Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อัดฟีเจอร์ใหม่ให้ TeSys™ island ระบบการบริหารจัดการโหลดดิจิทัลล้ำยุค พร้อมความสามารถในการใช้งานร่วมกับโปรโตคอล PROFIBUS และ PROFINET รองรับการทำงานครบถ้วนในยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ประกาศถึงการเพิ่มฟีเจอร์ครั้งสำคัญใน TeSys™ island โซลูชันระบบบริหารจัดการโหลดดิจิทัลได้หลากหลาย

TeSys island ได้รับการแนะนำว่าเป็นนิยามใหม่ของแนวทางในการบริหารจัดการโหลด พร้อมศักยภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่ให้ประสิทธิภาพในการออกแบบเครื่องจักร และการติดตั้งรวมไปถึงขั้นตอนการบริการ โดย TeSys island เป็นทั้งระบบบริหารจัดการโหลดแบบอ็อบเจ็กต์ และดำเนินการด้วยระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งรองรับการทำงานสอดคล้องกับผู้ให้บริการข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยความพร้อมในเรื่องของพลังงานขั้นสูงและข้อมูลในการวินิจฉัย จึงช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและการควบคุมโหลดเพื่อจำกัดการเกิดดาวน์ไทม์  ด้วยการออกแบบที่มีประสิทธิภาพของ TeSys island ในลักษณะของโมดูลที่ปรับขยายขีดความสามารถได้ตามต้องการ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประกอบแบบ OEM เนื่องจากช่วยลดการเดินสายไฟได้มาก และประหยัดค่าใช้จ่ายในการผสานรวมการทำงาน เพราะเชื่อมต่อได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่ใช้หลากหลายแบรนด์ผู้ผลิต ช่วยประหยัดการบำรุงรักษาเนื่องจากสามารถบำรุงรักษาจากระยะไกลได้ ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากชุดฟังก์ชันมากมาย ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการดำเนินงาน นอกจากนี้ทั้งผู้ใช้และ ผู้ผลิต OEM ยังได้รับประโยชน์จากการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ช่วยลดการดาวน์ไทม์ได้

ง่ายในการใช้ควบคุมมอเตอร์

ปัจจุบันแอปพลิเคชันอวาตาร์สของ TeSys island ได้ถูกเพิ่มไว้ในไลบรารีของฟังก์ชันที่เป็นอวาตาร์ส ซึ่งเป็นดิจิทัลอ็อบเจ็ค ที่ผสานรวมฟังก์ชันการทำงานที่ตั้งโปรแกรมล่วงหน้าได้ แอปพลิเคชันอวตาร์ 2 ตัวใหม่ที่กำหนดค่าได้ ตัวหนึ่งสำหรับแอปพลิเคชันด้านการสูบน้ำ อีกตัวสำหรับแอปพลิเคชันด้านการขนถ่ายลำเลียง ต่างได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความมั่นใจเรื่องการผสานการทำงานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของระบบที่มีอยู่ปัจจุบันได้ง่าย ผ่านการเชื่อมต่อกับ bus coupler และโมดูล I/O ของ TeSys island ผู้ใช้สามารถเลือกโหมดการควบคุมว่าจะให้เป็นแบบรีโมต (ขับเคลื่อนด้วย PLC) ระบบอัตโนมัติ (ขับเคลื่อนด้วยตัวแปรกระบวนการ) หรือเป็นแบบ local (ขับเคลื่อนด้วยผู้ดำเนินการ)

ฟีเจอร์ของแอปพลิเคชั่นอวาตาร์สให้ศักยภาพการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นของระบบบริหารจัดการโหลดดิจิทัล TeSys island ด้วยวิธีใหม่หลายแนวทางด้วยกัน

  • โหมดควบคุมอัตโนมัติ (Autonomous control mode) โหมดอัตโนมัติช่วยให้ TeSys island ควบคุมโหลดได้โดยอิสระจาก PLC  ซึ่ง TeSys อวาตาร์ส สามารถตรวจสอบค่าลอจิกที่มาจากเซ็นเซอร์ (เช่น ความดัน, การไหล) และดูให้ตรงกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าโหลดทำงานในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ตัวอย่างเช่น ในโหมดนี้ แอปพลิเคชันสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่มีการเชื่อมต่อกับ PLC ก็ตาม
  • การแจ้งเตือนเชิงพยากรณ์ (Predictive alarms) ระบบ TeSys island สามารถสร้างสัญญาณเตือนและแจ้งเตือนเมื่อกำลังจะเกิดความล้มเหลวในระดับโหลด ก่อนที่ความล้มเหลวจะเกิดขึ้น จึงช่วยลดการดาวน์ไทม์แบบฉับพลัน การแจ้งเตือนเชิงพยากรณ์จะถูกกระตุ้นจากฟังก์ชันการแจ้งเตือนเพื่อป้องกันที่ผสานรวมอยู่ในระบบ (สร้างขึ้นจากค่าเซ็นเซอร์เช่นอุณหภูมิหรือความหนืดของของเหลว) และเงื่อนไขการป้อนตัวแปรของกระบวนการแอปพลิเคชันของอุปกรณ์ (เช่นระดับของเหลวและความดันการไหลในปั๊ม) ตัวอย่างเช่นระบบสามารถเอาคำเตือนทั้งสองเรื่องมารวมกันและระบุว่ามีโอกาสสูงที่ปั๊มจะไม่มีน้ำ หากไม่รีบดำเนินการแก้ไข

การเพิ่มโปรโตคอลการสื่อสาร การยกระดับการป้องกัน และการวินิจฉัยที่สมบูรณ์

นอกจากการอ้างอิงปัจจุบัน ถึงความสามารถในการสื่อสารภายในสภาพแวดล้อม EtherNet / IP และ Modbus-TCP แล้ว ปัจจุบัน TeSys island สามารถใช้งานร่วมกับ PROFIBUS และ PROFINET ได้ นอกจากนี้ ยังมีอวาตาร์สสำหรับการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์เพื่อการป้องกันโดยเฉพาะ การวินิจฉัยที่ล้ำหน้า ยังช่วยตรวจจับความล้มเหลวของอุปกรณ์ที่อยู่ภายในแผงควบคุม หรือความล้มเหลวของโหลดที่เชื่อมต่อ

การผสานรวมพอร์ทัล TIA (Totally Integrated Automation)

ปัจจุบัน TeSys island ทำหน้าที่ดำเนินงานเสมือนเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในพอร์ทัล TIA  ซึ่งจะมีการกำหนดค่า TeSys island ด้วยเครื่องมือกำหนดค่า SoMove ที่สามารถอิมพอร์ตผ่าน AML file interface  นอกจากนี้ยังมีไลบรารีของ function blocks ให้ใช้ภายในพอร์ทัล TIA  โดยจะช่วยให้ธุรกิจ OEM และผู้ใช้งานปลายทาง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเขียนโปรแกรม และพัฒนาไลบรารีซึ่งช่วยลดกระบวนการทางวิศวกรรมได้

ด้วยคุณสมบัติใหม่เหล่านี้ จึงทำให้ TeSys island ได้รับรางวัลอันดับสามในหมวด Automation ของ SPS Nürnberg ในปี 2019

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ TeSys island ได้ทาง videoweb site หรือ e-guide.  โดยการฝึกอบรมสำหรับพาร์ทเนอร์ OEMs และผู้ประกอบการเครื่องจักร สามารถเข้าไปดูได้ที่ Partner portal.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บางจากฯ รุกโมเดลธุรกิจใหม่ “บางจาก Food Truck” ร่วมมือหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ คัดสรรความอร่อยจากเชฟระดับมิชลินและสินค้าไลฟ์สไตล์รับวิถีชีวิตในยุค New Normal

บางจากฯ รุกโมเดลธุรกิจใหม่ “บางจาก Food Truck” จับมือหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเปิดให้บริการในปั๊ม คัดสรรความอร่อยจากเชฟระดับมิชลินและสินค้าไลฟ์สไตล์มาไว้ในจุดเดียว สะดวกสบายในรูปแบบ Grab & Go  ตอบรับวิถีชีวิตคนเมืองในยุค New Normal  ตั้งเป้าปีนี้เปิด 15 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ

นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยแนวคิด Greenovative Destination  บางจากฯ  มีเป้าหมายพัฒนาให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่จะเติมเต็มความต้องการของลูกค้ามากกว่าผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง  แต่ยังตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภค  ล่าสุดนี้ บริษัทฯ ได้สร้างรูปแบบธุรกิจ  “บางจาก Food Truck” จับมือหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเข้ามาเปิดให้บริการในรูปแบบ Grab & Go  ได้แก่  A&W,  Bar B Q Plaza, Crop-pul,  Dairy Queen, Ka nom, Milk Land, อโณไทย by Arno’s  รวมทั้งอาหารจานเด็ด ผัดไทยไฟทะลุ โดยแอนดี้ หยาง เชฟระดับมิชลินชาวไทยคนแรก, QQ โดยเชฟวิลเมนท์ ลีออง กรรมการท็อป เชฟ ไทยแลนด์ ตลอดจนสินค้าไลฟ์สไตล์ได้แก่  B2S และ Jaymart ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าที่นอกจากจะเข้ามาเติมน้ำมัน ยังสามารถเลือกซื้ออาหารอร่อยและสินค้าสำหรับชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ในที่เดียว ทั้งยังได้มาตรฐานด้านความสะอาดและคุณภาพดี เป็นรูปแบบธุรกิจที่ตอบรับชีวิตยุค New Normal ที่ต้องมีการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด 19

ขณะนี้ได้เปิด “บางจาก Food Truck” แล้วที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาถนนศรีนครินทร์ และสาขาถนนกาญจนาภิเษก กม.41 โดยเปิดบริการทุกวันเวลาประมาณ 9.30  – 18.30 น. ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และวางแผนจะขยาย “บางจาก Food Truck”  อีกกว่า 15 สาขาภายในปีนี้

นายสมชัยกล่าวว่า จุดแข็งของธุรกิจรูปแบบ Truck ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก คือ ผู้ประกอบการสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีความพร้อมด้านสถานที่และสิ่งอำนวยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ ห้องน้ำ ฯลฯ อีกทั้งยังเลือกพื้นที่ให้เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะสถานีบริการน้ำมันบางจากมีสาขาจำนวนมากครอบคลุมถนนสายหลักทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ที่ตั้งอยู่ทั้งบนถนนใหญ่และชุมชน ทำให้รูปแบบธุรกิจนี้ได้รับความสนใจและตอบรับเป็นอย่างดีจากแบรนด์ชั้นนำ    และมั่นใจว่ารูปแบบ Food Truck ในสถานีบริการน้ำมันบางจากจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคและเติบโตได้ในระยะยาว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

KTB ดึง IBM บริหารจัดการโอเพนซอร์ส ติดสปีดนวัตกรรม รองรับโมบายล์แอพสำคัญให้บริการประชาชนนับล้านทั่วประเทศ

ธนาคารกรุงไทย (KTB) เดินหน้าเร่งเครื่องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนบริการทางการเงิน ดึงไอบีเอ็มช่วยบริหารจัดการเทคโนโลยีโอเพนซอร์สซึ่งเป็นกุญแจของแอพพลิเคชันสำคัญ​อาทิ เป๋าตัง ถุงเงิน เป็นต้น ช่วยร่นเวลาในการพัฒนาแอพ เพิ่มความรวดเร็วในการเสริมฟีเจอร์ใหม่ ลดต้นทุนการบริหารจัดการ พร้อมทีมงานไอบีเอ็มคอยบริการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาการใช้งานเทคโนโลยีโอเพนซอร์สทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจและราบรื่นในการใช้งานให้ผู้ใช้บริการแอพหลายล้านรายทั่วประเทศ

โอเพนซอร์สเร่งสปีดนวัตกรรม แต่เพิ่มความกังวลในการจัดการ
ประโยชน์ของโอเพนซอร์สในแง่ความยืดหยุ่นในการใช้งาน การเปิดให้ใช้โดยไม่มีพันธะค่าใช้จ่าย รวมถึงการรองรับการใช้งานคอนเทนเนอร์และแอพแบบ cloud-based ทำให้เทคโนโลยีโอเพนซอร์สอย่าง Apache, OpenStack, Ansible, Python ฯลฯ รวมถึงเครื่องมือบริหารจัดการเวิร์คโหลดอย่าง Kubernetes และ Red Hat OpenShift เป็นต้น กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนวัตกรรมขององค์กร และบางครั้งยังถูกนำไปเป็นเครื่องมือรองรับเวิร์คโหลด mission-critical โดยรายงานจากฟอร์เรสเตอร์ชี้ว่าองค์กร 53% ใช้เทคโนโลยีโอเพนซอร์สมากกว่าห้าชนิด
อย่างไรก็ดี การที่ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สพัฒนาขึ้นโดยคอมมิวนิตี้นักพัฒนา ทำให้ไม่มีผู้ดูแลและคอยให้คำแนะนำการแก้ปัญหากับผู้ใช้ โดยองค์กร 79% ต้องประสบปัญหาเรื่องการซัพพอร์ทแบบเรียลไทม์ [1] และเมื่อซื้อบริการซัพพอร์ท ก็มักเป็นบริการเฉพาะสำหรับซอฟต์แวร์เวอร์ชันนั้นๆ เมื่อเกิดปัญหาในระบบที่ใช้มากกว่าหนึ่งโอเพนซอร์ส พบช่องโหว่ด้านซิเคียวริตี้ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด หรือมีปัญหาด้านการตั้งค่าระบบที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยเจ้าหน้าที่หน้างาน จึงทำให้ระบบสะดุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมต่างๆ สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับทั้งองค์กรและผู้ใช้งาน
ส่งมืออาชีพดูแลหลังบ้าน ช่วยสนับสนุนการเดินหน้าดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน
บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด (KTBCS) หน่วยงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดูแลระบบสารสนเทศให้ธนาคารกรุงไทยและบริษัทในเครือ ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการผ่านระบบที่มีเสถียรภาพและมีความปลอดภัยสูง และได้เลือกบริการ Open Source Support Services (OSS) จากไอบีเอ็ม เข้าช่วยบริหารจัดการเทคโนโลยีโอเพนซอร์สที่อยู่เบื้องหลังแอพสำคัญๆ ของธนาคาร

การมีทีมมืออาชีพจากไอบีเอ็มเข้ามาช่วยบริหารจัดการ แก้ปัญหาการใช้งาน ตรวจสอบเงื่อนไขการบำรุงรักษา ให้คำแนะนำการอัพเดทซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ที่มักออกมาทุกอาทิตย์หรือทุกเดือน ช่วยให้ KTBCS สามารถมุ่งเน้นที่การพัฒนาแอพและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เต็มที่ แทนที่จะต้องเสียเวลาไปกับการบริหารจัดการแก้ปัญหาโอเพนซอร์สซอฟแวร์จำนวนมาก โดย OSS ช่วยให้ KTBCS สามารถเปิดใช้แอพใหม่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 38% ขณะที่การแก้ปัญหาดาวน์ไทม์ที่ไม่คาดคิดสามารถทำได้เร็วขึ้น 44% ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และตัดปัญหาค่าใช้โอเพนซอร์สบางอย่างที่ไม่คาดคิด

การทำงานร่วมกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทีมงาน KTBCS ได้เรียนรู้ทักษะด้านโอเพนซอร์สใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็ม อีกทั้งยังช่วยเพิ่มผลิตภาพในการทำงานของทีมดูแลระบบถึง 18%

“การระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายแง่มุม ทั้งพฤติกรรมการทำงานและรูปแบบการใช้ชีวิต และตอกย้ำให้เห็นว่าการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ภายใต้ความยืดหยุ่น ฟื้นตัวเร็ว และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญเพียงใด” นายแพทย์พลวรรธน์ วิทูรกลชิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานเทคโนโลยี บมจ.ธนาคารกรุงไทย และประธานกรรมการ บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด (KTBCS) กล่าว “ธนาคารกรุงไทยมีโครงสร้างเดิมที่ใหญ่และมีระบบเลกาซี ฉะนั้น การนำโอเพนซอร์สมาใช้ การเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติใหม่ และการนำทีมงานมืออาชีพจากไอบีเอ็มเข้ามาช่วยบริหารจัดการโอเพนซอร์ส จะช่วยให้เส้นทางการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของธนาคารกรุงไทย เดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น”

“เทคโนโลยีโอเพนซอร์สมีความก้าวล้ำและยืดหยุ่น และมีคอมมิวนิตี้ของนักพัฒนาเก่งๆ ทั่วโลกที่สามารถให้คำแนะนำ แต่สิ่งที่ไอบีเอ็มมีมากกว่า คือประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในมุมอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน รวมถึงการดูแลรับผิดชอบในทุกมิติ ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง” นายวิสิทธิ์ รัตนสกุลดิลก กรรมการผู้จัดการ KTBCS กล่าว “ในอีกทาง สถาบันการเงินต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้อมูลของลูกค้าจำนวนมาก อีกทั้งยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งมาตรฐานการบริการและความปลอดภัยระดับสูงของไอบีเอ็มถือเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เราเชื่อมั่นว่าระบบจะปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎข้อบังคับต่างๆ”

“ไอบีเอ็มมีจุดยืนในการสนับสนุนชุมชนโอเพนซอร์สมานานกว่า 20 ปี และยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำด้านโอเพนซอร์ส เมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการเงินจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำของไทยและทั่วโลก สิ่งนี้จึงถือเป็นจุดที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับไอบีเอ็ม” นายสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด “วันนี้ ไอบีเอ็มมีความยินดีที่ได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการเทคโนโลยีโอเพนซอร์สให้กับ KTB และ KTBCS ซึ่งถือเป็นส่วนหลักที่จะเป็นกลจักรสำคัญสู่การสร้างนวัตกรรมและก้าวย่างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของธนาคารกรุงไทยต่อไป”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมการตลาดฯ เปิดหลักสูตร Online Workshop “Data and Insight Driven Marketing – Online Workshop”

หลักสูตรเพื่อการอัพสกิลการทำการตลาดยุคใหม่ของคุณด้วยการใช้ข้อมูลและอินไซค์ กำหนดกลยุทธ์ที่ได้ผลจริง โดยผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้าน Data และ Insight พบกับคอร์ส Data and Insight Driven Marketing Online Workshop ที่ไม่เพียงให้ความรู้  แต่ยังเปิดโอกาสให้คุณได้ปฎิบัติจริง เรียนสดทางออนไลน์ไปพร้อมกัน มีการถาม-ตอบอย่างใกล้ชิดเหมือนการเรียนรู้ แบบ Face to Face

Online Workshop รูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ได้เรียนรู้เคสจริง และประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญมือฉมังของวงการ เรียนรู้เรื่องการหา Data Insight และ การใช้ประโยชน์จาก Big Data เหมาะสำหรับ นักการตลาดที่ไม่รู้จักการใช้ data หรือ รู้แล้ว อาจจะยังไม่ลึกซึ้ง และการเรียนรู้เกี่ยวกับการหา Consumer insight ในวิธีใหม่ๆ ผ่านโลกของ Big Data คุณจะได้สิ่งนี้ จาก Data and Insight Driven Marketing

  • เรียนรู้การใช้ข้อมูลและอินไซท์ เพื่อสร้างการตลาดที่ทรงพลังโดยไม่ต้องมีความรู้เรื่อง Data และ Consumer insight
  • เข้าใจวิธีการคิดและหาข้อมูลเพื่อการทำการตลาดและวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ
  • ติดอาวุธให้ผู้บริหารยุคใหม่ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Strategy และ Tactics ของการทำการตลาด
  • เข้าใจหลักการและได้ลงมือทำจริง เข้าใจทั้งแนวคิดที่ถูกต้อง (ผ่านการสอน) และ การนำไปใช้ได้จริง (ผ่าน workshop)

ดังนั้นเราจะไม่ยอมให้คุณกลับไป …โดยที่ยังไม่ได้ความรู้และสกิลใหม่จริง

Online Course วันที่ 28-29 กันยายนนี้ เวลา 9.00 – 16.00 น. ค่าลงทะเบียนอบรม สมาชิกสมาคม ท่านละ 14,900 บาท สำรองที่นั่งที่นี่: https://www.marketingthai.or.th/event/data-and-insight-driven-marketing-2021/

สอบถามเพิ่มเติม : สมาคมการตลาดฯ โทร.02 679 7360-3 หรือ Line@: @matsociety


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ สิ่งประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์ในประเทศ

มช. พัฒนาเครื่องวัดปริมาณออกซิเจนปลายนิ้ว ช่วยโรงพยาบาลสู้โควิด

จากการระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน แม้มาตรการควบคุมโรคจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่เชื้อไวรัสก็สามารถพัฒนากลายพันธุ์จนเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ ทำให้การสังเกตอาการป่วยเบื้องต้นด้วยตนเองไม่สามารถวัดได้ว่ามีความเสี่ยงที่ได้รับเชื้อโควิด-19 หรือไม่ เช่น อุณหภูมิร่างกายไม่สูงขึ้น หรือไม่มีอาการไอ ด้วยเหตุนี้ ทำให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพ หลายคนหาซื้ออุปกรณ์ตัวช่วยเพื่อเช็คอาการเบื้องต้น รวมถึงอุปกรณ์วัดค่าออกซิเจนในเลือด เพื่อเฝ้าระวังตรวจสอบความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของตัวเอง จนทำให้อุปกรณ์ชนิดนี้ที่ขายตามท้องตลาดมีราคาสูงขึ้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเกิดแนวคิดผลิตเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด ในราคาที่ย่อมเยาและมีความแม่นยำสูง เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รองศาสตรจารย์ ดร.เอกรัฐ บุญเชียง อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านสารสนเทศทางสุขภาพเพื่อชุมชน ร่วมกับทีมวิจัยสถาบันวิทยสิริเมธี (Vistec) ได้ทำการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนด้วยปลายนิ้ว วางแผนออกแบบและสั่งชิ้นส่วนอุปกรณ์จากต่างประเทศ นำมาประกอบและตั้งค่าความแม่นยำในการตรวจวัด โดยอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นมานี้สามารถวัดได้ทั้งค่าออกซิเจนในเลือด และอัตราการเต้นของหัวใจ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 % เท่านั้น ที่สำคัญคือ มีต้นทุนน้อยกว่าที่ขายตามท้องตลาดหลายเท่าตัว นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดพัฒนาแอปพลิเคชัน ชีวิต (Chivid) ที่สามารถเข้าสู่ระบบโดยผ่านแอปพลิเคชันไลน์และกรอกข้อมูลประวัติคนไข้ ถ่ายภาพเครื่องวัดในขณะใส่ที่นิ้วลงบนแอปพลิเคชัน ระบบจะจดบันทึกได้โดยที่คนไข้ไม่จำเป็นต้องกรอกค่าออกซิเจนด้วยตนเอง ข้อมูลจะส่งถึงเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ทันที โดยลดการใกล้ชิดของผู้ป่วยและบุคลากร อีกทั้งการใช้งานสะดวกต่อคนชราที่อาศัยอยู่ที่บ้าน ซึ่งอาจจะลำบากต่อการอ่านค่าปริมาณออกซิเจน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพหน้าจอแสดงผล ส่งเข้าไปให้กับ แอปพลิเคชันเพื่อรายงานค่าต่าง ๆ อย่างละเอียด เป็นการช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

แม้เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนปลายนิ้วจะไม่ใช่อุปกรณ์ที่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ผู้ใช้ติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ แต่สามารถใช้เฝ้าระวังอาการผิดปกติภายในร่างกาย สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ติดเชื้อ รวมทั้งใช้ติดตามอาการผิดปกติ ในผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับแพทย์ เพื่อให้สามารถมาพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อมีอาการผิดปกติ ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติ และพบแพทย์ได้เร็ว โอกาสที่โรคจะเพิ่มความรุนแรงหรือเสี่ยงเสียชีวิตก็จะน้อยลงไปด้วย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะที่มีความพร้อมและมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้า ทีมนักวิจัยที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ มุ่งเน้นการทำงานด้านสุขภาพเพื่อรับใช้สังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดและได้มาตรฐานในระดับสากล


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รัฐยก DPU เป็นต้นแบบนำร่อง Smart Campus 5G พร้อมโชว์ศักยภาพนำเทคโนโลยี 5G ขับเคลื่อนภาคการศึกษา

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เผยถึงการได้รับเลือกให้เป็นมหาวิทยาลัยนำร่อง ภายใต้โครงการ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G  ว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะเป็นต้นแบบนำร่องในการนำเทคโนโลยี 5G มายกระดับคุณภาพด้านการศึกษาทั้งของมหาวิทยาลัยและของประเทศไทยให้เท่าทันยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Teach and Learn from Anywhere และ Intelligent Hybrid Classroom พร้อมระบบวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement โดย DPU พร้อมจะเป็นต้นแบบแหล่งศึกษาเรียนรู้ทั้งแบบ On-Site และ Online ให้กับสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งสามารถนําไปทำซ้ำ ทำเสริม พัฒนา ต่อยอด รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา จากต้นแบบของ Smart Campus ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Process) และการพัฒนาบุคลากร (People) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างให้ผู้สอนมีแรงจูงใจในการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

           นอกจากนี้ DPU ยังอาศัยกิจกรรมภายใต้โครงการฯ ดังกล่าว มาเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจในการเป็นนวัตกร (Innovator/Maker) ในอนาคต ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้กับศาสตร์ด้านต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ เพื่อพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์จริง โดยใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยฯ เป็น Living Lab ก่อนจะขยายผลไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไปได้  และภายใต้โครงการนำร่องนี้ ยังเป็นการขยายโอกาสทางด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้ประกอบการ หน่วยงานราชการและชุมชน โดยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการเข้าถึงบริการทางวิชาการด้านต่างๆ ของ DPU หรือ เนื้อหาหลักสูตรด้าน Reskill & Upskill ที่ต้องการปฏิสัมพันธ์แบบ Real-Time และมีการถ่ายทอดเนื้อหาในรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

            ดร.ดาริกา กล่าวด้วยว่า DPU มีความพร้อมสำหรับการเป็นต้นแบบ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องในการผลิตกำลังคนให้มี Skill Set และ Mindset ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกยุคดิจิทัล ทั้งยังปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Education) เพื่อบ่มเพาะให้นักศึกษามีศักยภาพที่เป็นอัตลักษณ์พร้อมด้วยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเรียกว่า มี DPU DNA 6 ประการ ประกอบด้วย 1) ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างมีนวัตกรรม 2) ทักษะด้านการค้นหาและแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 3) มีความชาญฉลาดในทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อค้นคว้าและแก้ปัญหา 4) ทักษะการสื่อสารและเจรจาอย่างมืออาชีพ 5) ทักษะการประสานงานเป็นทีม และ 6) ทักษะด้านความรอบรู้และวิเคราะห์แบบผู้ประกอบการ พร้อมนี้ DPU ยังได้ปรับปรุงรูปแบบการจัดการการเรียนรู้ให้เป็นแบบ Active Learning โดยเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ทั้ง Offline และ Online และ Experiential Learning

            “ในส่วนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้นั้น ทางด้านกายภาพได้ปรับปรุงห้องเรียนและห้องปฏิบัติการต่างๆ และสร้างสิ่งแวดล้อมให้น่าเรียน มีความเป็นธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน โดยธุรกิจบัณฑิตย์ได้รับการจัดอันดับจาก UI GreenMetric World University Ranking เป็นอันดับ 82 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ในส่วนของมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางดิจิทัล มีการจัดเตรียมทั้ง Learning Management System platform และปรับปรุง Digital Infrastructure เพื่อสนับสนุนให้การจัดการเรียนรู้แบบ Tech and Learn From Anywhere รวมทั้งระบบ Data Intelligence เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และบริหารจัดการ” ดร.ดาริกา กล่าว

            จากสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 ส่งผลให้ DPU ต้องเร่งขบวนการปรับตัวดังกล่าวข้างต้นให้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น โดยจัดให้มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถจัดการเรียนการสอนทาง Online แบบ Live และตอบโต้ได้สองทาง  และจัดให้มี Hybrid Classroom เพื่อให้สอดรับกับมาตรการ Social Distancing โดยผู้เรียนส่วนหนึ่งสามารถเรียนรู้จากที่ใดก็ได้ แต่สามารถเรียนรู้และโต้ตอบกับผู้สอนได้แบบ Real-Time เสมือนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน ขณะเดียวกัน อาจารย์ผู้สอนยังมีส่วนร่วมและเร่งเพิ่มผลิต Online Content ควบคู่ไปกับการเพิ่มความเข้มข้นของการสร้างผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (Learning Engagement) และทบทวนรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment)

            ปัจจุบัน DPU มีนักศึกษาจำนวนกว่า 12,000 คนที่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้จากที่ใดก็ได้และในจำนวนนี้มีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 3,000 คน ที่จะต้องเรียนผ่านออนไลน์แบบข้ามประเทศ ความท้าทายของการจัดการเรียนรู้ ทั้งแบบ Online และ Hybrid คือ การสร้างให้ผู้เรียนคงความสนใจและมีส่วนร่วมระหว่างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ร่วมกับ AI Video Analytics ในห้อง Intelligent Hybrid Classroom ต้นแบบ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement แบบ Real-Time ทั้งการเรียน On-Site และการเรียน Online ซึ่งจะทำให้สามารถปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที

            ดร.ดาริกา กล่าวในตอนท้ายว่า สถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถใช้ DPU เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้งใช้งานเท่านั้น หากแต่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology) แบบบูรณาการ ควบคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการศึกษา (Process) และบุคลากร (People) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

10 ข้อควรคำนึงถึง ก่อนเลือกซื้อเครื่องพิมพ์บัตรประจำตัว

ทุกวันนี้ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา ต่างก็มองหาโซลูชั่นการพิมพ์บัตรประจำตัวที่เชื่อถือได้ มีความยืดหยุ่น และคุ้มค่าการลงทุน ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ที่ทำให้การเลือกซื้อต้องใช้เวลามาก HID Global จึงแนะข้อควรคำนึงถึง 10 ข้อ ที่จะช่วยให้องค์กรเลือกโซลูชั่นการพิมพ์บัตรได้ตรงตามความต้องการ

  1. ความปลอดภัย

จากความกังวลด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับต่างๆ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ประวัติการรักษาของคนไข้ และเอกสารที่เป็นความลับนั้นทวีความสำคัญขึ้น เมื่อต้องตัดสินใจเลือกโซลูชั่นการพิมพ์ องค์กรจึงควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

การประเมินความเสี่ยง: จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือมีการบุกรุกข้อมูล ดังนั้น องค์กรต้องกำหนดระดับของความปลอดภัยที่เหมาะสม

ความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์: หลังประเมินความเสี่ยงแล้ว องค์กรต้องพิจารณาฮาร์ดแวร์ที่สามารถรองรับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่หลากหลาย โดยดูว่าองค์กรต้องการความปลอดภัยแบบมาตรฐานทั่วไป หรือต้องการบัตรประจำตัวที่มีโซลูชั่นความปลอดภัยที่ซับซ้อนมากขึ้น

ความยืดหยุ่น: ฮาร์ดแวร์ของเครื่องพิมพ์บัตรควรรองรับมาตรการความปลอดภัยที่หลากหลายได้ และสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการด้านความปลอดภัยที่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไป

ความปลอดภัยของเครื่องพิมพ์: องค์กรไม่ควรมองข้ามการรักษาความปลอดภัยของเครื่องพิมพ์บัตร โดยระบบล็อคแบบกลไกจะจำกัดการเข้าถึงเครื่องพิมพ์ ช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตนำข้อมูลที่เป็นความลับออกจากเครื่องพิมพ์

ความปลอดภัยด้านอิเล็กทรอนิกส์: ควรมีการป้องกันการเข้าถึงเครื่องพิมพ์บัตรแต่ละเครื่องโดยใช้หมายเลขประจำตัวส่วนบุคคล (PINs) และชุดข้อมูลการสั่งพิมพ์บัตรควรตรงตามหรือสูงกว่ามาตรฐานการเข้ารหัสขั้นสูง

  1. บัตรที่ทนทาน คืออายุการใช้งานที่นานขึ้น

ท้ายสุดแล้ว ประสิทธิภาพของระบบพิมพ์บัตรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าบัตรที่ได้มา ตรงกับความต้องการในการใช้งานเพียงใด ในการเลือกเครื่องพิมพ์บัตร องค์กรต้องคำนึงถึงว่าจะมีการใช้บัตรในสภาวะและสภาพแวดล้อมอย่างไร เพื่อพิจารณาตัวเลือก ดังนี้

  • ใช้การพิมพ์ภาพละเอียดสูง (HDP®) หรือการพิมพ์ 2 ขั้นตอน (retransfer) ซึ่งฟิล์ม HDP ที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์ดังกล่าว จะช่วยปกป้องภาพที่พิมพ์ออกมาให้คงทน
  • การเคลือบบัตรซ้ำไปมา เพื่อช่วยเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งาน
  1. ระบุปริมาณบัตรที่ต้องการพิมพ์

บัตรที่ต้องพิมพ์มีจำนวนกี่ใบและใช้เวลานานเท่าไหร่ การพิมพ์บัตรใหม่จะทำเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งปี หรือพิมพ์เป็นจำนวนมากในครั้งเดียว หรือหลายครั้งต่อปี คำถามเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญเพราะเครื่องพิมพ์ที่ผลิตออกมามีคุณสมบัติรองรับการใช้งานที่แตกต่างกันไป สำหรับการพิมพ์บัตรในปริมาณมาก ผู้ใช้งานควรเลือกเครื่องพิมพ์ที่มีกล่องใส่บัตรและกล่องรับบัตรขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถพิมพ์บัตรได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยไม่ต้องคอยเติมวัสดุที่ต้องใช้สำหรับการพิมพ์

  1. ต้องการฟังก์ชันบัตรที่ใช้งานร่วมกันได้รึไม่?

อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือจะมีการใช้แอปพลิเคชันหลายตัวร่วมกับบัตรหรือไม่ ทั้งการเข้ารหัสและการเคลือบบัตร และจะต้องแจกจ่ายบัตรที่พิมพ์เสร็จแล้วออกไปในอัตราเท่าใด ในปัจจุบัน ระบบพิมพ์บัตรต่างๆ สามารถใช้งานหลายอย่างพร้อมกันได้แล้ว

  1. การทำงานร่วมกับระบบควบคุมการเข้า-ออกทางกายภาพ

ภายในองค์กร จะมีการใช้บัตรประจำตัวในเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ฟังก์ชันใดที่ควรคำนึงถึงเมื่อเลือกโซลูชั่นการพิมพ์บัตรที่ปลอดภัย และหากต้องการเปลี่ยนบัตรประจำตัวแบบธรรมดาๆ ไปสู่บัตรเทคโนโลยีเอนกประสงค์ หรือเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าระบบควบคุมการเข้า-ออกทางกายภาพก็ตาม ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ในการเลือกผู้ให้บริการที่มีโซลูชั่นระบุตัวตนที่ปลอดภัยและสามารถใช้งานร่วมกันได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ลงทุนไปแล้วจะยังใช้งานได้อยู่ และสามารถเสริมเทคโนโลยีใหม่เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ตามต้องการ

  1. การเชื่อมต่อที่สร้างความยืดหยุ่นและสะดวกในการใช้งาน

หากต้องการโซลูชั่นที่สามารถพิมพ์บัตรได้ทันทีผ่านมือถือ และเข้ารหัสบัตรที่ปลอดภัยได้ สิ่งที่ตอบโจทย์คือโซลูชั่นที่รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ USB สำหรับการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องเดียว อีเทอร์เน็ตสำหรับการพิมพ์บัตรผ่านเครือข่าย และไวไฟ® สำหรับการพิมพ์ผ่านคลาวน์ คุณสมบัติเหล่านี้จะสร้างความยืดหยุ่นในการพิมพ์จากสถานที่ใดก็ได้ ทั้งยังสามารถเปลี่ยนสถานที่และวิธีการเชื่อมต่อได้ตามความจำเป็นที่เปลี่ยนไป

  1. วิเคราะห์ปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ

เครื่องพิมพ์บัตรที่ล้ำหน้าทันสมัยสามารถออกบัตรประจำตัวได้หลายพันใบในแต่ละวัน และเครื่องพิมพ์ที่ดีที่สุดในรุ่นจะมีระบบวินิจฉัยอัตโนมัติที่แจ้งเตือนถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แม้กระทั่งแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากการแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่ต้องซ่อมแซมเครื่องแล้ว ผู้ปฏิบัติงานจะรับรู้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เพื่อทำการแก้ไขได้ทันท่วงที

  1. ความเป็นโมดูลาร์และความสามารถในการขยายระบบเพื่อลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ

เมื่อองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น ความต้องการในการออกบัตรก็จะเพิ่มสูงขึ้น หรืออาจจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการ์ดที่ทันสมัยกว่าเดิม โซลูชั่นอัปเกรดที่สามารถขยายได้ทีละส่วนจะตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งช่วยลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของในอนาคต โซลูชั่นที่ใช้ควรเป็นแบบโมดูลาร์ ที่สามารถเพิ่มคุณสมบัติที่เอื้อต่อการขยายต่อยอดเทคโนโลยีได้ เพื่อให้ยังสามารถใช้งานเครื่องพิมพ์บัตรที่ปลอดภัยได้ในปีต่อๆ ไป

  1. เทคโนโลยีการเคลือบบัตรที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและราคาประหยัด

ผู้ผลิตบัตรประจำตัวที่มีความปลอดภัยในปริมาณมาก กำลังมองหาวิธีลดต้นทุนและพัฒนาประสิทธิภาพเทคโนโลยีการเคลือบบัตรอย่างต่อเนื่อง หน่วยงาน GreenCircle® ได้รับรองว่าเทคโนโลยีการเคลือบบัตรแบบไร้ขยะ (Wasteless Lamination) เป็นโซลูชั่นที่เหมาะสมกับบริษัทที่ต้องการลดต้นทุนและร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทำได้โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

  1. การหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม

การทำความเข้าใจตัวเลือกด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องการ และพิจารณาแต่ละตัวเลือก จะช่วยให้การคัดสรรมีประสิทธิภาพ และท้ายสุด สามารถเลือกโซลูชั่นการพิมพ์บัตรที่ปลอดภัยและตรงตามความต้องการใช้อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล

เยี่ยมชมเราได้ที่ Media Center อ่านข้อมูลใน Industry Blog และติดตามทาง FacebookLinkedIn และ Twitter

เกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล (HID Global)

เอชไอดี โกลบอล ผู้ขับเคลื่อนระบบระบุตัวตนของผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ทั่วโลก เราช่วยให้ผู้คนทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และเดินทางได้อย่างเสรี โซลูชั่นการระบุตัวตนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ได้อย่างสะดวก ทั้งสถานที่จริงทางกายภาพและสถานที่เสมือนจริงในโลกดิจิตอล และเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งชี้ ตรวจสอบ และติดตามผ่านช่องทางดิจิตอลได้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเอชไอดีเพื่อนำทางในชีวิตประจำวัน และมีหลายพันล้านสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีของเอชไอดี เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม และบรรดาบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดของโลก บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วโลกและมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศต่างๆที่รองรับลูกค้าได้มากกว่า 100 ประเทศ HID Global® เป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มบริษัท ASSA ABLOY ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hidglobal.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 3 ปีจากนี้ ผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมาจากมืออาชีพที่อยู่นอกวงการไอที

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 4 สิงหาคม 2564 – ภายในปี 2567 ประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีจะมาจากมืออาชีพนอกวงการเทคฯ

แนวโน้มนี้เป็นผลจากแรงผลักดันของนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่อยู่นอกองค์กรไอทีทั่ว ๆ ไปที่ครองส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่าของตลาดไอทีโดยรวม ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านไอทีโดยเฉลี่ยของฝั่งธุรกิจสูงถึง 36% ของงบประมาณด้านไอทีทั้งหมด

ราเจช กานดาสวามี รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “ซีอีโอบริหารธุรกิจดิจิทัลเหมือนเป็นทีมกีฬาที่ไม่ใช่หน่วยงานเดี่ยว ๆ ในสังกัดของฝ่ายไอทีอีกต่อไป การเติบโตของข้อมูลดิจิทัล เครื่องมือในการพัฒนาแบบ Low-Code และการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปอย่างเสรีโดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเท่านั้น”

โควิด-19 ขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ

เทคโนโลยีเข้าไปมีบทบาทในทุกด้านของธุรกิจและผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ใช้นอกแผนกไอที ซึ่งความต้องการของผู้ซื้อกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิม ๆ ที่ได้รับเสมอไป

ประกอบกับวิกฤตโควิด-19 ที่มีส่วนทำให้เกิดการขยายทั้งปริมาณและประเภทของกรณีการใช้งานเทคโนโลยีที่จำเป็น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2566 จะเกิดการสร้างรายได้ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่เคยมีมาก่อนการระบาด

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ยังกล่าวว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการคลาวด์ แนวคิดริเริ่มต่าง ๆ จากธุรกิจดิจิทัล และบริการระยะไกลได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เมื่อผสานรวมและเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

ในปี 2567 กว่าหนึ่งในสามของผู้ให้บริการเทคโนโลยีต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการนอกกลุ่มเทคฯ

โควิด-19 ยังช่วยลดกำแพงในการสร้างโซลูชันต่าง ๆ ที่ผูกกับเทคโนโลยีและกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้ใครก็ตามที่สามารถตอบสนองความต้องการอันเป็นผลจากการระบาดใหญ่ได้ ซึ่งผู้ให้บริการหน้าใหม่เหล่านี้รวมถึงผู้ที่ทำงานสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีภายในองค์กรต่าง ๆ หรือเป็น “นักเทคโนโลยีธุรกิจ – Business Technologists หรือ  พลเมืองนักพัฒนา (Citizen Developers) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และระบบ AI เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีพบว่าตนกำลังเข้าสู่ตลาดที่เกี่ยวข้องหรือแข่งขันกับผู้ให้บริการจากนอกสายเทคฯ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงบริษัทที่มีนวัตกรรมด้านบริการทางการเงินและการค้าปลีก โดยอย่างหลังกำลังสร้างโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยไอทีถี่ขึ้นและประกอบกับความทะเยอทะยานที่มากขึ้นเนื่องจากองค์กรจำนวนมากยังพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล

การ์ทเนอร์คาดว่าภายในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ จะมีการประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากบริษัทที่ไม่ใช่สายเทคฯ แพร่หลายมากขึ้น

“ความพร้อมของนักเทคโนโลยีธุรกิจทำให้เกิดแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและยังสามารถทำงานให้เกิดผลสำเร็จได้ ดังนั้นผู้ให้บริการเทคโนโลยีจำเป็นต้องขยายขอบเขตแนวคิดและแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมไปยังกลุ่มคนใหม่ ๆ อาทิ จากพื้นฐานการพัฒนามือสมัครเล่น หรือจากทีมงานที่ดูแลกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ และแผนกอื่น ๆ” กานดาสวามี กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่รายงาน Tech Providers 2025: Strategic Responses to Challenges From New (and Old) Entrants ซึ่งเป็นส่วนนึงของรายงาน Gartner Trends Insight report ในหัวข้อ Tech Providers 2025 Special Report ที่เก็บรวบรวมผลการวิจัยเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (TSP) เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะยาวและเตรียมพร้อมรับมือได้ตั้งแต่วันนี้

สามารถชมรายละเอียดการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการเทคโนโลยี ได้ที่เว็บบินาร์ของการ์ทเนอร์ หัวข้อ Prepare Now for the 6 Forces That Will Shape Tech Providers by 2025

Gartner Tech Growth & Innovation

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์จะนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางในการเร่งการเติบโตของผู้ให้บริการเทคโนโลยี การขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่งาน  Gartner Tech Growth & Innovation Conference 2021 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 กรกฎาคมในอเมริกา ติดตามข่าวสารและอัปเดตเนื้อหาจากการประชุมได้ทาง Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerTGI

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติ ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม และมุมมองเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อให้ผู้นำและทีมงานด้านเทคโนโลยีเตรียมพร้อมรับมือตามบทบาทหน้าที่ อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสำคัญทางธุรกิจและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข้อมูลและข่าวสารจาก Gartner for High Tech บน Twitter และ LinkedIn โดยใช้ #GartnerHT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มเปิดตัว Telum ชิปประมวลผลสำหรับเอไอตัวแรก เปิดมิติใหม่ด้วยระบบ On-Chip Acceleration

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) เปิดเผยถึงระบบประมวลผลใหม่ IBM Telum ที่ได้รับการออกแบบให้นำการประมวลผลด้วยโมเดลดีพเลิร์นนิง (deep learning) มาสู่เวิร์คโหลดขององค์กร เพื่อให้สามารถรับมือการฉ้อโกงต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ Telum เป็นระบบประมวลผลแรกของไอบีเอ็มที่มี on-chip acceleration สามารถประมวลผลโมเดลเอไอ (AI) ในขณะที่มีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น โดยนวัตกรรมฮาร์ดแวร์แบบ on-chip acceleration ที่เป็นผลมาจากการวิจัยพัฒนาระยะเวลาสามปีนี้ จะช่วยให้ลูกค้าได้รับมุมมองเชิงลึกทางธุรกิจ ไม่ว่าจะในการใช้งานในอุตสาหกรรมธนาคาร การเงิน การค้า ประกันภัย หรือในงานเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าก็ตาม ทั้งนี้ คาดว่าระบบที่ใช้ Telum จะพร้อมออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565
ในการวิจัยล่าสุดของโดยมอร์นิงคอนซัลท์ ที่สนับสนุนโดยไอบีเอ็ม พบว่าสำหรับ 90% ของผู้ที่สำรวจ ความสามารถในการสร้างและรันโครงการเอไอในที่ที่ข้อมูลนั้นๆ อยู่  ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ [1] IBM Telum ช่วยให้แอพพลิเคชันต่างๆ สามารถทำงานได้ ณ​ จุดที่ข้อมูลเหล่านั้นอยู่ ซึ่งเป็นการก้าวข้ามแนวทางแบบเดิมๆ ที่ต้องอาศัยหน่วยความจำและความสามารถในการเคลื่อนย้ายข้อมูลมหาศาล เพื่อประมวลผลโมเดลเอไอ Telum ทำให้accelerator อยู่ใกล้กับข้อมูล mission critical และแอพพลิเคชันต่างๆ ซึ่งหมายความว่าองค์กรจะสามารถรันโมเดลจำนวนมากสำหรับการทำธุรกรรมที่ข้อมูลมีความอ่อนโยนได้แบบเรียลไทม์ ​โดยไม่ต้องเรียกโซลูชันเอไอจากนอกแพลตฟอร์ม ที่จะส่งผลต่อศักยภาพการทำงานของระบบ นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถสร้างและฝึกโมเดลเอไอได้จากนอกแพลตฟอร์ม และใช้งานหรือรันโมเดลบนระบบของไอบีเอ็มที่ใช้ Telum เพื่อการวิเคราะห์ได้
นวัตกรรมตอบโจทย์ทั้งธุรกิจธนาคาร การเงิน การค้า และประกันภัย
ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ มักใช้เทคนิคเพื่อตรวจจับเหตุฉ้อโกงหลังจากที่เหตุได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลาและใช้พลังประมวลผลมากเมื่อเทียบกับข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อต้องทำการวิเคราะห์และตรวจจับการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นห่างออกไปจากจุดที่มีข้อมูลและการทำธุรกรรม mission critical อยู่ นอกจากนี้ ข้อจำกัดเรื่องการดีเลย์ของข้อมูลขณะเดินทางในเน็ตเวิร์ค (latency) ทำให้มักไม่สามารถตรวจจับการฉ้อโกงที่มีความซับซ้อนได้แบบเรียลไทม์ และนั่นหมายความว่าผู้ประสงค์ร้ายอาจซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิตที่ขโมยมาเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ห้างร้านจะทราบว่ามีการฉ้อโกงเกิดขึ้น
รายงาน Consumer Sentinel Network Databook ปี 2563 โดยคณะกรรมการการค้ากลาง (Federal Trade Commission) ระบุว่าในปี 2563 ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากเหตุฉ้อโกงมากกว่า 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ[2] Telum จะช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโหมดจากการตรวจหาการฉ้อโกงเป็การป้องกันการฉ้อโกง ทำให้แทนที่จะต้องไล่จับการฉ้อโกงอย่างทุกวันนี้ องค์กรจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่การป้องกันการฉ้อโกงสามารถเป็นไปได้ในวงกว้าง โดยไม่กระเทือน service level agreements (SLAs) ก่อนที่การทำธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์
ชิปใหม่นี้ มาพร้อมการออกแบบที่เน้นนวัตกรรมเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากระบบประมวลผลเอไอสำหรับเวิร์คโหลดเฉพาะด้านเอไออย่างเต็มที่ ซึ่งสำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับเวิร์คโหลดด้านการบริการทางการเงิน อย่างเช่นการตรวจจับการฉ้อโกง การประมวลผลระบบสินเชื่อ การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์การค้า การป้องกันการฟอกเงิน และการวิเคราะห์ความเสี่ยง เป็นต้น โดยนวัตกรรมใหม่นี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถยกระดับการตรวจจับการฉ้อโกงแบบ rule-based หรือการใช้แมชชีนเลิร์นนิงในปัจจุบัน ช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติบัตรเครดิต ปรับปรุงการบริการลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร รวมถึงระบุได้ว่าการทำธุรกรรมหรือการซื้อขายรายการใดจะไม่สำเร็จ พร้อมนำเสนอกระบวนการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพมากกว่าได้แทน
Telum และแนวทางการออกแบบชิปแบบ full-stack ของไอบีเอ็ม
Telum เป็นผลมาจากการออกแบบและวิศวกรรมนวัตกรรมที่สืบเนื่องมายาวนานของไอบีเอ็ม ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ การร่วมพัฒนาซอฟท์แวร์ ไปจนถึงการบูรณาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซิลิกอน ฮาร์ดแวร์ เฟิร์มแวร์ ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงเฟรมเวิร์คของซอฟต์แวร์
ชิปดังกล่าวมีหน่วยประมวลผล 8 คอร์ มีชุดคำสั่งพิเศษเพื่อเน้นการประมวลผลข้อมูลเชิงลึกที่มาพร้อมกับความถี่ในการประมวลผลสูงกว่า 5GHz ซึ่งเหมาะกับความต้องการเวิร์คโหลดที่แตกต่างกันออกไปขององค์กร ด้วยแคชที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด และโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อชิปที่ 32 MB ต่อคอร์ และสามารถสเกลไปได้ถึง 32 ชิป Telum โดยการออกแบบโมดูล dual-chip ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์จำนวน 2,200 พันล้านตัว และมีสายลวดความยาว 19 ไมล์บนชั้นโลหะ 17 ชั้น
ผู้นำการพัฒนาเซมิคอนดัคเตอร์
Telum เป็นชิปไอบีเอ็มตัวแรกที่ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยฮาร์ดแวร์เอไอไอบีเอ็มโดยมีซัมซุงเป็นพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีของระบบประมวลผล Telum ด้วยการพัฒนาโหนดเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร EUV
Telum เป็นอีกตัวอย่างความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ของไอบีเอ็ม โดยเมื่อไม่นานมานี้ศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานวิจัยภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาชิป 2 นาโนเมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานล่าสุดที่ไอบีเอ็มได้สร้างไว้ให้กับนวัตกรรมด้านซิลิกอนและเซมิคอนดัคเตอร์ โดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็มยังได้สร้างอีโคซิสเต็มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนชั้นนำขึ้น ที่ศูนย์วิจัยฮาร์ดแวร์เอไอของไอบีเอ็มและอัลบานีนาโนเทคคอมเพล็กซ์ ณ เมืองอัลบานี รัฐนิวยอร์ค เพื่อช่วยรับมือกับความต้องการด้านการผลิตทั่วโลก และเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมชิป
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นับถอยหลัง! จัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 หวังแก้โจทย์ธุรกิจสู้วิกฤติโควิด-19

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ทุ่มพัฒนาระบบรับแผนจัดงานรับสร้างบ้าน Online ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่10 – 20 กันยายน 2564 ด้าน “วรวุฒิ กาญจนกูล” เชื่อมั่นแพลตฟอร์มใหม่ที่พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นการปูทางวางแผนรองรับในระยะยาวกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ หวังช่วยผู้บริโภคติดต่อและเข้าถึงบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ อย่างสะดวก รวดเร็วแบบ “เรียลไทม์”

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (สมาคมฯ) ได้พร้อมจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ซึ่งกำหนดการจัดงานขึ้น ระหว่างวันที่ 10-20 กันยายน 2564 โดยสามารถเข้าชมได้ที่ www.hba-th.org ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวเป็นการจัดงานขึ้นเป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อ วันที่ 20-31 มีนาคม 2563) ในรูปแบบ Virtual Online ที่สมาคมฯ ได้ทุ่มงบประมาณค่อนข้างมากในการพัฒนาระบบให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นกว่าการจัดงานครั้งแรก เพื่อให้ผู้บริโภคที่ต้องการปลูกสร้างบ้านติดต่อและเข้าถึงบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯอย่างสะดวก รวดเร็วแบบ “เรียลไทม์” โดยระบบที่สมาคมฯ พัฒนาขึ้นนี้มีความเสถียรแลพร้อมใช้งานในระยะยาวที่เชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัลที่เน้นสร้าง Data Base ผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้านกลุ่มใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภคเองก็เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ทั้งการเลือกแบบบ้าน โปรโมชั่นต่าง ๆ และสะดวกต่อการเข้าชม ป้องกันการระบาดของโรคระบาด โดยเฉพาะโควิด-19

อย่างไรก็ดี  แพลตฟอร์ม การจัดงานรับสร้างบ้าน Online ที่สมาคมฯ พัฒนาระบบขึ้นมาก็เพื่อเป็นการปูทางวางแผนรองรับในระยะยาวกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ กล่าวคือในยามเกิดวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือต่อการจัดกิจกรรมทางการตลาด ก็สามารถจัดงานขายผ่านออนไลน์ได้หรือในยามที่สถานการณ์ปกติก็สามารถดำเนินการจัดควบคู่ไปกับการจัดงานแบบออฟไลน์ได้ด้วยเช่นกัน

นายวรวุฒิ ยังกล่าวด้วยว่า การแทรกช่องว่างด้วยการจัดกิจกรรมผ่านงานรับสร้างบ้าน Online จะเป็นแรงกระตุ้น หรือแรงเหวี่ยงต่อเนื่องไปยังตลาดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ที่สมาคมฯ ได้วางแผนการจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้นและมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นเชื่อว่าจะทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่ชะลอการปลูกสร้างบ้านที่มีสัดส่วนมากถึง 72% เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีความเชื่อมั่นและตัดสินใจปลูกสร้างบ้าน

อนึ่ง : ผลมาจากการสำรวจและทำแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวนเกือบ 400 รายเมื่อช่วงวันที่ 1-15 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

➢  สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลต่อการตัดสินใจในการปลูกสร้างบ้านมากถึง 72% ส่วนที่เหลือ 28% ไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการปลูกสร้างบ้าน ข้อมูลดังกล่าวคาดว่าเป็นกลุ่มบ้านราคาแพงซึ่งตลาดยังพอไปได้ต่างจากบ้านขนาดเล็กหรือตลาดทั่วไป (Mass) ระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลต่อการตัดสินใจปลูกสร้างบ้านมาก ด้วยเหตุนี้อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทรับสร้างบ้านที่เดิมเน้นตลาดทั่วไป (Mass) ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทได้ขยับมาจับตลาดบ้านราคาแพงตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป

➢  เมื่อถามว่าต้องการจะปลูกสร้างบ้านพร้อมเข้าอยู่ใช้เวลาในการปลูกสร้างกี่ปีนั้น พบพร้อมปลูกสร้างไม่เกิน 6 เดือนคิดเป็นสัดส่วน  24% และใช้เวลามากกว่า 6 เดือนถึง 2 ปีคิดเป็นสัดส่วน 65% และ ใช้เวลา 2-3 ปี คิดเป็นสัดส่วน 11%

➢  ส่วนทำเลที่เลือกปลูกสร้างบ้านนั้น 3 ทำเลที่ต้องการปลูกสร้างมากสุดคือ อันดับหนึ่งยังเป็นพื้นที่ในกรุงเทพ-มหานคร/ปริมณฑลคิดเป็นสัดส่วน 37% อันดับสอง ภาคกลาง (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร/ปริมณฑล) คิดเป็นสัดส่วน 18%  อันดับสาม  ภาคใต้คิดเป็นสัดส่วน 18%

➢  และสื่อที่ผู้บริโภคเข้าถึงบ่อยที่สุดคือ Facebook คิดเป็นสัดส่วนที่มากถึง 92.8%

จากแบบสอบถามที่ได้จากกลุ่มผู้บริโภคที่ยังตัดสินใจในการปลูกสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ถึง 84.2% นั้นสะท้อนภาพได้ว่าผู้บริโภคยังมีความเชื่อมั่น ดังนั้น สมาคมฯ จึงปรับปรุงช่องทางการเข้าถึงระหว่างสมาชิกกับผู้บริโภคผ่านทางเว็บไซต์ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน คือ www.hba-th.org เพื่อให้เว็บไซต์ของสมาคมฯ เป็นศูนย์กลางให้กับผู้ที่สนใจจะสร้างบ้านได้เข้ามาหาข้อมูล และเข้าถึงแบบบ้านต่างๆ พร้อมโปรโมชั่นของสมาชิกของสมาคมได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น อีกทั้งมีการโปรโมทเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและผู้บริโภค


Exit mobile version