Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Smart Modular Data Center ให้ทุกพื้นที่เป็นดาต้า เซ็นเตอร์

[สิงคโปร์, 12 มีนาคม 2564] หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชันโมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อัจฉริยะ (Smart Modular Data Center) 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับการประมวลผลขนาดเล็กและการประมวลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing) ได้แก่ FusionModule500, FusionModule800 และ FusionModule2000 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ภายใต้พันธสัญญา “ทำทุกพื้นที่ให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์” โดยมีผู้นำและพันธมิตรรายใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมไอซีทีจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกร่วมในงานเปิดตัวทางออนไลน์

ในการกล่าวเปิดงาน นายแบรนดอน อู๋ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย เอเชียแปซิฟิก ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทำงานที่มีความยืดหยุ่นให้ทุกอุตสาหกรรมมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก นายอู๋ ยังได้พูดถึงเทรนด์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจากการใช้การประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

อันที่จริง การคาดการณ์ของตลาดชี้ให้เห็นว่า ภายใน 4 ปีข้างหน้า ร้อยละ 75 ของข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรจะเป็นการประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง ความต้องการในการติดต่อสื่อสารแบบเรียลไทม์จะผลักดันธุรกิจให้หาวิธีการที่จะสามารถประมวลผลข้อมูลได้ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือ เอดจ์ ดาตาเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก จึงได้รับความนิยมมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมและรูปแบบการใช้งาน

ภาคค้าปลีก: เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก จะติดตั้งในภายในร้านค้าปลีก เพื่อให้ผู้ขายสามารถลดช่องว่างในการขายระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

ภาคการผลิต: เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ติดตั้งในคลังกระจายสินค้า จะรองรับการบริหารจัดการปริมาณข้อมูลสินค้าคงคลังและการจัดส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ในโรงงานต่างๆ เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์จะบริหารจัดการข้อมูลที่มาจากตัวเซ็นเซอร์ รวมถึงระบบการสื่อสารต่าง ๆ ระหว่างอุปกรณ์ อันจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT)

ภาคโทรคมนาคม: สำนักงานกลางหลายแห่งของบริษัทโทรคมนาคมกำลังเปลี่ยนสภาพเป็นห้องประมวลผล และนำมาใช้เป็น เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อทำให้เน็ตเวิร์กมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากขึ้น

นายมาเอช โชวดารี่ สถาปนิกโซลูชันด้านผลิตภัณฑ์ แผนก Digital Power ของหัวเว่ย ได้แนะนำโซลูชันใหม่ที่ส่งตรงจาก Digital Power Innovation Experience Center ของหัวเว่ย นำเสนอการใช้งานจริงให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชม ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วย SmartLi Inside ซึ่งเป็นระบบสำรองไฟ (UPS) แบตเตอรี่ลิเธี่ยมอัจฉริยะของหัวเว่ย ที่ทำให้ห้องหรือพื้นที่ใด ๆ สามารถกลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ โดยหัวเว่ย โมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบให้มีพื้นยกระดับแบบเก่า ลดข้อจำกัดเดิมที่จะต้องวางในห้องที่มีเพดานสูง โดยให้ท่อแอร์ สายไฟฟ้า สายสื่อสาร มาจากด้านบนลงล่าง ทำให้อุปกรณ์สามารถใช้ได้กับห้องที่มีเพดานสูงเพียง 2.6 เมตร ซึ่งน้อยกว่าข้อจำกัดความสูงขั้นต่ำ 3 เมตรของดาต้าเซ็นเตอร์แบบเก่า

FusionModule2000 รองรับการออกแบบรูปแบบแถวเรียงเดี่ยว ด้วยการควบคุมทิศทางเดินของลมร้อนและลมเย็นที่ยืดหยุ่น และสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย ช่วยลดระยะเวลาการติดตั้งและใช้งานได้ราวร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับทางเลือกแบบเดิม ๆ

FusionModule800 รองรับระบบคูลลิ่งและไฟสำรองที่ติดตั้งในแร็คที่ประกอบสำเร็จ ทำให้สามารถติดตั้งที่ไซต์ได้เสร็จภายในสี่ชั่วโมง และเริ่มให้บริการได้ในเวลาเพียงสองวัน

FusionModule500 มาพร้อมการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์แบบตู้เดียว ที่มีการทำงานแบบสผานรวม โดยใช้เวลาในการติดตั้งเพียงสองชั่วโมง และเริ่มธุรกิจทางออนไลน์ได้ภายในสี่ชั่วโมง

ในงานเปิดตัว Smart Modular Data Center บริษัท เน็ตคราฟท์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (มาเก๊า) จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรของหัวเว่ย ได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกับหัวเว่ย นายเบนจิมาน หว่อง ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ของบริษัท ได้กล่าวว่า “ด้วยโซลูชันหัวเว่ย โมดูลาร์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญแบบโมดูลาร์ หรือสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ คือ ให้มองว่าทุกชิ้นส่วนก็เหมือนกับชิ้นส่วนของตึกเป็นบล็อก คุณสามารถที่จะสร้างปราสาทของคุณได้ด้วยการต่อชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน นอกจากนั้น คุณยังสามารถเพิ่มชิ้นส่วนเข้าไปได้อีกในอนาคตตามต้องการ หรือตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น”

พูดให้ง่ายคือ โซลูชั่น Smart Modular Data Center ของหัวเว่ย สร้างสรรค์มาให้เป็นตัวเลือกในอุดมคติสำหรับเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส สยายปีกเดินหน้าเปิดแฟรนไชส์ในไตรมาสแรก 2564 เพิ่มอีก 3 สาขาใหม่ จ.เลย ศรีสะเกษ นครสวรรค์ พร้อมชวนผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วไทยลงทุนแฟรนไชส์

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัลรีเทล ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ เดินหน้าเปิดสาขาเพิ่มในไตรมาสแรก 2564 อีก 3 สาขา และวางแผนเปิดสาขาเพิ่มอีกอย่างต่อเนื่องตลอดปี สำหรับสาขาที่เปิดเพิ่มในไตรมาสแรกนี้ ได้แก่ ออฟฟิศเมท พลัส สาขาเลย (แยกบิ๊กโฮม), สาขาศรีสะเกษ (คิงส์วัสดุ) และ สาขานครสวรรค์ (เยื้องซอยสวรรค์วิถี 18) ทำให้ปัจจุบันมีร้านแฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส รวม 11 สาขา หากรวมสาขาของออฟฟิศเมททั้งหมด จะเป็น 86 สาขาทั่วไทย

ออฟฟิศเมท พลัส เชิญชวนผู้ประกอบการท้องถิ่นทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาเป็นเจ้าของร้านแฟรนไชส์เพื่อต่อยอดธุรกิจและฐานลูกค้า B2B ของคุณ ด้วยโมเดลการขายเชิงรุกแบบ ออมนิแชแนลแฟรนไชส์ การันตีคุณภาพด้วยรางวัล “Franchise Shining Star” จากงาน Thailand Franchise Award 2020 ให้คุณติดสปีดความสำเร็จ สร้างรายได้ไม่สะดุดในทุกสถานการณ์! #การันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) สามารถเปิดร้าน พร้อมระบบการขายและการบริหารสต๊อค และสามารถจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และสินค้าเพื่อธุรกิจครบครันมากกว่า 60,000 รายการได้เท่าเทียมกับ ร้านออฟฟิศเมท ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2.9 ล้านบาท

ประกอบการและนักลงทุนที่สนใจแฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส สามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ โทร 099-128-5000 หรือ โทร 1281 กด 6 หรือพูดคุยผ่านช่องทาง Line Official Account : @OFM_Plus โดยผู้ประกอบการที่มีทำเลเปิดร้านได้ ในพื้นที่หัวเมืองหลักและรองที่มีศักยภาพสูงจะได้รับการพิจารณาอนุมัติเป็นแฟรนไชส์ได้อย่างรวดเร็ว เช่น จังหวัดชลบุรี สมุทรสาคร อยุธยา ระยอง ฉะเชิงเทรา นครปฐม นครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต สระบุรี ปราจีนบุรี ราชบุรี ขอนแก่น อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และอุดรธานี เป็นต้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Acrobat Pro ปรับปรุงฟังก์ชั่น e-Sign เพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทรานส์ฟอร์มงานเอกสารสู่ดิจิทัล พร้อมเข้าถึงลูกค้าดิจิทัลทุกที่ ทุกเวลา

ธุรกิจขนาดเล็ก และเอสเอ็มอีทั่วโลก จำเป็นต้องพลิกโฉมรูปแบบการดำเนินงานและปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเร่งด่วน ลองจินตนาการถึงร้านกาแฟเล็กๆ ที่ต้องเปลี่ยนมาให้บริการแบบ Contactless หรือโรงเรียนสอนโยคะที่ต้องสอนผ่านระบบออนไลน์ หรือโรงงานขนาดเล็กที่เป็นธุรกิจครอบครัวต้องหันไปใช้ช่องทางหารายได้ผ่านเว็บไซต์แบบไม่ทันได้วางแผน การแพร่ระบาดทำให้ธุรกิจนับล้านที่ใช้เอกสารกระดาษต้องปรับตัวไปใช้เอกสารดิจิทัลภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมักประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเวลาและเงินทุน เมื่อไม่นานมานี้เราได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจขนาดเล็ก 500 คนในสหรัฐฯ และข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจมีดังนี้:
• เทคโนโลยี เปรียบเสมือนเครื่องปั๊มหัวใจให้เอสเอ็มอีจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาด: ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีระบุว่า ระบบชำระเงินดิจิทัล (57 เปอร์เซ็นต์), เครื่องมือสำหรับการประชุมแบบเวอร์ชวล (54 เปอร์เซ็นต์) และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (52 เปอร์เซ็นต์) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของธุรกิจในปีที่แล้ว
• เปลี่ยน “เอกสารกระดาษ” เป็น “เอกสารดิจิทัล” สำหรับเอสเอ็มอีทำได้ แต่ต้องใช้เวลา: 86 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าต้องจัดการงานเอกสารกระดาษอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ และ 51 เปอร์เซ็นต์ต้องจัดการงานเอกสารกระดาษทุกวัน โดยเฉลี่ยแล้วผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องตรวจสอบและเซ็นชื่อในเอกสาร 16 ฉบับต่อสัปดาห์ และต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ย 6 วันในการตรวจสอบสัญญาหนึ่งฉบับ และมีผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีระบบจัดการสัญญาดิจิทัลร่วมกับผู้ขายและซัพพลายเออร์ รวมถึงการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์
• ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ความสำคัญ และเห็นโอกาสจากการปรับใช้เทคโนโลยี พร้อมวางแผนลงทุนเพิ่ม: ผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่า ธุรกิจขนาดเล็กจะใช้เงินลงทุนเกือบ 10,000 ดอลลาร์ในการจัดซื้อซอฟต์แวร์ (เช่น เครื่องมือดิจิทัล โซลูชั่น หรือแอป) ในปี 2564 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยเครื่องมือสำคัญที่สุด 5 ชนิดสำหรับเอสเอ็มอีได้แก่ ระบบชำระเงินดิจิทัล ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารดิจิทัล เครื่องมือ CRM และเครื่องมือสำหรับการทำงานจากที่บ้าน
• อ่านข้อมูลผลการสำรวจทั้งหมดได้ที่นี่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าขนาดเล็ก แน่นอนว่าคุณต้องบริหารงานหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง เนื่องจากงบประมาณในการจ้างทีม IT หรือฝ่าย HR ที่จำกัด ด้วยเหตุนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีจึงเริ่มมองหาโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ และเพื่อให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นการเร่งด่วน อะโดบีจึงได้เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว โดยโซลูชั่นที่ว่านี้ก็คือ Acrobat Pro พร้อมด้วยฟีเจอร์ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

โซลูชั่น all-in-one Acrobat นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบเอสเอ็มอีสามารถใช้ฟังก์ชั่น Adobe Sign ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับเครื่องมือ PDF ตอนนี้บริษัทขนาดเล็กสามารถใช้ประโยชน์จากเอกสารดิจิทัลในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานบนระบบดิจิทัล เข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และติดต่อสื่อสารอย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยฟีเจอร์ Adobe Sign จะช่วยรองรับการดำเนินการต่อไปนี้:

  • ฝังแบบฟอร์มสำหรับลูกค้าไว้บนเว็บไซต์อย่างง่ายดายโดยใช้เว็บฟอร์ม (webforms)
  • เรียกเก็บเงินผ่านระบบดิจิทัลโดยใช้ PayPal/Braintree
  • ใส่โลโก้และแบรนด์ไว้ในสัญญา และใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์
  • ใช้ฟอร์มฟิลด์ (form fields) ขั้นสูงสำหรับเวิร์กโฟลว์ของลูกค้าที่มีรายละเอียดมาก

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเวลาแต่ละนาทีที่หมดไปกับการทำงานจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะที่จริงแล้วควรจะใช้เวลาดังกล่าวสำหรับเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงได้ออกแบบโซลูชั่น Acrobat รุ่นล่าสุดให้มีอินเทอร์เฟซรูปแบบใหม่ สามารถใช้งานผ่านเว็บได้อย่างง่ายดาย โดยผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเองสามารถจัดการดูแลเครื่องมือดังกล่าวผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องจ้างบุคลากรด้านไอทีเพื่อติดตั้งและจัดการระบบ ไม่ต้องเสียเวลามากในการเรียนรู้วิธีการใช้งาน และไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก  นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ เช่น Microsoft Office 365, Google Workspace และอื่นๆ

Acrobat พร้อมด้วยฟีเจอร์ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงจะช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานในรูปแบบดิจิทัล และสามารถบอกลาปากกา กระดาษ และแสตมป์ไปอย่างถาวร คุณจะสามารถสร้างและแก้ไขเอกสาร PDF ประสานงานร่วมกับคนอื่นๆ และจัดการลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบวงจรในโซลูชั่นดิจิทัลแบบ all-in-one ที่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย โดยคุณไม่จำเป็นต้องสลับไปมาระหว่างแอปต่างๆ หรือผสานรวมโซลูชั่น PDF และโซลูชั่นลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกต่างหากเข้าด้วยกันเพื่อรองรับการทำงาน

และเนื่องจากเครื่องมือลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใน Acrobat ขับเคลื่อนด้วย Adobe Sign ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจขนาดเล็ก แบรนด์ระดับโลก และบริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 100 ดังนั้นธุรกรรมทุกรายการจึงมีความปลอดภัยและมีผลผูกพันตามกฎหมาย คุณสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับราคาของโซลูชั่นอื่นๆ ที่รองรับเฉพาะการเซ็นชื่อแบบอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว

ถ้ามีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตปีที่แล้ว หนึ่งในเรื่องดีๆที่ว่านี้คือ การที่ธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอีจำนวนมากสามารถเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เฉพาะปีที่แล้ว Acrobat และ Sign มีการเติบโตในอัตราเลข 3 หลัก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าบริษัททุกขนาดได้รับประโยชน์จากกระบวนการทำงานแบบ paper-free และในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการ 40 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าตนเองทำงานเอกสารในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นในปี 2563 เพราะเชื่อว่าเอกสารดิจิทัลมีความสะดวกรวดเร็วมากกว่าเอกสารกระดาษ ในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เราได้พยายามผลักดันกระบวนการทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) ในออฟฟิศมาโดยตลอด และตอนนี้เราอาจใกล้จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

มาเรียนรู้กันว่า Acrobat Pro พร้อมฟีเจอร์ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กของคุณประสบความสำเร็จในปี 2564 และในอนาคตข้างหน้าได้อย่างไร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซัสโก้ ร่วมแสดงความยินดี เปิดบริการ เคเอฟซี ไดร์ฟทรู ภายในปั๊มน้ำมัน “ซัสโก้ สาขาวัดยายร่ม”

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ (กลางขวา) กรรมการผู้จัดการ และ นายมาวีร์ สิมะโรจน์ (ริมขวา)รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดีกับ นายพีรพงศ์ มหาวงศนันท์ (กลางซ้าย) เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด [เคเอฟซี] ในโอกาสเปิด เคเอฟซี ไดร์ฟทรู โดยมี นางปราณี พงศ์พันธุ์สถาพร (ริมซ้าย) ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ สาขาวัดยายร่ม ให้การต้อนรับในการเปิดให้บริการ เคเอฟซี ไดร์ฟทรู ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาวัดยายร่ม ครั้งนี้ สะท้อนแนวคิด SUSCO Fuel Your Day เติมพลังให้วันของคุณ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับ เคเอฟซี ไดร์ฟทรู ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาวัดยายร่ม เปิดให้บริการอาหาร และเครื่องดื่ม ในรูปแบบ Drive Thru (ไดร์ฟทรู) เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้กับคนรุ่นใหม่ อีกทั้ง ยังเปิดให้บริการนั่งรับประทานภายในร้าน ด้วยบรรยากาศการตกแต่งที่ทันสมัยสวยงาม สามารถนั่งได้แบบชิลล์ๆ นับเป็น Rest Point (จุดแวะพัก) ที่ดีบนถนนพระรามสอง(ฝั่งขาออก) เหมาะกับให้ผู้พักอาศัยใกล้เคียง และผู้เดินทางไกลสู่ภาคใต้ของประเทศไทย แวะพักใช้บริการฝากท้องได้ที่ เคเอฟซี ไดร์ฟทรู สาขาใหม่ ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาวัดยายร่ม เปิดให้บริการทุกวัน 24 ชั่วโมง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมือง PM2.5

ช่วงนี้หลาย ๆ จังหวัดโดยเฉพาะในเขตเมืองของพื้นที่ภาคเหนือ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลาย ๆ จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่าปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ประชากรที่เสียชีวิตในโลก จำนวน 4.2 ล้านคนมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างมาก

โดยปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก ที่พบบ่อยเป็นลักษณะแบบ Particulate matter (PM) เป็นฝุ่นละอองที่มีทั้งของเหลวและของแข็ง ซึ่งเป็นโลหะพิษ (toxic compound) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) แขวนลอยในอากาศโดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น สารหนู (arsenic) ตะกั่ว (lead) แคดเมียม (cadmium) ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

โดยพบว่าฝุ่นละอองขนาด > 5 μm จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอ และลิ้น ไม่ลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ฝุ่นละอองที่มีขนาด 2.5 – 5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลม (trachea) และขั้วปอดส่วนต้น (bronchus) ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด (asthma) และ ในกรณีของฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอย (respiratory bronchiole) และ ถุงลม (alveoli) ได้

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศ
นพ.ยุทธนา อภิชาตบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่าจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ รายงานในปี 2561 ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึงยานพาหนะก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 μm (PM 2.5) โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน

กระบวนการวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ และดัชนีอากาศ
การรายงานระดับความรุนแรงของมลพิษในอากาศ จะรายงานเป็นภาพรวม โดยรวมเอา particulate matter (PM 10, PM 2.5), carbon monoxide (CO), ozone (O3), nitrogen dioxide (NO2) และ sulfur dioxide (SO2) มาคำนวณเรียกว่า Air Quality Index (AQI) โดย AQI ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 5 ระดับโดยระดับสูงสุด คือ AQI ที่มากกว่า 201 ขึ้นไป (ดูเทียบจากตารางที่ 2) และ ตารางที่ 3 ในเรื่องของค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยค่าเฉลี่ย PM 2.5 นั้น จะรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง โดยระดับที่เกิน 50 μg/m3 เป็นระดับที่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษหรือผู้มีโรคประจำตัวควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 โดยสีเตือนนั้นจะใช้สีส้ม และถ้าค่า PM 2.5 เกิน 90 μg/m3 สีเตือนเป็นสีแดง จะเริ่มมีผลเสียทางสุขภาพต่อประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด

ผลของฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อสุขภาพอนามัย
PM 2.5 นั้น ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM 2.5 ทำให้เกิด ROS และ RNS ภายในเซลล์ ทำให้ความแข็งแรงของเซลล์ ลดลงเกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และ ยังส่งผลทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบหืด (asthma) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) ปอดติดเชื้อ (pneumonia) โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น

ผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ (vascular endothelial dysfunction) ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย ส่วนผลของ ฝุ่นละอองกับการเกิดโรคมะเร็ง ฝุ่น PM 2.5 มีความเป็นพิษต่อยีน (genotoxic) โดยตรงทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย (DNA damage) โดยสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลางและ อื่น ๆ
แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทาง ด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า มาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาว ควรรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการ ลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm สามารถลงไปจนถึงถุงลมปอดก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ควบคุมการใช้ยานพาหนะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ทางเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรมที่ปล่อยควันเสีย เป็นต้น สำหรับประชาชนทั่วไปการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมาก ๆ เช่น ช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคมเพื่อลดโอกาสสูดเอาฝุ่นละอองดังกล่าวเข้าปอด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ศุภลักษณ์ อัมพุช’ ประธานฯ เดอะมอลล์ กรุ๊ป
คว้ารางวัล Women Leaders in AI ปี 2021

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 23 มีนาคม 2564: วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ได้ประกาศว่าคุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธาน กรรมการบริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน Women Leaders in AI ในปีนี้ คุณศุภลักษณ์เป็นคนแรกและคนเดียวจากประเทศไทย และหนึ่งในสองคนจากภูมิภาคอาเซียน ที่ได้รับเลือกร่วมกับสุดยอดผู้นำธุรกิจหญิงอีก 40 คน จาก 18 ประเทศทั่วโลก โดยคุณศุภลักษณ์ได้รับการยกย่องในแง่การเป็นผู้บุกเบิกนำ AI เข้าขับเคลื่อนทรานส์ฟอร์เมชันของธุรกิจ รวมถึงสร้างการเติบโตและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมค้าปลีก 

การยกย่องดังกล่าวเป็นการเชิดชูคุณศุภลักษณ์ในฐานะผู้นำที่นำเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการใช้เทคโนโลยีเอไอของไอบีเอ็มเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ และสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคล (personalized) ที่เหนือกว่า ให้กับลูกค้าของเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ โดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นกลุ่มธุรกิจรีเทลรายแรกของไทยที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและเทรนด์ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค และรับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์จากฐานข้อมูลการจับจ่ายที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึง M Card (ที่มีลูกค้ามากกว่า 4 ล้านราย) และโปรแกรม SCB M VISA (ที่มีลูกค้ามากกว่า 600,000 ราย)

ไอบีเอ็มริเริ่มโครงการ Women Leaders in AI ประจำปีขึ้น ในปี 2019 เพื่อเชิดชูสตรีที่เป็นผู้นำในการใช้ AI รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่หลากหลายในสาขาดังกล่าว และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันให้กับกลุ่มผู้ที่ได้รับรางวัล การยกย่องผู้นำแถวหน้าที่ผลักดันการพัฒนาและปรับใช้ AI ในวงกว้าง รวมถึงการได้เรียนรู้แนวทางการสร้าง AI ที่ครอบคลุม เที่ยงตรง และอธิบายได้ จากประสบการณ์ของผู้นำเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมต่างๆ กำลังมองหาแนวทางที่จะกลับมาฟื้นตัวอย่างยืดหยุ่นมากขึ้นหลังจากการแพร่ระบาด ผู้นำ 40 คนที่ได้รับการยกย่องในปี 2021 นี้ ได้รับการคัดเลือกโดยพิจารณาจากการที่พวกเธอใช้ AI เป็นตัวเร่งทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรและพนักงาน รวมถึงลูกค้าและประชาชนที่องค์กรเหล่านี้ให้บริการ 

“เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกค้าปลีกยุคใหม่ และเทคโนโลยีก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใน Winning Formula นี้” คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าว “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้องการเป็นจุดหมาย Retail-tainment Lifestore ที่มอบประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคลที่ไร้ขีดจำกัดให้กับทุกคนในครอบครัว ในทุกที่ ทุกเวลา และวันนี้ AI ก็เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้าของเราได้ ไม่ว่าลูกค้าจะมาเดินช็อปปิ้งในห้างฯ ช็อปปิ้งออนไลน์ที่บ้าน หรือผ่านสมาร์ทโฟนก็ตาม

“AI ถือเป็นด่านหน้าของการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ และวันนี้ ผู้นำสตรีของเราก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่หลากหลาย ที่จุดประกายและผลักดันการใช้ AI อย่างก้าวกระโดดในทุกอุตสาหกรรม” คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าว “แม้ว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะทำให้ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่ความสำเร็จและตัวอย่างการนำ AI มาใช้อย่างสร้างสรรค์ของผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนก้าวข้ามผ่านความท้าทายและประสบความสำเร็จในปี 2021 ไปด้วยกัน”

ตั้งแต่ความพยายามในการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงการทุ่มเทในโครงการต่างๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ได้รับรางวัลในปี 2021 นี้ ได้สะท้อนให้เราเห็นถึงแนวทางในการนำความก้าวหน้าด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ รวมถึงความก้าวล้ำของระบบออโตเมชันและ AI ที่เชื่อถือได้ มาปรับใช้เพื่อช่วยคาดการณ์ผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้กระบวนการทำงานมีความอัตโนมัติมากขึ้น และขับเคลื่อนประสิทธิภาพใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยสามารถอ่านเรื่องราวของผู้นำสตรีเหล่านี้เพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/watson/women-leaders-in-ai เพื่อเรียนรู้ว่าพวกเธอใช้ AI เข้าช่วยทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างไร และได้รับบทเรียนระหว่างทางอย่างไรบ้าง 

ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันและบริการ AI ชั้นนำของโลก ไอบีเอ็มได้ผสานนวัตกรรมใหม่ๆ จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็มสู่ IBM Watson อย่างต่อเนื่อง ในสาขาที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) การสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือ และระบบอัตโนมัติต่างๆ ไอบีเอ็มได้รับเลือกให้เป็น ผู้นำใน Gartner Magic Quadrant for Cloud AI Developer Services เดือนกุมภาพันธ์ 2021 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำในรายงาน Gartner Magic Quadrant ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้อีกสองฉบับ ได้แก่ Magic Quardrant for Data Integration Tools เดือนสิงหาคม 2020 และ Magic Quadrant for Data Science and Machine Learning Platform เดือนมีนาคม 2021

เกี่ยวกับ IBM Watson

Watson เป็นเทคโนโลยี AI สำหรับธุรกิจของไอบีเอ็ม ที่ช่วยให้องค์กรสามารถคาดการณ์และวางแผนผลdkiดำเนินการในอนาคตได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้กระบวนการที่ซับซ้อนเป็นไปโดยอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ชั่วโมงการทำงานของบุคลากร Watson ได้รับการพัฒนามาจากโครงการของศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการทดลอง จนเป็นผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานเทคโนโลยีแบบเปิดที่องค์กรสามารถสเกลการใช้งานได้ทุกที่ในปัจจุบัน วันนี้ Watson ถูกนำไปใช้โดยแบรนด์ชั้นนำระดับโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม จากการทำงานร่วมกับลูกค้ากว่า 40,000 ราย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/watson


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผงาด คว้าแชมป์บริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกประเดิมปี 64

กรุงเทพฯ 19 มีนาคม 2564 – ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น โชว์ผลงานโดดเด่นก้าวข้ามปี 63 อย่างมั่นคง ด้วยดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ประเดิมด้วยปฐมบทพิสูจน์ความสำเร็จ เปิดปี 64 ด้วยการก้าวสู่เบอร์ 1 ของโลกในการเป็นองค์กรที่ยั่งยืนที่สุด สะท้อนจุดยืนที่มุ่งมั่น พร้อมดันแผนเชิงรุกช่วยองค์กรทั่วโลกก้าวสู่ความยั่งยืนด้วยแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิด EcoStruxure มุ่งสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านดิจิทัลอย่างเต็มตัว หนุนคู่ค้าและลูกค้า เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

แม้ปี 2563 เป็นปีที่ยากลำบากในการดำเนินธุรกิจรวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คน เนื่องจากวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ก็สามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารก้าวไปสู่จุดยืนของการเป็นบริษัทด้านพลังงานและออโตเมชั่นระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยผลการดำเนินงานในระดับที่ยอดเยี่ยม นับเป็นการสวนกระแสตลาด โดยสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางธุรกิจของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ตอบรับแนวโน้มโลกอนาคตได้อย่างชัดเจน ใน 3 ธีมหลัก คือ การสร้างความยั่งยืน สร้างประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Sustainability, Efficiency, Resilient) ให้กับธุรกิจ
สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สำหรับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราปรับมุมมองและรับมือกับวิกฤต โดยการเร่งการเข้าสู่โลกดิจิทัลได้เร็วขึ้นในทุกๆ กิจกรรม จะเห็นได้ว่า ‘ดิจิทัลอยู่ในทุกที่’ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในระดับครอบครัวผ่านแอปพลิเคชัน หรือการทำงานจากที่บ้าน Work From Home และการปรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือแม้กระทั่งงานแถลงข่าวในวันนี้ เหล่านี้ล้วนเป็นการสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ วิกฤตไม่ทำให้เราหยุดพัฒนา ในทางกลับกัน เราต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้พร้อมก้าวสู่โลกแห่งอนาคตได้เร็วขึ้น”

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นับเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งธุรกิจของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 2 ด้านหลักๆ ได้แก่ การจัดการพลังงาน (Energy Management) และ ระบบออโตเมชั่น สำหรับอุตสาหกรรม (Industry Automation) ด้วยโซลูชั่นและสถาปัตยกรรมแบบเปิด EcoStruxure ที่รองรับการใช้งาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบโดยให้บริการลูกค้าใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และระบบโครงสร้างพื้นฐาน
สเตฟาน เผยต่อว่า “สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปี 2563 เรามีผลประกอบการทั่วโลกอยู่ที่ 25 พันล้านยูโร เป็นปีที่เราร่วมฟันฝ่าวิกฤตไปพร้อมลูกค้า และเป็นปีที่น่าจดจำที่สุด โดยเราได้ทำภารกิจและมีผลงานที่โดดเด่น ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์ในหลายส่วนด้วยกัน ทั้งในส่วนของผลการดำเนินงาน ที่นับว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรมของเรา และทำให้เราได้รับการยอมรับอย่างมากจากกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก เราได้เร่งดำเนินการตามลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเรา ที่ช่วยสร้างความสำเร็จ ได้แก่ การเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ เราได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำรายใหญ่ในหลากหลายธุรกิจ ที่ให้ความไว้วางใจใช้โซลูชั่นด้านดิจิทัลจากเราด้วยความเชื่อมั่น อาทิ อีสท์วอเตอร์ กรุ๊ป ในการก้าวสู่การเป็น Smart Water ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล ยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม และ เด็กซ์ตร้า แมนนูแฟคเจอริ่ง บริษัท OEM ด้านการผลิตเครื่องจักรรายใหญ่ นอกจากนี้ธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เองก็มีการขยายเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า” และที่นับเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำ และเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มีต่อความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี คือการที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเบอร์ 1 ของโลกในการเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดประจำปี 2564 (2021 Global 100 Most Sustainable Corporations) จัดทำโดย Corporate Knights นับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จากอันดับที่ 29 ในปี 2563 สู่อันดับหนึ่งในเวลาเพียงหนึ่งปี นับเป็นบทพิสูจน์ ในเรื่องของความมุ่งมั่นที่มีมายาวนานในการรับมือกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ในช่วงปี 2563 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้วางแผนเตรียมการสำหรับอนาคต โดยได้มีการซื้อบริษัทหลายแห่ง เพื่อมาช่วยต่อยอดศักยภาพด้านการจัดการพลังงานและโซลูชันซอฟต์แวร์ ที่ช่วยเติมเต็มรูปแบบการดำเนินงานในอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเรียกว่า “4x Integration” ซึ่งเป็น

แนวคิดสำคัญของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อันประกอบไปด้วย
1) Energy and Automation การผสานรวมกันของระบบพลังงานและระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Digital Transformation
2) End Point to Cloud การเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ โดยใช้โซลูชัน EcoStruxure ตั้งแต่ในพื้นที่โรงงาน หรือจุดที่ใช้งานไปยังคลาวด์
3) Design & Build to Operate & Maintain คือ ระบบการทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการสร้าง การใช้งาน และการบำรุงรักษา
4) Site by Site to Integrated Company Management เป็นความสามารถในการบริหารจัดการผ่านศูนย์ปฏิบัติการแบบครบวงจร ซึ่งจะเชื่อมต่อไซต์งานทั้งหมดขององค์กร เข้ากับระบบการจัดการแบบบูรณาการได้จากจุดเดียว

นอกจากนี้ ในปี 2564 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้เร่งดำเนินการบริการด้านความยั่งยืน เพื่อทำให้ลูกค้ามั่นใจในการเป็นที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือในด้านความยั่งยืน เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลได้ ตลอดจนการวางกลยุทธ์และการดำเนินการ ซึ่งการบริการด้านความยั่งยืนดังกล่าว หมายถึง การซื้อพลังงานในนามของลูกค้า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค การประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยคาร์บอน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กำลังสร้างความสามารถที่ไม่เหมือนใครให้กับลูกค้า ในการแปลงระบบวงจรทั้งหมดให้เป็นดิจิทัลในด้านการจัดการพลังงานสำหรับ อาคาร อุตสาหกรรมและระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

สเตฟาน เผยถึงกลยุทธ์ในปีนี้ว่า “เรามีพันธกิจและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก นั่นคือ การช่วยสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงาน ใช้พลังงานและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทุกคน ใน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On และเรากำลังเข้าสู่ปี 2564 นี้ ด้วยบรรยากาศของความแข็งแกร่ง เราจะใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นในเชิงบวกของเรา มาผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยกลยุทธ์ที่เราเรียงลำดับความสำคัญได้แก่ ลำดับที่ 1 คือดิจิทัลในทุกๆ ที่ ลำดับที่ 2 คือ การเติบโตไปพร้อมๆ กับพันธมิตรของเรา ลำดับที่ 3 คือ กลยุทธ์ผลักดันส่งเสริม ดิจิทัลพาร์ทเนอร์ เพื่อความยั่งยืนและเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับลูกค้า ลำดับที่ 4 คือ การเร่งขยายการบริการของเรา ลำดับที่ 5 คือ การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนต่อเนื่องไป”

ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังมีพันธสัญญาใหม่ในระดับโลกอีก 6 ประการ ที่มุ่งมั่นสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายให้ได้ในสิ้นปี 2583 เพื่อสร้างความอย่างยั่งยืนให้กับโลกที่เราอยู่ ด้วยการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส
จุดยืนของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เบื้องหลังความสำเร็จในปี 2563 และวิสัยทัศน์ในอนาคต เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นในการก้าวต่อไปอย่างมุ่งมั่น นำการพัฒนาดิจิทัล ร่วมกันไปกับคู่ค้าและลูกค้า ด้วยนโยบายที่ยึดมั่น ยืนหยัดในการสร้างความยั่งยืนในแบบก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของทุกคน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนียมุ่งมั่นสู่การลดคาร์บอน

สแกนเนีย เผยหลัก 3 ประการ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน (Driving the shift towards a sustainable transport system) แม้สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกยังคงส่งผลกระทบธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายด้านสู่ความยั่งยืนยังคงเดินหน้าต่อไป

นายโจฮัน คลาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดและหัวหน้างานด้านความยั่งยืน บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2564 คาดว่าจะเป็นปีที่ยากลำบากของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 แต่ “สแกนเนีย” ผู้ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่จากสวีเดน จะยังคงไม่ทิ้งเป้าหมายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน ด้วยผลิตภัณฑ์ งานบริการ และเทคโนโลยีที่มีความพร้อมสำหรับธุรกิจลูกค้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนของประเทศไทย ด้วยการนำหลักการขนส่งที่ยั่งยืน 3 ประการ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งในระดับต่าง ๆ ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ซึ่งหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ช่วยทำให้ใช้พลังงานน้ำมันสำหรับการเผาไหม้น้อยลง เมื่อเผาไหม้น้อยลงก็ปล่อยมลพิษน้อยลงไปด้วย แน่นอนว่าต้นทุนขนส่งก็ลดลงไปด้วย เป็นการช่วยเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจไปพร้อมกัน 2. เชื้อทางเลือกและพลังงานไฟฟ้า (Alternative Fuels and Electrification) โดยการพัฒนาการรองรับพลังงานทางเลือกและรถพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าสามารถลดปริมาณการปล่อยมลพิษได้อย่างชัดเจนและ 3.การขนส่งที่ชาญฉลาดและปลอดภัย
(Smart and Safe Transport ) โดยสแกนเนียได้พัฒนาระบบการขนส่งอัจฉริยะและปลอดภัย เพราะนักขับคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในธุรกิจขนส่ง ระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้ขับขี่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยลดอุบัติเหตุบนสังคมท้องถนนแล้ว ยังช่วยบริหารธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งทั้ง 3 หลักการด้านการขนส่ง จะสามารถช่วยให้ระบบขนส่งของเราสะอาดปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายโจฮัน กล่าวว่า “ตามความตกลงปารีส ปี 2559 มีหลายประเทศได้ร่วมลงนามกับองค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้สแกนเนียมุ่งมั่นอย่างมากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนให้ทุกคนจริงจังกับความยั่งยืน เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป สภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ฝุ่น PM 2.5 รวมถึงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ล้วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตทางธรรมชาติ

“จุดประสงค์ของสแกนเนีย คือการผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนมากขึ้นไม่ว่าเราจะอยู่ในยุโรปหรือไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม และมากกว่าร้อยละ 25 ของไอเสีย คาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดมาจากอุตสาหกรรมการจราจรและระบบการจราจรขนส่งทางบก โดยเรามุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” นายโจฮัน กล่าว

ดังนั้นเพื่อเข้าสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนในแต่ละปีสแกนเนีย จึงได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนาเพื่อความยั่งยืนพร้อมกับเพิ่มศักยภาพธุรกิจขนส่งให้กับลูกค้า แม้ในสถานการณ์โควิด-19 จะมีความรุนแรงต่อเนื่องยาวนาน แต่การดำเนินงานสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือและทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อคงความเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสนับสนุนให้ลูกค้าของเราสามารถสร้างความแตกต่าง โดยการทำตลาดและให้บริการไปพร้อมกับธุรกิจที่ยั่งยืนโดยใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของสแกนเนีย

นายโจฮัน ยังให้ความเห็นว่า การขนส่งที่ยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าและโอกาสให้กับผู้ประกอบการขนส่งได้ พร้อมกับการลดมลพิษ จากที่ปัจจุบันการตั้งเป้าหมายการลดมลพิษเพื่อความยั่งยืน เป็นเรื่องที่บริษัทชั้นนำหลาย ๆ บริษัทมีอยู่ในแผนพื้นฐานทางธุรกิจ และสแกนเนียมีผลิตภัณฑ์และบริการที่พร้อมจะตอบโจทย์เหล่านั้นได้ “เรามีรถที่ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมงานบริการที่มีคุณภาพและระบบที่ช่วยวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการขนส่งให้ดียิ่งขึ้น ให้ความยั่งยืน กับกำไรในธุรกิจดีขึ้นไปด้วยกัน”

ทั้งนี้เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา สแกนเนียได้เปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สามารถเดินทางได้ไกลสูงสุดถึง 250 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรถบรรทุกไฮบริด นอกจากนี้ ยังเปิดตัวเครื่องยนต์ V8 ใหม่ ที่พัฒนาให้มีกำลังสูงขึ้น แต่ปล่อยมลพิษน้อยลง ในตลาดยุโรปและอเมริกาใต้ แสดงให้เห็นว่าแม้ต้องประสบกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แต่สแกนเนียไม่หยุดการพัฒนาด้านการขนส่งที่ยั่งยืน “ประเทศไทยมีทรัพยากรที่ดีสำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างไบโอดีเซล เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม” และในปีเดียวกันสแกนเนียสามารถบรรลุการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Science Based Targets initiative (SBTi) ได้สำเร็จ ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้คือการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากภายในองค์กรลงให้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนในปี พ.ศ.2558


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรมคุมประพฤติ เชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งผลงานประกวดหนังสั้น “โอกาสที่สังคมมอบให้” เพื่อร่วมสร้างสรรค์ ช่วยเหลือผู้กระทำผิด ได้กลับคืนสู่สังคม

โครงการประกวดหนังสั้น “โอกาสที่สังคมมอบให้” เปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษา มีเวทีให้ฝึกฝีมือ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานผ่านการทำหนังสั้น เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความตระหนักให้สังคมเกิดความเข้าใจ ยอมรับ ให้โอกาสผู้กระทำผิด กลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท นอกจากนั้นผลงานของผู้ประกวดที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจะได้ฉายในโรงภาพยนตร์อีกด้วย

สมัครได้ที่อีเมล์ dopsfc21@gmail.com หรือ Google Form
https://forms.gle/eBNGHsfyLpni9jGW7

ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมคุมประพฤติ www.probation.go.th หรือสอบถาม โทร 093-4283636 ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 เมษายน 2564

คุณสมบัติของผู้สมัคร
– นักเรียน,นิสิต,นักศึกษา ในสถาบันการศึกษาต่างๆ หรือประชาชนทั่วไป ผู้มีสัญชาติไทย
– ไม่จำกัดเพศ
– อายุไม่เกิน 25 ปี
– สมัครแบบทีม ทีมละ 2-5 คน

รางวัลการประกวด
– รางวัลชนะเลิศ
150,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

– รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
100,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
50,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

– รางวัลชมเชย 2 รางวัลๆ ละ
20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

– รางวัล Popular Vote 1 รางวัล
20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลสนับสนุนทีมที่ผ่านเข้ารอบ 15 ทีม จะได้รับรางวัลจำนวนเงิน 15,000 บาท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดแล้ว ! LOGOS แห่งแรกในประเทศไทย เอาใจสายแคมปิ้ง

Logos (โลกอส) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์แคมปิ้ง และเอาท์ดอร์ แบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น
นำสินค้ามาให้เลือกสรร สัมผัส ลองใช้งานจริง พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ตลอดเดือนมีนาคม

Logos Thailand เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ที่โซน Men’s Wear ชั้น3 ห้างฯ สยามทาคาชิมาย่า ศูนย์การค้า ไอคอนสยาม
พร้อมโปรโมชั่น ลด 10% ทันที เมื่อซื้อสินค้า 2 ชิ้นขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้-31มีนาคม 2564

ทาง Logos Thailand ได้มองเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยให้ความสนใจกับกิจกรรมการออกไปตั้งแคมป์ หรือ เอ้าท์ติ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะในรูปแบบของการท่องเที่ยวหรือพักผ่อน ทั้งแบบเดี่ยว คู่รัก แก๊งค์เพื่อน รวมทั้งแบบครอบครัว ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

การออกแคมป์ในประเทศญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบอุปกรณ์แคมปิ้งของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความสะดวกสบายขนาดกะทัดรัด และ รูปแบบทันสมัย

ซึ่งทาง Logos ได้ให้ความสำคัญกับการออกแคมป์และพัฒนาสินค้า ให้ตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น สินค้าของเราจึงมีความทันสมัย ใช้งานง่ายและแข็งแรงทนทาน ทำให้แบรนด์ Logos เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่แคมเปอร์ชาวญี่ปุ่น

Logos ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศญีปุ่น ในปี 1928 ภายใต้แนวคิด “Enjoy Outing” เพื่อเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับผู้คน
เราจึงมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์อุปกรณ์แคมปิ้ง โดยให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครอบครัว
และพร้อมที่จะพัฒนาให้เป็นแบรนด์สำหรับทุกคน

โลโก้ใบเมเปิ้ล
เราอยากให้ทุกคนสัมผัสถึงความสุข และความสนุก จากกิจกรรมเอาท์ดอร์ ในแบบที่ไม่เหมือนใคร และเราหวังว่าความตั้งใจนี้ จะสื่อผ่านใบเมเปิ้ล ไปสู่คนทั่วโลก ดังเช่นเส้นใยบนใบเมเปิ้ล

สินค้าของ Logos มีความหลากหลายตั้งแต่อุปกรณ์พื้นฐานในการตั้งแคมป์ ไม่ว่าจะเป็น เต๊นท์ เก้าอี้สนาม โต๊ะพกพา รถเข็น ไปจนถึงอุปกรณ์ประกอบอาหาร เช่น เตาปิ้งย่าง ที่ทำแซนด์วิช ที่ทำวาฟเฟิล เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เก็บความเย็นชนิดพิเศษ และอื่นๆอีกมากมาย

สถานที่จัดจำหน่าย : โซน Men’s Wear ชั้น3 ห้างฯ สยามทาคาชิมาย่า ศูนย์การค้า ไอคอนสยาม
เปิดบริการทุกวัน 10:00-22:00
เยี่ยมชมเว็บไซต์: www.logos-thailand.com
Facebook & IG : logosthailand.official
Shopee & Lazada Shop : LogosThailand


 

Exit mobile version