Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ขอเชิญท่านเข้าร่วมคอร์ส Digital Marketing In Action รุ่นที่ 3

8 วัน 8 หัวข้อ กับ 10 ผู้เชี่ยวชาญในสายงานดิจิทัล…ในคอร์สเดียว ได้ทั้งความเข้าใจ และกลับไปทำได้จริง

–  มองเห็นภาพกว้างของการเดินทางจากยุคเก่าเข้าสู่ยุคดิจิทั
–  มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ผู้บริโภคในยุคดิจิทัล
–  ฝึกการเจาะใจและเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล
–  เข้าใจการสร้างคอนเทนต์ให้มีคุณค่า เนื้อหาโดนใจลูกค้า
–  เรียนรู้การวางแผนกลยุทธ์ แผนปฎิบัติการณ์ การวาง KPI
–  เข้าใจการสร้างกลยุทธ์การสื่อสารในยุคดิจิทัล
–  DATA มีผลต่อการ Run Business อย่างไร?
–  เข้าใจภาพรวมของแพลตฟอร์มใหม่ๆ รวมถึงกลยุทธ์ในการใช้ Digital Media
–  เรียนรู้และเข้าใจ การวางแผนการตลาดดิจิทัลจาก Workshop
– เรียนจริง ทำจริง รู้จริง ทำได้จริง

โดยวิทยากร: ผู้เชียวชาญในสายงานดิจิทัล

  • คุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล / Strategic Planning Director &Co-Founder of BrandBaker Co.,Ltd.
  • ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย / COO, MD of INTAGE Thailand
  • คุณขนิษฐา ตั้งวรพจน์วิธาน / Consultant, CHief Strategist-Cheevamitr SE
  • คุณเมธี จารุมณีโรจน์ / Managing Partner of  BrandAholics
  • คุณจรัส จรัสรุ่งเรืองชัย / Performance media & Digital solution Director of Dentsu X Thailand
  • คุณณัฐวรรธน์ ศรีสุข / Director ,Digital Marketing Program School of  Business Administration, Bangkok University
  • ดร.สมชาติ   วิศิษฐชัยชาญ / กรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
  • คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์  วีระเตชะ / หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร, กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  • คุณวศุตม์พล  ชฎาธรสุธาสิน / CEO ,Answer Thailand & Co-Founder “AMATA”
  • คุณณัฐพล ม่วงทำ / เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ผู้เขียนหนังสือ Personalized Marketing

เริ่มอบรม 30 มกราคม – 13 มีนาคม 2564 ณ. VIE Hotel Bangkok – Mgallery

หลักสูตรนี้มีค่าใช้จ่ายเปิดรับสมัครแล้ววันนี้ สามารถดูรายละเอียด และ ลงทะเบียนได้ที่: https://www.marketingthai.or.th/event/digital-marketing-in-action3/
หรือสอบถามเพิ่มเติม สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โทร. 02-679-7360-3 หรือ Line@ ID: @matsociety


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC จัดงานสัมมนา The Power of Data ตอบรับยุคของการนำข้อมูลทำตลาดเชิงรุกสร้างการเติบโตให้องค์กร

เมโทรซิสเต็มส์ฯ ผู้ให้บริการโซลูชั่นไอที ที่ดำเนินการมากว่า 35 ปี จัดงานสัมมนาประจำปี The Power of Data อัพเดตความรู้ให้กับองค์กรในการนำข้อมูลสร้างการเติบโต พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว SuperApp ซึ่งพัฒนาโดยทีมงานเมโทรซิสเต็มส์เอง หลังชิมลางใช้งานกับฝ่ายขายที่มีกว่า 100 คน ช่วยเพิ่มยอดขาย

นายอรุณ ต่อเอกบัณฑิต กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “The Power of Data” ว่า “ข้อมูลที่มีการจัดเก็บ และนำมาใช้อย่างถูกต้อง จะมีค่ามากกว่าน้ำมัน บริษัทเทคคอมพานีอย่างเช่น เฟซบุ๊ก และอเมซอน เป็นบริษัทที่มีมูลค่ามาก เพราะบริษัทใช้บิ๊กดาต้าในการทำธุรกิจ” ดังนั้นแล้ว หากองค์กรต่างๆ สามารถนำฐานข้อมูลลูกค้าที่เก็บมาอย่างยาวนาน นำมาพัฒนาต่อยอดรวมถึงทำ Business Transformation เป็นความท้าทายอันดับต้นๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร และวันนี้เมโทรฯ พร้อมเปิดตัว SuperApp ERP และโซลูชั่นทางธุรกิจที่ครอบคลุมการจัดการในหลายมิติ เพื่อสร้างยอดขายให้กับลูกค้า โดยเป็นโซลูชั่นที่ช่วยเตรียมความพร้อมของข้อมูลเชิงลึก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนองค์กร

นายธีรภพ ลิ้มตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น เมโทรซิสเต็มส์ฯ กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่เร่งให้องค์กรธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงโดยใช้ Innovative Digital Model เข้ามาช่วย เพื่อชนะใจลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ด้วยประสบการณ์ของ เมโทรซิสเต็มส์ฯ จึงได้พัฒนา SuperApp ERP เพื่อตอบรับกับการทำตลาดในยุคดิจิทัลที่เป็นการทำตลาดเชิงรุก” SuperApp ERP ของเมโทรซิสเต็มส์ฯ มีจุดเด่นคือ ความยืดหยุ่นของระบบ เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ทีมงานเมโทรซิสเต็มส์ฯ พัฒนาขึ้นมาเอง สามารถปรับระบบได้ตามความต้องการทางธุรกิจ แพลตฟอร์ม SuperApp ERP ประกอบด้วยระบบ RPA (Robotic Process Automation), CRM ระบบบริการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า, Smart Messaging, Mobile App, e-Tax, และ Business Intelligence ทั้งนี้ ระบบ CRM หรือระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าแบบใหม่เน้นทำงานในเชิงรุก โดยระบบสามารถให้คำแนะนำกับทีมเซลล์ได้ว่าควรโฟกัสที่งานใด และติดตามลูกค้ารายใดเพื่อให้ยอดขายบรรลุเป้าหมาย รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับ Social Chatroom ในการดูประวัติของลูกค้า ว่าลูกค้าเป็นใคร มีประวัติการสั่งซื้ออย่างไรบ้าง

:บริหารจัดการดาต้าเพื่อสร้างการเติบโตให้องค์กร:

นายมีลาภ โสขุมา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น เมโทรซิสเต็มส์ฯ กล่าวว่า ในยุคของบิ๊กดาต้า และเอไอ องค์กรจำเป็นต้องสร้างมันสมอง และองค์ความรู้ให้อยู่ในระบบ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งก็คือการทำ Advance Analytics หรือการทำวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อให้องค์กรเข้าใจ และรู้จักลูกค้ามากยิ่งขึ้น การแข่งขันในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการสร้าง Personalized หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่ลูกค้าต้องการได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา
การจะทำวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงได้นั้น จำเป็นต้องทำดาต้าแวร์เฮ้าส์แบบรวมศูนย์ ซึ่งองค์กรสามารถพัฒนาระบบดาต้าแวร์เฮ้าส์ในระดับ Self Service Analytics คือ พนักงานฝ่ายอื่นๆ ในองค์กรสามารถดึงข้อมูลมาใช้ในส่วนงานของตนได้เอง หรือถ้าองค์กรเก็บข้อมูลในหลากหลายมิติมากขึ้น และมีข้อมูลมากพอ สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้ (Diversify) ตัวอย่างเช่น ธนาคารที่มีการเก็บข้อมูลทั้งฝั่งผู้บริโภคและฝั่งผู้ค้า ทำให้ธนาคารสร้างธุรกิจอื่นๆ ตามมา เช่น ขายประกัน หรือจะได้เห็นองค์กรต่างๆ ขยายไลน์ธุรกิจไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจดั้งเดิมหรือธุรกิจหลักขององค์กรอีกต่อไป

:เตรียมพร้อมระบบไอทีรับ PDPA:
นายวิทวัช จันทร์คู่ ผู้จัดการฝ่ายที่ปรึกษาด้านเทคนิค เมโทรซิสเต็มส์ฯ กล่าวว่า ฝ่ายไอทีต้องเตรียมระบบไอทีให้พร้อม เพื่อให้ตอบรับกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยต้องบริหารจัดการข้อมูลทั้งในส่วนของการเก็บข้อมูล การใช้ข้อมูล และการเปิดเผยข้อมูล

ในการเตรียมระบบข้อมูลมี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย
1) ระบบการค้นหาข้อมูล (Discover) : เริ่มต้นจากการแยกข้อมูลว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลสำคัญ และจัดเก็บอยู่ส่วนใด และแบ่งประเภท ข้อมูลใด คือ ข้อมูลส่วนบุคคลธรรมดา หรือเป็นข้อมูลสำคัญต้องมีคำอธิบายอย่างชัดเจน
2) ระบบการจัดเก็บข้อมูล (Manage) จะนำนโยบายข้อมูลมาใช้ให้ตรงกับชุดฐานข้อมูลใด มีการนำข้อมูลไปใช้อย่างไรบ้าง ในแต่ละขั้นตอนเก็บข้อมูล มีผลกระทบต่อส่วนงานใดบ้าง หรือหากผู้ใช้ขอดูข้อมูล ฝ่ายไอทีต้องเตรียมระบบเพื่อช่วยตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้งาน
3) การปกป้องข้อมูล (Protect): เริ่มต้นจากคัดเลือกระบบความปลอดภัย รวมถึงการให้สิทธิเข้าถึงข้อมูลของคนในองค์กร จากนั้นออกแบบระบบไอที และพัฒนาเรื่องผลกระทบของความเป็นส่วนตัวของข้อมูลแต่ละชุด
4) การทดสอบระบบ (Detect Response) ว่ามีช่องโหว่จุดใดบ้าง และทำการแก้ไข
ความท้าทายในยุคของบิ๊กดาต้า คือ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการปกป้องข้อมูลเพิ่มขึ้นเพราะข้อมูลมากขึ้น ช่องโหว่ในระบบมีมากขึ้นต้องคอยติดตามปกป้องข้อมูลให้ทันกับสถานการณ์ รวมถึงความท้าท้ายอื่นๆ คือ อุปกรณ์ IoT จำนวนมากที่มีแอปพลิเคชันใช้งานในการเชื่อมต่อเข้าระบบ และสุดท้ายคือความผิดพลาดที่เกิดจากคน (Human Error) เป็นความท้าทายที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ความท้าทายเหล่านี้ เมโทรซิสเต็มส์ฯ มีบริการที่มาช่วย คือ MICSC (Metro Intelligence Cyber Security Center) เป็นศูนย์บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยจากเมโทรซิสเต็มส์ฯ ที่ให้บริการในการตรวจจับสิ่งแปลกปลอม และช่องโหว่ในระบบ (Detect) และทำการแก้ไข (Response)
1) การตรวจสอบช่องโหว่ในระบบ (Detect)
2) การวินิจฉัยระบบ (Investigate) เมื่อมีความเสี่ยง จะหาให้ว่าต้นเหตุเกิดจากตรงไหน
3) การทำรายงานการวินิจฉัยระบบ
4) ระบบอัตโนมัติ (Automate) เพื่อทำคำสั่งมากขึ้น

ศูนย์ MICSC มีเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านระบบรักษาความปลอดภัยทั้ง tier 1 และ tier 2 ในการเฝ้าระวังภัยให้ 24 ชั่วโมง ศูนย์ฯ ของเมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย ISO 27001
:ก้าวสู่ธุรกิจใหม่ด้วยดิจิทัล:

นายเกษมสันต์ วีระกุล ประธานกรรมการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ช่วงโควิดยอดขายผ่านออนไลน์ แพลต์ฟอร์มเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนยอดขายหน้าร้านของซีเอ็ดที่มีกว่า 300 สาขาได้ที่ต้องปิดไปในช่วงโควิด ซึ่งสถานการณ์โควิดเป็นปัจจัยเร่งแผนการต่างๆ ให้เกิดเร็วขึ้น จากที่เคยวางแผนจะทำ eBook พอเกิดโควิดเป็นปัจจัยเร่งให้ทำโครงการแพลตฟอร์ม eBook สำเร็จเร็วขึ้น และทำให้ซีเอ็ดเกิดบิสซิเนสโมเดลใหม่ในการขายหนังสือ นั่นคือ pay per read” การสร้างแพลตฟอร์ม eBook ได้นั้นทำให้ซีเอ็ดเปิดธุรกิจใหม่ในการขายแพลตฟอร์ม หากองค์กรใดต้องการสร้าง e-Library ซีเอ็ดสามารถให้บริการได้ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากโดยเฉพาะสถาบันการศึกษา และทางซีเอ็ดได้ขยายบริการไปยังบริการส่วนอื่นๆ เช่น รวมถึงทำให้เกิดโมเดลในการขายหนังสือในรูปแบบใหม่ คือ ผลิตออกมาเป็น eBook ทีละบทก่อน และขายทีละบท หากการตอบรับดีค่อยรวมเล่มขาย หรือตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม นอกจากนี้แล้ว ทำให้หน้าร้านในแต่ละสาขามีการปรับหน้าร้านและหนังสือขายดีให้เข้ากับแต่ละสาขา

นายไกรเทพ พิสัยกุล ผู้จัดการ ฝ่ายประจำสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด บริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด และบริษัท บริษัท เอสบีพี ดิจิทัลเซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “บุญรอดเป็นองค์กรไทย ที่ก่อตั้งมากว่า 80 ปี และมีส่วนในการทำงานแบบแมนนวลในระดับหนึ่ง แต่ในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้บุญรอดปรับสู่ดิจิทัลมากขึ้น จากการที่ต้องทำงานจากที่บ้าน แม้ว่ายังไม่สามารถทำงานบนดิจิทัลได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม” บุญรอดได้ปรับใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และส่วนงานภายในในการใช้ดิจิทัลมากขึ้น เช่น การโอนเงินเดือน แต่สำหรับโมเดลในการขายผ่านออนไลน์ ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สามารถขายเบียร์ผ่านออนไลน์ รวมถึงทางบุญรอดจำหน่ายผ่านผู้ค้า สิ่งที่บุญรอดจะทำ คือ ทำอย่างไรให้ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะบุญรอดมีนโยบายสร้างการเติบโตไปพร้อมกับพาร์เนอร์ ดังนั้นแล้ว เซลล์ต้องรู้จักร้านค้า บุญรอดได้นำระบบวิเคราะห์เข้ามาช่วยดูว่าเซลล์ในแต่ละพื้นที่ดูแลร้านค้าได้ดีอย่างไร รวมถึงได้นำเอไอเข้ามาใน chat bot ของไลน์เพื่อคุยกับลูกค้า

นายจีรยุทธ์ กาญจนมยูร ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายไอที บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ช่วงโควิด ทำให้เราต้องปรับตัวในคืนวันที่ประกาศหยุดในช่วงโควิด ทำให้เกิดการออกแบบการบริการใหม่ๆ ในส่วนของสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ปิดไม่ได้ เช่น การขายแบบโทรมาสั่งและรับของ (pick up order) สั่งซื้อจากบนรถ (drive through) การสั่งซื้อบนระบบแชท (chat and shop)” เดอะมอลล์มีเป้าหมายทางธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าเป็น retail entertainment เป็นศูนย์รวมของคนกรุงเทพ มีห้างใหม่เกิดขึ้น ดังนั้นแล้ว ไอทีจำเป็นต้องตอบรับกับธุรกิจ

เกี่ยวกับ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
เมโทรซิสเต็มส์ฯ เป็นคู่ค้า และพันธมิตรในการวางระบบไอทีสำหรับองค์กร ดำเนินงานมามากกว่า 35 ปีในประเทศไทย ให้บริการครบวงจร นับตั้งแต่ให้บริการคำปรึกษา ออกแบบระบบ ติดตั้งระบบ และฝึกอบรม เมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้รับการยอมรับ และไว้วางใจว่าเป็นคู่ค้าที่มีคุณค่าทางด้านไอทีในประเทศไทย ด้วยบุคลากรมืออาชีพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ร่วมเป็น Media Partner งาน Krista Exhibitions Virtual Expo อินโดนีเซีย

ThaiFranchiseCenter.com เว็บไซต์ที่รวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์ใหญ่ที่สุดในไทย ได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นสื่อสนับสนุนหลัก หรือ Media Partner สื่อจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว ในงานแสดงสินค้าเสมือนจริง “Krista Exhibitions Virtual Expo” ระหว่างวันที่ 8 – 13 ธันวาคม 2563 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

โดยงานแสดงสินค้าดังกล่าว เป็นการจัดงานในรูปแบบออนไลน์ ผสมผสานการจัดแบบ Virtual Trade Show (VTS) และ Virtual – Online Business Matching (V-OBM) นอกเหนือจากการจัดงานแสดงสินค้าตามปกติ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยี และบริการของประเทศอินโดนีเซียให้กลับมาเหมือนเดิม และตอบโจทย์นักธุรกิจต่างชาติ ที่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย

นอกจากนี้ งานแสดงสินค้าเสมือนจริง Krista Exhibitions Virtual Expo ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านธุรกิจต่างๆ ทางออนไลน์กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในประเทศอินโดนีเซียแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ หรือสนใจสั่งซื้อสินค้าในงาน รวมถึงการสาธิตและทดลองใช้สินค้าภายในงาน รวมถึงมีการสัมมนาออนไลน์ สามารถโต้ตอบทางออนไลน์เหมือนได้อยู่ในห้องเดียวกัน

สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง Krista Exhibitions Virtual Expo สามารถดูรายละเอียด และลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/KristaVirtualExpoVisitor


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Conicle เปลี่ยนการเรียนรู้สู่ประสบการณ์ใหม่ “เพราะการเรียนรู้คือพลังสำคัญ เมื่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง”

กรุงเทพฯ 10 ธันวาคม 2563 CONICLE แพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาบุคลากรที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย ได้จัดงาน RE:D Day ณ Common Ground ที่ CentralWorld เมื่อเร็วๆนี้เพื่อส่งข้อความถึงนายจ้างและลูกจ้างในการพัฒนาทักษะและยกระดับพลังแห่งการเรียนรู้เพื่อปรับให้เข้ากับการทำงานในอนาคต ซึ่งในงานนี้ประกอบไปด้วยการบรรยายนำโดย Conicle และสองผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจชั้นนำของไทยจาก QGEN – HR Practice Provider และ AIS Academy

วิทยากรทั้งสามได้แบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับ RE:Define, RE:Discuss และ RE:Design โดยเน้นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอน ความพยายามเหล่านี้สามารถนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนาบริษัทและทรัพยากรบุคคลให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ

สรุปการนำเสนอของวิทยากรทั้งสามท่าน
RE:Define ขอบเขตของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จาก e-learning สู่ Learning Experience ที่ประกอบไปด้วย การเป็น Learning base on experience การเรียนรู้ที่มี Feedback การเรียนที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับเฉพาะบุคคล
RE:Discuss การมองหาความสามารถที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต การสร้างบุคลากรที่จัดลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเพิ่ม Value ให้กับบริษัท
RE:Design ประสบการณ์การเรียนรู้ของบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ที่จะเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร โดยแนวคิดนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง Mindset Skillset และ Toolset

“RE:D (อ่านว่า รีดี หรือ เรด) เปรียบเสมือนการแจ้งเตือนที่บ่งบอกให้เรารู้ว่าเราต้องลงมือทำบางอย่างแล้ว” เป็นคำกล่าวของ คุณปูน-นกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ CEO & Co-Founder บริษัท Conicle ซึ่งได้เริ่มต้น Speech ที่น่าสนใจ ด้วยธีม Re:Define ด้วยการบอกถึงสัญญาณเตือน 3 ข้อ ซึ่งประกอบไปด้วย
8 ใน 10 ของอาชีพในอนาคตจะเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่
AI กำลังเข้ามาแย่งอาชีพ คนยุคใหม่จำเป็นต้องปรับตัว
คนรุ่นใหม่ต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา

สัญญาณทั้ง 3 ข้อได้สะท้อนว่า คนกับความรู้คือกุญแจสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ เทคโนโลยีทางด้านการเรียนรู้อย่าง e-learning จะถูกใช้งานมากขึ้น แต่กระนั้นด้วยความที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะบริบทขององค์กรสมัยใหม่ กระบวนการที่ยังไม่สามารถสร้างการเรียนรู้ได้จริง เนื้อหาที่ยังไม่มีความน่าสนใจ และการที่ตัวผู้เรียนขาดการมีส่วนร่วมจึงไม่อาจตอบโจทย์สำคัญได้ นั้นนำไปสู่การ RE:Define จาก e-learning สู่ Learning Experience ที่ประกอบไปด้วย การเป็น Learning base on experience การเรียนรู้ที่มี Feedback การเรียนที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับเฉพาะบุคคล และระบบที่เป็นเครื่องมือที่จะเข้ามารองรับทั้ง 3 ส่วน

คุณบี อภิชาติ ขันธวิธิ Managing Director จากบริษัท QGEN Consultant ได้เริ่มต้นด้วยคำถามที่ชวนสงสัยว่า “Talent ในองค์กรที่อยากให้เกิดขึ้นเป็นแบบไหน” และ “คนเก่งคนเดิมยังเป็น Talent อยู่อีกไหม?” นำไปสู่ VUCA โดยเป็นคำที่บอกถึงความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ/หรือเทคโนโลยี ซึ่งต้องแก้ไขด้วย การมีมุมมองที่หลากหลายกว้างไกล การทำความเข้าใจตนเองและองค์กร การเปลี่ยนสิ่งที่มีความซับซ้อนให้ชัดเจนมากขึ้น และต้องมีความยืดหยุ่น

นำไปสู่การ RE:Discuss คือการจัดการ Workforce ที่ให้ความสำคัญกับ Business Strategy เพื่อเพิ่ม Value ให้กับองค์กร ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือการให้ความสำคัญกับ Character ให้มากขึ้น การกำหนดทั้งกระบวนการที่ได้มาซึ่ง Talent และรักษาไว้ และท้ายสุดการกระตุ้นพนักงานให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

และปิดท้ายด้วยการบรรยายของ ดร.ปรง ธาระวานิช Head of AIS Academy และ SVP HR จากบริษัท Intouch Holdings ที่มาบอกเล่าประสบการณ์จริงจากการ RE:Design ที่ได้พบเจอ ทั้งความแตกต่างในประสบการณ์ของแต่ละบุคคลอันเกิดจาก และความแตกต่างในประสบการณ์ของแต่ละ Generation ซึ่งล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์การทำงานในองค์กรโดยภาพรวมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป การ RE:Design จึงต้องเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างประสบการณ์ใหม่บนความพร้อมในทุกด้าน โดยจะต้องให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบดังต่อไปนี้ Mindset (มีความสำคัญ 70%) Skillset (มีความสำคัญ 20%) และ Toolset (มีความสำคัญ 10%) โดย AIS ได้นำเครื่องมือที่เรียกว่า AIS LearnDi (by Conicle) มาสนับสนุนในการสร้างประสบการณ์เรียนรู้

เกี่ยวกับ Conicle

Conicle ระบบจัดการการเรียนรู้ออนไลน์ Learning Management System (LMS) ที่องค์กรและบริษัทระดับประเทศไว้วางใจ มีผู้ใช้งานกว่า 1,000,000 คน พร้อมด้วยฟีเจอร์อันหลากหลาย ยืดหยุ่น วัดผลผู้เรียนได้ และพร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยทีมงานมืออาชีพConicle แพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์ (LMS) ที่เข้ามาช่วยพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากร Reskill Upskill เพื่อให้องค์กรของคุณได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.conicle.com/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทรูมันนี่ รุกขยายฐานผู้ใช้ชาวต่างชาติ เปิด ‘TrueMoney Wallet for Foreigners’ ชูเวอร์ชั่นภาษาพม่า

ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายฐานผู้ใช้งานอีวอลเล็ทชาวต่างชาติในประเทศไทย เปิด “TrueMoney Wallet for Foreigners” เพื่อสร้าง Financial Inclusion และมอบประสบการณ์ Cashless Payment ให้กับชาวต่างชาติและแรงงานต่างชาติในไทย โดยนอกเหนือจากแอปฯ เวอร์ชั่นภาษาไทยและอังกฤษ ยังได้เพิ่มเวอร์ชั่นภาษาพม่า เพื่อรุกเจาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวเมียนมาร์โดยเฉพาะกว่า 2 ล้านคนในประเทศไทย พร้อมมอบบริการ “In-App TrueMoney Transfer” โอนเงินจากประเทศไทยกลับประเทศเมียนมาร์ได้โดยตรงจากในแอปฯ แบบสะดวก ปลอดภัย ฟรี! ค่าธรรมเนียม

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “เราได้ทดลองให้บริการอีวอลเล็ทสำหรับชาวต่างชาติ (TrueMoney Wallet for Foreigners) ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้เห็นว่ากระแสการปรับตัวและใช้ชีวิตดิจิทัลในยุค New Normal ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนไทย แต่ยังรวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและพำนักในประเทศไทย ปัจจุบัน นับตั้งแต่ทดลองให้บริการมามีชาวต่างชาติสนใจสมัครใช้บริการทรูมันนี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% ซึ่งสัดส่วนผู้ใช้ที่เป็นแรงงานชาวเมียนมาร์ในไทยมีมากสุดอันดับหนึ่งคือกว่า 15% และเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่า 220% (ม.ค. – พ.ค. 2563) สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมและบริการการเงินที่มีในแอปฯ TrueMoney Wallet ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกับทุก ๆ คน ดังนั้นเราจึงได้พัฒนาต่อยอดโดยเพิ่มเวอร์ชั่นภาษาพม่าใน TrueMoney Wallet for Foreigners อีกทั้งเปิดบริการ In-App TrueMoney Transfer เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ชาวเมียนมาร์ให้โอนเงินกลับไปยังบ้านเกิดได้ง่ายๆ ผ่านแอปฯ เราได้อย่างสะดวก ประหยัดทั้งเงินทั้งเวลา พร้อมมอบความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีระดับสูง”

ทั้งนี้ ทรูมันนี่ คือ ผู้ให้บริการ e-Wallet รายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับอนุญาตให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศได้อย่างถูกต้อง โดยก่อนหน้านี้ ทรูมันนี่ ให้บริการ TrueMoney Transfer ผ่านจุดบริการ 11 สาขาในกรุงเทพฯ สมุทรสาคร และนครปฐม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีแรงงานเมียนมาร์หนาแน่น นอกจากนี้ ยังมีจุดบริการ TrueMoney Transfer ในประเทศเมียนมาร์ จำนวน 4,000 จุด ซึ่งรวมถึงธนาคาร AGD (Asia Green Development Bank) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เอกชนรายใหญ่ของประเทศเมียนมาร์ ให้บริการครอบคลุมเกือบทุกเมืองในประเทศเมียนมาร์ที่ส่วนใหญ่เป็นภูมิลำเนาของผู้ใช้แรงงานชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย อาทิ รัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน เขตมะกเว เขตพะโค เขตซะไกง์ เขตย่างกุ้ง ตะนาวศรี เนปยีดอ และมะกเว โดยการเปิดให้บริการ In-App TrueMoney Transfer ในครั้งนี้ จะช่วยให้แรงงานชาวเมียนมาร์ในไทยไม่ต้องเดินทางไปจุดให้บริการ แต่สามารถโอนเงินกลับภูมิลำเนาได้ง่าย ๆ ผ่านแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท อย่างสะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ณ เดือนตุลาคม 2563 ระบุว่า มีชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานและพำนักอยู่ในประเทศไทยจำนวน 2.4 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนามราว 2.1 ล้านคน ซึ่งข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่ามากกว่าครึ่ง (52%) ของแรงงานกลุ่มนี้มีการส่งเงินกลับไปยังประเทศบ้านเกิดผ่านช่องทางนอกระบบหรือนายหน้ามากกว่าช่องทางในระบบ (34%) เช่น ธนาคาร หรือผู้ให้บริการโอนเงิน (money transfer operators: MTO) ซึ่งปัจจุบันมีค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ 150 บาทต่อรายการ โดยการสำรวจของกองทุนพัฒนาเงินทุนแห่งสหประชาชาติ (UNCDF) ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าเหตุผลที่แรงงานเหล่านี้เลือกใช้ช่องทางนอกระบบหรือนายหน้าในการโอนเงินก็เนื่องจากความเชื่อใจ สะดวก ยืดหยุ่นด้านเวลา และเข้าถึงมากกว่าช่องทางในระบบ แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้บริการก็ยังคงต้องเผชิญปัญหาเรื่องค่านายหน้าและความเสี่ยงต่อการสูญหาย

“ด้วยปัญหาที่ชาวเมียนมาร์ต้องเจอ ทรูมันนี่จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (FINTECH) มาช่วยเติมเต็มประสบการณ์ทางการเงินแบบ Cashless ของแรงงานชาวเมียนมาร์ที่ทำงานในประเทศไทย พร้อมสร้างแพลตฟอร์มโอนเงินกลับประเทศที่ผสานกับเครือข่ายเอเย่นต์และพันธมิตรอันแข็งแกร่งของเราในประเทศเมียนมาร์ เพื่ออำนวยความสะดวกพวกเขาในการส่งเงินกลับหาครอบครัวและคนที่ห่วงใย ในแบบที่เข้าถึงง่าย ครอบคลุม ปลอดภัย และไม่มีค่าธรรมเนียมการโอน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเงินและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าแก่พวกเขา โดยนอกเหนือจากชาวเมียนมาร์ เรายังได้ขยายแพลตฟอร์มอีวอลเล็ทของเราเพื่อรองรับการให้บริการใช้จ่ายแก่ชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ใช้จากประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบรับพันธกิจของเราในการพัฒนาและมอบนวัตกรรมทางการเงินเพื่อทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น” นายธัญญพงศ์ กล่าวสรุป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอ็ม เอส ไอ จี ร่วมแสดงความยินดี บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

เอ็ม เอส ไอ จี ร่วมแสดงความยินดี
บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้อำนวยการ ร่วมแสดงความยินดีกับ คุณจาง ไห่โป (ที่ 5 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ในงาน Motor Expo 2020 มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 ในฐานะผู้รับประกันภัยอย่างเป็นทางการของรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย

เกี่ยวกับ บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี
บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำในประเทศไทย ที่ให้บริการรับประกันวินาศภัย เช่น รถยนต์ อุบัติเหตุส่วนบุคคล อัคคีภัยบ้านและทรัพย์สิน ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยขนส่งทางทะเลและอากาศและอื่น ๆ มากกว่า 120 ปี บริษัทฯ พร้อมให้บริการด้วยบุคคลากรกว่า 800 คน และมีสาขา 19 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี จัดโครงการ ปั่นสองล้อทอดน่อง ท่องวิถีไทยพวน

คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี ร่วมกับเครือข่าย จัดโครงการ ปั่นสองล้อทอดน่อง ท่องวิถีไทยพวน บ้านดงโฮมสเตย์ ในวันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2563 ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร งานนี้ฟรีตลอดงาน รับจำนวนจำกัดเพียง 50 ท่าน เท่านั้น
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่https://forms.gle/Q6Dja6CXV2G59Aoy6 (โครงการนี้เป็นโครงการสีเขียว นักปั่นนำกระติกน้ำมาเพื่อเติมน้ำตลอดเส้นทางได้)

หมายเหตุ นักปั่นท่านใดที่ต้องการที่พัก หรือต้องการท่องเที่ยวต่อในชุมชนบ้างดงโฮมสเตย์ มีที่พักแนะนำ 2 สถานที่ ได้แก่ โรงแรมวิลล่าวิชาลัย (จุดปล่อยตัวต้นทาง) และบ้านดงโฮมสเตย์ (จุดปลายทาง)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMERICAN STANDARD Clearance Sale 2020 ช้อปเพลินกับสินค้าลดราคาสูงสุดถึง 90% วันที่ 8 – 14 ธ.ค. 63 นี้เท่านั้น

อเมริกันสแตนดาร์ดเคลียร์สต็อกสินค้าเก่าเพื่อการออกสินค้าใหม่ในปีหน้า เชิญเลือกซื้อสินค้าลดราคามากกว่า 300 รายการ ได้แก่ สุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ตกแต่งภายในห้องน้ำ รับไปเลยของกำนัลพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับท่านที่มาช้อปก่อนใคร นอกจากนี้ ช้อปที่งานยังสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 30,000 บาท!

พบกันที่บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซ.รังสิต-ปทุมธานี 8 เวลา 08.00 – 18.00 น. ตั้งแต่วันที่ 8 – 14 ธันวาคม 2563 นี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : American Standard Thailand หรือโทร. 02-833-3222


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเผยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการทำงานแบบครบวงจร ในคอนเซปต์ Smart Workplace ที่วังจันทร์วัลเลย์ ในเขตอีอีซี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีสำนักงานอัจฉริยะ (Smart Office) ใหม่ล่าสุด ที่จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากโซลูชันสำนักงานที่ช่วยประหยัดพลังงานและมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ อันจะช่วยเร่งกระบวนการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัลของไทยให้เดินหน้าเร็วขึ้น

การจัดแสดงนวัตกรรมอันล้ำสมัยของหัวเว่ยจัดขึ้นที่งานเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center – IOC) ในโครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์ วัลเลย์ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation – EECi) จังหวัดระยอง

โดยนวัตกรรมแรกคือ Huawei IdeaHub เครื่องมือที่ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันของคนในสำนักงานหรือองค์กรที่อาศัยเครื่องมือสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ในสถานการณ์ที่ท้าทาย อย่างเช่น ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหลายคนต้องทำงานจากที่บ้าน โซลูชันนี้คือคำตอบที่ลงตัว ใช้เป็นระบบการทำงานประสานจากส่วนกลางสำหรับการประชุมผ่านวิดีโอและการเรียนการสอนที่ใช้มัลติมีเดีย

นอกจากนี้ยังได้จัดแสดง โซลูชัน Intelligent Operation Center (IOC) ซึ่งเป็นระบบดาต้าแบบโอเพนซอร์ส ที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมดีไวซ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการต่าง ๆ สำหรับบริษัทหรือองค์กร แพลตฟอร์มนี้จะติดตามและจำลองการปฏิบัติงานได้ในแบบเรียลไทม์ เร่งการตอบสนองและทำให้เกิดการทำงานแบบสอดประสานระหว่างทีมงานต่าง ๆ เพื่อช่วยให้องค์กรทำการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดผ่านการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ ระบบควบคุมการเข้าถึงโดยใช้การจดจำใบหน้าของหัวเว่ยออกแบบมาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้พื้นที่สำคัญในสำนักงานและป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต มอบความปลอดภัยระดับสูงเพื่อความปลอดภัยของพนักงานทุกคน

ในนิทรรศการของหัวเว่ยยังได้จัดแสดงโซลูชันและบริการอันทันสมัย ตลอดจนเครือข่ายความเร็วสูง ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของหัวเว่ย อาทิ 5G, สตอเรจคลาวด์, บิ๊กดาต้า และ Wi-Fi 6 ซึ่งพลิกโฉมสถานที่ทำงานให้มีความอัจฉริยะ เชื่อมโยงการทำงานของเทคโนโลยีที่หลากหลาย และพร้อมสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบ

แนวคิด Smart Workplace ของหัวเว่ย แสดงให้เห็นถึงบทใหม่ในการผลักดันดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันให้เกิดขึ้นจริงในที่ทำงาน เพื่อให้คนจำนวนมากขึ้นได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมบริการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่มีความสามารถในการให้บริการเต็มรูปแบบ เพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านไอซีที ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกดิจิทัลของประเทศไทย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ลงนามความร่วมมือกับ eASPNet (ไต้หวัน) ตอบรับโอกาสการเติบโต ด้านความต้องการคลาวด์คอมพิวติ้งในอาเซียน

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – คลาวด์คอมพิวติ้งกำลังเติบโตอย่างน่าจับตา โดยผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าประมาณการรายได้ในตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งในอาเซียนจะสูงถึง 30.32 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 จึงเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับ Tier IV ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ในการสร้างความร่วมมือกับ eASPNet (ไต้หวัน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์แอปพลิเคชั่น

eASPNet (ไต้หวัน) เป็นผู้ให้บริการไฮบริดคลาวด์อันดับ 1 และผู้ให้บริการพับบลิคคลาวด์อันดับ 2 ในไต้หวัน นับเป็นพันธมิตรที่เยี่ยมยอดในการตอบโจทย์ความต้องการด้านคลาวด์แอปพลิเคชั่นให้กับลูกค้าองค์กรในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยหลายองค์กรทั่วโลกต่างตระหนักดีว่าในช่วงระหว่างปี 2563 ความต่อเนื่องของการดำเนินงานที่รองรับด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขนาดใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของธุรกิจ

การขยายขีดความสามารถในการรองรับระบบไอที ต้องการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งซึ่งหมายรวมถึง ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รับประกันอัพไทม์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และผู้ให้บริการคลาวด์แอปพลิเคชั่นที่สามารถให้บริการบนแพลตฟอร์มที่ทำงานได้อย่างราบรื่นสำหรับบริษัทและผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย ซึ่งในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศไทย มีหลายองค์กรที่เปลี่ยนจากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมในการจัดเก็บ ประมวลผลและกระจายการใช้งานด้านข้อมูล องค์กรระดับคอร์ปอเรตจึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากผู้ให้บริการคลาวด์แอปพลิเคชันและดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความเป็นเลิศในการให้บริการ และสามารถมอบความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความยืดหยุ่นได้มากขึ้น

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นผู้ให้บริการ Multi-tenant ดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับ Tier IV แห่งแรกในประเทศไทย ที่มอบข้อเสนอด้านราคาที่คุ้มค่าสำหรับโซลูชั่นที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงบริการ Colocation ที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่ เช่น ความเชี่ยวชาญ และระบบรักษาความปลอดภัย

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จะร่วมมือกับ eASPNet (ไต้หวัน) ในการมอบความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี ด้วยการแนะนำบริการ GWS ในประเทศไทย

GWS (Global Web Service) เป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันด้านคลาวด์คอมพิวติ้งระดับโลก ที่มอบบริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้งระดับโลกเพื่อช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและเพื่อบรรลุเป้าหมาย พร้อมทั้งช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรไอที

ระบบคลาวด์บนโซลูชัน GWS ของ eASPNet ครอบคลุมบริการไฮบริดของ GWStack Leasing Services, Cloud Storage Backup Services, Disaster Recovery Offside Backup Services และ Resource Pool Services ด้วยศูนย์บริหารจัดการเครือข่ายระดับมืออาชีพ eASPNet มอบทรัพยากรเครือข่ายที่สมบูรณ์และบริการสนับสนุนด้านเทคนิคในแบบเรียลไทม์ตลอดเวลาในลักษณะ 24/7 เพื่อให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบริการคลาวด์ในระดับองค์กร

นายแจ็คสัน วู ประธานของ eASPNet เผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่ eASPNet ได้ประกาศเปิดตัว GWS Hybrid Cloud และแพลตฟอร์มด้านบริการมัลติคลาวด์ซึ่งตั้งอยู่ใน ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับ Tier IV ที่ล้ำหน้าในประเทศไทย โดยที่ตั้งแห่งใหม่นี้จะเป็นโลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการพัฒนาธุรกิจคลาวด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในฐานะดาต้าเซ็นเตอร์อันดับหนึ่งในประเทศไทยและภาคพื้นเอเชีย ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) มอบบริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ความพร้อมในระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมทั้งภูมิภาค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีให้กับองค์กรในทุกขนาดธุรกิจรวมถึงประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า

นางสุนิตา บ๊อตเซ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือกับ eASPNet เพื่อนำเสนอโซลูชันคลาวด์บน GWS โดยเรามอบการสนับสนุนในระดับคุณภาพที่ดีเลิศเพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นสูงทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแอปพลิเคชั่นและการบริการของเราจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบโครงสร้างดิจิทัลของประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในฐานะศูนย์กลางสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นประตูไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน”
# # #

เกี่ยวกับซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย)

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง ซุปเปอร์แนป อินเตอร์เนชั่นแนล และองค์กรชั้นนำในประเทศไทย ตั้งอยู่ ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ 2 ชลบุรี ศูนย์ข้อมูลได้รับการออกแบบและดำเนินการด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ตามศูนย์ข้อมูลแบบ multi-tenant ของ Switch SUPERNAP ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน Tier IV Design, Tier IV Facility, และ Tier IV Gold Operations

ซุปเปอร์แนป อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์สำหรับผลิตภัณฑ์ Switch SUPERNAP ในระดับนานาชาติแต่เพียงผู้เดียว ศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่มีการออกแบบดีที่สุด ใหญ่ที่สุด เพื่อให้เป็น colocation ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) มอบบริการดาต้าเซ็นเตอร์ ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ องค์กรภาครัฐ องค์กรธุรกิจข้ามชาติ และผู้ให้บริการคลาวด์
รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.supernap.co.th/

เกี่ยวกับ eASPNet
eASPNet Taiwan Inc ได้รับการก่อตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2543 โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์ (IXC, Internet Exchange Center) ตั้งอยู่ที่ ตำบลเน่ยหู เมืองไทเป ซึ่งเป็นโลเคชั่นที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อมอบการป้องกันชั้นแรก จากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว และอุทกภัย
eASPNet ไม่ใช่แค่ดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับเฟิร์สคลาสในภูมิภาคเอเชีย แต่ยังภาคภูมิใจในการเป็น Internet/Submarine Cable landing hub ในระดับ Tier 3 ของไต้หวัน โดยตั้งแต่ปี 2559 eASPNet ได้ทำงานร่วมกับ VMware ผู้นำระดับโลกด้านระบบโครงสร้างคลาวด์คอมพิวติ้ง ในการสร้างไฮบริดคลาวด์ที่แรกของไต้หวัน ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้องค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ใช้ VMware สามารถปรับใช้แพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ ที่สร้างบนเทคโนโลยี SDDC (Software Defined Data Center) ของ VMware และพอใจกับบริการคลาวด์ประสิทธิภาพสูง ที่ให้ความเสถียรและปลอดภัย ทั้งนี้ GWS (Global Web Service) เป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันคลาวด์คอมพิวติ้งระดับโลกที่มอบบริการคลาวด์คอมพิวติ้งระดับโลก เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วและบรรลุเป้าหมายพร้อมทั้งให้การดูแลค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรไอทีที่คุ้มค่า

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.easpnet.com/en/


 

Exit mobile version