Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวสวิตช์ปลั๊กโฉมใหม่ AvatarOn A ติดตั้งง่าย ครบทุกความต้องการในแบรนด์เดียว

กรุงเทพ- 5พฤศจิกายน 2563: ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวสวิตช์ไฟและเต้ารับรุ่นใหม่ AvatarOn A ดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม แบบไร้กรอบ เรียบหรู ดูดี ลงตัวในทุกดีไซน์ ครบทุกความต้องการสำหรับที่พักอาศัยเจนเนอร์เรชั่นใหม่ ให้ความปลอดภัยสูง สามารถปรับแต่งรวมสวิตช์และเต้ารับได้หลากหลายรูปแบบตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันในแต่ละห้อง แต่ละพื้นที่ มาพร้อมเทคโนโลยีอีซี่คลิป(Easy Clip) ช่วยให้ติดตั้งง่าย AvatarOn A ยังผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับมาตรฐาน IEC (International Electro technical Commission)

นายกุศล กุศลส่ง รองประธาน Home& Distributions ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา เผยว่า สังคมและยุคสมัยเปลี่ยนไป ผลิตภัณฑ์ต้องรองรับการเปลี่ยนรูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเป็นหลัก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงให้ความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มสวิตช์และเต้ารับให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุม และให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน AvatarOn A นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสวิตช์ไฟและเต้ารับ ที่จะเข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตและการพักผ่อนในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยสามารถเลือกจับคู่ประเภทของสวิตช์และเต้ารับให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานแต่ละคน กิจกรรมในแต่ละห้องหรือแต่ละพื้นที่ เช่น การผสมระหว่างโมดูลชาร์จ USB กับปุ่มไฟหรี่และปุ่มควบคุมพัดลมบริเวณหัวนอนเพื่อสะดวกในการใช้งานสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องลุกจากที่นอน โดยใน 1 เต้าสามารถใส่ได้สูงสุดถึง 3 โมดูล นอกจากนี้สวิตช์ไฟของเรายังมีความโดดเด่นด้วยเสียงคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความปลอดภัยทุกครั้งที่กด ด้วยการออกแบบภายในที่ไม่เหมือนใคร มีการขยายระยะห่างระหว่างจุดสัมผัสภายในสวิตช์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่เกิดจากแรงดันไฟฟ้าที่สูงแบบเฉียบพลันอีกด้วย AvatarOn A จึงถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยยุคใหม่ได้ดีทีเดียว ด้วยการออกแบบที่ไม่ได้แค่เพียงสวยงาม แต่ให้ความปลอดภัย พร้อมๆ กับโมดูลที่สามารถเลือกให้รวมอยู่ในเต้าเดียวกันได้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการติดตั้งเต้าแยก หรือต้องเจาะผนังจำนวนมาก”

AvatarOn A นับเป็นแรงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในอีโคซิสเต็มแบบ 360 องศา ทั้งผู้พักอาศัย สถาปนิก เจ้าของโครงการหมู่บ้าน คอนโด และช่างไฟ ทั้งยังหาซื้อง่ายตามร้านขายวัสดุก่อสร้าง ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มีสีให้เลือกถึง 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีเทา และสีดำ มีโมดูลต่างๆ ให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโมดูลสวิตช์ที่มีให้เลือกถึง 4 แบบ 3 ขนาด โมดูลเต้ารับมีให้เลือกถึง 3 ขนาด มีทั้งเต้ารับปลั๊กจากอุปกรณ์ไฟฟ้า และเต้ารับ USB ทั้ง type A และ type C นอกจากนี้ยังมีโมดูล VDI โมดูลไฟหรี่ ปุ่มกดฉุกเฉิน และ โมดูลฝาครอบเสริมโลหะขนาดต่างๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเติมเต็มความต้องการสำหรับชีวิตยุคใหม่ได้อย่างครบครัน

AvatarOn A เริ่มวางจำหน่ายภายในเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ที่ร้านค้าไฟฟ้าและร้านค้าออนไลน์ทั่วประเทศ
https://www.se.com/th/th/home/products/avatarona/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เจรจาจับคู่ธุรกิจสุดปัง! ในงาน Smart SME Expo 2020

เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายเลยทีเดียวสำหรับกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจที่ทำแบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในงาน Smart SME EXPO 2020 ที่ได้โมเดิร์นเทรด ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ รวมทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง ทั้งในและต่างประเทศ ตบเท้าเข้าร่วมจับคู่ธุรกิจอย่างมากมายภายในงาน อาทิ พีที แม็กซ์มาร์ท , CJ Express, Top Supermarket, Thailandmall, ทีวี ไดเร็ค, ห้างกนกกาญจน์ ดีพาร์เมนต์ สโตร์ , ลาซาด้า, Youpik Thailand, แอลเอ็นดับเบิ้ลยู, ริชี่ เพลซ 2002, AirPay counter, Sea Talk, Ocha รวมทั้งคู่ค้ารายใหญ่จากประเทศจีน ลาว และกัมพูชา โดยสามารถเจรจาจับคู่ธุรกิจได้มากถึง 293 คู่ แบ่งเป็นการจับคู่กับคู่ค้าภายในประเทศไทย 206 คู่ และการจับคู่กับคู่ค้าต่างประเทศทั้งประเทศจีน ลาว กัมพูชา รวม 87 คู่ มีธุรกิจอาหารแปรรูปเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 70 รองลงมาคือ ธุรกิจความงาม และธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสร้างสีสันและความคึกคักภายในงานได้เป็นอย่างดี


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดรับสมัคร J-MAT Next Gen รุ่นที่ 36 “Next chapter to be a new you”

ชมรมยุวสมาชิกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย หรือ J-MAT เชิญชวนนิสิตนักศึกษา สมัครเข้าร่วม โครงการ J-MAT Next Gen รุ่นที่ 36 ภายใต้ธีม “Next chapter to be a new you โอกาสที่จะสร้างประสบการณ์ให้คุณสู่การเป็นนักการตลาดรุ่นใหม่” เพื่อเปิดเส้นทางแห่งโอกาสสำหรับนิสิตนักศึกษา ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพและความรู้ที่เกี่ยวข้องด้านการตลาด
มีความสนใจเข้าร่วมเป็นคณะทำงานชมรมยุวสมาชิกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นตัวแทนสถาบันในการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเยาวชน

โดยฝึกบริหารโครงการและพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ด้วยวิธีลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งมีรุ่นพี่ที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหารจากทางสมาคมการตลาดฯ คอยให้คำแนะนำ พร้อมทั้งเป็นตัวแทนของสถาบันในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโอกาสและกิจกรรมต่างๆ จากสมาคมการตลาดฯ ไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

คุณสมบัติผู้สมัคร
เป็นนิสิต นักศึกษา ชั้นปีที่ 2 – 4 (ไม่จำกัดคณะ สาขา และสถาบัน) ที่มีความสนใจอยากเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางด้านการตลาด
โดยสามารถเข้าร่วมการประชุมประจําทุกเดือนกับทีม Smart J-MAT และทางสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้อย่างน้อย 2 ครั้ง / เดือน รวมถึงมีบทบาทและส่วนร่วมในการบริหารโครงการต่างๆ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ร่วมกับเพื่อนๆ ในรุ่นกว่า 20 สถาบันทั่วประเทศ
เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2563

ลงทะเบียนเพื่อสมัครออนไลน์ได้ทาง:
https://form.jotform.com/202711950958056

ติดตามรายละเอียดและข่าวสารโครงการได้ทาง
Facebook: “J-MAT” http://bit.ly/smartjmat
Instagram: “jmat_official” www.instagram.com/jmat_official
LINE@: “@smartjmat” http://bit.ly/Line_SMARTJMAT


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อสังหาฯ ไทย Go Inter ต้องรู้จัก FIABCI

ทำความรู้จัก FIABCI ช่องทางที่มีศักยภาพในการนำอสังหาริมทรัพย์ไทยไปลงทุนเมืองนอก Go Inter ไปเชื่อมต่อกับตลาดโลก

ในยุคปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ไทยจำเป็นต้อง Go Inter หรือไปลงทุนเมืองนอกกันแล้ว ถ้าจะไปเชื่อมต่อกับโลก เราจำเป็นต้องมีช่องทางที่ดีคือ FIABCI นั่นเอง

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังระส่ำระสายทางการเมืองและเศรษฐกิจ การส่งออกก็ประสบความยากลำบาก วิสาหกิจไทยควรไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศไทยของเราด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงฝ่ายรับรอการลงทุนจากต่างประเทศเท่านั้น การไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศนั้น ให้ประโยชน์หลายสถาน เช่น:

เป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากในขณะนี้โอกาสการลงทุนในประเทศไทยมีจำกัด กำลังซื้อก็หดหายไปมาก ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จะลดลงกว่าปี 2562 ถึง 30% การขยายตัวของธุรกิจพัฒนาที่ดินจึงแทบไม่มี

เป็นการแสวงหาโอกาส เพราะในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน แม้จะมีสถานการณ์โควิด-19 อยู่มาก เมื่อเทียบกับประเทศไทย แต่เศรษฐกิจของเขายังแข็งแกร่งอยู่อีกมาก หลายประเทศเศรษฐกิจไม่ติดลบแม้ในปี 2563 นี้ และในปี 2564 เศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านก็ยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าไทยมาก ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสดีในการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ และจากผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ตลาดในต่างประเทศกำลังเติบโตสูงมาก

เป็นการสร้างแบรนด์ จากการเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินท้องถิ่นเฉพาะในประเทศไทย ก็จะกลายเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินข้ามชาติไปเลย ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น อย่างบริษัทรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เช่น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) หากไปพัฒนาในอินโดนีเซีย ในอีก 15 ปีข้างหน้า ขนาดของ PS ในอินโดนีเซียอาจใหญ่กว่าในไทยเสียอีก

ในโลกนี้มาสมาพันธ์อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแหล่งรวมนักอสังหาริมทรัพย์จากทั่วโลก นั่นคือ FIABCI เป็นชื่อย่อตามภาษาฝรั่งเศส หรือแปลเป็นอังกฤษว่า International Real Estate Federation ซึ่งเป็นสหพันธ์อสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสมาชิกถึง 70 ประเทศทั่วโลก และที่สำคัญเป็นศูนย์รวมของนักอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท เช่น นักพัฒนาที่ดิน นายหน้า ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ผู้บริหารทรัพย์สิน หรือนักวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่รวมกันเป็นสหพันธ์หรือสมาคมที่มีขนาดใหญ่และมีกิจกรรมต่อเนื่องเชื่อมต่อในระดับโลก และในประเทศไทย ก็มี FIABCI-Thai โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นนายกสมาคมอยู่ในขณะนี้

FIABCI ที่เกิดขึ้นมาราว 70 ปีก่อนนั้น เข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 40 ปีก่อนแล้ว โดยมีหลักฐานอย่างหนึ่งก็คือ คุณสุขุม ถิระวัฒน์ อดีตนายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินเคหะและ การก่อสร้าง ที่ก่อตั้งตั้งแต่ก่อนปี 2520 เป็นบุคคลหนึ่งที่ก่อตั้ง FIABCI ไทยเป็นคนแรก เพราะท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ Medal of Honor ในนามของ FIABCI-Thai ในปี 2526 และคนไทยอีกคนหนึ่งที่ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรตินี้ ก็คือ ดร.โสภณ พรโชคชัย ที่ได้ในปี 2549

FIABCI-Thai ก็ขาดหายไประยะหนึ่ง ผู้ที่ร่วมก่อตั้งท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าสมาคมนี้เป็นสมาคมใหญ่มาก ไปประชุมแต่ละทีมีคนไปนับพันคน ทำให้การจะไปเชื่อมต่อกับใคร คงจะไม่ได้ในรายละเอียดอะไรมากนัก ประกอบกับช่วงนั้นมีสมาคม ASEAN Association of Planning and Housing (AAPH) ซึ่งเชื่อมต่อนักพัฒนาที่ดินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ยิ่งกว่านั้นการไปประชุมนานาชาติทั่วประเทศในยุคนั้นคงเสียค่าใช้จ่ายกันมากพอสมควร กิจกรรมของ FIABCI จึงขาดตอนไปนั่นเอง

จนกระทั่งถึงในปี 2547 ก็มีความพยายามในการจัดตั้ง FIABCI-Thai ขึ้นมาอีก ในคราวนั้น ดร.โสภณ พรโชคชัย และคุณประยูร ดำรงชิตานนท์ ได้ร่วมกันก่อตั้ง และได้ไปประชุม FIABCI โลกร่วมกันที่นครฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ดร.โสภณ เป็นผู้ขึ้นไปรับธงแต่งตั้ง FIABCI-Thai และในปีนั้นก็ได้มีการก่อตั้ง FIABCI-Thai ขึ้นมาใหม่ โดยเรียนเชิญ รศ.มานพ พงศทัต เป็นนายกสมาคม และยังมีคุณสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งเข้าร่วมด้วย แต่สมาชิกก็ยังมีน้อย และไม่ค่อยมีกิจกรรมต่างๆ มากนัก

ปรากฏว่าหลังจากการก่อตั้งและเชิญ รศ.มานพ มาเป็นนายกสมาคมแล้ว ดร.โสภณ ก็เคยเสนอให้ตำแหน่งนายกสมาคม FIABCI-Thai นี้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ เพื่อให้สมาคมที่เกี่ยวข้องกับวงการอสังหาริมทรัพย์ได้มีส่วนร่วมในการนำสมาคม ให้สมาคมเป็นของทุกภาคส่วน ดร.โสภณ เองก็ปล่อยให้ รศ.มานพและคุณประยูรเป็นผู้บริหารสมาคมไป อย่างไรก็ตามสมาคมก็ยังมีสมาชิกจำนวนจำกัด และไม่อาจที่จะจ่ายค่าสมาชิกแก่ FIABCI โลกต่อไป

มาถึงปี 2560 FIABCI โลก จึงติดต่อให้ ดร.โสภณ กลับมาฟื้นฟู FIABCI-Thai ขึ้นมาใหม่ โดยไปรับธงแต่งตั้ง ณ ประเทศแอนดอรา ซึ่งมีการจัดประชุม FIABCI World Congress หลังจากนั้นมา ดร.โสภณ ก็ส่งทั้งเทียบเชิญ/อีเมล์เชิญสมาชิกเก่าให้มาร่วมเป็นสมาชิกของ FIABCI-Thai ใหม่นี้ และ FIABCI-Thai ก็ได้มีกิจกรรมต่างๆ เรื่อยมาอย่างสม่ำเสมอ เช่น พาคณะไปประชุม สัมมนา ดูงานในต่างประเทศเป็นระยะๆ เพื่อให้ FIABCI-Thai เป็นเสมือนหน้าต่างโลกสำหรับนักพัฒนาที่ดินและนักวิชาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจที่จะขยายการดำเนินงานในต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการไปต่างประเทศนั้น เป็นการกระจายความเสี่ยง เป็นการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และถือเป็นการสร้างแบรนด์สำหรับการเป็นบริษัทข้ามชาติในอนาคต

การเป็นสมาชิก FIABCI-Thai นี้จะทำให้เราสามารถ
เชื่อมต่อกับนักพัฒนาที่ดินและนักวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอื่น เพราะ FIABCI ในแต่ละประเทศมีบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่เกี่ยวข้องด้วย เราจะได้ไปร่วมประชุมรายเดือนหรือประจำปีของแต่ละสมาคมเพื่อ “เลือกคู่” ที่เหมาะสมต่อไป หรืออาจไปพบเป็นการเฉพาะราย

มีงานนิทรรศการอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เพื่อให้เป็นโอกาสในการแสดงสินค้าอสังหาริมทรัพย์ให้สามารถขายได้ทั่วโลกแทนที่จะเพียงขายจากการ Roadshow อย่างเดียว

มีการจัดประชุมนานาชาติปีละ 2 ครั้ง โดยเป็นการประชุมประจำปี 1 ครั้งและประชุม Global Business Meeting อีก 1 ครั้ง แต่ละครั้งก็จะจัดในแต่ละประเทศ หมุนเวียนกันไป เราจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นในระดับโลก

มีการจัดประกวดโครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น FIABCI Prix d’Excellence Awards ซึ่งรางวัลนี้เป็นเสมือนหนึ่งรางวัลออสการ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เป็นการสร้างแบรนด์ของเราทางหนึ่

นี่เองนักอสังหาริมทรัพย์ในยุคใหม่ที่ต้องเชื่อมต่อโลก ควรที่จะอยู่ในเครือข่ายของ FIABCI โปรดดู www.fiabci-thai.org เราจะได้ Go Inter ไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์

อ้างอิง
FIABCI Medal of Honor.
ภาพข่าวการร่วมงาน FIABCI World Congress, Houston.
ดร.โสภณ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน FIABCI ประเทศไทย. AREA แถลง ฉบับที่ 216/2560: วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2560.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Smart SME EXPO 2020 เงินสะพัดกว่า 2 พันล้านบาท

Smart SME EXPO 2020 ฝ่าวิกฤตโควิด เผยมียอดผู้เข้างานตลอด 4 วันเฉียด 3 หมื่นคน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 2 พันล้านบาท ขณะที่การจับคู่ธุรกิจ Business Matching สูงถึง 293 คู่ ส่วนผู้เข้าอบรมสร้างงานสร้างอาชีพในงานเกือบ 1,000 คน

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงาน Smart SME EXPO 2020 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่าประสบความสำเร็จเกิดคาดหมาย แม้จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้าน ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ แต่คนไทยก็ยังคงให้ความสนใจ และมองหาโอกาสในการลงทุนและประกอบกิจการ

ทั้งนี้ภาพรวมของงาน ปรากฏว่ามียอดผู้คนเข้าชมงาน ตลอด 4 วัน รวมทั้งสิ้นเกือบ 3 หมื่นคน ภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการระบาดโควิด- 19 และไม่นับรวมผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาที่จัดขึ้นภายในงานผ่านระบบออนไลน์อีกจำนวนมาก

สำหรับแฟรนไชส์ธุรกิจ ภายในงานที่มีมากมายกว่า 300 บูธ พบว่า มีผู้สนใจจองและซื้อแฟรนไชส์ มูลค่ารวมถึง 500 ล้านบาท (ไม่รวมยอดขายปลีก) โดยแฟรนไชส์ที่มียอดขายสูงสุดเรียงลำดับ ได้แก่ ตู้เติมน้ำมันอัตโนมัติและคลังน้ำมันออสซี่ออยล์ , แฟรนไชส์ร้านตัดผม Yes it is , แฟรนไชส์เครื่องซักผ้า M soul , แฟรนไชส์ไส้กรอกแม่ไก่ , แฟรนไชส์ ชานม Am Tea และ แฟรนไชส์ T-Time ติ่มซำ เป็นต้น

ส่วนยอดยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ที่มาเปิดโอกาสทางการเงินให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์และนักลงทุนภายในงาน มีเม็ดเงินรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท ได้แก่ ธนาคารออมสิน 605 ล้านบาท , ธนาคารกรุงเทพ 352 ล้านบาท, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 241 ล้านบาท Exim Bank 70 ล้านบาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 133 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 45 ล้านบาท เป็นต้น

นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ได้ให้บริการค้ำประกันยอดสินเชื่อมูลค่า 13 ล้านบาท และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มียอดจองสินเชื่อบ้านภายในงานสูง 63 ล้านบาท

ส่วนสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ งานนี้มียอดเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) สูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีจำนวนคู่เจรจาธุรกิจมากถึง 293 คู่ แบ่งเป็นการจับคู่กับคู่ค้าภายในประเทศไทย 206 คู่ และการจับคู่กับคู่ค้าต่างประเทศทั้งประเทศจีน ลาว กัมพูชา รวม 87 คู่ โดยประเทศที่ผู้ประกอบการสนใจเจาะตลาดมากที่สุดคือ ประเทศกัมพูชา และประเภทธุรกิจที่เข้าร่วมเจรจามากที่สุด คือธุรกิจอาหารแปรรูป คิดเป็นร้อยละ 70 รองลงมาคือ ธุรกิจความงาม และธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค

ด้านกิจกรรมสัมมนาและอบรมอาชีพฟรี เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยหัวข้ออบรมและเวิร์คช็อป ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ หลักสูตร ชง ชิม ช้อป กับแชมป์บาริสต้า 4 สมัย , เปิดโลกกัญชา กัญชง และ กระท่อม โดยThai Herb , การสร้างโอกาสการขายบน TikTok , ทำการตลาดออนไลน์ ให้เหนือคู่แข่งหลังยุค COVID- 19 , YouTuber เปลี่ยนสายตาและประสบการณ์ชีวิตเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น โดยผู้ที่เข้าร่วมฟังและอบรมรวมเกือบ 1,000 คน

นางสาวณรินณ์ทิพ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับหน่วยงานให้บริการและส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ร่วมงานครั้งนี้ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเช่นทุกปี อาทิ สสว. ซึ่งมาให้บริการรับขึ้นทะเบียนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้กับเอสเอ็มอี สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ที่มาโชว์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อให้เอสเอ็มอีได้เรียนรู้ เป็นต้น

“เราจัดงานครั้งนี้ขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตรอบด้าน แต่สิ่งที่เราพบคือ ผู้ประกอบการและคนทั่วไป ก็ยังต้องการโอกาสและช่องทางเสริมรายได้ รวมทั้งความรู้ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคง และขอขอบคุณพันธมิตรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และร่วมกันสร้างผู้ประกอบการ หรือ เอสเอ็มอีหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีไทย”

ทั้งนี้บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น ได้วางแผนจัดงาน Smart SME EXPO ในปีหน้า โดยจะขยายการจัดงานเป็น 4 ครั้ง แบ่งเป็นที่กรุงเทพฯ 1 ครั้ง หัวเมืองในภูมิภาค 3 ครั้ง เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจในต่างจังหวัด สามารถเข้าร่วมงานได้สะดวกขึ้น โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง https://expo.smartsme.co.th/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ขนทัพเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิตและเก้าอี้…เยอะมว๊าก!!!! จัดโปรส่วนลดสูงสุด 70% ในงานบ้านและสวนแฟร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นางสาววรพรรณ ชุณหศรีวงศ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด ออฟฟิศเมท ยกขบวนกองทัพเก้าอี้    และเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิตชวนคุณสร้างสรรค์มุมทำงานส่วนตัว เนรมิตโฮมออฟฟิศ หรือแต่งร้านใหม่ในสไตล์คุณด้วยเฟอร์นิเจอร์คุณภาพจากแบรนด์ FURRADEC ที่มีให้เลือกสรรทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวาง กับราคาสุดพิเศษลดสูงสุด 70% และสิทธิพิเศษสุดคุ้ม…!! ในงานบ้านและสวนแฟร์ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี วันนี้– 8 พ.ย. 63

พร้อมมอบความแฮปปี้จัดเต็มและสิทธิพิเศษให้คุณช้อปคุ้มกว่าใคร…พบกับ Happy Hour ลดสุดขีดในช่วงเวลาสุดพิเศษ! ทุกวัน เวลา 11.00-12.00 / 13:00-14.00 / 15.00-16.00 / 18.00-19.00 น. กับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ อาทิ เก้าอี้ผู้บริหาร, เก้าอี้ Ergonomic, เก้าอี้พักผ่อน, เก้าอี้เกมส์, เก้าอี้อเนกประสงค์, เก้าอี้จักรยานพร้อมที่วางโน๊ตบุ๊ค, โต๊ะทำงาน, โต๊ะประชุมปรับระดับ และ ตู้ลิ้นชัก,

ส่วนลด On Top! สำหรับลูกค้า TRUE รับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อสินค้า 4,000 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ* หรือเป็นเพื่อนกับ Line: @OfficeMate รับส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อสินค้า 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด),

สิทธิพิเศษผ่อน 0% นานสูงสุด 3 เดือน กับบัตรเครดิต KBank, SCB และ เซ็นทรัลเดอะวัน เมื่อช้อปครบ 1,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ*  หรือแลกคะแนน The1 จำนวน 2 เท่าของยอดซื้อ รับส่วนลด 30% เมื่อชำระผ่านบัตรเซ็นทรัลเดอะวันตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ พร้อมให้คุณรับของแถมของสมนาคุณอีกมากมาย

ลูกค้าทุกท่านสามารถช้อปสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในราคาเดียวกับงานบ้านและสวนแฟร์ ได้ที่ร้านออฟฟิศเมท, ออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา, Contact Center 1281 และช่องทางออนไลน์ที่ officemate.co.th, Mobile App และ Line: @OfficeMate ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 63 – 8 พ.ย. 63 โดยมีบริการจัดส่งและประกอบฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ลูกค้าบุคคลธรรมดา สามารถขอรับใบกำกับภาษีได้ง่ายและเร็วทุกช่องทางการสั่งซื้อ เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท* ตามมาตรการช้อปดีมีคืนของรัฐ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณบดี CITE DPU เตือนภัยคุกคาม Ransomware ตัวใหม่ยังถอดรหัสไม่ได้ แนะผู้ใช้งาน IT ตั้งรับด้วยความตระหนักรู้

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการโจมตีทางไซเบอร์จำนวนมากทั่วทั้งโลกและในประเทศไทย ซึ่งไม่นานมานี้ได้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่สำคัญขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง โดยแฮกเกอร์โจมตีด้วย Ransomware จนระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลไม่สามารถทำงานได้ทำให้การให้บริการกับผู้ป่วยได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมทั้งมีการเรียกค่าไถ่ด้วยมูลค่าที่สูงมาก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องหันมาสนใจเรื่องภัยคุกคามจากไซเบอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบเจาะระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เป็น Security Engineer ให้กับผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลกในประเทศไทย ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ดังกล่าวโดยระบุว่า Ransomware ของโรงพยาบาลที่ถูกโจมตีมีชื่อว่า “VoidCrypt” ที่ปรับปรุงใหม่ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถทำการถอดรหัสเพื่อแก้ไขไฟล์ที่ติด Ransomware ตัวนี้ได้ และหากดูจากลักษณะการโจมตี รูปแบบและผลกระทบที่เกิดขึ้นคาดว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของคนไทยแต่มีความเป็นไปได้ที่เกิดจากการโจมตีจากชาวต่างชาติแถบทวีปยุโรปตะวันออกหรือตะวันออกกลางมากกว่า

ดร.ชัยพร กล่าวว่า Ransomware ดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายเพื่อการเรียกค่าไถ่ หากยอมจ่ายค่าไถ่ดังกล่าวแล้วก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าแฮกเกอร์จะยอมถอดรหัสไฟล์ทั้งหลายที่ติด Ransomware ดังกล่าวหรือไม่ แต่ผลกระทบเกิดขึ้นกับข้อมูลที่ได้เก็บบันทึกไว้และไม่สามารถนำมาใช้งานได้เกิดขึ้นแล้ว การกู้คืนระบบทำได้ยากหากไม่มีการบริหารจัดการสำรองข้อมูลที่ดี หรือมีการใช้งานเครื่องมือป้องกันจำพวก Endpoint Security รองรับหรือไม่ รวมถึงระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ล้าสมัยหรือไม่มีการอัพเดต การกำหนดสิทธิในการทำงานหรือการใช้งานของ User รัดกุมเพียงพอมากน้อยเพียงใด รวมทั้งความตระหนักของหน่วยงานและผู้ใช้งาน โดยในระยะสั้นอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการทำงานด้วยกระดาษเป็นหลักก่อน ส่วนในระยะกลางถึงยาวอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการคีย์ข้อมูลที่ต้องใช้งานเข้าไปใหม่ พร้อมทั้งการเพิ่มเติมและอัพเดตระบบคอมพิวเตอร์และระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งต้องเสียทั้งเวลา งบประมาณ การให้บริการ และชื่อเสียง

คณบดีวิทยาลัย CITE DPU กล่าวว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์มีอยู่รอบตัวเรา และยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีกยกตัวอย่างเช่น มีข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่สำคัญไปโผล่ที่ตลาดมืด เป็นไปได้ว่าแฮกเกอร์เป็นผู้นำไปขาย โดยเจาะระบบผ่านอีเมลล์ฟิชชิ่งทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานในองค์กรติด Malware ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หรือกรณีการติด Malware จนทำให้เกิดการแก้ไขข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าต่างประเทศของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จนทำให้เกิดการโอนเงินไปยังบัญชีปลายทางที่เป็นของแฮกเกอร์ในต่างประเทศ เป็นต้น ปัญหาทั้งหลายดังกล่าวมักเกิดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือมีแต่ขาดการอัพเดต ดังนั้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ทุกคนต้องมีสติระมัดระวังในการใช้งาน มีการตระหนักรู้ (Awareness) ของการใช้งานที่ดี ไม่เข้าใช้โปรแกรมที่ไม่มีแหล่งที่มา ไม่เปิดอีเมลที่ไม่มีแหล่งที่มาหรือน่าสงสัย รู้จักใช้ระบบป้องกัน เก็บบันทึกข้อมูลการใช้งานให้ครบถ้วน มีการสำรองข้อมูล อัพเดตซอฟต์แวร์และเครื่องมือต่างๆ สม่ำเสมอ นอกจากนี้การป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์จำเป็นต้องได้รับการทบทวนและตรวจสอบเป็นประจำ ห้ามการ์ดตก เปรียบเหมือนเกมแมวไล่จับหนู เพราะแฮกเกอร์มักจะปรับเปลี่ยนวิธีการโจมตีใหม่ไปเรื่อย ๆ ทำให้เราต้องปรับวิธีตั้งรับและป้องกันตลอดเวลาเช่นเดียวกั

ดร.ชัยพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่มีทางหมดไปจากโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต และการโจมตีมาจากส่วนไหนของโลกก็ได้ เพราะภัยคุกคามต่าง ๆ มาจากการใช้งานอินเตอร์เน็ต แม้ภาครัฐได้ออกกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่กฎหมายดังกล่าวบังคับและครอบคลุมหน่วยงานหรือบริษัทที่สำคัญเท่านั้นให้มีกระบวนการและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีพอ ยังไม่ครอบคลุม Home User หรือหน่วยงานหรือบริษัททั่วไป ดังนั้นผู้ใช้งานควรจะตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วยความระมัดระวัง รู้จักใช้เครื่องมือที่ช่วยป้องกันภัยคุกคามต่างๆ มีการสำรองข้อมูลสำคัญ เสริมสร้างความรู้ด้านไซเบอร์ เป็นต้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซันไลต์ ส่งสุดยอดสูตรใหม่ที่ดีที่สุด “ซันไลต์ แพลทินัม” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ให้ชีวิตง่ายขึ้น

ซันไลต์ ผลิตภัณฑ์ล้างจานในเครือบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ กับ “ซันไลต์ แพลทินัม” สูตรขจัดคราบหนักที่ดีที่สุดของซันไลต์ ที่ช่วยสลายคราบมันที่ล้างเท่าไรก็ไม่หมดสักที คราบไหม้ และคราบอาหารติดแน่นล้างออกยาก ให้สามารถล้างสะอาดได้อย่างง่ายดาย ไม่เปลืองแรงขัด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ให้ใช้ชีวิตง่ายกว่าเดิมและมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ “ซันไลต์ แพลทินัม” ยังได้ถือโอกาสเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณเมย์ “กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” เจ้าของธุรกิจร้านขนมหวานสุดฮิต “After You Dessert Cafe” ได้มาแชร์ประสบการณ์ตรงกับปัญหาคราบหนัก หลังจากการใช้อุปกรณ์ในการทำเบเกอรี่ และเครื่องดื่มต่างๆ ทำให้ต้องเสียเวลาเป็นอย่างมากในการทำความสะอาด การทำขนมดูเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก แต่เมื่อคุณเมย์ได้ลองเปลี่ยนมาใช้ “ซันไลต์ แพลทินัม” ทำให้การล้างทำความสะอาดอุปกรณ์เบเกอรี่ต่างๆ ง่ายขึ้น คุณเมย์การันตีเลยว่า “ใช้แล้วชอบ” กล้าบอกต่อ และอยากจะแนะนำคนยุคใหม่ที่ชื่นชอบการทำเบเกอรี่ หรือการทำอาหารเหมือนกัน แต่ยังรู้สึกเบื่อหน่ายกับการล้างทำความสะอาดภาชนะที่เปลืองทั้งแรงและเวลา ได้ลองใช้ “ซันไลต์ แพลทินัม” รับรองว่าจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น และสนุกกับการทำครัวมากยิ่งขึ้นแน่นอน
https://youtu.be/ljSAA8nGCoo

ปรับสูตรใหม่ครั้งนี้ “ซันไลต์ แพลทินัม” เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ล้างจานสูตรอื่นของยูนิลีเวอร์อย่างไร?
ซันไลต์เข้าใจถึงปัญหาคราบหนักจากการทิ้งจานไว้แล้วไม่ได้ล้างในทันที การทำอาหารหรือเบเกอรี่ เช่น คราบอาหารที่ทิ้งไว้จนแห้งแข็ง, คราบไหม้ หรือแม้แต่คราบมัน ที่ทำให้คุณเสียเวลาและเปลืองแรงในการล้างทำความสะอาด จึงได้ปรับปรุงและพัฒนาสูตร จนได้ “ซันไลต์ แพลทินัม” สูตรที่ดีที่สุดของซันไลต์ ที่ช่วยขจัดคราบมัน และสลายคราบหนักได้ดีที่สุด โดยมีผลการทดลองจากห้องแลปพิสูจน์แล้วว่า เป็นผลิตภัณฑ์ล้างจานที่ดีที่สุดของซันไลต์ ด้วย 4 ข้อพิสูจน์ความเหนือกว่า

1. ซันไลต์ แพลทินัม มีส่วนผสมของสารทำความสะอาดมากถึง 3 ชนิด ซึ่งมากกว่าผลิตภัณฑ์ล้างจานสูตรอื่นของยูนิลีเวอร์ที่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น
2. ซันไลต์ แพลทินัม มีความเข้มข้นของสารทำความสะอาดสูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ล้างจานสูตรอื่นของยูนิลีเวอร์
3. ซันไลต์ แพลทินัม มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในเรื่องของการเพิ่มฟอง และล้างออกง่าย
4. ซันไลต์ แพลทินัม ทำจากสารทำความสะอาดจากพืช 100%
5. ขวดทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100% สะอาดและรักษ์โลก
ซันไลต์ แพลทินัม มีให้เลือกถึง 2 กลิ่น คือ กลิ่นออเร้นจ์ยูซุ และ กลิ่นไอริส เลมอนกราส ช่วยขจัดคราบหนักเหนือกว่า พร้อมมาในราคาสุดคุ้ม
• แบบถุงเติม ขนาด 450 มล. ราคาเพียง 45 บาท เท่านั้น!
• แบบถุงเติม ขนาด 700 มล. ราคาเพียง 59 บาท เท่านั้น!
• แบบขวดปั๊ม ขนาด 750 มล. ราคาเพียง 79 บาท เท่านั้น!

ไม่อยากพลาดสูตรที่ดีที่สุดของซันไลต์ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่าเดิมแบบนี้ สามารถหาซื้อ “ซันไลต์ แพลทินัม” ได้แล้ววันนี้ที่ ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป หรือสามารถสั่งซื้อออนไลน์ง่ายๆ ได้ที่ shopee กับ Lazada ลองเลย! คลิก https://bit.ly/3dL8iqX


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“หัวเว่ย เทคโนโลยี่” ลุยอบรมการค้ายุคดิจิทัล ให้ SMEs และเด็กไทย GenZ เป็น CEO

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) ในการร่วมมือพัฒนาหลักสูตรด้านดิจิทัล ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคธุรกิจ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 ณ อาคาร จี ทาวเวอร์ ชั้น 39 กรุงเทพมหานคร

นายจุรินทร์ กล่าวขอบคุณบริษัทหัวเว่ย ที่ได้ให้เกียรติกับกระทรวงพาณิชย์ในการลงนามทำ MOU ร่วมกันในการจัดให้มีหลักสูตรให้ความรู้ด้านดิจิทัลเทคโนโลยีแก่ SMEs และผู้ที่สนใจขึ้นในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถที่จะมีตัวเลขทางการค้าเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบอีคอมเมิร์ซ ความสำคัญของการลงนาม MOU สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และประเทศไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องก้าวให้ทันโลก และต้องพร้อมที่จะก้าวไปกับโลกที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกยุคปัจจุบันกับสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้มีความจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ใครตามเทคโนโลยีไม่ทันก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และใครสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้าและใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะเป็นผู้ได้เปรียบในเวที ไม่เฉพาะเศรษฐกิจ แม้แต่วิถีการเมืองและวิถีสังคมโลกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เผย“หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังร่วมกับสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและกลุ่มสตาร์ทอัพ ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจระยะยาวของเราในการช่วยประเทศไทยขับเคลื่อนไปสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” ผ่านการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัล ด้วยความเชี่ยวชาญของเราในการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านไอซีทีแบบครบวงจร เราเชื่อมั่นว่า ความรู้และทักษะที่เรานำมาแบ่งปันให้กับทุกคน จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ SME สตาร์ทอัพ และบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมอบรมกับเรา ผู้ที่จบหลักสูตรนี้จะได้เรียนรู้ทักษะดิจิทัลที่สำคัญและช่วยให้พวกเขาสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัลได้”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการทำการค้าทั้งในและต่างประเทศ จึงได้เสาะหาพันธมิตรที่มีศักยภาพและมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งภายใต้บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย จำกัด มีสถานฝึกวิชาชีพ หัวเว่ย อาเซียน อะคาเดมี่ (Huawei ASEAN Academy) ที่มีหลักสูตรฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า 3,000 หลักสูตร โดยจะนําหลักสูตรที่มุ่งเน้นความรู้ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) มาใช้ร่วมกับการฝึกอบรมของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA นำร่องด้วยหลักสูตร “SMEs ตามทันเทคโนโลยีดิจิทัล” (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) บุคลากรรุ่นใหม่ (Gen-Z) ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ (Start Up) รวมถึงผู้สนใจทั่วไปและผู้บริหารของทั้งภาครัฐและเอกชน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์มีความเห็นว่าอย่างน้อยเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างสูงในการพัฒนาธุรกิจภาคเอกชนของประเทศ อย่างน้อยควรจะประกอบด้วยเทคโนโลยี 5G ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น IoT (Internet of Things) ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีบทบาทมาระยะหนึ่งแล้ว และจะต้องมีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง ขอให้พวกเราตามทัน เพราะหัวเว่ยไปเร็วมาก รวมทั้งระบบคลาวด์ก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเก็บข้อมูลและบริหารจัดการข้อมูล เพื่อนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำทุกที่ทุกเวลา อย่างน้อย 3 ตัวนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับภาคธุรกิจในประเทศไทย SMEs มีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้ SMEs ถือว่าเป็นธุรกิจฐานรากที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต และจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นไปเช่นเดียวกับหลายประเทศในโลก

ประเทศไทยมี SMEs กว่า 2-3 ล้านราย นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่แค่มุ่งพัฒนา SMEs ให้สามารถนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประกอบธุรกิจให้ทันโลกเท่านั้น แต่เรายังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือกำลังจะเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยที่จะก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจต่อไปในอนาคต จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่จะต้องได้รับการพัฒนาหรือเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อเตรียมตัวเป็น CEO ต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นนอกจากนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนา SMEs ให้สามารถใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว เด็กรุ่นใหม่ก็จะต้องได้รับการเตรียมการเช่นเดียวกัน ตามโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่มขึ้นโดย NEA หรือสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เช่น การปั้น Gen Z ให้เป็น CEO หรือโครงการ CEO Gen Z ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าภายในหนึ่งปีจะปั้นให้เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 12,000 ราย ได้ริเริ่มไปแล้วระยะหนึ่งโดยได้รวบรวมนักศึกษาที่ให้ความสนใจในมหาวิทยาลัยภาคเหนือ 7 แห่งมารวมกัน แล้วจัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำการค้าออนไลน์ ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ถัดจากนี้ไปก็จะไปทำในภาคใต้มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่สนใจ และไปทำกับภาคอีสาน ภาคกลาง ในกรุงเทพมหานครและจะเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยทำ MOU กับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดให้มีการโอนหน่วยกิต ถ้ามาอบรม CEO Gen Z หลักสูตรนี้ของกระทรวงพาณิชย์จะได้รับหน่วยกิตสำหรับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไปด้วย ถือว่าเป็นความก้าวหน้า และเชื่อว่าภายในหนึ่งปี 12,000 คนนี้จะเป็นทัพคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศในการเพิ่มมูลค่าการค้า

ส่วนการฝึกอบรม SMEs ที่เราทำในวันนี้ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะอบรม SMEs ให้ได้ถึง 1,000 ราย โดยการอบรม 3 วันที่ผ่านมาทำได้ 250 ราย ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา SMEs ซึ่งจะเป็นฐานกำลังในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไปในยุค New Normal ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเราจับมือกันพลิกโควิดให้เป็นโอกาสได้ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) และ Huawei ASEAN Academy ได้เตรียมจัดการอบรมให้ความรู้ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ขึ้นอีกในอนาคต สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นได้ทาง https://www.facebook.com/familyditp, https://www.facebook.com/nea.ditp/, https://www.facebook.com/HuaweiTechTH/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 092-259-0953 หรือ https://nea.ditp.go.th/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวใจสำคัญ 3 ประการ ในการสร้างไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางการค้าและอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล

โดย วินเซนโซ ซาลเมอรี รองประธานฝ่าย คอมเมอร์เชียลและอุตสาหกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ การแข่งขันสู่การปฏิรูปดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป มีหลายบริษัทนำเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 4.0 มาช่วยเพิ่มคุณภาพและผลิตผล และเพื่อให้ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในการแข่งขัน บริษัททั้งหลายต้องสร้างศักยภาพด้านเอดจ์คอมพิวติ้งที่ปลอดภัย ให้ความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องอาศัยระบบโครงสร้างของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์มาช่วยตอบสนองเรื่องดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

อุตสาหกรรม 4.0 เกิดจากการผลักดันด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ซึ่งมาจากการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกรูปแบบมาช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน เหล่านี้คือประโยชน์บางส่วน การประยุกต์ใช้ IIoT หรือเทคโนโลยี IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรม ยังช่วยในเรื่องการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) ที่ช่วยเพิ่มเรื่องอัพไทม์ และลดค่าใช้จ่าย

ข้อมูล และข้อมูลในทุกแห่งหน
บริษัท วิจัย ไอดีซี คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมี “อุปกรณ์” ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จำนวน 40,000 ล้านชิ้น ซึ่งจะสร้างปริมาณข้อมูลมากถึงเกือบ 80 เซตตะไบต์ (หรือหนึ่งพันล้านล้านล้านไบต์) ในปี ซึ่งปริมาณข้อมูลที่เกิดจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกัน จะทำให้เราได้เห็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ที่ 28.7 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาที่ไอดีซีได้คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2018 ถึง 2025 แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์จะเติบโตมากกว่า 2 เท่า คือ 60 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ไอดีซีกล่าว

เรากำลังพูดถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล บล็อกโพสต์ของซิสโก้ในปี 2016 (ช่วงที่ทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเกินระดับของ ZB) ได้ให้ภาพรวมไว้อย่างดี ให้ลองคิดว่าข้อมูลหนึ่ง ZB หรือเซตตะไบต์ มีจำนวนเทียบเท่า 1,000 เทระไบต์ และถ้าแต่ละเทระไบต์ที่อยู่ในหนึ่งเซตตะไบต์ มีความยาวเท่ากับ 1 กิโลเมตร ก็จะมีความยาวเท่ากับการเดินทางไปกลับดวงจันทร์ 1,300 รอบ แต่ละรอบคิดเป็นระยะทาง 768,800 กิโลเมตร
และเมื่อคุณมีปริมาณข้อมูลขนาดมหาศาลระดับนั้น มีอยู่ 2-3 เหตุผลที่คุณต้องมีขุมพลังในการประมวลผลอยู่ในพื้นที่ อย่างแรกคือการส่งข้อมูลที่มีปริมาณขนาดใหญ่ไปประมวลผลที่คลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งอยู่ไกลไม่น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะ และสองคือ ความล่าช้าที่เกี่ยวข้องอาจจะแปรผันตามแอปพลิเคชัน IIoT จำนวนมากที่โดยธรรมชาติแล้วจะทำงานแบบเรียลไทม์

คุณสมบัติหลักของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์
องค์กรภาคการค้าและอุตสาหกรรม ต้องอาศัยเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เพื่อรองรับความตั้งมั่นในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล และอุตสาหกรรม 4.0 คำถามคือ แล้วจะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบนั้นได้อย่างไร สิ่งที่ต้องพิจารณามีอยู่ 3 ประเด็นต่อไปนี้

1. เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ มักจะอยู่ในขอบเขตของพื้นที่อุตสาหกรรมหรือการค้าอยู่แล้ว อาจจะเป็นในร้านค้าปลีก โรงงานผลิต หรือกระทั่งสถานที่กลางแจ้ง เช่นสาธาณูปโภค ทำให้ต้องเป็นโซลูชันแบบออล-อิน-วัน ทั้งประมวลผล จัดเก็บและมีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายที่ต้องติดตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดประเภท self-contained enclosure ซึ่งระบบโครงสร้างแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จเป็นระบบที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใน enclosure แบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ที่รวมเรื่องของระบบพลังงานทั้งหมด และหากจำเป็นก็ต้องรวมองค์ประกอบในเรื่องระบบทำความเย็นด้วยเช่นกัน

2. ระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แม้ธรรมชาติของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีขนาดเล็ก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์สำคัญทางธุรกิจ เช่นการปฏิรูปสู่ดิจิทัล จากมุมมองด้านการรักษาความปลอดภัย จะต้องได้รับการดูแลเสมือนเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลาง นั่นหมายความว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบผ่านระบบวิดีโออย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจหาและป้องกันการเข้าถึงระบบโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการตรวจสอบสภาพแวดล้อมเพื่อแจ้งเตือนเรื่องความร้อน ความเย็น และความชื้นที่มากเกินไป

3. การบริหารจัดการได้จากระยะไกล มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากในหลายๆ กรณี หรือในกรณีส่วนใหญ่จะไม่มีพนักงานอยู่ประจำที่ไซต์เพื่อคอยตรวจสอบและบริหารจัดการเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้น พนักงานฝ่ายไอทีต้องสามารถตรวจสอบการทำงานของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ได้จากส่วนกลาง คุณจะได้แต้มต่อ หากโซลูชันของคุณรวมบริการบำรุงรักษาเชิงป้องกันผ่านคลาวด์ เพื่อช่วยคาดการณ์และป้องกันความล้มเหลวก่อนที่จะเกิด

ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อประยุกต์กับทุกการใช้งาน
Enclosures ของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องการติดตั้งใช้งานได้อย่างเรียบง่ายและเร็ว ผู้สนใจสามารถตรวจสอบเพจหรือเว็บไซต์ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพิจารณาทางเลือกและหาโมเดลที่เหมาะกับคุณมากที่สุด สำหรับท่านที่สนใจโซลูชัน APC By Schneider Electric สามารถติดต่อผ่านคู่ค้าของเรา เพื่อประเมินว่าโมเดลไหนที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรคุณ โดยดูจากองค์ประกอบที่จำเป็น หรือเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


 

Exit mobile version