Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

งานเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อเรื่อง “เทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน”

กลุ่มบริษัทอินโนเวชั่น ร่วมกับ คณะกรรมการกลุ่มสาขายาง สมาคมโพลิเมอร์แห่งประเทศไทย, ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ ผู้บริหารบริษัท IRPC ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่นักวิชาการ นักวิจัย นักอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เห็นถึงความสำคัญและร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงได้จัดงานเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อเรื่อง “เทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน” ขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและการวิจัยจากหลายหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จและกำลังดำเนินการในเรื่องนี้มาร่วมบรรยาย ซึ่งในสัมมนานี้แบ่งเป็นการเสวนาใน 4 หัวข้อหลักที่นับว่าเป็นการเสวนาที่ครบถ้วนทุกเนื้อหาและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

ลิงค์รายละเอียด : http://www.elastomer-polymer.com/green-tech/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรคอนเนค ร่วมกับ ไอบีเอ็ม บุกตลาดไฮบริดคลาวด์ ส่งท้ายปี 2020

คุณจิระศักดิ์ ตรังคิณีนาถ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ร่วมกับ คุณชาญชัย ไกรทองสุข ผู้อำนวยการธุรกิจจัดเก็บข้อมูล กลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานสัมมนาส่งท้ายปี “Hybrid Cloud Solution Day with IBM” เพื่ออัพเดตข้อมูลและผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็ม ในการบริหารจัดการโซลูชั่นที่ใช้ในระบบ Hybrid Cloud ให้มีประสิทธิภาพทั้งในแง่ของความสะดวก ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการระบบดังกล่าว

งานสัมมนาจัดขึ้นที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี กรุงเทพฯ สุขุมวิท เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา โดยในงานนี้ได้รับการตอบรับการเข้าร่วมงานจากลูกค้าหลากหลายในแวดวงธุรกิจชั้นนำเป็นอย่างดี ภายในงานมีการออกบูธโซลูชั่นสาธิต วิธีการนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งภายในงานยังมีการสัมมนาในสามหัวข้อใหญ่ ได้แก่

(1) Hybrid Multicloud Solutions for POWER Systems with Red Hat Platform and Dynamic Capacity Offering โดย คุณอภิสิทธิ์ สุขเปรม Senior IT Specialist บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำเรื่องการประมวลผลด้วยโซลูชันไฮบริดคลาวด์ ในรูปแบบ Cloud Native Apps ที่สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญด้วย IBM Power Systems
(2) One Data Management Platform for data security, mobility, and storage infrastructure management โดย คุณสุวัจน์ แข็งแรง Technical Specialist บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด แพลตฟอร์มการจัดข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัย ยืดหยุ่น และช่วยลดต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายทางด้านสตอเรจด้วย IBM FlashSystem ที่รองรับการจัดการข้อมูลได้ในทุกแพลตฟอร์ม อาทิ Bare Metal, Virtualization, Containerization เป็นต้น
(3) Design to cover the breadth of cybersecurity from physical environments to virtual to containers and clouds โดย คุณเทพวิฑูรย์ กุลธรรมโยธิน, Storage IT Specialist บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด โซลูชันการบริหารความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น Malware, Ransomware, Virus, Denial of Service Attack และอื่นๆ อีกทั้งยังรองรับไปจนถึงการทำงานในรูปแบบ Containerization และไฮบริดคลาวด์ ด้วยเทคโนโลยีจากทางไอบีเอ็ม

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอบีเอ็ม อย่างเป็นทางการ ถ้าท่านมีคำถามหรือสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ : https://www.metroconnect.co.th/products/ibm-hardware/ และ https://www.metroconnect.co.th/products/ibm-software/ หรือติดต่อฝ่ายการตลาด โทร: 02-089-4880 อีเมล์: mktmcc@metroconnect.co.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โครงการ Polymer Technology Summer Camp 2564 (รุ่นที่ 18)

Polymer Technology Summer Camp ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2546 เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นในการค้นคว้าทดลองเชิงปฏิบัติการทางด้านเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้และฝึกประสบการณ์ในด้านยาง, พลาสติก, เทคโนโลยีการผลิต และความรู้เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจจากผู้ชำนาญการ โดยแบ่งเป็นการฝึกอบรมภาคทฤษฏี 20% และฝึกปฏิบัติจริงด้วยเครื่องมือทางการวิจัย 80% นอกจากนี้นักศึกษาจะได้ศึกษาดูงานกระบวนการผลิตยางและพลาสติกของบริษัทในเครือ รวมทั้งได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท นักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรของโครงการฯ จะได้รับประกาศนียบัตรและหนังสือรับรองการฝึกประสบการณ์

ระยะเวลาการฝึกประสบการณ์
ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม

คุณสมบัติของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการและเกณฑ์การรับสมัคร
นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 หรือชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาด้านยางและพอลิเมอร์ เช่น เทคโนโลยียาง, เคมี, พอลิเมอร์, เคมีอุตสาหกรรม, ปิโตรเคมีและวัสดุพอลิเมอร์, วิศวกรรมพอลิเมอร์, วัสดุศาสตร์, พอลิเมอร์และสิ่งทอ และสาขาเกี่ยวข้อง
เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.50
มหาวิทยาลัยรับรองสถานะความเป็นนักศึกษาและรับรองผลการศึกษา

หลักฐานของนักศึกษาที่ใช้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการ
หนังสือขอความอนุเคราะห์เข้าฝึกงานในโครงการ Polymer Technology Summer Camp จากมหาวิทยาลัย
ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ Summer Camp (ดาวน์โหลดได้ที่ elastomer-polymer.com)
ใบแสดงผลการศึกษา (Transcript)
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
ประวัติส่วนตัว (Resume) (ถ้ามี)

การคัดเลือกนักศึกษา
พิจารณาคัดเลือกจากใบสมัครโดยฝ่ายวิจัยและพัฒนา จำนวน 15 คน

ประกาศผล
ประกาศรายชื่อนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก เดือน มีนาคม 2564 ทางเว็บไซต์ www.elastomer-polymer.com และ www.facebook.com/summer.camp.inno

สิ่งอำนวยความสะดวก
หอพักสำหรับนักศึกษา (หอพักรวม 2 ชั้น แยกชาย-หญิง จำนวนจำกัด)

หมายเหตุ: นักศึกษาต้องเตรียมสิ่งของเครื่องใช้มาเอง เช่น ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ

ติดต่อสอบถามและส่งเอกสารการสมัคร
คุณนุชสราวดี แวดอุดม ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อินโนเวชั่น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด
เลขที่ 18 ซอยรามคำแหง 30 (บ้านเรา) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
(สมัครโครงการ Polymer Technology Summer Camp)
โทร. 02-3755197 ต่อ 279 โทรสาร 02-7321778
E-mail: inno_summercamp@yahoo.com

Link สมัครออนไลน์
https://form.jotform.com/20334278461445


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย จับมือ ศิริราช ลงนาม MOU พัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ 5G ยกระดับบริการสาธารณสุขด้วย Cloud และ AI

กรุงเทพฯ/ 2 ธันวาคม 2563 — บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาบริการอัจฉริยะ 5G ที่ขับเคลื่อนด้วย Cloud และ AI (5G Powered Smart Hospital Enabled with Cloud and AI) สร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ช่วยพัฒนาบริการทางการแพทย์โดยนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอันทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและการดำเนินงานทางการแพทย์ อันจะช่วยพัฒนาคุณภาพบริการสาธารณสุขของไทยให้ดียิ่งขึ้น

พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช โดยมี นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ ศ. ดร. นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ลงนาม

ความร่วมมือฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับพันธกิจของโรงพยาบาลศิริราช ที่ต้องการยกระดับบริการด้วยการก้าวสู่การเป็นศูนย์การแพทย์อัจฉริยะที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี 5G, AI, Big Data และการประมวลผลแบบ Cloud Edge เพื่อเสนอบริการที่เหนือระดับกว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในหลายด้าน เช่น การติดตามผู้ป่วย การวิเคราะห์โรคด้วยการใช้เทคโนโลยี AI บน Cloud การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งล้วนเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาลศิริราช ในการก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ชั้นนำและเป็นผู้นำด้านการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศไทย

ภายใต้ข้อตกลงระยะเวลา 5 ปีนี้ หัวเว่ยจะสนับสนุนด้านเทคโนโลยี 5G ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ รวมถึงแบ่งปันความรู้ และร่วมมือกับนักวิจัยและคณาจารย์ทางการแพทย์ของศิริราชในการจัดทำโครงการ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโครงการที่จะเกิดขึ้นในระหว่างความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงฉบับนี้

นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และหัวเว่ย ยังร่วมผนึกกำลังเพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็ม 5G ต่อไป มุ่งส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมสาธิตและนิทรรศการ ทั้งยังเสาะหาความร่วมมือด้านวิชาการ ตลอดจนจัดการฝึกอบรมหรือถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อศึกษานวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี 5G, AI, Cloud และอื่น ๆ

โอกาสนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยังได้รับรางวัล CommunicAsia 2020 ในสาขา “การทดสอบ 5G ที่มีนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก” (Most Innovative 5G Trial in Asia Pacific) จากความสำเร็จในการนำโซลูชันการตรวจวิเคราะห์โควิด-19 ด้วยเทคโนโลยี 5G+Cloud+AI มาใช้ในการวินิจฉัยโรค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำในการตรวจวิเคราะห์ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค

“นับเป็นโอกาสดีที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้จับมือเป็นพันธมิตรกับหัวเว่ยในบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านบริการของเรา และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดีขึ้น ทั้งยังถือเป็นก้าวแรกในการพัฒนาโรงพยาบาลรัฐอัจฉริยะ 5G แห่งแรกในประเทศไทย โอกาสนี้ ผมขอขอบคุณหัวเว่ยที่ให้ความร่วมมือในการนำนวัตกรรมบนรากฐานเทคโนโลยี 5G, Cloud และ AI มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ และร่วมผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเสมอมา” ศ. ดร. นพ. ประสิทธิ์ กล่าว

ด้านนายอาเบล เติ้ง กล่าวว่า “ภาคการดูแลสุขภาพจะได้ประโยชน์มหาศาลจากนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะในยุคดิจิทัล เราต้องการที่จะเดินเคียงข้างไปกับประเทศไทยเพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อให้ชุมชนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยศรีประกันภัยเลือกจูนิเปอร์เน็ตเวิร์กปูพรม AI ทั้งระบบ ปรับประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำให้ลูกค้า

Juniper Networks (NYSE: JNPR) หนึ่งในผู้นำด้านบริการระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เผยเร็วๆ นี้ว่า บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยได้เลือกใช้โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Juniper Networks ในการอัปเกรด และบริหารระบบโครงสร้างเครือข่ายพื้นฐานให้เป็นรูปแบบอัตโนมัติ

ด้วยระบบเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI และได้รับการปรับปรุงทั้งระบบนี้ บริษัทไทยศรีประกันภัย สามารถจัดการและจัดเตรียมอุปกรณ์พร้อมบริการต่างๆ จากส่วนกลาง ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนลงได้มาก ส่งผลให้บริษัทนำเสนอและมอบบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างประสบการณ์ดิจิทัลรองรับฐานลูกค้าขนาดใหญ่และกำลังขยายตัวได้อย่างทวีคูณ

ด้วยสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในฐานะบริษัทประกันชั้นนำ และเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศมายาวนานกว่า 67 ปี บริษัทไทยศรีประกันภัย ได้ปรับตัวทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีมาก่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกค้า การเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้น จึงต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่ง และมีการผลักดันอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา เมื่อ เออร์โก้ (ERGO) กลุ่มธุรกิจประกันระดับแนวหน้าขนาดใหญ่ และเป็นบริษัทลูกของ Munich Re ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยต่อระดับโลกรายหนึ่งของเยอรมันเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในปี 2559

บริษัทไทยศรีประกันภัย ให้ความสำคัญกับการปรับระบบด้านดิจิทัลเป็นอันดับแรก เพราะช่วยผลักดันให้เบี้ยประกันโดยรวมของบริษัทฯ เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ถึง 41% ในปี 2562 โดยมีการออกกรมธรรม์กว่า 1.2 ล้านฉบับในปีเดียวกัน สำหรับปีนี้มีอัตราการเติบโตกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งหมดนี้ไม่มีการเพิ่มพนักงานหรือปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพใหม่ใดๆ ทั้งนี้เพราะมีนำวิธีการขายประกันออนไลน์มาใช้อย่างรวดเร็ว บริษัทไทยศรีประกันภัย ตัดสินใจขยายขีดความสามารถด้านไอทีเพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าในปัจจุบันขณะเดียวกันก็รองรับความต้องการในอนาคตด้วย

Juniper Networks ได้รับเลือกให้เป็นผู้วางระบบการรีเฟรชเครือข่าย และมีการเติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัทไทยศรีประกันภัย ในฐานะพันธมิตรด้านเครือข่ายมายาวนานกว่า 10 ปี โดยในช่วงต้นปี 2563 บริษัทไทยศรีประกันภัย ได้มีการอัปเกรดระบบใหม่จนแล้วเสร็จ ทำให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างราบรื่น โดยแทบไม่ต้องหยุดระบบการทำงานใดๆ

จุดเด่นของระบบเครือข่าย :
โซลูชันต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Juniper Networks ตอบสนองความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเครือข่ายที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ บริษัทไทยศรีประกันภัย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้

การรีเฟรชระบบเครือข่ายช่วยเพิ่มความเสถียรของแพลตฟอร์มการขายผ่านระบบดิจิทัล ทำให้ตัวแทนนายหน้าและเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทยศรีประกันภัย เข้าถึงได้ตลอดเวลา

สวิตช์ EX4300 Switches จัดการด้วย Mist Wired Assurance ซึ่งยกระดับการทำงานให้ดีขึ้นจากระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งกำหนดค่าแก้ไขปัญหาได้ ปกป้องเครือข่ายของบริษัทฯ ได้ ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยลดข้อผิดพลาดของมนุษย์และลดปัญหาติดขัดต่างๆ ได้ ซอฟต์แวร์ Juniper Mist มีการทำงานแบบครบวงจรในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของ Juniper ยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถสั่งการผ่านแผงควบคุมในจุดเดียวพร้อมกับมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์เครือข่ายและเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อทั้งหมดใน dashboard เดียว

ด้วยเทคโนโลยี Virtual Chassis technology มีสวิทช์ EX4300 ที่สามารถนำมาเชื่อมต่อกันได้ถึงสิบชุด ช่วยให้การทำงานเป็นอุปกรณ์ลอจิคัลเดียว ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและลดความซับซ้อนในการจัดการ

“กว่า 10 ปีมาแล้วที่เราเป็นพันธมิตรกับ Juniper Networks เราได้สร้างระบบที่เสถียรและสามารถขยายขีดความสามารถให้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งช่วยให้บริษัทไทยศรีประกันภัย เติบโตอย่างรวดเร็วในการให้บริการด้วยการใช้ดิจิทัลนำ การปรับใช้โซลูชันต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Juniper ได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในอนาคต ซึ่งช่วยให้เราสามารถนำเสนอบริการล้ำสมัยที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและพนักงานได้อย่างต่อเนื่อง ในความเป็นจริง ขณะนี้เราได้รับประโยชน์จากการรีเฟรชเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI อยู่แล้ว ซึ่งปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นจะได้รับการดูแลโดยไม่สะดุด” นายธีรวุทธ ชนะโชติ ผู้จัดการระบบและเทคโนโลยี บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าว

“บริษัทไทยศรีประกันภัย เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงบริการประกันภัยแบบดิจิทัลในตลาดที่มีพลวัตสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับที่ บริษัทฯ สนับสนุนความมุ่งมั่นของธุรกิจและผู้บริโภคชาวไทยหลายล้านรายด้วยการรับประกันความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายที่สุด เรารู้สึกภูมิใจที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของพันธมิตรของเราผ่านโซลูชันเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Juniper ผมมั่นใจว่า ด้วยระบบของ Juniper จะทำให้ลูกค้าของบริษัทไทยศรีประกันภัย จะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่เสถียร เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพนี้ไปด้วยกัน” กล่าวโดย นาย อัง เทียม กวน รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ภูมิภาคเอซีย-แปซิฟิก บริษัท Juniper Networks

เกี่ยวกับ Juniper Networks
Juniper Networks สามารถจัดการความซับซ้อนอย่างเป็นระบบ มาพร้อมกับระบบเครือข่ายและความปลอดภัยในยุคมัลติคลาวด์ ดำเนินการในด้านนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นโซลูชันต่างๆ และบริการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเชื่อมต่อการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้คน เราลดความซับซ้อนของกระบวนการ โดยเปลี่ยนไปใช้สภาพแวดล้อม มัลติคลาวด์ที่ปลอดภัยและอัตโนมัติเพื่อเปิดใช้งานเครือข่ายที่ปลอดภัยและขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเชื่อมต่อกันทั่วโลก สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Juniper Networks (www.juniper.net) หรือคลิก Juniper บน Twitter, LinkedIn และ Facebook


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันเผยสิ้นปี 2563 จะมีผู้ใช้เข้าถึงเครือข่าย 5G มากกว่าหนึ่งพันล้านรายทั่วโลก

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด ระบุว่าสี่ในสิบของจำนวนผู้ใช้มือถือในปี 2569 จะใช้ระบบเครือข่าย 5G เป็นหลัก จากปัจจุบันที่มีผู้สมัครใช้ 5G และเครือข่ายมีสัญญาณครอบคลุมมากขึ้น ตอกย้ำให้เห็นว่าเทคโนโลยี 5G คือ ปัจจัยสำคัญเชื่อมต่ออุปกรณ์มือถือที่ให้ความรวดเร็วที่สุด ตามรายงานยังระบุว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีจำนวนผู้คนทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านรายอยู่ในพื้นที่ที่เครือข่าย 5G ครอบคลุม หรือคิดเป็น 15% ของจำนวนประชากรทั่วโลก และจะมีผู้ใช้ 5G ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 220 ล้านราย

ในปี 2569 คาดว่า 60% ของประชากรทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงระบบเครือข่าย 5G โดยมีผู้ใช้ 5G สูงถึง 3.5 พันล้านราย และมีปริมาณดาต้าอินเตอร์เน็ต 5G เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณดาต้าทั้งหมดในเวลานั้น สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย เทคโนโลยี 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจาก LTE โดยมียอดผู้ใช้งานกว่า 380 ล้านราย หรือคิดเป็น 32% ของจำนวนผู้ใช้มือถือทั้งหมด

นางนาดีน อัลเลน ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “5G จะเพิ่มศักยภาพบริการดิจิทัลและการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น การสตรีมวิดีโอ สตรีมมิ่งกีฬา เกมบนมือถือและบริการสมาร์ทโฮมหรือบ้านอัจฉริยะ เฉพาะ Augmented Reality (AR) เพียงอย่างเดียวก็มีแนวโน้มที่เป็นตัวสร้างรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้จากสื่อต่าง ๆ ทั้งหมดของผู้ให้บริการเมื่อเทียบกับบริการอื่น ๆ เช่น เกมบนคลาวด์ คอนเทนท์แบบเสมือนจริงหรือ VR และบริการดิจิทัลในสถานที่ การเล่นเกมแบบ AR จะเป็นตัวขับเคลื่อนเริ่มต้นหลักให้กับ AR โดยที่การใช้งานแอปพลิเคชันอื่น ๆ สำหรับ AR เช่น การรับชมโทรทัศน์และวิดีโอ การใช้งานในบ้าน โรงเรียนและเพื่อการศึกษาจะตามมา”

“ผู้บริโภคในประเทศไทยได้เริ่มสัมผัสกับประโยชน์เด่น ๆ ที่สำคัญของ 5G เป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในขณะเดียวกันอีริคสันประเทศไทยกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดของระบบนิเวศในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลของประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม 4.0 และ 5G สำหรับผู้ใช้ระดับองค์กร  ความสำเร็จของ 5G ในตลาดผู้บริโภคจะมีความสำคัญต่อผู้ให้บริการ เพราะจะสนับสนุนการขยายเครือข่ายเพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายการใช้งานรูปแบบใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมและองค์กรต่าง ๆ ได้”

ปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือในภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ในช่วงคาดการณ์มีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 33% และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 32 เอกซะไบต์ (Exabyte) ต่อเดือน หรือราว 33 กิกะไบต์ (Gigabyte) ต่อเดือนต่อสมาร์ทโฟน โดยการเติบโตของปริมาณการใช้ดาต้าอินเตอร์เน็ตบนมือถือได้ถูกแปลงเป็นแผนข้อมูลที่มีความหลากหลายและกว้างมากขึ้น โดยผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในพื้นที่แตกต่างกันทางด้านภูมิศาสตร์

มีการเปิดตัวบริการ 5G เชิงพาณิชย์จำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และประเทศไทย และการเปิดประมูลคลื่นความถี่ที่กำลังจะมีขึ้นในปีหน้าที่เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้ระบบเครือข่าย 5G มีการเปิดใช้งานมากขึ้นเพิ่มเติม

ในรายงาน Ericsson Mobility Report ระบุถึงความสำเร็จของ 5G ที่ไม่ได้ลิมิตแค่จำนวนตัวเลขของผู้ใช้งานและความครอบคลุมของสัญญาณที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำ 5G ไปเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจและแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ซึ่งได้เริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว อย่างเช่น การนำ 5G ไปใช้ในอุปกรณ์ Critical IoT เพื่อรองรับการทำงานของแอปพลิเคชันที่ต้องการการรับ-ส่งข้อมูลอย่างฉับไวภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภค องค์กรและหน่วยงานของรัฐในหลายภาคส่วนสามารถพัฒนาระบบ 5G เป็นเครือข่ายสาธารณะหรือเครือข่ายที่ใช้เฉพาะ เพื่อสนับสนุนบริการสำคัญที่ต้องการความรวดเร็วสูง

การเล่นเกมบนคลาวด์ (Cloud Gaming) เป็นอีกหนึ่งหมวดหมู่ของแอปพลิเคชันเกิดใหม่ ด้วยความสามารถของระบบเครือข่าย 5G และเทคโนโลยีเอดจ์คอมพิวติ้งทำให้บริการสตรีมเกมบนสมาร์ทโฟนเข้าถึงประสบการณ์ที่มีคุณภาพ (QoE) เทียบเท่ากับการเล่นบนเครื่องพีซีหรือคอนโซล เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเกมที่มีความล้ำสมัย สมจริงในแบบโมบิลิตี้

สอดคล้องกับรายงานอีกฉบับ “Harnessing the 5G Consumer Potential” จากอีริคสัน คอนซูเมอร์ แลป ที่คาดการณ์ว่าในปี 2573 ตลาด 5G ของผู้บริโภคทั่วโลกจะมีมูลค่าราว 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  และผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSPs) ทั่วโลกจะสร้างรายได้จากการให้บริการ 5G สูง 3.7 ล้านล้านดอลลาห์สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกหากมีบริการดิจิทัลใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมา
จากรายงานมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนียและอินเดียจะสร้างรายได้จากกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ระบบเครือข่าย 5G รวมอยู่ที่ 297 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่า 79% ของรายได้ที่เกิดจากบริการดิจิทัล 5G ของผู้ให้บริการทั้งหมด (ประมาณ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะมาจากบริการทางด้านวิดีโอและเพลงที่มีความคมชัดและคุณภาพเสียงระดับไฮไฟ (Hi-Fi) บริการดิจิทัล 5G อื่น ๆ ได้แก่ วิดีโอ เพลง เกม AR และ VR รวมถึงบริการ IoT สำหรับผู้บริโภค


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ช้าง มอบความสุข รับเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เปิดลาน Chang Chill Park ในคอนเซ็ปต์ Food Fun Friend เสิร์ฟความสนุกรัวๆ

ช้าง มอบความสุข ต้อนรับเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เปิดลาน “Chang Chill Park ในคอนเซ็ปต์ Food Fun Friend ให้ทุกความเป็นเพื่อนได้ปลดปล่อย เสิร์ฟความสนุกรัวๆ แบบ #ชิลล์ไม่มีพัก เติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้ครบทุกด้านทั้ง ดนตรี อาหาร และ เครื่องดื่ม ที่ช้างคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบให้ความเป็นเพื่อนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิถี New Normal อย่างดีที่สุด วันที่ 1 ธันวาคม นี้ เริ่มที่ลานหน้า The Street รัชดา ก่อนขยายสู่พื้นที่จุดไฮไลท์ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี นครปฐม อยุธยา และทั่วกรุงเทพฯ ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook/changworld หรือ Line: @ChangworldTH
นายนายณรัชฏ์ วัชรเพชร์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มตราช้าง บริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า “ในเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ช้าง จะจัดให้มีลานกิจกรรม “Chang Chill Park” ภายใต้แนวคิด Food Fun Friend โดยตกแต่งพื้นที่ให้อยู่ในบรรยากาศที่ชิลล์ๆ นั่งสบาย และเหมาะกับการรับลมหนาวอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมส่งมอบความสุขให้กับคนไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเน้นไปในพื้นที่ ไฮไลท์..สุดชิลล์ ของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ The Street รัชดา, FYI Center, สาทรสแควร์, Made by Legacy, Dockyard อู่ต่อเรือ กรุงเทพฯ, Groove ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ,The ParQ และในอีก 6 จังหวัด คือ ลานประเสริฐแลนด์ จังหวัดเชียงใหม่, ตลาดต้นตาล จังหวัดขอนแก่น, ตลาดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา, ตลาดไนท์สุนีย์ จังหวัดอุบลราชธานี, อยุธยาซิตี้พาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ลานปฐมมงคล จังหวัดนครปฐม ทั้งนี้ ช้าง จะเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนธันวาคม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/changworld หรือ Line: @ChangworldTH

Chang Chill Park พร้อมเสิร์ฟความอร่อย ด้วยเมนูอาหารที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี กว่า 60 รายการ พร้อมเติมเต็มอรรถรสความสนุก ด้วยเสียงดนตรีกับศิลปินระดับชั้นนำ อาทิ โจอี้บอย, กอล์ฟ เอฟ ฮีโร่, ค็อกเทล, โปเตโต้, โบกี้ไลออน, ส้มมารี, มนโมนิค,ทิลลี่เบิร์ดส์, ทรีแมนดาวน์, อะตอม, ป๊อบ ปองกุล, ดา เอ็นโดรฟิน, อ๊อฟ ปองศักดิ์, เสก โลโซ, เคลียร์, ลาบานูน ปาล์มมี่ โดยจะแวะเวียนมาให้ผู้บริโภคได้สนุกและชิลล์กันยาวๆ ตลอดเดือนธันวาคม ภายใต้แนวความคิด Food Fun Friends ที่ให้ความสำคัญในเรื่อง อาหาร ดนตรี และบรรยากาศในการตกแต่ง ที่ต้องการนำเสนอประสบการณ์ #ชิลล์ไม่มีพัก ให้กับทุกๆ คนที่เข้ามาสัมผัสใน Chang Chill Park

Chang Chill Park ในปีนี้ ดีไซน์พื้นที่ ด้วยการเลือกใช้ผ้าที่มีความพริ้วไหวมาตกแต่ง เพื่อให้ความรู้สึกสบายๆ ในอารมณ์ที่ผ่อนคลาย เมื่อลมเย็นๆ ของฤดูหนาวพัดผ่านมา จะเกิดเป็นลวดลายคลื่นของความสนุกสนาน ที่เคลื่อนไหวไปมาทั่วทั้งลาน นั่นคือ ปรากฏการณ์ความ “ชิลล์สุดพิเศษ” ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีความพิเศษที่พลาดไม่ได้ นั่นก็คือเครื่องดื่ม Chang Cold Brew ในรูปแบบเบียร์สด ที่จะนำมาให้ลิ้มลองควบคู่ไปกับเมนูอาหาร ที่มีให้เลือกกว่า 60 เมนู โดยมีเมนูพิเศษที่รังสรรขึ้นมา เพื่อเสิร์ฟคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทานเล่นอย่าง หนวดปลาหมึกคั่วเบียร์ช้าง, ปีกไก่กรอบเกาหลีหมักเบียร์ช้าง หรือเมนูจานหลักอย่าง กุ้งหมักเบียร์ช้างอบวุ้นเส้น และ เนื้อลวกเบียร์ช้างจิ้มแจ่ว เป็นต้น

Chang Chill Park ยังให้ความสำคัญต่อวิถี New Normal โดยจัดเตรียมรูปแบบในการให้บริการอย่างดีที่สุด ตั้งแต่การคัดกรอง การเว้นระยะห่าง การจัดเตรียมอาหาร-เครื่องดื่ม และ เสริฟ์ด้วยพนักงานที่ผ่านการเทรนมาเป็นพิเศษ เพื่อมอบความสุขให้กับทุกๆ คนในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ภายใต้แนวคิด Food Fun Friends งานดีๆ ที่จะทําให้ทุกคนและเพื่อนซี้ ชิลล์ไม่มีพัก ตลอดทั้งเดือน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ChangWorld หรือ Line: @ChangworldTH


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ให้บริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ให้ John Donut

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ThaiFranchise Consultancy ภายใต้ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ให้บริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับแบรนด์ john donut เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ ที่ห้องประชุมสัมมนาของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

โดยมี อ.สุชาติ กิติเฉลิมเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจแฟรนไชส์อันดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมถึงเป็นที่ปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการจัดการโลจิสติกซ์และโซ่อุปทาน ให้กับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการโลจิสติกซ์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม และที่ปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการจัดการ, การตลาด และการขาย เป็นวิทยากรให้คำปรึกษา

สำหรับรายละเอียดเนื้อหาของการให้บริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ ประกอบกอบด้วย การวิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น, กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ, การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan), กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ และขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

โดยได้รวบรวมวิทยากร อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชา พร้อมให้บริการเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการ SMEs และแฟรนไชส์ รวมถึงเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ Start Up ที่ต้องการวางแผนธุรกิจ สร้างภาพลักษณ์ของ Brand บริหารจัดการโครงสร้างองค์กร พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ปูพื้นฐานทางธุรกิจให้มั่นคง เติบโตและสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีใช้ความเชี่ยวชาญจากบุคลากรให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จของคุณ บริษัทหรือองค์กรใดสนใจเข้าโปรแกรมรับบริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ คลิก https://www.thaifranchisecenter.com/consult/

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187, 098-6702011, 092-2673365, 089-8955665 หรือ Add LINE id: @thaifranchise ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

เลขที่ 132/3-4 โครงการบี-อเวนิว ซ.พระรามที่ 2 ซอย50 ถ.พระราม2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทรสาร 02-1019188 (วันและเวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 8.30 – 17.30 น.)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PIM V-LED 2 สานต่อโครงการด้านวิชาการออนไลน์ต่อเนื่อง ดึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติเข้าร่วมคับคั่ง

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) สานต่อโครงการ “PIM V-LED” สร้างความร่วมมือด้านวิชาการออนไลน์อย่างต่อเนื่องกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายต่างประเทศ เชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่การเรียนรู้ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการศึกษายุค New Normal จากหลักสูตรความร่วมมือออนไลน์เสมือนจริง ที่ประสบความสำเร็จในเดือนกันยายน 2563 ผ่านโปรแกรม V-LED (Virtual-Leadership Entrepreneurship Development) ล่าสุดทำให้เกิดโครงการ “PIM V-LED 2” ตามนโยบายหัวข้อ “มหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจชั้นนำของอาเซียน” (Asian’s Leading Corporate University) เสนอแนวทางสร้างความยั่งยืนในธุรกิจอาหารและเกษตรนวัตกรรม เมื่อวันที่ 27-30 ตุลาคม 2563 ผ่านช่องทาง True V Room และ Zoom โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวน 40 ท่าน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำพันธมิตรของพีไอเอ็ม 12 แห่ง รวม 9 ประเทศ ดังนี้

– ประเทศเบลเยียม (Belgium) University Colleges Leuven-Limburg
– ประเทศกัมพูชา (Cambodia) CamEd Business School
– ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) Diponegoro University
– ประเทศญี่ปุ่น (Japan) Chuo University และ Mie University
– ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) Avans Hogeschool
– ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) Ateneo de Davao University
– ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) Hankuk University of Foreign Studies
– ไต้หวัน (Taiwan) Chinese Culture University, Cheng Shiu University และ Ming Chuan University
– ประเทศไทย (Thailand) Panyapiwat Institute of Management

โครงการ PIM V-LED 2 จัดขึ้นเป็นหลักสูตรต่อเนื่อง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้ศึกษาถึงภาพรวมของประเทศไทย แลกเปลี่ยนแบ่งปันวัฒนธรรม เรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน รวมถึงได้มีโอกาสเยี่ยมชมบริษัทในเครือซีพีออลล์แบบเสมือนจริง จากนั้น ผู้เข้าอบรมได้ฟังการบรรยายในหัวข้อ ธุรกิจด้านนวัตกรรมการเกษตร (Innovative Agriculture Business) ที่ผสมผสานความใส่ใจด้านการเกษตรกับผู้บริโภค ให้ตระหนักถึงคุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่จะส่งผลถึงสุขภาพของตัวเองและคุณภาพชีวิตของคนในสังคม สอดแทรกความสำคัญเกี่ยวกับห่วงโซ่อาหารและนวัตกรรมแห่งอนาคต นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมยังได้แบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมที่อิงรูปแบบ Work-based Education ภายใต้หัวข้อความยั่งยืนในธุรกิจอาหาร (Sustainability in Food Business) โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจของเครือซีพี/เจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ช่วยแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เข้าอบรม เป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับนักศึกษานานาชาติอย่างกว้างขวาง

หลักสูตร PIM V-LED 2 โดยสำนักวิเทศสัมพันธ์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ศูนย์การจัดการเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างประเทศ ซีพีออลล์ (International Business Networking Management 2) ส่วนงานการตลาดหลักสูตรนานาชาติ สำนักส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม และคณะนวัตกรรมจัดการเกษตร
สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดตามข่าวสารโครงการกิจกรรรมที่ : https://www.facebook.com/international.pim


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย พลิกดิน ปลูกสร้าง ยกศักยภาพศูนย์บริการสระบุรีใหม่ ยืนยันทำตลาดในประเทศไทยระยะยาว

สแกนเนีย เริ่มแผนลงทุนสร้างศูนย์บริการสาขาสระบุรีใหม่ ขยายกำลังรองรับการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เส้นทางภาคกลาง-อีสาน สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา โดยทีมผู้บริหารสแกนเนียย้ำหนักแน่นในการทำตลาดรถขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์ระยะยาวต่อในประเทศไทย เตรียมพร้อมสนับสนุนลูกค้าให้ผ่านวิกฤต และฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงจากสถานการณ์โควิด-19

นางสตีน่า เฟเกอร์แมน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด แสดงออกถึงทิศทางที่ชัดเจนให้ลูกค้าในประเทศไทยมั่นใจว่า สแกนเนีย ยังคงวางแผนลงทุนเพิ่มศักยภาพทั้งผลิตภัณฑ์และงานบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนผลกำไรให้ลูกค้า (Driving Profitability) ควบคู่กับการขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน (Driving the shift towards a sustainable transport) ซึ่งสแกนเนียได้ทำธุรกิจในประเทศไทยมายาวนาน ย่างเข้าสู่ปีที่ 35 ในปี พ.ศ.2564 นี้ มั่นใจได้กับความเป็นมืออาชีพ ประสบการณ์และความรู้ที่นำมาพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในระยะยาว

ด้าน นาย สถิตย์   ริยะตานนท์ ผู้อำนวยการบริการหลังการขาย บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด กล่าวว่า “ศูนย์บริการสแกนเนีย สาขาสระบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่มีลูกค้านิยมใช้บริการเป็นจำนวนมาก ด้วยสระบุรีเป็นเหมือนประตูสู่ภาคอีสาน และธุรกิจขนส่งของลูกค้าเรามากมายผ่านเส้นทางนี้ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม โดยสแกนเนียเป็นผู้บริหารจัดการด้วยตัวเราเอง (Captive Dealer) เพื่อมอบบริการที่ดีขึ้นให้กับกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ปัจจุบัน และเรายังมองศูนย์ฯ สระบุรีใหม่นี้ให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้อีกด้วย” นอกจากนั้น สแกนเนียยังมองการขยายให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล กับโครงสร้างพื้นฐานมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา คาดการณ์ว่าหลังวิกฤตโควิด จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สแกนเนียเลือกบริษัท จีซีเอส กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างเหล็กที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานสากล อีกทั้งมีประสบการณ์สร้างโรงซ่อมตามมาตรฐานสแกนเนียมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก มาเป็นผู้สร้างศูนย์บริการสแกนเนีย สาขาสระบุรีใหม่ โดยทีมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามแผนดำเนินงานอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูกสร้าง

ศูนย์บริการสแกนเนีย สาขาสระบุรี ใหม่ ออกแบบและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานการสร้างของสแกนเนียทั่วโลก สร้างบนพื้นที่ 4 ไร่ มีความพร้อมทั้งในส่วนของพื้นที่รับส่งรถ สำนักงาน ต้อนรับลูกค้า ห้องพักนักขับ ห้องเก็บอะไหล่ และโรงซ่อมถึง 6 ช่องบริการ ดูแลโดยพนักงานและช่างสแกนเนียที่มีประสบการณ์มืออาชีพ ลูกค้าจึงมั่นใจได้กับคุณภาพงานบริการ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสที่สอง ปี พ..2564

สแกนเนียแสดงถึงความยึดมั่น และตั้งใจต่อตลาดในประเทศไทยระยะยาว เคียงข้างสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มกำลังให้ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน ฟื้นฟูสภาพธุรกิจกลับมาให้ได้เร็วที่สุด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารและการตลาด บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด 0 2017 9200 หรือเข้าเยี่ยมชมได้ที่ www.scania.co.th หรือ www.facebook.com/scaniathailandgroup


 

Exit mobile version