Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญ “INFINITE SALE ลดไม่กั๊ก แถมไม่หยุด” ให้ SME ประหยัดสูงสุด 80% ตลอดเดือนสิงหาคม 2564 พร้อมบริการส่งถึงบ้านเมื่อช้อป 499

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดหนักจัดเต็ม มอบความประหยัดให้ SME แบบไม่สิ้นสุดรับเดือน 8! กับแคมเปญ “INFINITE SALE ลดไม่กั๊ก แถมไม่หยุด” สินค้าจำเป็นสำหรับธุรกิจและครัวเรือนในช่วงล็อกดาวน์ ลดสูงสุด 80%  ตลอดเดือนสิงหาคม 2564 พร้อมบริการจัดส่งฟรีในวันทำการถัดไป* เพียงช้อปครบ 499.- (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ให้คุณช้อปมั่นใจ ได้ของไวทันใช้!! ลูกค้า 99% ได้สินค้าตรงเวลา ด้วยรถและทีมจัดส่งของออฟฟิศเมท 

ล็อกดาวน์นี้ทำงานที่ไหนก็ได้! ด้วยชุดเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ตสุดชิค พร้อมอุปกรณ์สำนักงาน ไอทีคู่ใจ ลดสูงสุด 80% อาทิ เม้าส์ไร้สาย ลำโพงบลูทูธ แท่นชาร์จไร้สาย เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ท หมึกพิมพ์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โต๊ะทำงาน เก้าอี้เพื่อสุขภาพ เก้าอี้ทำงาน และชั้นวาง พิเศษ…! ช้อปเฟอร์นิเจอร์ครบตามกำหนด รับของแถมสุดปัง LED TV 40 นิ้ว, เครื่องฟอกอากาศ, ไมโครเวฟระบบสัมผัส, พัดลมตั้งโต๊ะ 16 นิ้ว และหม้อสุกี้ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

อยู่บ้านปลอดภัย คลีนทุกมุมให้สะอาด! ไอเทมทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ ลดสูงสุด 58%  อาทิ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค สเปรย์ฆ่าเชื้อโรค แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น ถุงมือยาง กระดาษชำระ  ถุงขยะทั่วไป และถุงขยะสีแดงสำหรับขยะติดเชื้อ เป็นต้น

ออฟฟิศเมท ส่งฟรีถึงบ้านเมื่อช้อป 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ลูกค้ากรุงเทพและปริมณฑล รับสินค้าในวันทำการถัดไป* มั่นใจทุกคำสั่งซื้อ! ด้วยมาตรการป้องกันโควิด-19  ตั้งแต่กระบวนการจัดเตรียมสินค้า จนจัดส่งถึงมือลูกค้าโดยทีมงานจัดส่งของออฟฟิศเมท ลูกค้าต่างจังหวัดรับสินค้าใน 3 วันทำการ ช้อปสะดวกและง่ายทุกช่องทาง!

•  ช้อปออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ที่ OfficeMate Mobile App และเว็บไซต์  https://bit.ly/2WGwDK2
•  Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate พร้อมรับคูปองส่วนลดสุดพิเศษมากมาย แอดไลน์เลย!  http://bit.ly/LineOfficeMate
•  โทรสั่งซื้อง่ายๆ กับ OfficeMate Contact Center 1281 ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
•  Line หรือโทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส เช็คเลย! https://bit.ly/37Xfqix


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อิเมอร์สัน เปิดตัวผลิตภัณฑ์คอมเพรสเซอร์สโครลรุ่นใหม่แบบปรับความเร็วได้ ผลักดันเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

คอมเพรสเซอร์สโครล แบรนด์ Copeland แบบปรับความเร็วได้รุ่นใหม่ และผลิตภัณฑ์อินเวอร์เตอร์ของอิเมอร์สัน ช่วยให้การใช้งานเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มีประสิทธิภาพทางพลังงานสูงขึ้น

กรุงเทพฯ 5 สิงหาคม 2564 –  อิเมอร์สัน (NYSE: EMR) ประกาศเปิดตัวคอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ (Variable speed scroll compressor) ขนาด 110cc พร้อมผลิตภัณฑ์ชุดอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ขนาด 36kw และชุดควบคุม ที่ผลิตในประเทศจีนและพร้อมจำหน่ายทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ถูกออกแบบให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับการใช้งานของเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ในบริบทที่หลากหลาย ทั้งเครื่องทำความเย็นแบบหล่อเย็นด้วยน้ำ (Chiller) ระบบปรับอากาศแบบควบคุมความเย็นและความชื้นสำหรับศูนย์ข้อมูล (Precision AC) และเครื่องปรับอากาศแบบแพ็คเกจ

จากความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เทคโนโลยีการแช่เย็นและปรับอากาศ (RAC) ในประเทศไทยได้ผลิตก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 20% ของการปล่อยมลพิษทั้งหมดในประเทศโดยประมาณ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นถึง 3 เท่าใน พ.ศ. 2573 [1]

เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพลังงานยั่งยืนของประเทศไทยที่เข้าร่วมข้อตกลงปารีสและต่อสู้กับภาวะโลกร้อน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนและอาคารเชิงพาณิชย์ใช้ระบบการปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพทางพลังงาน รวมทั้งมีการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐด้วย ซึ่งหากมีการวางแผนและดำเนินการได้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 20.8% จากการดำเนินงานปกติ ในปีที่คาดการณ์ไว้คือพ.ศ. 2573 ตามที่ได้ประกาศต่อสังคมไว้ [2]

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญนี้ อิเมอร์สันได้พัฒนาเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) สร้างระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น คอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ขนาด 110c c รุ่นใหม่ของแบรนด์ Copeland พร้อมชุดอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ขนาด 36kw และชุดควบคุม ช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% [3] เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีความเร็วคงที่แบบเดิม อีกทั้งยังใช้งานได้ดีกับสารทำความเย็นหลายชนิด เช่น สารทำความเย็นที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง R32 ส่งผลให้ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศแบบ OEM สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านพลังงานและความต้องการของเจ้าของอาคาร ตอบรับกับทิศทางของอาคารพาณิชย์ในอนาคตโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน

Abel Gnanakumar รองประธานฝ่ายธุรกิจเครื่องปรับอากาศและการพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาของอิเมอร์สัน กล่าวว่า “อิเมอร์สัน ลงทุนอย่างมหาศาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วยการเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ที่วิศวกรของเรามุ่งมั่นออกแบบระบบระบายความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ และในปีพ.ศ. 2564 นี้ ก็เป็นวาระครบรอบ 100 ปีของ Copeland ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราในการจัดหาโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาและความท้าทายในเรื่องของเครื่องปรับอากาศที่ยากที่สุด โดยมีคอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ขนาด 110cc พร้อมชุดอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ขนาด 36kw และชุดควบคุม เป็นหัวใจหลักของความพยายามนี้”

“ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิต OEM เราได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยนวัตกรรมทันสมัย ที่ประกอบด้วยสิทธิบัตรเทคโนโลยี 15 รายการ เพื่อมอบประสิทธิภาพและความน่าไว้วางใจที่เหนือกว่า” Abel Gnanakumar กล่าวเสริม

คอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ขนาด 110cc ของ Emerson ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพการทำความเย็นที่โดดเด่นเต็มกำลัง ทำให้ผู้ผลิต OEM สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานประสิทธิภาพด้านพลังงานที่กำหนดไว้ การกำหนดค่าควบคู่กันของคอมเพรสเซอร์ที่ปรับความเร็วได้และคอมเพรสเซอร์ความเร็วคงที่ยังช่วยให้ OEM มีความยืดหยุ่นในการขยายช่วงและปรับให้เกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและต้นทุนที่ดีที่สุด คอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ขนาด 110cc มาคู่กับชุดไดร์ฟอินเวอร์เตอร์ขนาด 36kW ที่เข้ากันอย่างลงตัว ช่วยให้ลูกค้าใช้เวลาในการพัฒนาน้อยลงและยังประหยัดต้นทุนอีกด้วย

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 100 ปีของ Copeland ที่เริ่มต้นจากการที่นักประดิษฐ์ Edmund Copeland เริ่มธุรกิจการผลิตคอมเพรสเซอร์ทำความเย็นในสหรัฐอเมริกา และในปีพ.ศ. 2529 อิเมอร์สันได้ซื้อกิจการของ Copeland และทำการลงทุนครั้งสำคัญด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีคอมเพรสเซอแบบสโครลที่เป็นสัญลักษณ์ของบริษัท และได้เปิดตัวครั้งแรกภายใต้แบรนด์ Copeland ในปีพ.ศ. 2530 ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นทั่วโลก ด้วยตระกูลคอมเพรสเซอร์ที่ขึ้นชื่อด้านประสิทธิภาพการทำงานและความน่าเชื่อถือ

อิเมอร์สันยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยี Copeland อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม ไปจนถึงการทดสอบขั้นสูงและการผลิตที่ศูนย์นวัตกรรมและโรงงานทั่วโลก ปัจจุบัน อิเมอร์สันออกแบบและผลิต Copeland ในสหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่ง เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของตลาดในแต่ละภูมิภาค

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ของ Copeland ได้ที่ เว็บไซต์ และข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศของ Emerson ได้ที่ Climate.Emerson.com/en-sg

[1] Thailand – Refrigeration and Air Conditioning NAMA. NAMA Facility

https://www.nama-facility.org/projects/thailand-refrigeration-and-air-conditioning-nama-rac-nama

[2] Putting a Price on Carbon  – an efficient way for Thailand to meet its bold emission target. International Energy Agency. 11/2020

https://www.iea.org/articles/putting-a-price-on-carbon-an-efficient-way-for-thailand-to-meet-its-bold-emission-target

[3] Data from Emerson lab

เกี่ยวกับอิเมอร์สัน

อิเมอร์สัน เป็นบริษัทชั้นนำของโลกด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์หลุยส์ มลรัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา อิเมอร์สันนำเสนอโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่สำหรับลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจ Emerson Automation Solutions ของอิเมอร์สัน ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพขั้นตอนการผลิตได้สูงสุด ปกป้องบุคลากรและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าการลงทุน นอกจากนี้ อิเมอร์สัน คอมเมอร์เชียล แอนด์ เรซิเดนเชียล โซลูชั่น (Emerson Commercial and Residential Solutions) ยังช่วยให้มนุษย์มีความสะดวกสบาย ปลอดภัย ปกป้องความปลอดภัยของอาหาร (food safety) รวมทั้งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยั่งยืน

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Emerson.com.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IBM และ SAP ช่วยสถาบันการเงินเร่งเครื่องสู่คลาวด์ เพื่อพลิกโฉมการดำเนินงานให้ทันสมัย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

กรุงเทพฯ​ ประเทศไทย – 3 สิงหาคม 2564: IBM (NYSE: IBM) และ SAP SE (NYSE: SAP) ประกาศถึงแผนที่ SAP เตรียมจะเปิดให้บริการโซลูชันการเงินและการจัดการข้อมูลสองรายการบน IBM Cloud for Financial Services เพื่อเร่งการใช้คลาวด์ภายในอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ รับมือกับข้อกำหนดของอุตสาหกรรมที่มีความเข้มงวด ทั้งในด้านการกำกับดูแล การรักษาความปลอดภัย รวมถึงความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้เร็ว รวมถึงช่วยสนับสนุนองค์กรด้านบริการทางการเงินในการขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและนวัตกรรม

การที่ธนาคารและบริษัทประกันภัยจำเป็นต้องรักษาความสมดุลระหว่างการมอบบริการที่ก้าวล้ำ กับการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยและการกำกับดูแลอันเข้มงวดของอุตสาหกรรม ทำให้สภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ IBM ได้เปิดตัว IBM Cloud for Financial Services ที่มาพร้อมระบบซิเคียวริตี้และการควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบแบบบิลด์อินในตัว เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมการเงิน พร้อมกับช่วยให้บริษัทลดความเสี่ยงและอุปสรรคด้านการกำกับดูแลที่ทำให้การทำ modernization ทรานส์ฟอร์เมชัน และการสร้างนวัตกรรม ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่

IBM Cloud for Financial Services ช่วยให้หน่วยงานด้านการบริการทางการเงินสามารถทำธุรกรรมกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและฟินเทค ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเฉพาะและมีความปลอดภัยสูง การใช้งาน IBM Cloud for Financial Services จะทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานโซลูชันของ SAP โดยมั่นใจได้ว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎข้อบังคับและมาตรฐานที่กำกับดูแลอยู่ โดยแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอีโคซิสเต็มของและฟินเทคมากกว่า 100 รายนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยรับมือกับความเสี่ยงในซัพพลายเชนของสถาบันการเงิน และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพื่อช่วยติดสปีดทรานส์ฟอร์เมชันให้กับองค์กรต่างๆ

“การก้าวสู่คลาวด์อย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล อย่างอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน นำสู่ความจำเป็นในการจัดการกับความท้าทายด้านการดำเนินงานและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ” บ็อบ คัมมิงส์ Head of SAP Financial Services Sector กล่าว “การผนวกความสามารถของ IBM Cloud และ SAP จะช่วยให้ธนาคารและบริษัทประกันภัยทั่วโลกสามารถเร่งเดินหน้าสู่เส้นทางดิจิทัล และสเกลธุรกิจได้ทั่วโลก”

“การเพิ่มพันธมิตรใหม่ๆ อย่างเช่น SAP เข้าสู่อีโคซิสเต็มที่กำลังเติบโต ถือเป็นก้าวย่างที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้คลาวด์ในอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงตลอดทั้งซัพพลายเชน” โจเอล สปีธ กรรมการผู้จัดการ IBM Cloud for Industries กล่าว “เรากำลังช่วยสถาบันการเงินปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้ทันสมัยด้วยโซลูชัน SAP บน IBM Cloud for Financial Services ซึ่งจะเป็นการผลักดันนวัตกรรมและสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน”

SAP วางแผนให้บริการโซลูชันต่างๆ บน IBM Cloud for Financial Services ดังนี้

  • SAP’s intelligent suite รวมถึงโซลูชัน SAP S/4HANA®: SAP ให้บริการแอพพลิเคชันแบบบูรณาการ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถให้บริการลูกค้าปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้เฟรมเวิร์คองค์กรอัจฉริยะ
  • โซลูชันของ SAP สำหรับการจัดการข้อมูลเชิงกลยุทธ์ รวมถึงซอฟต์แวร์ SAP® Adaptive Server Enterprise และ SAP IQ: การรวมจุดเด่นของเทคโนโลยี in-memory กับโซลูชันเหล่านี้ จะช่วยให้ SAP สามารถนำเสนอแพลตฟอร์มข้อมูลที่แข็งแกร่งเพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ

SAP และ IBM มีลูกค้าหลายร้อยรายและผลิตภัณฑ์กว่า 5,500 รายการร่วมกัน โดยทั้งสองบริษัทมุ่งเน้นที่การช่วยให้องค์กรปรับธุรกิจของตนให้ทันสมัย และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีก้าวล้ำให้มากที่สุด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Cloud for Financial Services สามารถดูได้ที่ www.ibm.com/cloud/financial-services

ข้อความใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับทิศทางในอนาคตและเจตจำนงค์ของ IBM อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และแสดงถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์เท่านั้น

เกี่ยวกับ SAP

กลยุทธ์ของ SAP คือการช่วยให้ทุกธุรกิจดำเนินงานในรูปแบบองค์กรอัจฉริยะ ในฐานะผู้นำตลาดในด้านแอพพลิเคชันซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร เราช่วยบริษัททุกขนาดในอุตสาหกรรมให้ทำงานได้เต็มศักยภาพที่สุด โดย 77% ของรายได้จากธุรกรรมทั่วโลกมีการใช้งานผ่านระบบ SAP® เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิง อินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ (IoT) และการวิเคราะห์ขั้นสูงช่วยเปลี่ยนธุรกิจของลูกค้าให้เป็นองค์กรอัจฉริยะ SAP ช่วยให้บุคคลและองค์กรมีข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้องค์กรก้าวนำในตลาด เราพัฒนาเทคโนโลยีให้ง่ายขึ้น เพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้ซอฟต์แวร์ในแบบที่พวกเขาต้องการได้อย่างไม่มีสะดุด ชุดแอพพลิเคชันและบริการครบวงจรของเราช่วยให้ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าทั่วไปใน 25 อุตสาหกรรมทั่วโลกสามารถดำเนินการได้อย่างมีผลกำไร ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และสร้างความแตกต่าง ด้วยเครือข่ายระดับโลกของลูกค้า พันธมิตร พนักงาน และผู้นำทางความคิด SAP ช่วยให้โลกทำงานได้ดีขึ้นและปรับปรุงชีวิตของคนให้ดียิ่งขึ้นสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.sap.com

ข้อมูลใดๆ ในข่าวนี้ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์คือข้อความคาดการณ์อนาคตตามที่นิยามไว้ในกฎหมาย Private Securities Litigation Reform Act ปี 1995 ของสหรัฐอเมริกา ข้อความคาดการณ์อนาคตจะมีความเสี่ยงต่างๆ และความไม่แน่นอนที่หลากหลาย ตามที่ได้อธิบายไว้ในข้อมูลของ SAP ที่ให้ไว้ต่อ Securities and Exchange Commission (SEC) สหรัฐอเมริกา รวมถึงรายงานประจำปีล่าสุดในแบบฟอร์ม 20-F ซึ่งอาจทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากความคาดหมาย SAP ขอเตือนผู้อ่านว่าไม่ควรเชื่อถือข้อความคาดการณ์อนาคตเหล่านี้มากเกินไป ซึ่ง SAP ไม่มีข้อผูกมัดในการอัพเดต และข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของวันนี้เท่านั้น ชื่อผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

SAP และผลิตภัณฑ์และบริการ SAP อื่นๆ ที่กล่าวถึงในที่นี้ รวมถึงตราสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องคือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ SAP SE ในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ โปรดดูที่ https://www.sap.com/copyright สำหรับข้อมูลและคำประกาศเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 3 ปีจากนี้ ผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมาจากมืออาชีพที่อยู่นอกวงการไอที

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 4 สิงหาคม 2564 – ภายในปี 2567 ประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีจะมาจากมืออาชีพนอกวงการเทคฯ

แนวโน้มนี้เป็นผลจากแรงผลักดันของนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่อยู่นอกองค์กรไอทีทั่ว ๆ ไปที่ครองส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่าของตลาดไอทีโดยรวม ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านไอทีโดยเฉลี่ยของฝั่งธุรกิจสูงถึง 36% ของงบประมาณด้านไอทีทั้งหมด

ราเจช กานดาสวามี รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “ซีอีโอบริหารธุรกิจดิจิทัลเหมือนเป็นทีมกีฬาที่ไม่ใช่หน่วยงานเดี่ยว ๆ ในสังกัดของฝ่ายไอทีอีกต่อไป การเติบโตของข้อมูลดิจิทัล เครื่องมือในการพัฒนาแบบ Low-Code และการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปอย่างเสรีโดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเท่านั้น”

โควิด-19 ขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ

เทคโนโลยีเข้าไปมีบทบาทในทุกด้านของธุรกิจและผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ใช้นอกแผนกไอที ซึ่งความต้องการของผู้ซื้อกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิม ๆ ที่ได้รับเสมอไป

ประกอบกับวิกฤตโควิด-19 ที่มีส่วนทำให้เกิดการขยายทั้งปริมาณและประเภทของกรณีการใช้งานเทคโนโลยีที่จำเป็น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2566 จะเกิดการสร้างรายได้ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่เคยมีมาก่อนการระบาด

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ยังกล่าวว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการคลาวด์ แนวคิดริเริ่มต่าง ๆ จากธุรกิจดิจิทัล และบริการระยะไกลได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เมื่อผสานรวมและเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

ในปี 2567 กว่าหนึ่งในสามของผู้ให้บริการเทคโนโลยีต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการนอกกลุ่มเทคฯ

โควิด-19 ยังช่วยลดกำแพงในการสร้างโซลูชันต่าง ๆ ที่ผูกกับเทคโนโลยีและกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้ใครก็ตามที่สามารถตอบสนองความต้องการอันเป็นผลจากการระบาดใหญ่ได้ ซึ่งผู้ให้บริการหน้าใหม่เหล่านี้รวมถึงผู้ที่ทำงานสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีภายในองค์กรต่าง ๆ หรือเป็น “นักเทคโนโลยีธุรกิจ – Business Technologists หรือ  พลเมืองนักพัฒนา (Citizen Developers) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และระบบ AI เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีพบว่าตนกำลังเข้าสู่ตลาดที่เกี่ยวข้องหรือแข่งขันกับผู้ให้บริการจากนอกสายเทคฯ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงบริษัทที่มีนวัตกรรมด้านบริการทางการเงินและการค้าปลีก โดยอย่างหลังกำลังสร้างโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยไอทีถี่ขึ้นและประกอบกับความทะเยอทะยานที่มากขึ้นเนื่องจากองค์กรจำนวนมากยังพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล

การ์ทเนอร์คาดว่าภายในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ จะมีการประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากบริษัทที่ไม่ใช่สายเทคฯ แพร่หลายมากขึ้น

“ความพร้อมของนักเทคโนโลยีธุรกิจทำให้เกิดแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและยังสามารถทำงานให้เกิดผลสำเร็จได้ ดังนั้นผู้ให้บริการเทคโนโลยีจำเป็นต้องขยายขอบเขตแนวคิดและแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมไปยังกลุ่มคนใหม่ ๆ อาทิ จากพื้นฐานการพัฒนามือสมัครเล่น หรือจากทีมงานที่ดูแลกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ และแผนกอื่น ๆ” กานดาสวามี กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่รายงาน Tech Providers 2025: Strategic Responses to Challenges From New (and Old) Entrants ซึ่งเป็นส่วนนึงของรายงาน Gartner Trends Insight report ในหัวข้อ Tech Providers 2025 Special Report ที่เก็บรวบรวมผลการวิจัยเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (TSP) เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะยาวและเตรียมพร้อมรับมือได้ตั้งแต่วันนี้

สามารถชมรายละเอียดการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการเทคโนโลยี ได้ที่เว็บบินาร์ของการ์ทเนอร์ หัวข้อ Prepare Now for the 6 Forces That Will Shape Tech Providers by 2025

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติ ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม และมุมมองเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อให้ผู้นำและทีมงานด้านเทคโนโลยีเตรียมพร้อมรับมือตามบทบาทหน้าที่ อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสำคัญทางธุรกิจและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข้อมูลและข่าวสารจาก Gartner for High Tech บน Twitter และ LinkedIn โดยใช้ #GartnerHT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DITP ชวนร่วมสัมมนาออนไลน์ เปิดโอกาสตลาดใหม่ สร้างความมั่นใจตลาดเดิม

นาย สมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดกิจกรรมสัมมนาออนไลน์ DITP Overseas เปิดโอกาสตลาดใหม่ และสร้างความมั่นใจตลาดเดิม ผ่านระบบ Zoom Webinar เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการบนเวทีการค้าทั้งใน และต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การเดินทางต้องหยุดชะงักลง

“ตัวเลขการส่งออกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ายอดส่งออกสินค้าของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 43.82% นับว่าขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 11 ปี ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดไปทั่วโลก แต่เศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ผู้บริโภคทั่วโลกก็ยังคงมีความต้องการสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคซึ่งเป็นกลุ่มที่นอกเหนือจากยารักษาโรคและอุปกรณ์ทางการแพทย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตระหนักว่า โอกาสทางการค้าโลกยังเปิดกว้างเสมอสำหรับผู้ประกอบการที่ปรับตัวตัวพร้อมสู้ในทุกสนามการค้าซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามชีวิตวิถีใหม่  และสิ่งสำคัญที่จะเป็นปัจจัยในการสร้างโอกาสคือ การรับฟังข้อมูลข่าวสารด้านการค้าจากแต่ละตลาดจากผู้รู้ ผู้ที่อยู่ในตลาดจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้นำมาวิเคราะห์ และวางแผนกลยุทธ์ทางการค้าของตนเอง ข้อมูลการค้าที่แม่นยำ เสมือนจริงจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการต่อยอดธุรกิจระหว่างประเทศในตลาดที่มีศักยภาพ เลือกสินค้าแต่ละประเภทได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและความต้องการของตลาด และทำงานได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น” นายสมเด็จ กล่าว

นายจิรกานต์ เพชรชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 กล่าวว่ากิจกรรมสัมมนาออนไลน์ DITP Overseas เป็นการนำผู้รู้ กูรูที่เชี่ยวชาญการค้ามาเสนอเทคนิคกลยุทธ์ต่างๆ เชื่อมโยงให้เกิดกิจกรรมที่พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ เพิ่มพูนความรู้ด้านข้อมูลการค้าเชิงลึกที่น่าสนใจในภูมิภาคอเมริกา ลาตินอเมริกา ภูมิภาคยุโรปและCIS ภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากธุรกิจดาวรุ่งที่น่าสนใจในแต่ละประเทศมาร่วมแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ รวมทั้งสิ้น 12 ประเทศ จาก 6 ภูมิภาค โดยแต่ละช่วงการสัมมนา ผู้เชี่ยวชาญจะทำการบรรยายประมาณ 1 ชั่วโมง และเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้ซักถามอีก 30 นาที เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เกิดความเข้าใจในตลาดอย่างแท้จริง เช่น ผู้เชี่ยวชาญสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจากภูมิภาคยุโรป และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจากร้านอาหารเป็นต้น

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาออนไลน์ DITP Overseas เปิดโอกาสตลาดใหม่ และสร้างความมั่นใจตลาดเดิม ได้แล้วที่ www.ditp-overseas.com ตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม 2564 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีอีซี จับมือ หัวเว่ย อาเซียน อะคาเดมี่ เดินหน้าพัฒนาทักษะบุคลากร ด้วยนวัตกรรม 5G สู่ อุตสาหกรรม 4.0

วันนี้ (3 ส.ค.2564) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี ร่วมกับ หัวเว่ย อาเซียน อะคาเดมี่ (Huawei ASEAN Academy) และ ม.บูรพา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (work shop) รูปแบบออนไลน์ หัวข้อ“Technology Seeker vs Competence Development Workshop” โดยมี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ อีอีซี และ นายอาเบล เติ้ง (Mr. Abel Deng) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเปิดการสัมมนาฯ พร้อมคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในเทคโนโลยีดิจิทัล 5G มาให้ความรู้
ซึ่งมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนมาก อาทิ ผู้บริหารระดับสูง และผู้ประกอบการในพื้นที่ อีอีซี กลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่มีความสนใจต่อการนำนวัตกรรมดิจิทัล 5G เข้ามาผนวกกับการพัฒนาบุคลากร

การจัดสัมมนาฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นตามแนวทาง อีอีซี โมเดล สร้างคนตรงความต้องการ มีงานทำ รายได้สูง
พร้อมขับเคลื่อนหลักสูตรนวัตกรรมที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมในอีอีซี อีกทั้งมุ่งให้เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยี 5G ระดับโลกของ หัวเว่ย ที่ได้พัฒนาระบบดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อรวบรวมองค์ความรู้และข้อมูล สำหรับสร้างหลักสูตรการฝึกอบรม ให้กับนักศึกษา คนรุ่นใหม่ ผู้ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยี ICT ในพื้นที่ อีอีซี โดยในการสัมมนาฯ จะมีผู้เชี่ยวชาญจาก หัวเว่ย ร่วมถ่ายทอดความรู้ที่น่าสนใจ เช่น เทคโนโลยี 5G ระบบการจัดเก็บข้อมูล Cloud Big Data และ IoT รวมทั้งการยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น นอกจากนี้ จะได้รวบรวมข้อเสนอแนะ และความต้องการในมิติต่างๆ จากผู้เข้าสัมมนาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญ ที่ Huawei ASEAN Academy จะได้นำไปปรับการจัดทำหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อม และพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ อีอีซี
สู่อุตสาหกรรม 4.0 ในอนาคต

ดร. คณิศ แสงสุพรรณ กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง อีอีซี หัวเว่ย และ ม.บูรพา ครั้งนี้ว่า ในวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน โครงการ Huawei ASEAN Academy (Thailand) EEC Branch ที่จะสร้างโอกาสการพัฒนา
ทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล ที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์การสร้างงานให้ตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรม แต่จะขยายผลไปสู่การสร้างความสำเร็จ เพื่อนำเทคโนโลยี 5G มาเสริมศักยภาพอุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มผู้ใช้ 5G ในภาคการผลิต โดยอีอีซี
ได้ตั้งเป้าหมายให้เกิดการใช้ สูงถึง 8,000 โรงงานในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน

ด้านนายอาเบล เติ้ง กล่าวว่า เป้าหมายของ Huawei ASEAN Academy จะพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล 5G ให้ได้ 30,000 คน ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งทาง หัวเว่ย พร้อมจะให้การสนับสนุนร่วมกับ อีอีซี และมหาวิทยาลัยบูรพา ในการสร้างความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งด้านองค์ความรู้ หลักสูตรด้านดิจิทัล และทรัพยากรต่างๆ ซึ่งหัวเว่ย พร้อมจะร่วมผลักดัน ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของภูมิภาค (Digital Hub of the ASEAN) รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ รวมทั้งการสร้างบุคลากรด้านดิจิทัล ที่หัวเว่ย จะให้การสนับสนุนและยินดีให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมการตลาดฯ ร่วมกับภาคีการศึกษาทั่วประเทศ จัดงานออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ มุ่งพัฒนานักการตลาดในทุกภูมิภาคสู้โควิด-19

จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเป็นอย่างมากเพื่อการอยู่รอด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จึงผนึกกำลังกับภาคีการศึกษาทั่วประเทศ นำโดย มหาวิทยาลัย ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมจัดงาน “MAT National Webinar 2021: Next Move After Pandemic” งานสัมมนาการตลาดในรูปแบบออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคมนี้ เพื่อร่วมกันชี้ทางออกของโลกการตลาดหลังยุควิกฤติโควิด-19

นายอนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดฯ กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ สถานการณ์โควิด-19 ได้กลับมาอีกครั้ง สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมตัว ไม่ใช่การรอคอยว่าเหตุการณ์นี้จะจบเมื่อไร แต่เราต้องพร้อมรับมือและปรับตัวไปกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สมาคมการตลาดฯจึงร่วมกันภาคีภาคการศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 33 สถาบัน นำโดย มหาวิทยาลัย ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จัดงาน  “MAT National Webinar 2021: Next Move After Pandemic ก้าวต่อไปในโลกการตลาด ปรับธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19” โดยในงานจะมีการเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงจากหลากหลายธุรกิจ มาแบ่งปันความรู้และมุมมองในการเผชิญกับปัญหาด้วยกลยุทธ์การตลาด และเครื่องมือทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนวิกฤติครั้งนี้ ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเราทุกคนร่วมมือกัน และผสานองค์ความรู้ที่มีเข้าด้วยกัน ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย จะต้องรอดและจะกลับมาเติบโตไปด้วยกัน

โดยงานจะมีขึ้น ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2564 เวลา 9.00 -15.00 น. ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการจากทุกจังหวัด ทุกภูมิภาคสามารถเข้าชมได้โดยสะดวก เพราะเราอยากให้ทุกท่านมาร่วมฟังหลากหลายมุมมองดีๆ ในแง่มุมของการปรับเปลี่ยนธุรกิจ อัปเดตกลยุทธ์การสื่อสารด้วยภาพให้ตรงใจผู้บริโภค เรียนรู้เครื่องมือทางการตลาดดิจิทัลกับเทคโนโลยีการตลาดทางเลือกของ SME ไทย การปรับเปลี่ยนในตลาด e-commerce และฟัง case study ที่น่าสนใจจากผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายวงการ อาทิ คุณอริยะ พนมยงค์ CEO และ ผู้ก่อตั้งบริษัท Transformational, คุณไผท ผดุงถิ่น CEO บริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด, คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ผู้ร่วมก่อตั้ง Penguin Eat Shabu, คุณมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดชลบุรี, คุณภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว และ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดขอนแก่น, ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย, คุณจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด, คุณชลิต ตันติธรรม ผู้จัดการ พัฒนาธุรกิจ Getty Images ประเทศไทย, คุณธัญญ์นิธิ อภิชัยโชติรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สมอลเวิล์ดฟอร์คิดส์ จำกัด, คุณผรินทร์ สงฆ์ประชา Chief Executive Officer and Founder of Nasket เป็นต้น

งานดีๆ อย่างนี้พลาดไม่ได้ เพราะเป็นโอกาสดีที่นักการตลาดในทุกภูมิภาคจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และ นำองค์ความรู้ใหม่ๆ ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของท่าน ซึ่งนับเป็นภารกิจหลักของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการทุกๆธุรกิจเสมอ” นายอนุวัตรกล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ที่มีความสนใจที่จะเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://www.marketingthai.or.th/event/mat-national-webinar-2021 โดยจะมีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเพียง 200 บาทเท่านั้น หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โทร 02-679-7360-3 หรือ Line ID: @matsociety


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทรูมันนี่ เปิดแคมเปญ #เติมใจ ร่วมเติม”พลังใจ” และ ”พลังกาย” ให้กันในยามวิกฤติ

กรุงเทพฯ, 3 สิงหาคม 2564 – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดแคมเปญ #เติมใจ ชวนผู้ใช้ร่วมส่งกำลังใจผ่านการสร้างสรรค์ข้อความในภาพผ่านแอปฯ และแชร์เพื่อ “เติมพลังใจ” ให้กันในยามวิกฤติ พร้อมขอเชิญร่วม “เติมพลังกาย” โดยกดรับสิทธิพิเศษ เพื่อรับสินค้าเครื่องดื่มและขนมผ่านตู้ขายสินค้าอัตโนมัติซึ่งรับชำระด้วย TrueMoney Wallet ที่ร่วมรายการ พร้อมรับเงินคืน 100%* สูงสุด 40 บาท โดยก่อนหน้านี้ ทรูมันนี่ ได้สานกิจกรรม “เติมน้ำใจ” โดยบริจาคเงิน 1 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนซื้อเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์การแพทย์กับมูลนิธิหลักประกันสุขภาพไทยในโครงการ “ทุก(ข์)ภัยไทยช่วยกัน” ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #เติมใจ เช่นกัน

ทั้งนี้ แคมเปญ #เติมใจ ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1)  “เติมพลังใจ”  : เชิญชวนผู้ใช้ส่งกำลังใจดี ๆ ให้กันโดยใส่ข้อความในภาพเพื่อทำเป็นอีการ์ดแชร์ต่อให้เพื่อน ๆ ครอบครัว หรือคนรักผ่านฟีเจอร์พิเศษในแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท ด้วยทรูมันนี่เชื่อว่าเวลานี้ “กำลังใจ” คือสิ่งสำคัญที่ช่วยเติมพลังบวกให้ทุกคนยืนหยัดต่อสู้กับวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

2)  “เติมพลังกาย” : ทรูมันนี่ จับมือ 6 พันธมิตรผู้ผลิตและจำหน่ายตู้ขายสินค้าอัตโนมัติซึ่งรับชำระด้วยทรูมันนี่ วอลเล็ท ที่ร่วมรายการได้แก่ Bluemart, Sun Vending, Vending Plus, True Vending Machine, CP Retailink และ CP Ram รวมกว่า 10,000 ตู้ทั่วประเทศ ชวนผู้ใช้เติมพลังกายด้วยการกดรับสิทธิ์เพื่อไปรับสินค้าเครื่องดื่มและขนมจากตู้ และรับเงินคืน 100%* สูงสุด 40 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม ศกนี้ (หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม)

3)  “เติมน้ำใจ” : ทรูมันนี่ รวบรวมรายชื่อมูลนิธิและโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยโควิด-19 รวมทั้งเปิดช่องทางบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือมูลนิธิและโครงการเหล่านี้ผ่านแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท อาทิ การระดมทุนจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจแบบไฮโฟลว์และอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลนในการใช้ต่อลมหายใจผู้ป่วย ภายใต้โครงการ “ทุก(ข์)ภัยไทยช่วยกัน” โดยมูลนิธิหลักประกันสุขภาพไทย ซึ่งได้ส่งมอบเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดไปแล้วบางส่วน โดยทรูมันนี่ยังเปิดรับบริจาคเพื่อซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวเพิ่มเติมเนื่องจากยังคงมีโรงพยาบาลที่ขาดแคลน ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปในแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท เพื่อดูรายชื่อมูลนิธิและโครงการต่าง ๆ ที่สนใจเพื่อร่วมบริจาคได้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.1240 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.truemoney.com/termjai/

*หมายเหตุ:  

  • สิทธิมีจำนวนจำกัด
  • 1 บัตรประชาชน (เจ้าของบัญชีที่ได้รับการยืนยันตัวตน) ต่อ 1 สิทธิ์
  • ข้อกำหนดและเงื่อนไขการรับสิทธิ์เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูเพิ่มเติมได้ทาง https://www.truemoney.com/vending-termjai-terms-condition/

ขั้นตอนการ สร้างอีการ์ดกำลังใจ #เติมพลังใจ ในแอปฯ TrueMoney Wallet

1. log-in เข้าแอปฯ TrueMoney Wallet

2. ไปที่แบนเนอร์แคมเปญ #เติมใจ ร่วมส่งกำลังใจให้ทุกคนมีแรงสู้ต่อไปกับวิกฤติครั้งนี้

3. เลือกภาพประกอบที่ต้องการ (มี 10 ภาพ 10 สไตล์) และเขียนข้อความให้กำลังใจ พร้อมลงชื่อ

4. กดแชร์ไปที่โซเชียลมีเดีย

 

ขั้นตอนการ กดรับสิทธิ์ และใช้สิทธิ์ #เติมพลังกาย ในแอปฯ TrueMoney Wallet

1. log-in เข้าแอปฯ TrueMoney Wallet

2. ไปที่แบนเนอร์แคมเปญ #เติมใจ รับกำลังใจดี ๆ ที่นี่ ฟรี เครื่องดื่ม ขนม หรืออาหาร

3. ไปที่ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติที่ร่วมรายการฯ ใกล้คุณ และกดเลือกสินค้า

4. สแกนจ่ายด้วยแอปฯ TrueMoney Wallet

5. รับสินค้า พร้อมรับเงินคืนเข้าแอปฯ TrueMoney Wallet ทันที (สูงสุด 40 บาท)

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับศูนย์บริการสาธารณสุข 57 บุญเรือง ล้ำเลิศ

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย คุณนิตยา ธนวิริยะกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริหารงานทั่วไป กรรมการผู้จัดการกลุ่มกิจการองค์กร และคณะผู้บริหาร ร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ โครงการ “METRO Care บริจาคเพื่อช่วยเหลือภายใต้สถานการณ์โควิด-19” ให้กับศูนย์บริการสาธารณสุข 57 บุญเรือง ล้ำเลิศ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid19 ระลอกใหม่ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือหน่วยงานทางการแพทย์ที่ขาดแคลน โดยสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ ชุด PPE ขนาดมาตรฐานสเปรย์แอลกอฮอล์, และหน้ากากอนามัย เพื่อให้การรักษาของทีมบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โครงการ “METRO Care บริจาคเพื่อช่วยเหลือภายใต้สถานการณ์โควิด-19” จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในการช่วยเหลือหน่วยงานทางการแพทย์ และช่วยเหลือชุมชนโดยรอบของบริษัทฯ คณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน พร้อมร่วมมือร่วมใจในการก้าวผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอชพี เผยโฉม HP Pavilion Aero นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อวิถีชีวิตยุคใหม่ แล็ปท็อปเบาที่สุด ด้วยน้ำหนักต่ำกว่า 1 กิโลกรัม

กรุงเทพฯ, 29 กรกฎาคม 2564 — เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) เผยโฉม HP Pavilion Aero 13 เบาที่สุดในนวัตกรรมกลุ่มคอนซูเมอร์แล็ปท็อป น้ำหนักต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ยึดแนวทางความยั่งยืน มาพร้อมสมรรถนะการใช้งาน ขุมพลังเชื่อมต่อความบันเทิงและสร้างสรรค์การทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อผู้บริโภคยุคใหม่

ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเข้าสู่โหมดการทำงานยุคนิวนอร์มอล จึงต้องการพีซีที่สามารถนำพาไปทุกที่ แม้ว่าจะอยู่บ้านหรือเดินทาง ซึ่งร้อยละ 45 เป็นการใช้พีซีจากนอกสถานที่ สำหรับปฏิบัติงานที่หลากหลาย โดยร้อยละ 25 เป็นการใช้สตรีมวิดีโอ ในขณะที่ร้อยละ 11 ถูกใช้ไปกับการสร้างผลผลิตงาน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้หรือเกี่ยวข้องกับงาน HP Pavilion Aero 13 รุ่นใหม่ ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดเพียงเครื่องเดียวสามารถช่วยให้การทำงานหรือใช้เพื่อความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

มร. ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังมองหาอุปกรณ์ที่ทรงพลังและต้องมีน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อจึงสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น แล็ปท็อป HP Pavilion Aero 13 นำเสนอผ่านดีไซน์โดดเด่น ระดับพรีเมียมแบบเดียวกับผลิตภัณฑ์ HP Spectre และ HP ENVY เพื่อให้ผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้นได้สัมผัสประสิทธิภาพการออกแบบสูงสุดของเอชพี ในรูปลักษณ์ที่สวยงาม และมีน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อ”

แล็ปท็อป HP Pavilion Aero 13 ไร้กังวลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน
คอนซูเมอร์แล็ปท็อปที่เบาที่สุดของเอชพี ด้วยน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม HP Pavilion Aero 13 เป็นเครื่องแรกของ Pavilion ที่เป็นอะลูมิเนียมแมกนีเซียมทั้งหมด ตัวเครื่องสีเงิน (Silver Natural) สะท้อนความทนทาน หรูหราระดับพรีเมียม การออกแบบจอบางทั้ง 4 ด้าน รวมถึงมีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90% เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นชัดเจน เต็มตา ช่วยให้สร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพยิ่งขึ้น

HP Pavilion Aero 13 คาดว่าจะสามารถอัปเกรดเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 11 ได้ในปลายปีนี้ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 7 5800U Mobile รุ่นล่าสุด พร้อมกราฟิก AMD Radeon™ เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วสำหรับทำงานหรือท่องเว็บ พร้อมรับชมภาพยนตร์ อย่างราบรื่นด้วยการใช้งานแบตเตอรี่ นานสูงสุดถึง 10.5 ชั่วโมง ให้ทุกการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 เป็นไปอย่างเสถียรและลื่นไหลทั้งในบ้านหรือระหว่างเดินทาง มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13.3 นิ้ว เครื่องแรกของเอชพีที่มีอัตราส่วนภาพ 16:10 และความละเอียด 2.5k เพิ่มพื้นที่การดูแนวตั้งขึ้น 10% เมื่อเทียบกับอัตราส่วนภาพ 16:9 แบบเดิม ทำให้การเห็นภาพและเนื้อหาบนหน้าจอชัดเจนในพื้นที่กลางแจ้งด้วยความสว่าง 400 นิต พร้อมสัมผัสประสบการณ์ภาพที่สดใสเมื่อท่องเว็บและสตรีมวิดีโอด้วย sRGB 100% ให้สีสันมากขึ้น

HP Pavilion Aero 13 ยึดมั่นแนวทางความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการผลิตรีไซเคิลจากขยะพลาสติกในทะเล และยังช่วยลดจำนวนขวดพลาสติกกว่า 6,000 ชิ้นไม่ให้กลับลงสู่ทะเล สีของตัวแล็ปท็อปมีส่วนของน้ำเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน (water- based) ซึ่งลดจำนวนการระเหยสาร VOC สู่อากาศ ในขณะเดียวกันกล่องบรรจุภัณฑ์และที่รองไฟเบอร์ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% นอกจากนี้ Pavilion 13 Aero ยังได้รับการรับรองทะเบียนฉลากสิ่งแวดล้อม EPEAT® Gold Registered และ Energy Star® Certified และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรีไซเคิลวัสดุ HP Planet Partners ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและง่ายในการรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเอชพี ในการนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีที่ยั่งยืนที่สุดในโลก

ราคาและการวางจำหน่าย
HP Pavilion Aero 13 วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online store ในราคา 27,990 บาท

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.
เอชพี อิงค์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างแท้จริง ด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่นการพิมพ์ 3 มิติ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ hp.com


 

Exit mobile version