Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ขับเคลื่อน BCG เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งภาคการเกษตร วิจัยพัฒนาเป็นกระถางเพาะชำย่อยสลายได้

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  โดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)  มุ่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG  ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร นำมาวิจัยพัฒนาเป็นกระถางเพาะชำที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อทดแทนและลดการใช้ถุงเพาะชำที่ทำจากพลาสติก ระบุผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรง ทนทาน มีความยืดหยุ่น ทำให้รากพืชสามารถชอนไชออกจากก้นกระถาง/ด้านข้างของกระถางได้ มีความสามารถในการอุ้มน้ำ ระบายความร้อนได้ดี ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช 

. (วิจัย) ดร. ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ  วว.  กล่าวว่า  นโยบายเศรษฐกิจ BCG เป็นธงการดำเนินงานของ วว. เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้สำเร็จ สามารถตอบโจทย์ แก้ปัญหา ของประเทศด้วยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกระถางเพาะชำย่อยสลายได้เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่ง วว.  โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร  ได้แก่  ใยมะพร้าว   แกลบ  เปลือกข้าวโพด  ฟางข้าว  หญ้าเนเปีย  เยื่อกล้วย ชานอ้อย  ผักตบชวา และไผ่ เป็นต้น  นำมาวิจัยและพัฒนาขึ้นรูปเป็นกระถางเพาะชำที่สามารถย่อยสลายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงและทนทาน มีความยืดหยุ่นที่ดี เพื่อให้รากสามารถชอนไชออกจากก้นกระถางและด้านข้างของกระถางได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำ และระบายความร้อนได้ดี ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

“…ในการเพาะชำไม้ดอกไม้ประดับรวมถึงพืชอื่นๆ ชาวสวนส่วนใหญ่จะเพาะกล้าไม้ลงในถุงเพาะชำหรือกระถางเพาะชำที่ทำมาจากพลาสติก โดยพลาสติกเหล่านั้นเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสภาวะโลกร้อน จึงเป็นโจทย์ที่ วว. นำมาแก้ปัญหาและประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเป็นกระถางเพาะชำย่อยสลายได้ ซึ่งถือเป็นการนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ มาต่อยอดโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์  ที่สามารถ  เข้าใจ  เข้าถึง กระบวนการผลิตได้ไม่ยาก และใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำในการปรับปรุงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และเป็นการเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งทางการเกษตรตามหลักการ BCG …” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

การผลิต กระถางเพาะชำย่อยสลายได้ ผลงานวิจัยพัฒนา วว. จะใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ  จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสับย่อยให้มีขนาดที่เหมาะสมซึ่งขึ้นกับชนิดของพืช    ดังนี้    ใยมะพร้าว  ไม่ต้องตัด  สามารถใช้แบบยาวๆ ได้     แกลบ  นำมาล้างและอบให้แห้ง   เปลือกข้าวโพด  ฉีกตามแนวยาวให้มีความกว้างประมาณ   0.5 – 2.0  เซนติเมตร    ฟางข้าว  นำมาล้างและอบให้แห้ง  จากนั้นนำไปผสมกับตัวประสานอินทรีย์ในปริมาณที่เหมาะสม  เพื่อช่วยในการยึดเกาะของเยื่อและมีความแข็งแรงหลังการขึ้นรูป 

ในส่วนของพืชที่มีเส้นใยอ่อน  เช่น   หญ้าเนเปีย/ผักตบชวา/กาบกล้วย  นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปปั่นละเอียดจนเป็นเยื่อ  จากนั้นนำเยื่อที่ได้ไปอัดขึ้นรูป ส่วนพืชที่มีโครงสร้างแข็ง  เช่น  ชานอ้อย/ไผ่/ฟางข้าว  นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และต้มด้วยโซเดียมไฮดรอกไซต์ (NaOH) หรือ โซดาไฟ   จะได้เยื่อที่มีความอ่อนนุ่มขึ้นรูปได้  ทั้งนี้เส้นใยและเยื่อข้างต้น จะถูกอัดด้วยเครื่องอัดร้อนระบบไฮดรอลิก (รูปทรงของผลิตภัณฑ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับแม่พิมพ์ที่ใช้)  นอกจากนี้อาจมีการผสมหรือพ่นเคลือบด้วยสารที่เป็นธาตุอาหารพืช เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

“… วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตกระถางเพาะชำย่อยสลายได้ให้แก่ผู้สนในในรูปแบบการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้จากนักวิจัยที่เชี่ยวชาญของ วว. เพื่อนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชน อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจโดยรวมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม…” . (วิจัย) ดร. ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ  วว.  กล่าวสรุป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  รับคำแนะนำปรึกษา และรับบริการด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรม จาก วว.  ติดต่อได้ที่  โทร. 0 2577 9000 ,0 2577 9439  โทรสาร  0 2577 9426  เว็บไซต์ www.tistr.or.th  อีเมล tistr@tistr.or.th  Line@TISTR


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โตชิบาแนะนำเครื่องล้างจาน ผู้ช่วยเรื่องจานสะอาด

โตชิบา เปิดตัวเครื่องล้างจานขนาดกะทัดรัดแต่ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม รุ่น DW-08T1(S)-TH สามารถทำความสะอาด ชะล้างคราบสกปรกบนภาชนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบล้างน้ำอุณหภูมิสูงสุดถึง 70°C ล้างภาชนะได้หลากหลาย รองรับชุดจานได้มากถึง 8 ชุด (ชุดประกอบด้วย จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ) มีโหมดการล้างให้เลือกตามความต้องการ เช่น โหมดล้างเร่งด่วน โหมดสำหรับล้างคราบหนัก หรือโหมดเฉพาะสำหรับล้างแก้วหรือภาชนะที่มีความบอบบางที่ใช้ระบบชะน้ำแบบนุ่มนวล ดูแลภาชนะเป็นพิเศษแต่ให้ความสะอาดทุกซอกมุม รวมถึงยังมีโหมดทำความสะอาดเครื่อง (Self-cleaning) ทำให้เครื่องสะอาด ไร้กลิ่นอยู่เสมอ พร้อมมั่นใจไร้ปัญหาน้ำรั่วหรือน้ำล้น เพราะสามารถตรวจจับและตัดการรั่วไหลของน้ำได้ ติดตั้งง่าย ดีไซน์สวยงาม DW-08T1(S)-TH ช่วยให้การล้างจานไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป สามารถดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.toshibalifestyle.com/th  หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/ToshibaSociety


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดับบลิวเอชเอ – สมิติเวช ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านดิจิทัลเฮลธ์แคร์

กรุงเทพฯ/ 18 มีนาคม 2565 – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และโรงพยาบาลสมิติเวช ประกาศลงนามในบันทึกความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเฮลธ์แคร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการและโซลูชันการดูแลสุขภาพสำหรับพนักงานและลูกค้าทั้งหมดในนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์เซ็นเตอร์ และอาคารสำนักงานของดับบลิวเอชเอ ผ่านแพลตฟอร์ม WHAbit ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันใหม่ของบริษัทฯ ร่วมกับบริการ Samitivej Virtual Hospital ของโรงพยาบาลสมิติเวช

ทั้งนี้ในบันทึกความร่วมมือ (MoU) ครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสำรวจ ศึกษาขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่จำเป็นตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น เพื่อส่งมอบโซลูชัน การบริการดูแลสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่เชื่อมต่อกับช่องทางออฟไลน์ ทั้งนี้ รวมถึงการปรึกษาแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การตรวจสุขภาพ (Health Check-up) คลินิกกลุ่มโรค NCD (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) สมาร์ทคลินิก การจ่ายยา การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม WHAbit ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันด้านดิจิทัลเฮลธ์แคร์ ที่เตรียมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้ ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด ความต้องการของลูกค้า การแก้ไขปัญหา และจุดบกพร่องต่างๆ เพื่อใช้ในการออกแบบ และยกระดับโซลูชันบริการด้านการดูแลสุขภาพร่วมกับบริการของโรงพยาบาลสมิติเวช และ Samitivej Virtual Hospital

โดยความร่วมมือครั้งนี้ทางโรงพยาบาลสมิติเวชในบทบาทผู้ให้บริการทางการแพทย์ จะเชื่อมโยงและสนับสนุนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อให้โซลูชันและบริการการดูแลสุขภาพดิจิทัลบนแอปพลิเคชัน WHAbit ทำงานได้อย่างสมบูรณ์  รวมถึงให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน WHAbit ได้รับบริการครอบคลุมรอบด้าน นอกเหนือจากบริการออนไลน์ต่าง ๆ  นอกจากนี้ โรงพยาบาลสมิติเวชจะแบ่งปันทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่จำเป็น เพื่อเชื่อมโซลูชันและบริการของโรงพยาบาลเข้ากับแอปพลิเคชัน WHAbit ด้วย

นพ. ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม รพ. สมิติเวช และรพ. บีเอ็นเอช กล่าวว่า “บันทึกความร่วมมือฉบับนี้ คือ การจับมือเป็นพันธมิตรในเชิงนวัตกรรมระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการสุขภาพ และเรารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมที่นำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย  ผมมั่นใจว่า ความร่วมมือกันระหว่างดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และสมิติเวช จะทำให้สามารถทลายอุปสรรคด้านการดูแลสุขภาพ ทำให้คนจำนวนมากมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยจุดแข็งของสมิติเวชที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และประสบการณ์ในการให้บริการ Virtual Hospital (telemedicine) ทำให้มั่นใจว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและก่อให้เกิดนวัตกรรมหลายอย่าง ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มดับบลิวเอชเอ เราจะร่วมมือกันให้บริการสุขภาพทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการสร้างเสริมป้องกัน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุด  เพื่อสร้างคุณค่า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Organization of Value ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ EEC สร้างความมั่งคั่ง มั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกความร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวชครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิทัลเฮลธ์แคร์กลุ่มแรกๆ ให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เพราะเป้าหมายของดับบลิวเอชเอ ไม่ใช่แค่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เรายังต้องการส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน และช่วยยกระดับความสามารถทางการแพทย์ และการให้บริการด้านสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้จึงเป็นการตอกย้ำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของ Digital Healthcare นั่นคือการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มมาช่วยสนับสนุนบริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และลดต้นทุน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงลดความแออัดในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน WHAbit ขึ้นมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ Corporate Wellness เพื่อการเข้าถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ง่ายขึ้น โดยเราได้เริ่มนำแอปพลิเคชั่น WHAbit มาให้บริการกับพนักงานของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ตั้งแต่ปี 2564 และได้ผลตอบรับการใช้งานจากพนักงานเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ยืนหยัดในคำมั่นที่จะใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น”

แอปพลิเคชัน WHAbit เป็นเครื่องมือด้านสุขภาพดิจิทัล ที่จะช่วยให้ผู้สมัครใช้บริการ สามารถจัดการสุขภาพได้ โดยปรึกษาแพทย์ผ่านทางวิดีโอคอลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรค การรักษา และการจ่ายยา ได้อย่างสะดวกสบาย  โดยดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปมีแผนที่จะนำแอปพลิเคชัน WHAbit นี้ มาให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า หรือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ภายในไตรมาส 3 ปี 2565 WHAbit จึงเป็นช่องทางการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวมผ่านสื่อดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ  ช่วยให้ลูกค้ามีสุขภาพ รวมถึงชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น

Samitivej Virtual Hospital เปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2562   มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ รวมทั้งช่วยให้ชีวิตของผู้รับบริการดีขึ้น สะดวก รวดเร็ว ในทุกมิติการดูแลสุขภาพ จนเป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ด้วย 4 รางวัลการันตี

  • Prime Minister’s Export Award 2021: สาขา Best Service Enterprise Award (Health& Wellness) ความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ Samitivej Virtual Hospital, Samitivej Plus และ Precision Medicine
  • Product Innovation Awards 2021: สาขาความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ Samitivej Virtual Hospital
  • GlobalHealth Asia –Pacific Awards 2021: สาขา Smart Hospital of the Year in the Asia –Pacific
  • Thailand Digital Excellence Awards 2020: สาขา Thai Digital Champion for Business Innovation

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD ประกาศความพร้อมใช้งานซอฟต์แวร์ AMD: Adrenalin Edition เวอร์ชั่นใหม่พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ FidelityFX Super Resolution 2.0

“วันนี้ AMD เปิดใช้งานซอฟต์แวร์ AMD Software: Adrenalin Edition เวอร์ชั่นล่าสุด นอกจากนี้ ยังได้ประกาศเปิดตัว AMD FidelityFX Super Resolution ฟีเจอร์การอัปสเกลรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยม ฟีเจอร์ใหม่เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านการเล่นเกมให้ก้าวไปอีกระดับ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ การตอบสนองการเล่น และการแสดงผลที่เที่ยงตรง

นอกจากการพัฒนาในด้านประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นด้านการใช้งาน AMD Software เวอร์ชั่นล่าสุดยังพัฒนาในด้านความเร็วการดาวน์โหลดไดรเวอร์ และการแจ้งเตือนข้อมูลบนหน้าจอ (Toast notification) ในเวลาที่กำลังเล่นเกม พร้อมด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ และฟีเจอร์ที่ได้รับการพัฒนา ประกอบด้วย:

  • AMD Radeon Super Resolution (RSR) Technology – เทคโนโลยีการอัปสเกลภายในไดรเวอร์เวอร์ชั่นใหม่ สร้างขึ้นบนอัลกอริธึมเดียวกันกับฟีเจอร์ AMD FidelityFX Super Resolution โดยฟีเจอร์ RSR จะเสนอความละเอียดการแสดงผลในระดับที่ใกล้เคียงกับภาพจริงพร้อมด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และเป็นฟีเจอร์ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับเกมต่าง ๆ มากมายในโหมดการเล่นแบบเต็มหน้าจอ เมื่อใช้ร่วมกันกับผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดสถาปัตยกรรม AMD RDNA และกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ ๆ ในอนาคต
  • AMD Link – อัปเดตฟีเจอร์ AMD Link Play สำหรับการเชื่อมต่อผู้ใช้สูงสุด 4 คนผ่านคอมพิวเตอร์ที่ใช้กราฟิกการ์ด AMD Radeon เข้ากันคอมพิวเตอร์ระบบปฎิบัติการ Android หรือ Windows แท็ปเล็ต โทรศัพท์หรือโทรทัศน์ ในการเล่นเกมแบบ local multiplayer เพื่อให้ผู้เล่นได้แชร์ประสบการณ์ในการเล่นให้กับผู้อื่น
  • Radeon Image Sharpening (RIS) – นำเสนอความคมชัดของภาพในเกมให้กลับมาคมชัดขึ้นเมื่อทำให้ภาพเบาขึ้นจากการเพิ่มขนาดและคุณสมบัติของภาพ และกระบวนการทำงานต่างๆ ในเกม โดยในเวอร์ชั่นล่าสุด ฟีเจอร์ RIS สามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการแสดงผลของภาพการเล่นวิดีโอ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้ในคลิกเดียว

นอกจากนี้ AMD ยังได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ AMD FidelityFX Super Resolution (FSR) รุ่นใหม่ โดยฟีเจอร์ FSR 2.0 เสนอความสามารถในการลดรอยหยักให้มีความเหมาะสมเพื่อเพิ่มอัตราเฟรมเรตในขณะที่เล่นเกม และให้คุณภาพของการแสดงผลที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าการแสดงผลก่อนหน้า โดยที่ไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ในการเรียนรู้เฉพาะ ฟีเจอร์ FSR 2.0 สามารทำงานร่วมกันระหว่างผลิตภัณฑ์ AMD และกราฟิกการ์ดคู่แข่งรุ่นต่าง ๆ และให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในการแสดงผลที่น่าทึ่ง

คุณสามารถดาวน์โหลด AMD Software: Adrenalin Edition ได้แล้ววันนี้ผ่านทาง https://www.amd.com/en/support โดยฟีเจอร์ FidelityFX Super Resolution 2.0 คาดว่าจะพร้อมใช้งานบนเกมต่าง ๆ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เอสซีจี” มุ่งเติมทักษะทีมงาน ปั้นนักพัฒนา Low-Code คนไทย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

“เอสซีจี” มุ่งเติมทักษะทีมงาน ปั้นนักพัฒนา Low-Code คนไทย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล จับมือ “เอาท์ซิสเต็มส์” นำเทคโนโลยี Low-Code มาสร้างความสำเร็จ 

พลิกโฉมกระบวนการทางบัญชีดิจิทัลและพัฒนาแอปพลิเคชันให้บริษัทในเครือกว่า 200 แห่ง

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 18 มีนาคม 2565 – บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (เอสซีจี) กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ประกาศตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมกับเพิ่มทักษะการสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ด้วยแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชัน Low-Code จากเอาท์ซิสเต็มส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มองค์ความรู้แก่พนักงานในการสร้างสรรค์แอปพลิเคชันคลาวด์เนทีฟที่มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจจากการร่วมมือกับเอาท์ซิสเต็มส์ โดยล่าสุดบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางการเงินและบัญชีไปสู่ดิจิทัลด้วยเอาท์ซิสเต็มส์

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ประกอบกับความต้องการให้ทีมไอทีมุ่งเน้นการทำงานที่เน้นเป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้น เอสซีจีจึงได้นำแพลตฟอร์ม Low-Code จากเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้เพิ่มทักษะแก่ทีมงานไอทีและพัฒนาแอปพลิเคชันระบบบัญชีต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยทีมของเอสซีจีเอง ด้วยแนวทางการพัฒนาแบบ Low-Code เอสซีจีสามารถสร้างแอปพลิเคชันเพื่อรองรับการดำเนินงานของบริษัทในเครือได้มากกว่า 200 แห่งและยังวางแผนสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงต่อยอดพัฒนานวัตกรรมโซลูชันเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต

เป้าหมายหลักของเอสซีจีคือการเพิ่มทักษะและพัฒนาองค์ความรู้แก่ทีมงานภายในอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้บริษัทฯ เน้นการพัฒนาด้วยรูปแบบการเขียนโค้ดเป็นหลัก และอาศัยความเชี่ยวชาญของแผนกไอที หรือว่าจ้างบุคคลภายนอกเพื่อให้ทำงานร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ในเครือกว่า 200 บริษัท ทั้งนี้หน่วยงานด้านไอทีภายใต้สำนักงานบัญชีที่ทรัพยากรต่าง ๆ เป็นความท้าทายหลักขององค์กร เพราะธุรกิจหลักมุ่งไปที่การพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถรักษาต้นทุนรวมถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนที่สูงขึ้นได้ ซึ่งจากการนำเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้ ทำให้เอสซีจีสามารถพัฒนาแอปฯ ใหม่ ๆ ได้มากกว่า 10 แอปฯ ในเวลาเพียง 1 ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขหรืออัปเดตระบบต่าง ๆ ของบริษัทในเครือ ดังนั้นจึงเป็นความสำเร็จที่ตอกย้ำความสามารถของเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์สำหรับนักพัฒนาในทุกองค์กร ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้

นายพิชิต ลีละพันธ์เมธา ผู้อำนวยการสำนักงานบัญชีกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี แอคเค้าน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันบริษัทเอสซีจี มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Cement Building Materials) ธุรกิจเคมี (Chemical) และธุรกิจแพคเกจจิ้ง Packaging) ที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยส่วนกลาง (Corporate)  ซึ่งจะรวมถึงฝ่ายไอทีที่ให้การสนับสนุนเรื่องดิจิทัลในทุกด้าน เช่น การพัฒนาระบบบัญชีให้กับทุกธุรกิจในเครือ อาทิ การของบประมาณ ขอสินทรัพย์ และรับผิดชอบดูแลเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้งานในองค์กรอีกด้วย เช่น High-Code, Low-Code, Blockchain, Robotic Process Automation (RPA) เป็นต้น และเนื่องจากบุคลากรไอทีจากส่วนกลางดูแลรับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยีทั้งหมดในองค์กร ดังนั้นจึงสามารถนำเทคโนโลยีที่มีอยู่นำมาใช้งานได้อย่างสอดประสานกันได้อย่างลงตัว”

“แพลตฟอร์ม Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์ช่วยให้เราขยายทักษะและความสามารถด้านไอทีในการพัฒนาระบบใหม่ ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแก่ทีมงานบัญชีต่าง ๆ ของเรา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราพัฒนาและอัปเดตแอปพลิเคชันอื่น ๆ อีกมากกว่า 20 แอปฯ โดยบางแอปฯ เราพัฒนาได้รวดเร็วขึ้นถึง 50% ที่สำคัญเราพัฒนาด้วยทีมงานของเราเอง นอกจากนี้เอสซีจียังได้ต่อยอดจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมให้ความรู้และเพิ่มทักษะแก่บุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยตั้งเป้าผลิตนักพัฒนาที่ผ่านการรับรองมาตราฐานจากเอาท์ซิสเต็มส์เพิ่มเป็น 20 ราย ภายในปีนี้” นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติม

“อีกจุดเด่นหลัก ๆ ของการนำเทคโนโลยี Low-Code มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในเครือคือเราสามารถผสานเข้ากับแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ปัจจุบันได้ทันที อาทิ SAP, Microsoft และ SCG Integration Hub โดยใช้ เอาท์ซิสเต็มส์เป็นตัวเชื่อม (Gateway API)”

“เป้าหมายในอนาคตของเอสซีจีคือการเป็นศูนย์กลางการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเป็นแหล่งเพิ่มพูนทักษะให้แก่พนักงาน โดยเราวางแผนอัปเกรดทักษะต่าง ๆ สำหรับการใช้งานเทคโนโลยี Low-Code เพื่อสร้าง Prototype ออกแบบและพัฒนา UX/UI และมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง เอาท์ซิสเต็มส์ ที่เป็นผู้ให้บริการหลัก ร่วมพัฒนาองค์ความรู้และชุดทักษะที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจ Low-Code Consultant เนื่องจากตลาดในประเทศไทยมีความต้องการเป็นอย่างสูง” นายพิชิต กล่าวสรุป

—————————-

เกี่ยวกับ เอสซีจี

เอสซีจี กลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี มุ่งมั่น พัฒนา และปรับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักบรรษัทภิบาลที่ดี ซึ่งการเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนารอบด้านอยู่ตลอดเวลาของกลุ่มบริษัทที่มีมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ทำให้เอสซีจีสามารถรอดพ้นจากวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นต้นแบบของธุรกิจอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 584,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,600 คน พันธมิตรกว่า 400 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่

https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Thoughtworks ตั้งเป้าเพิ่มความหลากหลายทางเพศของพนักงานสายเทค ให้ถึง 40% ภายในปี 2565 นี้

สิ่งหนึ่งที่ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลก ที่มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 49 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ให้ความสำคัญไม่แพ้การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า ก็คือความหลากหลายของบุคลากร (Diversity) การส่งเสริมความเท่าเทียม (Equity) และการมีส่วนร่วม (Inclusion) ในองค์กร

ความหลากหลายนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพศชาย-หญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่ม LGBTQIA+ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา ความพิการ ภูมิหลังและอัตลักษณ์อื่นๆ อีกด้วย

ที่ Thoughtworks จะมีเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อวัดสัดส่วนของผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศที่มักถูกมองข้าม (women and underrepresented gender minorities – WUGM) ทั้งหมดในองค์กร ล่าสุด Thoughtworks ได้กำหนดเป้าหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วน WUGM ในสายเทคโนโลยีให้ได้ 40% ภายในปี 2565 นี้

ในปี 2564 ที่ผ่านมา Thoughtworks มีพนักงานกลุ่ม WUGM ทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและแผนกอื่นๆ อยู่ที่ 40.6%

หากจำแนกตามแผนกแล้ว แผนกเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์นั้น มีสัดส่วน WUGM อยู่ที่ 38.2% และในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คือแผนกปฏิบัติการและตำแหน่งผู้นำอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนที่ 62.4% ส่วนในกลุ่มผู้บริหารระดับโลก มีสัดส่วน WUGM อยู่ที่ 60%

“การตั้งเป้าหมายเป็นวิธีสำคัญในการติดตามผลลัพธ์และเป็นการสร้างความรับผิดชอบแก่ตัวเองด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขก็ไม่ใช่สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นหลัก แต่เป็นกระบวนการสร้างความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมในทุกๆ การกระทำ ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจ ในวัฒนธรรมของเรา” – Elise Zelechowski, Global Head ด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม ความมีส่วนร่วม ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ของ Thoughtworks กล่าว

เทคโนโลยีต้องมาจากความหลากหลาย

หากมองลึกเข้าไปในสัดส่วนของผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศที่มักถูกมองข้าม (WUGM) ในตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีของ Thoughtworks ทั่วโลกแล้ว ตำแหน่งหัวหน้าทีม (Lead) จะมีสัดส่วนความหลากหลายทางเพศอยู่ที่ 31.2% ส่วนในตำแหน่งที่สูงกว่านั้น อย่างเช่นระดับผู้จัดการฝ่าย (Principal) และผู้อำนวยการ (Director) จะอยู่ที่ 26.4% และ 17.9% ตามลำดับ

Rebecca Parsons, Chief Technology Officer ของ Thoughtworks ย้ำถึงความสำคัญที่บริษัทต้องติดตาม WUGM ในตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะว่า “เราเชื่ออย่างแรงกล้าว่าเทคโนโลยีต้องคิดค้นขึ้นโดยทีมงานที่มีความหลากหลายเหมือนสังคมที่เราอยู่ เพื่อที่เราจะได้รับใช้สังคมได้ดียิ่งขึ้น อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังขาดแคลนความหลากหลายของ WUGM อยู่มาก ผู้หญิงและผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยทางเพศที่มักถูกมองข้าม (UGM) กำลังออกจากวงการเทคโนโลยีในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เราภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนคนเหล่านี้ให้เติบโตในวงการเทคโนโลยี แต่หนทางสู่เป้าหมายของเรานั้นยังอีกยาวไกล”

สร้างผู้นำอย่างเท่าเทียม

สัดส่วนกลุ่ม WUGM ในตำแหน่งด้านปฏิบัติการและบทบาทผู้นำอื่นๆ ของ Thoughtworks สามารถแบ่งแยกย่อยตามตำแหน่งได้เช่นกัน ในตำแหน่งปฏิบัติการ สัดส่วนกลุ่ม WUGM ที่เป็นหัวหน้าทีม (Lead) อยู่ที่ 52.8% ส่วนตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย (Principle) และผู้อำนวยการ (Director) จะอยู่ที่ 39% และ 33.3% ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารนั้นอยู่ที่ 60%

“เราภูมิใจมากที่กว่า 60% ของผู้บริหารของเราเป็นกลุ่ม WUGM การติดตามความก้าวหน้าเพื่อเทียบกับตัวเลขโดยรวมเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่าผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมทั่วทั้งองค์กร” Joanna Parke, Chief talent officer ของ Thoughtworks กล่าว

ความหลากหลายของบุคลากร โดยเฉพาะในตำแหน่งระดับอาวุโสนั้นจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรได้มหาศาล Thoughtworks จึงตั้งใจสร้างโอกาส ระบบสนับสนุน และโครงการที่จะสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในทุกระดับขององค์กร

โครงการระดับโลกอย่าง Women in Leadership Development  จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยบ่มเพาะบทบาทความเป็นผู้นำและสร้างพื้นที่ของกลุ่ม WUGM ในองค์กร

โครงการ CV Clinic เพื่อสนับสนุนกลุ่ม WUGM ให้เติบโตในสายงานเทคโนโลยี

ส่วน Thoughtworks ประเทศไทย ก็ริเริ่มโครงการ CV Clinic ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความหลากหลายทางเพศและดึงดูดคนกลุ่ม WUGM ให้มาทำงานในวงการเทคโนโลยีมากขึ้น

โดยปกติแล้วฝ่ายบุคคลจะใช้เวลาน้อยกว่า 10 วินาทีในดูใบสมัครงาน ถ้าผู้สมัครคนไหนใช้คำตกหล่น หรือเขียนคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามความต้องการของบริษัท ก็อาจทำให้พลาดโอกาสได้งานไปอย่างน่าเสียดาย โครงการ CV Clinic จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยลดช่องว่างดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่รับสมัครงานของ Thoughtworks จะช่วยดูเรซูเม่ ตรวจความถูกต้อง และให้คำแนะนำอื่นๆ ในการเขียนเรซูเม่เพื่อช่วยสร้างความโดดเด่นให้แก่ผู้สมัคร เป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้สัมภาษณ์งานและได้งานในที่สุด

ผู้สนใจสามารถส่ง CV ไปที่ Thoughtworks ประเทศไทยได้ที่ th-recruitment-team@thoughtworks.com ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2565 และเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565

–   ### –

เกี่ยวกับ Thoughtworks
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 49 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส คว้ารางวัล “แฟรนไชส์บริการและค้าปลีกยอดนิยม” จากงาน TFBO 2022 #การันตีความนิยมและน่าลงทุน

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ ได้รับความสนใจและการตอบรับจากผู้ลงทุนแฟรนไชส์แบบมาแรงแซงโควิด ล่าสุด #การันตีความฮอต ด้วยการคว้ารางวัล “Service and Retail Franchise Popular Vote หรือ แฟรนไชส์บริการและค้าปลีกยอดนิยม” จากงาน Thailand Franchise & Business Opportunities (TFBO) 2022 ด้วยจุดเด่นของโมเดลธุรกิจที่ฉีกกรอบการขายของร้านค้าปลีกทั่วไป โดยใช้จุดแข็งของออฟฟิศเมทที่มีประสบการณ์ 27 ปี มาต่อยอดให้แฟรนไชส์ซีสร้างรายได้ ไร้ขีดจำกัดในทุกสถานการณ์ โดยสามารถขายสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำได้ครบครันกว่าแสนรายการ มีทุกอย่างที่ธุรกิจและออฟฟิศต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้ทั้งจากหน้าร้านและการขายระบบออนไลน์หลังร้าน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องห่วงสต็อคสินค้า

ออฟฟิศเมท พลัส เปิดรับสมัครผู้ประกอบการทุกภูมิภาคทั่วไทย มาร่วมลงทุนแฟรนไชส์และเติบโตแบบยั่งยืนไปด้วยกัน สามารถเริ่มกิจการได้ไวใน 3 เดือน* #การันตีกำไรขั้นต้น 100,000 บาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ฟรี! โทร. 099-128-5000 หรือทักแชทที่ Line: @OFM_Plus


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Pixela Project เปิดรับสมัครออดิชั่น VTuber Generation ที่ 4 ในชื่อ Concept “Dark and Light”

เป็นค่ายที่ไฟแรงไม่แผ่วจริงๆ หลังจากที่มีการเดบิวต์กลุ่ม Vtuber รุ่นใหม่อย่าง Pixela Isekai ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และยังคงเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างล้นหลามจากกลุ่มคนที่ติดตาม Vtuber พิสูจน์ได้จากการสร้างฐานคนติดตามให้กับ Vtuber กลุ่มใหม่รวมกันได้มากถึง 134,000 Subscribe โดยใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น! 

เพื่อเป็นการตอบรับเสียงของแฟนคลับ ล่าสุด Pixela Project เปิดรับสมัครออดิชั่นกับโปรเจกต์ Virtual YouTuber อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ก็ยังคง Concept ความแฟนตาซี(ที่มาพร้อมกับความกาว) มาใน Theme ที่มีชื่อว่า “Dark and Light” โดยจะเปิดรับสมัครในวันที่ 15 มีนาคม – 29 มีนาคม 2565 และครั้งนี้เองก็ได้รับการออกแบบ Character Design โดยนักวาด Artist ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าของผลงานการออกแบบตัวละครยอดนิยมหลายตัว ได้แก่ คุณ Azure และ Tam-U และนักวาดอีกท่านที่ทีมงานยังขออุบไว้ก่อน เพื่อเซอร์ไพรส์แฟนคลับ

ทางค่ายเผย! สวัสดิการสำหรับคนที่มาเป็น VTuber ของค่าย คุณจะได้รับ…

– รายได้ในอาชีพเช่น เงินเดือนและส่วนแบ่งรายได้

– ใช้ตัวละครจากฝีมือนักวาดมืออาชีพ

– การฝึกฝนและเทรนนิ่งคอร์ส

– อุปกรณ์สำหรับงานครบเซ็ท

– การสนับสนุนที่จะทำให้คุณพร้อมเป็น VTuber มืออาชีพ

 

สุดยอดโอกาสที่จะทำให้อาชีพในฝันของคุณเป็นจริง!

ขอเพียงแค่คุณ…

– อายุ 18 ปีขึ้นไป

– เพศหญิง

– มีสุขภาพทางร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์

– มีความกล้าแสดงออก ไม่กลัวไมค์ รักในการสร้างความสนุกสนาน

– สามารถปกปิดตัวตนที่แท้จริงและเก็บความลับของโปรเจคได้

– ชื่นชอบในวัฒนธรรม Pop Culture และ VTuber

– แบ่งเวลาได้ดีและมีความรับผิดชอบ

และเมื่อพูดถึง Concept ที่กล่าวมานี้ก็ไม่ได้มาเล่นๆ กติกาที่ออกมานั้น เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะ 1 ในกติกาที่ออกมานั้น ผู้ที่สมัครจะต้องแสดงออกมาตาม Character สมมุติ ได้แก่ 

1.นางฟ้าตกสวรรค์ 2.ปีศาจที่ทำชั่วไม่เป็น 

แค่อ่านกฎยังขนาดนี้ ตอนออดิชั่นจะสนุกและฮาขนาดไหน สำหรับใครที่สนใจสมัครออดิชั่นก็สามารถคลิกลิงก์เข้าไปสมัครได้ที่ : 

(ทาง Pixela Official จะใช้ข้อมูลของคุณในการออดิชั่นเท่านั้น และจะไม่นำข้อมูลของคุณไปเผยแพร่สู่สาธารณะ)

#PixelaDarknLight

—————————————————————————————————————————

เกี่ยวกับ Pixela Project

Pixela Project เป็นบริษัท Vtuber สายเลือดไทยได้เปิดรับออดิชั่นไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และ Debut สดๆ ร้อนๆ เมื่อต้นปี 2021โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นสาวสายครีเอเตอร์ขายขำและความกาวเกินพิกัด ได้สร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนๆ อย่าง Cazzie K.Monie, Hinabe Hongfei, Melita-X, Laguna Juju และ Princess Zelina ซึ่งประสบความสำเร็จสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างล้นหลาม 

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถาม และตรวจสอบข่าวสารล่าสุดได้ทางเพจเฟสบุ๊ค PixelaProject 

ข้อมูลเกี่ยวกับ VTuber 

VTuber (วีทูบเบอร์) มาจากคำว่า Virtual YouTuber (เวอร์ชวลยูทูบเบอร์) คือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์บน YouTube โดยนำเสนอผ่านตัวละครเสมือนจริง ที่สร้างขึ้นโดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคโนโลยีการจับภาพเคลื่อนไหว แทนการโชว์ใบหน้าคนจริง ซึ่งปัจจุบันมีการคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ นอกเหนือจาก YouTube อีกด้วย เป็นอาชีพใหม่ที่กำลังมาแรงและเป็นกระแสอย่างมากในปัจจุบัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แม็คโครเลือก Thoughtworks เป็นพันธมิตรทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ต่อยอดข้อมูลเชิงลึก สู่การพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก

กรุงเทพ 1มีนาคม 2565 –บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ แม็คโคร ศูนย์จำหน่ายสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในประเทศไทย ได้มอบหมายให้ Thoughtworks (NASDAQ: TWKS) บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ผสานกลยุทธ์ การออกแบบ และวิศวกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล   ร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ระบบดิจิทัล


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“วีมูฟ (WeMove)” บริการฝากส่ง ส่งของชิ้นใหญ่ ที่แรกของไทย ด้วยบริการรับ-ส่งถึงที่

ปัจจุบันค่าบริการขนส่งยังเป็นปัญหาหลักในธุรกิจโลจิสติกส์ขนส่งของโดยเฉพาะการขนส่งของขนาดใหญ่ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการจัดส่งมากกว่าการส่งของปกติ เพราะจำเป็นต้องใช้รถขนส่งให้เหมาะกับขนาดและน้ำหนักของที่ขนส่ง ทำให้ค่าบริการขนส่งประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการจัดส่งประเภทอื่น ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณผู้ขนส่งของชิ้นใหญ่ในระบบเองยังมีจำนวนน้อยราย ทำให้หารถขนส่งยากขึ้น

ทั้งนี้ “วีมูฟ (WeMove)” ได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และ ได้นำมาเทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหา โดยชูจุดเด่น เรื่องการจับคู่ผู้ขับรถขนส่ง กับผู้ที่ต้องการส่งของได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เน้นเป็นบริการรับ-ส่งถึงที่ และ ผู้ที่ต้องการส่งของยังสามารถตั้งค่าส่งด้วยตนเองได้อีกด้วย ปัจจุบันทาง WeMove มีรูปแบบบริการอยู่ 2 แบบ

บริการฝากส่ง (Shared Truck Load) จองพื้นที่รถขนส่ง ให้สามารถส่งของชิ้นใหญ่ หรือส่งของรายชิ้นด้วยบริการรับ-ส่งถึงที่ สะดวกสบาย โดยไม่ต้องเหมาคัน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 600.- เหมาะสำหรับการส่งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อะไหล่ยนต์ และอื่นๆ

ขนาดและปริมาณสำหรับบริการฝากส่ง

  1. ไซต์ M น้ำหนักสินค้ารวมไม่เกิน 300 กิโลกรัม ขนาดสินค้ารวมไม่เกิน 1 ลบ.ม. หรือ 100 x 100 x 100 เซนติเมตร (กว้าง x ยาว x สูง)
  2. ไซต์ L น้ำหนักสินค้ารวมไม่เกิน 500 กิโลกรัม ขนาดสินค้ารวมไม่เกิน 2 ลบ.ม. หรือ 100 x 130 x 150 เซนติเมตร (กว้าง x ยาว x สูง)

บริการเหมาคัน (Full Truck Load) บริการการขนส่งสินค้าแบบเต็มคันรถ สามารถจองรถขนส่งได้ทุกประเภท  กำหนดราคาเองได้ พร้อมระบบติดตามสถานการณ์ขนส่ง เริ่มต้น 550 บาท เหมาะสำหรับการส่งสินค้าจำนวนมาก

สามารถใช้บริการได้ที่ 

จองรถขนส่งได้ที่:  https://app.wemove.co.th/register

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3w4Anoo 

Line: @wmshipper

Website : https://www.wemove.co.th

โทร. 02-888-7822


Exit mobile version