Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างเหตุและผลของความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย

แพทริก โดโนแวน นักวิเคราะห์อาวุโส และผู้จัดการโครงการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric)

สำหรับหลายคนที่ตอนนี้ไม่ได้นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ความคิดที่จะออกแบบห้องว่างให้เป็นพื้นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจเป็นเรื่องน่าหนักใจ และมีคำถามตามมา เช่น เราจะต้องอัพเกรดแบนด์วิดธ์หรือไม่ เรื่องนี้อาจเป็นความกังวลพื้นฐานเมื่อทุกคนในครอบครัวต้องทำงานที่บ้านในตอนนี้ (พร้อมกับทุกคนที่อยู่ในละแวกบ้านเช่นกัน) และใช้เน็ตไปกับการดูวิดีโอผ่านยูทูบ เล่นเกมออนไลน์ และฟังเพลง ซึ่งประเด็นคือคุณจะออกแบบพื้นที่ใหม่ยังไงไม่ให้เกิดเสียงรบกวนและปัจจัยที่ทำลายสมาธิในการทำงานเหล่านี้ บริษัทคุณจะออกค่าใช้จ่ายเหล่านี้หรือไม่ และบางทีคุณอาจจบลงด้วยการประชุมผ่านซูมแบบติดๆ ขัดๆ เพราะสัญญาณเน็ตอ่อนแรงแถมยังแทรกด้วยเสียงสุนัขเห่า

ดาต้าเซ็นเตอร์ก็เช่นเดียวกัน แม้มืออาชีพส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการจะได้ประสิทธิภาพที่โดดเด่นสามารถทำได้ ด้วยการปรับปรุงระบบโครงสร้างของดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความทันสมัย แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นกับโครงการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งอาจเป็นความท้าทายในการให้เหตุผลกับผู้บริหารระดับอาวุโสเพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่นการเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เปลี่ยนหรืออัพเดตระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้มายาวนานและไม่อยู่ในประกัน หรือย้ายไปใช้ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ ดังนั้น หลายคนจึงก้าวไปอย่างช้าๆ พร้อมกับหวังว่าจะไม่มีอะไรเสียหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นคือธุรกิจที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยง

เครื่องมือช่วยสนับสนุนข้อมูลเพื่อสร้างเหตุและผลที่เป็นไปได้ทางธุรกิจ

เห็นได้ชัดว่า เหตุและผลที่ดีเพื่อความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ต้องสามารถวิเคราะห์การคืนทุนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น การประเมินหรือบอกคุณค่าของการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยอาจเป็นเรื่องท้าทายแน่ๆ อย่างไรก็ตาม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้พัฒนาเครื่องมือฟรีที่ใช้งานง่ายเพื่อช่วยในเรื่องดังกล่าว โดยพื้นฐานแล้วระบบงานใหม่ๆ ในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน จะให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น และค่อนข้างจะมีขนาดที่เล็กลง เบาขึ้น ให้ความน่าเชี่อถือมากขึ้น นำมาปรับใช้งานและขยายขีดความสามารถได้เร็วขึ้น อีกทั้งบริหารจัดการและบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ การคำนวณคุณค่าจากการปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น (ในธุรกิจของคุณ) คือเคล็ดลับในการให้เหตุและผลทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และคุณค่าของประโยชน์ที่ได้ในแต่ละส่วนก็เห็นได้ชัดว่ามาจากกลยุทธ์และการจัดลำดับความสำคัญขององค์กรคุณ

ระบบพลังงานและการทำความเย็นที่ออกมาในช่วงต้นของปี 2000 ไม่ได้ให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานเหมือนระบบปัจจุบัน การรู้จักตัวแปรง่ายๆ บางประการ ก็จะทำให้คุณคำนวณการประหยัดพลังงานที่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลสำหรับค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดระบบได้  ตัวอย่างเช่น ตัวคำนวณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ทันสมัยสำหรับยูพีเอส 3 เฟส ของเรา สามารถเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของยูพีเอสของชไนเดอร์ อิเล็คทริค 1 ตัวกับยูพีเอสตัวอื่นภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อดูว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายการดำเนินการส่วนใดบ้าง โดยครอบคลุมเรื่องการใช้พลังงาน ค่าอะไหล่ การบำรุงรักษา และการเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาใช้เป็นเหตุและผลทางธุรกิจ เพื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายตั้งต้นสำหรับการซื้อยูพีเอสตัวใหม่ ซึ่งเรายังได้นำเสนอตัวคำนวณประสิทธิภาพยูพีเอสแบบเฟสเดียว และตัวคำนวณประสิทธิภาพยูพีเอสแบบ 3 เฟส ซึ่งจะให้ผลกระทบในแง่ของประสิทธิภาพการใช้พลังงานของยูพีเอส รวมถึงคาร์บอนฟุตปรินท์ อีกทั้งช่วยในการสร้างเหตุผลสำหรับความเป็นไปได้ทางธุรกิจเพื่อปรับปรุงระบบให้ทันสมัย  และสำหรับยูพีเอสที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เราแนะนำให้พิจารณาการเปลี่ยนจากระบบควบคุมวาวล์แบบเดิมที่เป็นตะกั่วกรด (VRLA) ไปใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ที่เล็กและเบากว่า อีกทั้งยังให้อายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า โดยตัวคำนวณต้นทุนในการเป็นเจ้าของยูพีเอส แบตเตอรี่แบบ VRLA เทียบกับลิเธียมไออน จะช่วยประเมินการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยหลักอื่นๆ ในการปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย

ผู้จำหน่ายอย่าง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ได้นำเสนอบริการอื่นๆ ในการปรับปรุงระบบงานให้ทันสมัย นอกเหนือจากการขายอุปกรณ์ใหม่ในราคาที่ให้ส่วนลด  ซึ่งหลายระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบโมดูลจะมาพร้อมองค์ประกอบที่สามารถอัพเกรดและให้บริการได้ โดยเมื่อผนวกเข้ากับการขยายการประกันและข้อเสนอในการส่งมอบการบริการ ก็จะสามารถยืดอายุการใช้ระบบงานเดิมที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงของระบบล่ม หรือทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักเนื่องจากผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานที่นานเกินไป ทั้งนี้ในเวลาที่คุณพัฒนาแผนงานด้านการปรับปรุงระบบงานให้ทันสมัยรวมถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งนี้ White Paper ในเรื่อง แนวทางในการจัดการกับยูพีเอสรุ่นเก่า (Guidance on What to Do with an Older UPS) จะให้กรอบการทำงานเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรจะอัพเกรดอุปกรณ์ หรือเปลี่ยนใหม่ หรือไม่ต้องทำอะไรและปล่อยไปจนกว่าจะใช้งานไม่ได้ แม้ว่าเรื่องนี้จะมุ่งเน้นที่ยูพีเอสของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่กรอบการทำงานเพื่อช่วยในการตัดสินใจในลักษณะเดียวกันก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้เช่นกัน

สิ่งที่ต้องคำนึงในการสร้างเหตุและผลของความเป็นไปได้ทางธุรกิจคือ คุณต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานมากแค่ไหนสำหรับปัจจุบัน และแค่ไหนที่จำเป็นสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นไปได้ที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกสร้างขึ้นมามากเกินความจำเป็นจากจุดยืนเรื่องของศักยภาพด้านพลังงานและการทำความเย็น ซึ่งทั้งเวอร์ชวลไลเซชันและการควบรวมระบบอาจช่วยลดพื้นที่ในการประมวลผลได้มากขึ้น โดยบางแอปพลิเคชันและการบริการซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่บนคลาวด์ หรือกระจายอยู่ตามโคโลเคชันของดาต้าเซ็นเตอร์  ประเด็นคือ ความต้องการด้านพลังงานและการทำความเย็นในปัจจุบันอาจจะน้อยกว่าศักยภาพของโครงสร้างระบบของเดิมที่ติดตั้งใช้งานอยู่ ดังนั้นการประหยัดจึงควรเป็นหนึ่งในเหตุผลสำหรับความเป็นไปได้ทางธุรกิจ คุณอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายมากเท่ากับที่คิดไว้ในตอนแรกว่าจะอัพเกรดไปใช้อุปกรณ์ใหม่ และต้องมั่นใจว่าคุณรู้แผนงานอนาคตในการเอาท์ซอร์สระบบไอทีขององค์กร ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ได้ตามต้องการในส่วนของระบบโครงสร้างด้านพลังงานและการทำความเย็นอย่างชัดเจนเช่นกัน  และอย่าลืมรวมเรื่องคุณค่าของการมีพื้นที่ที่สร้างรายได้เพิ่มหากระบบโครงสร้างของคุณใช้พื้นที่ขนาดเล็กลง และจะนำพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร จะใส่คุณค่าอะไรไปในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งต้องแน่ใจว่ามีการพิจารณาเรื่องนี้รวมไว้ในเหตุผลสำหรับความเป็นไปได้ในธุรกิจของคุณ

สิ่งหนึ่งที่พิจารณาได้ยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของผลกระทบทางการเงิน นั่นคือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดาวน์ไทม์ เมื่อโครงสร้างระบบมีอายุการใช้งานมาก ก็จะมีความเสี่ยงจากการอุปกรณ์ล้มเหลวได้มากขึ้น ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ล้มเหลวที่เป็นสาเหตุทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้มากแค่ไหนอาจเป็นเรื่องที่รู้ได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของการออกแบบระบบพลังงานและการทำความเย็น และการออกแบบนั้นช่วยให้บริหารจัดการและบำรุงรักษาได้ดีแค่ไหนเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่ายังไงก็ตาม การคำนวณจะช่วยได้มากในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในหลักนาทีหรือชั่วโมงหากแอปพลิเคชัน หรือฟังก์ชั่นของระบบไอทีนั้นๆ (ที่ขับเคลื่อนและทำความเย็นด้วยระบบโครงสร้าง) หยุดทำงาน หากคุณไม่สามารถประมวลผลการจ่ายเงินได้ภายใน 30 นาที จะทำให้ธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? หากระบบออโตเมชั่นของโรงงานหยุดทำงานระหว่างช่วงเวลาการทำงาน จะทำให้ธุรกิจเสียอะไรไปบ้าง? บางครั้งตัวเลขประเภทนี้เพียงอย่างเดียวอาจช่วยโน้มน้าวผู้บริหารระดับสูงว่าไม่คุ้มค่าความเสี่ยงหากไม่ปรับปรุงระบบให้ทันสมัย

พิจารณากลยุทธ์ด้านการปรับปรุงความทันสมัยให้กับธุรกิจคุณ

แม้เครื่องมือ TradeOff ใหม่ของเราจะใช้ได้กับยูพีเอสแบบ single phase รุ่น UPSs 20kVA หรือต่ำกว่านั้น แต่ตัวคำนวณเปรียบเทียบการบริหารจัดการ Edge UPS Fleet น่าจะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้คุณรับทราบถึงความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายด้านสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในการใช้ UPS ที่มีอายุใช้งานนาน ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการคำนวณคือการช่วยให้ประเมินได้ว่าควรบริหารจัดการ UPS แบบกระจายศูนย์ด้วยตัวเอง หรือให้ผู้จำหน่ายที่เป็นบุคคลที่สามดูแลให้ ค่าใช้จ่ายจะแยกย่อยออกเป็นค่าขนส่งและค่าอะไหล่ ค่าพนักงาน การดาวน์ไทม์ และบริการจากพันธมิตร/ผู้จำหน่าย

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นแบบไหน ก็ควรพิจารณาเรื่องการปรับปรุงอายุการใช้งานของระบบไอทีและอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณสร้างกรณีธุรกิจที่จำเป็นสำหรับการปรับปรุงระบบงานให้ทันสมัย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware แนะ 8 กลยุทธ์ เสริมความยืดหยุ่นและความคล่องตัวให้กับหน่วยงานสาธารณสุขในประเทศไทย

องค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างเป็นด่านหน้าที่กำลังต่อสู้กับโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาช่วยจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและน่าทึ่ง ในฐานะด่านหน้าทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก พวกเขามุ่งมั่นที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขมีความยืดหยุ่น และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในระดับองค์กรรูปแบบใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น

การประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนในอนาคต องค์กรด้านสาธารณสุขในประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “พร้อมสำหรับอนาคต” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่จากทุกที่ โดยการวางรากฐานระบบดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้องค์กรด้านสาธารณสุขของไทยสามารถใช้นวัตกรรมใหม่ๆ, สร้างความยืดหยุ่น และมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพในรูปแบบดิจิทัลที่จะช่วยสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการ

นี่คือภาพรวมกลยุทธ์เชิงลึก 8 ประเด็น ที่แสดงให้เห็นว่า การระบาดของไวรัสครั้งนี้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคสาธารณสุขของประเทศไทยได้อย่างไร

กลยุทธ์เชิงลึก #1: โควิด-19 ได้ทำลายอุปสรรคที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล

โควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเร่งการพัฒนาแผนงานทางเทคโนโลยีรองรับอนาคต จากการศึกษาของ Digital Frontiers 3.0 จาก VMware พบว่าผู้บริโภคชาวไทยไว้วางใจในเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (70%), 5G (81%) และระบบการจดจำใบหน้า (74%)

องค์กรไอทีที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข ตระหนักถึงข้อดีของรากฐานทางดิจิทัลที่แข็งแรงที่สามารถสนับสนุนการทำงานบน คลาวด์, แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์ที่หลากหลาย ช่วยให้ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แน่ใจว่าจะมีความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและมีความหยืดหยุ่น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ เป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนล้นโรงพยาบาลให้มีสุขภาพดีและปลอดภัย

กลยุทธ์เชิงลึก #2: การบริโภคและความต้องการของผู้ป่วยเป็นสิ่งสร้างความแตกต่างทางธุรกิจรูปแบบใหม่

จากการสำรวจล่าสุดของ Forrester ในกลุ่ม CIOs และ SVPs ทางด้านสาธารณสุขทั่วโลก พบว่า องค์กรทางด้านสาธารสุขมากกว่าครึ่งหนึ่ง (51%) เพิ่มการลงทุนเกี่ยวกับความต้องการของผู้ป่วย โดย 64% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากการศึกษาของ VMware’s Digital Frontiers 3.0 กล่าวว่า พวกเขาจะเปลี่ยนไปใช้บริการในสถานบริการใหม่ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากัน หากการจัดการทางด้านดิจิทัลของสถานบริการที่ใช้บริการอยู่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ดังนั้นองค์กรทางด้านสาธารณสุขในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน เช่น ระบบแอปพลิเคชันที่ทันสมัย รวมถึงระบบคลาวด์ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและนำเสนอแนวทางการบริการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ป่วย

กลยุทธ์เชิงลึก #3: การให้บริการดิจิทัลรูปแบบใหม่สร้างความเสี่ยงทางไซเบอร์มากยิ่งขึ้น

บริการใหม่ ๆ ผ่านระบบดิจิทัลกำลังเพิ่มความเสี่ยงทางไซเบอร์ จากการสำรวจของ VMware’s Digital Frontiers 3.0 พบว่า ผู้บริโภคชาวไทย 45% ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของการบริการผ่านดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ดังนั้นองค์กรทางด้านสาธารณสุขจึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า องค์กรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็งแบบ zero-trust, มีนโยบายและการควบคุมสิทธิ์อย่างน้อยต้องครอบคลุมทั้ง on-premises, บนคลาวด์ ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทาง

กลยุทธ์เชิงลึก #4: Telehealth และความสามารถในการกระจายการทำงาน เปลี่ยนจาก ”สิ่งที่ควรมี”กลายเป็น”สิ่งที่ต้องมี”

ด้วยความแตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ งานทางด้านสาธารณสุขเป็นสิ่งที่ต้องลงมือปฎิบัติ ในสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบกระจายตัว รวมถึงเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ใช้ในการทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น Digital workspace ที่รวมการจัดการอุปกรณ์ และการระบุตัวตน กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ให้บริการด้านการดูแลผู้ป่วย รวมถึงแนวทางในการบริการ telehealth, และเป็นเจ้าภาพให้กับพนักงานผู้ต้องปฏิบัติหน้าที่ในรูปแบบใหม่ ซึ่งไอทีสามารถช่วยให้ผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถดูแลผู้ป่วย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แบบเรียลไทม์และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถเลือกใช้งานตามแพลตฟอร์มที่ต้องการได้

กลยุทธ์เชิงลึก #5: การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการปฏิรูปกำลังเพิ่มมากขึ้น – โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจด้านสาธารณสุขมีมากกว่าอุตสาหกรรมประเภทอื่น

จากการศึกษาของ VMware-MIT Executive Study พบว่า ผู้ให้ดูแลทางด้านสุขภาพที่ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมด (98%) กล่าวว่าพวกเขาหวังว่าจะสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ ด้วยการลงทุนในการปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีให้สามารถรองรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ในขณะที่ผู้บริหารองค์กรทางด้านสาธารณสุขและคณะกรรมการบริษัทตระหนักถึงคุณค่าในการลงทุนทางด้านไอทีสำหรับการสาธารณสุข ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ให้การดูแล, และประสบการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ในองค์กร โดยธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้จะได้รับประโยชน์จากการวางแผนเชิงรุกและการเปิดรับเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กร อันจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ จากนวัตกรรมดิจิทัลอีกด้วย

กลยุทธ์เชิงลึก #6: เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HIT) ที่ยืดหยุ่น คือ กุญแจสู่ความสำเร็จทางดิจิทัล – การทำงานแบบอัตโนมัติและมัลติ-คลาวด์ คือ อนาคต

เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับความยืดหยุ่น มากกว่าครึ่ง (58%) ขององค์กรทางด้านสาธารณสุขที่ตอบการสำรวจจากแบบสำรวจเดียวกันของ VMware-MIT กล่าวว่าประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ

โครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีของงานสาธารณสุขแบบอัตโนมัติรวมถึงรูปแบบของการดำเนินงาน ถูกยกให้เป็นความคิดริเริ่มอันดับต้นๆ เนื่องจากองค์กรทางด้านสาธารณสุขมองหาช่องทางการป้องกันสุขภาพ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ให้บริการดูแลผู้ป่วย โดยการส่งเสริมการให้มีการบริการดูแลสุขภาพทางไกล รวมถึงสนับสนุนการทำงานแบบที่พนักงานไม่จำเป็นต้องสัมผัสผู้ป่วยผ่านการทำงานแบบ work-from-home

กลยุทธ์เชิงลึก #7: การเติบโตของคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น – การประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสมดุลทางสาธารณสุข

ไม่มีข้อกังขาในคุณประโยชน์ในการใช้งานคลาวด์อีกต่อไป เพียงประยุกต์ใช้ unified digital foundation จะช่วยให้องค์กรทางด้านสาธารณสุขสามารถลดความซับซ้อนในการปรับใช้ระบบคลาวด์โดยขยายไปสู่มัลติ-คลาวด์ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องปรับทักษะ, ปรับโครงสร้างแอปพลิเคชัน หรือปรับแต่งเครื่องมือใหม่ สิ่งเหล่านี้ช่วยปรับปรุงการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ดูแลและเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การรักษาธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบยังคงเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ในการปฏิบัติงาน

กลยุทธ์เชิงลึก #8: การฟื้นตัวจากวิกฤติ เทียบไม่ได้กับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่องค์กรทางด้านสาธารณสุขระบุว่าพวกเขามีแผนสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ผู้บริหารในกลุ่มสาธารณสุข 3 ใน 10 คนที่ร่วมทำแบบสำรวจของ VMware-MIT รู้สึกว่าแผนของพวกเขามีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อต้องพยายามรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาด สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องมีความพร้อมรับต่ออนาคตเพื่อบูรณาการความต่อเนื่องทางธุรกิจ พร้อมด้วยแผนการฟื้นฟูองค์กรจากวิกฤติเข้าไว้ในการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และปรับให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงใหม่ และเร่งสร้างนวัตกรรม

วิกฤตการณ์ COVID-19 เป็นบททดสอบล่าสุด – ที่รุนแรงที่สุด – เป็นการทดสอบความสามารถขององค์กรด้านสาธารณสุขในการตอบสนองและการประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่เลวร้าย พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความคล่องตัวและความยืดหยุ่นของระบบสาธารณสุข รวมถึงการใช้งานสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสม การให้อำนาจแก่ผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแล การมีแนวทางการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุม เมื่อมองไปในอนาคต, สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาให้ระบบสาธารณสุขก้าวไปสู่โลกแห่งดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ITD เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) เวทีการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ประจำปี 64 หัวข้อ “Recharging Asia: Inclusive Growth and Sustainable Development amidst Post Pandemic World”

ITD เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) เวทีการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ประจำปี 2564 (Trade and Development Regional Forum 2021) ในหัวข้อ “Recharging Asia: Inclusive Growth and Sustainable Development amidst Post Pandemic World

มาร่วมเติมพลังให้กับเอเชียไปพร้อมๆกับเหล่าขุนพลด้านการค้า การลงทุนระดับแนวหน้าทั้งจากในและต่างประเทศ อาทิ UNCTAD WTO JETRO จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน อินเดีย เวียดนาม มาเลเซีย และไทย มาวิเคราะห์เกาะติดสถานการณ์การค้าและการลงทุนโลกในยุคหลังวิกฤติโควิด-19 ไปพร้อมๆกับเราผ่านหน้าจอสดๆในวันที่ 24, 25 และ 26 สิงหาคมนี้ ลงทะเบียนคลิก https://www.itd.or.th/…/trade-and-development-regional…/

รับชมสด (Live) พร้อมกันในเวลาบ่ายโมงตรง (13.00 น.) ของวันที่ 24, 25 และ26 สิงหาคมนี้ ผ่านทาง Facebook และ YouTube ของ ITD คลิก https://www.facebook.com/itd.th และ https://www.youtube.com/user/itdlive

ติดต่อและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.itd.or.th โทรศัพท์ 086-588-9759 และ 098-552-9664


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ม.เอเชียอาคเนย์สอบผ่านมาตรฐานวิชาชีพไอที ITPE มากเป็นอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ร่วมกับ สวทช., ITPEC  หน่วยงานนานาชาติ ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที (ITPE) โดยในปีนี้มีนักศึกษา ม.เอเชียอาคเนย์ (SAU) สอบผ่านมาตรฐานวิชาชีพ ITPE มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็น 65.638 เปอร์เซ็นต์จากผู้เข้าสอบของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ดร.ฉัททวุฒิ พีชผล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เปิดเผยว่า ทางสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์และสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ได้ร่วมกับ สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for the Future Academy), สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ร่วมมือกับกลุ่มภาคี 7 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า มองโกเลียและไทย เพื่อยกระดับบุคลากรด้าน IT ให้มีความพร้อมกับความต้องการของตลาดแรงงานที่ต้องการนักศึกษาที่มีทักษะความชำนาญด้านไอทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้ชื่อ Information Technology Professionals Examination (ITPE) โดยความร่วมมือดังกล่าวฯ เป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค เพื่อสอบวัดระดับความรู้และทักษะด้านไอทีแบบไม่อิงผลิตภัณฑ์ใดๆ นักศึกษา SAU ที่มีใบรับรองวิชาชีพไอที ย่อมมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มี โดยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียง รวมทั้งโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเงินเดือนหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มากขึ้นแตกต่างจากพนักงานทั่วไป

ซึ่งจากการประกาศผลการสอบโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที Information Technology Professional Examination (ITPE) ครั้งล่าสุด มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ หรือ (SAU) สอบผ่านโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที Information Technology Professional Examination (ITPE) มากเป็นอันดับที่ 1 จากผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศผลในปี 2564 ทั้งนี้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ประกอบด้วยสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจจำนวน 21 คน จากจำนวนผู้สอบผ่านของมหาวิทยาลัยเอกชนทั้งหมด  32  คน  นับเป็นครั้งแรกของ SAU ที่มีนักศึกษาผ่านการสอบเป็นจำนวนมากเป็นอันดับ 1 (65.638%) จากผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งหมด

มาตรฐานวิชาชีพไอที (ITPE) เป็นเครื่องมือชี้วัดของบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการรับนักศึกษาเข้าทำงานโดยสามารถมั่นใจได้ว่าผู้สอบผ่านมาตรฐาน ITPE ระดับสากลเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านไอที นอกจากนี้ผู้สอบผ่าน ITPE ยังสามารถเสนอขอใบอนุญาตทำงานในญี่ปุ่น หรือมีสิทธิพิเศษในการพิจารณาคัดเลือกเข้ารับทุนการศึกษาด้านไอทีจากประเทศภาคีเครือข่ายมาตรฐานวิชาชีพไอที โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด 19 อาชีพทางด้านไอทีจึงเป็นที่ต้องการในตลาดจำนวนมาก

ผศ.ดร.ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า เรามุ่งมั่น ผลักดันให้นักศึกษาสอบใบมาตรฐานวิชาชีพไอที (ITPE) ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ รวมถึงนักศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ ที่มีความสนใจทางด้านไอที ให้สามารถเข้าร่วมสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีได้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าทำงานที่ต้องใช้ทักษะทางด้านไอทีอย่างเข้มข้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐเอกชนชั้นนำในประเทศและนานาชาติ

“ไอทีพาสปอร์ตมีประโยชน์มากโดยจะเป็นเครื่องมือช่วยประเมินว่า ผู้สอบผ่านมีความรู้ความเข้าใจและความสามารถด้านไอทีอย่างแท้จริง รวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วและกำลังทำงานอยู่ในสถานประกอบการ มีความพร้อมด้านไอทีมากน้อยแค่ไหน ทั้งยังเป็นการปรับความรู้ด้านเทคโนโลยีให้ทันสมัย สร้างความมั่นใจและภาคภูมิใจให้แก่ผู้สอบ นอกจากนี้ผู้ที่สอบผ่านระดับ FE ยังสามารถขอใบขออนุญาตทำงาน (Work Permit) ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ด้วย” ผศ.ดร.ณัฏฐ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการสอบผ่านตามมาตรฐาน ITPE นี้ จะต้องฝึกฝนทักษะทางด้านไอทีให้เชี่ยวชาญเพื่อเตรียมเข้ารับการทดสอบ ในแต่ละปีทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ สวทช. เปิดสอบปีละ 2 ครั้ง คือ เดือนเมษายนและตุลาคม โดยโครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที  จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2549 และจัดต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี โดย สวทช. ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานนานาชาติ สนับสนุนให้นักศึกษาและบุคลากรทั้งภายในและเครือข่ายภายนอกเข้าร่วมสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที โดยศูนย์สอบและศูนย์ติวสอบทั่วประเทศ ผู้สนใจสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์สอบมาตรฐานวิชาชีพไอที มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ หรือที่เว็บไซต์ www.sau.ac.th/itpe โทร. 02-807-4500 ต่อ 217


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ ขยายศักยภาพ EcoStruxture™ Triconex™ Safety View ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้านการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน ออก EcoStruxure™ Triconex™Safety View ในเวอร์ชันปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการระบบบายพาสและการส่งสัญญาณเตือนภัย โดยเป็นระบบแรกของอุตสาหกรรมที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยสองด้าน ทั้งความปลอดภัยในการดำเนินงานและการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

ระบบความปลอดภัยของกระบวนการในอุตสาหกรรม ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันเงื่อนไขการดำเนินงานที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงช่วยให้โรงงานมีการดำเนินงานที่ปลอดภัย เช่นในบางครั้งจะทำการปิดระบบหากสภาวะการทำงานเริ่มไม่ปลอดภัย โดยเป็นระบบที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยปกป้องคน สินทรัพย์ การผลิต และสภาพแวดล้อม ดังนั้นระบบความปลอดภัยจึงต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งระหว่างการดำเนินงานในทุกวัน จะมีอยู่หลายกรณีที่ต้องดำเนินการบายพาส หรือการแจ้งเตือนสำคัญเพื่อระงับเหตุการณ์ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงในการดำเนินการทั้งหมด รวมถึงความปลอดภัยของโรงงาน ทุกครั้งที่เกิดเรื่องดังกล่าว ก็จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของฟังก์ชั่นด้านการป้องกัน ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อคนในบริษัท รวมถึงการผลิต และผลกำไร

ระหว่างช่วงเวลาที่เกิดความเสี่ยงสูง ในการดำเนินการจำเป็นต้องทราบว่ามีการบายพาสส่วนไหน จากนั้นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงที่ถูกยกระดับขึ้น ด้วยการให้ความใส่ใจกับเงื่อนไขของกระบวนการสำคัญและการแจ้งเตือนที่ส่งผลถึงการผลิตและการสร้างกำไร โดย EcoStruxure Triconex Safety View ช่วยให้ผู้ดำเนินการมองเห็นทั้งสถานะของการบายพาสที่ส่งผลให้ความเสี่ยงในสถานที่ลดลง รวมถึงการแจ้งเตือนสำคัญเพื่อเร่งการดำเนินการด้านความปลอดภัยในโรงงานเมื่อเกิดความเสี่ยงสูง  และเนื่องจากซอฟต์แวร์ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ซึ่งเป็น Security Level 1 (SL1) ที่บังคับการใช้งานสอดคล้องตาม IEC 62443-4-2 และ Systematic Capability 3 (SC3) ซึ่งบังคับใช้งานตาม IEC 61508 สำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยตาม Safety Integrity Level 3 (SIL3) เพื่อให้สอดคล้องตามความต้องการที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ การลดความเสี่ยงและการดำเนินงานที่ต่อเนื่องในภาคน้ำมันและก๊าซ โรงงานกลั่น ปิโตรเคมี ภาคพลังงาน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงสูง มีอันตรายสูง

การบริหารความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยได้ดีขึ้น ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่เหนือชั้น

EcoStruxure Triconex Safety View ให้การบริหารจัดการระบบบายพาสได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้ดีขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่คุกคามประสิทธิภาพการดำเนินงาน ดั้งนั้น จึงเป็นส่วนที่ช่วยให้ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจดีขึ้นในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นผลิตผลที่ดีขึ้น ให้ผลกำไรมากขึ้น และให้ความยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน

“ลูกค้าของเราต่างอยู่ภายใต้ความกดดันที่ต้องตัดลดค่าใช้จ่าย ในขณะที่ต้องผลักดันให้ได้ผลกำไร และบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน” ฮานี่ ฟูดา รองประธานฝ่ายสายผลิตภัณฑ์ด้านระบบ Process Automation ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ รวมถึงการช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจและการดำเนินงานได้ดีขึ้นนั้น  บ่อยครั้งต้องนำกลยุทธ์ด้านดิจิทัลใหม่ๆ และการดำเนินงานด้านอื่นๆ มาช่วยเพิ่มผลิตผล เพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของสินทรัพย์และการดำเนินงาน แต่ไม่ว่าทิศทางด้านกลลยุทธ์จะเป็นอย่างไร และไม่ว่าจะอยู่ระหว่างจุดไหนของการปฏิรูปสู่ดิจิทัลก็ตาม ก็ห้ามละเลยเรื่องความปลอดภัยในการดำเนินการ และเนื่องจาก EcoStruxure Triconex Safety View ช่วยให้ผู้ดูแลมีมุมมองแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสภาวะการดำเนินการภายในโรงงาน จึงช่วยให้บริหารจัดการความเสี่ยงได้มากขึ้น เร็วขึ้น ทั้งเรื่องของบุคลากร การผลิต และผลกำไร ซึ่งท้ายที่สุด EcoStruxure Triconex Safety View สามารถช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพความปลอดภัยได้สูงสุด ส่งผลให้เกิดการสร้างผลกำไรได้ดีขึ้น และให้ความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

ให้ความสามารถในการมองเห็น ช่วยปรับปรุงอัพไทม์ การคืนทุน ต้นทุนการเป็นเจ้าของ ทุกอย่างดีขึ้น

เนื่องจาก EcoStruxure Triconex Safety View ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยปรับปรุงเรื่องอัพไทม์ ในขณะที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านวิศวกรรม การดำเนินการ และการซ่อมบำรุง โดยให้ความสามารถในการวัดผลในส่วนการสร้างกำไรจากการดำเนินการได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งให้การคืนทุนและต้นทุนการเป็นเจ้าของได้เร็วขึ้น

สร้างศักยภาพให้กับผู้ดูแลห้องควบคุมเพื่อให้ตัดสินใจได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินงานที่ปลอดภัย โดย EcoStruxure Triconex Safety View ช่วยให้บริษัทต่างๆ บริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้นและนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการดำเนินงานแล้ว ยังช่วยระบุเพื่อลดและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดในอนาคตได้เช่นกัน

ด้วยความสามารถด้านดิจิทัลที่ล้ำหน้า รวมถึงความสามารถในการดึงข้อมูลการดำเนินงานออกมาเป็นข้อความได้แบบเรียลไทม์ EcoStruxure Triconex Safety View จึงให้มุมมองแบบเรียลไทม์ที่ดียิ่งขึ้นในเรื่องความเสี่ยงที่มากับการเริ่มใช้ระบบและการปิดระบบ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการสำคัญอื่นๆ โดยการช่วยให้ผู้ดำเนินงาน วิศวกรที่ดูแลการซ่อมบำรุง รวมถึงบุคลากรในโรงงานมีข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม จึงช่วยให้คนเหล่านี้นำพาโรงงานไปสู่สภาวะการดำเนินงานที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“เทคโนโลยีระบบดิจิทัล IIoT ที่เกิดใหม่ อย่าง Triconex Safety View มอบโอกาสใหม่ให้กับบริษัทต่างๆ ในการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานและตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกต่อการทำงานด้วยแนวทางใหม่” ฟูดา กล่าว “เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยสองด้าน และมีการตรวจสอบการทำงานอย่างเป็นอิสระ จึงทำให้ EcoStruxure Triconex Safety View ช่วยลดภาระด้านระบบวิศวกรรม ทำให้มั่นใจว่าโซลูชันการบายพาสเหมาะสมสำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ซึ่งการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน จึงเป็นโซลูชันในอุดมคติเนื่องจากสามารถให้แนวทางที่สอดคล้องกับการบริหารจัดการการบายพาสได้หลายไซต์งาน ทำให้ไม่ต้องใช้ความพยายามด้านวิศวกรรมมากนักเมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนหรืออัพเดต และช่วยให้ค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงและการสนับสนุนโดยรวมลดลง

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ EcoStruxure Triconex Safety View ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เข้าไปดูได้จากแหล่งข้อมูลเหล่านี้

–  เยี่ยมชมได้ที่ website

–  ดู video


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซิกน่าประกันภัย ร่วมกับ เอ็มเอสดี จับมือเป็นพันธมิตร ภายใต้แคมเปญ “Together4More Possibility – ร่วมก่อ ต่อโอกาสให้ชีวิต”

กรุงเทพฯ – บริษัท ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด จับมือเป็นพันธมิตร ภายใต้แคมเปญ Together4More Possibility – ร่วมก่อ ต่อโอกาสให้ชีวิต” เพื่อนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งและนวัตกรรมด้านการรักษา ซึ่งรวมถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ที่ช่วยรักษาชีวิตและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระหว่างการรักษาให้ดียิ่งขึ้น การร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ มุ่งหวังให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจถึงทางเลือกในการรักษาและมีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งที่ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อร่วมกันสรรสร้างความหวังที่มากกว่าวันพรุ่งนี้

ซิกน่าประกันภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันสุขภาพระดับโลก มุ่งหน้าสู่ความเป็นผู้นำด้วยการนำเสนอแผนประกันสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่เหมาะสม และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ในขณะที่ยังจัดหาข้อมูลทางด้านสุขภาพให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ หากลูกค้าเจ็บป่วยและต้องการเข้ารับการรักษาพยาบาล ซิกน่ายังคงมุ่งเน้นสู่ความเป็นเลิศในการจัดหานวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมอบความอุ่นใจให้แก่ลูกค้า

นายธีรวุฒิ สุธนะเสรีพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำนวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาดูแลคนไทยร่วมกัน เพื่อที่จะหาแนวทางใหม่ๆ ในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีเพิ่มมากขึ้นในด้านการแสวงหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรค เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการตัดสินใจ ตลอดจนเพื่อลดความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ โดยการผนึกกำลังร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของทั้งซิกน่าและเอ็มเอสดี เพื่อสร้างความหวังของการรักษาโรคร้ายให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เราสัญญาว่าเราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการสร้างโอกาสและเปิดช่องทางใหม่ ๆ ในการนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง และนวัตกรรมการรักษาให้แก่ลูกค้าต่อไป”

“ทั้งนี้ แผนประกันใหม่ของซิกน่า เกิดขึ้นจากการที่เราเรียนรู้ถึงพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเราเล็งเห็นถึงจำนวนสถิติของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี เราจึงต้องการยกระดับการรักษาโรคมะเร็ง ให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงนำนวัตกรรมยาภูมิคุ้มกันบำบัดเข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ให้แก่ลูกค้า และคลายกังวลในด้านค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้อย่างครอบคลุม เนื่องจากการรักษาทางเลือกใหม่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ดังนั้นลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า หากโรคที่ไม่คาดฝันมาเยือน ซิกน่าจะดูแลคุณอย่างดีที่สุด ตลอดจนเรายังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ต่อไป เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ครบทุกมิติอย่างแท้จริง” นายธีรวุฒิ กล่าวเสริม

สำหรับบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ เมอร์ค แอนด์ คัมปะนี, อินคอร์ปอเรท ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีภาระกิจหลักตลอดเวลากว่า 130 ปี ในการทุ่มเททำงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อพัฒนายาและวัคซีนใหม่ๆ ให้กับคนทั่วโลกและคนไทย ได้เข้าถึงนวัตกรรมในการป้องกันและรักษาโรคร้ายต่างๆ อันจะนำไปสู่การที่คนจะมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ในประเทศไทย ยาของเอ็มเอสดี ได้นำมาใช้รักษาโรคให้คนไทยมานานกว่า 70 ปี

ดร. แมรี เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือและเข้ามาเป็นเป็นพันธมิตรกับ ซิกน่า ประกันภัย ในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ล่าสุด ที่เรามีความเชี่ยวชาญ มาเผยแพร่และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่สนใจ ร่วมกับซิกน่า เพราะในประเทศไทย โรคมะเร็งถือเป็นโรคที่เป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุด โดยในปี พ.ศ.2563 มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นโรคมะเร็งจำนวนมากกว่า 190,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งจำนวนเกือบมากถึง 125,000 คน (อ้างอิงจาก Globocan) โดยเฉพาะในครั้งนี้ เราจะเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค แนวทางการรักษา รวมถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยนวัตกรรมล่าสุดแบบภูมิคุ้มกันบำบัด โดยหวังว่าข้อมูลความรู้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย การมีความรู้เปรียบเสมือนสร้างภูมิเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง และหากจำเป็นต้องเผชิญกับโรคร้ายจะได้นำความรู้เหล่านั้นมาช่วยในการตัดสินใจในการวางแผนการรักษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการอยู่รอดของผู้ป่วยมะเร็งในระหว่างการรักษาให้ดีขึ้น เราเชื่อว่าหากเราทำงานร่วมกัน เราจะสามารถช่วยให้คนไทยมีโอกาสได้รับผลลัพธ์ในการรักษาโรคมะเร็งที่ดีขึ้นเพื่อร่วมกันสรรสร้างความหวังที่มากกว่าวันพรุ่งนี้ให้กับคนไทยทุกคนได้”

“ในฐานะที่ เอ็มเอสดี เป็นผู้ที่ทำงานวิจัยและมีประสบการณในการพัฒนาและผลิตยาและวัคซีนใหม่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้ความรู้และความเข้าใจที่ซับซ้อนเกี่ยวกับโรคมะเร็งของเราจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้เราสามารถค้นพบโมเลกุลใหม่และพัฒนารูปแบบและวิวัฒนาการการรักษาใหม่ได้ เราจึงมุ่งมั่นที่จะคิดค้นและพัฒนาและนำนวัตกรรมการรักษามาสู่ป่วยโรคมะเร็งนวัตกรรมการรักษาและป้องกันโรคเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ซึงนอกเหนือจากองค์ความรู้ในนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งประเภทต่างๆ และความก้าวหน้าของการรักษาโรคมะเร็งให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ เพื่อพิจารณาใช้ในการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศไทย ความมุ่งมั่นของเราไม่เพียงแต่จำกัดอยู่ที่การช่วยมนุษยชาติต่อสู้กับการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น เรายังค้นคว้าวิจัยและพัฒนาวัคซีนเพื่อการป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย อาทิ วัคซีน HPV เพื่อช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเด็กและสุภาพสตรี และยังสามารถช่วยป้องกันสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งจากไวรัส HPV ในทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งรวมถึงโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ และมะเร็งในช่องปากอีกด้วย” ดร. แมรี กล่าวเสริม

ความร่วมมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ ซิกน่าประกันภัย และ เอ็มเอสดี มีความมุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำในการให้ข้อมูลความรู้ล่าสุดที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับโรคมะเร็งและการรักษาต่างๆ ซึ่งรวมถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยนวัตกรรมล่าสุดแบบภูมิคุ้มกันบำบัด ภายใต้แคมเปญ Together4More Possibility – ร่วมก่อ ต่อโอกาสให้ชีวิต” มุ่งหวังให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจในทางเลือกการรักษาและมีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งที่ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อร่วมสร้างความหวังที่มากกว่าวันพรุ่งนี้ให้กับคนไทย

เกี่ยวกับบริษัท ซิกน่าประกันภัย ประเทศไทย

ซิกน่า ประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือของซิกน่า บริษัทประกันสุขภาพระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีลูกค้ากว่า 180 ล้านคนทั่วโลก ซิกน่าเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2545 โดยดำเนินธุรกิจเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเสนอประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันสุขภาพผ่านช่องทางเทเลมาร์เก็ตติ้งและการตลาดทางตรงในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ของซิกน่าประเทศไทยคือแผนประกันสุขภาพ แผนประกันอุบัติเหตุ และ แผนประกันการเดินทางที่เป็นนวัตกรรมเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกค้ารายบุคคลรวมถึงบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รัก สามารถพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซิกน่าประเทศไทยได้ที่ www.Cigna.co.th

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับแผนประกันสุขภาพของซิกน่าประกันภัย

ผู้ที่สนใจซื้อแผนประกันความคุ้มครองซิกน่า ซีเล็คแคร์ อิมมูโนเทอราพี (ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3kdGn8C หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: CignaThailand หรือ โทร 02 035 2929 (วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลาทำการ 9:30 – 18:00 น.)

เกี่ยวกับบริษัท เอ็มเอสดี

บริษัท เอ็มเอสดี (MSD) หรือที่มีชื่อเต็มว่า เมอร์ค แอนด์ คัมปานี, อินคอร์ปอเรท (Merck & Co. Inc.) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Kenilworth มลรัฐ New Jersey ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะรู้จักเป็นการทั่วไปในชื่อ เมอร์ค (Merck) ในประเทศสหรัฐฯ และประเทศแคนาดาเท่านั้น นอกเหนือจากสองประเทศนี้ จะใช้ชื่อ เอ็มเอสดี (MSD) รวมถึงในประเทศไทยด้วย กว่า 130 ปี เอ็มเอสดี ได้ประดิษฐ์ พัฒนา และผลิตยาและวัคซีน เพื่อรักษาโรคที่มีความท้าทายเป็นจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายในการรักษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เราได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มีให้ต่อผู้ป่วยเอง และต่อประชาสังคม โดยการพัฒนาการเข้าถึงการดูแลสุขภาพด้วยนโยบายที่แผ่ขยายออกไป

ผ่านโปรแกรม และพันธมิตรต่าง ๆ ในวันนี้ เอ็มเอสดี ยังคงมุ่งมั่นเป็นแนวหน้าในการวิจัยพัฒนาเพื่อหาทางรักษาและป้องกันโรคที่คุกคามมนุษยชาติ รวมทั้งมะเร็ง โรคติดเชื้อชนิดต่าง ๆ เช่น HIV และ Ebola ดั่งปณิธานของเราในการเป็นบริษัท วิจัย พัฒนา ชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำของโลก ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวได้ที่ เว็บไซต์ของบริษัทฯ ที่ www.msd.com หรือ www.facebook.com/MSDinTH


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC รับรางวัล Top Nutanix Partner Commercial Performing 2020 จาก Nutanix Thailand

คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท นูทานิคซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มอบรางวัล Top Nutanix Partner : Commercial Performing 2020 ให้กับ คุณชัยวัฒน์ ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นเกียรติแก่ Business Partner ที่มีความเป็นมืออาชีพให้ความช่วยเหลือ และทำงานร่วมกับนูทานิคซ์ประเทศไทยด้วยดีมาโดยตลอด

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เป็น Business Partner กับทาง นูทานิคซ์ ประเทศไทย มาตลอดระยะเวลา 7 ปี ด้วยทีมงานระดับมืออาชีพที่พร้อมให้บริการลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชั่นต่างๆ ที่ดีที่สุดของ Nutanix ให้กับกลุ่มของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อให้ลูกค้ามีระบบ Enterprise Cloud ที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุค Digital Economy ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือปรึกษาโซลูชั่น ติดต่อฝ่ายการตลาด โทร. 02-0894135 email: supapthu@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/  FB: : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ม.ธุรกิจฯ ตั้งศูนย์พักคอยรองรับผู้ป่วยโควิด-19

มหาวิทยาลัยธุกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับสำนักงานเขตหลักสี่ กทม. จัดตั้งศูนย์พักคอย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ Community Isolation เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว  โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คุณศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร คุณสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ และ นพ.วิชัย ทวีปวรเดช รองผู้อำนวยการ รพ.ปิยะเวท ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของสถานที่ใช้ในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาคารศูนย์กีฬา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร ให้ยืดหยุ่นและยั่งยืน

โดยปานกาจ ชาร์มา รองประธานบริหาร ธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric)

ผมเคยเขียนบทความก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานที่ใกล้เข้ามาทุกที โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ความยั่งยืน

ในขณะที่เรายังคงใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับวิกฤตด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการหันกลับมาทบทวนและเปิดมุมมองให้กว้างขึ้นจากจุดเริ่มต้น เพื่อให้ครอบคลุมการเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกขนาด

เมื่อพิจารณาถึงการดำเนินกิจกรรมต่างๆ จากระยะไกลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทั่วทุกภาคส่วนและอุตสาหกรรมต่างๆ จะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ กลายเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างศักยภาพให้กับการดำเนินชีวิตในแบบนิวนอร์มัล

เมื่อต้องพึ่งพาดาต้าเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง การหยุดชะงักของดาต้าเซ็นเตอร์จึงส่งผลกระทบอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถประชุมทางวิดีโอ ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานจากระยะไกล และไม่สามารถเข้าถึงการบริหารจัดการ หรือการสตรีมเนื้อหา ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากและเป็นที่จับตาของสาธารณชน

ในเวลาที่เราต้องพึ่งพาดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งจำเป็นคือการทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีทั้งความยืดหยุ่นและยั่งยืน ซึ่งเรามีทั้งวิสัยทัศน์และแผนงานที่จะช่วยให้บรรลุผลได้ทั้งสองด้าน

เมื่อเร่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัลแล้ว ห้ามหันหลังกลับ

การปฏิรูปสู่ดิจิทัล ช่วยย่นระยะเวลาในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ได้เร็วขึ้น จากหลายปีเหลือแค่เพียงไม่กี่เดือน นับเป็นความก้าวหน้าที่พาเราเข้าใกล้โลกดิจิทัลทั้งหมดได้มากขึ้น และไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ในทางกลับกันเราสามารถคาดหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในการเปลี่ยนกระบวนการของกิจกรรมมากมายสู่ระบบดิจิทัล ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว

ดังเช่นที่ระบุไว้ในรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง ‘บทบาทของสิ่งกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานในการฟื้นฟูของโควิด 19 และถัดไป’ ของ บอสตัน คอลซัลติ้ง กรุ๊ป และสภาเศรษฐกิจโลกที่ว่า “การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตดิจิทัลมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากคาดว่าจะมีการเร่งนำเทคโนโลยีมาปรับใช้มากขึ้นหลังช่วงโควิด-19”

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการและมีความยืดหยุ่น ในขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ยังต้องให้ประสิทธิภาพและความยั่งยืน ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจแต่ไม่ยากเกินไปที่จะทำ

เพื่อให้มั่นใจว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แนวทางปฏิบัติทั่วไปก่อนหน้านี้ คือการเพิ่ม redundancy เพื่อสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งต้องแลกกับเรื่องของประสิทธิภาพและความยั่งยืน ด้วยย่างก้าวในปัจจุบันและจากการอิงฐานของการจำลองระบบภายใน โดยคาดว่าการใช้พลังงานจากดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2040 ซึ่งการเพิ่มส่วนใหญ่จะมาจากเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ถูกมองข้ามโดยภาครัฐหรือรัฐบาลของประเทศ เนื่องจากความยั่งยืนยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน

แม้เราจะอยู่ในช่วงเวลาของสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมก็ดีใจที่ได้เห็นว่าความยั่งยืนยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะความก้าวหน้าในปัจจุบันไม่ควรเป็นสาเหตุที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนรุ่นถัดไปในอนาคต ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริคให้การสนับสนุนเรื่องที่ละเอียดอ่อนนี้อย่างจริงจัง

โดยทั่วไปการต่อต้านการลดความสำคัญของความยั่งยืนในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ในความไม่แน่นอน (ส่วนใหญ่มาจากโควิด-19) ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงกับการผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลกด้านอื่นๆ ซึ่งทำให้ประเด็นความยั่งยืนถูกลดทอนความสำคัญลงไป

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามรายงานการวิจัยฉบับล่าสุดของ 451 Research ที่สนับสนุนการจัดทำโดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) พบว่าผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับผู้เช่าหลายราย (MTDC – Multi-Tenant Data Center) จำนวนกว่า 800 แห่งจาก 19 ประเทศ ถูกขอให้ชั่งน้ำหนักความสำคัญระหว่างแนวทางขององค์กรในเรื่องประสิทธิภาพและความยั่งยืน

ผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่ คิดเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ให้บริการ MTDC รายงานว่าองค์กรของตนมีโปรแกรมด้านความยั่งยืนในเชิงกลยุทธ์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านวงจรการทำงานส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในขั้นตอนการออกแบบ สร้าง และดำเนินการ

แก้ปัญหาย้อนแย้งด้านความยืดหยุ่นและความยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ความย้อนแย้งของการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ทั้งความยืดหยุ่นและความยั่งยืน ในสภาพการทำงานของระบบไอทีแบบไฮบริดสามารถแก้ไขได้ ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกัน จะช่วยให้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สามารถจัดการกับความท้าทาย 4 ปัจจัยหลักต่อไปนี้ได้

  • ความยั่งยืน – ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจอย่างรับผิดชอบ โดยไม่กระทบต่ออนาคตในการอยู่ร่วมกัน
  • ประสิทธิภาพ – ช่วยปรับปรุงค่าใช้จ่าย เพิ่มความเร็ว และข้อได้เปรียบที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การปรับตัว – ด้วยการออกแบบที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต
  • ความยืดหยุ่น – ลดภาวะเสี่ยงจากการดาวน์ไทม์ที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ท่ามกลางความท้าทายถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญ ที่ต้องดำเนินการด้วยความเร่งด่วนยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลก

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พร้อมลุย! INTER EXPRESS LOGISTICS ผู้นำการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ก้าวเข้าสู่สมรภูมิแฟรนไชส์ขนส่งสินค้าแช่เย็น แช่แข็ง มุ่งหน้าขยายตัวแทนสาขาทั่วประเทศ

ตลาดธุรกิจขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิจะลุกเป็นไฟ เมื่อ INTER EXPRESS LOGISTICS ผู้นำด้านการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิก้าวเข้าตลาดอย่างเป็นทางการ ด้วยเทคนิคการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่มาพร้อมความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 20 ปี ผนวกกับโอกาสที่มีเข้ามาแบบเหมาะเจาะ ทำให้ Inter Express สามารถเดินหน้าพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้แบบไม่มีสะดุด

INTER EXPRESS LOGISTICS บริษัทขนส่งสัญชาติไทย ผู้นำด้านการให้บริการจัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิประเภทยาและเวชภัณฑ์ครอบคลุมทั่วประเทศไทย พร้อมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจขนส่งอาหารควบคุมอุณหภูมิอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความเชี่ยวชาญในการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมีระบบในการจัดการอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่คลังที่ใช้ในการเก็บสินค้าไปจนถึงขั้นตอนการกระจายสินค้า และด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ Inter Express มีความเข้าใจในทุก Pain Point ของลูกค้า จึงออกมาเป็นบริการที่มีความแตกต่างแต่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพัสดุประเภทใด สินค้าแบบไหนก็ส่งได้ ตอบโจทย์ธุรกิจทุกรูปแบบทั้งบริการขนส่งสินค้าทั่วไป, บริการขนส่งผัก-ผลไม้, บริการแพ็คพร้อมส่ง, บริการขนส่งกล่องกระดาษเย็น และบริการขนส่งสินค้ากล่องโฟม โดยลูกค้าสามารถเลือกอุณหภูมิในการส่งได้ทั้งแบบแช่เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) และแช่แข็ง (ต่ำกว่า -15 องศาเซลเซียส) รวมถึงสามารถส่งสินค้าได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ส่งได้ทุกที่ ทุกอำเภอ ไม่มีพื้นที่ยกเว้น แม้กระทั่งเกาะ และพื้นที่ห่างไกล ช่วยให้การส่งอาหารสดข้ามพื้นที่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

พัฒนาแบบไม่หยุดพัก เมื่อ INTER EXPRESS LOGISTICS ก้าวเข้าสู่สมรภูมิแฟรนไชส์ขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ พร้อมเดินหน้าเปิดรับตัวแทนสาขา มุ่งเป้าขยายตัวแทนสาขาทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจในธุรกิจขนส่งและพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกันกับ INTER EXPRESS LOGISTICS เพียงคุณมีคุณสมบัติตามที่บริษัทกำหนด อาทิเช่น มีสถานที่ที่เหมาะสม, มีใจรักในการบริการ เป็นต้น และนอกจากเทรนด์การเติบโตของธุรกิจขนส่งที่โตสวนกระแสแล้ว ผู้สมัครยังได้สิทธิประโยชน์อีกมากมาย ไม่ว่าจะฟรีค่าใช้จ่ายในการสมัครแฟรนไชส์, ฟรีค่าออกแบบร้านและออกแบบอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย, ฟรีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานโดยทีมงานฝึกอบรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของบริษัท

เพื่อให้ผู้ลงทุนเติบโตไปพร้อมกันแบบยั่งยืน Inter Express มีนโยบายในการดูแลตัวแทนสาขาโดยจะให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนเปิดสาขาจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องของทำเลที่ตั้ง, ข้อดีและข้อเสียของการเปิดสาขาในพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงการวิเคราะห์เชิงลึกในเรื่องต้นทุน, รายรับ-รายจ่าย และการวิเคราะห์คู่แข่ง หากท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียดและขอคำปรึกษาเบื้องต้น สามารถติดต่อได้ที่ https://iel.co.th/recruiting/  หรือโทร 1297 มาเป็นครอบครัวเดียวกันกับ Inter Express มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จพร้อมกันได้แล้ววันนี้ ทั่วประเทศ


Exit mobile version