Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Easy Series (อีซี่ ซีรีส์) ช่วยให้งานประกอบตู้ไฟ เป็นเรื่องง่ายสมชื่อ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการพลังงานในระบบดิจิทัล แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการโรงตู้ หรือผู้ดำเนินธุรกิจด้านการประกอบตู้ไฟฟ้าจำนวนไม่มากที่รู้ว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มี แต่นอกเหนือจากโซลูชั่นด้านการจัดการพลังงานแบบในระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบแล้ว ชไนเดอร์อิเล็คทริคยังมีผลิตภัณฑ์ในตระกูล Easy Series ซึ่งประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่มีความหลากหลายพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นำเสนอโซลูชันแรงดันไฟฟ้าระดับต่ำได้อย่างครบวงจรแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ในราคาที่เหมาะสม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับงานโครงการตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้เหมาะสมกว่าเดิม

นายนาแดจ เปอทิต รองประธานบริหาร ฝ่ายผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้า เผยว่า “เราทราบดีว่าผู้ประกอบการโรงตู้ ต้องการสร้างแผงวงจรไฟฟ้าผลิตและส่งมอบตู้ไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนด นั่นคือสาเหตุที่เรานำเสนอโซลูชันแรงดันไฟฟ้าต่ำตระกูล Easy Series สำหรับงานทั่วไป ที่ยังคงมีคุณภาพสูงสุด และได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล” ที่ให้ประสิทธิภาพสำหรับอาคารที่ได้มาตรฐานและสามารถวางใจได้

เลือกผลิตภัณฑ์ได้ง่ายด้วยเครื่องมือออนไลน์แบบใหม่ ช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้ง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงตู้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับทุกโครงการ เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้ง่ายโดยช่วยกำหนดผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามสเปคการใช้งานจริง

คุณภาพและความพร้อมใช้งานที่ได้รับการพิสูจน์ นาแดจ กล่าวเสริมว่า “เราต้องการให้ผู้ประกอบการโรงตู้ได้รับประสบการณ์ในการติดตั้งที่ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกเซอร์กิตเบรกเกอร์พร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่มีขนาดตรงตามมาตรฐาน Easy Series (อีซี่ ซีรีส์) โดยสามารถเลือกใช้งานได้อย่างสอดคล้องทั้งด้านเทคนิคและอยู่ในงบประมาณที่กำหนด เราทำงานอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราพร้อมใช้และตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ประกอบการโรงตู้คาดหวังจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

โซลูชันที่ครบวงจรอย่างแท้จริง
สวิตช์เกียร์ ตระกูล Easy Series (อีซี่ ซีรีส์) ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค บ่งบอกถึงนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกระดับเพื่ออาคารที่ได้มาตรฐาน โดยมีการพัฒนาอยู่เสมอ ดังต่อไปนี้

• สวิตช์บอร์ดและตู้ไฟ (enclosures) ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

• EasyPact MVS แอร์เซอร์กิตเบรกเกอร์ (air circuit breakers หรือ ACBs) ซึ่งมีขนาดใหม่ที่เล็กลง ขนาดตั้งแต่ 800-4000A รองรับกระแสลัดวงจรตั้งแต่ 50-65 kA พร้อมทริปยูนิตรุ่นใหม่ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการวัดและหน้าจอแสดงผล

• EasyPact CVS เซอร์กิตเบรกเกอร์ MCCB ที่ให้สมรรถนะใหม่ในเรื่อง breaking capacity (icu) ขนาด 16-600A รองรับกระแสลัดวงจรตั้งแต่ 25-50 kA

• Acti9 iK60 เบรกเกอร์ลูกย่อย หรือ MCBs ที่มาพร้อมฟังก์ชันการประสานการทำงานร่วมกัน

แต่ละองค์ประกอบได้ถูกออกแบบเพื่อให้ผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นจอภาพและโซลูชันในการควบคุม ได้แก่

• EasyLogic PM2000 Series มิเตอร์วัดค่าพลังงานและกำลังไฟฟ้าแบบมัลติฟังก์ชัน

• EcoStruxure™ Facility Expert ซอฟต์แวร์ล็อคบุ๊คแบบดิจิทัลบนคลาวด์ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันในแต่ละขั้นตอน พร้อมตรวจสอบและควบคุมการทำงานอุปกรณ์ระยะไกล

อุปกรณ์เสริมใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเติมฟังก์ชั่นด้านการสื่อสารที่ได้มาตรฐาน ได้แก่

• เกตเวย์สำหรับ EasyPact MVS สำหรับดูค่าสถานะและการควบคุมจากระยะไกล

• หรือทางเลือกที่มาใน EasyPact MVS EcoCom สำหรับการวัดและดูค่าสถานะ

ประหยัดเวลาและอยู่ในงบประมาณ
“ทั้งหมดนี้เป็นการออกแบบเพื่อช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าของผู้ประกอบการโรงตู้” มร.ลุค เรมองต์ รองประธานบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เรามองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการโรงตู้ในการดำเนินงานที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารพาณิชย์งานอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหัวใจสำคัญนอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือแล้ว การนำเสนอการติดตั้งระบบที่ให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่เหมาะสมและให้ความน่าเชื่อถือ ปัจจุบัน เรามองเห็นความไม่เสถียรของพลังงานมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา และโลกพลังงานใหม่จะนำเราไปสู่ความไม่เสถียรของพลังงานยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นสิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกใช้อย่างเหมาะสม และเครื่องมือการช่วยให้คู่ค้าของเราประหยัดเวลาด้วยการอำนวยความสะดวกในกระบวนการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคให้ความสำคัญอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้พัฒนาเครื่องมือในระบบออนไลน์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงตู้ในการเลือกใช้งานที่เหมาะสมและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานให้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านอาคารและอยู่ภายใต้งบประมาณโครงการที่ตั้งไว้”

ง่ายในการติดตั้งและการขยายระบบ
สุดท้ายที่จะกล่าวคือ Easy Series (อีซี่ ซีรีส์) เป็นดังชื่อที่บ่งบอกคือ ‘อีซี่’ หรือ ‘ง่าย’ โดยเป็นระบบที่ประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ออกแบบมาโดยให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องของการทำงานร่วมกันของผลิตภัณฑ์ในภายใต้สถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้า ความง่ายในการออกแบบติดตั้ง และรองรับการต่อขยายในอนาคตและให้ศักยภาพในการขยายระบบต่อไป

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค Easy Series (อีซี่ ซีรีส์) เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.se.com/easy-series-switchgear

Hashtags: #LifeIsOn #EasySeries


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ให้บริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ให้ Soju Korean

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ThaiFranchise Consultancy ภายใต้ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ให้บริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับแบรนด์ soju Korea เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ ที่ห้องประชุมสัมมนาของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

โดยมี อ.สุชาติ กิติเฉลิมเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจแฟรนไชส์อันดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมถึงเป็นที่ปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการจัดการโลจิสติกซ์และโซ่อุปทาน ให้กับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการโลจิสติกซ์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม และที่ปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการจัดการ, การตลาด และการขาย เป็นวิทยากรให้คำปรึกษา

สำหรับรายละเอียดเนื้อหาของการให้บริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ ประกอบกอบด้วย การวิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น, กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ, การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan), กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ และขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

โดยได้รวบรวมวิทยากร อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชา พร้อมให้บริการเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการ SMEs และแฟรนไชส์ รวมถึงเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ Start Up ที่ต้องการวางแผนธุรกิจ สร้างภาพลักษณ์ของ Brand บริหารจัดการโครงสร้างองค์กร พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ปูพื้นฐานทางธุรกิจให้มั่นคง เติบโตและสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีใช้ความเชี่ยวชาญจากบุคลากรให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จของคุณ บริษัทหรือองค์กร
ใดสนใจเข้าโปรแกรมรับบริการที่ปรึกษาการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ คลิก https://www.thaifranchisecenter.com/consult/

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187, 098-6702011, 092-2673365, 089-8955665 หรือ Add LINE id: @thaifranchise ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เดอะ สตีล เสริมศักยภาพกระบวนการทำงาน ด้วยโซลูชั่น SAP® S4/HANA® และ โซลูชั่น SAP Intelligent Robotic Process Automation

บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หนึ่งในศูนย์บริการเหล็กที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ประกาศเลือกใช้งานโซลูชั่น SAP® S4/HANA ระบบ ERP สำหรับองค์กรธุรกิจชุดล่าสุดของ เอสเอพี และ SAP Intelligent Robotic Process Automation ในโรงงานผลิต 2 แห่งและคลังสินค้า 3 แห่งทั่วประเทศ เพื่อปรับกระบวนการทางธุรกิจสู่วิถีดิจิทัล ทำงานผสานกันบนแพลตฟอร์มแบบครบวงจรที่คล่องตัวและยืดหยุ่น เตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในฐานะผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร เดอะ สตีล เล็งเห็นว่าควรต้องเร่งปรับเปลี่ยนองค์กรในเชิงดิจิทัล (digital transformation) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล็กซึ่งมีสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายรุจิระ จิระพงษ์ตระกูล กรรมการบริหาร บริษัท เดอะสตีล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทของเราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานสู่รูปแบบดิจิทัล โจทย์ทางธุรกิจของ เดอะสตีล คือการใช้งานระบบ ERP และ ปรับใช้โซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ ทดแทนระบบแบบเดิมของเรา เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ตลอดจนเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนให้กลายเป็นรูปแบบอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจติดตั้งโซลูชั่น SAP S/4 HANA และ SAP Intelligent Robotic Process Automation พร้อมวางใจให้ บริษัท ราวด์ ทู โซลูชั่นส์ เป็นที่ปรึกษาและดำเนินการวางระบบ”

“นอกจากนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าผู้นำองค์กรของเราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่วิเคราะห์และประมวลผลด้วย SAP S/4HANA ประกอบกับการเพิ่มความสามารถในการจัดการและวางแผนใช้งานข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนการทำงานผ่านโซลูชั่นที่ล้ำสมัย จะทำให้บริษัทสามารถก้าวนำคู่แข่งได้ ขณะเดียวกัน โซลูชั่น SAP Intelligent Robotic Process Automation จะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงานโดยระบบอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสามารถผันหน้าที่ไปทำงานด้านอื่นที่เกิดคุณค่าต่อองค์กร” นายรุจิรา กล่าวเสริม

นางสาวเวเรน่า เซียว ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการของ SAP เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ปี 2563 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ แนวโน้มของปีที่ผ่านมาชี้ชัดว่า ธุรกิจที่ปรับตัวอย่างรวดเร็วโดยใช้เทคโนโลยีอันชาญฉลาดนั้น จะนำมาซึ่งความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ การรักษาความสามารถด้านการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า รวมถึงการสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ด้วยระบบ ERP สำหรับองค์กรธุรกิจชุดล่าสุดของ เอสเอพี ได้แก่ โซลูชั่น SAP S/4HANA และ โซลูชั่น SAP Intelligent Robotic Process Automation จะสามารถเสริมศักยภาพให้ เดอะ สตีล จัดการกระบวนการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติปูทางสู่การเป็น อินเทลลิเจนท์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ เตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและก้าวนำทุกการแข่งขันทางธุรกิจ”

โครงการนี้ดำเนินการโดย บริษัท ราวด์ ทู โซลูชั่นส์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านการใช้งานโซลูชั่นไอที และด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งในการให้บริการและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการติดตั้งโซลูชั่นไอทีให้แก่ลูกค้ามากมาย จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการติดตั้งระบบดังกล่าว

“ทางบริษัทรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสติดตั้งระบบและให้คำปรึกษาด้านการใช้งานโซลูชั่น SAP เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกค้า ทำให้สามารถมองภาพกว้างของธุรกิจได้แบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างฉับไวและเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบบริการที่ดีที่สุดและตั้งเป้าดำเนินการวางระบบให้เสร็จสิ้นภายใน 9 เดือน เรามีความยินดีที่ เดอะ สตีล เชื่อมั่นและไว้วางใจเลือกบริษัทของเรา เพื่อสนับสนุนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล”

ปัจจุบัน บริษัท เดอะสตีล จำกัด (มหาชน) ดำเนินงานโดยมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่จังหวัด สมุทรสาคร มีโรงงานผลิต 2 แห่งและ คลังสินค้า 3 แห่ง ทั่วประเทศ บริษัทยังวางแผนขยายกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจรและเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ผ่านการใช้งานโซลูชั่น เอสเอพี

“เพื่อตอกย้ำจุดมุ่งหมายของบริษัทด้วยสโลแกน เหล็กครบ จบที่เดอะสตีล บริษัทจะไม่หยุดพัฒนาขีดความสามารถในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีคุณภาพสูงสุดให้กับลูกค้าด้วยความว่องไวและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ เราให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่ง เพราะโซลูชั่นดิจิทัลเป็นรากฐานสำหรับผลักดันความก้าวหน้าในอนาคต การปรับใช้โซลูชั่น SAP จะช่วยให้เราทำงานได้เต็มศักยภาพและรองรับการขยายธุรกิจต่อไป” นายรุจิระ กล่าวปิดท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอกย้ำถึงความสำคัญในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัลเพื่อรองรับธุรกิจในอนาคต บริษัทต่างๆ จำเป็นที่จะต้องรวมกลยุทธ์ด้านการตลาดเข้ากับกลยุทธ์ด้านดิจิทัล และลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) ให้ประสบผลสำเร็จ

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้บริหารองค์กรไม่ได้เข้ามาดูแลเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานในแต่ละวัน แต่ถ้าหากผู้บริหารมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศักยภาพและความสามารถของเทคโนโลยี ก็จะสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ และนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับทีมงานต่างๆ

จากผลการสำรวจ Adobe CQ พบว่า ผู้บริหารในเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) เพียง 37% เท่านั้นที่เชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน

แอนเดอร์ส ซอร์แมน-นิลสัน ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับอนาคตที่มีชื่อเสียงระดับโลก และพรู ค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชั่นการตลาดของลิงค์อิน (LinkedIn) เข้าร่วมในรายการ Adobe CQ Presents: Making the Modern Leader เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการของผู้บริหารในการผสานรวมเทคโนโลยีเข้ากับทักษะและความสามารถของทีมงาน เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ชมวิดีโอจากเซสชัน Creativity through technology ได้ที่: https://youtu.be/x2dEJnYQ2S8 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายการตลาดใช้ดาต้าเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นหลัก แต่การผนวกรวมเทคโนโลยีเข้ากับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ customer engagement เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้ายังถือเป็นเทรนด์ที่ค่อนข้างใหม่ และแน่นอนว่าเทรนด์นี้จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

พรู ค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชั่นการตลาด LinkedIn ได้พูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องของ LinkedIn เพื่อให้ทีมงานภายในบริษัท รวมถึงลูกค้า มีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด

“แต่ก่อนเราสร้างคอนเทนต์หรืองานครีเอทีฟหนึ่งชิ้นเมื่อเริ่มต้นแคมเปญ แล้วคอยดูว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรในท้ายที่สุด แต่การดำเนินการดังกล่าวกลายเป็นเรื่องในอดีตไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้เราสามารถปรับปรุงและปรับแต่งสิ่งต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการ และสามารถศึกษาทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้า” 

ทุกวันนี้เรามองเห็นเส้นแบ่งที่ค่อยๆ เลือนหายไประหว่างผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และผู้บริหารฝ่ายการตลาด (CMO)  ในอดีตอาจมีเครื่องมือและโซลูชั่นมากมายที่สามารถปรับใช้กับงานด้านการตลาดขององค์กรธุรกิจ แต่ปัจจุบันคุณสามารถสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการจัดการดูแลลูกค้าในทุกขั้นตอนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปจนถึงการทำธุรกรรม

“เรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในตอนนี้รอบๆ ตัวเรา ซึ่งนั่นก็คือการพลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้าโดยอาศัย AI” พรู ค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชั่นการตลาด LinkedIn

ด้วยเครื่องมือดังกล่าวที่พร้อมใช้งานในปัจจุบัน ผู้บริหารองค์กรธุรกิจจึงต้องปรับเปลี่ยนโฟกัสจากการสรรหาบุคลากรที่สามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยี ไปสู่บุคลากรที่สามารถ “ประยุกต์ใช้” เทคโนโลยีกับงานธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ จำเป็นที่จะต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝึกอบรมทีมงานให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงานครีเอทีฟและธุรกิจ

รายงานแนวโน้มล่าสุดของอะโดบี CXM Playbook ชี้ว่า บริษัทที่เสนอโอกาสการเรียนรู้และเติบโตในอาชีพได้มากกว่ามีผลประกอบการที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เนื่องจากพนักงานมีแรงจูงใจในการทำงาน และมีส่วนร่วมกับบริษัทมากขึ้น เพราะมั่นใจว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง

เทคโนโลยียังคงมีบทบาทสำคัญในการรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดและหลังจากที่การแพร่ระบาดสิ้นสุดลง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ทีมงานในการประเมิน ระบุปัญหา และปรับใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องสำหรับทุกส่วนงานภายในองค์กรธุรกิจ

หากต้องการรับชมการเสวนาเกี่ยวกับแนวทางที่ผู้บริหารจะสามารถปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับทักษะของบุคลากรและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงวิธีการรับมือกับปัญหาท้าทายที่เกี่ยวข้อง คลิกไปที่: https://blog.adobe.com/en/2020/11/18/creativity-through-technology.html


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว Uniflair Ceiling Mounted Split แอร์สำหรับห้องดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน เย็นต่อเนื่องสำหรับอุปกรณ์ไอทีโดยเฉพาะ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว Uniflair Ceiling Mounted Split แอร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กโดยเฉพาะ ได้รับการออกแบบสำหรับการทำความเย็นในห้องดาต้าเซ็นเตอร์ หรือห้องไอทีขนาดเล็ก ที่มีการติดตั้งตู้แร็ค 2 ตู้ขึ้นไป ทนทาน ทำความเย็นได้ต่อเนื่อง 24×7 โดยไม่ต้องพักเครื่อง ให้ความแม่นยำในการควบคุมและตรวจจับอุณหภูมิได้ละเอียดกว่าแอร์ทั่วไป มาพร้อมแผงคอยล์เย็นและพัดลมขนาดใหญ่กว่าแอร์ทั่วไปถึง 1.5 เท่า ให้สามารถจัดการกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นแบบฉับพลันและความร้อนที่มีความหนาแน่นสูงในตู้แร็ค จากอุปกรณ์ไอทีเช่น เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ อุปกรณ์เครือข่าย ช่วยคงอุณหภูมิของอุปกรณ์ไอทีไม่ให้ร้อนเกินขีดจำกัดที่ตั้งไว้ ทั้งยังลดการเกิดการควบแน่นโดยไม่จำเป็น อันเป็นสาเหตุของความชื้น และยังช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการทำความเย็นแบบเฉพาะ ที่สามารถแยกแยะความชื้นสัมพัทธ์หรือมวลไอน้ำในอากาศ เมื่อความชื้นอยู่ในจุดที่เหมาะสม แอร์จะไม่ดูดความชื้น แต่จะให้ประสิทธิภาพในการทำความเย็นเพียงอย่างเดียว ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มากว่าแอร์ทั่วไป

นอกจากนี้ Uniflair Ceiling Mounted Split ยังมาพร้อมเทคโนโลยีการมอนิเตอร์อัจฉริยะ สามารถดูสถานะค่าต่างๆ เฉพาะตัว ผ่านเว็บเบส เมื่อเกิดปัญหา แอร์จะส่งข้อความแจ้งเตือนเข้าอีเมล หรือข้อความบนสมาร์ทโฟน เช่น เมื่อเกิดความร้อนสูงผิดปกติภายในห้อง หรือแอร์มีปัญหา เช่น คอมเพลสเซอร์หรือพัดลมทำงานผิดปกติ กระแสไฟเกิน ฯลฯ ช่วยให้ง่ายในการแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที สำหรับฝ่ายซ่อมบำรุง นอกจากนี้เมื่อแอร์เกิดขัดข้อง ระบบอัจฉริยะจะสลับเปิดเครื่องแอร์สำรองโดยอัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทคอนโทรลของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทำให้มั่นใจได้ว่า อุปกรณ์ไอทีจะมีความเย็นหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ มีให้เลือกทั้งขนาด 7KW (24000 BTU) และ 14 KW (48000 BTU) ในราคาสุดคุ้ม

Uniflair Ceiling Mounted Split ยังใช้งานรองรับการใช้งานร่วมกับ EcoStruxure IT จากชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้ หากต้องการมอนิเตอร์ และรีโมทควบคุมระยะไกลโดยไม่ต้องเข้าไปที่ไซต์งาน ให้ความสะดวกและลดระยะเวลาในการดำเนินงานได้ตามแบบฉบับยุค Next normal


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมตัวพบกับงานอวดของเหล่าเมกเกอร์ ในงาน Maker Flash 2021

เตรียมตัวให้พร้อมกับงานอวดของของเหล่าเมกเกอร์และนักประดิษฐ์ กับงาน Maker Flash 2021 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 30 และ 31 มกราคม 2564 เวลา 10.30 น. ถึง 18.00 น. โดยงาน Maker Flash ในครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นครั้งแรก โดยบริษัท อินโนเวตีฟ เอ็กเพอริเมนต์ จำกัด หรือ INEX ผู้นำด้านสื่อการเรียนรู้ระบบควบคุมอัตโนมัติแบบครบวงจร ทั้งแผงวงจรและตำรา จับมือกับพันธมิตรหลักอย่าง ศูนย์การค้าเดอะฮับ รังสิต (ข้างเซียร์ รังสิต) ศูนย์รวมพลด้านงานฮ็อบบี้และอุปกรณ์ไอที

กิจกรรมในงาน

  • บูธจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ของนักประดิษฐ์และเมกเกอร์
  • กิจกรรมเวิร์กช็อปทางเทคโนโลยีหลากหลายหัวข้อ
  • การแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ที่แบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่
    1. การแข่งขันหุ่นยนต์ Hebocon หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในนามของหุ่นยนต์เห่ย ที่ใครๆ ก็สมัครแข่งขันได้โดยไม่ต้องมีความรู้การเขียนโปรแกรม เพราะ Hebocon คือการแข่งขันหุ่นยนต์คล้ายซูโม่ แต่เน้นที่ความคิดสร้างสรรค์และกลไกเป็นหลัก เพียงอ่านกติกาให้เข้าใจแล้วสร้างหุ่นยนต์สุดสร้างสรรค์ของคุณ
    2. การแข่งขันหุ่นยนต์ Tiny SumoBOT เป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่สุดคลาสสิคนั่นเอง แต่กำหนดกติกาให้หุ่นยนต์ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 300 กรัม เพื่อเพิ่มความท้าทายในการออกแบบและเขียนโปรแกรม มากกว่าการเอาชนะกันด้วยพละกำลังเป็นหลัก
    3. การแข่งขันหุ่นยนต์ AI-SumoBOT เป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ที่ยกระดับความยากขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการกำหนดให้หุ่นยนต์ต้องติดตั้งกล้องเพื่อตรวจสอบพื้นที่ของสนามแทนการใช้ตัวตรวจจับที่เป็นอินฟราเรดแบบเดิม

รายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าราวมกิจกรรมได้ที่ https://makerflash.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ปันน้ำใจมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน ให้โรงเรียน และน้องๆ ในมูลนิธิยุวพัฒน์

นายนัจภัค แก่นทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมด้วยพนักงาน ออฟฟิศเมท ปันน้ำใจมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อาทิ เครื่องเขียน ปากกา ดินสอ สมุด แฟ้มเก็บเอกสาร กระดานและปากกาไวท์บอร์ด, อุปกรณ์ไอที เครื่องปริ้นเตอร์ เม้าส์ไร้สาย คีบอร์ด เครื่องคิดเลข และเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ชั้นวางเอกสาร ตู้เก็บเอกสาร รวมมูลค่ากว่า 350,000 บาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของน้องๆ ในโรงเรียนตามภูมิภาคต่างๆ  โดย นางสาวฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ กรรมการผู้จัดการร้านปันกัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ เป็นผู้รับมอบ ณ ร้านออฟฟิศเมท สาขา รอยัลซิตี้อเวนิว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวโซลูชั่นดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมใช้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เปิดตัว APC EDGE MicroDC 42U ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาด 42 U รับตลาดการใช้งานแบบ เอดจ์ (EDGE) ที่โตขึ้น พร้อมไฮไลท์ “ความพร้อมใช้งานได้ทันที” สำหรับธุรกิจโรงงาน สถาบันการศึกษา ไซต์งานอุตสาหกรรม อาคาร โรงพยาบาล ฯลฯ มาครบ 3 โซลูชั่น Standard Solution สำหรับการใช้งานแบบทั่วไป Self-Contained Solution สำหรับอาคารที่ไม่สามารถเดินท่อ หรือติดตั้ง Outdoor unit ได้ High density solution สำหรับใช้งานในพื้นที่หรือไซต์งานที่ต้องการรองรับโหลดจำนวนมาก ทั้ง 3 โซลูชั่น ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่าง และช่วยทำลายข้อจำกัดในการติดตั้งในแต่ละพื้นที่ โดดเด่นด้วยขุมพลังที่จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ครบครันภายในตู้แร็ค เพียงติดตั้งเซิร์ฟเวอร์หรือสตอเรจก็ใช้งานได้ทันที มั่นใจได้เรื่องประสิทธิภาพในการใช้งาน เพราะประกอบและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งในโซลูชั่นประกอบไปด้วย ตู้แร็ค ที่ให้ความแข็งแกร่ง คงทน มาพร้อมระบบ คอนเทนเม้นต์ โซลูชั่น ภายในมีระบบสำรองไฟ(UPS) ระบบออนไลน์ แบบเข้าตู้แร็คกว้าง 19 นิ้ว สูงเพียง 2U ล้ำหน้าด้วยความสามารถในการรีโมทมอนิเตอร์ได้และสามารถติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติมได้ถึง 10 แพค ภายนอก เพื่อการสำรองไฟที่ยาวนาน ระบบทำความเย็นอัจฉริยะของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถมอนิเตอร์และแจ้งเตือนสถานะได้ สามารถทำงานคู่กับพัดลมระบบอากาศอัจฉริยะแบบ 4 ใบพัด เมื่อแอร์หยุดทำงาน หรือไฟตก ไฟดับ หรือขณะซ่อมบำรุง นอกจากนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังจัดเซตภายตู้แร็คทุกโซลูชั่น ด้วย NetBotz โซลูชั่น เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้งาน ด้วยไฟแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ รวมถึงระบบเซ็นเซอร์ ตรวจจับอุณหภูมิ ความชื้น หยดน้ำ ตรวจจับควันไฟ การเปิด-ปิดประตู และเหนือชั้นกว่าใครด้วยการเชื่อมต่อกับพลังงานได้ง่ายด้วยปลั๊กรางอัจฉริยะ Intelligent Rack PDU แบบมิเตอร์ ให้ความสามารถการมอนิเตอร์ และวัดค่าพลังงาน ผ่านทางเว็บเบสท์ โดยไม่เปลืองพื้นที่ในแร็ค เพราะเป็นแบบ Zero U นอกจากนี้ยังมีแบลงกิ้งพาแนล (Blanking panel) ช่วยให้บริหารจัดการการไหลเวียนของอากาศภายในตู้แร็ค เพื่อได้รับอากาศเย็นได้ทั่วถึงอุปกรณ์ภายในตู้ ที่สำคัญโซลูชั่นนี้มาพร้อม EcoStruxure IT เทคโนโลยียอดนิยมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค แห่งยุคนี้ สามารถมอนิเตอร์ อุปกรณ์อัจฉริยะภายในได้ในแอปพลิเคชั่นเดียวบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในตู้แร็ค ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงเอจด์ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา ทำลายข้อจำกัดต่างๆ ที่เคยมี นับเป็นโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ ยุค Next Normal ได้อย่างแท้จริง โซลูชั่น EDGE MDC 42U ยังมาพร้อมการรับประกันยาวนานถึง 3 ปี ในแบบออนไซต์เซอร์วิส

EDGE MicroDC 42U มีให้เลือก 3 โซลูชั่น แต่ละโซลูชั่นให้ความแตกต่างตามการใช้งาน และสามารถทำงานร่วมกับ EcoStruxure IT ได้ สะดวกในการรีโมทมอนิเตอร์ระยะไกล และการแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหาในอุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่

Standard Solution โซลูชั่นมาตรฐานครบจบในหนึ่งเดียว เหลือพื้นที่หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ให้ใช้งานถึง 33 U โซลูชั่นนี้โดดเด่นด้วยระบบทำความเย็นภายในตู้แร็ค Uniflair™ RM ให้ความเย็นได้สูงถึง 3.5 kW ให้ความเย็นไหลเวียนภายในทั่วทั้งแร็ค ช่วยประหยัดพลังงาน มาพร้อมระบบสำรองไฟหรือ UPS ขนาด 2.7 กิโลวัตต์ สำรองไฟให้เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจได้ราว 4 นาที สามารถติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติมได้ถึง 10 แพค ภายนอก เพื่อระยะเวลาการสำรองไฟได้ยาวนานขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานอาทิ สำนักงานสาขา โรงแรม หรือไซต์งานที่มีพื้นที่จำกัด

Self-Contained Solution เป็น EDGE MicroDC 42U ที่มีความโดดเด่นในการติดตั้งที่ใดก็ได้ จบในจุดเดียวโดยไม่ต้องเดินท่อน้ำยาแอร์ ไม่ต้องติดตั้ง outdoor unit สำหรับอาคารที่มีข้อจำกัดในการต่อเติม หรือเดินท่อต่างๆ ซึ่งโซลูชั่นนี้โดดเด่นด้วยระบบแอร์แบบ InRow SC ขนาดตู้หน้ากว้างเพียง 300 มิลลิเมตร ระบายความร้อนออกสู่ด้านบน ทำให้ภายในตู้แร็คเย็นครบทุกอุปกรณ์ หรือสามารถต่อท่อเพื่อระบายความร้อนออกไปนอกอาคารได้ (กรณีพื้นที่ติดตั้งมีเพดานไม่สูงมาก) ให้ความเรียบง่ายในการดูแลรักษา และประหยัดพื้นที่ เหมาะสำหรับเป็นตู้เซิร์ฟเวอร์ควบคุมหุ่นยนต์ หรืออยู่บนอาคารสูง เนื่องจากเป็นโซลูชั่นที่กระจายความเย็นจากด้านข้าง ทำให้ไม่เสียพื้นที่ในตู้แร็ค ทำให้มีพื้นที่เหลือจากจากติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ถึง 38 U มาพร้อม UPS ขนาด 4.5 กิโลวัตต์ สำรองไฟได้ราว 4 นาที สามารถติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติมได้ถึง 10 แพคภายนอก และมาพร้อมอุปกรณ์อื่นๆ ครบชุด

High density solution มาพร้อมระบบทำงานเย็นเหนือชั้น InRow RD ขนาดตู้หน้ากว้างเพียง 300 มิลลิเมตร สามารถทำความเย็นให้กับอุปกรณ์ไอทีได้ถึง 10 กิโลวัตต์ InRow RD เป็นโซลูชั่นแบบประกบข้างตู้ ทำให้ประหยัดพื้นที่ในตู้แร็ค ทำให้เหลือพื้นที่ใช้งานภายในตู้ในการใส่เซิร์ฟเวอร์ หรือสตอเรจ ได้เต็มที่ถึง 38 U เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการรับส่งข้อมูลที่มีโหลดสูงๆ เป็นประจำ มาพร้อม UPS ขนาด 4.5 KW สามารถติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติมได้ถึง 10 แพคภายนอก สำหรับการสำรองไฟที่ยาวนาน ทางผู้ใช้งานยังสามารถเพิ่มเครื่องสำรองไฟฟ้า เพิ่มเติมได้ด้วย รวมทั้งหมดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ในชุดมาพร้อม อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีมาให้ครบชุด เรียกได้ว่าโซลูชั่นนี้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพเหมือนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

โซลูชั่นเอดจ์ ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ 42 U ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใช้งานง่าย จัดเต็มขุมพลังเทคโนโลยีการควบคุมระยะทั้ง UPS ระบบทำความเย็น และยังมาพร้อม EcoStruxure IT ที่ช่วยให้สามารถมอนิเตอร์การทำงานได้ทั้งระบบ นับเป็นนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์แบบย่อส่วนสำหรับทุกธุรกิจที่ต้องการในราคาที่ไม่สูง ไม่ต้องกั้นห้อง ไม่ต้องลงทุนสร้างห้องดาต้าเซ็นเตอร์เอาไว้ ด้วยนวัตกรรม EcoStruxure ทำให้ โซลูชั่นเอดจ์ ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ 42 U ช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้ง CapEx และ OpEx ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แฝดเสมือน (Virtual Twin) ความสำเร็จบทใหม่ของโรงงานแห่งอนาคต

การทำลายเชิงสร้างสรรค์ (Creative destruction) คือการรื้อแนวทางปฏิบัติเดิมที่มีมายาวนานเพื่อหาหนทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เป็นกระบวนการที่มีส่วนทำให้อายุเฉลี่ยของบริษัทที่ประสบความสำเร็จน้อยลงไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการจัดอันดับของนิตยสาร Fortune ที่พบว่าปัจจุบันอายุเฉลี่ยของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 company มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ซึ่งมีจำนวนที่ลดลงมากเมื่อเทียบบริษัทยุคก่อนจากผลสำรวจเมื่อปีในปี 1950 ที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการดิสรัปชั่นทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ทำให้องค์กรต้องมองหารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจแบบใหม่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการลูกค้า ในขณะที่การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพนั้นทำได้ยาก ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมก็ตาม แต่ความท้าทายที่เกิดจาก COVID-19 มีความซับซ้อนมากกว่านั้น นับเป็นครั้งแรกที่ผู้ประกอบการโรงงานต้องเผชิญกับวิกฤติใหม่ๆ ที่ไม่เคยพบมาก่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสนใจและพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในอนาคต จากผลการสำรวจล่าสุดจัดทำโดย EY พบว่า มีผู้บริหารในอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เพียง 10% เท่านั้นที่เตรียมพร้อมรับมือกับการดิสรัปชั่นที่เกิดจากการระบาดใหญ่นี้

ขณะนี้เราก้าวเข้าสู่ยุคแห่งประสบการณ์ (Age of Experience) ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อขยายขอบเขตการทำงานแบบดั้งเดิมไปสู่การสร้างเครือข่ายที่สามารถเพิ่มมูลค่าระดับโลกได้ โดยต้องใช้วิธีการทำงานและเฟรมเวิร์คสำหรับสายงานผลิตที่อัจริยะขึ้น และควรตั้งเป้าหมายองค์กรให้เป็นมากกว่าที่หนึ่งของอุตสาหกรรม แต่ต้องปรับทัพองค์กรและวิถีการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งดึงข้อมูลมาใช้เพื่อยกระดับการทำงานของแต่ละส่วนงานในองค์กรให้ทำงานสอดคล้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือที่เรารู้จักกันว่ากลยุทธ์ Data-Driven

Big Data กุญแจสำคัญสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ธุรกิจ
ขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุคฟื้นฟูอุตสาหกรรมทั่วโลก (Industry Renaissance) ซึ่งเป็นการนำเสนอวิธีการมองโลกในมุมที่แตกต่างออกไป การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ วิธีการผลิตและการค้า ในขณะที่ผู้ประกอบการพิจารณาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหรือเปลี่ยนการผลิตจำนวนมากไปเป็นการผลิตที่มีขนาดเล็กลง สามารถปรับแต่งตามความต้องการได้มากขึ้น ซึ่งทำให้ข้อมูลจะเป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลง Big Data คือข้อมูลมหาศาลมีอยู่รอบตัวเราและเราสามารถเสพข้อมูลจากสตรีมอินพุตต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ประกอบการใช้ Industrial Internet of Things (IIoT) ในการผลิตและการดำเนินงานมากขึ้น

ในอดีต ผู้ประกอบการมีข้อมูลไม่เพียงพอที่ใช้สำหรับบริหารจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ นั้นหมายความว่าจะต้องมีการตั้งสมมติฐานให้กับปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการการตรวจสอบระบบต่างๆ ด้วยตนเองซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง สิ้นเปลืองเวลาและต้องใช้แรงงานคนในการดำเนินการ นอกจากนี้จากการตรวจสอบดังกล่าวยังพบว่าการใช้แรงงานคนมีความเสี่ยงจากการผิดพลาดการทำงานและอาจมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บในที่ทำงานอีกด้วย

วันนี้ IIoT ทำให้ผู้ประกอบการมีกระบวนการใหม่ๆ ซึ่งทำให้สามารถผลิตสินค้าภายใต้กระบวนการที่มีคุณภาพ สามารถรวบรวมข้อมูลสินค้าได้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) การผลิตและกระบวนการจัดจำหน่าย ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของระบบคอมพิวเตอร์ (Machine learning) จึงสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่ต้องการเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาได้

พลิกโฉมวิธีการทำงาน
การดิสรัปชั่นที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสทองในการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ใหม่โดยการนำเอากระบวนการการผลิตอัจฉริยะมาใช้เร่งกระบวนการทางดิจิทัล โดยเฉพาะเน้นความสำคัญในด้านความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อการดิสรัปชั่นหรือเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ภายใต้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่มีความยืดหยุ่น

เทคโนโลยีแฝดเสมือน (Virtual Twin) จึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในสถานการณ์ดังกล่าว การจำลองแบบดิจิทัลที่สมบูรณ์ของเครื่องมือหรือกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานตามแบบดั้งเดิม เช่น โรงงานหรือห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โดยใช้ Virtual Twin สามารถทำให้ช่วยจำลองห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ทำให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องที่พบได้แบบเรียลไทม์ รวมทั้งมอบประสบการณ์และสร้างไอเดียใหม่ๆ ได้โดยใช้ระยะเวลาอันสั้น

สิ่งนี้ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและผลผลิตใหม่ๆ ไปสู่การปฏิบัติงานจริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ และเป็นการวางฐานรากเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นโรงงานแห่งอนาคต

ทำความเข้าใจ Big Data และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของ ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (exponential data) คือความสามารถในการประมวลผลและสรุปข้อมูลให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการแสดงผลลัพธ์ต้องให้ผู้ใช้นำไปใช้งานได้อย่างสะดวก ทว่าในความเป็นจริงผู้ประกอบการหลายแห่งใช้เวลากว่า 30% ไปกับกระบวนการแบบเดิมๆ เช่น การค้นหาข้อมูลและการอัปเดตข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะสะท้อนผลลัพธ์ผ่านสินค้าที่ผลิต คุณภาพการทำงานและผลกำไร

ในขณะที่ผู้ประกอบการเพียง 6% ที่มีความมั่นใจในระบบและความสามารถของตนเองว่าสามารถเข้าใจและมองเห็นขั้นตอนการทำงานจากต้นทางถึงปลายทางได้ แต่โรงงานแห่งอนาคตจะเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดอย่างราบรื่นและจะขยายการเชื่อมต่อเหล่านั้นไปยังห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั้งหมด ซึ่งการเห็นและเข้าใจในทุกๆ กระบวนการนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยในการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากจะช่วยจัดการกับความแปรปรวนจำนวนมากที่ธุรกิจการผลิตต้องรับมือในปัจจุบัน

นอกจากนี้ผู้ประกอบการการยังสามารถเปรียบเทียบข้อมูลของตนเองกับข้อมูลโรงงานอื่น ๆ ทั่วโลก มาใช้เพื่อปรับปรุงโรงงาน เพิ่มผลผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง

เพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงาน
จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก เป็นตัวบ่งชี้ให้ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงการพัฒนาบุคลากรและแรงงานมากยิ่งขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว แรงงาน ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่โรงงานจะจัดว่าเป็นต้นทุนความเสี่ยงอย่างหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงงานที่ต้องอาศัยแรงงานขับเคลื่อนเป็นหลัก (Lean Manufacturing) ดังนั้นการแก้ไขจึงควรมุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน ด้วยการใช้ความรู้และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และเพื่อแก้ปัญหา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการและสร้างความยั่งยืนนั่นเอง

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรได้มากขึ้น ทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีประสิทธิผล พวกเขาต้องการความมีอิสระในการทำงานซึ่งมาพร้อมกับแรงงานที่เข้าใจบทบาทของตนในองค์กรและเครือข่าย เทคโนโลยี Virtual Twin สามารถเพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงานในโรงงานโดยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สามารถใช้ในการวัดผลการปฏิบัติงานของตนได้ รวมทั้งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มพูนทักษะ โดยพนักงานแต่ละคนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าในขณะที่ผู้จัดการก็สามารถตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพของพนักงานได้

เชื่อมต่อกระบวนการต่าง ๆ ทางธุรกิจด้วยดิจิทัล
การก้าวนำหน้าคู่แข่งจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรซึ่งเกี่ยวข้องกับ 3 เสาหลักของนวัตกรรม ได้แก่ การนำข้อมูลไปใช้ (data science) การนิยามบริบทในมิติต่าง ๆ (contextualisation) และการทำงานร่วมกัน (collaboration) ด้วยการจัดหาจุดเชื่อมดิจิทัลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรวบรวม วิเคราะห์และแปลงข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยี Virtual Twin จะขับเคลื่อนมูลค่าที่จับต้องได้ให้กับบริษัทต่างๆ สร้างแหล่งรายได้ใหม่และไขข้อสงสัยให้กับคำถามเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ด้วยการผสมผสานชุดความรู้ที่สมบูรณ์เข้ากับโซลูชั่นการจำลองคุณภาพสูง ผู้ประกอบการสามารถป้อนข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและจำลองวัฏจักรของนวัตกรรม รวมทั้งการสร้างมูลค่าที่ต่อเนื่องซึ่งอ้างอิงจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงจรการผลิตจนถึงการจัดจำหน่าย

เกี่ยวกับแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes)
แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ” จัดกลยุทธ์เสริมแกร่ง เน้นสร้าง CRM ดันสู่ Customer Centric Organization

บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด บริษัทในเครือ พรีไซซ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE ผู้นำด้านโซลูชั่นโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ครบวงจร ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมและความเป็นมืออาชีพ จัดอบรมหลักสูตร “Customer Relationship Management (CRM)” ให้แก่พนักงานเพื่อเตรียมเสริมกลยุทธ์แกร่งในการเดินหน้าสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ด้วยการมีเป้าหมายในการบริการลูกค้าอย่างเป็นมืออาชีพและมียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยได้เชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นที่ปรึกษาด้านแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในสายงานด้านการตลาด มาให้ความรู้และเทคนิคพิชิตใจลูกค้าในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันสูงในกลุ่มธุรกิจพลังงาน

นายวิทูร เจียมจิตต์ตรง ประธานกรรมการ บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) เปิดเผยว่า “บริษัท ฯ จัดอบรมหลักสูตร Customer Relationship Management (CRM) ขึ้นเพื่อเป็นการเสริมความรู้และสร้างความสามารถของพนักงานของพรีไซซ ให้มีการเอาใจใส่ต่อลูกค้าคนสำคัญ ด้วยหลักสูตร CRM นี้จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากขึ้น เข้าใจความต้องการ และทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด เพื่อเป็นการทำความรู้จักลูกค้าได้ครบทุกมิติแล้ว เรายังสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มาบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ถูกที่ ถูกเวลา ถูกความต้องการ เมื่อลูกค้าเกิดความประทับใจ จนเกิดการบอกต่อ นอกจากจะทำให้แบรนด์หรือองค์กรขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการแสวงหาลูกค้าใหม่ด้วย”

“ด้วยการบริการที่เป็นเลิศของพรีไซซตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พรีไซซเองเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมามากกว่า 30 ปี เราพยายามเดินเกมรุกวางแผนให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการให้ความสำคัญกับการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อให้ทุก ๆ Touch point ของลูกค้าทุกคนมีความพึงพอใจสูงสุดทั้งในตัวสินค้าและบริการของพรีไซซได้อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์แบบ ทำให้ฐานลูกค้าของพรีไซซมีความเหนี่ยวแน่น ทำให้การเสริมกลยุทธ์ CRM เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคตได้มากขึ้น ส่งผลให้ยอดการขายสินค้าเพิ่มขึ้นตามมานั้นเอง” นายวิทูรกล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดูรายละเอียด หรือสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://preciseproducts.in.th/ LINE: https://lin.ee/1T37XR1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860


 

Exit mobile version