Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD ขอชวนคุณร่วมสนุกในกิจกรรมสุดพิเศษ “ใครไม่ดี AMD x BOTCASH Dance Challenge”

เพียงโชว์คลิบเต้นโดนใจบน TikTok ลุ้นรับเสื้อ AMD ดีไซน์สุดคูล! เริ่มแล้ววันนี้ – 15 กันยายน ศกนี้

กรุงเทพฯประเทศไทย – 15 สิงหาคม 2564 – AMD Thailand จัดกิจกรรมพิเศษเอาใจขาแดนซ์ เชิญชวนเหล่าแฟน ๆ และผู้สนใจร่วมโชว์คลิปเต้นสนุก ๆ ไปพร้อมกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังกว่า 10 รายที่เตรียมมาประชันสเต็ปเท้าไฟไปกับคุณบนแพลตฟอร์ม TikTok อาทิ บี้ The Ska, เจแปน Buffet Channel, KANGG, JASMINNIIIZ และโนเกียในกิจกรรม “ใครไม่ดี AMD x  BOTCASH Dance Challenge” ให้คุณได้วาดลวดลายสเต็ปการเต้นเจ๋ง ๆ ไปกับเพลงฮิตติดหูอย่าง “ใครไม่ดี AMD” (แต่งโดย เอ้ BOTCASH ดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง) ร่วมสนุกง่าย ๆ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 15 กันยายน ศกนี้ พร้อมลุ้นรับรางวัลเสื้อยืด AMD ดีไซน์ใหม่สุดคูล จำนวน 100 รางวัล แบบจัดส่งถึงมือคุณ ห้ามพลาด รีบซ้อมและตั้งกล้องหามุมถ่ายคลิปเจ๋ง ๆ กันเลย!!!

กติกาการร่วมสนุกกิจกรรม “ใครไม่ดี AMD x BOTCASH Dance Challenge”

  1. โพสต์คลิปสเต็ปการเต้นในกิจกรรม AMD Challenge ของคุณลงในแอป TikTok พร้อมติดแฮชแท็ก #AMDDanceChallenge, #ใครไม่ดีAMD และ #AMDTH
  2. นำคลิป AMD Challenge ของคุณมาคอมเมนท์ใต้โพสต์กิจกรรมบน Facebook Fanpage: AMD Redteam Thailand
  3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100 ท่านแรก ที่แอดมินเพจ AMD Redteam Thailand กดหัวใจ  รับไปเลย! เสื้อยืด AMD Limited Edition

*ส่งหลักฐานการรับของรางวัลได้ที่ Facebook Fanpage: AMD Redteam Thailand

อัพเดตสินค้าและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Line ID: @amdredteamth

Facebook: AMD Redteam Thailand และ AMD Thailand Official

เกี่ยวกับ AMD

เป็นเวลากว่า 50 ปีที่ AMD ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งในส่วนของการประมวลผลกราฟฟิก และเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับวงการเกม เป็นแพลตฟอร์มระดับมืออาชีพ และเป็นศูนย์กลางข้อมูล ผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน องค์กรธุรกิจชั้นนำที่จัดอยู่ในกลุ่ม Fortune 500 และหน่วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทั่วโลก ต่างใช้เทคโนโลยีของ AMD เพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ชีวิต การทำงาน และความบันเทิง พนักงานของ AMD ทุกคนทั่วโลกล้วนมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะก้าวข้ามขอบเขตของข้อจำกัดทั้งหลาย ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMD (NASDAQ: AMD) และกระบวนการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่เราทำในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ที่เว็บไซต์ website, blog, Facebook และ Twitter


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การนำเทคโนโลยีช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น เพื่อป้องกันอัคคีภัย

แมทเธีย กุเอลล็อท วิศวกรฝ่ายเทคนิคดีเด่น เชี่ยวชาญด้าน Low Voltage Applications ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

หากพูดถึงเรื่องอัคคีภัย การป้องกันคือวิธีที่จะรับมือได้ดีที่สุด การให้ความสำคัญจึงมุ่งเน้นด้านการออกแบบอาคาร รวมถึงวิธีการและขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรและสินทรัพย์จะได้รับการป้องกันกรณีเกิดเพลิงไหม้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ก็นับว่าสายเกินไปสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ ซึ่งสอดคล้องตามข้อมูลจาก AXA Insurance กล่าวว่าจำนวนองค์กรกว่าครึ่งที่เดือดร้อนจากเหตุเพลิงไหม้ ต้องปิดกิจการลงภายในห้าปีต่อมา

ความสูญเสียจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ นับเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้บริษัทประกันต้องชดเชยค่าสินไหมทดแทนด้วยการรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าวคิดเป็นอัตราเกือบหนึ่งในสี่ (24 เปอร์เซ็นต์) สำหรับการเรียกร้องสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นทั้งหมด กว่า 470,000 รายการที่เกิดขึ้นกับบริษัท Allianz ภายในช่วงเวลาห้าปี มาจากเหตุเพลิงไหม้ที่ทำให้ต้องเสียเงินประกันสูงถึง 14 ล้านยูโร หรือเกือบ 540 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายจากการเกิดเพลิงไหม้กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อพิจารณาในแง่ของการเสื่อมเสียชื่อเสียงและเสียส่วนแบ่งทางการตลาดอันเป็นผลมาจากการหยุดชะงักของธุรกิจ

การเกิดเพลิงไหม้เป็นอันตรายโดยตรงต่อชีวิต รวมถึงสินทรัพย์และสภาพคล่องของธุรกิจ ฉะนั้นการมีแผนรับมือกับการเกิดเพลิงไหม้เพียงอย่างเดียวนับว่าไม่เพียงพอ คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ได้อย่างครอบคลุมด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจจับความผิดปกติ พร้อมทั้งการดำเนินการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

การเกิดเพลิงไหม้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่มี ช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าอาคารจะได้รับการปกป้องอย่างถูกวิธีจากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าเกินซึ่งมีสาเหตุมาจากการเกิดโอเวอร์โหลดและลัดวงจร

อย่างไรก็ตาม การเกิดเพลิงไหม้จากกระแสไฟฟ้าเกินยังอาจเกิดจากความผิดพลาดระหว่างการติดตั้ง เช่น การเดินสายหลวมหรือใช้แผงวงจรเก่า ซึ่งระบบป้องกันกระแสไฟเกินจะไม่สามารถตรวจจับเรื่องเหล่านี้ได้ จริงๆแล้วฉนวนที่ชำรุดหรือสึกหรอเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้จากระบบไฟฟ้าภายในอาคารโดยคิดเป็นอัตรา 14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาคารขนาดใหญ่ที่มีการติดตั้งสายไฟจำนวนมากจะยิ่งเกิดความเสี่ยงมากขึ้น

ยังคงมีจุดบอดที่คุณไม่สามารถมองข้ามได้ ผู้จัดการอาคารหรือวิศวกรที่ปรึกษาทำได้เพียงเล็กน้อยในการปกป้องอาคารหากเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งความสูญเสียและการหยุดชะงักของธุรกิจอาจสร้างความเสียหายอย่างมาก

สำหรับการป้องกันสูงสุดนั้น คุณจำเป็นต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเชื่อถือได้ซึ่งอยู่เหนือมาตรฐาน เพื่อป้องกันก่อนเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งหมายความว่ามีการป้องกันเสริมในส่วนของแผงสวิตช์และวงจรในการติดตั้งระบบไฟฟ้าในทุกกระดับ และเสริมความมั่นคงด้วยระบบตรวจสอบและจัดการอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการได้ในเชิงรุก

ความเสี่ยงและความผิดปกติของฉนวนสายไฟมีให้เห็นมากขึ้นและอาจส่งผลต่อเนื่องที่ร้ายแรง โดยความผิดปกติของการเกิดประกายไฟที่มีความหนาแน่นต่ำ อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมากและความชื้นสูง ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้จนกระทั่งเสียชีวิตได้ หากไม่มีการป้องกันไว้ก่อนหน้านี้ การจะช่วยให้ความมั่นใจเรื่องการป้องกันความผิดปกติของฉนวนสายไฟ คือการใช้อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว ซึ่งจะทำงานกรณีเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วลงดินเกิน 300mA  ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ ComPacT NSX และ NSXm ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ให้การป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วลงดินในลักษณะเดียวกับการป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจรและโอเวอร์โหลดแบบทั่วไป นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังสามารถตรวจวัดกระแสไฟฟ้ารั่วลงดินอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมต่อเข้ากับระบบตรวจสอบ ก็จะช่วยเรื่องการแจ้งเตือนล่วงหน้า อีกทั้งคอยตรวจสอบการเกิดความต่างศักย์ของฉนวนไฟฟ้า

นอกจากนี้ วงจรที่เชื่อมต่อกับโหลดปลายทางมีการแนะนำตามมาตรฐาน IEC60364 ว่าควรได้รับการป้องกันด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบความผิดปกติของการเกิดอาร์ก (AFDD – Arc Fault Detection Device) ซึ่งเซอร์กิตเบรกเกอร์จะทำหน้าที่ตัดแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าเมื่อตรวจเจอความผิดปกติของการเกิดอาร์กในวงจร โดยอุปกรณ์ AFDD จะหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าทันที ซึ่งจะช่วยหยุดความผิดปกติไม่ให้เกินจุดที่อุณหภูมิสูงจนเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้

ตู้สวิตช์บอร์ดอาจเป็นจุดอันตรายสำหรับการเกิดเพลิงไหม้ สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นคือ การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านการออกแบบและการผลิตตู้สวิตช์บอร์ด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงและปัญหาอันเนื่องมาจากการเชื่อมต่อยังสามารถเกิดขึ้น ด้วยปัจจัยสำคัญที่เป็นผลสืบเนื่องจากความต้านทานของจุดเชื่อมต่อในระบบไฟฟ้าก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพ เป็นสาเหตุให้อุณหภูมิสูงขึ้น  และทำให้พื้นผิวการเชื่อมต่อเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ก่อให้เกิดวงจรของปัญหาที่ทำให้ความต้านทานของหน้าสัมผัสเพิ่มขึ้นอีก ผลลัพธ์ของการที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้การเชื่อมต่อล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงอาจทำให้เกิดการระเบิดและเพลิงไหม้ได้

นอกจากนั้น ยังมีอีกสองสามทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของอุปกรณ์ตลอดช่วงอายุการใช้งานนั้น

  • การปรับปรุงจุดเชื่อมต่อให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์เสริมที่ผ่านการทดสอบและประกอบมาสำเร็จรูป เข้ากับสวิตช์บอร์ด เช่น ระบบ Linergy ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค หรือขั้วต่อพิเศษของอุปกรณ์ป้องกันการคลายตัวของจุดเชื่อมต่อ เช่น EverLink
  • การใช้ระบบตรวจวัดความร้อน เพื่อตรวจจับความผิดปกติที่จุดเชื่อมต่อและแจ้งเตือนเรื่องอุณหภูมิได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อติดตั้งสวิตช์เกียร์ในพื้นที่สำคัญ Easergy TH110 และ CL110 เซนเซอร์วัดความร้อน ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะทำหน้าที่วัดอุณหภูมิจุดเชื่อมต่อและแจ้งเตือนอุณหภูมิที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ
  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กำลังพัฒนาเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่สามารถตรวจจับอนุภาคก๊าซที่ปล่อยออกมาจากสายไฟเพื่อเตือนผู้ปฏิบัติงานในกรณีที่อุณหภูมิสูงถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของการเกิดเพลิงไหม้อาจเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากอุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ดังนั้น การเลือกช่วงเวลาของการซ่อมบำรุงได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อีกทั้งระบบคลาวด์และระบบช่วยวิเคราะห์ จะสามารถวิเคราะห์สภาพการใช้งาน สถานะและประวัติการทำงานของอุปกรณ์สำคัญได้ การแจ้งเตือนพร้อมการให้บริการแบบ 24/7 ทั้งนี้โซลูชัน EcoStruxure™ Asset Advisor ยังสามารถให้การวิเคราะห์พร้อมคำแนะนำตามเงื่อนไขได้ในลักษณะเชิงรุกผ่านการรายงานตามช่วงเวลา

การเกิดเหตุเพลิงไหม้เป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อคุณทำตามวิธีที่ถูกต้องสำหรับการป้องกันอัคคีภัยด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุด จะช่วยรักษาชีวิตผู้คนและธุรกิจของคุณได้ หัวใจสำคัญคือการปฏิบัติตามแนวทาง โดยใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมช่วยตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้าของคุณทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง วิธีดังกล่าวช่วยให้คุณสามารถระบุความเสี่ยงที่เป็นปัจจัยหลักของการเกิดเพลิงไหม้ และดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ด้วยกลยุทธ์ด้านการป้องกันอัคคีภัยแบบมืออาชีพที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซัสโก้ สมทบ โรงพยาบาลบางปะกอก1 มอบน้ำดื่มให้ผู้ติดเชื้อ Covid-19

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ ร่วมด้วย นายมาวีร์ สิมะโรจน์ และนายอัมรินทร์ สิมะโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เข้าพบ นพ.อำนาจ พิศาลจำเริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะกอก 1 เพื่อมอบน้ำดื่มซัสโก้ และสิ่งของจำเป็นพื้นฐาน สำหรับนำไปสมทบช่วยเหลือผู้ป่วย Covid-19 ที่รักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลสนาม เมื่อเร็วๆ นี้

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซัสโก้ มีความตั้งใจที่จะให้ความช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระ ให้กับประชาชนในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ติดเชื้อ Covid-19 จึงได้มีการนำน้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นพื้นฐาน  มอบสมทบให้กับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้นำสิ่งของไปมอบให้ กับโรงพยาบาลบางปะกอก 1 เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสนามต่อไป ทั้งนี้ ซัสโก้ยังจะให้การสนับสนุนน้ำดื่ม กับโรงพยาบาลสนาม ของโรงพยาบาลบางปะกอก 1 ต่อเนื่องทุกเดือน จนกว่าสถานการณ์ระบาด Covid – 19 จะดีขึ้น”

นพ.อำนาจ พิศาลจำเริญ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลบางปะกอก 1 กล่าวว่า “ปัจจุบันโรงพยาบาลบางปะกอก1 ได้ผ่านความเห็นชอบจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ให้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามแล้ว สำหรับพื้นที่ในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ของโรงแก้ว บนถนนราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ โดยมีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วย จำนวน 150 เตียง ขณะนี้ได้เปิดให้บริการ 50 เตียงแรกแล้ว และจะดำเนินการจัดตั้งอีก 100 เตียง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 โดยอาคารที่ใช้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามเป็นอาคารที่มีพื้นที่โล่งมีหลังคาสูง มีการถ่ายเทอากาศได้ดี อีกทั้งยังมีการรักษามาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเข้มงวด เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด Covid -19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้บริหาร ม.ราชมงคลกรุงเทพ นำทีมบุคลากร เข้ารับวัคซีนเข็มแรก กว่า 3,700 คน

นายสมพร ปิยะพันธ์ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “จากการที่มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนวัคซีน จากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทางคณะอนุกรรมการตามมาตรการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ของมหาวิทยาลัย จึงได้เร่งประสานงานกับทางทีมแพทย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยได้รับรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจและเข้ารับการฉีดวัคซีนในระหว่างวันที่ 19-29 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดย การเข้ารับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ แบ่งเป็น บุคลากร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ จำนวน 838 คน นักศึกษาและบัณฑิต ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ในเดือน มีนาคม 2565 จำนวน 2,933 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,771 คน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พลิกโฉม 360 องศาประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจของการดูกีฬาไปกับเทคโนโลยี 5G

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 10 สิงหาคม 2564 – การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียวนับว่าเป็นมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติที่ค่อนข้างแปลกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ช่างเป็นการแข่งขันกีฬาที่เงียบเหงา เพราะคณะผู้จัดงานไม่ได้เปิดให้สาธารณะชนเข้าร่วมชมเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ซึ่งน่าจะอยู่กับพวกเราไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง

เทคโนโลยี 5G จะนำความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลมายังทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งวงการกีฬา เพราะเทคโนโลยี 5G สามารถรองรับการใช้งาน Digital Application, Video on Demand และ Immersive User Experience (ประสบการณ์การรับชมที่เสมือนจริงและล้ำลึก) เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกของการดูกีฬาที่ใกล้ชิด พร้อมพรั่งด้วยข้อมูลเชิงลึกเพียงปลายนิ้วสัมผัส และ Interactive สุด ๆ ไม่ว่าแฟนกีฬาเหล่านั้นจะเข้าชมที่สนามหรือดูจากที่บ้าน

มีการคาดการณ์ว่าผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกจะปรับเปลี่ยนเข้าใช้งานเทคโนโลยี 5G ภายในปี 2564 นี้ โดยในรายงาน ConsumerLab ที่จัดทำขี้นโดยบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีสื่อสารอย่างอีริคสันได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคว่า ผู้ใช้งานเทคโนโลยี 5G จะใช้เวลาเพิ่มเติมอีก 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการรับชมวิดีโอความคมชัดระดับ HD ผ่านมือถือ และอีก 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นเพื่อใช้งานเทคโนโลยีความจริงเสมือน (AR-Augmented Reality) เมื่อเทียบกับยุค 4G

ด้วยเทคโนโลยี 5G ที่นั่งที่ดีที่สุดในการดูกีฬาอยู่ในบ้านของคุณนั่นเอง อีริคสันเผยแพร่ผ่าน 5G in Sports Blog ว่า สิ่งที่ 5G จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่การจัดงานอีเว้นต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬา และจะเป็นช่องทางการหารายได้ใหม่ ๆ ของค่ายมือถือนั่นคือ 5G จะเสริมประสบการณ์การดูกีฬาของผู้บริโภคทั้งจากสนามแข่งขันที่ผู้ชมจะสามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับการแข่งขันและนักกีฬาแบบเรียลไทม์ และนำผู้ชมทางบ้านเข้าใกล้แบบเกาะสนามแข่งขัน อีกทั้งยังสามารถบูรณาการประสบการณ์การรับชมแบบองค์รวมทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน

ชาติที่ตื่นตัวที่สุดในการนำเอาเทคโนโลยี 5G มาเสริมประสบการณ์การชมกีฬาคือ การ์ต้า เจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2022 Ooredoo ผู้นำค่ายมือถือในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจับมือกับอีริคสัน เพื่อนำเอาขีดความสามารถของเทคโนโลยี 5G มาเพื่อสร้างให้ฟุตบอลโลกที่จะจัดขึ้นมีความยิ่งใหญ่ที่สุด โดยการ์ต้าไม่เพียงแต่การทุ่มเงินมหาศาลถึงกว่าสองแสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในการสร้างสนามแข่งขันใหม่ถึง 8 สนาม Ooredoo ยังได้เตรียมความพร้อมด้านการถ่ายทอดการแข่งขัน โดยได้พัฒนาเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมสนามหลัก ๆ เช่น สนาม Al Wakrah สนาม Al Janoub รวมทั้งสนามกีฬาเสมือนจริงในศูนย์การค้าชั้นนำอย่าง Mall of Qatar

การ์ต้าเอาจริงเอาจังมากกับการเตรียมความพร้อม ด้วยการทดลองระบบกับการแข่งขันฟุตบอลลีกในประเทศอย่าง Amir Cup 2021 ซึ่งผู้ชมในสนามจริงและแบบเสมือนจริงสามารถรับชมการแข่งขันได้อย่างใกล้ชิดและมีอารมณ์ร่วมไปกับการแข่งขัน (Immersive Experience) ด้วยเทคโนโลยี 5G ที่พีคสุดของการดูกีฬาแบบเสมือนจริงของการ์ต้าคือผู้ชมสามารถเลือกจุดการรับชมได้อย่างอิสระและไม่จำกัดระหว่างการชมการแข่งขัน กล่าวคือสามารถเป็นผู้กำกับภาพได้ด้วยตัวเอง

อีกความน่าสนใจของการนำเอาเทคโนโลยี 5G มาใช้เพื่อชมการแข่งขันกีฬาในแบบ Immersive การแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกาในปี 2020 ของเยอรมันนี ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ Vodafone, Sky Sport Channel และอีริคสัน ในการร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ของผู้ชมในสนาม Merkul Spiel ในเมือง Düsseldorf แน่นอนว่าสิ่งที่เพิ่มเติมสำหรับผู้ชมในสนามคือ เสียงบรรยายและการวิเคราะห์การแข่งขัน ที่ให้ผู้ชมในสนามสามารถเลือกที่จะฟังได้

ยิ่งไปกว่านั้น AR Technology ยังสามารถช่วยให้ผู้ชมในสนามเข้าถึงข้อมูลการแข่งขันและนักกีฬาได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นสถิติการครองบอล ความเร็วในการวิ่งและข้อมูลรอบด้านของนักฟุตบอล การชมวิดีโอย้อนหลังทั้งแบบปกติและ Slow Motion เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลการตัดสิน และเลือกฟังเสียงการสนทนาในสนามระหว่างผู้เล่น กรรมการ และผู้จัดการทีม ซึ่งเติมเต็มประสบการณ์การชม ณ สนามแข่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เทคโนโลยี 5G จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมาสู่ค่ายมือถือ ผู้จัดการแข่งขันกีฬา ผู้พัฒนานวัตกรรมและโซลูชั่นต่าง ๆ ที่จะมาสนับสนุนการสร้าง Immersive Experience ให้กับผู้ชม มีประมาณการว่าผู้ชมกีฬากว่า 160 ล้านคนต่อเดือนในสหรัฐอเมริกาจะใช้งาน 5G for Immersive Experience ในปี 2567 โดย 1 ใน 4 จะเป็นการใช้งาน AR rendering service ทั้งจากในสนามแข่งขันและจากทางบ้าน และจะก่อให้เกิดรายได้ใหม่จาก 5G for immersive experience กว่า 4 พันล้านเหรียญต่อปี

อีริคสัน คาดว่ายอดผู้ใช้งาน 5G ทั่วโลกจะพุ่งขึ้นเกินกว่า 580 ล้านรายภายในสิ้นปี 2564 โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 ล้านรายต่อวัน จากรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับที่ 20 ตอกย้ำให้เห็นว่า 5G จะกลายเป็นเจนเนอเรชั่นเครือข่ายไร้สายที่มีการใช้เร็วที่สุด โดยภายในสิ้นปี 2569 จะมีผู้ใช้ 5G แตะระดับ 3.5 พันล้านราย และจะครอบคลุมถึง 60% ของประชากร 5G ทั้งหมด

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1.1 พันล้านราย ในขณะที่ยอดผู้ใช้งาน 5G ยังต่ำกว่าระดับ 2 ล้านราย อย่างไรก็ตามคาดว่าการสมัครใช้ 5G จะเติบโตอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยจะมียอดรวมพุ่งขึ้นถึง 400 ล้านราย ภายในปี 2569

คาดการณ์ว่าปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ตต่อสมาร์ทโฟนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะมีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับทั่วโลกโดยจะแตะ 39 กิกะไบท์ (GB) ต่อเดือน ภายในปี 2569 – โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 36% ต่อปี ในขณะที่ปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ เฉลี่ยเติบโตต่อปีที่ 42% เพิ่มขึ้นถึง 39 เอกซะไบต์ (EB) ต่อเดือน อันเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้สมัครใช้ 4G และการเปลี่ยนมาใช้เครือข่าย 5G ในประเทศที่มีการเปิดตัว 5G แล้ว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เพย์ โซลูชั่น” จับมือ “ทรูมันนี่” ขยายฐานร้านค้า เปิดให้บริการรับชำระเงินผ่านแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท หนุนธุรกิจรับ Cashless สู้โควิด

กรุงเทพฯ, 10 สิงหาคม 2564 – บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์แห่งแรกของเมืองไทย ร่วมกับ ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายฐานร้านค้าที่เปิดให้บริการรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท เพื่อสนับสนุนธุรกิจออนไลน์ในยุคสังคมไร้เงินสด และช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายและขยายกิจการให้เข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่รวมถึงผู้ใช้ทรูมันนี่มากกว่า 19 ล้านราย

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เผยว่า ‘โควิด-19’ เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายไปสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุในอีก 12 เดือนหลังจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยจะเพิ่มการใช้จ่ายออนไลน์อีกถึง 43% นับเป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติสำหรับผู้ประกอบการในการเร่งมองหาและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเสริมช่องทางการขายเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งช่องทางการรับชำระเงินผ่านอีวอลเล็ทถือเป็นหัวใจสำคัญในการซื้อ-ขายสินค้าผ่านออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในช่วงการแพร่ระบาด

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือกับทรูมันนี่ตอกย้ำถึงความทุ่มเทของเราในการพัฒนาบริการชำระเงินใหม่ ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อพร้อมสร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการและร้านค้า เนื่องจากการซื้อขายสินค้าและการชำระเงินของผู้บริโภควันนี้เปลี่ยนไปใช้จ่ายแบบอีเพย์เม้นต์มากขึ้น เราจึงเพิ่มช่องทางรับชำระผ่านแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท เพื่อให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และคุ้นเคยกับการช้อปปิ้งแบบ Cashless ได้อย่างง่ายดาย เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายใหม่ ๆ ผ่านช่องทางชำระเงินที่รวดเร็วในแบบที่ต้องการ”

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การจับมือกับ เพย์ โซลูชั่น จะช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจและร้านค้าเชื่อมต่อธุรกิจกับแพลตฟอร์มอีเพย์เม้นต์ของทรูมันนี่ที่มอบทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ร้านค้าจึงสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงผู้ใช้มากกว่า 19 ล้านรายของเรา อีกทั้งเพิ่มศักยภาพธุรกิจและโอกาสปิดการขายได้รวดเร็ว”

4 ขั้นตอนการ “ชำระเงิน” ด้วยแอปฯ TrueMoney Wallet กับ เพย์ โซลูชั่น

เกี่ยวกับ Pay Solution (เพย์ โซลูชั่น)

ผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์แห่งแรกของเมืองไทย เริ่มดำเนินการครั้งแรกภายใต้ระบบชื่อ“Thaiepay.com” มีประสบการณ์ในการให้บริการมากว่า 17 ปี ต่อมาในปี 2556 ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นบริการระบบชื่อ “Pay Solutions” ในการดำเนินงานของบริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด มุ่งเน้นพัฒนาบริการระบบชำระเงินให้ตอบโจทย์ e-Commerce ได้อย่างครบวงจร ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ได้แก่ บัตรเครดิต บัตรเดบิต พร้อมเพย์ วีแชทเพย์ อาลีเพย์ และ จุดบริการรับชำระเงิน โดยมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้ทุกธุรกิจดำเนินการค้าออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

The Weather Company ของไอบีเอ็ม รั้งแชมป์ผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในโลกต่อเนื่อง

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) และ The Weather Company บริษัทในเครือ ซึ่งรวมถึง The Weather Channel ได้รับเลือกเป็น “ผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในโลก” โดย ForecastWatch หน่วยงานชั้นนำที่ทำหน้าที่ประเมินความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศ

ในการศึกษาล่าสุด Global and Regional Weather Forecast Accuracy Overview, 2017-2020เกี่ยวกับความแม่นยำด้านการพยากรณ์อากาศiiที่สนับสนุนโดยไอบีเอ็ม ForecastWatch ได้ยกให้ The Weather Company ของไอบีเอ็ม เป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่มีผลการพยากรณ์โดยรวมแม่นยำที่สุดทั่วโลก เมื่อสรุปรวมจากการเปรียบเทียบภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าระยะห่างเรื่องความแม่นยำระหว่าง The Weather Company (ซึ่งในรายงานระบุว่าเป็น The Weather Channel) และผู้ให้บริการที่ได้รับการจัดอันดับรองลงไป เพิ่มขึ้นในทุกปีที่ศึกษา

“ข้อมูลพยากรณ์จะเป็นประโยชน์ที่สุดก็ต่อเมื่อมาจากแหล่งที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือได้ และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลก็เป็นรากฐานที่เรามุ่งมั่นพัฒนาเพื่อช่วยให้ลูกค้า ผู้บริโภค และนักการตลาด สามารถทำการตัดสินใจที่สำคัญๆ ในแต่ละวันได้” เชรี่่ บัคสไตน์ ซีอีโอ The Weather Company และกรรมการผู้จัดการ IBM Watson Advertisingกล่าว “การศึกษาตอกย้ำให้เห็นความมุ่งมั่นของไอบีเอ็มในการช่วยพัฒนาวิทยาศาสตร์การพยากรณ์สภาพอากาศให้รุดหน้า โดยอาศัยนวัตกรรมเอไอ ข้อมูล คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

เกี่ยวกับรายงาน Global and Regional Weather Forecast Accuracy Overview, 2017-2020
รายงานนี้เป็นการศึกษาความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศที่ครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี จากโลเคชัน 1,424 จุด ใน 8 ภูมิภาคทั่วโลก ด้วยเมทริกซ์ความแม่นยำ 84 แบบ อาทิ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ การปกคลุมของเมฆ และตัวแปรการพยากรณ์ลม เป็นต้น โดย ForecastWatch ได้วิเคราะห์ข้อมูลพยากรณ์ประมาณ 140 ล้านรายการ จากผู้ให้บริการพยากรณ์สภาพอากาศต่างๆ 17 ราย โดยผู้ให้บริการแต่ละรายจะได้รับการบันทึกคะแนนเมื่อเสร็จสิ้นแต่ละเมทริกซ์ รายงานระบุว่า “The Weather Channel สร้างสถิติจบด้วยอันดับที่หนึ่งมากที่สุดทั่วโลกในทุกปีและทุกช่วงเวลา” เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการอื่นๆ

การพยากรณ์ของ The Weather Company ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยไอบีเอ็ม และเผยแพร่ผ่าน IBM Cloud ผ่านแอพ The Weather Channel และ weather.com, แอพ Weather Underground และ wunderground.com รวมถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสภาพอากาศสำหรับลูกค้าองค์กรของไอบีเอ็ม

ไฮไลต์สำคัญและข้อค้นพบของรายงานที่เปรียบเทียบผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศยังระบุว่
• The Weather Company เป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศโดยรวมที่แม่นยำที่สุดทั่วโลก
• The Weather Company มีแนวโน้มที่จะมีความแม่นยำมากกว่าผู้ให้บริการรายอื่นที่ศึกษาถึง 3.5 เท่าi
• ระยะห่างเรื่องความแม่นยำระหว่าง The Weather Company และผู้ให้บริการอื่นๆ เพิ่มขึ้นในทุกปีที่ศึกษาiii
• The Weather Company เป็นผู้ให้บริการที่แม่นยำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบในแต่ละภูมิภาค ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียแปซิฟิกiii

ที่สุดแห่งความแม่นยำที่พัฒนาขึ้นจากวิทยาศาสตร์ เอไอและเทคโนโลยี
ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่สำคัญสูงสุด ที่ช่วยให้นักอุตุนิยมวิทยาทำความเข้าใจดาต้าพอยท์ของข้อมูลสภาพอากาศที่ไร้โครงสร้างนับพันล้านพอยท์จากดาวเทียม เซ็นเซอร์ภาคพื้นดิน เรดาร์ และอื่นๆ โดยอัลกอริธึมแมชชีนเลิร์นนิงขั้นสูงและพลังประมวลผลจากไอบีเอ็มช่วยให้นักอุตุนิยมวิทยาของ The Weather Company สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อจำลองสภาพบรรยากาศและคาดการณ์พยากรณ์อากาศได้ดีขึ้น

การลงทุนและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของไอบีเอ็มได้ช่วยให้ทีมนักอุตุนิยมวิทยาและผู้เชี่ยวชาญสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ The Weather Company เป็นผู้นำในด้านความแม่นยำโดยรวมได้ เช่น
• เอ็นจินการพยากรณ์ที่ใช้เอไอเพื่อรวมข้อมูลจากแบบจำลองการพยากรณ์เกือบ 100 โมเดลทั่วโลก โดยอาศัยปัจจัยที่มีน้ำหนักจากแต่ละแบบจำลองตามภูมิศาสตร์ เวลา ประเภทของสภาพอากาศ และความแม่นยำของการพยากรณ์ล่าสุด จากนั้นระบบจะผนวกความมีน้ำหนักจากปัจจัยเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลสังเคราะห์การพยากรณ์หนึ่งเดียวซึ่งให้ความแม่นยำมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้สำหรับสถานที่นั้นๆ โดยทำการพยากรณ์ได้แบบ on-demand
• ความก้าวหน้าของการพยากรณ์อากาศทั่วโลกครั้งสำคัญที่มาพร้อมกับการเปิดตัว IBM GRAF (Global High-Resolution Atmospheric Forecasting) เมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นโมเดลจำลองสภาพอากาศทั่วโลกที่มีการอัพเดตรายชั่วโมงเป็นครั้งแรก สามารถทำนายสิ่งที่มีขนาดเล็กอย่างพายุฝนฟ้าคะนองได้
• ความเป็นผู้นำด้านเรดาร์ระดับโลกอันเป็นผลมาจากการผสานข้อมูลและเทคโนโลยีเรดาร์ตรวจสภาพอากาศเอไอระดับใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• การประเมินสภาพอากาศทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้แบบ on-demand ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ The Weather Company
• ความก้าวล้ำในการผสานเนื้อหาด้านสภาพอากาศเข้ากับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอไอและนักพยากรณ์มนุษย์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีกรรมสิทธิ์ ที่ถูกเรียกว่าการพยากรณ์แบบ “human over the loop”

ความแม่นยำในการพยากรณ์ เป็นข้อมูลเชิงลึกให้ธุรกิจ ประชาชน และนักการตลาด
The Weather Company เป็นผู้ให้บริการด้านสภาพอากาศชั้นนำของโลกivที่ส่งมอบข้อมูลพยากรณ์มากกว่า 25,000 ล้านรายการไปยังอุปกรณ์มากกว่าสองพันล้านชิ้นในแต่ละวัน โดย The Weather Channel ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ผู้บริโภคที่น่าเชื่อถือที่สุดห้าอันดับแรกในสหรัฐอเมริกาvขณะที่แอพ The Weather Channel ก็ได้รับรางวัลแอพสภาพอากาศนานาชาติประจำปี 2563 ขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกในด้านความมีประโยชน์ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของข้อมูลvi

ความถูกต้องของการพยากรณ์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสภาพอากาศของไอบีเอ็มมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่แม่นยำ แต่ยังเป็นเครื่องมือเอไอให้กับนักการตลาดผ่านช่องทาง IBM Watson Advertising และเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ลูกค้าในทุกอุตสาหกรรมสามารถเตรียมพร้อมและรับมือสภาพอากาศต่างๆ ได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The Weather Company ซึ่งเป็นธุรกิจของไอบีเอ็ม สามารถดูได้ที่ https://newsroom.ibm.com/the-weather-companyสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไอบีเอ็ม สามารถดูได้ที่ IBM.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริษัท สมาร์ททีทีซี จัดสรรพื้นที่โรงงาน ผลิตมิเตอร์ไฟฟ้า ตั้งโรงพยาบาลสนาม จ.ฉะเชิงเทรา เปิดรับผู้ป่วย COVID-19 สีเหลือง จำนวน 160 เตียง

นางพรทิพย์ เทพตระการพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ททีทีซี จำกัด ผู้ผลิตมิเตอร์ไฟฟ้ารายใหญ่ ร่วมตรวจความพร้อมโรงพยาบาลสนาม ณ โรงงานสมาร์ทีทีซี ฉะเชิงเทรา ก่อนเปิดให้บริการ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 โดยจัดสรรพื้นที่โรงงานกว่า 14,000 ต.ร.ม. ภายใต้พื้นที่โรงงานขนาดใหญ่กว่า 42 ไร่ ได้มาตรฐานบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 : 2015 เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม พร้อมจัดเตรียม บุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก ทางการแพทย์เบื้องต้น รวมถึงเครื่องอุปโภคและบริโภค บริการรองรับผู้ป่วย COVID-19 สีเหลือง ในเขตจังหวัด ฉะเชิงเทรา ได้จำนวน 160 เตียง

นางพรทิพย์ เทพตระการพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ททีทีซี จำกัด กล่าวว่า “ได้ตระหนักถึงความเดือนร้อนของประชาชน ที่กำลังประสบกับปัญหาการระบาด COVID-19 โดยได้จัดสรรพื้นที่ 14,000 ตรม. ภายในเขตโรงงานผลิตมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Meter ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 42 ไร่ และได้มาตรฐานการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานสากล ISO 14001 : 2015 เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากที่พักและชุมชนและป้องกันการแผร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นภายในครอบครัวและคนใกล้ชิด ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วย COVID-19 สีเหลืองได้ จำนวน 160 เตียง  ทั้งนี้จะเปิดให้บริการ ตั้งแต่ วันที่ 9 สิงหาคม 2564 ไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

โรงงานสมาร์ททีทีซี เป็นฐานการผลิตมาตรวัดไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ผลิตมิเตอร์ทุกรุ่น(จานหมุน อิเล็กทรอนิกและมิเตอร์อัจฉริยะ) ภายใต้มาตรฐานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง พื้นที่ภายในเขตรั้วโรงงานมีขนาดใหญ่ มีสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมเหมาะต่อการจัดตั้งเป็น โรงพยาบาลสนาม สำหรับผู้ป่วย COVID-19  ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจัดให้มีเตียง จำนวน 160 เตียง พร้อม บุคลากร เครื่องมือทางการแพทย์ สิ่งของอุปโภคและบริโภค ในเบื้องต้น  ขณะนี้ มีผู้ป่วยในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับการรักษา ประมาณ 1,620 ราย เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ราย ดังนั้น นางพรทิพย์ เทพตระการพร   จึงเชื่อว่า โรงพยาบาลสนาม ณ โรงงานสมาร์ทีทีซี จะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยรายใหม่ ได้มีที่พำนักรักษาในเบื้องต้น อันจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลอีกทางหนึ่ง  ซึ่งโรงงานสมาร์ททีทีซี ในฐานะสมาชิกหนึ่งของสังคม ยินดีที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นางพรทิพย์ เทพตระการพร  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสถานการณ์เลวร้ายนี้ทุกคนต้องออกมาช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือคนลำบาก ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ เพื่อให้ประเทศไทยได้รอดพ้นจากการระบาดที่รุนแรงในครั้งนี้โดยเร็ว ในส่วนของบริษัท สมาร์ทีทีซี จำกัด มีความยินดีที่จะร่วมแรงร่วมใจช่วยคนไทย สู้ภัย COVID-19 ในการกระจายความช่วยเหลือที่รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยผลักดันให้สังคมโดยรวม สามารถก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทั้งนี้ ในปัจจุบัน  บริษัท สมาร์ททีทีซี จำกัด เป็นฐานการผลิตมาตรวัดไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมาเกือบ 30ปี เพื่อตอบสนองนโยบายโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะกับการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย โดยการใช้เทคโนโลยี่มิเตอร์อัจฉริยะ โดยมีเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย มีพนักงานอยู่กว่า 100 คน ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ระบาด นางพรทิพย์ ได้ให้ความใส่ใจต่อมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในการดูแลสุขอนามัยของพนักงานทุกคน และภายในโรงงานอย่างทั่วถึง เพื่อป้องการการเกิด “คลัสเตอร์” อันเป็นการเพิ่มการระบาดและเพิ่มภาระต่อสังคม


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ม.เอเชียอาคเนย์ จับมือ Palo Alto Networks พัฒนานักศึกษาสู่งาน Cybersecurity ระดับโลก

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SAU) ลงนามความร่วมมือกับ Palo Alto Networks ผู้นำระบบ Network Security อันดับท็อปของโลกจากซิลิคอน วัลเลย์ มุ่งพัฒนานักศึกษาและบุคลากรสู่งานด้าน Cybersecurity ระดับโลก

ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการบริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ค ประเทศไทยและอินโดจีนกล่าวว่า การเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ ม.เอเชียอาคเนย์ ในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาศักยภาพให้กับนักศึกษาด้าน Cybersecurity ที่กำลังขาดแคลนบุคลากรอย่างมากทั้งปัจจุบัน และอนาคตในอีก ปีข้างหน้าถึงกว่า 10,000 ตำแหน่ง ดังนั้นจึงต้องร่วมกันจากหลายภาคส่วนที่จะพัฒนาบุคลากรเพื่อผลิตนักศึกษาด้าน Cybersecurity ให้ได้ 1,000 คนต่อปี โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาศักยภาพแรงงานในด้านของดิจิทัลด้วย

ดร.ธัชพล กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้มีอยู่ ประเด็นหลักที่สำคัญ ได้แก่ (1) การถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยอบรมคณาจารย์เพื่อสร้าง Trainer ที่มีศักยภาพ (2) การจัดกิจกรรมร่วมกันกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความตื่นตัว ตระหนักรู้และความสนใจของนักศึกษา (3) การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเน้นทักษะการสร้างเครื่องมือปกป้องภัยด้าน Cybersecurity เช่น AI Machine Learning, IoT Security สำหรับเซ็นเซอร์ใหม่ ๆ หรือการพัฒนา Smart Manufacturing Industry 4.0 หรือ Cloud Security รวมถึงงานวิจัยกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อสร้าง Platform ใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย (4) การสร้างความตระหนักรู้ถึงภัย Cyber โดยจัด Workshop ในเชิงเทคนิคให้กับนักศึกษา บุคลากร รวมถึงการจัดส่งนักศึกษาไปร่วม Bootcamp หรือ Hackatron กับผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของไทยและระดับโลก โดยทั้งพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์ค และมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์มีความตั้งใจร่วมกันอย่างยิ่งในการร่วมมือสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพสู่สังคมและสู่ตลาดแรงงานของประเทศ

ด้านดร.ฉัททวุฒิ  พีชผล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Palo Alto Networks ผู้นำด้านระบบ Cyber Security ในครั้งนี้ถือเป็นการนำหลักสูตรมาพัฒนาร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเรื่อง Cybersecurity ที่กำลังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้เป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะผลิตบุคลากรด้าน Cybersecurity ที่ออกไปทำงานได้จริงซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นว่าเราจะต้องพัฒนาและทำให้ได้

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกันสร้างบุคลากรด้าน Cybersecurity ที่มีคุณภาพ มีความสามารถ ทำงานได้จริง มีคุณธรรม และก้าวสู่งานที่มั่นคงต่อไปในอนาคต”ดร.ฉัททวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Huawei Cloud Thailand จับมือร่วมกับ Metro Systems Corporation PLC. เปิดศูนย์บริการ Technical Support Center ในรูปแบบภาษาไทย

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันไอซีทีชั้นนำ ได้ร่วมกับ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  บริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ให้เปิดศูนย์บริการสนับสนุนด้านเทคนิคอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยเปิดศูนย์บริการที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำและแก้ไขปัญหาในรูปแบบภาษาไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่ยึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วยการบริการอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำ การแก้ไขปัญหา ที่ตรงประเด็นและรวดเร็ว

การร่วมมือด้านการบริการในครั้งนี้จะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค และดำเนินการแก้ไข เปิดบริการทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 17.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และการบริการในรูปแบบภาษาอังกฤษจะยังให้บริการอย่างต่อเนื่อง สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการแผนสนับสนุน (Support Plan) ที่เหมาะสมกับท่านบน Huawei Cloud ซึ่งมีทั้งหมด 4 แผนดังนี้ Basic, Developer, Business และ Enterprise (https://www.huaweicloud.com/intl/en-us/service/supportplans.html)

โดยศูนย์บริการด้านทางด้านเทคนิคนี้ได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ หลังได้ร่วมลงนามความร่วมมือเมื่อเดือน มิถุนายน2564 ที่ผ่านมา และเริ่มให้บริการแล้ว ณ วันนี้เป็นต้นไป

บรรยายภาพ: พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง บริษัท หัวเว่ย และบริษัท เมโทรซิสเต็มส์ เมื่อมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมาโดยมี คุณปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ แผนกธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณวีรพันธุ์ ดุรงค์แสง กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง

ทั้งนี้ Huawei Cloud เป็นผู้ให้บริการ Cloud Service ในประเทศไทยสามารถตอบโจทย์การเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก Huawei Cloud มี 2 AZ (Data Center) ในประเทศไทย และยังมีบริการที่หลากหลาย สามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสม เช่นการเก็บค่าบริการตามการใช้งานจริง, รายเดือน, รายปี ซึ่งตอบโจทย์กับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ และเอกชน หรือ องค์กร กลุ่มธุรกิจต่างๆในประเทศไทย

ทางบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นอกจากจะให้บริการ Thailand Local Center Service Support ให้กับ Huawei Cloud Thailand แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษา ในการวาง Solution  ให้แก่ กลุ่มธุรกิจ และผู้ที่ต้องการ จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ Cloud หรือ ต้องการเลือกใช้ Service อื่นๆ ที่ Huawei Cloud มีให้บริการแก่ลูกค้า เช่น Backup Solution, Container, Contact Center, Cloud Meeting และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อง่ายต่อการใช้งาน และง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลมากยิ่งขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่ม Digital Solutions Group “DSG”, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/  Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


Exit mobile version