Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทำความรู้จัก “ข้อมูลส่วนบุคคล” และ “การล่อลวงแบบฟิชชิ่ง”

ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตตั้งแต่เราลืมตาตื่นจนเข้านอน หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อติดต่อสื่อสารและทำธุรกรรมผ่าน e-Money อยู่เป็นประจำ ข้อมูลจาก ธปท. ระบุจำนวนบัญชี e-Money ณ ธันวาคม 2563 มีมากกว่า 107 ล้านบัญชี ยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแสการใช้จ่ายผ่านออนไลน์มีความสะดวกและเติบโตมากขึ้นเท่าไร กลโกงของมิจฉาชีพก็เพิ่มความแนบเนียนและมีความหลากหลายมากขึ้นเท่านั้น จนเกิดกรณีที่มีผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่บ่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่มิจฉาชีพต้องการจากเราหลัก ๆ นอกจาก “เงิน” แล้ว ก็ยังมี “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่มักใช้กลลวงให้ได้มาโดยวิธีที่เรียกว่า ‘ฟิชชิ่ง’ (Phishing) ซึ่งก็คือการเอาเหยื่อล่อให้เราหลงเชื่อและทำตาม โดยใช้ชั้นเชิงปลอมแปลงแม้กระทั่งชื่อผู้ส่งข้อความ SMS ไปที่เบอร์ของเหยื่อพร้อมแนบลิงค์ไปยังเว็บที่ทำขึ้นปลอมและแสร้งเป็นผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องมีสติและใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อได้รับการติดต่อในรูปแบบดังกล่าว

ข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร?

ข้อมูลส่วนบุคคล คือข้อมูลที่ใช้ระบุตัวตนหรืออัตลักษณ์ของบุคคลนั้น ๆ ได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่จะทำให้คนที่ได้ข้อมูลชุดนั้นไปสามารถเข้าถึงโปรไฟล์ของบริการต่าง ๆ ของเจ้าของข้อมูล อาทิ บัตรประชาชน ใบขับขี่ ทะเบียนบ้าน รูปภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิตรวมถึงเลขหลังบัตร เบอร์มือถือ ชื่อผู้ใช้ (Username) รหัสผ่าน (Password) และอาจรวมถึงรหัสผ่านแบบใช้ได้ครั้งเดียวหรือ OTP (One Time Password) ที่อาจผูกอยู่กับบริการหรือแอปฯ ทางการเงินต่าง ๆ ของเรา เป็นต้น ซึ่งมิจฉาชีพพอได้ไปแล้วก็สามารถเอาไปทำธุรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เสมือนเป็นเจ้าของข้อมูล โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว

การล่อลวงฟิชชิ่ง (Phishing) อันตรายแค่ไหน จะระวังหรือป้องกันตัวอย่างไร?

Phishing หากแปลจากเสียงอ่านก็เหมือนกับ “การตกปลา” ซึ่งการจะตกปลาให้ได้นั้นต้องใช้ “เหยื่อล่อ” ซึ่ง Phishing เป็นหนึ่งในกลโกงที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้เพื่อล่อเอาข้อมูลส่วนบุคคลของเรานั้นหลากหลายและบางครั้งก็แนบเนียนมาก ตั้งแต่การส่งอีเมล ข้อความทางแชต หรือ SMS พร้อมลิงก์ปลอมโดยแอบอ้างชื่อหรือโลโก้แบรนด์อื่น รวมถึงปลอมแปลงเอกสารทางการเกี่ยวกับบริษัทเพื่อให้ดูเหมือนน่าเชื่อถือก็มีมาแล้ว จากนั้นก็นำเสนอสินค้าหรือบริการ อาทิ เล่มเกม ลงทุน เสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ หรือแม้แต่สวมรอยเป็นหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่สถาบันทางการเงินที่น่าเชื่อถือ ติดต่อเราโดยการโทร ส่งข้อความ อีเมลสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ จนเราหลงเชื่อและลวงให้เราทำตามขั้นตอน เช่น คลิกลิงค์ บอกข้อมูลส่วนตัวสำคัญ ๆ  จนไปถึงให้ OTP แล้วก็ใช้ข้อมูลของเราล็อกอินเข้าบัญชีแอปฯ การเงินเพื่อเปลี่ยนการแจ้งเตือน รวมถึงดูดเงินออกจากบัญชี

ด้วยความห่วงใยความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินของผู้ใช้ ทรูมันนี่ ในฐานะผู้ให้บริการอีวอลเล็ทชั้นนำในประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องความปลอดภัยและมี 4 มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความปลอดภัยและดูแลผู้ใช้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการทรูมันนี่ได้อย่างสบายใจ ได้แก่

  1. ระบบความปลอดภัยระดับโลก เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดให้สอดคล้องกับนโยบาย Digital ID ทรูมันนี่ได้นำเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า Biometric Facial Recognition (e-KYC) มาใช้ เพื่อช่วยป้องกันการฉ้อโกงทางออนไลน์และทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในการทำธุรกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนในระดับสูงสุด เช่น การไปเสียบบัตรประชาชนที่หน่วยให้บริการและสแกนใบหน้า ยังช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการใหม่ ๆ เช่น การฝากเงินดอกเบี้ยสูงผ่านแอปฯ ซึ่งสอดคล้องกับระดับการยืนยันตัวตนที่ภาครัฐกำหนดในการใช้บริการดังกล่าว
  2. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการจะถูกจัดเก็บตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยระดับสากลตามที่กฏหมายกำหนด โดยข้อมูลดังกล่าวนั้นจะนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์การให้บริการเท่านั้น
  3. ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง ที่ได้รับใบรับรอง Professional Security Certifications ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชั่นและดูแลป้องกันการฉ้อโกงโดยร่วมมือกับหน่วยงานป้องกันและปราบปราม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการ “Service Monitoring Center” เพื่อคอยตรวจสอบคุณภาพบริการและระบบเครือข่ายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง
  4. TrueMoney Customer Care คอยดูแลอำนวยความสะดวกผู้ใช้งานให้อุ่นใจในการทำธุรกรรมการเงิน พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา หรือมีข้อสงสัยในการใช้งาน สามารถติดต่อได้ทั้งช่องทาง Live Chat บนแอปพลิเคชั่น และ Call Center 1240 ตลอด 24 ชั่วโมง

โดย ทรูมันนี่ นำเสนอแนวทางป้องกันการถูกล่อลวงโดยยึดหลัก “3ร” ดังนี้

  • ร – ระมัดระวัง… ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวใด ๆ แก่ผู้ติดต่อเข้ามาทั้งที่ไม่แน่ใจและไม่ได้ตรวจสอบก่อน ให้สังเกตความผิดปกติต่าง ๆ จากการติดต่อสื่อสารที่ได้รับ อาทิ ชื่อลิงค์เว็บไซต์ไม่ตรงกับแบรนด์ที่แอบอ้าง การขอข้อมูลที่จะทำให้ผู้ขอสามารถเข้าถึงเงินในบัญชีเราได้ เป็นต้น
  • ร – รอบคอบ… อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ไม่ว่าข้อเสนอที่ได้จะดีแค่ไหน สามารถขอติดต่อกลับในช่องทางติดต่ออย่างเป็นทางการ หรือขอข้อมูลผู้ติดต่ออย่างละเอียด เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร และตรวจสอบโดยตรงผ่านช่องทางทางการของแบรนด์นั้น ๆ อาทิ อีเมลที่ระบุใน Official Website และ Call Center เป็นต้น
  • ร – รอบรู้… อัปเดทข่าวสารกลโกงมิจฉาชีพทั้งสำหรับความปลอดภัยของตนเอง และไว้เตือนคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และเยาวชน ให้เข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล และฉลาดใช้เทคโนโลยีโดยไม่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อ

ทั้งนี้ ทรูมันนี่ ขอให้ผู้ใช้โปรดใช้ความระมัดระวังมิจฉาชีพแอบอ้าง ชื่อ และโลโก้ทรูมันนี่ หรือ บริษัทในเครือ อย่าง แอสเซนด์ นาโน และมี “สติ” ตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง หรือหากมีข้อสงสัยโปรดติดต่อช่องทางสื่อสารทางการของทรูมันนี่ หรือ โทร 1240

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ส.ธุรกิจรับสร้างบ้าน เร่งหาช่องทางเพิ่มโอกาสช่วยสมาชิก หลังโดนพิษโควิด-19 รอบที่ 3ทุบตลาดรับสร้างบ้านอ่วม

นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน “วรวุฒิ กาญจนกูล” โอดโควิด-19 รอบ 3 ทุบตลาดรับสร้างบ้านในช่วงไตรมาส ที่ 2 ของปี ลูกค้าขอเลื่อนทำสัญญาออกไปก่อน อีกทั้งยังเผชิญภาวะแคลนแรงงาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กเส้น ชี้หากไม่มีการระบาดรอบที่ 4 เกิดขึ้นทางสมาคมมองว่าครึ่งปีหลังตลาดรับสร้างบ้านน่าจะกลับมาปกติ พร้อมเร่งสร้างโอกาสช่วยเหลือบริษัทสมาชิกด้วยการปรับปรุงช่องทางการโปรโมทเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับจัดทำโครงการที่จะพัฒนาศักยภาพและยกระดับบริษัทรับสร้างบ้านให้ได้มาตรฐานมากขึ้น ผ่านโครงการอบรมทั้งแบบoff lineและแบบ on line เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงการอบรมได้ โดยง่ายแบบ new normal โดยความร่วมมือกับ Builk Group และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า สถานะการณ์ของรับสร้างบ้านในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 มีแววที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง โดยดูจากยอดจองสร้างบ้านในงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021” เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมาที่มียอดจองเข้ามามากจนเป็นที่น่าพอใจ โดยตลอด 5 วันที่จัดงาน (ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2564) มีคนลงทะเบียนและเข้าชมงานทั้งสิ้นประมาณ 12,000 ราย มียอดจองปลูกสร้างบ้านบนที่ดินรวมทั้งสิ้น 2,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดจองที่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้อยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท

“ภาพธุรกิจที่เกิดในช่วงไตรมาสแรกเรามั่นใจว่าตลาดเริ่มที่จะฟื้นกลับมาทุกอย่างกำลังไปได้สวยหลายบริษัทโต กว่าเป้า จนกระทั่งมีการระบาดของโควิด19ในรอบที่3 เกิดขึ้นทำให้เกิดการชะลอตัวของกำลังซื้ออย่างชัดเจน หลายบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯนั้นมีลูกค้าขอเลื่อนการเซ็นต์สัญญาออกไปก่อน ส่วนงานที่ทำสัญญาแล้ว ลูกค้าก็ขอให้ขยับการก่อสร้างออกไป ขณะที่ลูกค้าที่กำลังศึกษาข้อมูลก็ต้องชะงัก” นายวรวุฒิ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิกล่าว ยังสะท้อนถึงภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากพิษโควิด-19 ที่ระบาดรอบที่ 3 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีที่การระบาดอย่างหนักรอบนี้มีคนเสียชีวิตเยอะ ความเชื่อมั่นใน การบริโภคลดลงคาดว่าตลาดน่าจะชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งกว่ารอบนี้จะสงบก็ต่อเมื่อมีการกระจายฉีดวัคซีนที่ทั่วถึง ซึ่งจะเริ่มที่ไตรมาสที่ 3 และหากไม่มีการระบาดรอบที่4เกิดขึ้นทางสมาคมมองว่าครึ่งปีหลังตลาดรับสร้างบ้านน่าจะ กลับมาเกือบเป็นปกติ ซึ่งต้องรอดูสถานะการณ์ว่ารัฐบาลจะควบคุมการระบาดได้ดีเพียงไร

“ต้นทุนเหล็กเพิ่ม—ขาดแคลนแรงงาน”ซ้ำเติมปัญหา

นอกจากความเชื่อมั่นในการบริโภคลดลงหรือชะลอตัวอย่างชัดเจนแล้วบริษัทรับสร้างบ้านประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้มีอยู่ 2 เรื่อง ก็คือ

1.การเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณเนื่องจากราคาวัตถุดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี2563ที่ผ่านมาและไม่มีทีท่าว่าจะลงมาอยู่ในราคาเดิมที่เคยเป็นอยู่

2.การขาดแคลนแรงงานเนื่องจากภาวะโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 แรงงานต่างด้าวที่กลับไปประเทศไม่สามารถกลับมาทำงานได้อีก ซึ่งจะสามารถแก้ได้ด้วยการที่รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้แรงงานสามารถเดินทางเข้ามาได้ อย่างถูกกฎหมายเมื่อสถานะการณ์โควิดดีขึ้น ส่วนแรงงานคนไทยเองที่กลับต่างจังหวัด (ตจว.) เมื่อช่วงสงกรานต์ก็ไม่เดินทางกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯเนื่องจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ถูกยกระดับเป็นสีแดงเข้ม

“ราคาบ้านในช่วงนี้บริษัทรับสร้างบ้านในสมาคมฯส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับขึ้น เพราะยังต้องการตรึงราคาให้กับผู้บริโภคโดยบริษัทรับสร้างบ้านเป็นผู้รับภาระดังกล่าวไว้แต่จะตรึงได้นานแค่ไหนคงต้องพิจารณากันอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 2 นี้” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านกล่าว

สำหรับนโยบายที่รัฐบาลต้องการให้คนที่มีเงินนำเงินมาใช้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งธุรกิจรับสร้างบ้านเป็น ธุรกิจที่จะสามารถสนองนโยบายนี้ได้อย่างชัดเจนเพราะช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้ที่มีเงินจะนำเงินออมมาสร้างบ้านใหม่ หรือปรับปรุงบ้านเก่าเนื่องจากมีความคุ้มค่าทั้งทางด้านราคาและยังมีเวลาที่จะดูบ้าน เนื่องจากการที่บริษัทต่างๆ องค์กรต่างๆ เลือกให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านหรือนอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (Work from Home :WFH) ในขณะนี้

ด้วยภาวะที่ภาคธุรกิจรับสร้างบ้านรวมถึงผู้บริโภคที่กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆอยู่อย่างหนักหน่วงนี้ สิ่งที่สมาคมธุรกิจนับสร้างบ้านทำให้บริษัทสมาชิกของสมาคมฯในช่วงที่เจอกับพิษโควิด-19 ผ่าน 3 แนวทางหลักๆ คือ

แนวทางที่ 1. ปรับปรุงช่องทางการเข้าถึงระหว่างสมาชิกกับผู้บริโภคผ่านทางเว็บไซต์สมาคมรับสร้างบ้าน คือ www.hba-th.org เพื่อให้เว็บไซต์ของสมาคมฯเป็นศูนย์กลางให้กับผู้ที่สนใจจะสร้างบ้านได้เข้ามาหาข้อมูล และเข้าถึงแบบบ้านต่างๆพร้อมโปรโมชั่นของสมาชิกของสมาคมได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น อีกทั้งมีการโปรโมทเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและผู้บริโภค

แนวทางที่ 2. ทำโครงการที่จะพัฒนาศักยภาพและยกระดับบริษัทรับสร้างบ้านให้ได้มาตรฐานมากขึ้น โดย เตรียมโครงการอบรมทั้งแบบ Off lineและแบบ On line เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงการอบรมได้โดยง่าย แบบ New Normal โดยความร่วมมือกับ Builk Group และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ ได้มีการดำเนินการกันในระดับหนึ่งแล้ว

และแนวทางที่ 3. โดยในไตรมาสที่3 ซึ่งช่วงนั้นคนไทยน่าจะได้รับวัคซีนกันไปมากแล้วสมาคมฯ ได้เตรียมจัด งานรับสร้างบ้านเป็นใหญ่ประจำปีที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ นั่นคือ “รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials Expo 2021” ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านก่อนสิ้นปี

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิ ยังกล่าวย้ำในตอนท้ายด้วยว่า วัคซีนคือความจำเป็นที่จะทำให้ธุรกิจของประเทศรวมถึงธุรกิจ รับสร้างบ้านจะเดินต่อไปได้ เพื่อให้ถึงเป้า GDP ที่รัฐบาลวางเอาไว้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สัมภาษณ์พิเศษ มจพ. สร้างนวัตกรรมหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส (โควิด-19)

รศ.ดร.ศุภชัย ตระกูลทรัพย์ทวี และ ผศ.ดร.สถาพร วังฉาย ภาควิชาวิศวกรรมขนถ่ายวัสดุและโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดตัว “หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส” มีคุณสมบัติในการสร้างไอพ่นละอองฝอยละเอียดเฉลี่ย 50 ไมครอน เรียกว่าเป็นระบบการสร้างละอองฝอยแบบ ยูแอลวี (ULV cold fog generator) ด้วยปั๊มแรงดันสูง 12 บาร์ มีอัตรkการไหล 1 ลิตรต่อนาที ใช้หัวฉีดพ่นจำนวน 16 หัวฉีด (หัวฉีดละเอียดชนิดพิเศษ) แบ่งเป็นระบบหัวพ่นเป็นวง 8 หัว และระบบหัวพ่นแบบทำงานร่วมกับพัดลมแรงดันสูง 8 หัว เนื่องจากขนาดละอองฝอยเฉลี่ย 50 ไมครอน จะสามารถพยุงตัวในอากาศได้นาน แล้วใช้ลำอากาศความดันและอัตราการไหลสูง นำพาละอองฝอยน้ำยาให้เคลื่อนที่ไปไกล 5-7 เมตร ส่งผลให้ละอองฝอยน้ำยาครอบคลุมไปทุกพื้นที่ การใช้ปริมาณน้ำยาต่อพื้นที่สม่ำเสมอ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฉีดพ่นได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง (ใช้น้ำยาผสม 25 ลิตร) จากการทดสอบการทำงานสามารถฉีดพ่นครอบคลุม พื้นที่ 37,680 ตารางเมตรต่อ 50 นาที หุ่นยนต์จะช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำงาน และลดความเมื่อยล้าของผู้ฉีดพ่น

หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรคและไวรัส ถูกออกแบบให้ระบบควบคุมการเคลื่อนที่หุ่นยนต์เป็นแบบ “ไร้สาย” เพิ่มความสะดวกสบาย และสามารถเว้นระยะห่างจากรัศมีของการฉีดพ่นได้ ลดความเสี่ยงให้กับผู้ทำการฉีดพ่น จากการบังคับขับหุ่นยนต์ผ่านกล้อง ผ่านระบบสัญญาวิทยุ และมีจอแสดงผลกล้องจากหุ่นยนต์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าของหุ่นยนต์ เพื่อช่วยให้ผู้บังคับสามารถควบคุมได้ง่ายมากขึ้น และสามารถปรับมุมได้ตามความเหมาะสมของสถานที่ และหมุนรอบแกน 120 องศา ทั้งนี้หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) มีขนาด กว้าง 60 x ยาว 80 x สูง 150 เซนติเมตร มีโครงสร้างที่ทนต่อความชื้นสูง โดยเลือกใช้สแตนเลส งบประมาณที่ใช้ประมาณ 70,000 บาท โดยได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัย และต้านภัยโควิด มจพ.”

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า รู้สึกห่วงใยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ระบาดระลอก 3 พบว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยใกล้เคียงกับ 2 รอบที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนวัตกรรมหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส สำหรับป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่สามารถใช้.oพื้นที่เสี่ยงภัยจากการสัมผัส เช่น โรงพยาบาลสนาม อาคารสำนักงาน พื้นที่ชุมชน เป็นต้น เนื่องจากการใช้หุ่นยนต์เข้าไปทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค จะมีความปลอดภัยสูง ลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็น เพราะการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ สามารถเว้นระยะห่างของการฉีดพ่นได้เป็นอย่างดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือรวมแบ่งปันน้ำใจและดูแลให้ประเทศไทยพ้นภัยครั้งนี้ ด้วยการสร้าง “หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรค และไวรัส” นวัตกรรมป้องกันโควิด-19 เพื่อตอบโจทย์การยกระดับความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้บุคลากร มจพ. ผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย และผู้ที่ได้รับผลกระทบ
รศ.ดร. ศุภชัย เล่าให้ฟังว่า วัตถุประสงค์ของการสร้างหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรคและไวรัส เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ สำหรับป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นการออกแบบสร้างหุ่นยนต์บังคับไร้สายเอนกประสงค์ในการบรรทุกอุปกรณ์ไปยังจุดเสี่ยงโรค เพื่อสร้างระบบฉีดพ่น ด้วยหลักการปั๊มแรงดันสูง เพื่อให้น้ำเกิดการแตกตัว และการนำส่งได้ระยะไกล อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ความรู้ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขาภิบาล ส่วนกลุ่มเป้าหมาย เน้นให้ความสำคัญกับการบริการทางสังคม รวมถึงขนส่งมวลชน ศาสนสถาน ศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียน มหาวิทยาลัย และแหล่งชุมชน ตลอดจนตลาด ห้างสรรพสินค้า และโรงมหรสพ เป็นต้น

หุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรคและไวรัส สามารถตอบโจทย์พื้นที่เสี่ยงภัยจากการสัมผัส และการพุ่งกระจายในอากาศ ดังเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งการนำหุ่นยนต์เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถเว้นระยะห่างจากรัศมีของการฉีดพ่นได้เป็นอย่างดี ใช้แบตเตอร์รี่ 55 แอมแปร์ 2 ลูก และมีวงจรชาร์จแบตเตอร์รี่ในระบบ 12 โวลต์และ 24 โวลต์ จ่ายไฟทำงานต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 150 นาที พร้อมพัดลมความเร็วรอบสูง มีกล้องช่วยในการมองขณะขับเคลื่อน สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1. ระบบไอพ่น : เริ่มจากการใช้น้ำยาที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ และมีผลการวิจัยสนับสนุน การยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อ ใช้ระบบสร้างความดันน้ำยาถึง 12 บาร์ แล้วผ่านรูเล็ก จากความดันสูงสู่ความดันบรรยากาศจึงทำให้เกิดการแตกตัวเป็นฝอยละออง จากนั้นนำส่งน้ำยาด้วยลำอากาศความเร็วลมสูงทำให้น้ำยาพ่นไปไกล 5-7 เมตร

2. ระบบหุ่นยนต์ : การออกแบบโครงสร้าง การวางตำแหน่งล้อ การสมดุลน้ำหนัก เพื่อให้การเคลื่อนตัวหุ่นยนต์เป็นไปอย่างราบเรียบ ด้วยการกำหนดความเร็ว สามารถเคลื่อนที่ไปในทุกพื้นที่ ใช้ล้อยางเต็มลม 2 ล้อ และเสริมด้วยล้ออิสระ 2 ล้อ

3. ระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร : เป็นสัญญาณวิทยุ ระยะของการบังคับ 50 เมตร กรณีที่โล่ง มีระบบ เปิด-ปิด การจ่ายน้ำยา และควบคุมหัวไอพ่นไปในทิศทางที่ต้องการได้ การบังคับการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ผ่านกล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าของตัวหุ่นยนต์ เพื่อช่วยให้ผู้บังคับสามารถควบคุมได้ง่ายมากขึ้น

ผศ.ดร. สถาพร อธิบายว่า นอกจากนี้หุ่นยนต์ใช้วงจรควบคุมความปลอดภัยในการจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าของหุ่นยนต์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ตัวส่งจะมีลักษณะเป็น Joy Controller ที่รับคำสั่งจากผู้ใช้งาน ประกอบไปด้วยสวิตช์ควบคุม ตัวส่งสัญญาณวิทยุและจอแสดงผลกล้องจากหุ่นยนต์ ตัวส่งจะรับค่าปุ่มกดจากผู้ใช้และส่งค่าไปหาตัวหุ่นยนต์ผ่านคลื่นวิทยุ เพื่อควบคุมหุ่นยนต์ และ 2) ตัวรับจะประกอบไปด้วยตัวรับวิทยุทำหน้าที่รับข้อมูลจากตัวส่งวิทยุ ส่งไปยังไมโครคอนโทรลเลอร์ จากนั้นไมโครคอนโทรลเลอร์จะทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ จากนั้นจะส่งสัญญาณไปยังบอร์ดควบคุมมอเตอร์ ซึ่งมอเตอร์จะแบ่งออก 3 ส่วนคือ (1) มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อ (2) มอเตอร์หมุนหัวพ่น ใช้สำหรับหมุนชุดพ่น และ (3) มอเตอร์ไอพ่นจะติดตั้งอยู่ในกระบอกพ่น สามารถปรับความเร็ว ปรับความแรงของลมให้มากน้อยตามความเหมาะสมของสถานที่
อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรคและไวรัส ได้ถูกทดสอบและนำไปทำงานภาคสนามโดยฉีดพ่นเพื่อป้องกันการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้กับพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยแล้ว โดยได้ฉีดพ่นในห้องประชุม สถานที่ประชุม สนามกีฬาในร่ม สถานที่ทำงาน สำนักงาน สนามกีฬา และโรงอาหาร นับเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม ตอบโจทย์กับความต้องการใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ผลงานจากรั้ว มจพ. ที่สร้างสรรค์เพื่อคนไทย ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอเชิญชวนร่วมบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธาเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมป้องกันการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ที่ “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” เพื่อสร้างนวัตกรรมและต่อยอดให้นักวิจัย สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ไปสู่สังคมเพื่อช่วยเหลือสังคมได้อย่างยั่งยืน
สนใจและสอบถามข้อมูลหุ่นยนต์ไอพ่นละอองฝอย (ULV) ฆ่าเชื้อโรคและไวรัส ได้ที่ รศ.ดร.ศุภชัย ตระกูลทรัพย์ทวี ภาควิชาวิศวกรรมขนถ่ายวัสดุและโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โทรศัพท์ 081-645-5411 หรือที่ LINE : supachai_line


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ขยายศักยภาพ PowerTag Energy Sensor รองรับกระแสไฟฟ้าสูงถึง 2000A

กรุงเทพฯ – 28 เมษายน 2564: ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่นอัพเดต ผลิตภัณฑ์ PowerTag Sensor เพิ่มรุ่นที่รองรับกระแสไฟได้ถึง 2000A ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์พลังงาน Class 1 แบบไร้สายที่เล็กที่สุดในโลก ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการใช้พลังงานไฟฟ้า มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ง่ายและกะทัดรัดสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยใช้การสื่อสารแบบไร้สาย โดย PowerTag Energy ให้การตรวจสอบและการวัดพลังงานที่แม่นยำทั้งในการใช้พลังงานภาพรวมและระดับโหลด

ใหม่รองรับได้ถึง 2000 A
PowerTag Energy ใหม่ เพิ่มสมรรถนะในการรองรับกระแสไฟสูงขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ PowerTag Flex ที่รองรับกระแสได้ 160 A และ PowerTag Rope รองรับกระแสได้ตั้งแต่ 600 A ถึง 2000 A นับว่า PowerTag Energy ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความสามารถในการรองรับกระแสไฟได้อย่างครอบคลุมมากถึง 2000A ไม่ว่าจะเป็น PowerTag Energy รุ่นเดิมในระดับเริ่มต้นที่รองรับกระแสได้ 63 A และPowerTag Energy ชนิดที่ใช้กับ NSX Circuit Breaker ที่รองรับกระแสได้ 250/630 A นับเป็นการนำเสนอที่ครอบคลุมทุกความต้องการใช้งานอย่างแท้จริง

ครั้งแรกของเซ็นเซอร์ตรวจจับกระแสไฟฟ้า
PowerTag Energy ถูกออกแบบมาสำหรับอาคาร และโรงงานทุกประเภท ช่วยตรวจวัดกระแสไฟฟ้า รวมถึงแรงดัน กำลังไฟฟ้า ค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า และค่าพลังงานไฟฟ้า โดยข้อมูลจะถูกส่งผ่านคลื่นวิทยุแบบไร้สายไปยัง concentrator ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณ Modbus TCP/IP ส่งข้อมูลให้กับระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบบริหารจัดการอาคาร หรือระบบ SCADA ของโรงงานได้ โดยผู้ใช้สามารถดูผ่านหน้าเว็บเพจ พร้อมปรับแต่งให้มีการแจ้งเตือนผ่านอีเมล และSMSได้ (โดยใช้อุปกรณ์เสริม) ทั้งยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบไฟฟ้า สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าได้จากระยะไกล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เป็นการสื่อสารผ่านระบบไร้สายโดยไร้สิ่งรบกวน สามารถติดตั้งและใช้งานได้อย่างง่ายดายในทันที

PowerTag Energy เป็นส่วนหนึ่งของโซลูชัน EcoStruxure POWER ให้ศักยภาพใหม่สำหรับระบบพลังงาน และการดำเนินงานต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการพลังงาน สำหรับตู้จ่ายไฟฟ้า โดยไม่ต้องเปลี่ยนตู้ หรือเบรกเกอร์ใหม่ เพียงแค่เพิ่ม PowerTag Energy เข้าไปก็เปลี่ยนระบบจ่ายพลังงานแบบธรรมดาให้สามารถมอนิเตอร์ได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านพลังงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่
• เซ็นเซอร์วัดค่าพลังงานไฟฟ้าแบบไร้สายที่เล็กที่สุดในโลก ระดับคลาส 1 สนับสนุนโปรแกรมด้านประสิทธิภาพพลังงาน (European EED and EPBD and standards IEC 60364-8-1, EN 17267, ISO 50001) มีฟีเจอร์บริหารจัดการพลังงาน (จัดสรรค่าใช้จ่าย และการเรียกเก็บเงินย่อย) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล IEC 61557-12
• การสื่อสารไร้สายที่มีเสถียรภาพ เป็นไปตามมาตรฐานสากล
• ฟีเจอร์การแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหากับโหลด เช่น การสูญเสียแรงดันไฟฟ้า หรือไฟฟ้าเกินกำลัง
• การติดตั้งและการตรวจสอบระบบ ให้ความรวดเร็วและง่าย ใช้เวลาน้อยในการตรวจสอบระบบและการรวมระบ
• ปรับขยายความสามารถได้ ง่ายต่อการปรับเพื่อให้รองรับกฎระเบียบใหม่ ความต้องการในการใช้งาน หรือความจำเป็นทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป

“PowerTag Energy เป็นระบบมอนิเตอร์พลังงานแห่งอนาคตอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีไร้สายแบบแยกส่วน ที่มาในขนาดกะทัดรัด สามารถนำมาเสริมการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันระบบจ่ายไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว PowerTag Energy มีฟีเจอร์การวัดและการแจ้งเตือนที่ใกล้กับโหลดมากที่สุด พร้อมการสื่อสารในแบบที่ต้องยืนยันตัวตน และมีการเข้ารหัส” แพทริเซีย ลอบี ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ PowerTag Energy ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ที่ผ่านมา การวัดพลังงานมักจะอยู่ที่วงจรหลักของเซอร์กิตเบรกเกอร์ และให้ภาพรวมระบบไฟฟ้าเพียงกว้างๆ แต่ปัจจุบัน ลูกค้าของเราต้องการรู้ถึงการทำงานที่เหมาะสมของโหลดหลัก การใช้พลังงานในแต่ละพื้นที่หรือในกระบวนการต่างๆ อีกทั้งต้องการสื่อสารร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในความเป็นจริง การดำเนินการทางธุรกิจ โดยไม่มีกลยุทธ์ด้าน IoT คือการมองข้ามโอกาสใหม่ๆ จำนวนมหาศาล ในการสร้างผลกระทบด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงความยืดหยุ่น และสร้างคุณค่าใหม่”

ประโยชน์สำคัญของ PowerTag Energy
• ประหยัดพื้นที่: PowerTag Energy คือนวัตกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรมเซ็นเซอร์วัดพลังงาน ซี่งสามารถประกบติดกับเบรกเกอร์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ติดตั้งทั้งในแนวนอน หรือในแผงไฟฟ้า ซึ่งเหมาะสำหรับการติดตั้งทั้งสำหรับโครงการใหม่ และเพิ่มเติมจากโครงการเดิม
• ติดตั้งง่าย: ลดเวลาในการติดตั้งได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และด้วยคุณสมบัติการสื่อสารแบบไร้สาย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการจัดวางสาย
• อุปกรณ์แบบแยกส่วน ให้ความยืดหยุ่น และปรับขยายได้: ปรับให้รองรับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง และกฎระเบียบด้านพลังงานหรือมาตรฐานการรับรองต่างๆ และสามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ในทุกอุปกรณ์
• ความสามารถในการรองรับกระแสไฟ: สามารถรองรับกระแสได้สูงสุดถึง 2000A ด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย
• ให้การเชื่อมต่อขั้นสูง: นวัตกรรมที่เพิ่มศักยภาพให้กับโซลูชัน EcoStruxure

PowerTag Energy เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ที่มอบโซลูชั่นการมอนิเตอร์และการควบคุมแบบครบวงจร สำหรับอาคาร ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับลูกค้า ทั้งนี้ PowerTag Energy เป็นส่วนเสริมที่สำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อชั้นนำในอุตสาหกรรมของบริษัท ที่นำเสนอและเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ให้คุณค่าภายในเครือข่ายการจ่ายพลังงานที่เชื่อมต่อและผสานการทำงานร่วมกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมของ PowerTag Energy คลิก!!! https://www.se.com/th/th/product-range-presentation/63626-powertag/
Hashtags: #EcoStruxurePower #IIoT #LifeIsOn #PowerTag

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค
เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On
ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน
เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม
เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โครงการพลังงานสัญจร หลังปล่อย pttenergyworld Application ให้เยาวชนดาวน์โหลดใช้งานอย่างสนุกสนาน

อัพเดทติดตามผล โครงการพลังงานสัญจร จากสถาบันวิทยาการพลังงาน หน่วยงานในสังกัด ปตท. โดยการปล่อย “Pttenergyworld” Application สนุก ๆ ให้เหล่าเยาวชน และบุคคลทั่วไป ได้ดาวน์โหลดเพื่อร่วมสนุกแถมมีความรู้อย่างสร้างสรรค์ แบบ “New Normal” ที่ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถร่วมกิจกรรมนี้ได้ เข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ทั้งนี้ได้มีน้อง ๆ เยาวชน และบุคคลทั่วไปให้ความสนใจ และร่วมดาวน์โหลดแอ็พพลิเคชั่นดังกล่าว เพื่อมาร่วมสนุกกันเป็นจำนวนมาก ทั้งการเล่นเกมส์แบบ gamification ที่ผู้เล่นทุกคนจะได้ประลองความรู้ ควบคู่กับความสนุก หรือการชม VDO, Cartoon Animation เพื่อตอบคำถามท้ายรายการ แม้ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ก็สามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมเหล่านี้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไร้ปัญหาการติดขัด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ผนึกกำลังบีทูเอส ต้อนรับเปิดเทอมแบบ NewNormal ออกแคตตาล็อกเพื่อโรงเรียน

ออฟฟิศเมท และ บีทูเอส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จับมือร่วมกันต้อนรับเปิดเทอมวิถีใหม่แบบ New Normal…ล่าสุดออกแคตตาล็อกเพื่อโรงเรียนและสถาบันการศึกษา รวมสินค้าครบครันกว่า 10หมวด… มีทุกอย่างที่สถานศึกษาต้องใช้ในการเรียนการสอนยุคใหม่ทั้งผ่านออนไลน์และในห้องเรียน พร้อมมอบสิทธิพิเศษระดับ A+ ให้ช้อปคุ้มทุกเทอม!พบกับสินค้าราคาซื้อยกแพ็คประหยัดกว่า (Buy More, Save More) และรับเครดิตเทอมนาน 30 วัน* โดยสามารถดาวน์โหลดแคตตาล็อกออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่ https://ecatalogue.officemate.co.th/Publish  ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรี  ในวันทำการถัดไปเมื่อช้อป 499.- (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

เปิดเทอมใหม่นี้…!!! โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาและสถาบันกวดวิชา เตรียมพร้อมอัพสกิลเพิ่มความรู้ให้นักเรียนนักศึกษาด้วยการเรียนการสอนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แค่มีแคตตาล็อกเพื่อโรงเรียนจากออฟฟิศเมทและบีทูเอสก็ช้อปได้แบบ “มีครบ จบไว” อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สื่อการเรียนการสอนทั้งออนไลน์และในห้องเรียน บอร์ด อุปกรณ์โชว์ผลงาน หนังสืออุปกรณ์ศิลปะและงานประดิษฐ์ อุปกรณ์นันทนาการ อุปกรณ์พลศึกษาและการกีฬา เครื่องเขียนอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์จัดเก็บ น้ำยาทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ซ่อมบำรุงและเบ็ดเตล็ด พิเศษ!…ออฟฟิศเมทและบีทูเอสยินดีช่วยสถาบันการศึกษาคุณประหยัดเรามีสินค้าซื้อยกแพ็คประหยัดกว่า (Buy More, Save More) ให้คุณช้อปคุ้มค่าราคาเฉลี่ยต่อหน่วยถูกลงกว่าเดิมพร้อมเซฟเงินสดกับเครดิตเทอมนาน 30 วัน* หรือเลือกรับสิทธิพิเศษจากพันธมิตรบัตรเครดิตตลอดทั้งปี

ช้อปสะดวกทุกช่องทาง ส่งฟรีถึงทุกสถานศึกษาทั่วไทย เพียงช้อปครบ499.- (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด)
• OfficeMateContact Center โทร 1281 และ Chat& Shop ที่ Line: @OfficeMate จัดให้ทุกอย่างที่คุณต้องการเสมือนมีผู้ช่วยจัดซื้อสำหรับธุรกิจคุณ ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
• ช้อปออนไลน์ได้ 24ชั่วโมง ที่ OfficeMate Mobile App และเว็บไซต์คลิก>>> https://bit.ly/3tLuSai
• ช้อปที่ร้านผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ออฟฟิศเมท, ออฟฟิศเมทพลัส และบีทูเอส ทุกสาขา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ระบบการเข้า-ออกอาคารแบบไร้สัมผัส เทรนด์ใหม่ตอบโจทย์ยุคโควิด-19 และบทบาทของเทคโนโลยี เพื่อความสะดวกและปลอดภัยกว่าที่เคย

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก ได้ทำให้ประเด็นความปลอดภัยและสุขอนามัยในอาคารสำนักงาน ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบางประเทศ ที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น และผู้คนได้เริ่มทยอยกลับเข้าสำนักงานแล้ว เพื่อความปลอดภัยและสบายใจของทั้งพนักงานและผู้มาติดต่อ ผู้บริหารขององค์กรและอาคารต่างก็ต้องหามาตรการป้องกัน ทั้งการกำหนดนโยบาย การใช้โซลูชั่นการบริหารจัดการการเข้า-ออก ที่หลีกเลี่ยงการสัมผัส และลดการปฏิสัมพันธ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสผ่านทางจุดสัมผัสต่างๆ

หนึ่งในแนวทางที่ช่วยคลายปัญหานี้ได้คือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบการเข้า-ออกอาคารแบบไร้สัมผัส ที่ใช้โทรศัพท์มือถือแทนการแตะบัตร โซลูชั่นเครือข่ายที่ช่วยเก็บข้อมูลการเข้า-ออก เพื่อการตรวจสอบย้อนหลังได้ ระบบที่เอื้อให้พนักงานและบุคคลภายนอกเข้าถึงพื้นที่โดยไม่ต้องมีการสัมผัสใดๆ เลย จึงเกิดสะดวกและปลอดภัยมากกว่าที่เคย

จากเหตุการณ์ COVID-19 นี้ HID Global บริษัทผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการระบุตัวตน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองออสติน สหรัฐอเมริกา ได้จัดทำรายงานในหัวข้อ “Returning to the Workplace” เพื่อแนะนำแนวทางและโซลูชั่นที่จะเอื้อให้องค์กรต่างๆ สามารถวางแผนการกลับเข้าทำงานในสำนักงานได้อย่างปลอดภัย และสร้างความสบายใจให้แก่ทั้งพนักงานและผู้มาติดต่อ

ในรายงานฉบับดังกล่าว HID Global ได้แนะนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเข้า-ออกอาคาร ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน  เช่น แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานเดินเข้าใกล้เครื่องติดตั้ง ระบบจะทำงานและเปิดประตูให้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องสัมผัสอุปกรณ์ใดๆ และหากผู้ใช้งานมีระบบการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน หรือไบโอแมทริกซ์ เช่นการใช้ลายนิ้วมือ หรือสแกนใบหน้าเพื่อปลดรหัสบนโทรศัพท์มือถือ ก็จะยิ่งทำให้ความปลอดภัยทั้งส่วนบุคคลและองค์กรแน่นหนาขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปิดประตูเท่านั้น แต่ยังใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น การชำระเงิน หรือการสั่งพิมพ์งาน

การระบุและอนุญาตให้บุคคลเข้า-ออกอาคารยังสามารถทำผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Over-the-Air Credentialing ที่อำนวยความสะดวกให้พนักงานหรือผู้มาติดต่อไม่ต้องยืนรอต่อแถวที่แผนกต้อนรับอีกต่อไป เพราะสามารถแจ้งการมาติดต่อไว้ล่วงหน้าและพนักงานที่ดูแลระบบจะสามารถบริหารจัดการ ส่งการรับรองและอนุญาตการเข้าพื้นที่ไปทางโทรศัพท์มือถือ ส่วนพนักงานก็ไม่จำเป็นต้องรอรับบัตรพนักงานเพื่อใช้แตะเข้า-ออกอาคาร และสำนักงานอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การดูแลสำนักงานครบวงจรยิ่งขึ้น เช่น Visitor Management Solutions ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อผู้มาติดต่อทำการลงทะเบียน ระบบจะส่งข้อมูลไปให้ระบบภายใน ผู้ติดต่อแต่ละคนจะสามารถเดินเข้าถึงแต่ละพื้นที่ได้ตามที่กำหนดไว้ จึงเหมาะแก่การใช้งานในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ซึ่งผู้ดูแลสามารถกำหนดระยะเวลาการอนุญาต นอกจากนี้ โซลูชันของ HID Global ยังทำให้ผู้ติดต่อสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าออนไลน์เพื่อประหยัดเวลาได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ยังสามารถนำไปเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันอื่นๆ ของอาคารได้ด้วย Application Programming Interface (API) เพื่อให้เการใช้งานทั้งระบบนิเวศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เหมาะแก่การเลือกใช้ด้วยฟังก์ชันที่มีประโยชน์อย่างมากในภาวะโควิด-19 คือโซลูชั่น Location Services ที่ช่วยให้องค์กรและผู้ดูแลระบบสามารถรับรู้ตำแหน่งของแต่ละบุคคลได้แบบเรียลไทม์ และยังช่วยให้พนักงานตรวจสอบดูได้ว่าพื้นที่หรือห้องใดยังว่างอยู่ และไม่มีผู้คนแออัด เพื่อจัดสรรการใช้พื้นที่เมื่อต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีระยะห่างที่เหมาะสม และจากการที่ระบบทุกอย่างทำงานด้วยดิจิทัล องค์กรจึงสามารถกย้อนดูข้อมูลในภายหลังได้เมื่อเกิดเหตุจำเป็น เช่น กรณีมีคนติดเชื้อเดินเข้ามาภายในอาคาร

เทคโนโลยีนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้พนักงานเมื่อต้องกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การสื่อสาร การวางนโยบายที่ชัดเจนจากทางผู้บริหาร และการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยรักษาความปลอดภัยของพนักงาน ซึ่งเมื่อผสมผสานกันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว จะช่วยให้การกลับมาทำงานร่วมกันที่องค์กรเป็นเรื่องไม่น่ากังวลอีกต่อไป

เกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล (HID Global)

เอชไอดี โกลบอล ผู้ขับเคลื่อนระบบระบุตัวตนของผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ทั่วโลก เราช่วยให้ผู้คนทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และเดินทางได้อย่างเสรี โซลูชั่นการระบุตัวตนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ได้อย่างสะดวก ทั้งสถานที่จริงทางกายภาพและสถานที่เสมือนจริงในโลกดิจิตอล และเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งชี้ ตรวจสอบ และติดตามผ่านช่องทางดิจิตอลได้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเอชไอดีเพื่อนำทางในชีวิตประจำวัน และมีหลายพันล้านสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีของเอชไอดี เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม และบรรดาบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดของโลก บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วโลกและมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศต่างๆที่รองรับลูกค้าได้มากกว่า 100 ประเทศ HID Global® เป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มบริษัท ASSA ABLOY ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hidglobal.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

จบลงอย่างสวยงาม! สิ้นสุดการแข่งขัน Asia-Pacific Predator League รอบชิงชนะเลิศ กับ 6 วันแห่งการชิงชัยอันดุเดือดของ 17 ทีมจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (26 เมษายน 2564) บทสรุปสุดตื่นเต้นจาก Asia Pacific Predator League 2020/21 การแข่งขันอีสปอร์ตรอบชิงชนะเลิศ โดยมี 17 ทีมตัวแทนจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าชิงชัยอย่างดุเดือดและเข้มข้นในออนไลน์ทัวร์นาเมนต์ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 15 ล้านวิว

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนี้ได้แบ่งการแข่งขันเป็น 4 ทัวร์นาเมนต์ย่อย: 2 รายการสำหรับ Dota 2 และอีก 2 รายการสำหรับ PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS (PUBG) โดยมีเงินรางวัลรวมสำหรับผู้ชนะของ 4 ทัวร์นาเมนต์ รวมมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท และโล่เกียรติยศ Asia Pacific Predator League Shield

ไฮไลท์ Dota 2

การแข่งขัน Predator League 2020/21 Dota 2 Asia รอบชิงชนะเลิศนี้เป็นการพบกันระหว่างทีม  Team Veteran ตัวแทนจากประเทศเมียนมาร์ ที่สามารถเอาชนะทีม The Council เนื่องจากผู้เล่น L3N ตำแหน่ง Midlaner มีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อกับระบบของเกมตลอดทั้งการแข่งขัน ส่งผลให้ผู้เล่น J1N ของทีม The Council ต้องควบคุมฮีโร่ถึง 2 ตัวสลับกันทั้ง Visage และ Chen

ชัยชนะของทีม Team Veteran ทำให้พวกเขาสามารถก้าวสู่รอบชิงชนะเลิศเพื่อเผชิญหน้ากับทีม IMG ตัวแทนจากประเทศมองโกเลีย ที่ถูกยกให้เป็นทีมเต็งแชมป์ของการแข่งขันเนื่องจากยังคงมีสถิติการแข่งขันที่ไร้พ่าย และมีผู้บัญชาเกมอย่าง Ravdan “Hustla” Narmandakh โดยทีม Team Veteran สามารถยืนหยัดเผชิญหน้ากับทีม IMG ได้จากการเล่นฮีโร่ Pangolier ของผู้เล่น Kalay99 ในเกมแรกของการแข่งขัน และการผสมผสานคอมโบอย่างลงตัวของทีมในนาทีที่ 29 ของเกมการแข่งขันที่ 3

ในอีกด้านหนึ่ง การแข่งขัน Predator League 2020/21 Dota 2 APAC รอบชิงชนะเลิศสายล่าง ทีม TNC Predator สามารถเอาชนะทีม BOOM Esports ตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซียไปได้ ทำให้ทีม TNC Pradator เดินทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเพื่อพบกับทีม Neon Esports ทีมคู่ปรับเก่าที่ซึ่งทำให้พวกเขาต้องลำบากจากการพบกันครั้งก่อน

โดยจากการแข่งขันที่ดุเดือด ทีม TNC สามารถเอาชนะและก้าวข้ามทีม Neon ไปได้ โดยการเล่นร่วมกันเป็นทีมทำให้สามารถเอาชนะในทีมไฟต์ไปได้ จากการบัญชาเกมและการตัดสินใจของ Marvin “Boomy” Rushton

ไฮไลท์ PUBG

สำหรับทัวร์นาเมนต์ย่อยของการแข่งขัน PUBG ASIA ทีมตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้ 3 ทีม สามารถผ่านเข้ามาได้ถึงรอบ Center Stage แต่ในท้ายที่สุดก็เป็นทีม DWG-KIA ที่สามารถเอาชนะไปได้จากการจบอันดับที่ 2 ในการแข่งขันรอบที่ 11 และ 12 รวมไปถึงความผิดพลาดของทีม GPS Ghibli และด้วยการวางแผนการเล่นมาอย่างดีของทีม DWG-KIA ทำให้ทีม GPS Ghibli เกิดความผิดพลาดในการแข่งขัน จากการระดมยิงพวกเขาหลังการลงมาเบื้องล่างโดยร่มชูชีพในการแข่งขันรอบที่ 11 และความโชคร้ายจากยานพาหนะของทีม Ghibli ในการแข่งขันรอบที่ 12 ส่งผลให้พวกเขาต้องปิดผนึกชัยชนะไป

สรุปแล้ว ทีม DWG-KIA สามารถเก็บคะแนนไปได้ 142 คะแนน หลังสิ้นสุดการแข่งขันในรอบที่ 12 ด่านการแข่งขัน Erangel และ Miramar ทำให้พวกเขาได้รับเงินรางวัลไปถึง 37,500 เหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยทีม GPS Ghibli ด้วยคะแนน 122 คะแนน คว้าอันดับสองของรายการและรับเงินรางวัล 15,000 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนอันดับสามได้แก่ทีม Danawa E-sports ที่สามารถเอาชนะการแข่งขันในรอบที่ 12 ไปได้ คว้าเงินรางวัล 7,500 เหรียญสหรัฐฯ

ขณะเดียวกันในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ย่อย PUBG APAC ทีม Eagle 365 ตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซีย ที่สามารถควบคุมการแข่งขันและเก็บคะแนนการแข่งขันได้สูงถึง 12 คะแนน คว้าถ้วยรางวัลการแข่งขันและเงินรางวัลกลับบ้านไปอีก 37,500 เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนอันดับที่ 2 และ 3 ของการแข่งขันเป็นของทีมตัวแทนจากประเทศเวียดนามอย่าง Cerberus และ “No.1” ตามลำดับ

โดยทีม Cerberus ใช้ประโยชน์จากฝีไม้ลายมือที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อของผู้เล่น ArkAngel ทำให้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันรอบที่ 10 ไปได้ และจบอันดับที่ 4 ในการแข่งขันรอบที่ 12 เก็บคะแนนสะสมไปได้ 104 คะแนน คว้าอันดับที่ 2 ของการแข่งขันไปครอง พร้อมเงินรางวัล 15,000 เหรียญสหรัฐฯ

แต่เรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุดต้องยกให้กับทีม “No.1” ที่สามารถไต่จากอันที่ 8 ของการแข่งขันขึ้นมาสู่อันดับที่3 ได้อย่างปาฎิหาริย์ จากการที่พวกเขาสามารถคว้าชัยชนะได้ในรอบที่ 11 และจบอันดับที่ 2 ในการแข่งขันรอบที่ 12 พร้อมคะแนนสะสมถึง 97 คะแนน คว้าอันดับที่ 3 ของการแข่งขันไปครอง พร้อมเงินรางวัล 7,500 เหรียญสหรัฐฯ

ผู้ได้รับตำแหน่ง Intel MVP

นอกเหนือจากรางวัลการแข่งขันของแต่ละทีมแล้ว ผู้เล่นอย่าง Erin Jasper “Yopaj” Ferrer จากทีม Neon Esports และ Risky “Chibiritt” Junaidi Putra จากทีม Eagle 365 ยังได้รับรางวัล Intel MVPs (ผู้เล่นทรงคุณค่า) สำหรับทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาในการแข่งขัน

หลังสิ้นสุดทัวนาเมนต์การแข่งขันที่ประสบความเร็จเป็นอย่างสูงในครั้งนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน APAC Predator League 2022 Grand Finals


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ACCESSTRADE จัดงาน “ACCESSTRADE SUMMIT 2021”

แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ACCESSTRADE GLOBAL จัดงาน ACCESSTRADE SUMMIT 2021 การประชุมสัมมนาประจำปี ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทและพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมมอบโล่เกียรติคุณให้กับคู่ค้าดีเด่น จาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และ ไทย จากการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Affiliate Marketing เมื่อเร็ว ๆ นี้

โดยภายในงานมีการวิเคราะห์ตลาดออนไลน์ จากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกลุ่มผู้นำด้าน Affiliate Marketing ที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมบูธเสมือนจริงของผู้ให้การสนับสนุน ผ่านแพลตฟอร์มเฉพาะของ แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE)

ทั้งนี้การสัมมนา ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั่วโลก รวมถึงวิทยากรชั้นนำจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ร่วมงาน โดยช่วงแรก นำโดย Shohei Fujita Managing Director of Global Business of Interspace Group, Parul Tarang Bhargava Co-Founder & CEO at vCommission Media Private Limited และ คุณพีรพล เจนทรัพย์สิน Managing Director Promotions.co.th ในหัวข้อการปรับตัวและแนวโน้มของ Performance Marketing ช่วงการระบาดของ COVID-19 รวมถึงการอัพเดทเทรนด์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing)

หัวข้อถัดมามีการอภิปรายที่หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม    อีคอมเมิร์ซ การเงิน และการท่องเที่ยว ปี 2021 ตลอดจนการพัฒนาแอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง (Affiliate Marketing) ในประเทศสาขาของ แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ได้แก่ ญี่ปุ่น, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์

นอกจากนี้ยังมีหัวข้อพิเศษจากวิทยากรชั้นนำของประเทศไทย นำโดย คุณฐปนัท วงษ์กล้าหาญ Head of Affiliate Marketing JD CENTRAL, คุณสิริกัลยา สุธัญญพฤทธิ์ Senior Vice President – Corporate Communications and Online Acquisition of KTC, Siharaj Reka-kanakul (Brian) Business Development Manager of Roojai Group และ คุณศันสนีย์ ทรงเกียรติธนา Head of Marketing Klook Technology (Thailand) Limited ที่ให้เกียรติมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แบบเชิงลึกของการทำแอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง (Affiliate Marketing) ในประเทศไทย

ปิดท้ายงานด้วยการมอบรางวัล ACCESSTRADE AWARDS นำโดย Shinichiro Kawabata Founder & CEO of Interspace Group ซึ่งรางวัลนี้มอบให้กับ Advertisers และ Publishers จากแต่ละสาขาของ แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ใน 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และ ไทย โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท สำหรับ Advertisers (ผู้โฆษณา) ในกลุ่ม อีคอมเมิร์ซ(E-Commerce), ท่องเที่ยว (Travel), การเงิน (Finance) และ Publishers (ผู้เผยแพร่โฆษณา) ในกลุ่ม อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce), การเงิน (Finance), ผู้เล่นใหม่ (Newbie)

สำหรับประเทศไทย ผู้คว้ารางวัล ประเภท Top Advertisers ได้แก่ Citibank Credit card & Ready credit, Central JD Commerce Company Limited, Drivehub Co.,Ltd และ Top Publishers ได้แก่ Break Field (Thailand) Co., Ltd. , LINE Company (Thailand) Limited, SiamSquared Technologies (Thailand) Co., Ltd.

ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมทำการตลาดออนไลน์  Affiliate Marketing สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.accesstrade.in.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 02-258-4970-1


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Technology Radar ฉบับล่าสุดจาก ThoughtWorks เตือนการเลือกเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบคลาวด์

กรุงเทพ 26 เมษายน พ.ศ. 2564 – ThoughtWorks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ระดับโลก เผยแพร่ Technology Radar ฉบับที่ 24 ซึ่งกระตุ้นเตือนให้องค์กรพิจารณาเลือกฟีเจอร์ของระบบคลาวด์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเครื่องมือที่มีให้เลือกสรรเพิ่มมากขึ้น โดยพร้อมให้ดาวน์โหลดได้แล้วทั้ง ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ

เมื่อแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นที่นิยมมากขึ้น  ผู้ให้บริการต่างก็พยายามรวบรวมกลุ่มเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบคลาวด์มากขึ้น ทั้งระบบที่มีตัวจัดเก็บโค้ดที่เชื่อมต่อกับไปป์ไลน์ รวมทั้งตัวจัดเก็บแพ็คเกจหรือระบบวิกิ และอื่นๆ การรวมกลุ่มเครื่องมือเข้าด้วยกันได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาและฝ่ายจัดซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ชุดเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานทั้งระบบ

ดร.รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ ThoughtWorks กล่าวว่า “ในทางทฤษฎี การจัดรวบรวมชุดเครื่องมือที่ควรทำงานร่วมกันและส่งเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีนั้นย่อมมีคุณค่าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มีหลายโอกาสที่การเลือกเครื่องมือที่ดีที่สุดเฉพาะการใช้งานนั้นๆ จะเหมาะสมกว่า เช่น หากต้องการความยืดหยุ่นในการสับเปลี่ยน workload ระหว่างผู้ให้บริการคลาวด์นั้น การไม่ผูกติดอยู่กับชุดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งจะเป็นผลดี”

Technology Radar ฉบับที่ 24 ยังให้ความสำคัญกับหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

การตั้งทีมงานแพลตฟอร์มช่วยเร่งให้รุดหน้า

หลายองค์กรกำลังเปิดรับแนวคิด “ทีมงานแพลตฟอร์ม” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเฉพาะ เพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพแพลตฟอร์มใช้งานภายในองค์กร ทำให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันทำได้รวดเร็วขึ้น ลดความซับซ้อนของการปฏิบัติการ และเร่งการออกผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น

“ซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถสรุปให้สั้นได้”

หลายหัวข้อที่ซับซ้อนที่รวมอยู่ใน Radar นั้น มักถูกจัดให้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินจะสรุปให้สั้นได้ (Too Complex To Blip – TCTB) บ่อยครั้ง มีการประชุมและพูดคุยกันใหม่ในหัวข้อเหล่านี้เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งเสมอ เช่น เรื่องการรวมซอร์สโค้ดไว้ที่เดียวกัน (monorepo) แนวทางที่ดีในการควบคุมระบบสถาปัตยกรรมแบบกระจายตัว และการแยกประเภทของโมเดลประเด็นเหล่านี้ล้วนมีข้อดีข้อเสียมากเกินกว่าจะสรุปออกมาเป็นคำแนะนำที่ชัดเจนและไม่คลุมเครือได้ เช่นเดียวกับอีกหลายหัวข้อในแวดวงการพัฒนาซอฟต์แวร์

การเชื่อมต่อกันทางสถาปัตยกรรม (Architectural Coupling)

หัวข้อการเชื่อมต่อกัน (coupling) ของชิ้นส่วนต่างๆ ของสถาปัตยกรรมซอฟท์แวร์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะระหว่างไมโครเซอร์วิสด้วยกัน หรือระหว่างคอมโพเนนต์  API เกตเวย์ ฟรอนต์เอนด์ และอื่นๆ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเสมอมา แต่ไม่เคยมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว การตัดสินใจจึงต้องเกิดขึ้นเป็นรายกรณี แทนที่จะแสวงหาทางออกแบบสำเร็จรูปแต่ขาดประสิทธิภาพ

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม ThoughtWorks.com/radar เพื่อสำรวจเว็บไซต์แบบอินเทอร์แอคทีฟ หรือดาวน์โหลดเวอร์ชัน PDF ได้แล้ว

เกี่ยวกับ ThoughtWorks

ThoughtWorks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 8,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


Exit mobile version