Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พรีไซซ” ส่ง Solid Dielectric Load Break Switch สู่ตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด หรือ PMW ภายใต้สายธุรกิจ Power Distribution & Energy Management ในเครือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE ผู้นำด้านการพัฒนาไฟฟ้าและพลังงานอย่างครบวงจร ภายใต้ธรรมาภิบาลและความเป็นมืออาชีพ เดินหน้ายกระดับนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ส่งสินค้า Solid Dielectric Load Break Switch ที่ปราศจากการใช้ก๊าซ SF6 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายเกตินาท สัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด (PMW) เปิดเผยว่า “พรีไซซมีสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากมาย และ สินค้า Solid Dielectric Load Break Switch (SLBS-24) คือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่คิดค้นและพัฒนาเพื่ออนาคต รองรับการเปลี่ยนแปลง และกระแสการรักษ์โลก ที่มุ่งเน้นสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำ โดยผลิตภัณฑ์นี้เป็นสวิตซ์ตัดตอนไฟฟ้าแรงสูง ใช้ควบคุมระบบจำหน่ายไฟฟ้ากระแสสลับสามเฟส 24 กิโลโวลต์ สามารถเปิด-ปิด ขณะที่มีกระแสโหลดไหลผ่านได้ เหมาะสำหรับติดตั้งในระบบจำหน่ายกำลังไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงได้ยากและพื้นที่ที่มีการเปิด-ปิดวงจรบ่อยครั้ง โดยหน้าสัมผัสของสวิตซ์ถูกบรรจุอยู่ในกระบอกสูญญากาศ ใช้ความเป็นสูญญากาศในการดับอาร์คทดแทนระบบเดิมที่ใช้ก๊าซ SF6 ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ทำให้ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เรามีเป้าหมายผลิตและส่งสินค้าออกสู่ตลาด นอกจากเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำความสามารถของบริษัท ที่สามารถผลิตและจำหน่ายโดยคนไทยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งภาคเอกชนและภาครัฐได้แน่นอน”

“Solid Dielectric Load Break Switch ของพรีไซซ พรีไซซได้ออกแบบภายใต้มาตรฐานสากล IEC 62271 -103 และ IEC 62271 -1 และปราศจากการใช้ก๊าซ SF6 เนื่องจาก SLBS-24 ใช้ความเป็นสูญญากาศทดแทนในการดับอาร์ค ทำให้ SLBS-24 เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต้องการการบำรุงรักษาน้อยลง สินค้ามีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา SLBS-24 ผ่านการทดสอบจากห้องทดสอบของพรีไซซ รวมถึงผ่านการรับรองจากสถาบันทดสอบ KERI ประเทศเกาหลีใต้ ทำให้มั่นใจได้ว่า SLBS-24 มีความน่าเชื่อถือ ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สามารถเป็นสินค้าแห่งอนาคตที่ตอบโจยท์เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามนโยบายของบริษัท ที่มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริการที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมาตลอด 37 ปี” นายเกตินาทกล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดูรายละเอียด หรือสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://preciseproducts.in.th/ LINE: https://lin.ee/1T37XR1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DPU จับมือ IBERD จัดเสวนาหัวข้อ “ธุรกิจในยุคดิจิทัลเปลี่ยนโลก”

DPU จับมือ IBERD จัดเสวนาหัวข้อ “ธุรกิจในยุคดิจิทัลเปลี่ยนโลก” เปิดเวทีสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างเครือข่ายธุรกิจนวัตกรรมรุ่นใหม่ สู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) จัดงานสัมมนาธุรกิจและเศรษฐกิจออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “Gateway of Digital Disruption on Economic and Business InnovationTransformation in CLMVT + China +India” โดยดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 11 ปีแห่งการก่อตั้ง มูลนิธิฯ IBERD และเพื่อเปิดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนแนวความคิดจากแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ อันจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักธุรกิจรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างเครือข่ายในภาคธุรกิจและสังคม ในประเทศ CLMVT จีนและอินเดีย

ทั้งนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาและประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Digital Disruption on Economic and Business Innovation Transformation in Next Decade” โดยมีวิทยากรร่วมในงานเสวนา ประกอบด้วย ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ รองประธานIBERD นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองประธานIBERD ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสารกรรมการบริหารIBERD และ ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ DPUและมี วีณารัตน์ เลาหภคกุล เป็นพิธีกรดำเนินรายการพร้อมด้วยนางนที ชวนสนิท ผู้อำนวยการบริหาร IBERD กล่าวในพิธีปิด ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ อาคาร 7 ชั้น 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ดร. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา และประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของการก่อตั้ง IBERDว่า เป็นการนำหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ไปสู่ผลปฏิบัติในทางพาณิชย์ สำหรับการทำความร่วมมือด้านวิชาการกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำที่เน้นในเรื่องของธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการประเภทเริ่มต้น หรือ Start Up และการทำธุรกิจกับต่างประเทศนั้น จะเป็นการสร้างความผสมผสานและบูรณาการระหว่างเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และธุรกิจ ที่ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังร่วมมือกันขยายขอบข่ายทางการศึกษาไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนเหนือ คือ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือ กลุ่ม CLMVด้วย

พร้อมกันนี้ ดร. สถิตย์ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ digital เปลี่ยนแปลงโลก ในการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s Digital Disruption on Economic and Business Innovation Transformation in Next Decadeไว้ว่า เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันกำลังอยู่ในยุคการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่ Digitalจะเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจสังคม digital การส่งเสริมความสำคัญของ Digital ได้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ เช่น โครงการ One Country One Platform ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเชื่อมต่อข้อมูล Big Data ซึ่งกันและกันในหนึ่ง Plat form เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงความพยายามให้สถาบันการศึกษามีการเรียนการสอนที่เน้น Digital และสร้างบัณฑิตในอนาคตให้มีทักษะที่จำเป็น 3 ทักษะ คือ ทักษะด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน ทักษะการเงิน การบัญชีและการลงทุนขั้นพื้นฐาน และทักษะ Digitalซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้การศึกษายุคนี้ยังต้องตอบสนองโลกของDigital เช่น การเปิดหลักสูตรเรียนฟรี ผ่านระบบออนไลน์ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหนและเวลาใดก็ได้ ดังนั้นหากใครยังไม่ปรับตัวไปตามDigital ที่กำลังจะเปลี่ยนโลก Digital ซึ่งกำลังเป็นศูนย์กลางทางความคิด ความรู้ เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ก็จะไม่สามารถดำรงคงอยู่ในโลกอนาคตนี้ได้

ด้าน ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้แสดงความเห็นในเรื่อง Prospects for Education in Digital Transformation and Economy ไว้ว่าทุกประเทศมีการระบุนโยบายการพัฒนาการศึกษาในแผนการพัฒนาประเทศ ในประเทศไทย นโยบายด้านการพัฒนาการศึกษาล่าสุดมาพร้อมกับนโยบายด้าน Industry 4.0 และ Digital Transformation ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีการพัฒนาในด้านการสร้าง Innovation ที่ใช้ประโยชน์จาก Digital Technology สถาบันการศึกษาต้องพัฒนานักศึกษาให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพและสามารถสร้าง Productivity นอกจากนี้นักศึกษาควรมี Digital Literacy Skills ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก Digital Technology ได้ตรงจุด รวมทั้งมีความสามารถคิดวิเคราะห์ ปรับตัวและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ขณะนี้การเรียนการสอน ระดับมัธยมและระดับอุดมศึกษา ในประเทศไทย ได้บรรจุหลักสูตรที่เรียกว่า STEM Education โดยหลายแห่งมีการเพิ่มในส่วนของ Entrepreneurship หรือทักษะการเป็นผู้ประกอบการเข้าไปด้วย เพื่อสร้างคนให้มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และปรับตัวได้ไว

นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศจะเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะถือเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ที่สำคัญ ดังนั้น อยากให้มองว่าเรามีจุดแข็ง หรือ เก่งด้านใดที่สามารถช่วยให้เราคว้าโอกาสที่มีอยู่ในสังคมและเศรษฐกิจโลก เราจะต้องนำจุดแข็งนั้น มาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และนำนโยบายดังกล่าว มากำหนดแผนหลักในการพัฒนาคนเพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะพัฒนาการศึกษาได้ ต้องเชื่อมโยงกระบวนการพัฒนาความรู้ และ Innovation กับ ประเทศที่โดดเด่นด้านนี้ โดยสามารถสร้างความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับมหาวิทยาลัยนานาชาติ เช่น ประเทศจีนและอินเดีย ที่มีความโดดเด่นในด้าน Technology และ Engineering เช่น เรื่องของ Blockchain และ AI โดยผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร การทำวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน

ดร.พัทธนันท์ กล่าวในตอนท้ายว่า การพัฒนา IT Infrastructure ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากทุกพื้นที่เข้าถึงอินเทอร์เนตสาธารณะได้ จะช่วยเปิดโอกาสให้คนไทยมีโอกาสค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะความรู้นอกห้องเรียน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในปัจจุบันมี Content ออนไลน์มากมายที่เข้าถึงได้ฟรี แต่ Content ส่วนใหญ่ มีเนื้อหาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นเพื่อให้สามารถเข้าใจ Content เหล่านั้นได้ การพัฒนาความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรเร่งผลักดันเช่นกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิว สเปซ รุดหน้าเพิ่มพลังการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติ หลังบีโอไอไฟเขียวอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน

“บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ ของไทย ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในชั้น A1 ซึ่งเป็นชั้น สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ประเภทกิจการผลิตหรือซ่อมอากาศยาน หรือ อุปกรณ์เกี่ยว กับอากาศ โดยทางมิว สเปซ ได้ใช้การผลิตชิ้นส่วนดาวเทียม ขนาดเล็กเพื่อยื่นขอการ ส่งเสริมแผนการลง ทุน ด้วยเป้าหมายที่ต้องการผลักดันประเทศไทย ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศอย่างจริงจัง แผนการลงทุน ของมิว สเปซ จึงมุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ เครื่องจักร และ การวิจัยและพัฒนา

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักในการลงทุนในเครื่องจักรของบริษัทฯ คือเพื่อใช้ในการผลิต ซึ่งรวมถึงวัสดุ อุปกรณ์ ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer / Additive Manufacturing) เครื่องกัด ซีเอ็นซี (CNC Machine) แขนกลเชื่อมโลหะ (Robotic Arms) ห้อง คลีนรูม ระบบทดสอบการทรงตัว (Attitude Control Test Bed) ซึ่งจะประกอบไปด้วยระบบแบริ่งลม (Air Bearing) ระบบขดลวดเฮล์มโฮลทซ์ (Helmholtz Cage) และระบบการจําลองแสงอาทิตย์ (Sun Simulator) ส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยพัฒนา และออกแบบ ระบบวิศวกรรมดาว เทียมนั้นจุดประสงค์ คือ เพื่อสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง กับดาวเทียมและอวกาศ

นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “การทำสิ่งใหม่ๆ ที่รวมทั้งเทคโนโลยีและศิลปะ ใช้ทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และรากฐานทางความคิดที่ทีม มิว สเปซ ได้ลงมือปฏิบัติเองอย่างจริงจัง” ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้องค์กรชั้นนำต่างๆ ไว้วางใจร่วมงานและลงทุนกับมิว สเปซ คุณวรายุทธ มองว่าจุดแข็งของ มิว สเปซ คือ คนรุ่นใหม่ “บริษัทของเรามีคนรุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสูง นอกจาก นี้ เรายังได้เปรียบในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทย มีในอดีตจากอุตสาหกรรมหนัก เพราะไทยเป็นฐาน ในการผลิตรถยนต์ อีกทั้งยังมีแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติและพลังงานที่สำคัญอีกด้วย”

จากการลงมือทำอย่างจริงจังและแผนการลงทุนทำให้ มิว สเปซ ได้รับการอนุมัติสิทธิและประโยชน์ โดยจะ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติ บุคคลเป็นเวลา 8 ปี โดยไม่กำหนดวงเงิน ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้น อากรขอนำเข้าเพื่อวิจัย ยกเว้นอากรวัตถุดิบผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อกระจาย ความเจริญสู่ภูมิภาค ได้แก่ การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50 เปอร์เซ็นต์เพิ่มเติม 5 ปี ตลอดจน สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษีอีกด้วย

สิทธิและประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการดำเนินธุรกิจของ มิว สเปซ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ถูกลงทั้งใน เรื่องการนำเข้าวัตถุดิบและการยกเว้นภาษี ความรู้ความสามารถที่เกิดขึ้น ศักยภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อ โอกาสในการเติบโตของบริษัทฯ นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางด้านธุรกิจแล้ว การได้รับการสนับสนุนจาก บีโอไอยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยอุตสาหกรรมอวกาศนั้นจะสามารถสร้างอาชีพโดยเฉพาะ แรงงานทักษะสูง ซึ่งคุณวรายุทธกล่าวว่า “แผนของเราภายในระยะเวลา 3-5 ปีจะมีการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น เป็นหลัก 1,000 คน สร้างรายได้ที่สูงมากขึ้นให้กับคนในแวดวงที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างการซื้อขายใน สังคม ซึ่งในที่สุดจะกลายเป็นระบบนิเวศธุรกิจของเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มความตื่นตัวมากขึ้นในเรื่อง เทคโนโลยี”

กลุ่มลูกค้าหลักของมิว สเปซ คือบริษัทเอกชน เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต ภาครัฐ เช่น หน่วยงานเกี่ยวกับอวกาศและ หน่วยงานความมั่นคง หรืออุตสาหกรรมหนัก และบริษัทการบินและอวกาศ รายอื่นๆ “ในภูมิภาค เราน่าจะเป็นผู้บุกเบิก เรามักจะถูกเปรียบ เทียบกับผู้เล่นทางฝั่งยุโรป อเมริกา และ ออสเตรเลีย ผมมองว่าในอีก 3-5 ปี สิ่งที่เราลงทุนไปจะเริ่มส่งผลสูงขึ้น”

ปัจจุบัน ทีมมิว สเปซ กำลังเร่งพัฒนาดาวเทียมต้นแบบภายในโรงงาน อีกทั้งยังกำลังขยายการปฏิบัติการ ไปที่โรงงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ขนาด M) ซึ่งใหญ่กว่าเดิมถึง 10 เท่า สามารถรองรับการผลิตได้มากขึ้น โดยเร็วๆ นี้ทางบริษัทฯ จะเตรียมเปิดตัวดาวเทียมซึ่งได้พัฒนาเองจนสำเร็จ ในงานแสดงเทคโนโลยีของมิว สเปซ ซึ่งจะทำการทดสอบยิงขึ้นสู่ชั้นอวกาศ และสามารถให้บริการได้ภายในปี 2564 นี้

อีกหนึ่งเป้าหมายหลักของคุณวรายุทธและทีม มิว สเปซ คือการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถต่อยอด และ แข่งขันกับนานาชาติได้อย่างทัดเทียม คุณวรายุทธ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมอยากดึงขีดความสามารถของ คนไทยให้สูงขึ้น ทำให้เรากลายเป็นพลเมืองโลก (global citizen) เพราะคนรุ่นใหม่ “คิดไกล ฝันไกล และทำจริง”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มรั้งผู้นำสิทธิบัตรสหรัฐฯ ต่อเนื่อง 28 ปี โดดเด่นนวัตกรรมเอไอ ไฮบริดคลาวด์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง และไซเบอร์ซิเคียวริตี้

ไอบีเอ็มเปิดเผยว่า ในปี 2563 นักวิจัยของบริษัทฯ ได้รับสิทธิบัตรสหรัฐฯ ถึง 9,130 ฉบับ ซึ่งถือว่ามากที่สุด และส่งผลให้บริษัทครองตำแหน่งผู้นำสิทธิบัตรต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้วยสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) คลาวด์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง และซิเคียวริตี้

“เวลานี้ถือเป็นช่วงที่โลกกำลังต้องการนวัตกรรมและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากกว่าครั้งไหน ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของไอบีเอ็มในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้งในช่วงที่สถานการณ์เป็นปกติและในช่วงเวลาแห่งความท้าทายนั้น ได้ปูทางไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้านไอทีที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าและสังคมของเราเป็นอย่างมาก” นายแดริโอ จิล รองประธานอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไอบีเอ็มกล่าว

ทั้งนี้ ไอบีเอ็มเป็นผู้นำสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาในหลากหลายสาขาเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ

การทำให้เอไอใช้งานง่ายขึ้น ไอบีเอ็มได้รับสิทธิบัตรเกี่ยวกับเอไอมากกว่า 2,300 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลสามารถเข้าใจและตอบสนองต่ออารมณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ไปจนถึงเอไอที่สามารถสรุปประเด็นที่มีสำคัญต่อการตัดสินใจได้ จากหลายแหล่งข้อมูล ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและคำพูด และให้คำแนะนำผ่านภาพที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้คนสามารถทำการตัดสินใจที่ยากลำบากได้ ไอบีเอ็มเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ ระบบออโตเมชัน อีกทั้งยังผนวกความสามารถใหม่ๆ ที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็มเข้ากับไอบีเอ็ม วัตสัน อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2020 ไอบีเอ็มประกาศให้บริการ Project Debaterเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอไอที่สามารถย่อยข้อมูลมหาศาล ก่อนที่จะประกอบถ้อยคำออกมาเป็นบทอภิปรายในหัวข้อที่กำหนด และถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจนและมีวัตถุประสงค์

การติดตั้งระบบไฮบริดคลาวด์ที่เอ็ดจ์
ไอบีเอ็มได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคลาวด์และไฮบริดคลาวด์มากกว่า 3,000 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นตอบโจทย์การตัดสินใจที่ยากลำบากข้อหนึ่งที่ซีไอโอต้องเผชิญในปัจจุบัน คือการตัดสินใจว่าข้อมูลใดควรได้รับการประมวลผลผ่านระบบที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร และข้อมูลใดควรได้รับการประมวลผลบนระบบคลาวด์ นักประดิษฐ์ของไอบีเอ็มได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อกระจายคอมโพเนนท์การประมวลผลข้อมูลต่างๆ ระหว่างระบบคลาวด์ เอ็ดจ์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้สามารถใช้ระบบไฮบริดคลาวด์สำหรับเวิร์คโหลดด้านไอโอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นคำแนะนำในการขับขี่ที่สร้างขึ้นโดยระบบ GPS ซึ่งมีความไวต่อเวลาแฝง เป็นต้น

เอ็ดจ์และไฮบริดคลาวด์เป็นมิติสำคัญในโร้ดแมปผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็ม ในปี 2563 ไอบีเอ็มได้เปิดตัวไอบีเอ็ม Edge Application Manager ซึ่งเป็นโซลูชันการจัดการอัตโนมัติเพื่อให้สามารถติดตั้งและบริหารจัดการเวิร์คโหลดเอไอ อนาไลติกส์ และไอโอที ได้จากระยะไกล เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลและมุมมองเชิงลึกแบบเรียลไทม์ในสเกลใหญ่ นอกจากนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2563 ไอบีเอ็มยังได้เปิดตัว IBM Cloud for Telecommunicationsเพื่อช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์จากเอ็ดจ์และ 5G โดยบริการไฮบริดแบบองค์รวมนี้ ได้ใช้ความสามารถในการเข้ารหัสที่ก้าวล้ำของไอบีเอ็ม ที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถจัดการเวิร์คโหลด mission-critical ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ตั้งแต่แกนหลักของเครือข่ายไปจนถึงเอ็ดจ์ เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้รับคุณค่าจากข้อมูลมากขึ้น พร้อมๆ ไปกับการสร้างนวัตกรรมให้กับลูกค้ามากขึ้น

การวางรากฐานสำหรับการใช้งานควอนตัมอันทรงพลัง
ควอนตัมคอมพิวติ้งเป็นโฟกัสสำคัญของไอบีเอ็ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการเป็นผู้นำสิทธิบัตรควอนตัมคอมพิวติ้งของไอบีเอ็ม ตัวอย่างเช่น สิทธิบัตรที่ลดความยุ่งยากในการทำแผนที่จำลองโมเลกุลควอนตัมบนคอมพิวเตอร์ควอนตัม ช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาการจำลองปฏิกิริยาทางเคมีบนคอมพิวเตอร์ควอนตัม เพื่อให้เห็นภาพว่ากระบวนการค้นพบวัสดุและเภสัชภัณฑ์ใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อใดและอย่างไร นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังได้รับสิทธิบัตรที่ถือเป็นการวางรากฐานในการวิเคราะห์และคำนวณความเสี่ยงบนคอมพิวเตอร์ควอนตัมให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนวคิดเหล่านี้กำลังได้รับการต่อยอดผ่านงานวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำต่างๆ

การเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่สุดในโลก
นักประดิษฐ์ของไอบีเอ็มได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยมากกว่า 1,400 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือการเข้ารหัสแบบ fully homomorphic encryption หรือ FHE ซึ่งเป็นวิธีที่ไอบีเอ็มบุกเบิก เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ยังคงเข้ารหัสอยู่ในระหว่างการประมวลผล ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับข้อมูล โดยก่อนหน้านี้ หากต้องการประมวลผลข้อมูลที่เข้ารหัส ผู้ใช้จะต้องทำการถอดรหัสข้อมูลก่อนที่จะประมวลผลและเข้ารหัสผลลัพธ์อีกครั้ง ทำให้ข้อมูลตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นในขณะที่ไม่ได้เข้ารหัส นักประดิษฐ์ของไอบีเอ็มได้จดสิทธิบัตรสำหรับเทคนิคที่ช่วยให้สามารถจัดระเบียบข้อมูลที่เข้ารหัส เพื่อช่วยให้สามารถทำการเปรียบเทียบเว็คเตอร์ FHE ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลในระดับสูงสุด ไอบีเอ็ม ซิเคียวริตี้ ได้เปิดตัวบริการที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถทดลองใช้การเข้ารหัสแบบ fully homomorphic encryption ในเดือนธันวาคมปี 2563

ในปีที่ผ่านมา นักประดิษฐ์ไอบีเอ็มกว่า 9,000 คน จาก 54 ประเทศ ได้รับสิทธิบัตรสหรัฐ โดยตั้งแต่ปี 2463 เป็นต้นมาไอบีเอ็มได้รับสิทธิบัตรสหรัฐมากกว่า 150,000 ฉบับ และได้อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมสำคัญของโลก ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลแบบดิสก์แม่เหล็ก ไปจนถึงการผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมที่มีส่วนสำคัญต่อการสรรค์สร้างนวัตกรรมของบริษัทฯ มาอย่างยาวนาน และมีความสำคัญต่อทั้งลูกค้าของไอบีเอ็มและต่อโลกใบนี้ ในเดือนเมษายน 2563 ไอบีเอ็มยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรก่อตั้งโครงการ Open COVID Pledge ซึ่งให้สิทธิ์การเข้าถึงสิทธิบัตรกว่า 80,000 ฉบับทั่วโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แก่ผู้ที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย ป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโคโรนาไวรัส

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นผู้นำด้านสิทธิบัตรของไอบีเอ็มได้ที่นี่

หมายเหตุข้อมูลสิทธิบัตรปี 2020 มาจาก IFI Claims Patent Service: http://www.ificlaims.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย สยาม พัฒนา เร่งฟื้นตลาดรถบรรทุก – รถบัส ปี 2021

สแกนเนีย สยาม ผู้ผลิตรถบรรทุกและรถบัสสำหรับงานหนักระดับพรีเมียมวางเป้าหมายปี 2564 เป็นปีแห่งการฟื้นตัวและพัฒนาศักยภาพ ช่วยผู้ประกอบการในประเทศไทยต่อสู้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น

นางสตีน่า เฟเกอร์แมน กรรมการผู้จัดการบริษัทสแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยว่า สแกนเนียยังคงวางแผนลงทุนในการเพิ่มศักยภาพทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และงานบริการอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยในปี 2564 จะเป็นปีแห่งการพัฒนาเพื่อช่วยให้ลูกค้าฟื้นตัวได้เร็วที่สุดจากสถานการณ์ยากลำบากหลังจากการระบาดของโควิด -19 อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 ที่ผ่านมา สแกนเนียมีส่วนแบ่งการตลาดประเภทรถบรรทุกในประเทศไทยประมาณร้อยละ 2.5 และส่วนแบ่งตลาดรถบัสโดยสารในประเทศไทยถึงประมาณร้อยละ 20 ซึ่งตัวเลขทั้งสองตลาดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโดยมียอดขายรถบรรทุกสแกนเนียที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก 297 คัน และรถบัส 96 คัน ทำให้เห็นว่าสแกนเนียได้ทำตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยสแกนเนียเน้นตอบโจทย์การขนส่งทุกรูปแบบให้กับลูกค้ารถบรรทุก และยังรักษาความเป็นพันธมิตรธุรกิจเคียงข้างลูกค้ารถโดยสาร เพื่อที่จะรักษายอดขายและได้ขยายส่วนแบ่งการตลาดและเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของยอดขายในประเทศไทยต่อไปอย่างต่อเนื่อง

นางสตีน่ากล่าวว่า สำหรับงานด้านบริการ สแกนเนียพร้อมกับการเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ที่จังหวัดสระบุรีที่จะเปิดให้บริการในไตรมาสที่2 ของปีนี้ ซึ่งศูนย์บริการแห่งนี้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีลูกค้านิยมใช้บริการเป็นจำนวนมากซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น ด้วยสระบุรีเป็นเหมือนประตูสู่ภาคอีสาน และธุรกิจขนส่งของลูกค้าเรามากมายผ่านเส้นทางนี้ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม โดยสแกนเนียเป็นผู้บริหารจัดการด้วยตัวเราเอง (Captive Dealer) เพื่อมอบบริการที่ดีขึ้นให้กับกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ปัจจุบัน และเรายังมองศูนย์ฯ สระบุรีใหม่นี้ให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้อีกด้วย” นอกจากนั้น สแกนเนียยังมองการขยายให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล กับโครงสร้างพื้นฐานมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา คาดการณ์ว่าหลังวิกฤตโควิด จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าได้ส่งกระทบกับทุกคนในทุกอุตสาหกรรมอย่างหนัก แม้แต่สแกนเนียสยามก็ไม่มีข้อยกเว้นโดยบริษัทฯได้หยุดดำเนินการผลิตที่โรงงานประกอบรถบรรทุกในเขตชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้วและปรับกลยุทธ์ใหม่และเริ่มนำเข้ารถบรรทุก ส่งตรงจากระบบการผลิตในสวีเดน ก่อนที่จะนำเข้ามาในประเทศไทย ด้วยระบบการผลิตทั่วโลกของสแกนเนีย ทำให้มั่นใจได้ว่ารถของเราจะมีคุณภาพเหมือนกัน ไม่ว่าเราจะสร้างมาจากที่ไหนก็ตาม”นางสตีน่ากล่าวและว่าที่สำคัญที่สุดคือรถที่ผลิตในสวีเดน จะมีราคาจำหน่ายเทียบเท่ากับการผลิตในประเทศไทย ไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้าแต่อย่างใด
ทั้งนี้สแกนเนีย สยามก่อตั้งในปี 1986 และครบรอบ 35 ปีในการทำตลาดในประเทศไทยในปีนี้สแกนเนียสยามยังคงวางแผนที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อตลาดในประเทศไทย พร้อมมุ่งมั่นพัฒนางานบริการให้ดีขึ้น ให้รถลูกค้าพร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลกำไรธุรกิจขนส่ง ขับเคลื่อนสู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืน “เพราะธุรกิจคุณ สำคัญที่สุด”

นางสตีน่า กล่าวต่อว่า ลูกค้าของสแกนเนีย ทุกรายจะได้รับข้อเสนอสเปครถ และงานบริการหลังการขายที่เหมาะกับธุรกิจของลูกค้า ทำให้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาค่าซ่อมที่ไม่คาดคิด และให้รถของลูกค้ารับงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสแกนเนียยังได้ปรับงานบริการให้โดนใจลูกค้ามากขึ้นโดยการขยายเวลาเปิดศูนย์บริการถึง 22.00 น. (4 ทุ่ม) เพื่อรองรับการใช้บริการหลังเวลาปกติ (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.00 น.)โดยเริ่มต้นจากที่ศูนย์บริการสาขาบางนา กม.19 (สำนักงานใหญ่) เป็นแห่งแรก ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสทางธุรกิจ และทางเลือกที่มากขึ้น นอกจากนี้ สแกนเนียยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่พร้อมให้คำปรึกษา หรือออกให้บริการซ่อมนอกสถานที่ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน

ในปี 2564 สแกนเนียสยาม ยังคงทำงานร่วมกับลูกค้าในการร่วมเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนการขนส่งที่ยั่งยืน (Driving the shift towards a Sustainable transport system) เช่น การฝึกสอนนักขับรถบรรทุกและรถบัส เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมุ่งมั่นสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน รวมถึงพยายามผลักดันเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสแกนเนียมีความรู้ และความพร้อมเกี่ยวกับระบบการขนส่งที่ยั่งยืนหลากหลายรูปแบบ บนพื้นฐาน หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.การใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ระบบขนส่งอัจฉริยะและปลอดภัย 3.รถพลังงานทางเลือกและพลังงานไฟฟ้า
“เราต้องการที่จะมั่นใจว่า ลูกค้าเข้าใจในเรื่องการใช้สแกนเนียแล้วสามารถลดมลพิษได้อย่างไร แน่นอนว่าการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ความประหยัดน้ำมันของรถสแกนเนียคือหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ตั้งแต่ตอนนี้ นอกจากนี้ สแกนเนียยังพร้อมที่จะเปลี่ยนสู่พลังงานเชื้อเพลิงทางเลือกในรูปแบบต่างๆ ถ้าหากมีความต้องการจากตลาดประเทศไทยในอนาคต ซึ่งเราภูมิใจที่จะบอกว่ามันจะช่วยให้ลูกค้าได้กำไรไปพร้อมกับความยั่งยืน” นางสตีน่า กล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมรณรงค์ ในกิจกรรม Earth Hour ปิดไฟให้โลกยั่งยืน พร้อมส่งวีดีโอไวรัล ปลุกกระแสรักษ์โลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ด้านการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น โดยล่าสุดได้รับรางวัล องค์กรที่ยั่งยืนที่สุดในโลก ประจำปี 2021 ซึ่งวันนี้เดินหน้าสานต่อสนับสนุนกิจกรรมลดการใช้พลังงาน เอิร์ธอาวเออร์ 2021 (Earth Hour 2021) ซึ่งเป็นแนวคิดของกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund หรือใช้ชื่อย่อว่า WWF) เพื่อลดการใช้พลังงานในช่วงเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2564 เวลา 20.30 – 21.30 น.

สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ขอร่วมสนับสนุน Global Campaign Earth Hour 2021 ในปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นโครงการที่เราจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในชั้นบรรยากาศของโลกเราได้อย่างง่ายๆ  เพียงการปิดไฟ 1 ชั่วโมง เราทุกคนควรร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อปกป้องอนาคตของเรา และเพื่ออนาคตของโลก ด้วยมือของเรา”

กิจกรรมเอิร์ธอาวเออร์ เป็นกิจกรรมหนึ่งเสมือนเป็นจิ๊กซอว์ในการลดการใช้พลังงานเพื่อสร้างความยั่งยืนให้โลกของเรา แม้จะเป็นเวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็ตาม แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้จำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้จัดทำวีดีโอไวรัล ร่วมรณรงค์ ปิดไฟเพื่อให้โลกยั่งยืน ช่วยปลุกกระแสให้คนไทยตระหนักถึงการมีส่วนร่วมให้โลกเย็นลง ด้วยการปิดไฟทุกครัวเรือน โดยวีดีโอ ได้เผยแพร่ทาง https://www.youtube.com/watch?v=J6Pe2GQov-M โดยผู้จิตอาสาหัวใจสีเขียว สามารถส่งต่อเพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันดับไฟเพื่อโลกของเรา


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยผนึกกำลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5G ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้สำหรับอนาคต

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MoU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมทรานสฟอร์มเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลล้ำสมัย โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นเครื่องยืนยันความเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวเว่ยพร้อมช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการขั้นสูง และนำเทคโนโลยี 5G พร้อมด้วยบิ๊กดาต้า และคลาวด์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ครั้งนี้นับเป็นการลงนามในบันทึกข้อตกลงฉบับที่ 2 ระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน หัวเว่ยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ร่วมลงนามใน MoU เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไอซีที ภายใต้โครงการ Huawei ICT Academy เพื่อจัดหลักสูตรแนวปฏิบัติการและการฝึกงานให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกยุคดิจิทัล

พิธีฯ ดังกล่าว ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์คลินิค นพ. นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนาม โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้บริหารระดับสูงอีกหลายท่าน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีฯ

ภายใต้ความร่วมมือเป็นระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ เพื่อผลักดันแนวคิดห้องเรียนและโซลูชันอัจฉริยะเพื่อการศึกษา เร่งขับเคลื่อนการเรียนการสอนที่เปี่ยมประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมในการวิจัยที่กว้างขึ้น หัวเว่ยยังจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มาผสมผสานให้ตรงกับความต้องการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยอัจฉริยะที่แท้จริง เร่งสนับสนุนการเรียนรู้ให้ก้าวกระโดด ช่วยขับเคลื่อนการใช้งานของเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ บิ๊กดาต้า และบริการต่างๆ ผ่านคลาวด์ ซึ่งล้วนช่วยสร้างเสริมประสิทธิภาพและการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์ระหว่างคณะและศูนย์ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ ศูนย์การจัดการแคมปัสอัจฉริยะ และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ

ภายใต้เอ็มโอยูฉบับนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมเดินหน้าเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5G ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีเป้าหมายในการเป็นแบบอย่างให้แก่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากโซลูชันล้ำสมัย ที่สะดวก รวดเร็ว น่าเชื่อถือ และพร้อมรองรับอนาคต

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวแสดงความยินดีแก่ความร่วมมือครั้งสำคัญ ระหว่างหัวเว่ยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยหัวเว่ยและมหาวิทยาลัยจะร่วมกันสร้างสรรค์ระบบการศึกษาที่สามารถแบ่งปันความรู้ให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ผ่านโซลูชันการเรียนรู้ทางไกลอันล้ำสมัย ผมต้องขอขอบคุณหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการใช้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการศึกษา ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ศาสตราจารย์คลินิค นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การผนึกกำลังในวันนี้นับเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ที่สำคัญ การทำงานร่วมกับหัวเว่ยอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่วงการการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เราพร้อมเดินหน้าบ่มเพาะนักศึกษาที่เปี่ยมด้วยทักษะความสามารถ และเติบโตไปเป็นผู้บริหารในสาขาธุรกิจต่างๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้กลายเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการศึกษา ผมขอขอบคุณหัวเว่ย ที่ได้มาร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัย อันจะช่วยรักษามาตรฐานระดับสูงของการศึกษาและคงไว้ซึ่งชื่อเสียงอันยาวนานของเราในการบ่มเพาะนักศึกษาที่พร้อมเข้าทำงานมากที่สุดในภูมิภาค”

“ภายใต้วิสัยทัศน์แห่งการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผมมั่นใจว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความพร้อมสำหรับการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ” นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว พร้อมเสริมว่า “ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ให้หัวเว่ยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งบนเส้นทางสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี เราจะจับมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อสร้างสรรค์โมเดลให้แก่มหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ เพื่อสร้างโซลูชั่นที่สะดวก รวดเร็ว น่าเชื่อถือ และเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยให้แก่วงการการศึกษา หัวเว่ยพร้อมเดินหน้าทำงานภายใต้พันธกิจ Grow in Thailand, Contribute to Thailand ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี พาร์ทเนอร์ด้านไอซีทีที่ได้รับความไว้วางใจ และผู้ขับเคลื่อนการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล บริษัทจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างประเทศไทยอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างเต็มรูปแบบ”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ” เสริมยุทธศาสตร์ Vision zero ทำงานปลอดภัย ภายใต้วัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงป้องกัน

บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด หรือ PMW ภายใต้สายธุรกิจ Power Distribution & Energy Management ในเครือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE ผู้นำด้านการพัฒนาไฟฟ้าและพลังงานอย่างครบวงจร ภายใต้ธรรมาภิบาลและความเป็นมืออาชีพ มีการเสริมแกร่งในยุทธศาสตร์ Vision zero ด้านการบริหารจัดการการผลิตที่เป็นระบบให้มีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพตามความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงาน ที่สามารถช่วยลดการสูญเสียในทุกด้าน ทำให้สามารถเพิ่มผลการผลิตได้ตามเป้าหมาย สอดคล้องกับความต้องการสินค้าในตลาดพลังงาน
นายเกตินาท สัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด (PMW) เปิดเผยว่า “พรีไซซมีสถานประกอบการผลิตสินค้าหรือโรงงานเป็นของตนเอง ในปีก่อนๆที่ผ่านมา สถิติการประสบอันตรายจากการทำงานและความสูญเสียที่เกิดจากการประสบอันตรายจากการทำงานของบริษัท ฯ ได้ลดน้อยลงและบรรลุเป้าหมายคือ อุบัติเหตุหยุดงานเกิน 3 วัน = 0 ซึ่งทางพรีไซซได้เข้าร่วมกับสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยมุ่งมั่นพัฒนา “วัตฒนธรรมความปลอดภัยเชิงป้องกัน” ให้เข้มแข็งและยั่งยืน ให้สามารถเป็นองค์กรที่ไม่เกิดการสูญเสียจากการประสบอันตรายในการทำงาน บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ กล่าวคือ ไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานถึงขั้นหยุดงานเกิน 3 วัน (อุบัติเหตุระดับความรุนแรงหยุดงานเกิน 3 วัน = 0) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าได้ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และนอกจากนี้ยังส่งผลให้เราสามารถรองรับการผลิตสินค้าได้มากขึ้น จากการใช้กำลังการผลิตอยู่ราว 70% สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 100%

ในปัจจุบันอาจมีบางบริษัท ฯ ที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตรากำลังผลิตลดลง อันมีสาเหตุมาจากพนักงานประสบอันตรายจากการทำงาน ได้รับบาดเจ็บ/เจ็บป่วย หรือทรัพย์สินได้รับความเสียหายจนถึงขั้นต้องหยุดงาน หรือเหตุการณ์ผิดปกติอื่นใดที่ทำให้กระบวนการผลิตต้องหยุดชะงักลง ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสภาวะทางเศรษฐกิจที่ถดถอย อีกทั้งมีโรคระบาดไวรัสโควิด-19 แต่ทางพรีไซซสามารถป้องกัน เฝ้าระวังและควบคุมได้เป็นอย่างดีตามยุทธศาสตร์ Vision zero และภาวะผู้นำ/ความร่วมมือของพนักงานทุกคน โดยในปีที่ผ่านมาทาง บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด ได้รับรางวัล Thailand Vision Zero อย่างต่อเนื่องในระดับก้าวหน้า (Achievement Award Level 2) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่สถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินตามแนวทาง Vision zero จากสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ที่มุ่งมั่นพัฒนา “วัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงป้องกัน” Vision Zero Strategy เพื่อให้คนทำงานไทยปลอดภัย สถานที่ทำงานที่ปลอดภัย น่าอยู่ น่าทำงาน สุขภาพดี และมีความสุข การดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางเศรษฐกิจ ต้นทุนในการผลิต กล่าวคือ ช่วยลดค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร ฯ ลดการสูญเสียวันทำงาน ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการสรรหาบุคลากรใหม่เพื่อทดแทนคนเดิม ลดค่าฝึกอบรมพนักงานใหม่ และบริษัท สามารถผลิตงานออกมาได้ตามเป้าหมาย สร้างความเชื่อมั่น รับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตขององค์กรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
“ทั้งนี้พรีไซซยังเป็นโรงงาน Factory 4.0 หรือ Smart Factory คือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติ (AI) และหุ่นยนต์เข้ามามีส่วนร่วมในส่วนต่าง ๆ ของโรงงาน ไม่เฉพาะแค่ในส่วนของการผลิตเท่านั้น แต่เป็นการใช้ระบบอัจฉริยะเพื่อควบคุมการทำงานในหลายระบบ ทำให้สามารถตอบสนองการเติบโตของตลาดพลังงงานได้อย่างแน่นอน และยังวางเป้าหมายการเติบโตของสายการผลิตของปีนี้ไว้เพิ่มขึ้นจากเดิม 40% ”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดูรายละเอียด หรือสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://preciseproducts.in.th/ LINE: https://lin.ee/1T37XR1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860
#preciseproducts #powerislife #precise #พรีไซซผู้นำด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดแล้ววันนี้ “ออฟฟิศเมท พลัส” สาขา จ.นครสวรรค์ แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อเพื่อธุรกิจแห่งใหม่

นางสาวปัทมา วรรณวิทยาภาผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส  ในเครือเซ็นทรัลรีเทลพร้อมด้วย นายอนันต์ ชำนาญโลหะวานิช ประธานหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ และผศ.ดร.วิชัย ใจวิสุทธิ์หรรษา และ ร.ต.ท.วินัยวิจิตรพัชราภรณ์ ร่วมเปิดร้าน“ออฟฟิศเมทพลัส” แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อเพื่อธุรกิจแห่งใหม่สาขานครสวรรค์ (เยื้องซอยสวรรค์วิถี 18) ซึ่งมี นายวิชญะ วิจิตรพัชราภรณ์ เป็นเจ้าของร้านแฟรนไชส์ โดยร้านนี้จัดเต็มด้วยสินค้าอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์อุปกรณ์โรงงาน และสินค้าเพื่อธุรกิจ ครบครันมากกว่า 60,000 รายการ ให้ผู้ประกอบการสั่งซื้อสินค้าได้ทั้งหน้าร้านและผ่านLine : @ofmplus_nw หรือโทร. 063-969-9595 โดยมีบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศเมื่อช้อปครบ 499.- (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

American Standard x Dsign Something เนรมิตห้องน้ำในฝันให้แก่ผู้โชคดีจากการเข้าร่วมกิจกรรม “Design Your Perfect Hygiene”

อเมริกันสแตนดาร์ด แบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก จับมือกับ Dsign Something สื่อด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรมอันดับต้นของเมืองไทย เนรมิตห้องน้ำในฝันให้แก่ผู้โชคดี 1 รางวัล จากการเข้าร่วมกิจกรรม “Design Your Perfect Hygiene” โดยวัตถุประสงค์ของกิจกรรม “Design Your Perfect Hygiene” เน้นเรื่องการออกแบบห้องน้ำที่ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้ใช้งานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของความสะอาดและการมีสุขอนามัยที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่อเมริกันสแตนดาร์ดให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกมาโดยตลอด และนี่คือหนึ่งในพันธกิจของแบรนด์ที่ต้องการให้ทุกคนได้มีโอกาสใช้ห้องน้ำที่สะอาด มีสุขอนามัยที่ดี รวมถึงให้ห้องน้ำเป็นพื้นที่ในบ้านที่ช่วยสร้างความสุข มาเติมเต็มและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคนในบ้านได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมต้องส่งรูปถ่ายห้องน้ำภายในบ้านที่ต้องการให้ช่วยรีโนเวทใหม่ พร้อมบอกเหตุผลว่าอะไรคือปัญหาในห้องน้ำที่กวนใจ และทำไมถึงอยากรีโนเวทห้องน้ำนี้โดยผู้โชคดีจากกิจกรรมในครั้งนี้ได้แก่ คุณบุญวรรณ ปุษปาคม ที่ต้องการปรับปรุงห้องน้ำให้เหมาะกับสมาชิกในบ้านที่อายุมากขึ้น โดยได้สถาปนิกชื่อดังจากบริษัท GreenDwell คุณรักศักดิ์ สุคนธะตามร์ มาช่วยเนรมิตห้องน้ำใหม่ให้สวยงามและเหมาะกับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยสุขภัณฑ์อเมริกันสแตนดาร์ด

ธริณี พิมลศรี Leader, Brand and Marketing Communication, LIXIL, Thailand กล่าวว่า “สำหรับกิจกรรม “Design Your Perfect Hygiene” ได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 150 คน ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีปัญหาห้องน้ำที่แตกต่างกันไป ซึ่งปัญหาปวดหัว กวนใจต่าง ๆ เหล่านี้อเมริกันสแตนดาร์ดมีความตั้งใจที่อยากจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอยู่แล้ว เราหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบสุขอนามัยที่ดีในห้องน้ำ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานให้ดีขึ้น มีความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีขึ้น ให้โอกาสคนที่ฝันอยากมีห้องน้ำสวย ๆ และมีสุขภาวะที่ดีเกิดขึ้นได้จริง และสำหรับปีนี้ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปีที่อเมริกันสแตนดาร์ดจะยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อนำสิ่งดี ๆ มาให้กับผู้บริโภค ทุกครอบครัว ทุกคน”

ด้าน รักศักดิ์ สุคนธะตามร์ สถาปนิกจาก GreenDwell กล่าวถึงแนวทางการออกแบบห้องน้ำให้กับบ้านผู้โชคดีว่า “เราได้พูดคุยกับเจ้าของบ้านถึงความต้องการห้องน้ำที่ตอบโจทย์เรื่องของผู้ใช้งานที่มีอายุมากขึ้น มีอาการปวดหัวเข่า รวมถึงเจ้าของบ้านอยากได้บรรยากาศของห้องน้ำที่เข้าไปแล้วรู้สึกปลอดโปร่ง ไม่อึดอัด ซึ่งเราก็อยากจะทำห้องน้ำที่เจ้าของบ้านอยากได้ คือได้ทั้งอรรถประโยชน์ ได้ทั้งสุนทรีย์ ที่สำคัญที่สุดก็คือปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ ทีมของเราได้พัฒนาแบบและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ครอบครัวนี้มีห้องน้ำที่ใช้แล้วมีความสุข ทั้งเรื่องของบรรยากาศ เรื่องของความปลอดภัย เช่น ติดตั้งราวจับ (Grab Bar) การเลือกใช้พื้นที่มีผิวสัมผัส R 10 ขึ้นไปทำให้เดินแล้วไม่ลื่น รวมถึงการทำอินทีเรีย การเลือกและวิธีการวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนใช้งานและผู้สูงอายุไม่ต้องเอี้ยว ไม่ต้องเอื้อม หรือการสร้างที่อาบน้ำที่ผู้สูงอายุสามารถนั่งอาบได้ รวมถึงส่วนของโถสุขภัณฑ์ที่สามารถนั่งแล้วลุกขึ้นยืนได้ง่าย ตลอดจนการออกแบบพื้นที่ว่างให้ผู้สูงอายุที่จะเข้าไปใช้งานสามารถเอาอุปกรณ์เข้าไปด้วยได้ เช่น วอล์คเกอร์ หรือว่าวีลแชร์ โดยคอนเซ็ปต์หลัก ๆ ที่เราเอามาใช้ในการออกแบบจะเน้นไปที่เรื่องการมีสุขอนามัยที่ดี (Hygiene) การยศาสตร์ (Ergonomics) ความปลอดภัย (Safety) และความสวยงาม (Aesthetics)”

บุญวรรณ ปุษปาคม ผู้โชคดีจากกิจกรรม “Design Your Perfect Hygiene” กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับการรีโนเวทห้องน้ำใหม่ ซึ่งเป็นรางวัลของกิจกรรมนี้ในมูลค่า 200,000 บาท “รู้สึกห้องน้ำน่าใช้ สะอาดสะอ้านขึ้น มีราวจับ ราวกันลื่น ป้าถูกใจตรงนั้น และที่ล้างเท้าก็ดีมันใช้สะดวก ไม่ต้องก้ม บรรยากาศใหม่ ไม่อับชื้น ดูสดชื่นขึ้น ระเบียงทำให้แสงแดดเข้ามาได้ดี ตัวสุขภัณฑ์ใหม่ดูแลง่าย รูปลักษณ์ดีน่าใช้ ขอบคุณอเมริกันสแตนดาร์ดและทีมงานทุกท่าน ดีใจที่ได้ห้องน้ำใหม่ หลาน ๆ ก็ชมว่าสวย ห้องน้ำบ้านย่าสวย”

เมื่อสมาชิกในบ้านอายุมากขึ้น มักเป็นเวลาที่คนเริ่มคิดรีโนเวทหรือปรับปรุงพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องน้ำ ให้เหมาะสมและสะดวกต่อผู้ใช้งานมากขึ้น คุณเองก็สามารถมีห้องน้ำที่สวย โดดเด่น น่าใช้งาน และช่วยยกระดับสุขอนามัยเหมือนบ้านผู้โชคดีจากกิจกรรม “Design Your Perfect Hygiene” ได้ ด้วยการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ รวมถึงชุดสุขภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น คอลเลกชัน “Acacia SupaSleek (อะคาเซีย ซูปาสลีก)” นิยามของคำว่า ‘ดีที่สุด ทั้งในแง่ดีไซน์และเทคโนโลยี (Best of Design and Technology)’ จากอเมริกันสแตนดาร์ด แสดงออกถึงการออกแบบสำหรับห้องน้ำยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการแค่ความสวยงาม โมเดิร์น นำสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้งานได้อย่างสะดวกสบายและคงความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยี HygieneClean System ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของอเมริกันสแตนดาร์ด ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Acacia SupaSleek

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ และ Facebook : American Standard Thailand หรือโทร. 02-102-2222


 

Exit mobile version