-4222 หรือ 0-2202-4217 สำหรับหลักสูตร ผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำ ปี 2563 มีดังนี้

1) การจัดอบรมผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำปี 2563 ณ สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มจพ. รุ่นที่ 5/63 วันที่ 6 – 10 ตุลาคม 2563 และรุ่นที่ 6/63 วันที่ 23 – 28 พฤศจิกายน 2563 สถานที่ฝึกอบรม สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)

2) การจัดฝึกอบรม หลักสูตรผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำ ในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม รุ่นที่ 4/63 วันที่ 28-30 กันยายน 2563 และ วันที่ 1-3 ตุลาคม 2563 และรุ่นที่ 5/63 วันที่ 9-17 พฤศจิกายน 2563 สถานที่ฝึกอบรม ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม มจพ. ต. มาบตาพุด อ.ระยอง จ.ระยอง

สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 2616 และ 2617 E-mail : itditr@kmutnb.ac.thitditrr@gmail.com และสามารถสมัครอบรมออนไลน์

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HBA เดินหน้ายกระดับธุรกิจไม่หยุด ดึงกูรูร่วมแชร์เคล็ดลับสู่ความสำเร็จผ่านหลักสูตร Home Builder Expert 2020

หลักสูตรอบรมเพื่อธุรกิจรับสร้างบ้านที่ดีที่สุด กำลังจะกลับมา! “สมาคมคมธุรกิจรับสร้างบ้าน” เดินหน้ายกระดับธุรกิจรับสร้างบ้านมองไปข้างหน้าอย่างมืออาชีพภายใต้ชื่อหลักสูตร “ Secrets of Successful Home Builders #HBEX2020 : เคล็ดลับพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้านสู่ความสำเร็จ” ดึงผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรับสร้างบ้าน และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบบจัดเต็มตลอด 4 วันระหว่างวันที่ 2-3 และ 9-10 ตุลาคมนี้

นายธีร์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builders Association:HBA) เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังคงมีนโยบายที่จะยกระดับธุรกิจรับสร้างบ้าน มองไปข้างหน้าอย่างมืออาชีพ ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเปิดอบรมผ่านหลักสูตร Home Builder Expert ที่ได้จัดครั้งแรกเมื่อปี 2561 ต่อเนื่อง โดยสองครั้งที่ผ่านมามาประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีผู้เข้าอบรม 70-80 รายต่อครั้ง มาถึงปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่จัดภายใต้หลักสูตรที่ชื่อว่า “ Secrets of Successful Home Builders #HBEX2020 : เคล็ดลับพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้านสู่ความสำเร็จ” โดยการจัดอบรมดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 และ 9-10 ตุลาคม 2563 นี้ สนใจคลิกที่นี่ : https://bit.ly/3gxAeyk

ทั้งนี้ หลักสูตร Home Builder Expert เปรียบเหมือนเส้นทางลัดในขั้นตอนต่างๆนำไปพัฒนาองค์กรของตนเองจากผู้มีประสบการณ์มาให้แนวทาง รวมถึงเครื่องมือที่จะให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ในธุรกิจของท่านที่ตลอด 4 วันที่ผู้เข้าอบรมในหลักสูตร “Secrets of Successful Home Builders #HBEX2020 : เคล็ดลับพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้านสู่ความสำเร็จ” ซึ่งทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเชื่อมั่นว่า ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับประโยชน์ต่างๆจากการเข้าร่วม ดังนี้

· จะได้รับเคล็ดลับพัฒนาธุรกิจ สาระความรู้จากวิทยากร ตัวจริงเบอร์ต้นๆของวงการธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่จะมาบอกเล่าสาระสำคัญที่เป็นโยชน์ต่ออาชีพ รวมถึงข้อพึงระมัดระวังต่างๆในการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน
· เทคนิคการบริหารธุรกิจ ที่ผู้เข้าอบรมจะสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของท่าน
· จะได้รับมุมมองในการบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐานและการได้เรียนรู้การใช้เอกสารต่างๆ ซึ่งปกติคนทั่วไปไม่สามารถเรียนรู้ได้
· การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจรับสร้างบ้าน
· สร้างความสัมพันธ์กับกับคนในและนอกอุตสาหกรรม ธุรกิจรับสร้างบ้าน

พร้อมกันนี้ นายธีร์ ยังกล่าวด้วยว่า การเปิดอบรมผ่านหลักสูตร Home Builder Expert ซึ่งนอกจากวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านแล้ว ยังมีเป้าหมายขยายไปยังผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านที่อยู่นอกสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านหรือ “ผู้รับเหมา” ทั่วไปอีกด้วย ซึ่งในสองครั้งที่จัดมาก่อนหน้าก็มีผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านที่เข้ามาอบรมและได้ตัดสินใจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านหลังจากอบรมเสร็จเช่นกัน

“สมาคมฯเรามองว่าหลักสูตร Home Builder Expert จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยยกมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้านซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาฯภาคบริการเข้าสู่ระบบอย่างมืออาชีพ เพื่อแก้ไขหรือลดปัญหาเรื่องการทิ้งงาน สร้างบ้านแล้วไม่ได้บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ของวงการ” นายธีร์ กล่าวให้ความเห็นพร้อมกับกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า การเกิดปัญหาต่างๆ เหล่านี้มักเกิดจากผู้รับเหมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแข่งขันสูง ต่อสู้กันเรื่องราคา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกกระบวนการทำงานนี้ผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านควรที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้เพราะ ความต้องการที่ผู้บริโภคต้องการและคำนึงมากขึ้นๆ ก็คือ

· ความเป็นมืออาชีพ
· งานที่มีคุณภาพ ว่าจ้างก่อสร้างบ้านแล้วไม่ทิ้งงาน
· การลดใช้พลังงานภายในบ้านและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซัสโก้ ก้าวทันเทรนด์เทคโนโลยี เปิดบริการ Line @SUSCO เร่งดึงฐาน SUSCO Smart Member ตอบโจทย์.. เอาใจลูกค้า

ซัสโก้ สบโอกาส..ไตรมาส 3-4/2563 ปรับกลยุทธ์สร้างแบรนด์ และพัฒนาระบบฐานสมาชิก เพื่อก้าวสู่องค์กรธุรกิจยุคใหม่ มุ่งตอบสนองธุรกิจ และบริการผ่านระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย ล่าสุดเปิด Line @SUSCO เชิญชวนสมาชิก SUSCO Smart Member กว่า 1.4 ล้านรายทั่วประเทศ สมัครเข้าใช้บริการตามขั้นตอนง่ายๆ เพียง “เพิ่มเพื่อน และผูกเบอร์โทรศัพท์” จากนั้น รับสิทธิประโยชน์สูงสุด..แบบโดนใจ อาทิ แลกส่วนลดน้ำมัน ทองคำ สินค้าต่างๆ กิจกรรมลุ้นรางวัล และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ประเดิมแคมเปญเติมน้ำมันเพียง 600 บาท และเพิ่มเพื่อน รับน้ำดื่ม 2 ขวดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน– 31 ตุลาคม 2563 นี้

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2563 ซัสโก้ ถือโอกาสปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยมีแผนปรับแบรนด์ ซัสโก้ ให้กลมกลืนกับคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การปรับโฉมภาพลักษณ์สถานีบริการทั่วประเทศ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรธุรกิจขยายบริการ “Non-Oil Business” ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้า พร้อมกันนี้ ยังเตรียมผันเข้าสู่โหมดการให้บริการผ่านระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับฐานสมาชิก SUSCO Smart Member จำนวนกว่า 1.4 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งจัดแคมเปญพิเศษ เชิญชวนสมัครใช้ Line @SUSCO ขั้นตอนง่ายๆ “เพิ่มเพื่อน และผูกเบอร์โทรศัพท์ พร้อมกรอกข้อมูล” เมื่อเติมน้ำมันครบ 600 บาท รับน้ำดื่ม 2 ขวดใหญ่ ทันที เริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2563 นี้

การปรับรูปโฉมสถานีบริการน้ำมันสู่ดีไซน์ใหม่ ลูกค้าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในช่วงไตรมาส 4 ของปี2563 นี้ โดยวัตถุประสงค์ คือ ต้องการปรับแบรนด์ ซัสโก้ ให้มีความทันสมัย กลมกลืนกับคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะปรับเปลี่ยนได้ครบทุกสาขาภายในระยะเวลา 2 ปี สำหรับการปรับรูปโฉมสถานีบริการครั้งนี้ ได้ใช้งบประมาณปีละกว่า 200 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ก็มีแผนขยายสาขาให้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 15-20 สาขา ในย่านขุมชนเขตเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ซัสโก้ มีสถานีบริการน้ำมันรวม จำนวน 240 สาขา คาดว่าสิ้นปีนี้ จะสามารถขยายได้ครบ 250 สาขา ทั่วประเทศอย่างแน่นอน

“สำหรับ กลยุทธ์การรุกตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซัสโก้ได้ใช้โอกาสช่วง ไตรมาส 3-4 ของปี 2563 ในการพัฒนาระบบสมาชิก SUSCO Smart Member ที่มีอยู่จำนวนกว่า 1.4 ล้านราย และเปิด Line @SUSCO เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้า ให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างตรงกับไลฟ์ไตล์ และความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดมากมาย อาทิ กิจกรรมแจกโชคลุ้นรางวัล ใช้แต้มแลกซื้อสินค้า รวมถึงสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลราคาน้ำมันรายวัน โปรโมชัน และตรวสอบคะแนนสะสมการเป็นสมาชิก SUSCO Smart Member เป็นต้น ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงอยากขอเชิญชวนสมาชิก SUSCO Smart Member เปิดใช้บริการผ่าน Line @SUSCO ประเดิมแคมเปญพิเศษแรก เพียงเติมน้ำมันครบ 600 บาท เพิ่มเพื่อน และผูกเบอร์โทรศัพท์ พร้อมกรอกข้อมูล จากนั้น รับน้ำดื่ม 2 ขวดใหญ่ ทันที รับรองว่าสมาชิก SUSCO Smart Member จะพบกับความคุ้มค่าอย่างแน่นอน” นายชัยฤทธิ์ กล่าวในที่สุด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครั้งแรกในเอเชียอาคเนย์ ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เปิดคลินิกเฉพาะทางกายภาพบำบัดกับการกระตุ้นผ่านกระโหลกศรีษะด้วย TMS

10 กันยายน 2563 คณะกายภาพบำบัด เปิดคลินิกเฉพาะทางกายภาพบำบัด กับการกระตุ้นผ่านกะโหลกศีรษะด้วย TMS เป็นครั้งแรกในเอเชียอาคเนย์ ภายในงานได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ก้องเขต เหรียญสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในงานแถลงข่าว และรศ.ดร.กภ.จารุกูล ตรีไตรลักษณะ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้แถลงการเปิดคลินิกเฉพาะทางในครั้งนี้ พร้อมกับบรรดาคณาจารย์ นักกายภาพบำบัด ของศูนย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งนำไปสู่ความพิการในระยะยาวตามมาซึ่งการสูญเสียอย่างมหาศาลทางด้านเศรษฐกิจทั้งของโลกรวมทั้งประเทศไทย การคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆ จะช่วยลดภาระของญาติหรือผู้ดูแล การได้มาซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักฐานเชิงประจักษ์ในงานวิจัยต่างๆ นั้นยังสามารถนำไปบูรณาการกับการเรียนการสอน ในหลักสูตรหลังปริญญา กับเพิ่มอัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยให้มีอาการดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้

รู้หรือไม่ว่า ในบรรดาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองนั้น มีผู้ป่วยเพียง 5% เท่านั้นที่สามารถใช้แขนและมือในการเอื้อมหยิบจับของได้ใกล้เคียงปกติ สถิตินี้ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นในการคิดค้นกลยุทธ์เพื่อฝึกแขนและมือในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เนื่องจากผู้ป่วยยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้ดูแลในการดำรงชีวิตประจำวัน

คณะกายภาพบำบัดเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ประกอบกับ คณะฯ มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัดที่เฉพาะเจาะจงที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องมือ TMS หรือ Transcranial Magnetic Stimulation มากว่า 12 ปี จึงเห็นควรว่า การเปิดคลินิกกายภาพบำบัดเฉพาะทางร่วมกับการกระตุ้นสมอง TMS นั้นจะเป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้การรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีอาการที่ดีขึ้น และสามารถบูรณาการไปยังการเรียนการสอน และพัฒนางานวิจัยต่อไปในอนาคตในกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆ เช่น พาร์กินสัน และออทิสซึม

TMS หรือ Transcranial Magnetic Stimulation เป็นเทคนิคการรักษาที่ใช้การส่งคลื่นแม่เหล็กไปยังสมอง โดยไม่มีการสอดใส่วัตถุใด ๆ เข้าไปในร่างกาย เป็นการใช้เครื่องมือเพื่อปรับสมดุลการทำงานของสมองทั้ง 2 ซีก ให้คืนสู่สภาพเดิม หลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การปรับสมดุลนี้ส่งผลให้แขนและมือข้างที่อ่อนแรงกลับมาการใช้งานได้ดีขึ้น

องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับชนิด ความหนักของการฝึก และตัวแปรต่างๆ ในการกระตุ้นสมอง ถูกถ่ายทอดจากห้องปฏิบัติการสู่รายวิชาต่างๆ ในหลักสูตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต การบูรณาการวิจัยและการศึกษาแบบนี้เป็นวิธีส่งเสริมการศึกษาให้มีมาตรฐานระดับสากล โดยองค์ความรู้นั้นเป็นองค์ความรู้แบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์

ในการรักษาทางกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือ TMS นั้น จะทำร่วมไปกับการรักษาทางกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Task specific training (TST) เทคนิคนี้เป็นเทคนิคการฝึกกิจกรรมที่จำเพาะกับอาการและปัญหาของผู้ป่วย โดย TST จะเป็นกิจกรรมการหยิบจับสิ่งของตามโจทย์ที่ได้รับ ซึ่งการรักษาในรูปแบบนี้จะช่วยลดความบกพร่องต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเคลื่อนไหว ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ร่วมทั้งเพิ่มแรงจูงใจในการฝึก โดยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา TMS เหมาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่ไม่มีประวัติอาการชัก ไม่เคยถูกฝังโลหะในบริเวณที่กระตุ้น และไม่ได้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) การกระตุ้นด้วย

TMS ไม่มีอันตรายต่อระบบประสาทและร่างกาย อาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น รู้สึกไม่สบายบริเวณหนังศีรษะที่ได้รับการกระตุ้น เป็นต้น

ผู้สนใจเข้าใช้บริการการรักษาผ่านเครื่อง TMS สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ผ่านทางเว็ปไซต์: www.pt.mahidol.ac.th Facebook: ศูนย์กายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดล หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งนัดหมายทำการรักษาได้ที่ 063-520-5151 กด 2 ฝ่ายประชาสัมพันธ์


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดาต้าจัดโปรโมชั่น The Cat by DATA ผ่านไลน์

บริษัท ดาต้า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลั๊กไฟมากว่า 35 ปี ภายใต้แบรนด์ ดาต้า ( DATA ) “เชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด” หนึ่งในกลุ่มผู้นำการทำตลาดปลั๊กไฟในประเทศไทยที่มีการลงทุนด้านสินค้า นวัตกรรม การออกแบบ และทำตลาดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด จัดโปรโมชั่นพิเศษ The Cat สินค้าตกแต่งบ้านพร้อมปลั๊กไฟแบบ USB ในตัว ลดราคาพิเศษ 30% จากปกติ 1,299 บาท เหลือเพียง 949 บาท มีทั้งหมด 7 สี เงิน ดำ ขาว ทองแดง เทา เบอกันดี้ และเขียว พร้อมของแถมพิเศษฟรี อะแดปเตอร์ และหน้ากากมัสลิน

ผู้สนใจสามารถสั่งจองได้แบบพรีออเดอร์เท่านั้น ผ่านแอพพลิเคชั่น LINE MyShop พร้อมจัดส่งฟรีทุกออเดอร์ เฉพาะเดือนกันยายนนี้ โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.datatrustedpower.com Facebook: datatrustedpower Line: datatrustedpower


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส สุดยอดแฟรนไชส์ไทยดาวรุ่งมาแรงแห่งปี 2020 การันตีด้วยรางวัล “Franchise Shining Star” จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ออฟฟิศเมท พลัส (OfficeMate Plus+) แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจหนึ่งเดียวในไทย คว้ารางวัล “Franchise Shining Star” สุดยอดแฟรนไชส์ไทยดาวรุ่ง จากงาน Thailand Franchise Award 2020  โดยนางสาว วิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่  ออฟฟิศเมท พลัส รับมอบรางวัลจาก นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ ออฟฟิศเมท พลัส เป็นแฟรนไชส์ที่พลิกโฉมธุรกิจแฟรนไชส์ร้านค้าปลีก โดยปลดล็อคขีดความสามารถในการสร้างรายได้ด้วยโมเดลธุรกิจเชิงรุก Disruptive B2B OMNIchannel Franchise Model ให้แฟรนไชส์ซีขายสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจรวมกว่า 60,000 รายการ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งหน้าร้าน, พนักงานขาย (B2B Direct Sale), โทรศัพท์สั่งซื้อ, และ Social Commerce ผ่าน Line, Facebook โดยมีระบบจัดการสำเร็จรูปมาตรฐานสากล พร้อมคลังสินค้าและบริการจัดส่งถึงมือลูกค้าทั่วประเทศ รองรับทุกคำสั่งซื้อโดยที่แฟรนไชส์ซีไม่ต้องกังวลเรื่องการบริหารสต็อกเอง

ผู้สนใจออฟฟิศเมท พลัส สามารถติดต่อที่ปรึกษาแฟรนไชส์ โทร 1281 กด 6 หรือ 065-998-2988 หรือพูดคุยทาง Line: @OFM_Plus


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DITP พลิกวิกฤต เพิ่มโอกาสติดปีกสินค้าไทยผ่านช่องทางออนไลน์ กับแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ติดปีกสินค้าให้ผู้ประกอบการไทย สู้ภัยโควิด-19 ด้วยกิจกรรม Live Conference ที่ให้รายละเอียดเชิงลึกในการทำธุรกิจกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้น นำทั่วโลก และกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจที่เพิ่มประสบการณ์และขยายขีดความสามารถของผู้ประกอบ การไทยสู่ตลาดออนไลน์ในต่างประเทศ ผ่านรายการ “จับคู่ธุรกิจ ติดปีกการค้าออนไลน์” ในโครงการ Cross-Border e-Commerce Solutions & Business Matching Online

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผย ว่า ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เตรียมแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยการตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบให้ผู้ส่งออกหรือผู้ประกอบการ ไทยมีข้อจำกัดต่าง ๆ ในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ จึงทำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ทำการรวบรวมปัญหาต่าง ๆ และวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับ และเตรียมตัวตั้งรับในการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศในรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้น สำหรับโครงการ Cross-Border e-Commerce Solutions & Business Matching Online ซึ่งได้ปรับรูปแบบการจัด กิจกรรม จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้และการร่วม Business Matching ระหว่างผู้ ประกอบการไทยและผู้แทนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ แต่เนื่องด้วยเกิด สถานการณ์วิกฤตในปัจจุบันทำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ปรับกลยุทธ์และรูปแบบการจัด กิจกรรมให้ออกมาในรูปแบบ Online เพื่อตอบโจทย์ ยุค New Normal พร้อมจัดให้มีกิจกรรม Live Conference การพูดคุย แชร์เทคนิค รวมถึงการให้คำปรึกษาจาก ผู้แทนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ทั่วโลก ผ่านรายการ “จับคู่ธุรกิจ ติดปีกการค้าออนไลน์ ในทุกวันอังคาร เวลา 13.00น. ผ่าน Facebook page: Thaitrade.com และกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ Online Business Matching โดยผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอสินค้าและรับคำปรึกษาจากผู้แทนแพลตฟอร์มตัวต่อตัว ผ่านช่องทางออนไลน์ (Zoom Application)

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ จากหลากหลายประเทศทั่วโลกอาทิ Klangthai.com (ตลาดกัมพูชา), Thailand Food Country Tmall Store Operator (ตลาดจีน),Amazon.com (ตลาดอเมริกา), Bigbasket.com (ตลาดอินเดีย), Lazada Singapore และ OctoRocket Asia (ตลาดสิงคโปร์), CloudCommerce, The Hub Thailand, JatujakMall (ตลาดไทย) และ Amazon.in (ตลาดอินเดีย) ในการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการไทยในการเข้าร่วมชมรายการ รวมถึงกิจกรรม Online Business Matching ที่ทั้งสะดวกและตอบโจทย์ยุค New Normal เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 200 คู่ โดยมีมูลค่าคาดการณ์การซื้อขายถึง 4,300,000 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปี หรือกว่า 134,246,000 ล้านบาท จากสินค้า อาหารสดและอาหารแปรรูป อาทิ ขนมข้าวกล้องไทยอบกรอบ, ขนมไข่เค็ม, สาหร่ายปรุงรส, ซอสชนิดต่าง ๆ ,เครื่องแกง, ชุดเส้นทำอาหาร เป็นต้น ผลไม้สดและผลไม้แปรรูป อาทิ ผลไม้อบแห้งด้วย วิธีสุญญากาศ , มะขามแปรรูป , ข้าวเหนียวมะม่วงฟรีซดราย , ผลไม้สด (ทุเรียน ลำไย มังคุด) , เมล่อน อบกรอบ, ผลิตภัณฑ์ป้องกันเชื้อโรค อาทิ เจลล้างมือแอลกอฮอล์, น้ำยาทำความสะอาด, แมสผ้า/Face shield , สินค้าความสวยความงาม อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, คอลลาเจน, เครื่องสำอางจากผลิตภัณฑ์ออ แกนิก เป็นต้น ทำให้เห็นได้ว่าผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมทั้งในด้านสินค้าที่มีคุณภาพ กำลังส่งออก สินค้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ รวมถึงความพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของการทำธุรกิจในเจริญเติบโตและ มีประสิทธิภาพต่อไป

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถรับชมข้อมูลการทำธุรกิจออนไลน์ย้อน หลังได้ที่ Facebook : ThaiTrade.com ขณะเดียวกันสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและติดตาม ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงเนื้อหาที่จะช่วยให้ท่านไม่พลาดโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจของท่านให้ไกลสู่ ตลาดโลกโครงการ ที่เว็บไซต์ Thaitrade.com หรือ Facebook : ThaiTrade.com


 

Exit mobile version