Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวใจสำคัญ 3 ประการ ในการสร้างไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางการค้าและอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล

โดย วินเซนโซ ซาลเมอรี รองประธานฝ่าย คอมเมอร์เชียลและอุตสาหกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ การแข่งขันสู่การปฏิรูปดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป มีหลายบริษัทนำเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 4.0 มาช่วยเพิ่มคุณภาพและผลิตผล และเพื่อให้ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในการแข่งขัน บริษัททั้งหลายต้องสร้างศักยภาพด้านเอดจ์คอมพิวติ้งที่ปลอดภัย ให้ความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องอาศัยระบบโครงสร้างของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์มาช่วยตอบสนองเรื่องดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

อุตสาหกรรม 4.0 เกิดจากการผลักดันด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ซึ่งมาจากการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกรูปแบบมาช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน เหล่านี้คือประโยชน์บางส่วน การประยุกต์ใช้ IIoT หรือเทคโนโลยี IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรม ยังช่วยในเรื่องการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) ที่ช่วยเพิ่มเรื่องอัพไทม์ และลดค่าใช้จ่าย

ข้อมูล และข้อมูลในทุกแห่งหน
บริษัท วิจัย ไอดีซี คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมี “อุปกรณ์” ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จำนวน 40,000 ล้านชิ้น ซึ่งจะสร้างปริมาณข้อมูลมากถึงเกือบ 80 เซตตะไบต์ (หรือหนึ่งพันล้านล้านล้านไบต์) ในปี ซึ่งปริมาณข้อมูลที่เกิดจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกัน จะทำให้เราได้เห็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ที่ 28.7 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาที่ไอดีซีได้คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2018 ถึง 2025 แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์จะเติบโตมากกว่า 2 เท่า คือ 60 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ไอดีซีกล่าว

เรากำลังพูดถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล บล็อกโพสต์ของซิสโก้ในปี 2016 (ช่วงที่ทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเกินระดับของ ZB) ได้ให้ภาพรวมไว้อย่างดี ให้ลองคิดว่าข้อมูลหนึ่ง ZB หรือเซตตะไบต์ มีจำนวนเทียบเท่า 1,000 เทระไบต์ และถ้าแต่ละเทระไบต์ที่อยู่ในหนึ่งเซตตะไบต์ มีความยาวเท่ากับ 1 กิโลเมตร ก็จะมีความยาวเท่ากับการเดินทางไปกลับดวงจันทร์ 1,300 รอบ แต่ละรอบคิดเป็นระยะทาง 768,800 กิโลเมตร
และเมื่อคุณมีปริมาณข้อมูลขนาดมหาศาลระดับนั้น มีอยู่ 2-3 เหตุผลที่คุณต้องมีขุมพลังในการประมวลผลอยู่ในพื้นที่ อย่างแรกคือการส่งข้อมูลที่มีปริมาณขนาดใหญ่ไปประมวลผลที่คลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งอยู่ไกลไม่น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะ และสองคือ ความล่าช้าที่เกี่ยวข้องอาจจะแปรผันตามแอปพลิเคชัน IIoT จำนวนมากที่โดยธรรมชาติแล้วจะทำงานแบบเรียลไทม์

คุณสมบัติหลักของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์
องค์กรภาคการค้าและอุตสาหกรรม ต้องอาศัยเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เพื่อรองรับความตั้งมั่นในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล และอุตสาหกรรม 4.0 คำถามคือ แล้วจะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบนั้นได้อย่างไร สิ่งที่ต้องพิจารณามีอยู่ 3 ประเด็นต่อไปนี้

1. เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ มักจะอยู่ในขอบเขตของพื้นที่อุตสาหกรรมหรือการค้าอยู่แล้ว อาจจะเป็นในร้านค้าปลีก โรงงานผลิต หรือกระทั่งสถานที่กลางแจ้ง เช่นสาธาณูปโภค ทำให้ต้องเป็นโซลูชันแบบออล-อิน-วัน ทั้งประมวลผล จัดเก็บและมีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายที่ต้องติดตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดประเภท self-contained enclosure ซึ่งระบบโครงสร้างแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จเป็นระบบที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใน enclosure แบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ที่รวมเรื่องของระบบพลังงานทั้งหมด และหากจำเป็นก็ต้องรวมองค์ประกอบในเรื่องระบบทำความเย็นด้วยเช่นกัน

2. ระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แม้ธรรมชาติของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีขนาดเล็ก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์สำคัญทางธุรกิจ เช่นการปฏิรูปสู่ดิจิทัล จากมุมมองด้านการรักษาความปลอดภัย จะต้องได้รับการดูแลเสมือนเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลาง นั่นหมายความว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบผ่านระบบวิดีโออย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจหาและป้องกันการเข้าถึงระบบโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการตรวจสอบสภาพแวดล้อมเพื่อแจ้งเตือนเรื่องความร้อน ความเย็น และความชื้นที่มากเกินไป

3. การบริหารจัดการได้จากระยะไกล มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากในหลายๆ กรณี หรือในกรณีส่วนใหญ่จะไม่มีพนักงานอยู่ประจำที่ไซต์เพื่อคอยตรวจสอบและบริหารจัดการเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้น พนักงานฝ่ายไอทีต้องสามารถตรวจสอบการทำงานของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ได้จากส่วนกลาง คุณจะได้แต้มต่อ หากโซลูชันของคุณรวมบริการบำรุงรักษาเชิงป้องกันผ่านคลาวด์ เพื่อช่วยคาดการณ์และป้องกันความล้มเหลวก่อนที่จะเกิด

ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อประยุกต์กับทุกการใช้งาน
Enclosures ของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องการติดตั้งใช้งานได้อย่างเรียบง่ายและเร็ว ผู้สนใจสามารถตรวจสอบเพจหรือเว็บไซต์ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพิจารณาทางเลือกและหาโมเดลที่เหมาะกับคุณมากที่สุด สำหรับท่านที่สนใจโซลูชัน APC By Schneider Electric สามารถติดต่อผ่านคู่ค้าของเรา เพื่อประเมินว่าโมเดลไหนที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรคุณ โดยดูจากองค์ประกอบที่จำเป็น หรือเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิว สเปซ เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอวกาศ คาดมูลค่าหลังระดมทุนมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์

มิว สเปซ บริษัทผู้ให้บริการด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ นำโดย คุณเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง วิศวกรด้านการบินและอวกาศ อยู่ในช่วงของการระดมทุนในซีรีส์ B ประมาณตัวเลขอยู่ที่ 25 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าของบริษัทก่อนการระดมทุนอยู่ที่ 75 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 พันล้านบาท) จากการอ้างอิงของกลุ่มนักลงทุนคาดการณ์ว่าการระดมทุนครั้งใหม่นี้จะเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท มิว สเปซ ถึง 100 ล้านดอลลาร์

เงินระดมทุนในซีรีย์ B จำนวน 25 ล้านดอลลาร์ จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมที่สามารถรองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลที่มากขึ้น รวมถึงการขยายพื้นที่จุดรับส่งสัญญาณตามความต้องการของผู้ใช้งาน (High Throughput Satellite: HTS) โดยวิศวกร จาก มิว สเปซ จะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนของดาวเทียม และดาวเทียมดังกล่าวจะนำมาใช้ประโยชน์ด้านการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ทาง มิว สเปซ ยังมีแผนในการเร่งสร้างโรงงานอัจฉริยะขนาดกลาง เพื่อเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อการให้บริการในอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดาวเทียม ระบบอัติโนมัติ และระบบหุ่นยนต์ โดยในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวนั้น ทาง มิว สเปซ คาดว่าจะสามารถเพิ่มโอกาสในการลงทุน รวมถึงเพิ่มอัตราการจ้างงานแรงงานชั้นสูง อีกทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้ในอนาคตและ คาดว่าทาง มิว สเปซ จะสามารถสรุปจำนวนตัวเลขของการระดมทุนครั้งใหม่นี้ได้ในไตรมาสที่สี่นี้

มิว สเปซ ได้ร่วมมือกับ บริษัท ทีโอที ในการพัฒนาและ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน (Infrastructure) โดยระดมทุนในการสร้างระบบเกตเวย์ (Gateway System) และการให้บริการภาคพื้นดินในส่วนของพื้นที่ที่สำคัญในประเทศไทย นอกจากนี้ทาง มิว สเปซ ยังมีแผนที่จะสาธิตการใช้เทคโนโลยี 5G ในโรงงานที่อยู่ภายในพื้นที่ของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ตลอดจนโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมการบินและ อวกาศกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยกล่าวในงานแถลงข่าว “การทำข้อตกลงความร่วมมือ MoU ระหว่างบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมพัฒนาและลงทุนในธุรกิจดาวเทียม” ว่าบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์และ การเชื่อมต่อไร้สายโดยตรงผ่านระบบ Mobile Backhaul ของตลาดดาวเทียมท้องถิ่นในประเทศไทยนั้น มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่บริษัท มิว สเปซ จะกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำรายใหม่ในอุตสาหกรรมดาวเทียมและ จะเป็นผู้บุกเบิกด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของไทย มีรายงานเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐอย่าง Morgan Stanley ว่ามูลค่าของเศรษฐกิจอวกาศจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกภายในปี 2583 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาค
นักลงทุนรายเดิมของมิว สเปซ ได้แก่ คุณประสพ จิรวัฒน์วงศ์ เจ้าของบริษัท Nice Group Holding Corp Ltd. ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเครื่องแต่งกายกีฬารายใหญ่ให้แก่แบรนด์ Nike และ Adidas กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทกองทุนด้านเทคโนโลยี Majuven Venture Capital ตลอดจนพันธมิตรอื่นๆมีความเชื่อมั่นและ ให้ความไว้วางใจ ยืนยันการเข้าร่วมในการระดมทุนในรอบนี้ พร้อมกับนักลงทุนรายใหม่ที่ตกลงเข้ามาเพิ่มเติมเช่นกัน

บริษัท มิว สเปซ เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านดาวเทียมและอวกาศ ก่อตั้ง ในปี พ. ศ. 2561 บริษัท ได้สร้างประวัติศาสตร์โดยการส่ง payload ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียไปยังอวกาศ ด้วยจรวด New Shepard ของบริษัท Blue Origin นอกจากนี้ทาง มิว สเปซ ยังมีแผนจะสร้างดาวเทียมเป็นของตนเอง รวมถึงการเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในเอเชียแปซิฟิก เป้าหมายสูงสุดของทาง มิว สเปซ คือการแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกอย่างรวดเร็วโดยการค้นหาทรัพยากรใหม่ๆ นอกโลก เพื่อสร้างอาณานิคมของมนุษย์ อีกทั้งแหล่งอุตสาหกรรมบนดวงจันทร์ และมิว สเปซ ยังมุ่งมั่นที่จะทำให้การท่องเที่ยวทางอวกาศเชิงพาณิชย์เป็นไปได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
*สามารถรับชมคลิป Unveil technology ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=BTNg7qTpOBM


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SUSCO เดินหน้าสร้างพันธมิตรธุรกิจ มอบสิทธิ์ LALAMOVE DRIVER เติมน้ำมัน 600 บาท รับน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด

SUSCO มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ เดินหน้าสร้างพันธมิตรธุรกิจ เพื่อต่อยอดธุรกิจแบบก้าวเดินไปด้วยกัน มอบสิทธิประโยชน์ให้ LALAMOE DRIVER เติมน้ำมันเพียง 600 บาท รับทันที น้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด เริ่มตั้งแต่ พฤศจิกายน – ธันวาคม 2563

นายพงศธร ฉัตรนะรัชต์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซัสโก้ มุ่งสร้างพันธมิตรธุรกิจ เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด “ต่อยอดธุรกิจแบบก้าวเดินด้วยกัน” โดยเชื่อว่าในช่วงที่ทุกคน และทุกธุรกิจ ต้องต่อสู้กับวิกฤตรอบด้าน จะช่วยเสริมกำลังใจ เกื้อกูลกันและกันให้ก้าวเดินต่อไปได้ด้วยดี ในการจับมือกับ LALAMOVE ผู้นำด้านออนดีมานด์ลอจิสติกส์ ซึ่งมีคนขับรถขับร่วม (LALAMOVE DRIVER) ทั่วประเทศ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ เติมน้ำมันเพียง 600 บาท รับน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด ทันที เป็นการมอบสิทธิประโยชน์ และความคุ้มค่าให้กับ LALAMOVE DRIVER เป็นพิเศษ ในขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะขยายฐานลูกค้า SUSCO ให้เพิ่มมากขี้น โดยสิทธิประโยชน์ครั้งนี้ เริ่ม ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563 ณ สถานีบริการน้ำมัน ซัสโก้ ทุกสาขา ทั่วประเทศ

นางสาวภาพตะวัน ขจรไชยวุฒิ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัทฯ ลาลามูฟ อีซีแวน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ การได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ กับ ซัสโก้ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรก ในการมอบสิทธิประโยชน์ และความคุ้มค่าให้แก่กันและกัน โดย LALAMOVE DRIVER จะได้เติมน้ำมันคุณภาพดี และยังได้รับน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด ซึ่งได้เพิ่มมากขึ้นจากการเติมน้ำมันปกติ สำหรับ LALAMOVE DRIVER รถ 5 ประตู, รถกระบะตู้ทึบ และรถกระบะโครงเหล็กสูงที่ลงทะเบียนในขณะนี้ มีจำนวนมากกว่า 130,000 ราย ทั่วประเทศ เพื่อขนส่ง ขนย้ายสินค้าเล็ก-ใหญ่ให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็วทันใจ เมื่อได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการเติมน้ำมันของซัสโก้ ก็เป็นการช่วยประหยัดค่าน้ำดื่ม อีกทั้ง เป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นที่ดี เชื่อว่าน่าจะมีกิจกรรมพิเศษให้แก่กันและกันเช่นนี้อีกต่อไปในอนาคต ซึ่งที่่ลาล่ามูฟเราให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิทธิประโยชน์ที่คนขับจะได้รับตลอดระยะเวลาการเป็นคนขับร่วมกับเรา ทั้งนี้ มีความเห็นว่า การเกื้อกูลกันเริ่มต้นได้ตั้งแต่จุดเล็กๆ หากทุกภาคส่วนในสังคม เกื้อกูลกันและกัน จะเป็นพลังให้ทุกภาคส่วนในสังคมก้าวเดินไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ยกทัพเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิต มามอบส่วนลดสูงสุด 70% ที่บูธออฟฟิศเมท ในงานบ้านและสวนแฟร์

ออฟฟิศเมท ยกทัพเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิตมาที่บูธในงานบ้านและสวนแฟร์ ชวนคุณจัดบ้านหรือแต่งร้านใหม่ในสไตล์ที่เป็นคุณ! เลือกช้อปเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์คุณภาพและดีไซน์โดนใจ #ราคาคบได้ไม่เกินงบ ลดสูงสุดถึง 70% ออฟฟิศเมทคัดสรรมาให้ครบฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็น Executive & Ergonomic, Office Use, Casual Work & Play ให้คุณเลือก Mix & Match ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นมุมทำงานที่ออฟฟิศ โฮมออฟฟิศ มุมขายของ มุมผู้บริหาร Co-Working Space หรือ มุมพักผ่อน งานนี้สามารถช้อปเฟอร์นิเจอร์สุดฟินแบบเดินตัวปลิวไม่ต้องหิ้วกลับ เพราะเรามีบริการจัดส่งและประกอบเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นให้ฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศคุณ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พร้อมสิทธิพิเศษผ่อน 0%* นาน 3 เดือน กับบัตรเครดิตชั้นนำ เชิญชวนแวะมาที่บูธออฟฟิศเมท (B104-108) ในงานบ้านและสวนแฟร์ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี วันที่ 30 ต.ค. 63 – 8 พ.ย. 63

ความฟิน แบบพลาดไม่ได้!!! ในวันที่ 31 ต.ค. 63 เวลา 14.00-16.00 น.
• ฟินกับ “ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ” แบรนด์พรีเซนเตอร์คนล่าสุด ที่จะมาช่วยเลือกเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์ในงาน ผ่าน Facebook Live OfficeMate Shopping เวลา 14.00-15.00 น. ให้คุณเพลิดเพลินกับการรีวิวเฟอร์นิเจอร์และอัพเดทเทรนด์การสร้างสรรค์มุมทำงานใหม่ๆ เสมือนมาเดินช้อปปิ้งเองที่บูธออฟฟิศเมท ในงานบ้านและสวนแฟร์ โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มหล่อ ฟิล์ม-ธนภัทร พาทัวร์ทุกซอกทุกมุม ตัวไหนดี..! ตัวไหนเด็ด..! ตัวไหนโดน..! ติดตามชม Live ถูกใจตัวไหนทักแชทมาช้อปได้ทันทีที่ Facebook Inbox และ Line: @OfficeMate #แฟนฟิล์มต้องดู !!!

• เอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด ช้อปเฟอร์ฯ สุดฟินกับ “ฟิล์ม” เวลา 15.00-16.00 น. ที่บูธออฟฟิศเมท งานบ้านและสวนแฟร์ ที่ให้คุณได้กระทบไหล่ดารา “ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ” ที่จะมาช่วยคุณเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรด งานนี้ออฟฟิศเมทรับประกันความสุข ความฟินจิกโต๊ะจิกเก้าอี้! บอกเลย #แฟนฟิล์มต้องมา!!


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผศ.ประหัสชัย ชี้บทบาทศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ตอบโจทย์สถานประกอบการ

คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี มีความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพราะคณะเองก็มีภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม มีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความพร้อมในเรื่องสถานที่อยู่แล้ว จึงได้เล็งเห็นความสำคัญและความพร้อมในการพัฒนาแรงงานภายในจังหวัดปราจีนบุรี และเขตภูมิภาค ให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานในการประกอบอาชีพ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ผู้ทดสอบผ่านจะได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติระบุ ชื่อ นามสกุล สาขาและระดับที่ผ่านการทดสอบเป็นหลักฐานยืนยันในทักษะ ฝีมือของตน เพราะในปัจจุบันศักยภาพในการแข่งขันสูงในเวทีโลก ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในอาชีพ มีทักษะ ประสบการณ์ และมีใจรักในการให้บริการ (Service Mind)

ผศ.ประหัสชัย ระมาศ รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายแผนและประกันคุณภาพการศึกษา เปิดเผยถึงศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ณ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี ว่า ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น สืบเนื่องจากสำนักมาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีนโยบายส่งเสริมให้สถานประกอบการที่มีแรงงานในสายการผลิตและการบริการ พัฒนากําลังคนให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานในการประกอบอาชีพ โดยมีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นการทดสอบความรู้ ทักษะ ความสามารถ และทัศนคติในการทํางานของผู้ประกอบอาชีพตามเกณฑ์กําหนดของมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ที่มีฝีมืออยู่ในระดับประกันคุณภาพ และส่งเสริมให้สถานประกอบการใช้ผู้ผ่านการทดสอบ ประกอบกับ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี มีการจัดการเรียนการสอน บริการวิชาการ และการวิจัย อย่างต่อเนื่องตามภารกิจของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยทางคณะฯ มีภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความพร้อมในเรื่องสถานที่ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ จึงเล็งเห็นความสำคัญและความพร้อมในการพัฒนาแรงงานภายในจังหวัดปราจีนบุรี และเขตภูมิภาค “จึงยื่นขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานกลุ่มสาขาอาชีพบริการ สาขาพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ระดับ 1” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 โดยสถานที่ทดสอบ ณ อาคารปฏิบัติการท่องเที่ยวและโรงแรม (Villa Vichalai Hotel) และผ่านการประเมินแล้วจากสำนักงานมาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สามารถจัดทดสอบได้ ตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพภาคบริการ สาขาอาชีพพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ระดับ 1 (Front Desk Clerk/Receptionist)

อย่างไรก็ตามกลุ่มเป้าหมายศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท สถานที่พักรับรอง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ภายในจังหวัดปราจีนบุรี และเขตภูมิภาค ที่ต้องการพัฒนาบุคลากรและการวางแผนการฝึกอบรม เพื่อลดอัตราความเสียหายอันเนื่องจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าและบริการที่ได้มีคุณภาพดีขึ้น รวมถึงเป็นแนวทางในการคัดเลือกบุคลากรเข้าปฏิบัติงาน โดยทางศูนย์มีข้อกำหนดทางวิชาการสาขาพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ที่ใช้เป็นเกณฑ์วัด ความรู้ ความสามารถและทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพในเรื่องต่างๆ อาทิเช่น หน้าที่ความรับผิดชอบ กระบวนการลงทะเบียนเข้าพัก (Check in) คืนห้องพัก (Check Out) การให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างเข้าพัก การสื่อสารของพนักงาน การใช้ภาษาอังกฤษในอาชีพ ความปลอดภัย รวมถึงบุคลิกภาพ มรรยาท และจริยธรรมของพนักงานต้อนรับส่วนหน้า

ส่วนการสร้างจุดเด่น-จุดขาย ของศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะพิจารณาจากสถานประกอบการธุรกิจที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องมีการดำเนินมาตรฐานที่สอดคล้องกับภาครัฐ และต้องมีแรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานแรงงานแห่งชาติ อยู่ในสายการผลิตและการบริการตามจํานวนที่กําหนดจะได้รับจึงจะได้รับ “เครื่องหมายมาตรฐานฝีมือแรงงาน” สำหรับสถานประกอบการ ที่แสดงว่าบุคลากรของสถานประกอบการมีการให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและมีความปลอดภัย รวมถึงจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนด้านต่างๆ จากภาครัฐ อีกด้วย ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงาน ความปลอดภัยในการทำงาน และขั้นตอนวิธีการทำงานที่เหมาะสม เป็นต้น

ผศ.ประหัสชัย ระมาศ เสริมว่าหลักสูตรและทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์ฯ จัดการเรียนการสอนในหลักสูตร บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม โดยเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีคุณธรรมและจริยธรรมทางวิชาชีพ ที่มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้จริง เพื่อนำไปพัฒนาองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ โดยมีอาคารปฏิบัติการท่องเที่ยวและโรงแรม (Villa Vichalai Hotel) เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานจริง มีห้องพักรับรอง ห้องประชุมสัมมนา ห้องจัดเลี้ยง ซึ่งเปิดให้บริการสำหรับผู้เข้าพักที่สนใจมาใช้บริการ ภายใน มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี ไปพร้อมกับการฝึกปฏิบัติในหลักสูตร การให้บริการวิชาการควบคู่กัน เพื่อใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และที่สำคัญมีบุคลากรที่ความเชี่ยวชาญด้านนี้สำหรับดำเนินงานศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ส่วนทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์ฯ “เราบริหารจัดการภายใต้นโยบายของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยการประสานงานผ่านสำนักงานฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี” ทางเราให้การสนับสนุนด้านสถานที่ อุปกรณ์ และบุคลากรของหน่วยงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ในอนาคตทางคณะมีแผนขอยื่นรับรองเป็นผู้ทดสอบในกลุ่มสาขาอาชีพภาคบริการ สาขาอาชีพอื่นที่มีศักยภาพในการทดสอบต่อไป

ศูนย์ฯ ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการ เป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักในเขตพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ผู้สอนที่เป็นผู้ทดสอบให้ทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขรวมกันกับสถานประกอบการที่ส่งบุคคลากรมาฝึกอบรม ทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงในปัจจุบัน รวมถึงในอนาคตนักศึกษาของภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม และนักศึกษาที่สนใจ สามารถเข้ารับฝึกอบรมและการทดสอบ เพื่อรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ระดับ 1 ส่วนบทบาทพัฒนากําลังคนต่อศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ณ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี มีบทบาทต่อการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานของสถานประกอบการ และสนับสุนนจัดการเรียนการสอน สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรมที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ทั้งในด้าน ความรู้ (Knowledge) ซึ่งจำเป็นที่จะใช้ทำงานนั้นๆ ได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทักษะ (Skilled) เป็นการสะสมประสบการณ์จนเกิดเป็นความชำนาญ สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ตลอดจนทีทัศนคติ (Attitude) มีจิตสำนึกในการทำงานที่ดี

หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสร้ายโควิด-19 อาจารย์เล่าให้ฟังอีกว่า ทางศูนย์ฯ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี พึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นปีแรก ประกอบกับเป็นช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 พอดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมทั่วประเทศโดยตรง ทำให้ทางเรา “ต้องมีการปรับตัวในการให้บริการของอาคารปฏิบัติการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอน ฝึกปฏิบัติ รองรับผู้ใช้บริการ และเป็นสถานที่ตั้งศูนย์ฯ จะต้องปรับให้สอดรับกับ New normal” โดยเฉพาะให้สอดคล้องกับผู้มาใช้บริการที่สนใจในการดูแลสุขภาพ และความปลอดภัย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องสู่การเป็นต้นแบบเมืองสมุนไพรสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการอบรมและทดสอบของศูนย์ฯ ในอนาคต หากสนใจอยากจะไปเรียนที่ศูนย์ฯ นี้สามารถเข้าดูรายละเอียดสาขาอาชีพ กำหนดการอบรม และเวลาการรับสมัคร โดยสมัครได้ที่สำนักงานฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี (www.dsd.go.th/prachinburi) หรือคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ณ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี จะช่วยยกระดับฝีมือแรงงาน รับรองความรู้ความสามารถ (License) เพื่อพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน และส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่สามารถนำไปต่อยอด หรือสร้างองค์ความรู้สู่สถานประกอบการ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างสมประโยชน์ ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จากแรงงานผู้มีทักษะฝีมือ มีคุณภาพดีต่อผลผลิตของสินค้า การบริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทรูมันนี่ ออกแคมเปญ “รวยทองเป็นล้าน กับทรูมันนี่ วอลเล็ท” มอบโชค ลุ้นสร้อยคอทองคำมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านบาท

ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มอบแคมเปญพิเศษ “รวยทองเป็นล้าน กับทรูมันนี่ วอลเล็ท” เอาใจลูกค้าแม็คโคร และกระตุ้นการใช้จ่ายแบบแทนเงินสดลดสัมผัสอย่างต่อเนื่อง เพียงจับจ่ายซื้อของและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ที่แม็คโครทุกสาขาหรือช็อปออนไลน์กับแม็คโครคลิก (https://www.makroclick.com/th ) ทุก 500 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับสร้อยคอทองคำน้ำหนักรวม 50 บาท หรือมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านบาท พิเศษ! เมื่อใช้จ่ายเกิน 1 หมื่นบาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับสิทธิ์ลุ้นทองคูณสอง เช่น ชำระค่าสินค้าด้วยทรูมันนี่ วอลเล็ท ที่แม็คโครเป็นเงิน 10,500 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นทองจำนวน 42 สิทธิ์ ทันที (เศษของยอดการใช้จ่ายไม่นำมานับรวม) คุ้มยาว ๆ ช็อปกันเพลิน ๆ พร้อมลุ้นได้โชค ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 มกราคม 2564

ติดตามการประกาศรายชื่อผู้โชคดีรอบแรกในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/ และป้ายประกาศได้ที่แม็คโคร ทุกสาขา พร้อมติดตามข่าวสารและกิจกรรมพิเศษของแม็คโครได้ที่หน้าแอป TrueMoney Wallet โดยคลิกไอคอน Makro ในหัวข้อ ’โปรโมชั่นจากร้านค้า’

ขั้นตอนการซื้อสินค้าที่แม็คโครเพื่อร่วมแคมเปญลุ้นสร้อยคอทองคำกับแอปฯ TrueMoney Wallet

ซื้อสินค้าที่แม็คโครทุกสาขาทั่วไทย

  • ดาวน์โหลดและสมัครใช้แอปฯ TrueMoney Wallet
  • เติมเงินเข้าแอปฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ
  • เลือกเปิดบัตรสมาชิก Makro ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet หากต้องการ
  • จับจ่ายซื้อของและจ่ายเงินผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet
  • รับสิทธิ์ลุ้นทองอัตโนมัติตามเงื่อนไขแคมเปญฯ
  • ติดตามการประกาศผลผู้โชคดีผ่าน https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สั่งซื้อ “ออนไลน์” ที่แม็คโครคลิก

  • ดาวน์โหลดและสมัครใช้แอปฯ TrueMoney Wallet
  • เติมเงินเข้าแอปฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ
  • จับจ่ายซื้อของและเลือกจ่ายเงินผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet
  • รับสิทธิ์ลุ้นทองอัตโนมัติตามเงื่อนไขแคมเปญฯ
  • ติดตามการประกาศผลผู้โชคดีผ่าน https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/

ผู้สนใจคลิกดูรายละเอียดและเงื่อนไขแคมเปญ “รวยทองเป็นล้าน กับทรูมันนี่ วอลเล็ท” เพิ่มเติมได้ทาง https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/ หรือโทรสอบถาม Call Center เบอร์ 1240


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ก.แรงงาน จับมือหัวเว่ย สร้างแรงงานดิจิทัล สู่การขับเคลื่อนประเทศยุค 4.0

วันที่ 22 ตุลาคม 2563 ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือสูงขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถและทักษะในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต และประเทศไทย 4.0 โดยมีนายชาคริตย์ เดชา รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายไบรอัน หลิว รองกรรมการผู้จัดการบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนาม มีนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย ประเทศไทย และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคาร จีทาวเวอร์ ชั้น 39 กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ นฤมล กล่าวว่า รัฐบาลโดยการนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สู่การเป็นประเทศไทย 4.0 เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และให้ความสำคัญการพัฒนากำลังคนให้มีความพร้อมรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจใหม่ สอดคล้องกับภารกิจหลักของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในการพัฒนาและยกระดับฝีมือให้แก่กำลังแรงงานให้มีความรู้และทักษะฝีมือที่สูงขึ้น สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ การลงนามความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงาน มีเป้าหมายในการบูรณาการภารกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรฝึกของ กพร. นำไปขยายผลให้ความรู้แก่แรงงานในแต่ละพื้นที่ต่อไป

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาสามปีข้างหน้า จะร่วมกันสร้างโอกาสการเรียนรู้และจัดการฝึกอบรมที่เน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมไปถึงการสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน (ReSkill) และการยกระดับทักษะเดิมให้ดียิ่งขึ้น (UpSkill) เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน ช่วยลดอัตราการว่างงาน เพิ่มรายได้แรงงานไทย และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น พัฒนาด้านดิจิทัลให้แข็งแกร่ง เพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะสูงให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0

“เราเชื่อมั่นว่าแรงงานที่แข็งแกร่งและมีทักษะสูง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมไอซีที จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลได้สำเร็จ หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และช่วยพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายเติ้ง กล่าว

ในวันนี้ ยังได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมอาชีพเสริม สาขาการติดตั้งระบบส่งสัญญาณโทรคมนาคมในระบบ 4G และ 5G รุ่นแรก ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม ที่ผ่านมา การจัดฝึกอบรมดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องภายใต้ความร่วมมือนี้ ตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมให้แก่ผู้ที่สนใจ จำนวน 300 คน ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยครอบคลุมหัวข้อหลัก ๆ อาทิ เครือข่าย 4G และ 5G รวมไปถึงการลงพื้นที่จริง ณ สถานีฐาน (Base Station) อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าฝึกอบรมให้กับบุคลากรฝึกของกรม จำนวน 120 คน และฝึกอบรมออนไลน์ให้แก่บุคคลทั่วไปจำนวน 3,000 คน ซึ่งภายหลังการฝึกอบรมครบตามข้อกำหนด ผู้จบหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตรรับรองทักษะความรู้ที่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการ สมัครงานและยกระดับการประกอบอาชีพในอนาคต

“ขอขอบคุณหัวเว่ย ที่ได้มาผนึกกำลังกับภาครัฐในวันนี้ ทั้งสองฝ่าย นับว่ามีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อพัฒนาบุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำไปขยายผลและจัดโครงการให้ความรู้แก่แรงงานในแต่ละพื้นที่ต่อไป เรามุ่งมั่นที่จะกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและสังคมให้มีการเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พร้อม ๆ ไปกับการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0” รมช.แรงงาน กล่าวในท้ายสุด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ขานรับ “ช้อปดีมีคืน” ชวนช้อปลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท ออกใบกำกับภาษีง่ายและเร็วทุกช่องทางช้อป

ออฟฟิศเมท ขานรับนโยบายรัฐบาลกับมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ชวนผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา ฟรีแลนซ์ พนักงานออฟฟิศ และลูกค้าทั่วไป ช้อปสินค้าที่ใช้ในการประกอบอาชีพและใช้ในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 30,000 บาท* ตามมาตรการของรัฐ 23 ต.ค. 63 – 31 ธ.ค. 63 นี้

•  ลดหย่อนภาษีได้ทุกชิ้น* เมื่อช้อปสินค้ากว่า 60,000 รายการที่ออฟฟิศเมทตามมาตรการรัฐ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องปรินท์ หมึกพิมพ์ แก็ดเจ็ท เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ผู้บริหาร อุปกรณ์ทำความสะอาด และกระเช้าของขวัญปีใหม่
•  เซฟเงินสดในกระเป๋า กับสินค้าราคาประหยัดที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนให้คุณช้อปคุ้มทุกวัน พร้อมรับสิทธิพิเศษผ่อน 0%* นานสูงสุด 3 เดือน กับบัตรเครดิต KBank, SCB และ Central The1 (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
•  ออกใบกำกับภาษีง่ายและเร็ว ให้คุณช้อปสะดวกทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส, OfficeMate Contact Center 1281 หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ www.officemate.co.th, OfficeMate Mobile App และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate โดยมีบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มช. ผุดนวัตกรรมหุ่นยนต์ห่อมะม่วง หนุนเกษตรกรรมยุคดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วย AI

หากพูดถึงผลไม้ที่ขึ้นแท่นเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ มะม่วง ซึ่งได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีขั้นตอนและวิธีการดูแลที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนสายพันธุ์อื่น นั่นคือการห่อผลมะม่วงให้ได้ผลเป็นสีเหลืองทองและสวยงาม แต่ปัญหาของเกษตรกรที่พบคือ การห่อที่มีความคลาดเคลื่อน ทำให้ผลมะม่วงเกิดเชื้อราและมีแมลงเข้าไปทำลายเปลือกและเนื้อ ทำให้เกิดความไม่สวยงามของตัวผลมะม่วง ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้ทำการพัฒนาหุ่นยนต์ระบบ AI ในการช่วยห่อมะม่วงขึ้นมา เพื่อความแม่นยำ ลดการสูญเสียและเพิ่มความสะดวกให้แก่เกษตรกร

หุ่นยนต์ห่อมะม่วงระบบ AI เป็นการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์โรโบติกส์เข้ามาใช้ในสวน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากต่อการทำงาน เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ต้องมีเรื่องของระบบการเซนเซอร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการรับรู้เรื่องสภาพแวดล้อมภายนอก รวมทั้งหุ่นยนต์ต้องหาผลมะม่วงได้ด้วยตัวเอง โดยหุ่นยนต์จะถูกควบคุมด้วยระบบ AI ผสานกับเทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถตรวจจับสีของมะม่วงได้ว่าตรงไหนเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง มีการติดกล้องขนาดเล็กไว้ที่ตัวหุ่นยนต์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีการวัดระยะความห่างของมะม่วงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การห่อมะม่วงแต่ละครั้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การห่อที่ถูกต้อง เพียงแค่นำถุงคาร์บอนไปติดตั้งที่ปลายแขนของหุ่นยนต์ เครื่องก็จะใช้การตรวจจับของระบบ AI สั่งการได้ทันที

ในอนาคตสามารถที่จะนำหุ่นยนต์ไปทดลองกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้ รวมถึงการพัฒนาให้หุ่นยนต์มีความสามารถในการช่วยตัดแต่งกิ่งที่มีขนาดเล็ก ไปจนถึงเรื่องของการเก็บข้อมูลทางสถิติว่าจำนวนผลมะม่วงที่เก็บได้ในแต่ละต้นแต่ละปีเป็นเท่าไหร่ สำหรับนวัตกรรมชิ้นนี้ถือว่ามีความแม่นยำที่สูงมากในการห่อมะม่วง ช่วยลดปัญหาการห่อของชาวสวน ทั้งในเรื่องการจ้างแรงงาน ซึ่งลักษณะแรงงานโดยทั่วไปต้องอยู่กลางแดด เผชิญกับความเหนื่อยล้า ความเร่งรีบในการห่อ และเรื่องของการห่อผิดขนาด จากนวัตกรรมหุ่นยนต์ห่อมะม่วงนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่พัฒนาและต่อยอดมากจากการประกวดแข่งขันหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ สำหรับการเกษตรอัจฉริยะ โดยสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทยและองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดครั้งนี้และนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยให้สามารถใช้งานได้จริง รวมถึงเพิ่มมูลค่าทางการผลิตให้กับเกษตรกรได้ในอนาคต

ด้วยศักยภาพและความเชี่ยวชาญของอาจารย์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร อันจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย และเพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งในแง่ของการยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีความทันสมัย และสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วีเอ็มแวร์นำเสนอระบบ Intrinsic Security ความปลอดภัยที่รวมอยู่ภายในสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วีเอ็มแวร์ ผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับซอฟต์แวร์ระดับองค์กร เปิดเผยถึงการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยที่แท้จริงที่รวมอยู่ภายใน (Intrinsic Security) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถปกป้องธุรกิจให้ปลอดภัยในโลกวิถีใหม่ โดยครอบคลุมบุคลากรที่ทำงานจากที่บ้านและนอกสถานที่ รวมไปถึงระบบคลาวด์ภายในองค์กรและระบบคลาวด์สาธารณะ โซลูชั่นซีเคียวริตี้ดังกล่าวจะยกระดับการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์สาธารณะและระบบคลาวด์ภายในองค์กร รวมถึงส่วนปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัย และบุคลากรที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officer – CISO) สามารถจัดการและคุ้มครองดูแลการเข้าถึงแอพต่าง ๆ บนระบบคลาวด์ซึ่งส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ทุกประเภทได้อย่างชาญฉลาด ควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในอนาคต

รายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกของวีเอ็มแวร์ คาร์บอนแบล็ค (VMware Carbon Black’s Global Threat Report1) ชี้ว่า สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วโลกมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย 91% ของบุคลากรฝ่ายรักษาความปลอดภัยทั่วโลกที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าตนเองได้พบเห็นแนวโน้มการโจมตีทางไซเบอร์โดยรวมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นผลมาจากการที่พนักงานทำงานจากที่บ้านกันมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก 32% พบว่ามีปัญหาช่องว่างที่สำคัญอย่างมากสำหรับความสามารถขององค์กรในการตรวจสอบภัยคุกคามด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ขณะที่กว่าหนึ่งในสี่ (28%) ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่ามีปัญหาช่องว่างที่สำคัญหรือร้ายแรงในแง่ของการรองรับการทำงานจากที่บ้าน ในสภาพแวดล้อมธุรกิจแบบใหม่ที่มีการกระจัดกระจายสูงมากเช่นนี้ องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางเรื่องการรักษาความปลอดภัย เพื่อปกป้ององค์กรจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการใช้เทคนิคและวิธีการที่หลากหลายกว่าที่เคยมีมา เพื่อขู่กรรโชกองค์กร ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก และแทรกซึมเข้าสู่องค์กร

ซันเจย์ เค. เดชมุคห์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี วีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพานวัตกรรมดิจิทัลอย่างมาก เพื่อตอบสนอง ปรับตัว และเพิ่มความรวดเร็วฉับไวในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ และจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความยืดหยุ่นและความปลอดภัยให้แก่องค์กร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว วีเอ็มแวร์มุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ปรับใช้แนวทางของเราในเรื่องการรักษาความปลอดภัยที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรปรับเปลี่ยนการดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

ที่งาน VMworld 2020 วีเอ็มแวร์นำเสนอโซลูชั่นและบริการที่หลากหลายเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตในตลาดที่มีความวุ่นวายมากที่สุด วีเอ็มแวร์นำเสนอแพลตฟอร์มคลาวด์ ดิจิทัลเวิร์กสเปซ เน็ตเวิร์ก ซีเคียวริตี้ และการปรับปรุงแอพให้ทันสมัย ซึ่งเป็นรากฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกันสำหรับการสร้าง ใช้งาน จัดการ เชื่อมต่อ และปกป้องแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในทุก ๆ ที่

การรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์ภายในองค์กรและระบบคลาวด์สาธารณะ
องค์กรต่างๆ มุ่งพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มคลาวด์และการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ทันสมัย และต้องการโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและใช้งานง่าย ด้วยเหตุนี้ วีเอ็มแวร์จึงได้เปิดตัว VMware Carbon Black Cloud WorkloadTM ซึ่งให้การปกป้องที่เหนือกว่า ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการคุ้มครองเวิร์กโหลดที่ทันสมัย เพื่อลดช่องทางการโจมตี และเสริมสร้างสถานะความปลอดภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นวัตกรรมโซลูชั่นดังกล่าวประกอบด้วยฟีเจอร์การรายงานความเสี่ยงตามลำดับความสำคัญและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเวิร์กโหลดพื้นฐาน รวมไปถึงเทคโนโลยีชั้นนำด้านการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดที่รันอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ช่วลไลซ์ ระบบคลาวด์ภายในองค์กร และระบบคลาวด์แบบไฮบริด

โซลูชั่นดังกล่าวผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยของคาร์บอนแบล็ค เข้ากับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ของวีเอ็มแวร์ เพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับเวิร์กโหลดที่ โซลูชั่น VMware Carbon Black Cloud Workload บูรณาการเข้ากับ vSphere อย่างกลมกลืน โดยทำหน้าที่เป็นระบบรักษาความปลอดภัยแบบไม่ใช้เอเจนต์ (Agentless) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและจัดการระบบ และประกอบด้วย Telemetry ต่าง ๆ สำหรับการคุ้มครองเวิร์กโหลดในกรณีการใช้งานที่หลากหลาย โซลูชั่นแบบครบวงจรนี้จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยและฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานสามารถปกป้องเวิร์กโหลดใหม่ๆ และเวิร์กโหลดที่มีอยู่ได้โดยอัตโนมัติในทุก ๆ จุด ตลอดทุกขั้นตอนของการรักษาความปลอดภัย ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการควบคุมดูแลและผนวกรวมสแต็คด้านไอทีและซีเคียวริตี้เข้าไว้ด้วยกัน สำหรับทีมงานฝ่ายรักษาความ

ปลอดภัย โซลูชั่น VMware Carbon Black Cloud Workload จะให้คุณประโยชน์ดังต่อไปนี้:

การตรวจสอบอย่างทั่วถึงเพื่อระบุความเสี่ยงและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเวิร์กโหลด: Carbon Black Cloud Workload ช่วยให้ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยและฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานสามารถทุ่มเทความสนใจไปยังจุดอ่อนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด รวมถึงช่องโหว่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม เพราะโซลูชั่นนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการค้นหาจุดอ่อนให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่เป็นการค้นหาจุดอ่อนที่มีโอกาสถูกโจมตีมากที่สุด

การป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อการโจมตีขั้นสูง: ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยมักจะขาดความสามารถในการตรวจสอบและควบคุมภายในสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์แบบเวอร์ช่วลไลซ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โซลูชั่น Carbon Black Cloud Workload จะช่วยปกป้องเวิร์กโหลดที่รันอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว ด้วยการประเมินจุดอ่อนและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเวิร์กโหลด บวกกับเทคโนโลยีการป้องกันไวรัสแห่งอนาคต (Next-Generation Antivirus – NGAV) การตรวจสอบพฤติกรรมของเวิร์กโหลด และการตรวจจับและตอบสนองต่ออุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint Detection and Response – EDR) สำหรับเวิร์กโหลดต่างๆ

การดำเนินงานที่ง่ายขึ้นสำหรับทีมงานฝ่ายไอทีและฝ่ายรักษาความปลอดภัย: แนวทางแบบ Intrinsic ของวีเอ็มแวร์เป็นการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่รวมอยู่ภายในระบบเวอร์ช่วล เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดในทุก ๆ ที่ และทำให้ทีมงานไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างความปลอดภัยกับความสะดวกในการดำเนินงาน

Carbon Black Cloud Workload จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมในภายหลังในช่วงปีนี้ รวมถึงโมดูล Carbon Black Cloud สำหรับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและคุ้มครองเวิร์กโหลด Kubernetes ความสามารถใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยสามารถกำกับดูแลและควบคุมสภาพแวดล้อม Kubernetes ได้อย่างเหมาะสม

อนาคตของการดำเนินงานด้านความปลอดภัย
การตรวจจับและตอบสนองต่อกรณีปัญหาด้านความปลอดภัยมีความสำคัญและความท้าทายเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน องค์กรต่าง ๆ จึงต้องการ “มุมมอง” ที่หลากหลายมากขึ้นสำหรับการตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทาง เวิร์กโหลด ผู้ใช้ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ และต้องการแนวทางที่รอบด้านมากกว่าเดิมสำหรับการตอบสนองต่อภัยคุกคาม เนื่องจากเวิร์กโหลดและแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อถึงกันเพิ่มมากขึ้น

Extended Detection and Response (XDR) จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการจัดหาแนวทางแบบครบวงจรสำหรับการตรวจจับและตอบสนองต่อกรณีปัญหาด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นในหลายๆ ส่วน ตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทาง เวิร์กโหลด ไปจนถึงผู้ใช้และเครือข่าย

การรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่
บุคลากรที่ทำงานจากที่บ้านหรือนอกสถานที่ก่อให้เกิดปัญหาท้าทายในหลายๆ เรื่อง เช่น การเพิ่มพนักงานเข้าสู่ระบบ การตรวจสอบและกำกับดูแล การรักษาความปลอดภัย การคุ้มครองพนักงาน และอื่น ๆ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาท้าทายเหล่านี้และรองรับการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต องค์กรจำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมแนวทางการรักษาความปลอดภัย การให้บริการ และความซับซ้อนในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมไอที และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว วีเอ็มแวร์จึงได้เปิดตัวส่วนขยายเพิ่มเติมสำหรับ VMware SASE Platform, Workspace Security VDI และ Workspace Security Remote

โซลูชั่นใหม่นี้จะรองรับการควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยอย่างครบวงจรตามแนวทาง Zero Trust ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเช่น Secure Access Service Edge, Digital Workspace และ Endpoint Security ซึ่งทำงานอย่างสอดประสานกันบนแอปพลิเคชั่น ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด

บูรณาการระบบแบบคลิกเดียว (One-Click) ร่วมกับ Zscaler
พร้อมกันนี้ วีเอ็มแวร์และ Zscaler ได้เปิดตัวส่วนบูรณาการระบบใหม่ ซึ่งจะรองรับการตรวจสอบและปกป้องบุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่ได้อย่างทั่วถึงและครบวงจร ส่วนบูรณาการระบบแบบ One-Click นี้จะช่วยให้ลูกค้าของทั้งสองบริษัทสามารถหยุดยั้งภัยคุกคามใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ปลายทาง และรองรับการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันภายในองค์กรแบบมีเงื่อนไขตามแนวทาง Zero Trust อย่างแท้จริง

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์
วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.vmware.com/company.html


 

Exit mobile version