Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คาลเท็กซ์ พัฒนาชุมชนเพื่อสังคมน่าอยู่ ภายใต้โครงการ “คาลเท็กซ์รวมพลัง สร้างสรรค์เพื่อชุมชน” ปีที่ 10

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คาลเท็กซ์ นำโดย ดร. ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายกิจการองค์กร (กลาง) และ นายพรชัย พึ่งคุณไตรรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (ที่ 2 จากขวา) จัดกิจกรรม “คาลเท็กซ์รวมพลัง สร้างสรรค์เพื่อชุมชน” ปีที่ 10 เดินหน้าพัฒนาชุมชนเพื่อนบ้านใกล้เคียงบริเวณที่ทำการบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งหวังให้ชาวชุมชนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในปีนี้ได้ร่วมพัฒนาปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ มอบถุงยังชีพ และอุปกรณ์เพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับชาวชุมชน พร้อมยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของชุมชนกว่า 400 ครัวเรือน โดยมี นางมะลิ ธิติธนธนกุล ประธานชุมชนโรงสี (ที่ 3 จากขวา) และ นางบุญพิศ ฟ้อนกระโทก ประธานชุมชนคาลเท็กซ์ (ที่ 3 จากซ้าย) เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ลานกีฬา ชุมชนโรงสี ถนนพระรามที่ 3 กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC รับรางวัล Sustainability Disclosure Acknowledgement จากสถาบันไทยพัฒน์

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดย คุณกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการ (ขวา) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “Sustainability Disclosure Acknowledgement” (กิตติกรรมประกาศ) ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.พิพิฒน์ ยอดพฤติการณ์ ประธานกรรมการ สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้มอบรางวัล ในงาน “มอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ประจำปี 2563” ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลป์กรุงเทพ

ทั้งนี้ MSC ได้ให้ความสำคัญในเรื่องกระบวนการทำงานด้านความยั่งยืนขององค์กรมาโดยตลอด มีความตระหนัก และให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) นอกเหนือจากข้อมูลทางการเงิน ในรูปแบบของการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ และการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

โดยการมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ในปี 2563 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ Sustainability Disclosure Award มีองค์กรที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณ จำนวน 34 แห่ง Sustainability Disclosure Recognition มีองค์กรที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ จำนวน 42 แห่ง และ Sustainability Disclosure Acknowledgement มีองค์กรที่ได้รับกิตติกรรมประกาศ จำนวน 20 แห่ง ภายใต้ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (SDC) ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 115 องค์กร นอกจากจะเป็นการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่องค์กรที่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนต่อสาธารณะแล้ว ยังต้องการเชิดชูองค์กรธุรกิจที่ได้รับรางวัลทั้ง 96 แห่ง ในการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ 12.6 ร่วมกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันลุยเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย 5G ดีแทค

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 4 มกราคม 2564 – ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากร 70 ล้านคนในประเทศไทย อยู่ในพื้นที่รองรับบริการที่สามารถใช้งานจากโครงข่ายสถานีฐานไร้สายใหม่ หรือ Ericsson (NASDAQ: ERIC) 5G radio access network (RAN) ซึ่งให้บริการโดยดีแทค

ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของ Ericsson 5G RAN จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Ericsson Radio System ซึ่งรวมถึง Ericsson Spectrum Sharing ที่จะสนับสนุนการให้บริการของดีแทคทั้ง 4G และ 5G ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย

Ericsson Spectrum Sharing จะช่วยให้ดีแทคสามารถแชร์การรับส่งข้อมูล 4G และ 5G แบบไดนามิกเพื่อรองรับการเปลี่ยนไปสู่การใช้งานบน 5G ได้อย่างราบรื่น รวดเร็วและคุ้มค่า กลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นวิทยุของอีริคสันจะมอบประโยชน์ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้กับดีแทค

ผู้ใช้บริการมือถือทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ใช้งานรับชมผ่านสตรีมมิ่ง เกม การพัฒนาสู่นวัตกรรมที่อยู่อาศัย รวมทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กร ภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ และประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลจำนวนมากของ 5G

ดีแทคได้ติดตั้งโครงข่ายคลื่น 700 MHz เพื่อขยายประสิทธิภาพการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายใต้กลยุทธ์ในการนำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมาสู่ลูกค้าทุกคน และพัฒนาสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศ

การบรรลุข้อตกลง 5G นี้เป็นความสำเร็จของความเป็นพันธมิตรระหว่างอีริคสันและดีแทคที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งความร่วมมือเป็นพันธมิตรดังกล่าวยังครอบคลุมบริการ 3G, 4G และการจัดการบริการต่าง ๆ ด้วย Ericsson Operations Engine อีกด้วย

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการนำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมาสู่ลูกค้าทุกคน เราไม่หยุดพัฒนาและเร่งขยายโครงข่ายทั่วประเทศเพื่อรองรับบริการ 4G และ 5G ด้วยการจัดสรรร่วมกันทั้งคลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง โดยคลื่นความถี่ 700 MHz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ จะเพิ่มประสิทธิภาพครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและพื้นที่ใช้งานหนาแน่นในเมืองโดยเฉพาะพื้นที่อาคารสูง ลูกค้าดีแทคจะได้รับประสบการณ์ในการใช้บริการที่ดีขึ้นจากในการไม่หยุดพัฒนาโครงข่ายของเรา นอกจากนี้ดีแทคยังเร่งขยายเทคโนโลยี Massive MIMO เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในการส่งและรับข้อมูลที่ดีกว่าเดิม 3 เท่า ดีแทคจะเชื่อมต่อทุกคนกับทุกสิ่งที่สำคัญที่สุด”

นางนาดีน อัลเลน ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “5G จะมีส่วนสำคัญในการเร่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและกระตุ้นนวัตกรรมยุคหน้าสำหรับผู้บริโภคและองค์กรในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ความร่วมมือกับ dtac ในการขยายเครือข่าย 5G ในประเทศไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G RAN ของเราจะช่วยเสริมความมุ่งมั่นของดีแทคในการส่งมอบประโยชน์ของ 5G ให้กับผู้บริโภคและองค์กรในประเทศไทย เราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในการสนับสนุนประเทศไทยไปสู่เส้นทาง 5G ด้วยความเป็นผู้นำเทคโนโลยีและประสบการณ์การพัฒนาเครือข่าย 5G ทั่วโลก”

อีริคสันเป็นพันธมิตรกับดีแทคในด้านบริการที่มีการจัดการ (Managed Services) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ผ่านการพัฒนาเครือข่าย Ericsson Operation Engine เพื่อให้ดีแทคนำเสนอบริการผ่านเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล AI และที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

ปัจจุบันอีริคสันมีข้อตกลงสัญญา 5G เชิงพาณิชย์และสัญญากับผู้ให้บริการการสื่อสารที่โดดเด่นทั่วโลก 122 ฉบับ รวมถึงเครือข่าย 5G เชิงพาณิชย์ที่เปิดให้บริการแล้วถึง 77 เครือข่าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ใช้ AI ช่วยให้คำปรึกษาและติดตั้งระบบ เร่งหนุนลูกค้าใช้โปรแกรมด้านพลังงาน ความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ประกาศผลที่ได้จากการลงทุนครั้งใหม่หลายล้านเหรียญในส่วนเครื่องมือด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งและวิทยาศาสตร์ข้อมูล การลงทุนครั้งนี้เป็นการนำ AI มาช่วยในการให้คำปรึกษาเพื่อนำเสนอบริการด้านพลังงานและความยั่งยืน ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลระดับเน็กซ์เจน ช่วยปรับปรุงมุมมองเชิงลึกและการวิเคราะห์ในส่วนของพอร์ตด้านพลังงานและความยั่งยืนของบริษัท อีกทั้งช่วยผลักดันผลลัพธ์ที่ให้ประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งด้านการเงินและการสร้างคุณค่าให้กับองค์กร เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นด้านสภาพอากาศและดำเนินตามเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการลดการใช้ทรัพยากรอื่นๆ

การลงทุนดังกล่าวช่วยให้ใช้ทรัพยากรในองค์กรได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ และช่วยลดข้อมูลระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและพลังงานครั้งใหญ่ในทั่วโลก บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านข้อมูลที่จำกัดแนวทางในการสร้างความยั่งยืน โดยบริษัทเหล่านี้ต่างต้องพยายามรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านข้อมูลและการใช้ทรัพยากรที่ไม่สอดคล้อง ไม่สมบรูณ์ ในปริมาณที่มากเกินไป และมีคุณภาพต่ำ ซึ่งการนำ AI มาใช้ช่วยให้บริษัทต่างๆ ได้รับคุณค่าจากข้อมูลที่สร้างได้มากยิ่งขึ้น และให้การวิเคราะห์ที่แม่นยำขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำหรับกลยุทธ์ด้านพลังงานและความยั่งยืน

การเสริมแมชชีนเลิร์นนิ่งและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไว้ในบริการการให้คำปรึกษาด้านพลังงานและความยั่งยืน เป็นความเชี่ยวชาญที่สืบทอดมายาวนานนับหลายทศวรรษของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยต่อยอดแนวทางของลูกค้าในการจัดหาและเลือกซื้อพลังงานรวมถึงบริหารจัดการทรัพยากรได้เป็นอย่างดี การลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ลูกค้า โดยช่วยให้ได้รับประโยชน์จากความสามารถในการคาดการณ์ได้ดียิ่งขึ้นและช่วยเพิ่มมุมมองเชิงลึก การยกระดับความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนข้อมูลเป็นมุมมองเชิงลึกที่มีค่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ให้คำแนะนำได้ตรงประเด็นต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และให้การสนับสนุนลูกค้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรักษาสภาพแวดล้อมได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจถึงการช่วยลดค่าใช้จ่าย บริหารจัดการความเสี่ยง ช่วยเก็บเกี่ยวโอกาส และสร้างความยืดหยุ่นให้กับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน

“เราเห็นโอกาสมหาศาลจากการนำข้อมูลและมุมมองเชิงลึกที่สร้างโดยองค์กรปัจจุบันมาใช้ เพื่อให้ได้รับสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่องประโยชน์ในการดำเนินงาน เมื่อผสานรวมข้อมูลดังกล่าวกับความเชี่ยวชาญของทีมงานระดับโลก สามารถนำมาต่อยอดแนวทางในการสร้างความยั่งยืนขององค์กรได้อย่างโดดเด่น” สตีฟ วิลไฮท์ รองประธานอาวุโส ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “แนวทางการผสานระหว่างสติปัญญาของมนุษย์กับจักรกล เป็นที่พิสูจน์แล้วว่ามีการนำมาประยุกต์ใช้กับการบริการด้านการเงิน และที่ปรึกษาด้านธุรกิจแบบเดิมแล้ว โดยเราพบว่าความชาญฉลาดในการประสานความร่วมมือที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ร่วมกับที่ปรึกษาระดับโลก ช่วยให้ลูกค้าของเราสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความยั่งยืนได้”

การลงทุนของบริษัทในบริการระดับเน็กซ์เจนนี้นำไปสู่โอกาสใหม่สำหรับลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมการนำเสนอที่มีอยู่ปัจจุบัน เช่น โซลูชัน EcoStruxure Resource AdvisorÔ ซึ่งให้ความสามารถในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้

· จับคู่ข้อมูลได้ตรงกับข้อเสนอแนะที่ช่วยเร่งตอบโจทย์เฉพาะสำหรับลูกค้าได้มากขึ้น

· การต่อยอดครั้งใหม่ที่ช่วยให้บริหารแหล่งพลังงานทางเลือกที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ (DERs) ความเสี่ยงราคาสินค้า และอุปกรณ์เชื่อมต่อได้ดียิ่งขึ้น

· เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Robotic Process Automation ที่ช่วยให้มองเห็นข้อผิดพลาด และตรวจพบโอกาสใหม่ในการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากกว่าแต่ก่อน

· ช่วยให้พอร์ตด้านพลังงานมีความน่าเชื่อถือและมีความยืดหยุ่นแบบเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น

· ให้มุมมองที่ดูได้จากมือถือที่เข้าถึงข้อมูลได้ตลอดทุกเวลา

“การลงทุนนี้เป็นผลจากการรับฟังและตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมกับการลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ผลลัพธ์ที่ได้คือเฟรมเวิร์คการทำงานที่ช่วยให้เราตอบสนองความต้องการด้านพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร รวมถึงระบบการจัดซื้อของบริษัทรายใหญ่ในแนวทางที่รวมเป็นหนึ่งเดียวสำหรับลูกค้า” วิลไฮท์ กล่าว “นอกจากนี้ ยังช่วยให้ทีมงานมีเวลาว่างสำหรับไปติดต่อกับลูกค้าของเราได้มากยิ่งขึ้น การทำให้กระบวนการด้านข้อมูลเป็นระบบอัตโนมัติและแสดงผลลัพธ์ของลูกค้าออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างล้ำหน้านี้ จะช่วยเสริมและเร่งสู่การตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น ทีมงานของเราสามารถนำเสนอโซลูชันที่มีนวัตกรรมมากขึ้น เร็วขึ้น และให้ความยั่งยืนมากขึ้นในยุคที่สภาพอากาศเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยให้ผลพลอยได้เรื่องผลกำไรที่เพิ่มขึ้นและให้ประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย” Hashtags: #LifeIsOn #Sustainability

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายหลัก ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยง ความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเรา คือ การเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัล เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เชื่อมต่อจากปลายทางไปยังคลาวด์ เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการบริหารจัดการองค์กร สำหรับที่อยู่อาศัย อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและสนับสนุนกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศของคู่ค้าซึ่งมีความมุ่งมั่นในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซานี่ ไทยยนต์ มอบรถเบนซ์ สำหรับผู้โชคดี จากงาน “มหกรรมจองรถขุด 2020 ” ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ กับ ซานี่ ไทยยนต์

นายยศวัฒน์ เรืองรักษ์ลิขิต (คนกลาง) กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซานี่ ไทยยนต์ จำกัด ทำการส่งมอบ รถ Benz E300e และรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สมาร์ทแคป ผู้โชคดีจากการจับรางวัลในงาน “ มหกรรมจองรถขุด 2020 ” ให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่หินเลิศสุด ,คุณมังกร รุจิระยรรยง และบริษัท ท่าทรายเชาวลักษณ์ จำกัด ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ซานี่ ไทยยนต์ จำกัด เมื่อเร็วๆนี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม SMART CITY อย่างยั่งยืน”

• ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” อย่างเต็มตัว

“Smart City” หรือ”เมืองอัจฉริยะ” กำลังกลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลมีแผนปูพรมการพัฒนาให้ครอบคลุมทั่วประเทศให้ครบ 77 จังหวัด รวม 100 พื้นที่ ทั้งในรูปแบบการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล หรือข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสารในการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของบริการชุมชนเพื่อช่วยลดต้นทุน โดยยังคงเพิ่มประสิทธิภาพให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยได้ในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนาให้เข้ากับยุค 4.0 โดยการเอาเทคโนโลยีมาผสานกับการใช้ชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะทั้งด้านการขนส่ง การใช้พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะทำให้เมืองที่สะดวกสบายเหมือนในฝันเกิดขึ้นได้จริง

• Smart City คือคำตอบเพื่ออนาคตของทุกคน
เมื่อมีการอยู่รวมตัวกันมากขึ้น จากเมืองที่มีพื้นที่พักอาศัยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการดำรงชีพเพียงพอต่อจำนวนประชากร แต่เมื่อมีการขยายตัวของประชากร ส่งผลทำให้เมืองมีขนาดใหญ่ขึ้น ประชากรต้องการชีวิตที่ดีขึ้น มีที่พักอาศัยและสาธารณูปโภคที่เพียงพอ ทำให้หลายๆฝ่ายได้ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงเกิดโครงการ Smart City ขึ้น เป็นการรวมตัวกันของความหลากหลายที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิด อุดมการณ์ ความสนใจ ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ตลอดเวลา จนเราสามารถพูดได้เลยว่านวัตกรรมที่ส่งผลต่อชีวิตของเราทั้งหมดในตอนนี้มีที่มาที่ไปจาก “เมืองที่ขยายขึ้น” หากเมืองที่ขยายเติบโตขึ้นมีสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นเมืองที่สร้างความเท่าเทียมของผู้อยู่อาศัย เป็นเมืองที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเหมือนเป็น “บ้าน” ของตัวเอง ไม่ว่าแท้จริงแล้วภูมิลำเนาเดิมจะมาจากที่ไหน ก็จะส่งผลดีต่อคนส่วนใหญ่ ทั้งในด้านคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม
แต่ด้วยสภาวะแวดล้อมของโลกที่แย่ลงเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างขาดความรู้ความเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ไฟฟ้าค่อนข้างสูงของอาคารสำนักงาน รวมถึงปัญหาด้านมลภาวะต่าง ๆ เช่น ฝุ่นละออง มลภาวะทางอากาศ และน้ำ ยังไม่นับปัญหาการจราจรและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียจากการขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดของปัญหาของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้นภาวะความเป็น “เมือง” บีบบังคับให้ “คนเมือง” กลายสภาพมาเป็นผู้บริโภคที่สร้างขยะจำนวนมหาศาล เช่น ถ้าหิวน้ำก็ต้องซื้อน้ำ ทำให้เกิดปัญหาขยะ อันเป็นผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้เวลานานหลายศตวรรษในการทำให้สภาพแวดล้อมกลับมาอยู่ในสภาพที่เป็นผลดีต่อสิ่งมีชีวิตที่ใช้พื้นที่และสภาพแวดล้อมของโลกใบนี้ร่วมกัน โดยจะต้องอาศัยทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมแรงร่วมกำลัง พัฒนาระบบทุกฝ่ายให้สามารถเกิดเป็นรูปร่างที่จับต้องได้และนำมาใช้ได้จริง มีการรับฟังเสียงทุกเสียงของภาคประชาชนและสำคัญที่สุดคือ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการทำ Smart City ในส่วนของความรับผิดชอบของตัวเองให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด ซึ่งต้องทำงานประสานกัน เพื่อนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ ในการรวบรวม วิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลอย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจ วางแผน ปรับปรุง สร้างสรรค์ร่วมกัน ช่วยเปลี่ยนเมืองเดิมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้มิติเศรษฐกิจและสังคมมีความมั่นคงได้สมดุลย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประเพณีและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สุขภาพ การศึกษา รวมไปถึงความปลอดภัยของประชาชน จะทำให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ต่อไป

• สร้างสรรค์นวัตกรรม SMART CITY อย่างยั่งยืน
จากการศึกษารายละเอียดโครงสร้าง และความคำสัญของ โครงการ SMART CITY ที่เราทุกคนต่างเร่งผลักดันให้ให้เกิดขึ้นได้ในครบทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ Smart Mobility การสัญจรอัจฉริยะ, Smart Community ชุมชนอัจฉริยะ, Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ, Smart Environment สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ, Smart Governance การปกครองอัจฉริยะ, Smart Building อาคารอัจฉริยะ และ Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ ทางพรีไซซเองได้ส่งเสริมนวัตกรรมที่จะรองรับ ความเป็น SMART CITY อย่างยั่งยืน มาตลอดหลายสิบปี จากการประกอบธุรกิจของพรีไซซที่มีหัวใจหลักมุ่งเน้นส่งเสริมในเรื่องนวัตกรรมความอัจฉริยะและสร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยังสร้างโครงการต้นแบบที่ส่งต่อให้ชุมชนเมืองมีความเป็น “GREEN & INNOVATIVE ” ด้วยการคิดค้นสร้างสรรค์สินค้าและบริการ จากแนวคิด “มุ่งสู่การเป็นวิสาหกิจที่เติบโต ยั่งยืน มีคุณภาพ ผสานประโยชน์สุขของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและพัฒนาร่วมกัน” เพราะมองเห็นถึงความสำคัญของพลังงาน ที่เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของของส่วนประกอบหลักใน 7 ด้านที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและพัฒนาขึ้น
พรีไซซเองมองเห็นถึงความสำคัญ จึงได้มีการพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานมาตลอด โดยมีเป้าหมายให้ผู้ใช้พลังงาน นำข้อมูลมาวางแผน กระจาย ใช้ จัดเก็บตามความเหมาะสม สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง อันจะนำไปสู่การเป็นผู้นำการลดพลังงานอย่างยั่งยืน สร้างการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้มากที่สุด จากระบบบริหารจัดการพลังงานภายใต้โครงข่าย Total Customer Solution ผ่านแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า “PEMS” (Professional Energy Management System) ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของพรีไซซเท่านั้น โดยถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการบริหารพลังงานให้ทุกองค์กรที่ใช้พลังงานจำนวนมากและมีความต้องการลดการใช้พลังงานได้ใช้พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ลดต้นทุนการใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 10-15% สามารถวางแผนลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวได้ถึง 50% ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากกว่า 20% โดยระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ซึ่งระบบ PEMS นี้จะเป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์การใช้พลังงานไฟฟ้า, น้ำมันเตา, อากาศอัด และน้ำ ซึ่งครอบคลุมทุกพลังงานที่ต้องการลดการใช้งาน สามารถออกรายงานการจัดการพลังงานได้ตามแบบฟอร์มของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)ได้อย่างง่ายดาย มีความถูกต้องและแม่นยำสูง
นอกจากนี้ยังมีการบังคับใช้ พรบ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้สร้างความตะหนักให้ทุกธุรกิจและหลาย ๆ ภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานในปริมาณมากได้หันมาใส่ใจต่อการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น พรีไซซจึงมีอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ ที่คิดค้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า ได้แก่ ระบบ “TMS” Transformer Monitoring System อุปกรณ์อัจฉริยะ ที่สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยติดตั้งอยู่กับหม้อแปลงไฟฟ้าได้ทุกรุ่น ทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติของหม้อแปลง เพื่อความเข้าใจในกิจกรรมการใช้ไฟ เฝ้าระวังเหตุที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระบบไฟฟ้า ดึงข้อมูลหม้อแปลงทุกตัวได้เรียลไทม์แบบ Mapping Position ผ่านระบบ GPS ซึ่งเรียกดูได้จาก Dashboard ที่แสดงผลในรูปของกราฟหรือตารางที่ง่ายต่อการอ่านค่า ผ่านการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต และยังสามารถแจ้งเตือนความผิดปกติผ่าน Line เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ยังสามารถพยากรณ์คุณภาพของระบบพลังงานไฟฟ้าหรืออายุของอุปกรณ์ได้ล่วงหน้า ความอัจฉริยะของสินค้าและบริการของพรีไซซยังรองรับการเชื่อมต่อกับ Green Technology รูปแบบต่างๆ อาทิ Solar Rooftop, สถานีรถพลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทนอื่น ๆ ได้ในอนาคต เป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานในเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดูรายละเอียด หรือสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://preciseproducts.in.th/ LINE: https://lin.ee/1T37XR1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860
#preciseproducts #powerislife #precise #พรีไซซผู้นำด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

อ้างอิง
1. โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ, เข้าถึงได้จาก http://www.thailandsmartcities.com/about.html
2.“คน” ต้องมาก่อน “เทคโนโลยี” (2) มอง “สมาร์ทซิตี้” สิงคโปร์, เข้าถึงได้จาก https://thaipublica.org/2018/06/singapore-smart-city-1/
3. 6 Smart Cities น่าอิจฉา ตัวอย่างเมืองดี ๆ ที่เทคโนโลยีช่วยพัฒนา, เข้าถึงได้จาก https://thematter.co/pulse/smart-city/32385
4. โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ, เข้าถึงได้จาก http://www.thailandsmartciti
5. เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ต้องมีเทคโนโลยีสำคัญอะไรบ้าง? ,เข้าถึงได้จากhttps://www.greennetworkthailand.com/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0-smart-city/
6. ความร้เกี่ยวกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, เข้าถึงได้จาก https://www.doe.go.th/
7.นิยาม “เมืองอัจฉริยะ”, เข้าถึงได้จาก https://www.smartcitythailand.or.th/
8.เมืองอัจฉริยะคืออะไรกันแน่ ? , เข้าถึงได้จาก https://thaipublica.org/2020/03/smart-city/
9. BOI e-Journal ปีที่ 02 | 05 ก.ย. – ต.ค. 2562 , เข้าถึงได้จากhttps://www.boi.go.th/upload/ejournal/2019/05/files/extfile/DownloadURL.pdf


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย ลงนามเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขยายโครงการการพัฒนาทักษะไอซีที เร่งป้อนแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูงสู่อุตสาหกรรมในภาคใต้

กรุงเทพฯ 23 ธันวาคม 2563 — บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อสร้างเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีเน็กซ์เจนเนอเรชั่นให้แก่นักศึกษา เตรียมความพร้อมรองรับตลาดงานในยุคดิจิทัล

ภายใต้โครงการ หัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี (Huawei ICT Academy) ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านไอทีระดับสูงให้แก่นักศึกษา ผ่านคอร์สการเรียนการสอนแบบปฏิบัติงานจริง พร้อมมอบโอกาสการฝึกงานในสายอาชีพด้านนวัตกรรมการศึกษาเพื่อดิจิทัล (Digital Educational Innovation)

โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมพิธีเพื่อลงนามในบันทึกข้อตกลง ซึ่งจัดขึ้น

ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร. สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดี ฝ่ายบริหาร รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นายเควิน เฉิง ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ และนายเจสัน เผิง รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้ความร่วมมือนี้ หัวเว่ยจะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และจัดหาทรัพยากรการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีเครือข่ายขั้นสูง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไอซีทีที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษของหัวเว่ย

นักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะได้รับการเรียนรู้ผ่านการสาธิตสถานการณ์การทำงานจริง ซึ่งจะนำมาซึ่งทักษะที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ผ่านอุปกรณ์เน็ตเวิร์กและทรัพยากรต่าง ๆ ในโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานด้านดิจิทัล นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการส่งเสริมทักษะด้านไอซีทีหลักของหัวเว่ยสองโครงการ คือ การแข่งขัน Huawei ICT Competition และงาน Huawei Job Fair ซึ่งพื้นฐานของความร่วมมือนี้มาจากความมุ่งมั่นระยะยาวของหัวเว่ยในการสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านไอซีทีอย่างลึกซึ้ง

ภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ หัวเว่ยยังได้มอบอุปกรณ์เราเตอร์ อีเธอร์เน็ต สวิตช์ และไวท์บอร์ดอัจฉริยะ IdeaHub เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ให้แก่ ศ. ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อใช้สนับสนุนการฝึกอบรมและบ่มเพาะสำหรับนักศึกษาด้านไอซีที สร้างอีโคซิสเต็มการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง

“หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตลอดจนภาคการศึกษาในภาคใต้” นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “เรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสริมศักยภาพให้นักศึกษามีความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เราจึงได้จัดตั้ง หัวเว่ย อาเซียน อะแคเดมี่ (ประเทศไทย) ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา ปั้นเด็กรุ่นใหม่ให้พร้อมเป็นบุคลากรที่มีความสามารถด้านไอซีทีในตลาดแรงงานระดับโลก”

“เรามีความยินดีที่ได้ลงนามในเอ็มโอยูฉบับนี้ ซึ่งผสานรวมการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าไว้ด้วยกัน การฝึกอบรมในลักษณะนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาจำนวนมาก ผู้เป็นกลไกสำคัญในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ” ศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าว “ผมขอขอบคุณหัวเว่ยที่ได้ช่วยจัดหาโอกาสการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาของเรา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านดิจิทัล เรามั่นใจเหลือเกินว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานไอซีทีที่มีทักษะระดับสูงและเปี่ยมศักยภาพให้แก่ประเทศไทยของเรา”

ภายใต้โครงการ หัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะขยายความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ร่วมกับภาคการศึกษาของไทยให้มากขึ้น เพื่อจับมือกันพัฒนาสภาพแวดล้อมที่รองรับความก้าวหน้า นวัตกรรมและคุณค่าใหม่ๆ สำหรับเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป รวมถึงเสาะหาบุคลากรที่จะมาช่วยประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น ประเทศไทย 4.0


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ” มุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Made to order มั่นใจผลงานผลิตสินค้าตู้สวิตช์บอร์ด เข้าเป้า!!

บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด หรือ (Precise Electro-Mechanical Works Co., Ltd.; PMW) ภายใต้สายธุรกิจ Power Distribution & Energy Management ในเครือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE ผู้นำด้านการพัฒนาไฟฟ้าและพลังงานอย่างครบวงจร ภายใต้ธรรมภิบาลและความเป็นมืออาชีพ

นายเกตินาท สัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด (PMW) เปิดเผยว่า “พรีไซซ มีสายงานผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร ที่มีประสบการณ์การออกแบบสินค้า ผลิต จัดจำหน่าย ทดสอบ ตรวจสอบ และซ่อมบำรุงผลิตภัณฑ์ตู้สวิตช์บอร์ด ตู้สวิตช์เกียร์ และโหลดเบรกสวิตช์ โดยบริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งผ่านการทดสอบเฉพาะจากสถาบันทดสอบชั้นนำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้การยอมรับ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายชิ้นส่วนโลหะ ตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มงาน โดยรองรับอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grids) จากความต้องการและปริมาณของกลุ่มลูกค้า Made to order สำหรับสินค้าตู้สวิตช์บอร์ด ที่มีปริมาณการสั่งผลิตเพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้พรีไซซฯ เห็นจุดแข็งสำคัญ ที่พรีไซซฯ ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลทางไฟฟ้า เช่น IEC, มอก. และ Type Test อีกทั้งโรงงานผลิตได้รับมาตรฐาน ISO9001 ด้านการจัดการคุณภาพ และ ISO14001 มาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอีกด้วย มีทีมงานที่มีทักษะและประสบการณ์พร้อมออกให้บริการ สำรวจหน้างาน ออกแบบ ผลิต ทดสอบที่โรงงาน ติดตั้ง ทดสอบก่อนใช้งานหลังติดตั้ง และบริการหลังการขาย แบบ Premium Service จากทีมงานมืออาชีพ ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม”

“ทิศทางต่อจากนี้ พรีไซซฯ ในสายงานผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรจะสามารถเติบโตอย่างโดดเด่น พรีไซซไม่รอช้าที่จะเดินหน้าเป็นผู้นำขยายฐานลูกค้าใหม่ให้รู้จักกลุ่มสินค้า Made to order ของพรีไซซฯ ให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตู้สวิตช์บอร์ด ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และสถานีไฟฟ้า ทั้งจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทฯเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” นายเกตินาท กล่าวปิดท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี เพิ่มทักษะการผลิตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ด้วยเทคโนโลยีการแปรรูป

ผศ.ดร.ปิยะรัชช์ กุลเมธี คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี กล่าวต้อนรับนางณิชารีย์ จตุรพิธพร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมอุตสาหกรรมชุมชน จังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงานการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้เครื่องมือเครื่องจักรเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป” พร้อมด้วยคณะผู้เข้ารับและเจ้าหน้าที่ กช.ศภ.9 กสอ. และเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2563 การฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในด้านเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ผ่านกลไกการให้บริการของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ITC และหน่วยงานเครือข่าย เช่น เครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย Spray Dryer เครื่องทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง Freeze Dryerเครื่องทอดสุญญากาศ Vacuum Fryer เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมการเพิ่มทักษะบุคลากรผ่านศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (Reskill) นั้น เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการยกระดับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน (ITC ชุมชน) ประจำปีงบประมาณ 2564 ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม 2563 ณ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานเครือข่ายการให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ทั้งนี้ มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว จังหวัดละ 2 กลุ่ม รวมจำนวน 40 คน เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง Mini ITC จังหวัด กับ ITC ภูมิภาค และสถาบันการศึกษา ร่วมดำเนินกิจกรรมโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรต่าง ๆ ให้กับบุคลากรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีทักษะในการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้ ขอบคุณข้อมูลจากนางสาวณัฏฐาพร เทียนดำ ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร

ขวัญฤทัย ข่าว/ณัฏฐาพร ภาพถ่าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บัณฑิตวิทยาลัย มจพ. รับมอบ “โดรน” เพื่อใช้งาน ณ อุทยานเทคโนโลยี

ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ผศ.ปรีชา อ่องอารี ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ พงศ์ธนาพาณิช รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิชาการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมพิธีรับมอบโดรน DJI รุ่น M600 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 2 ชุด อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล และกล่องโลหะสำหรับการขนถ่ายโดรน มูลค่า 300,000.00 บาท จากคุณอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ บริษัท SYSTRONICS จำกัด เพื่อใช้งาน ณ อุทยานเทคโนโลยี (Technology Park) ของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ณ ห้องประชุมปรมะ บัณฑิตวิทยาลัย ชั้น 12 อาคารนวมินทรราชินี มจพ.

ศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ พงศ์ธนาพาณิช รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยฝ่ายบริหารและวิชาการ บัณฑิตวิทยาลัย เปิดเผยว่า “โดรน” ที่ได้รับมอบเป็นโดรนที่มีขนาดใหญ่ สามารถบรรทุกภาระได้ประมาณ 6 กก และเป็นโดรนแบบ open platform ดังนั้น จึงเหมาะกับการนำมาต่อยอดงานวิจัยด้านการประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับ ส่วนในด้านความมั่นคงของประเทศและการบรรเทาสาธารณภัยนั้น จะมีการผสมผสานเทคโนโลยีด้านเซนเซอร์และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโดรนให้สามารถทำงานที่มีความเสี่ยงแทนมนุษย์ในอนาคต

นายอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ บริษัท SYSTRONICS จำกัด กล่าว่ว่า สำหรับเรื่องการบริจาคโดรนนี้ เริ่มจากได้พบกับอาจารย์สุทธิศักดิ์ มีแนวคิดนำโดรนไปพัฒนาด้านต่าง ๆ แต่หลัก ๆ คือ “การป้องกันประเทศ” เนื่องจากผมและอาจารย์เป็นกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ได้เจอกันที่นั่น มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นแล้ว “รู้สึกว่าอาจารย์มีวิสัยทัศน์โดรน ที่สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยได้หลากหลายซึ่งนำไปต่อยอดได้ ก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษและอยากเห็นงานวิจัยด้านโดรนของมหาวิทยาลัยและประเทศไทยมีความก้าวหน้า” เพราะที่ผ่านมาหลาย ๆ หน่วยงานทำแต่ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากเอกชน ซึ่งผมและภาคเอกชน อยากผลักดันให้ประเทศเป็นคู่แข่งหนึ่งที่สำคัญในอนาคต ของการใช้โดรนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ แต่ไม่ได้ใช้ในอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเดียว แอปพลิเคชันของโดรนใช้ได้หลากหลาย เช่น ตอนนี้มี PM 2.5 เราสามารถนำโดรนเข้าไปติดเซ็นเซอร์ที่เกี่ยวกับ PM 2.5 ก็ได้ เพื่อทำการวัด ทำโมเดล ทำแผนผังของฝุ่นที่เกิดขึ้นได้ด้วย เป็นต้น

จริง ๆ แล้วบริษัทมีความเชี่ยวชาญในด้านไอทีและด้านเทคโนโลยีมา 18 ปี ภารกิจหลักของบริษัทเรา คือ Digital Transformation (กระบวนการที่นำ Digital Technology มาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ) บริษัททำให้กับหน่วยงานภาครัฐบาลมาค่อนข้างมาก ซึ่งก็คือระบบเดิมที่เป็นระบบ Manual มาก่อน ทั้งด้านการพัฒนาซอฟแวร์ ระบบจัดเก็บต่าง ๆ จากที่เป็นระบบ Manual เป็นกระดาษ เรา Transform สู่ Digital ทั้งหมด จากที่เราใช้พื้นที่ในการเก็บเอกสารนั้น ปัจจุบันเราย่อเหลือแค่แทมเพสตัวเดียว ผู้บริหารใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตตัวเดียวทำงานที่ไหน ก็ทำงานได้ดีเช่นเดิมแต่มีความสะดวกสบายมากขึ้น กอปรกับบริษัทได้รับการจาก BOI ด้าน Enterprise Software และด้าน Digital Transformation ผลงานชิ้นสำคัญที่ได้ดำเนินไปแล้ว ก็จะมี การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ใช้โดรนเพื่อ Inspection สายส่ง รวมถึง โซล่าฟาร์ม (Solar Farm) โซลาร์พาแนล (Solar Panel) ซึ่งหน่วยงานทั้งสามใช้โดรนบริษัททั้งหมด

ปัจจุบันนี้ “โดรน” ยังเข้ามามีบทบาทเพื่อใช้การรังวัด แต่เดิมใช้โดรนขนาดเล็ก การรังวัดก็จะได้ปริมาณน้อยประมาณ 100 -200 ไร่ และใช้เวลานาน ซึ่งขณะนี้การใช้เทคโนโลยีภาคพื้นกับระบบโดรนที่มีความสมัยใหม่มากขึ้น ทำให้การรังวัดในยุคนี้ จะสามารถทำการรังวัดได้ถึง 10,000 ไร่ จากที่ใช้เวลาในประเมินเป็นเดือน ก็ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ช่วยประหยัดเวลาได้มาก บริษัทจะเน้น “โดรน” ในงานวิศวกรรมเป็นหลัก ไม่ใช้ในการถ่ายรูปทั่วไป และผลงานล่าสุดของบริษัทที่ให้บริการทางสังคม อาทิ เป็นทีมจิตอาสา 904 ภัยพิบัติ นำอากาศยานไร้คนขับ บินสำรวจไฟป่าในเขตจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัท หรือสอบถามโดรน ได้ที่ 0-2879-1127-9

ขวัญฤทัย ข่าว/วุฒิศักดิ์ ถ่ายภาพ


 

Exit mobile version