Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนียจับมือพนัส แอสแซมบลีย์ ขยายตลาดธุรกิจให้บริการมาครบจบที่เดียว

สแกนเนีย ยืนหยัด เคียงข้างลูกค้าฝ่าวิกฤตโควิด ด้วยการนำเสนอบริการใหม่ เปิดซ่อมบำรุงรักษาหางพ่วง โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญอย่างพนัส แอสแซมบลีย์ ให้ลูกค้าชาวไทย สะดวกและคุ้มค่ายิ่งขึ้น เมื่อนำรถเข้ารับบริการที่สแกนเนียทุกสาขาทั่วประเทศ

นายสถิตย์ ริยะตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด กล่าวว่า สแกนเนีย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการบริการหลังการขายที่เน้นสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าโดยการร่วมมือกับบริษัทพนัส แอสแซมบลีย์ จำกัดเปิดให้บริการซ่อมและบำรุงรักษาหางพร้อมกับตัวรถ ซึ่งลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่ามากขึ้นในหลายด้าน ด้วยการรับบริการจบทั้งคันในที่เดียว ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่ารถของลูกค้าจะมีความพร้อมทั้งคัน สามารถนำกลับไปปฏิบัติงานบนท้องถนนได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

“เป้าหมายของความร่วมมือกันในครั้งนี้ของทั้งสองบริษัท เพื่อขยายงานธุรกิจด้านการบริการ ซึ่งสแกนเนียมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงรักษาส่วนหัวรถทรัค อยู่แล้ว ดังนั้นส่วนหางพ่วง ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบหลักที่สำคัญสำหรับธุรกิจขนส่งสินค้า สแกนเนียจึงเห็นความสำคัญที่จะให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น คือการเปิดให้บริการซ่อมและบำรุงรักษาหางพร้อมกับตัวรถ ซึ่งลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่ามากขึ้นในหลายด้าน ทั้งทางด้านประสิทธิภาพ และมั่นใจในงานบริการ ด้วยช่างที่ได้รับการอบรมตามมาตรฐาน และเครื่องมือช่างที่มีคุณภาพ ทำให้สแกนเนียมีความพร้อมในการจัดการทุกปัญหาของลูกค้าได้อย่างลงตัว” นายสถิตย์กล่าวและว่า ศูนย์บริการมาตรฐานเป็นหัวใจของการบริหารงานในเชิงธุรกิจ ที่ต้องการความสะดวกในการเข้าถึงในตำแหน่งที่ตั้งที่ลูกค้าสามารถค้นหาและเข้าถึงศูนย์บริการได้ ซึ่งลูกค้าสามารถทำการนัดหมาย หรือโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาก่อนการนำรถเข้าซ่อมใช้บริการได้ โดยสแกนเนียได้เตรียมเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการด้วยงานคุณภาพ และจัดเตรียมคุณภาพอะไหล่แท้ ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าอะไหล่ที่เราเปลี่ยนให้ เป็นของแท้ พร้อมการรับประกันคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าคนไทยมั่นใจกับบริการใหม่นี้มากยิ่งขึ้น

ด้านนางสาวณัชชา วงศ์คำภู ผู้จัดการฝ่ายการตลาดการขายและการบริการหลังการขาย บริษัทพนัส แอสแซมบลีย์ จำกัดกล่าวว่า “เราเรียกโครงการนี้ว่า พนัส เอส+พลัส (Panus S + Plus) เป็นการร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อขยายงานบริการซ่อมและบำรุงรักษาหางของเรา ส่งมอบประโยชน์ที่คุ้มค่าสูงสุดให้ลูกค้า ซึ่งในความร่วมมือนี้พนัส ได้จัดฝึกอบรมแบบมืออาชีพ พร้อมชุดเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับซ่อมบำรุงหางให้กับพันธมิตร โดยครั้งนี้เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้จับมือกับพันธมิตรอย่างสแกนเนีย”

นายสถิตย์ ริยะตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัทสแกนเนีย สยาม จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราคิดและพัฒนางานบริการของเราอย่างต่อเนื่อง เราอยากให้ลูกค้ามีความคุ้มค่ามากขึ้น ในทุก ๆ ครั้งที่เข้ามารับบริการกับศูนย์บริการสแกนเนียแบบ มาครบ จบทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้ เราอยากเคียงคู่ สนับสนุนลูกค้า ฝ่าวิกฤตไปพร้อมกัน … ขอบคุณพันธมิตร พนัส แอสแซมบลีย์ ที่ร่วมมือกัน ให้งานบริการเราตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น”

สามารถเข้ารับบริการซ่อมบำรุงรักษาหาง ได้ที่ศูนย์บริการสแกนเนียทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-017 9200


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงานวิจัยล่าสุดจาก 451 Research แจงผลกระทบด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืนในตลาดผู้ให้บริการคลาวด์ โคโลเคชั่น และดาต้าเซ็นเตอร์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และออโตเมชั่น เผยผลการศึกษาชิ้นใหม่จาก 451 Research ที่เป็นงานวิจัยส่วนหนึ่งของ S&P Global Market Intelligence เพื่อหาผลกระทบของประสิทธิภาพและความยั่งยืนต่อแวดวงธุรกิจผู้ให้บริการคลาวด์ โคโลเคชั่น และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งในรายงานที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ครอบคลุมข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการสำรวจผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 800 ราย เกี่ยวกับมุมมองด้านความยั่งยืนและความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์ ที่กำลังนำมาปรับใช้หรือจะมีการใช้ในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุมาตรการด้านความยั่งยืนสำหรับผู้ให้บริการโคโลเคชั่น

“รายงานจาก 451 Research นำเสนอภาพรวมของประสิทธิภาพและความยั่งยืนที่มีอิทธิพลต่อตลาดโคโลเคชั่น” มาร์ค ไบดินเกอร์ ประธานภาคธุรกิจคลาวด์และผู้ให้บริการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับผู้เช่าหลายราย (Multi-tenant data center) สามารถนำข้อมูลจากรายงานไปใช้เป็นตัวช่วยในการประเมินช่องว่างในการปรับใช้งานและการใช้ทรัพยากร ตลอดจนความเสี่ยงที่จะเกิดหากไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้”

ในการจัดทำรายงาน Multi-tenant data centers and sustainability: ambitions and reality นั้น 451 Research ได้จัดทำสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งโคโลเคชั่น (Colocation) และดาต้าเซ็นเตอร์ในแบบ wholesale โดยผู้ตอบแบบสอบถามดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เม็กซิโก บราซิล ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ซาอุดิอาราเบีย สวีเดน เดนมาร์ก ฯลฯ โดยเป็นบริษัทที่มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 10 จนถึงมากกว่าหมื่นคน และมีขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ไม่ถึง 1 เมกะวัตต์ จนถึงมากกว่า 150 เมกะวัตต์

“ทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืนของดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้ว และการสำรวจของเราแสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับผู้เช่าหลายราย (Multi-tenant data center) ทั่วโลกต่างจัดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีลำดับความสำคัญสูง” แดเนียล บิโซ นักวิเคราะห์งานวิจัยอาวุโส ของ 451 Research ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ S&P Global Market Intelligence กล่าว “สุดท้าย ความคาดหวังจากลูกค้า ผู้กำกับดูแล และสาธารณชน ในภาคใหญ่จะยิ่งกลายเป็นความกดดันมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศชัดเจนมากขึ้น และเมื่อระบบโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเติบโตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้บริการระบบดิจิทัลมากขึ้น ความสนใจเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

Portrait of African American woman working as IT engineer and standing among server racks in data center room

ประเด็นสำคัญของรายงานเกี่ยวกับความยั่งยืน
รายงานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความพร้อมของผู้ให้บริการโคโลเคชั่นทั่วโลกพร้อมกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน และประเด็นสำคัญมีดังต่อไปนี้

• ผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่ (57 เปอร์เซ็นต์) เชื่อว่าประสิทธิภาพและความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างอย่างมากในเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 26 เปอร์เซ็นต์

• มีผู้ตอบสำรวจเพียง 43 เปอร์เซ็นต์ ที่กล่าวว่าตัวเองมีโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์เรื่องความยั่งยืน และทำให้ระบบโครงสร้างขององค์กรมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

• ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนโปรแกรมด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้แก่

o ความคาดหวังของลูกค้า (50 เปอร์เซ็นต์)

o ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานในระยะยาว (40 เปอร์เซ็นต์)

o แนวทางในการกำกับดูแล (36 เปอร์เซ็นต์)

• 97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ให้บริการมีลูกค้าระหว่างไม่กี่ราย หรือมีลูกค้าทั้งหมด ที่กำลังมองหาข้อผูกพันตามสัญญาเรื่องแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน

• มีเพียง 56 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้าร่วมสำรวจกล่าวว่าได้มีการตรวจสอบระบบปฏิบัติการ และที่เหลือกล่าวว่าไม่ได้ออกรายงานเพื่อติดตามมาตรการเหล่านี้ (การใช้งานเต็มประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน ค่า PUE ฯลฯ) นอกจากนี้ ราวหนึ่งในสามได้มีการติดตามความเข้มของคาร์บอนในทุกไซต์งาน

พลังงานและระบบทำความเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์ ถูกหยิบยกว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน
เมื่อเป็นเรื่องของความยังยืน รายงานพบว่าผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์แบบมีผู้เช่าหลายราย มีบางอย่างที่เหมือนกัน โดยในสองประเด็นหลักมีดังต่อไปนี้

• ส่วนการดำเนินงานหลักที่ต้องปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน ได้แก่

o กระจายพลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ

o การอัพเกรดระบบโครงสร้างด้านการกระจายพลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์

o การให้ประสิทธิภาพด้านการทำความเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างเหมาะสม

o การอัพเกรดระบบโครงสร้างด้านการทำความเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์

• มาตรวัดเพื่อแจ้งเรื่องความยืดหยุ่น เป็นองค์ประกอบสำคัญของแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนโดยมุ่งเน้นในการที่สิ่งอำนวยความสะดวกในดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงาน น้ำและทรัพยากรอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การซ่อมบำรุงผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับปรุงการทำงานให้มีความทันสมัยนับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยขยายการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพตลอดช่วงอายุการทำงาน ควบคู่ไปกับการใช้ DCIM และซอฟต์แวร์เพื่อคาดการณ์และตรวจสอบการทำงานของระบบรวมถึงประสิทธิภาพของทรัพยากร

ดาวน์โหลดรายงานได้ฟรี เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มของ 451 Research ได้ที่ Multi-tenant data centers and sustainability: ambitions and reality.

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งมั่นในการนำแนวทางแบบบรูณาการมาช่วยสร้างความยั่งยืนครอบคลุมการดำเนินงาน ศักยภาพ การตัดสินใจ และกลยุทธ์ของเรา คลิก ที่นี่ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนในการดำเนินงาน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเดินหน้าเสริมทักษะด้านไอซีทีให้เด็กรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Seeds For The Future

กรุงเทพฯ 8 พฤศจิกายน 2563 — บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด จัดโครงการประจำปี “Seeds For the Future 2020” ในกรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาที่มีความสามารถ ได้เพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัลผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมภาคปฏิบัติกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที โดยปีนี้ได้คัดเลือกนิสิตนักศึกษาจำนวน 15 คนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มาเข้าร่วมคอร์สการฝึกอบรมด้านไอซีที เป็นระยะเวลา 5 วัน ครอบคลุมเทคโนโลยี 5G, AI, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์, คลาวด์ และ Huawei Mobile Services (HMS)

โครงการ “Seeds For the Future” ริเริ่มขึ้นที่กรุงเทพมหานครในปี 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบ่มเพาะเยาวชน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่แล้วนั้น จะมีทักษะและทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในตลาดงานในอนาคตได้ โดยทุก ๆ ปีตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา นิสิตนักศึกษามากความสามารถจำนวน 10 คน จะมีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านไอซีทีที่ประเทศจีนเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ร่วมกับนักศึกษาจากอีก 125 ประเทศทั่วโลก พร้อมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้และเทคโนโลยีล้ำสมัยของหัวเว่ยในเมืองเซินเจิ้นและปักกิ่ง

จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่นั้น กิจกรรมในปีนี้จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ยในประเทศไทย โดยกิจกรรมตลอดทั้งสัปดาห์ยังคงเข้มข้นด้วยเนื้อหาที่มีประโยชน์มากมาย อาทิ คอร์สอบรมความรู้ด้านไอซีทีที่ถ่ายทอดสดมาจากสำนักงานใหญ่ของหัวเว่ยในเซินเจิ้น เวิร์กช็อปเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมจีน การเรียนในคลาสแบบออนไลน์และออฟไลน์ที่จัดขึ้นที่สำนักงานของหัวเว่ย การเข้าชมศูนย์ Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC) และศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ CSIC

ผู้เชี่ยวชาญด้าน 5G, คลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ และ HMS ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมและประสบการณ์ส่วนตัวในการช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการทรานสฟอร์มด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมไปถึงทีมงานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้มามอบความรู้เกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีไอซีทีในการพัฒนาโซลูชันและบริการต่าง ๆ สำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย

โครงการเพื่อการบ่มเพาะทักษะดิจิทัลของหัวเว่ยนั้นมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศตรงกับนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความมุ่งมั่นของหัวเว่ยในการช่วยเหลือสังคมไทย ในปีนี้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้เกียรติเป็นแขกในพิธีมอบประกาศนียบัตรพร้อมกล่าวว่า “กระทรวงดิจิทัลฯ เห็นว่าการพัฒนาทักษะด้านไอซีทีเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน โครงการฝึกอบรมภาคปฏิบัติจะช่วยเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีและช่วยเปิดโลกทัศน์ให้แก่นักศึกษา พันธกิจระยะยาวของหัวเว่ยในการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่และปลดล็อกโอกาสเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ ดิฉันขอขอบคุณบริษัทหัวเว่ยที่ได้ริเริ่มโครงการ Seeds for The Future และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล อันจะขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ต่อไป”

“หัวเว่ยมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ ‘Grow in Thailand, Contribute to Thailand’ เราจึงมุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยให้เป็นฮับด้านดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เราพร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการ Seeds for the Future ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนที่มีความสามารถได้รับความรู้และ
ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยปูทางสู่เส้นทางอาชีพที่มั่นคงต่อไป” นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างพิธีปิดงาน

ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล หัวเว่ยได้ทุ่มทุนจำนวนมหาศาลไปกับการพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีและทุ่มเทสนับสนุนการพัฒนาอีโคซิสเต็มที่สมบูรณ์สำหรับอุตสาหกรรมไอซีทีในประเทศ ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ บริษัทริเริ่มโครงการต่าง ๆ มากมายอย่างเช่น Seeds for the Future, การแข่งขันด้านไอซีที เพื่อส่งเสริมศักยภาพของเยาวชน เร่งลดช่องว่างระหว่างความรู้ที่เรียนในห้องเรียนและทักษะที่นำไปใช้ได้จริงในอุตสาหกรรม หัวเว่ยเดินหน้าจับมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนแท้จริง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DATA แนะนำสินค้าใหม่ปลั๊กไฟ DT16A

บริษัท ดาต้า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลั๊กไฟมากว่า 35 ปี ภายใต้ Concept “Data Trusted Power” “ เชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด ” หนึ่งในกลุ่มผู้นำการทำตลาดปลั๊กไฟในประเทศไทยที่มีการลงทุนด้านสินค้า นวัตกรรม การออกแบบ และทำตลาดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด เปิดตัวสินค้าใหม่ ปลั๊กไฟ DT16A รองรับมาตรฐาน มอก. ที่พึ่งประกาศใช้ สามารถรองรับกำลัง 3,680 วัตต์ กระแสไฟ 230 โวลต์ วัสดุไม่ลามไฟ พร้อมระบบตัดไฟอัตโนมัติ

หาซื้อตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า โมเดิร์นเทรด และห้างสรรwสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมของสินค้าได้ที่

Facebook: datatrustedpower Line: @datatrustedpower


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ซัสโก้’ ผนึกกำลัง ‘แอร์เพย์’ เปิดช่องทางการรับชำระเงินรูปแบบใหม่ พร้อมมอบความพิเศษสุดคุ้มให้ลูกค้ากับ “Shopee Scan and Pay Voucher”

‘ซัสโก้ ’ ผู้จำหน่ายและให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ ‘AirPay (แอร์เพย์)’ ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินผ่าน Mobile Wallet ชั้นนำจาก SeaMoney เปิดช่องทางบริการรับชำระเงินรูปแบบใหม่ผ่านการ ‘เปิด ช้อปปี้ ใช้ แอร์เพย์’ พร้อมยกระดับช่องทางการชำระเงินในสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ มอบความคุ้มค่าให้ลูกค้าในรูปแบบ Voucher กับ “Shopee Scan and Pay Voucher” โดยเชิญชวนชาวไทยผู้ใช้รถใช้ถนนสั่งซื้อ Voucher เพื่อเข้าใช้รับบริการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยเริ่มปูพรม 100 สาขาแรก ในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา พร้อมก้าวเป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้แข็งแกร่งที่ร่วมสร้างสังคมไร้เงินสดให้เต็มรูปแบบในประเทศไทย

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซัสโก้มีความมุ่งมั่นคัดสรรบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล โดยล่าสุด เราได้จับมือกับ ‘แอร์เพย์’ เปิดตัว “Shopee Scan and Pay Voucher” เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปสั่งซื้อ “Voucher เติมน้ำมันซัสโก้” ผ่านแพลตฟอร์มช้อปปี้แล้วเลือกชำระเงินผ่าน Mobile Wallet แอร์เพย์ เพื่อรับส่วนลดทันทีสูงสุด 25 บาท เมื่อสแกนจ่ายค่าน้ำมันที่ปั๊ม นับเป็นความคุ้มค่าที่ลูกค้าจะได้รับแบบเต็มๆ จากการเติมน้ำมัน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างสังคมไร้เงินสดเพื่อความปลอดภัยของคนไทย โดยเฉพาะด้านสุขอนามัย ทั้งนี้ เรามั่นใจว่า “Shopee Scan and Pay Voucher” จะตอบสนองและเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

นายศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “‘แอร์เพย์’ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสผนึกกำลังกับ ‘ซัสโก้’ ผู้จำหน่ายและให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นนำของประเทศไทย เราจะร่วมมือกันสร้างสังคมไร้เงินสดให้ครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมน้ำมันเพื่อนำระบบการชำระเงินที่รวดเร็ว คุ้มค่า และปลอดภัยมาใช้ในสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ทุกสาขาทั่วประเทศ นับเป็นก้าวสำคัญที่แอร์เพย์กับพันธมิตรของเราจะเติมเต็มระบบนิเวศน์ในสังคมไร้เงินสดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและมีทางเลือกที่หลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้งานเพื่อให้ใช้งานได้ประโยชน์สูงสุด ผ่านการชำระเงินด้วย Mobile Wallet ของแอร์เพย์”

คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเพื่อเป็นการต้อนรับเทศกาลช้อปปิ้ง Shopee 11.11 Big Sale กับสิทธิประโยชน์จากการใช้ Shopee Scan and Pay Voucher ให้ชาวไทยผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพและเติมน้ำมันอย่างคุ้มค่า
• เมื่อซื้อ Scan and Pay Voucher บน ”ช้อปปี้” และสแกนจ่ายด้วย ”แอร์เพย์” ที่หน้าปั๊มน้ำมัน รับส่วนลดทันทีสูงสุด 25 บาท

• เมื่อสแกนจ่ายด้วยแอร์เพย์วอลเลท ที่หน้าปั๊มน้ำมัน
• สำหรับลูกค้าใหม่ รับเงินคืนในรูปแบบ Shopee Coins 50% สูงสุด 50 บาท
• สำหรับลูกค้าปัจจุบัน รับเงินคืนในรูปแบบ Shopee Coins 30% สูงสุด 20 บาท
*เงื่อนไขและระยะเวลาเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขั้นตอนง่ายๆ เมื่อเปิด ‘ช้อปปี้’ แล้วสแกนจ่ายผ่าน ‘แอร์เพย์’ ที่ปั๊มน้ำมันซัสโก้ทุกสาขา

● ดาวน์โหลดช้อปปี้แอปพลิเคชัน สำหรับผู้ใช้งานใหม่
● ลงทะเบียนเพื่อเปิดใช้งานแอร์เพย์ พร้อมล๊อคอินในช้อปปี้
● กดเลือก Deals Near Me
● กดแถบค้นหาดีล/ร้านค้า และพิมพ์ Susco เพื่อทำการสั่งซื้อ Scan and Pay Vouchers
● เมื่อถึงขั้นตอนการชำระเงิน ลูกค้าสามารถกดสแกนจ่าย AirPay QR ที่ปั๊มน้ำมันซัสโก้ โดย Scan and Pay Vouchers จะถูกใช้อัตโนมัติเพื่อแลกรับโปรโมชันที่ระบุไว้ในเงื่อนไข

เติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ในราคาที่คุ้มที่สุด เพียงเปิด ‘ช้อปปี้’ เลือก ‘Scan and Pay Voucher’ แล้วสแกนจ่ายผ่าน ‘แอร์เพย์’ ได้แล้ววันนี้ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://shopee.co.th/m/scanpayvouchers

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันช้อปปี้ได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้านรุ่นใหม่ผุดขึ้นอีกครั้ง! HBEX #3 หลักสูตรเพื่อยกระดับและพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้าน ครั้งที่ 3 โดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ร่วมกับ BUILK Thailand จัดหลักสูตรอบรมเพื่อยกระดับและพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้าน ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ Home Builder Expert 2020 หรือ HBEX #3 โดยในครั้งนี้จัดหลักสูตรอบรมภายใต้หัวข้อ “Secrets of Successful Home Builders เคล็ดลับพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้าน” จัดเป็นหลักสูตร 4 วัน

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านร่วมกับ BUILK Thailand ได้จัดหลักสูตร HBEX #3 หรือ Home Builder Expert 2020 ครั้งที่ 3 ขึ้น โดยในครั้งนี้จัดหลักสูตรอบมรมภายใต้หัวข้อ “Secrets of Successful Home Builders เคล็ดลับพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้าน” เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้มีความรู้และรับการถ่ายทอดประสบการณ์จากกูรูชั้นนำในวงการธุรกิจรับสร้างบ้าน ว่ากว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ได้ สิ่งไหนที่ต้องยึดถือเป็นหัวใจสำคัญและกุญแจแห่งความสำเร็จในธุรกิจรับสร้างบ้าน อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้คนรุ่นใหม่เข้ามาในธุรกิจนี้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในอนาคต ซึ่งนายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้ให้เกียรติเป็นประธานมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้เข้าอบรม และนายธีร์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการ/ รองเลขาธิการสมาคม ประธานปลักสูตรอบรม ได้กล่าวปิดการอบรมในครั้งนี้ด้วย

“ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่เราได้จัดทำหลักสูตรอบรมเพื่อยกระดับและพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้านให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ โดยในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่ให้เกียรติสละเวลามาร่วมกันสร้างและพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้านไปด้วย กัน ไม่ว่าจะเป็น คุณ ไผท ผดุงถิ่น CEO และ Co-founder บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป กับหัวข้อ มาทำงานให้เป็นดิจิทัลกันเถอะ : Digitalizing Processes for Home Builders ความรู้ในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลกันอย่างเต็มอิ่ม รศ.ดร.ธนิต ธงทอง และคุณวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ประธานบริหาร บริษัท ดับบลิวเฮ้าส์ จำกัด มาร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ “สร้างบ้านอย่างไร ให้ได้มาตรฐาน” คุณวีระ เจียรนัยพานิชย์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนา กลยุทธ์ ธุรกิจ SME LINE Certified Coach 2019 จาก Session ติดอาวุธธุรกิจรับสร้างบ้านด้วยการตลาดออนไลน์ กับหัวข้อ “ทำแบรนด์ให้เป็น Top of mind ต้องทำซ้ำๆย้ำๆให้คนจำได้” คุณบังอร สุวรรณมงคล Managing Director&Founder Hummingbirds Consulting ภายใต้หัวข้อ “ลูกค้าไม่ได้ซื้อสิ่งที่เราขาย แต่ซื้อ คุณค่า (Value) จากเรา” เพราะลูกค้าไม่ได้ต้องการซื้อบ้าน แต่ต้องการซื้อรางวัลชีวิต และอีกหลายท่าน นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรม ยังได้ไปศึกษาดูงานยังสถานที่ก่อสร้างจริง กับบ้านหรูระดับ 100 ล้าน จาก บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด แบบสุด Exclusive โดยมีทีมวิศกรมาให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้กันที่เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านอีกด้วย งานนี้ผมต้องบอกว่า ที่ประสบความสำเร็จทั้งในปีนี้และที่ผ่านๆ มานั้น ต้องขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านจริงๆ เพราะทุกท่านได้ให้ความรู้อย่างไม่จำกัด พร้อมตอบทุกข้อสงสัยในธุรกิจให้กับคนรุ่นใหม่ได้มีแนวทางและติดอาวุธ พร้อมรับมือและแก้ปัญหากับการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย” นายธีร์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการ/รองเลขาธิการสมาคม กล่าว

หลักสูตรอบรม Home Builder Expert 2020 จัดโดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านนั้น จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี ท่านที่สนใจสามารถติดตามได้ทาง Facebook สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือ HBEX: Home Builder Expert


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สำนักประสานงานชุดโครงการอุตสาหกรรมความมั่นคง และเทคโนโลยีอวกาศ จัดสัมมนาเรื่องศักยภาพและความท้าทายด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทย

สำนักประสานงานชุดโครงการอุตสาหกรรมความมั่นคง และเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “ศักยภาพและความท้าทายด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทย” วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 9.00 – 12.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านทาง Zoom โดยมีเป้าหมายเพื่อตีแผ่ศักยภาพในด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทยผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ แก่ผู้ให้ความสนใจ

โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่าน

(1) Mr. Ono Atsushi Director of JAXA Bangkok office บรรยายเรื่อง “Rocket launch site”

(2) ดร.พงศธร สายสุจริต ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บรรยายเรื่อง “เทคโนโลยีดาวเทียมไทยกับความเป็นไปได้ในอนาคต” และ

(3) พลอากาศตรี เจษฎา คีรีรัฐนิคม สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ บรรยายเรื่อง “เทคโนโลยีจรวดและโอกาสของประเทศไทย”

ดำเนินการช่วงเสวนากับวิทยากร โดย ดร.อัมรินทร์ พิมพ์หนู


วิศวกรชำนาญการ ด้านบริหารการทดลองและการสำรวจอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code หรือผ่าน URL:https://forms.gle/rn4YSohs47XU5Gi7A ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 พฤศจิกายน 2563

ขวัญฤทัย ข่าว –ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญใหญ่แห่งปี ฉลอง 11.11 ลดสูงสุด 90% อันนี้ก็ลด อันนั้นก็แถม! พร้อมคูปอง “ช้อปดีมีคืน” มูลค่ารวม 2,600 บาท

ออฟฟิศเมท ฉลองเทศกาลช้อปแห่งปี 11.11 จัดแคมเปญใหญ่ ลดราคาสูงสุด 90% กับไอเท็มน่าช้อป   อันนี้ก็ลด อันนั้นก็แถม! ให้คุณช้อปสนุก ประหยัดทุกบิล คุ้มทุกออเดอร์

– สินค้าดีราคาโดน อาทิ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ผู้บริหาร อุปกรณ์สำนักงาน ไอที ปริ้นเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

– สินค้าถูกชัวร์ ประหยัดทั้งปี ทั้งกระดาษถ่ายเอกสาร ปากกา  แฟ้มสันกว้าง เทปโอพีพี เก้าอี้สำนักงาน  ชุดคีย์บอร์ดและเมาส์ไร้สาย และสินค้าอื่นๆ  อีกกว่า 300 รายการ  เพียงสังเกตสัญลักษณ์ #ออฟฟิศเมทการันตี

– ช้อปคุ้มแทบคลั่ง กับ “Crazy Brand Sale” ลดปังทั้งแบรนด์ตลอดเดือน 11 ช้อปสินค้าเครื่องใช้สำนักงาน  ไอที กระดาษโน้ตPost-it เครื่องคิดเลข เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ทำความสะอาด จากแบรนด์ดัง อาทิ 3M, Scotch, Elephant, QuanTum, one, neo, mi, hp, CASIO, Command, Pentel,   ROCKWOOD  และ Sunvo รับส่วนลดสุดพิเศษ หรือของแถมถูกใจ เมื่อช้อปครบตามที่กำหนด



พิเศษสุด!!… 5 พ.ย. 63 – 9 พ.ย. 63 พบกับโปรโมชั่น “ช้อปดีมีคืน” ช้อปที่ร้านออฟฟิศเมททุกสาขา ครบ 10,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลด 800 บาท* และเมื่อช้อปผ่าน Contact Center 1281 หรือ ช่องทางออนไลน์ที่ officemate.co.th, Mobile App หรือทักแชทมาช้อปที่ Line: @OfficeMate ครบ 10,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลด 1,800 บาท* โดยลูกค้าบุคคลสามารถขอรับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้ง่ายและรวดเร็วทุกช่องทางการสั่งซื้อ เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท ในโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจธ. จับมือ หัวเว่ย สร้างบุคลากร AI ป้อนตลาดแรงงานทักษะสูง พร้อมมอบอุปกรณ์ระบบคลาวด์เพื่อเสริมทัพการเรียนการสอน ภายใต้โครงการ Huawei ICT Academy

กรุงเทพฯ — เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมทักษะความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอซีทีในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งป้อนแรงงานทักษะสูงเข้าตลาดแรงงาน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในโลกยุคดิจิทัล โดยมี รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายเจสัน เผิง รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนในการลงนาม

บรรยายภาพ: รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี (กลางซ้าย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายเจสัน เผิง (กลางขวา) รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้าน AI โดยมี ผศ. ดร. ประเสริฐ คันธมานนท์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร, ผศ. ดร. มณฑิรา นพรัตน์ (ซ้ายสุด) รองอธิการบดีฝ่ายอุตสาหกรรมและภาคีความร่วมมือ, นายชูโกะ ลี (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และนายคมเดช เรืองเดชวรชัย (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายขายอุตสาหกรรมการศึกษา กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมทั้งคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม

ภายใต้เอ็มโอยูดังกล่าว หัวเว่ยจะทำงานร่วมกับมจธ. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอนด้าน AI ของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและสร้างรากฐานทักษะและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถนำทักษะที่ได้ฝึกฝนผ่านโครงการไปใช้ในการทำงานจริงในอนาคต ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงในตลาดเกิดใหม่ เพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมและส่งเสริมการใช้ AI อย่างแพร่หลายในประเทศไทย

นอกจากนี้ ภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ นายเจสัน เผิง ยังได้ส่งมอบอุปกรณ์ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Huawei Cloud Computing Lab Equipment) เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ Huawei ICT Academy โดยมี รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบอุปกรณ์ดังกล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

FINN MOBILE ชวนกระชับสัมพันธ์ครอบครัว กับแคมเปญโฆษณาล่าสุด “#ขออย่าหยุดฟิน” ทุก gen ฟินได้ถ้าใจต้องการ เหมือนหรือต่างก็ฟินได้เหมือนกัน

กรุงเทพฯ, 3 พฤศจิกายน 2563 – FINN MOBILE ซิมมือถือ โทร แชท เล่นเน็ต ที่ให้บริการในรูปแบบดิจิทัล 100% รายแรกในประเทศไทย ปล่อยแคมเปญโฆษณาออนไลน์ใหม่ “#ขออย่าหยุดฟิน” ส่งเสริมความสัมพันธ์คนในครอบครัวมาเป็นซีรีส์ครอบครัวอย่าง “แม่คอละคร VS ลูกสาวสายซีรีส์” และ “พ่อเซียนมวย VS ลูกชายสายเกม” ผสานเข้ากับสองแพ็กเกจสุดคุ้มอย่าง FINN MAX และ FINN Unlimited ที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ความฟินในวันนี้ ไม่ว่าจะอยู่ Generation ไหน มีไลฟ์สไตล์ต่างกันสุดขั้วแบบใด ขออย่าให้ช่องว่างของยุคสมัยทำให้คุณหยุดฟิน เพราะ FINN MOBILE เชื่อว่าทุกคนมีเรื่องฟินในแบบตัวเอง จะ gen ไหนก็ฟินได้เหมือนกัน พร้อมนำเสนอ 3 แนวทางกระชับสัมพันธ์ครอบครัวให้ฟินกว่าเดิม ได้แก่ 1. เปิดใจรับฟังให้มากขึ้น 2. แตกต่างอย่างลงตัว และ 3. หาอะไรฟิน ๆ มาแจมร่วมกัน

แคมเปญโฆษณาใหม่ #ขออย่าหยุดฟิน ทั้ง 2 เรื่อง “แม่คอละคร VS ลูกสาวสายซีรีส์” และ“พ่อเซียนมวย VS ลูกชายสายเกม” ต่างนำเสนอความน่ารักเกี่ยวกับพฤติกรรมความฟินของสมาชิกในครอบครัว สื่อสารด้วยเนื้อหาเข้าใจง่ายผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละคร แม่กับลูกสาว และ พ่อกับลูกชาย ที่กำลังทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ ชมละครหลังข่าว/ดูซีรีส์เกาหลี หรือ ชมศึกมวยไทย/เล่นเกมตีป้อม แม้แต่ละคนมีสิ่งที่ชอบไม่เหมือนกันแต่ก็ฟินได้ในแบบที่ตนเองต้องการ ด้วยแพ็กเกจคุ้ม ๆ FINN MAX ที่ให้ดาต้าเน็ตเยอะถึง 80GB และใช้สลับกับเน็ตฟรีไม่อั้น ไม่ลดสปีด ความเร็ว 10 Mbps พร้อมโทรฟรีไม่จำกัดเครือข่ายอีก 300 นาที ในราคาเพียง 279 บาทต่อเดือน หรือแพ็กเกจ FINN Unlimited เพลินไปกับเน็ตความเร็วสูงสุด 100 Mbps ไม่จำกัด โทรก็ไม่จำกัดทุกเครือข่าย เพียงเดือนละ 749 บาท

*(ใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2563)

ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ทำให้คนเรามีค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ความสนใจ การจัดลำดับความสำคัญ และการตัดสินใจต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน หากเราทำความเข้าใจแต่ละช่วงวัย จะช่วยให้เราสามารถหาสมดุลในการปรับตัวอยู่ร่วมกับคนหลากหลายช่วงวัยได้อย่างมีความสุข FINN MOBILE มี 3 แนวทางกระชับความสัมพันธ์ให้ฟินกว่าเดิมมานำเสนอ

  1. เปิดใจรับฟังให้มากขึ้น ปกติเรามักพูดเรื่องของตัวเองมากกว่ารับฟังของคนอื่น ซึ่งถ้าปรับให้เป็นการรับฟังให้มากขึ้น จะเปิดโอกาสให้เราได้รู้ว่าคนอื่นอยากสื่อสารอะไรกับเรา จะทำให้เข้าใจและจูนความรู้สึกต่อกันได้ดีและใกล้ชิดขึ้น
  2. แตกต่างอย่างลงตัว ใครเคยบอกว่าความต่างมันคือเรื่องที่แย่ แต่แท้จริงแล้วความต่างนี่แหละคือสิ่งที่เติมเต็มความสัมพันธ์ให้สมบูรณ์ ความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน ถ้าได้เปิดใจและรับฟังแบบที่ยังไม่ตัดสินอีกคนไปก่อน และปรับมุมมอง ลองมองอีกด้านของอีกคน ย่อมทำให้เข้าใจอีกคนและอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น
  3. หาอะไรฟิน ๆ มาแจมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ซีรีส์ ละคร สารคดี รายการทำอาหาร ออกกำลังกาย หรือดูกีฬาโปรด วันนี้สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ทั้งจากบนแอปฯ ดูหนัง หรือแอปฯ ไลฟ์สตรีมมิ่งต่าง ๆ เดี๋ยวก็เจอจุดร่วมให้มาฟินด้วยกันได้

FINN MOBILE สนับสนุนทุกความฟินของทุกคน และเชื่อมั่นว่าความฟินสามารถแบ่งบันกันได้เช่นโฆษณาล่าสุดนี้ พร้อมตอกย้ำให้ทุกคนเห็นว่าเทคโนโลยีการสื่อสารมีส่วนสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันได้อย่างราบรื่นเป็นมากกว่าแค่การสื่อสาร แต่ยังสามารถใช้ทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบ รวมถึงเสพคอนเท้นต์ความบันเทิงที่ทุกวัยสามารถฟินในแบบตนเองจากความคุ้มค่าของแพ็กเกจ FINN MOBILE ที่ทั้งให้เน็ตเยอะ และราคาถูกสุด ๆ ติดตามชมแคมเปญโฆษณาทั้งสองตอนได้แล้ววันนี้ทาง https://bit.ly/3kThTyH นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปดูโปรโมชั่นแพ็กเกจสุดคุ้มที่ https://bit.ly/3oQ3yWf

เกี่ยวกับ FINN MOBILE

FINN MOBILE ซิมมือถือ โทร แชท เล่นเน็ต ราคาถูกกว่าแน่นอน ที่ให้บริการในรูปแบบดิจิทัล 100% รายแรกในประเทศไทย จ่ายน้อยกว่า แต่ให้อิสระมากกว่า ด้วยบริการที่ไม่มีสัญญาผูกมัด พร้อมด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็ว 10 Mbps ไม่อั้น ไม่ลดสปีดกับทุกแพ็กเกจ ให้คุณออนไลน์ได้ไม่รู้จบ นอกจากนี้ยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยการควบคุมและจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อซิม เลือกเบอร์ เปลี่ยนแพ็กเกจ ปรับความเร็วอินเตอร์เน็ต ควบคุมค่าใช้จ่าย จนถึงการจ่ายค่าบริการด้วยตัวเอง ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ www.finnmobile.io และแอปพลิเคชัน FINN MOBILE


Exit mobile version