Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. รับมอบนวัตกรรมหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส (โควิด-19)

ศ.ดร. สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) พร้อมคณะผู้บริหาร รับมอบหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส ผลงานของ รศ.ดร.ศุภชัย ตระกูลทรัพย์ทวี และ ผศ.ดร.สถาพร วังฉาย ภาควิชาวิศวกรรมขนถ่ายวัสดุและโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ณ ห้องประชุม 215 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)“หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส” สามารถไอพ่นละอองฝอยละเอียดเฉลี่ย 50 ไมครอน มีอัตราการไหลสูง นำพาละอองฝอยน้ำยาให้เคลื่อนที่ไปไกล 5-7 เมตร

ส่งผลให้ละอองฝอยน้ำยาครอบคลุมไปทุกพื้นที่ การใช้ปริมาณน้ำยาต่อพื้นที่สม่ำเสมอ เป็นไปอย่างมีประสิทธิ์ภาพ สามารถฉีดพ่นได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง (ใช้น้ำยาผสม 25 ลิตร) ระบบควบคุมการเคลื่อนที่หุ่นยนต์เป็นแบบ “ไร้สาย” ทั้งนี้หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) มีขนาด กว้าง 60 x ยาว 80 x สูง 150 ซม. มีโครงสร้างที่ทนต่อความชื้นสูง โดยเลือกใช้สแตนเลส งบประมาณที่ใช้ประมาณ 70,000 บาท โดยได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัย และต้านภัยโควิด มจพ.”

ขวัญฤทัย ข่าว/สมเกษ ถ่ายภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ออนไลน์ ชวนคุณมาจัดมุมทำงานแบบ New Normal #WorkFromHome กับโต๊ะ เก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ Furradec ลดสูงสุด 66% พร้อมจัดส่งและประกอบฟรีถึงบ้าน*

ออฟฟิศเมท ออนไลน์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล สนับสนุนการทำงานแบบรักษาระยะห่าง  ชวน SME และชาวออฟฟิศจัดมุมทำงานในบ้านหรือคอนโดให้พร้อม #WorkFromHome แบบมีความสุขและมีประสิทธิภาพ ให้คุณได้ทั้งงานและสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน โดยจัดแคมเปญเฟอร์นิเจอร์คุณภาพแบรนด์ Furradec ลดสูงสุด 66% อาทิ โต๊ะทำงาน เก้าอี้เพื่อสุขภาพที่ลงตัวกับทุกสรีระตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) เก้าอี้ผู้บริหาร เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้อเนกประสงค์ เก้าอี้จักรยาน (Desk Bike) และชั้นวาง สามารถเลือกช้อปเป็นชิ้น หรือ Mix & Match ให้เข้าเซตได้ตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ โดยเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นรับประกันขั้นต่ำ 1 ปี* พร้อมบริการจัดส่งและประกอบฟรีถึงบ้านเมื่อช้อปครบ 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)  ช้อปเลย! https://bit.ly/3tB3vzy

พิเศษ…  20 เม.ย. 64 – 30 เม.ย. 64  ช้อปเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจากแบรนด์ Furradec รับส่วนลด On Top สูงสุด 300 บาท* โดยรับส่วนลดเพิ่มทันที 100 บาท* แบบไม่มีขั้นต่ำการสั่งซื้อ เพียงใช้โค้ด “FUR100” หรือรับส่วนลดเพิ่ม 200 บาท* เมื่อช้อปครบ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ เพียงใช้โค้ด “FUR200” ที่ www.officemate.co.th หรือ OfficeMate Mobile App


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อนาคตโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจค้าปลีก ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ยืดหยุ่น และเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์

โดย ราเจช ธานการาจ Edge Solutions Evangelist หน่วยธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric)

สิ่งที่เกิดในปี 2020 ได้เปลี่ยนแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีก ด้วยข้อจำกัดที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดการล็อคดาวน์ขึ้นอีกในอนาคต ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ค้าปลีกไม่สามารถพึ่งพาแค่การขายหน้าร้านอย่างเดียวเพื่อสร้างยอดขายได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ ต่างกำลังมองหาทางเลือกอื่นในการช็อปปิ้ง เช่น การสั่งซื้อทางออนไลน์ ที่มีบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน หรือการคลิกซื้อและไปรับสินค้าที่ร้านค้า หรือดูสินค้าจากเว็บและไปช้อปปิ้งที่ร้านค้า ผู้บริโภคล้วนต้องการหาทางเลือกที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและให้ความสะดวกสบายสูงสุดในการจับจ่ายสินค้า

การจะประสบความสำเร็จได้ ผู้ค้าปลีกต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล และทางเลือกเรื่องของระบบออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวตนในระบบดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งผู้ค้าปลีกสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าฐานลูกค้าที่มีอยู่ตามปกติ โดยใช้โฆษณาดิจิทัลเพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้บริโภคที่ต้องการเจาะจง และเข้าถึงฐานข้อมูลในรถเข็น (cart) ที่ไม่เคยได้ใส่ใจดู และอื่น ๆ อีกมากมายเพราะความเป็นไปได้นั้นมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด

นำเสนอในร้านค้าให้มากกว่า
การนำเสนอที่ครอบคลุมและสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและเพื่อให้ได้ผลที่ดีเยี่ยม ร้านค้าปลีกจำต้องลงทุนในเทคโนโลยีเช่น IoT, AR และ AI

เนื่องจากลูกค้ากลายเป็นผู้ซื้อที่ฉลาดขึ้น พื้นที่ในร้านค้าปลีกจึงจำเป็นต้องนำเสนอมากกว่าแค่การโชว์สินค้า ร้านค้าต้องนำเสนอประสบการณ์ด้านแบรนด์สินค้าที่น่าประทับใจและเป็นที่จดจำ ประสบการณ์ของแบรนด์เหล่านี้อาจเกิดจากการสร้างความผูกพันของลูกค้าด้วยตัวคน (human touch) หรือเทคโนโลยี เช่น VR และ AR ลองนึกภาพร้านค้าที่คุณสามารถเล่นเกมบาสเก็ตบอลด้วยรองเท้าคู่ใหม่ของคุณ หรือคุณได้ลองเสื้อผ้าผ่านกระจก AR โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจริงๆ

พื้นที่ค้าปลีกที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้ จะต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้อยู่บนคลาวด์ซะทั้งหมด

ประโยชน์ของเอดจ์ (Edge)
…ทำไมต้องใช้ เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing)
…ทำไมไม่ใช่แค่ระบบคลาวด์
แม้การประมวลผลแบบคลาวด์ให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย รวมถึงศักยภาพในการปรับขยายระบบ พร้อมให้ความยืดหยุ่นก็จริง อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเชื่อมต่อเครือข่าย และความล่าช้าในการตอบสนอง (latency) ในขณะที่การประมวลผลแบบเอดจ์ ให้ประสิทธิภาพ และการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ช่วยให้ระบบทำงานต่อไปได้แม้ว่าเครือข่ายจะล้มเหลวก็ตาม

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั่วโลกยังคงมาจากการขายในร้านค้าปกติ ด้วยเหตุนี้ร้านค้าประเภทนี้จึงลงทุนในเรื่องของ อุปกรณ์ช่วยในการประมวลผลที่อยู่ใกล้กับผู้ซื้อมากที่สุด ในส่วนของหน้าร้านของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จะมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย ห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก และเครื่องบันทึกเงินสด พร้อม UPS หรือเครื่องสำรองไฟฟ้าเฉพาะสำหรับร้าน ซึ่งสภาพแวดล้อมเอดจ์แบบใหม่ของร้านค้า จะมุ่งเน้นที่การมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้า และต้องอาศัยแอปพลิเคชันเอดจ์แบบใหม่ที่ให้ข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ ในการดำเนินการดังกล่าวฝ่ายไอทีของร้านค้าปลีก ต้องออกแบบจัดวางอุปกรณ์ไอทีไปไว้ที่เอดจ์ หรือใกล้ตำแหน่งการใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ประกอบทางกายภาพและในระบบดิจิทัลจะผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การโฮสต์แอปพลิเคชันเหล่านี้ไว้ที่เอดจ์จะช่วยปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ สินค้าคงคลังและซัพพลายเชน เพื่อช่วยลดต้นทุนได้ด้วย

เนื่องจากเอดจ์ได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่ ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์จะให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการที่สามารถตั้งค่าการทำงานล่วงหน้าได้ในแบบ plug and play ซึ่งโหนดของเอดจ์เหล่านี้จะถูกบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์ระยะไกล ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีสามารถดูแลให้ระบบทำงานต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ที่หน้างานก็ตาม

เทคโนโลยีช่วยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้
ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการต้องเสียลูกค้าไปในระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์หรือในร้านค้าปกติก็ตาม ลูกค้ามักจะไม่อดทนรอในเวลาที่ซอฟต์แวร์ประมวลผลการขายมีปัญหา และต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับการขายของคุณ ควรลงทุนในเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ทุกอย่างใช้งานได้ดีและต่อเนื่อง เทคโนโลยี อย่างตู้แร็ก หรือ ระบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ UPS ระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนเครื่องมือบริหารจัดการแบบคลาวด์เบส ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสถาปัตยกรรมเอดจ์ที่แข็งแกร่ง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวนประกาศให้อีริคสันเป็นผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ประจำปี 2020

กรุงเทพฯ 19 เมษายน 2564 – อีริคสันได้รับการประกาศให้เป็นผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ประจำปี 2020 โดยฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน โดยความเป็นผู้นำระดับโลกนี้สืบเนื่องมาจากการมีสัญญาเชิงพาณิชย์กับผู้ให้บริการการสื่อสารชั้นนำทั่วโลกกว่า 130 สัญญารวมถึงเครือข่าย 5G ที่เปิดใช้งานแล้วถึง 83 เครือข่ายทั่วโลก

อีริคสันครองอันดับสูงสุดในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G จากการจัดอันดับของ Frost Radar™ ครั้งล่าสุด โดยอีริคสันใช้ประโยชน์จากความเป็นผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 4G ในปัจจุบัน จากข้อมูลของฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวนระบุว่าตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ประกอบด้วยเครือข่ายการเข้าถึงวิทยุ (RAN) เครือข่ายการขนส่งและเครือข่ายหลักซึ่งอาจรวมถึงเครือข่าย Edge อย่างน้อยหนึ่งเครือข่าย 

ในรายงานฉบับล่าสุดของฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวนได้เผยชื่อบริษัทชั้นนำ 20 บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งหมดกว่า 100 บริษัทที่ร่วมการสำรวจ โดยบริษัทเหล่านี้อาจเป็นทั้งผู้นำในตลาดรวม หรือเป็นผู้นำในบางแขนง หรือเป็นผู้นำความคิดในแขนงใดแขนงหนึ่งเป็นการเฉพาะ Frost Radar™ ระบุตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทเหล่านี้ในอุตสาหกรรมดังกล่าวโดยใช้กระบวนการคัดกรองจากคะแนนข้อมูลการเติบโตและคะแนนด้านนวัตกรรม

นางนาดีน อัลเลน ประธานกรรมการ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ”อีริคสันได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้นวัตกรรมและโซลูชั่นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ซึ่งการได้รับตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยี 5G ใน Frost Radar™ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเรา ซึ่งรวมถึงความสามารถในการแข่งขันในตลาด การสร้างสรรค์นวัตกรรมและที่สำคัญกว่านั้นความมุ่งมั่นที่เรามีให้กับลูกค้าของเรา เรายังจะพัฒนาพอร์ตโฟลิโอ 4G/5G ต่อไปเพื่อตอบรับความต้องการอันหลากหลายของลูกค้าของเรา    

Frost Radar ™ วัดอัตราการเติบโตและรายได้สุทธิ โดยนำมารวมเข้ากับปัจจัยอื่น ๆ เพื่อวัดประสิทธิภาพของบริษัทตามการเติบโต นอกจากนี้ยังประเมินนวัตกรรมของแต่ละบริษัท โดยการประเมินกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตรวจสอบว่านวัตกรรมของบริษัทนั้นสามารถปรับขยายได้อย่างไรและดูประสิทธิภาพของกลยุทธ์การวิจัยและพัฒนารวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย

ทรอย มอร์เลย์ นักวิจัยอุตสาหกรรมอาวุโส Frost & Sullivan’s Information & Communication Technology group ให้ความเห็นเกี่ยวกับอีริคสันและดัชนีการเติบโตว่า “ในฐานะที่เป็นผู้นำตลาดโครงสร้างพื้นฐาน 4G อีริคสันได้ก้าวเข้าไปสู่ตลาด 5G ด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่ บริษัทสามารถรักษาลูกค้าปัจจุบันและเพิ่มลูกค้าใหม่  ได้อย่างยอดเยี่ยม  นอกจากนั้นยังรักษาลูกค้าที่ในเวลานี้ยังไม่ได้เปลี่ยนไปสู่ 5G แต่อีกไม่นานจะเปลี่ยนไป5G แน่นอน อีริคสันใช้เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาปรับกลยุทธ์ทั้งหมดเพื่อโฟกัสไปที่การสร้างกำไร โดยเมื่อเร็ว  ได้ระบุว่าการปรับตัวครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และได้เพิ่มผลกำไรและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” 

มอร์เลย์กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีริคสันและดัชนีนวัตกรรมว่า “อีริคสันได้พิสูจน์ความสามารถในการปรับขนาดนวัตกรรมทั่วโลกด้วย 2G, 3G, 4G และ 5G ในปัจจุบัน  ในส่วนของ 5G ตอนนี้บริษัทฯ มีเครือข่าย 5G ที่เปิดใช้งานแล้วถึง 72 เครือข่ายใน 37 ประเทศ* (ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่ Frost & Sullivan รับรู้จากการเปิดเผยต่อสาธารณะอีริคสันลงทุนจำนวนมากไปกับการวิจัยและพัฒนาซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญในตลาดที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ 5G ชั้นนำ 

อีริคสันได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี 5G แบบต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อรวมระบบวิทยุ Ericsson, 5G Core, Orchestration และ 5G Transport รวมถึงบริการระดับมืออาชีพ บริษัทฯ นำเสนอนวัตกรรมโซลูชั่นซอฟต์แวรเช่น Ericsson Spectrum Sharing การรวมผู้ให้บริการ 5G และ Uplink Booster เพื่อปรับปรุงความครอบคลุมปริมาณงานของผู้ใช้และประสิทธิภาพของสเปกตรัมอย่างมีนัยสำคัญ

โซลูชันเหล่านี้สนับสนุนผู้ให้บริการปรับใช้และพัฒนา 5G เพื่อให้มั่น่ใจว่าผู้ใช้ปลายทางจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ระบบวิทยุสื่อสารของ Ericsson ที่มีจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2015 สามารถรองรับความสามารถ 5G New Radio (NR) ได้ผ่านการติดตั้งซอฟต์แวร์ระยะไกล

Ericsson Digital Services นำเสนอโซลูชั่น Dual-mode 5G Core แบบคลาวด์เนทีฟ สำหรับเครือข่ายที่ชาญฉลาดเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่ชาญฉลาดขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถนำเสนอโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ มากมายสำหรับผู้ใช้มือถือและอุตสาหกรรม ระบบเครือข่ายอัตโนมัติของ Ericsson จะปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่าย สมรรถนะ ประสบการณ์ของลูกค้าและเปิดช่องทางรายได้ใหม่สำหรับกรณีการใช้งาน 5G ใหม่

นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอีริคสันยังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้นำใน 2021 Magic Quadrant สำหรับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการการสื่อสารโดยบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านไอทีอิสระอย่าง Gartner

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม:Frost Radar™ ผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ประจำปี 2020

*ตัวเลขเหล่านี้เป็นรายงานในช่วงเวลาของการรวบรวมและเผยแพร่ของ Radar ตัวเลขล่าสุดเผยแพร่ใน Ericsson’s 5G Contracts page.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สตูดิโอถ่ายรายการขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

TVT GREEN PARK STUDIO สตูดิโอให้เช่าเปิดใหม่ย่านรามคำแหง
ผู้ที่ทำงานโปรดักชั่นต่างคุ้นชินชื่อของ TVT GREEN PARK STUDIO เนื่องจากปัจจุบัน TVT GREEN PARK STUDIO เปิดให้บริการสตูดิโอให้เช่าสำหรับบุคคลภายนอก และ TVT GREEN PARK STUDIO ยังเป็นสตูดิโอถ่ายรายการชื่อดังอยู่มากมาย เช่น รายการ Take Me Out Thailand , Show Me The Money , You are my fantasy , Hidden single , La Banda Thailand , Davinci เกมถอดรหัส
TVT GREEN PARK STUDIO สตูดิโอให้เช่าและสตูดิโอขนาดใหญ่ ที่เหล่าบรรดาโปรดักชั่นมืออาชีพต่างไว้ใจในการผลิตผลงานคุณภาพ

สตูดิโอให้เช่า TVT GREEN PARK STUDIO ตั้งอยู่เลขที่ 8 ซอย เคหะร่มเกล้า 78 แยก 1 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร, 10240 สามารถเดินทางด้วยรถส่วนตัว หรือ รถบริการสาธารณะสาย 113 , 168 (ปอ.) (AC) , 58 , 8 (ปอ.) (AC)

TVT GREEN PARK STUDIO มีสตูดิโอขนาดใหญ่ให้เลือก 3 ขนาด

สตูดิโอ 1 มีขนาด 24x32x12M. = 768 SQM. ภายในสตูดิโอบุฉนวนซับเสียงทั้งห้อง
มีสิ่งอำนวยความสะดวก ดังนี้
– ห้องรับรอง
– ห้องแต่งตัว
– ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
– ห้องน้ำแยกชาย/หญิง
– ห้องอเนกประสงค์ กว้าง 4.30 เมตร ยาว 8.70 เมตร และ สูง 2.40 เมตร

สตูดิโอ 2 เป็นสตูดิโอขนาดกลางขนาด 32x32x12M. = 1,024 SQM. พร้อมบุฉนวนซับเสียงทั้งห้อง
มีสิ่งอำนวยความสะดวก ดังนี้
– ห้องรับรอง
– ห้องแต่งตัว
– ห้องพักนักแสดง
– ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
– ห้องน้ำแยกชาย/หญิง
– ห้อง OB
– ห้องอเนกประสงค์ กว้าง 8.60 เมตร ยาว 15.80 เมตร และ สูงจากพื้นถึงฝ้า 3.00 เมตร

สตูดิโอ 3 เป็นสตูดิโอขนาดใหญ่ที่สุดใน TVT GREEN PARK STUDIO มีขนาด 32x40x12M. = 1,280 SQM. ภายในบุฉนวนซับเสียงทั้งห้อง
มีสิ่งอำนวยความสะดวก ดังนี้
– ห้องรับรอง
– ห้องแต่งตัว
– ห้องพักนักแสดง
– ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
– ห้องน้ำแยกชาย/หญิง
– ห้อง OB
– ห้องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ กว้าง 8.60 เมตร ยาว 15.80 เมตร และ สูงจากพื้นถึงฝ้า 3.00 เมตร

สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการสตูดิโอถ่ายรายการ , งานโฆษณา , Music Video , Virtual Event , Event และ คอนเสิร์ต ของ TVT GREEN PARK STUDIO ทางสตูดิโอมีโรงอาหารไว้สำหรับประกอบอาหารและรับประทานอาหาร แยกเป็นสัดส่วนชัดเจน บริเวณโรงอาหารอากาศโปร่งโล่งสบาย มีลมพัดตลอดเวลา

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
– โรงอาหารแบ่งแยกสัดส่วนชัดเจน
– ลิฟท์ขนของขนาดใหญ่ไว้ขนย้าย สำหรับผู้สนใจเช่าพื้นที่โกดังไว้เก็บฉาก
– โกดังให้เช่าสำหรับเก็บฉาก แยกเป็นห้องส่วนตัว มีห้องให้เลือกหลายขนาด

TVT GREEN PARK STUDIO เป็นสตูดิโอขนาดใหญ่ สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์งานโปรดักชั่น ต่างๆ เหมาะที่จะเป็นสตูดิโอถ่ายรายการ , งานโฆษณา , จัดคอนเสิร์ต , ถ่ายทำ Music Video , Virtual Production และงานอีเว้นท์
TVT GREEN PARK STUDIO เราบริการลูกค้าทุกท่านด้วยใจ

สนใจติดต่อ
เว็บไซต์ : http://www.tvthunder.co.th
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/tvtgreenparkstudio
#สตูดิโอให้เช่า #สตูดิโอถ่ายรายการ #สตูดิโอขนาดใหญ่ #สตูดิโอครบวงจร #สตูดิโอในกรุงเทพฯ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะครุฯ มจพ. ขยายเวลาส่งบทความวิจัยการประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 13 และการจัดประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 8

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กำหนดจัดประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 13 The 13th National Conference on Technical Education (NCTechEd13) และการประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ครั้งที่ 8 The 8th International Conference on Technical Education (ICTechEd8) หัวข้อเรื่อง “Transitioning to the New Normal in Engineering and Education” ระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2564 นั้น ในรูปแบบ onsite (หรือ online เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รอบใหม่ในประเทศไทย) โดยจัดการประชุมสัมมนาภาพรวมและการประชุมกลุ่มย่อยในด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรม วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีทางการศึกษา วิจัยและพัฒนาหลักสูตร และการบริหารธุรกิจ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยทางด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชาต่าง ๆ การระดมความคิดเห็นและประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความรู้ด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรมให้กับคณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาและผู้สนใจทั่วไปจากทั่วประเทศ

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. ได้ขยายเวลาการส่งผลงานวิจัยฉบับเต็มจากเดิมกำหนดส่งวันสุดท้ายวันที่ 29 มีนาคม 2564 เป็นวันที่ 10 พฤษภาคม 2564
การจัดประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 13 ดำเนินการตามหลักการรักษาระยะห่างทางกายภาพ ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข ทางคณะผู้จัดงานประชุมวิชาการฯ ขอสงวนสิทธิ์ปรับเปลี่ยนการนำเสนอผลงานเป็นรูปแบบออนไลน์ หรือให้เป็นไปตามประกาศของศูนย์บริหาร

สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือประกาศมหาวิทยาลัยต่อไป รายละเอียดดดังนี้
1) วันสุดท้ายของการรับผลงานวิจัยฉบับเต็ม (Submission of Full paper) วันที่ 10 พฤษภาคม 2564
2) แจ้งผลการพิจารณาผลงานวิจัยฉบับเต็ม (Notification of Acceptance) วันที่ 31 พฤษภาคม 2564
3) ส่งผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Submission of Final Manuscript) วันที่ 14 มิถุนายน 2564 พร้อมชำระเงินค่าลงทะเบียน

ขอเชิญคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมประชุมวิชาการ และส่งบทความวิจัยในกลุ่มสาขาวิชาดังกล่าวข้างต้น โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึง Download แบบฟอร์มทางเว็บไซต์ http://ncteched.fte.kmutnb.ac.th หรือ E-mail : ncteched@fte.kmutnb.ac.th และการประชุมวิชาการ
ครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ครั้งที่ 8 ทางเว็บไซต์ http://icteched.fte.kmutnb.ac.th หรือ
E-mail : icteched@fte.kmutnb.ac.th

โดยผลงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์
ในวารสารวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งวารสารวิชาการอยู่ในฐานข้อมูล TCI (กลุ่มที่ 2) และผลงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับและนำเสนอในที่ประชุม ICTechEd8 (Track 1) จะได้รับคัดเลือกเข้าฐานข้อมูล Scopus สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คุณวลัยพร ยอดคำมี หรือคุณศิริพร ยางสวย สำนักงานคณบดี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 3221 และ 3201

ขวัญฤทัย ข่าว –ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Fly-Food แพลตฟอร์มบริการส่งอาหารให้คนจีนในประเทศไทย ปรับกลยุทธ์ยกระดับความคุ้มค่า

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด บริการดิจิทัลช่วยสร้างมูลค่าและประโยชน์ต่างๆ มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ภาคส่วนต่างๆ จึงรีบเร่งดำเนินการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 78 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคที่มีอายุ 21 ถึง 40 ปี เปิดเผยกับ Deloitte ว่าตนเองใช้บริการดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ที่เกิดการแพร่ระบาด ส่วนในประเทศไทย ผู้บริโภค 58 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าตนเองสั่งซื้ออาหารผ่านบริการส่งอาหารเพิ่มมากขึ้น

ภายใต้เทรนด์ดังกล่าว Fly-Food(飞象外卖 เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด ด้วยการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยีในรูปแบบที่สร้างสรรค์ โดยเรื่องราวความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

จุดประกายไอเดียธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ข้อมูลเชิงลึกที่เรียบง่ายเกี่ยวกับผู้บริโภคได้จุดประกายไอเดียธุรกิจ Fly-Food แพลตฟอร์มส่งอาหารเพียงหนึ่งเดียวที่รวบรวมร้านอาหารจีนที่หลากหลายในประเทศไทย

ต้า เผิง ผู้ก่อตั้ง Fly-Food กล่าวว่า “ผมสังเกตว่านักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มที่จะเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงวันหยุดยาว ในช่วงวันแรกๆ นักท่องเที่ยวมักจะเลือกลิ้มลองอาหารท้องถิ่นเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แต่หลังจากนั้น ส่วนใหญ่ก็เริ่มมองหาอาหารจีนแท้ๆ ที่คุ้นเคยเพื่อความสบายใจ”

เนื่องจากมีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวจากจีนอีกกว่า 10 ล้านคนต่อปีในปี 2562 Fly-Food จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยมีการขยายธุรกิจไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และระยอง และให้บริการแก่ชาวจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทย และนักท่องเที่ยวจากจีนโดยเฉพาะ

ปรับแต่งกลยุทธ์ดิจิทัลและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ต้า เผิง บอกเล่าเกี่ยวกับมาตรการเบื้องต้นในการรับมือกับการแพร่ระบาด โดยกล่าวว่า “สถานการณ์แพร่ระบาดก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อลูกค้าของเรา โดยบางคนก็ตกงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ ส่งผลให้อำนาจในการใช้จ่ายลดลง เราจึงออกโปรโมชั่นพิเศษเพื่อช่วยเหลือลูกค้าของเราในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเราได้ปรับใช้แนวทางด้านความปลอดภัยเพื่อปกป้องคนส่งอาหารและลูกค้าของเรา”

ขณะเดียวกัน Fly-Food ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการให้บริการแก่ชาวจีนในไทย ด้วยการเปิดตัวมินิโปรแกรมบนอาลีเพย์ (Alipay) โดยคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ซึ่งส่งผลให้ชาวจีนไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้โดยสะดวก และ “อาหารท้องถิ่นของจีน” น่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาจิตใจให้ชาวจีนได้หายคิดถึงบ้านเกิดได้เป็นอย่างดี

การดำเนินการที่รวดเร็วภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอบริการผ่านช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงได้สะดวก ก่อให้เกิดผลดีอย่างเป็นรูปธรรม

นับตั้งแต่ที่เปิดตัวมินิโปรแกรม Fly-Food บนอาลีเพย์ Fly-Food มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยอดสั่งซื้อจากลูกค้าประจำ ตอนนี้ Fly-Food มียอดสั่งซื้อเฉลี่ยสูงถึง 700 รายการต่อวัน และมีร้านอาหารเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น โดย 40 เปอร์เซ็นต์ของร้านอาหารทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 1,500 ร้านเข้าร่วมกับ Fly-Food หลังจากการแพร่ระบาด และหลายร้านที่มากกว่าครึ่งของยอดขายมาจากออเดอร์ที่สั่งผ่าน Fly-Food

Fly-Food เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแคมเปญที่อาลีเพย์จัดทำร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีการแจกคูปองดิจิทัลเพื่อกระตุ้นให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในไทยอย่างปลอดภัยตามมาตรการการป้องกันของรัฐ ซึ่งนับเป็นการสร้างรายได้และต่อลมหายใจให้กับธุรกิจเล็กๆในท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ Fly-Food มียอดสั่งอาหารเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่จัดแคมเปญดังกล่าว

ต้า เผิง กล่าวเสริมว่า “ในโลกวิถีใหม่ ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นกับเรื่องของราคา ซึ่งนั่นหมายความว่า “ความคุ้มค่า” ยังคงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ คูปองดิจิทัลที่ให้ลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มอาลีเพย์มอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้า และเรายังพบว่าผู้ใช้อาลีเพย์มีความคุ้นเคยและเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือการตลาดเพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุดจากการใช้จ่าย ส่งผลให้อัตราการเข้าร่วมของลูกค้าอยู่ในระดับที่ดี และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ขณะเดียวกัน สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน อาลีเพย์ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้คูปองดิจิทัลสำหรับบริการของ Fly-Food”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย กับ “สัญญาบริการ” ให้ลูกค้าต่อสู้ในตลาดอย่างแข็งแกร่ง

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ สแกนเนีย ชู “สัญญาบริการ” เป็นหัวใจให้ผู้ประกอบการ ต่อสู้ในตลาดได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยงานบริการหลังการขายเต็มรูปแบบ มาตรฐานและรับประกันคุณภาพระดับสากลให้กับลูกค้าคนไทย รวมถึงการเชื่อมโยงงานบริการกับระบบเทคโนโลยีที่ช่วยบริหารจัดการฟลีทรถ และแผนการบำรุงรักษารถแต่ละคัน เพื่อประโยชน์และผลกำไรของลูกค้าสแกนเนียทุกท่าน

นายจักรี รักขาวชญานนท์ ผู้จัดการด้านสัญญาบริการ บริษัท สแกนเนียสยาม จำกัด กล่าวว่า ในปัจจุบัน “สัญญาบริการ”เป็นปัจจัยในการตัดสินใจของลูกค้าเพื่อเลือกซื้อรถ โดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์อย่างรถบรรทุกและรถโดยสาร ที่ผู้ซื้อนำไปใช้ทำมาหากิน สัญญาบริการจึงเป็นการดูแลงานซ่อมและบำรุงรักษาให้กับลูกค้าด้วยมาตรฐานศูนย์บริการสแกนเนีย ลูกค้าจึงมั่นใจได้กับอะไหล่แท้พร้อมรับประกันและงานซ่อมตามมาตรฐานสแกนเนีย โดยสแกนเนียมีระบบสัญญาณเชื่อมโยงกับตัวรถ เพื่อนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ปัญหาอย่างแม่นยำ สามารถเก็บประวัติการบำรุงรักษา ระยะทางการวิ่งของรถและพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพได้อย่างดี โดยสแกนเนียจะมีสัญญาบริการให้เลือกพิจารณา 2 ประเภท คือ 1.สัญญาซ่อมและบำรุงรักษา และ 2.สัญญาบำรุงรักษา หรือ คือการดูแลงานเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและตรวจสอบสภาพรถ แต่ไม่รวมงานซ่อม สำหรับในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สแกนเนียได้จัดโปรโมชั่นออกมาในแบบสัญญาบำรุงรักษาในราคาพิเศษ โดยจะมี 4 โปรแกรม คือ S-M-S-L S เป็นรอบเล็ก M รอบกลาง และ L รอบใหญ่ ในช่วงโปรโมชัน เหลือเพียง 66,000 บาท จากราคาปกติ 80,000-90,000 บาทต่อสัญญาบำรุงรักษา 4 โปรแกรม ทำให้จะช่วยลูกค้าประหยัดไปประมาณ 2 -3 หมื่นบาท นอกจากนี้รถทรัคของสแกนเนียที่ใช้แล้วเป็นเวลานาน ลูกค้าสามารถนำมาเปลี่ยนรถเป็นรถรุ่นใหม่ได้ โดยสแกนเนียมีแผนกรับซื้อรถใช้แล้วมาให้บริการด้วย

“ดังนั้นความสำคัญของ “สัญญาบริการ” หากเทียบกับรถที่มีสัญญากับไม่มีสัญญานั้น ปัญหาคือรถที่ไม่มีสัญญาจะไม่สามารถควบคุมหรือคำนวณค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้ในแต่ละครั้ง และงบประมาณการซ่อมอาจบานปลายได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น มาตรฐานการขับของผู้ขับขี่แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เส้นทางการขนส่ง สินค้าที่บรรทุก เป็นต้น แต่สัญญาบริการจะคำนวณค่าใช้จ่ายที่แน่นอนในแต่ละเดือนให้เรียบร้อย ซึ่งครอบคลุมงานซ่อมและบำรุงรักษา รวมถึงอุปกรณ์อะไหล่ต่าง ๆ ไว้แล้ว ผู้ประกอบการสามารถนำไปวางแผนทั้งค่าใช้จ่ายและรายได้ ได้แม่นยำมากขึ้น สามารถวางแผนธุรกิจได้ไกลมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานด้านธุรการ งานเอกสาร ลดขั้นตอนและเวลาในการเข้าศูนย์บริการ โดยศูนย์บริการสแกนเนียจะทำการเสนอราคาอนุมัติงานซ่อมประกันตามสัญญาบริการให้อัตโนมัติ พูดง่าย ๆ เราจะเหมือนเป็นลูกค้าที่ดูแลผลประโยชน์ให้ลูกค้านั่นเอง เพราะสแกนเนียดูแลให้ทุกขั้นตอน” นายจักรี กล่าว

นายจักรี กล่าวต่อว่า 35 ปีในประเทศไทยของสแกนเนีย เราฟังเสียงจากลูกค้าคนไทยเสมอมา ทำให้เราปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการคนไทยมากขึ้น เช่น สัญญาบริการที่คิดตามระยะทางการใช้งาน กิโลเมตรละ 1 บาท โดยทำสัญญากับสแกนเนียในระยะยาว 5 ปีหรือระยะการใช้รถ 6 แสนกิโลเมตร ก็จะชำระค่าสัญญาบริการเพียง 6 แสนบาท (เป็นรูปแบบรายปีหรือแล้วแต่จะตกลงกัน) ทั้งนี้เมื่อซื้อรถบรรทุกสแกนเนียคันใหม่ ลูกค้าจะได้แถมงานซ่อมฟรี 2 ปี (หรือ 270,000 กิโลเมตรอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมบำรุงรักษาฟรี 5 ปี (หรือ 600,000 กิโลเมตรอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)ไปกับตัวรถอยู่แล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจากับลูกค้ากับสแกนเนียในการขยายสัญญาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายจักรีกล่าวถึงพื้นฐานของ Connected Service (ระบบเชื่อมต่องานบริการ) ที่มีความเชื่อมโยงกับ Fleet Management System (ระบบช่วยบริหารจัดการฟลีทรถ) ว่า โดยปกติแล้ว รถสแกนเนียจะมีระบบตัวส่งสัญญาณที่ติดตั้งในตัวรถเรียกว่า C300 เป็นอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลจากตัวรถ มาเก็บไว้ในระบบของสแกนเนีย ทำให้เมื่อรถเกิดปัญหา เราสามารถวิเคราะห์ได้จากระยะไกล อีกทั้งศูนย์บริการสามารถรู้และแจ้งให้ลูกค้าได้ทราบก่อนเกิดความเสียหายหนัก ข้อมูลนี้ยังสามารถรู้ถึงพฤติกรรมการขับขี่ จึงสามารถนำมาแนะนำปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดน้ำมัน ลดการสึกหรอของชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยสแกนเนียมีทีมผู้ฝึกสอนการขับขี่คอยให้บริการในส่วนการแนะนำนี้ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้รถลูกค้ามีความพร้อมใช้งานสูงสุด ให้ลูกค้าแข่งขันในตลาดแบบไม่พลาดแม้แต่งานเดียว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ มจพ. พัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มม. สัญชาติไทย มีความแม่นยำสูง

ผศ.ณรงค์เดช พัฒนไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการเชื่อม วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หัวหน้าโครงการ และคณะทำงานประกอบด้วย  ผศ.ณรงค์เดช พัฒนไพบูลย์ รศ.สถาพร ชาตาคม  ผศ.ดร.กิตติภัฎ  รัตนจันทร์  ผศ.ดร.สุนทร สิทธิสกุลเจริญ ผศ.วัชระ  ลายลักษณ์  ผศ.ดร.ศรายุทธ  เงินทอง  ผศ.ประมุข  เจนกิตติยนต์ และอาจารย์ ภาวัช จันทสร   ต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด  5.56  มิลลิเมตร เป็นปืนเล็กยาวจู่โจม (Assault  Rifle)  ระบบการทำงานด้วยแก๊ส

ลูกสูบช่วงชักยาว (Gas-operated Long-stroke piston) ระยะการยิงหวังผลเป็นจุด 550 เมตร ระยะการยิงหวังผลเป็นพื้นที่ 800 เมตร ส่วนอายุการใช้งานลำกล้องและเครื่องลั่นไก 20,000 นัด ใช้ซองกระสุนความจุ 30 นัด  สำหรับกระสุนหัวแข็ง  M855  FMJ  (Full Metal Jacket)  อัตราการยิงต่อเนื่องอัตโนมัติ 600-800 นัด มีรูปแบบการยิง ห้ามไก (Safe) สามารถทำการยิงทีละนัด (Semi-Auto)  และยิงแบบอัตโนมัติ (Full-Auto) มีน้ำหนักเบา การใช้งานสามารถถอดประกอบเพื่อบำรุงรักษาในเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ   ปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตรกระบอกนี้คือผลงานการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (Army Research and Development Office) กองทัพบกไทย (RTA : Royal Thai Army) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ผศ.ณรงค์เดช เล่าให้ฟังว่า การคิดค้นการพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ที่เป็นต้นแบบที่เหมาะกับสรีระ และภารกิจของกองทัพบกไทย และการพัฒนาปืนเล็กยาว ขนาด 5.56  มิลลิเมตร ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่ผลิต ปืนเล็กยาวขนาด 5.56×45 มิลลิเมตร นาโต้ (5.56×45 mm. NATO) จัดเป็นปืนเล็กยาวมาตรฐานประจำกองทัพประเทศในกลุ่มนาโต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา และมีประจำการในกองทัพต่าง ๆ เกือบทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยที่มีประจำการอยู่ประมาณ 200,000-300,000 กระบอก ปืนเล็กยาวเป็นอาวุธประจำกายของทหารในกองทัพ โดยเฉพาะทหารราบ ซึ่งต้องฝากชีวิตไว้กับปืนเล็กยาวประจำกายในการปฏิบัติการ ไม่ว่าภูมิประเทศ ภูมิอากาศจะเป็นอย่างไร ปืนเล็กยาวประจำกายต้องสามารถปฏิบัติการได้อย่างไม่ขัดข้อง และแน่นอน เพราะความขัดข้องเพียงเล็กน้อยที่เกิดกับปืนเล็กยาวประจำกายนั้นอาจจะหมายถึงชีวิตของทหารที่ฝากชีวิตไว้กับปืนกระบอกนั้น และภารกิจของหน่วยปฏิบัติการเลยทีเดียว 

ปัจจุบันกองทัพบกได้มีการจัดซื้อปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร TAVOR และอะไหล่ในการบำรุงรักษาที่มีราคาสูง จากประเทศอิสราเอล เข้ามาประจำการทดแทนปืนเล็กยาว M16 เดิม ที่หมดอายุการใช้งานไปตามเวลาด้วยงบประมาณของประเทศจำนวนหลายล้านบาท  และจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้การจัดหาปืนเล็กยาว เข้าประจำการในกองทัพทำได้ยาก ซึ่งคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ   ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการออกแบบ พัฒนา และผลิตปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ขึ้นเองภายในประเทศ เพื่อเกียรติภูมิของประเทศชาติที่จะมีปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร ที่ออกแบบ และผลิตขึ้นเองประจำการในกองทัพ เพื่อเพิ่มศักยภาพของกองทัพในการป้องกันราชอาณาจักร และอธิปไตยของประเทศชาติ เสริมสร้างสมรรถนะของกองทัพ

การพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร ลักษณะงานวิจัยเป็นแบบวิจัยเชิงทดลอง เป็นการศึกษาข้อมูลการยุทธศาสตร์ของทหารไทยและการศึกษาเทคโนโลยีของปืนเล็กยาวแบบต่าง ๆ ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการลูกกลิ้งหน่วงเวลาถอยหลังระบบปฏิบัติการแบบแก๊ส แบบแก๊ส – ลูกสูบ และแบบสปริงแรงเฉื่อย (Inertia spring) เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการออกแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร เป็นการออกแบบเบื้องต้นเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบทางเทคนิคของปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร โดยตั้งเป้าหมายในการออกแบบไว้ 2-3 แบบ และคัดเลือกแบบที่เหมาะสมมาทำการพัฒนาประสิทธิภาพและทำการทดสอบการใช้งานภาคสนาม แบบที่ 1 การจัดทำข้อมูลสรุป ประกอบด้วย ข้อมูลการออกแบบพิมพ์เขียวของปืนยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ต้นแบบ แบบพิมพ์เขียวของเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต  ระบบปฏิบัติการการที่นิยมกันในปืนเล็กยาวมี 3 แบบ ระบบปฏิบัติการที่นิยมในปืนเล็กยาวมีรูปแบบ คือ แบบที่ 1 ใช้แรงสะท้อนถอยหลัง (Recoil) จะใช้แรงสะท้อนถอยหลังของชุดลำกล้องมาดันชุดลูกเลื่อนให้ถอยหลังพร้อมกับทำการคัดปลอกกระสุนทิ้ง จากนั้นแรงจากสปริงที่รองรับชุดลูกเลื่อนอยู่จะดันชุดลูกเลื่อนกลับพร้อมกับป้อนกระสุน  แบบที่ 2 โบลว์แบ็ก (Blowback) จะใช้แรงดันที่แก๊สกระทำต่อปลอกกระสุน  ให้ปลอกกระสุนดันชุดลูกเลื่อนถอยหลังพร้อม กับทำการคัดปลอกกระสุนทิ้ง จากนั้นแรงจากสปริงที่รองรับชุดลูกเลื่อนอยู่จะดันชุดลูกเลื่อนกลับพร้อมกับป้อนกระสุน แบบที่ 3 ปฏิบัติการด้วยแก๊ส (Gas operate) จะใช้แรงดันแก๊สในรังเพลิงมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนชุดลูกเลื่อนโดยตรง หรือผ่านชุดลูกสูบ ซึ่งมีการเจาะรูเล็กที่ลำกล้อง เพื่อเอาแก๊สมาใช้ และต้องมีท่อส่งแก๊ส หรือชุดลูกสูบ กลไกแบบนี้มีข้อดีคือ รับแรงได้สูงจึงเป็นที่นิยมใช้ในปืนไรเฟิลจู่โจมในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตามขั้นตอนการออกแบบอย่างเป็นระบบ Pahl และ Beitz แบ่งขั้นตอนการออกแบบอย่างเป็นระบบ  4  ขั้นตอน  การวางแผนผลิตภัณฑ์  และการศึกษารายละเอียดให้ชัดเจน  ขั้นตอนการออกแบบแนวคิด  การออกแบบเบื้องต้น   และขั้นตอนการดำเนินการออกแบบรายละเอียดต้นแบบปืน   สรุปผลจากผลการวิจัย การพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร สามารถใช้งานได้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ มีความแม่นยำอยู่ในระดับ (กลุ่มกระสุนที่ดีที่สุด) 0.7-3 MOA ที่ระยะยิง 50 -100 เมตร ซึ่งความแม่นยำนี้ขึ้นอยู่กับผู้เล็ง กล้องเล็ง และอุปกรณ์จับยึดเป็นสำคัญ

นอกจากนี้แล้ว ได้นำต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร ไปแสดงที่กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Defense and Security 2019 ณ ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ  ระหว่างวันที่ 18-21  พฤศจิกายน  2562 งานมหกรรมการวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ สู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อศักยภาพของกองทัพและการปกป้องประเทศ (Thailand’s Armament and National Defense Research and Industry) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 และการนำเสนอผลงานวิจัยต่อ ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในโอกาสที่เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา 

ประโยชน์จากพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศให้มีความเข้มแข็งลดการนำเข้าสินค้ายุทธภัณฑ์ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศและสามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จะผลิตอาวุธประจำกายในกองทัพของประเทศได้ และยังสามารถที่จะใช้องค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อนำไปขยายผลในการผลิตเชิงพาณิชย์ ชึ่งปัจจุบัน ได้มีการประชุมร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ในส่วนของการถ่ายทอดความรู้และแนวทางการขยายผลต่อไป  ต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร นับได้ว่าเป็นงานวิจัยและพัฒนาในประเทศจากฝีมือคนไทย สัญชาติไทยโดยแท้

สอบถามรายละเอียดได้ที่  ผศ.ณรงค์เดช  พัฒนไพบูลย์ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการเชื่อม  วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์.0-2555-2000 ต่อ 6406 หรือ 096-829-5695

ขวัญฤทัย ข่าว -ภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัลสุดยอดพาร์ทเนอร์ที่รักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าแบบยั่งยืนประจำปี 2020 จาก Palo Alto Networks

ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ค ประเทศไทย และอินโดจีน มอบรางวัล Top Customer Retention of the Year 2020 หรือ สุดยอดพาร์ทเนอร์ที่รักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าแบบยั่งยืนประจำปี 2020 จาก Palo Alto Networks ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และการป้องกันภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ การันตีความเป็นสุดยอดผู้นำด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ให้กับ คุณชัยวัฒน์ ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 ณ อาคารสำนักงานใหญ่

ซึ่งในปีนี้ทาง บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ได้เน้นการบริการระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับ ระบบ Network และ Security Operating Platform ด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) และระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล รวมถึงโซลูชั่น Cybersecurity ด้าน Compliance และ Regulations เพื่อรองรับกฎข้อบังคับ การประกาศใช้ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่กำลังเกิดขึ้นเร็วๆนี้


 

Exit mobile version