Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันขยายความร่วมมือการเป็นพันธมิตรด้านการปฏิบัติการกับเทเลนอร์

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC)  ประกาศวันนี้ว่า บริษัทฯ ได้ขยายกรอบความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติการด้านบริการและซอฟต์แวร์ (Global Framework Agreement for Operational Services and Software) ร่วมกับเทเลนอร์ จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2567

จากข้อตกลงฉบับแรกที่ลงนามไว้ในปี พ.ศ.2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Common Delivery Center (CDC) สำหรับบริการหลากหลาย อาทิ การปฏิบัติการเครือข่าย (รวมถึงการเพิ่มศักยภาพระบบอัตโนมัติของศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย) การออกแบบเครือข่าย การวางแผนและการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย การดำเนินงานขั้นต้นและการปฏิบัติการภาคสนามอัจฉริยะ การจัดการโครงการและการนำเครือข่ายมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพแก่บริการต่าง ๆ นอกจากนี้อีริคสันจะส่งมอบ Cognitive Software สำหรับการวางแผนและปรับแต่งเครือข่าย ตามที่ระบุไว้ในการขยายความร่วมมือ ซึ่งกรอบข้อตกลงดังกล่าวนี้ครอบคลุมความร่วมมือระหว่างอีริคสันและเทเลนอร์ในมาเลเซีย (Digi)และไทย (dtac)

ที่ผ่านมาเทเลนอร์และอีริคสันได้รับรางวัลร่วมกันด้านความสำเร็จของการดำเนินงาน CDC ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ริต้า มอบเคล หัวหน้ากลุ่มลูกค้าระดับโลก (GCU Telenor) ของอีริคสัน กล่าวว่า “อีริคสันช่วยสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืนให้กับเทเลนอร์และยังส่งต่อไปยังลูกค้าของเทเลนอร์ ด้วยประสิทธิภาพที่พัฒนาเพิ่มขึ้นในหลากมิติ เปลี่ยนการปฏิบัติงานที่เน้นเครือข่ายเป็นสำคัญไปสู่การเน้นประสบการณ์ผู้ใช้เป็นหลัก ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ยังมุ่งมั่นพัฒนาและใช้ประโยชน์จากความสามารถของแพลตฟอร์ม Ericsson Operations Engine อย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นเลิศในการให้บริการต่อไป”

Ericsson Operations Engine เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยีเอไอมาขับเคลื่อนข้อมูลให้กับบริการจัดการข้อมูล ซึ่งทำให้เทเลนอร์สามารถรองรับการเชื่อมต่อในอนาคตได้ พร้อมช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพของเครือข่ายที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ตลอดจนมอบประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายแก่ผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

ปราดีป คอตนาลา หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเครือข่ายและบริการจัดการข้อมูลประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนียและอินเดียของอีริคสัน กล่าวว่า “ชุดโซลูชั่น Cognitive Software ชั้นนำในอุตสาหกรรมของ Ericsson นำเสนอการบูรณาการด้านการออกแบบเครือข่ายและเพิ่มประสิทธิภาพให้โดเมนด้วยเทคโนโลยีเอไอระดับสูง ซึ่งสามารถปลดปล่อยศักยภาพเครือข่ายยุคหน้าได้อย่างแท้จริง”

เทเลนอร์และอีริคสันกำลังทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาบริการต่าง ๆ ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง อาทิ เครือข่ายส่วนตัว (Private Network) และบริการบนคลาวด์ (Cloud Based Services) ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านประสบการณ์และความสามารถที่พัฒนาเพิ่มขึ้นจาก Common Delivery Center


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เผยโฉม HP Indigo อัปเกรดใหม่ที่งาน Printing United 2022

HP Indigo จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ล่าสุดด้านการพิมพ์ ในงาน Printing United 2022 ณ ลาสเวกัส เมื่อ 19-21 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกของ HP Indigo 100K Digital Press รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมเสริมทัพด้วย HP Indigo 15K Digital Press และ HP Indigo 6K Digital Press

เครื่องพิมพ์ HP Indigo มีบทบาทในการสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มการพิมพ์งานทั่วไป (Commercial Print) โดยในปี 2565 นี้ สามารถสร้างสถิติปริมาณการพิมพ์ B2 ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และด้วยเทคโนโลยี LEP ที่ได้รับรางวัลด้านอุตสาหกรรมของ HP Indigo เป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับลูกค้า สร้างความได้เปรียบเหนือตลาดด้วยผลิตภัณฑ์การพิมพ์ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานที่เน้นผลผลิต ตลอดจนช่วยขยายธุรกิจ

“การเป็นผู้นำตลาด HP Indigo ต้องนำหน้าธุรกิจและตลาดไปหนึ่งก้าวเสมอ สร้างแรงบันดาลใจพร้อมกระตุ้นให้ลูกค้าและแบรนด์สินค้าต่างๆ ให้เติบโต ด้วยนโยบาย ‘กล้าที่จะจินตนาการ’ ภายใต้สภาพแวดล้อมและโอกาสของตลาดที่เปิดกว้างให้เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในปี 2564 ที่ผ่านมา ลูกค้า Indigo สามารถเติบโตเร็วกว่าตลาดถึง 6 เท่า โดยพิจารณาจากจำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้ และถึงแม้ว่าปี 2565 จะยังไม่สิ้นสุดลง แต่เรามั่นใจว่าแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เรายึดหลักการทำงานร่วมกับลูกค้าให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ และนั่นคือจุดของการเติบโตที่แท้จริง” โนอ์ม ซิลเบอร์สไตน ผู้จัดการทั่วไปผลิตภัณฑ์ HP indigo กล่าว

HP Indigo รากฐานที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตงานพิมพ์
นับตั้งแต่สองปีที่ได้เปิดตัว HP Indigo 100K Digital Press ออกสู่ตลาด ทำให้เครื่องพิมพ์ดิจิทัล ‘Born to Run’ ขนาด B2 กลายเป็นรุ่นที่สร้างผลผลิตมากที่สุดในโลก และได้มีการติดตั้งเครื่องพิมพ์นี้รวมมากกว่า 120 แห่ง ถือได้ว่า HP Indigo 100K เป็นผู้นำในการทรานฟอร์มการพิมพ์จากรูปแบบออฟเซ็ตมาเป็นดิจิทัล ซึ่งช่วยผู้ประกอบการด้านบริการการพิมพ์เพิ่มผลิตผลและประสิทธิภาพของธุรกิจ อีกทั้งสามารถเพิ่มจำนวนงานพิมพ์ได้มากขึ้นจากการใช้ประโยชน์ของระบบการพิมพ์ดิจิทัล

จากสถิติของจำนวนงานพิมพ์ที่ผลิตได้กว่า 50% ของเครื่องพิมพ์ HP Indigo 100K ที่ได้ติดตั้งแล้วแสดงให้เห็นว่าสามารถพิมพ์งานได้มากกว่า 100,000 แผ่นภายในเวลาแปดชั่วโมงต่อหนึ่งกะ (หรือคิดเป็น 70% ของเวลาพิมพ์สุทธิ) โดยมีบางเครื่องสามารถผลิตได้สูงถึง 130,000 แผ่นภายในกะเดียว ในงาน Printing United 2022 ณ ลาสเวกัสที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้พบกับเทคโนโลยีและชุดการพิมพ์อัปเกรดใหม่ ที่เพิ่มขีดความสามารถของเครื่องพิมพ์ เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระบบหมึกพิมพ์ที่ 5 สำหรับหมึกพิมพ์เอฟเฟกต์พิเศษ (เช่น LightLightBlack และหมึกผสมสีพิเศษ Spot color) และ Auto Pallet Replacement ระบบเปลี่ยนทดแทน (APR) ช่วยให้วางซ้อนกันได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระแรงงาน แต่เพิ่มการใช้งานของเครื่องพิมพ์โดยรวมมากขึ้น

Anstadt ผู้ให้บริการการพิมพ์ด้านการสื่อสารและการตลาดในยอร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์ HP Indigo จำนวนหลายเครื่อง ในการผลิตงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ กล่องพับ สิ่งพิมพ์ไดเร็คเมล์ ป้ายต่างๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซ

แมท โดราน ประธานและผู้บริหารของ Anstadt กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราใช้การพิมพ์แบบออฟเซตสำหรับการพิมพ์ ปัจจุบัน เรามีเครื่อง HP Indigo ติดตั้งหลายเครื่อง HP Indigo 100K, 15K และ 7900 ครอบคลุมงานผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของเรา ด้วยการพิมพ์ระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ Anstadt ในขณะนี้เรามีเครื่องพิมพ์ออฟเซตเพียงเครื่องเดียว และอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนเพื่อสู่วิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็นผู้ผลิตงานพิมพ์ดิจิทัลทั้งหมด ด้วยระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูงของอนาคต สิ่งนี้เองช่วยให้เรามั่นใจได้ถึงศักยภาพ ประสิทธิภาพ และคุณภาพของเราอย่างต่อเนื่อง”

เครื่องพิมพ์ดิจิทัลขนาด B2 รุ่นล่าสุด มาพร้อมกับความสามารถรอบด้าน ทำให้ HP Indigo 15K Digital Press เป็น “เครื่องพิมพ์ที่ใช่ของเรา” และตอบโจทย์สำหรับผู้ให้บริการที่ต้องการขยายธุรกิจในการพิมพ์งานทั่วไป และการพิมพ์รูปภาพ เครื่องพิมพ์ HP Indigo 15K Digital Press มีสมรรถนะของการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบในอุตสาหกรรม มีหมึกให้เลือกใช้มากที่สุด (15 สี ของ HP Indigo ElectroInks) ขณะนี้ มีการติดตั้งเครื่องพิมพ์รุ่น Series 4 จำนวน 1,200 เครื่อง ใน 70 ประเทศทั่วโลก โดยมากกว่า 70% ของลูกค้าได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะตัวของเครื่องพิมพ์ในการสร้างความหลากหลายของงานพิมพ์มูลค่าสูง และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

บิล แอนเดอร์สัน ซีอีโอและประธานกรรมการของ L+L Printers ซึ่งเป็นลูกค้า HP Indigo ในซานดิเอโก ยืนยันว่า “โซลูชั่นในเครื่องพิมพ์ HP Indigo 15K ช่วยให้เราสามารถมอบผลิตภัณฑ์การพิมพ์ดิจิทัลคุณภาพสูงที่สุดสำหรับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตที่สูงขึ้น เช่น สมรรถนะใหม่ๆ ในการพิมพ์บนวัสดุที่มีพื้นผิวที่หนาขึ้น นับเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดโอกาสใหม่ๆ และขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจงานพิมพ์ดิจิทัลของเรา”

เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์เป็นโอกาสในการเติบโตและขยายธุรกิจการผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์ HP Indigo 6K Digital Press คือเครื่องพิมพ์หลักของตลาดงานพิมพ์ฉลากดิจิทัล ผ่านเครื่องพิมพ์กว่า 2,000 เครื่องที่มีติดตั้งอยู่ทั่วโลก HP Indigo 6K Digital Press เป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลแบบ Narrow-web สำหรับฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ให้ผลผลิตสูง ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มาพร้อมกับระบบสีอัตโนมัติอัจฉริยะ ในขณะเดียวกันในการผลิตสิ่งพิมพ์สามารถประหยัดถึง 80% – 90% เมื่อเทียบกับระบบงานพิมพ์ Flexo สำหรับผู้ประกอบการด้านการผลิตฉลากที่มีมากกว่า 1,400 รายทั่วโลก จะต้องมีการติดตั้ง HP Indigo 6K Digital Press อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง

HP Indigo คว้ารางวัลการใช้งานพิมพ์ที่หลากหลายเพื่อยกระดับธุรกิจ
นอกจากเครื่องพิมพ์ HP Indigo จะมอบโซลูชั่นที่หลากหลายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการตรวจสอบผลิตงานพิมพ์และการจัดการการผลิต เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ การจับคู่สี การพิมพ์ข้อมูลตัวแปร (VDP) และอื่นๆ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้สัมผัสกับ PrintOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการการผลิตงานพิมพ์ของ HP ซึ่งขณะนี้มีผู้ใช้มากกว่า 21,000 ราย สะท้อนถึงการเติบโต 25% เมื่อเทียบปีต่อปี

การใช้งาน PrintOS ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากขึ้นใช้คลาวด์คอมพิวติ้งและการสั่งการจากระยะไกล ด้วยแพลตฟอร์มที่เป็นเอกลักษณ์ สอดคล้องการใช้งานโซลูชัน Industry 4.0 ได้ทุกวัน ลูกค้าของ HP สามารถใช้เครื่องมืออัตโนมัติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด และกว่า 70% ของ HP Indigo 100K Digital Press ได้ติดตั้ง HP PrintOS ColorBeat ไว้แล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการผลิตได้มากกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน

โจนาธาน เบค ผู้จัดการฝ่ายประมาณการและวางแผนของ Bolger Printing ลูกค้า HP Indigo ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการพิมพ์เชิงพาณิชย์ กล่าวว่า “PrintOS, Color Beat และเครื่องมือการวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างระหว่างเครื่องพิมพ์ Indigo กับเครื่องพิมพ์อื่นๆ เรายังใช้แพลตฟอร์ม Smart Stream Designer สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความหลากหลายซับซ้อน และเริ่มใช้เทคโนโลยี Mosaic ในแคมเปญดึงดูดงานพิมพ์สำหรับลูกค้า”

ในด้านการบริการ HP xRServices มีผู้ใช้มากกว่า 200 ราย โซลูชั่นนี้พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและฝ่ายบริการหลังการขายของเอชพี ผ่านเทคโนโลยีแบบผสมสาน ก่อนหน้านี้ เอชพีได้เปิดตัว Remote Assist เพื่อช่วยเหลือลูกค้าจากระยะไกล ในงาน Printing United เอชพีนำเสนอนวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับ xRServices ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลรักษาเครื่องพิมพ์ด้วยตนเอง และย่นระยะเวลาหยุดทำงานของเครื่องพิมพ์

ข้อมูลเกี่ยวกับ เอชพี อิงค์
เอชพี อิงค์ เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เชื่อว่าไอเดียเล็กๆ ก็สามารถเปลี่ยนโลกได้ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และโซลูชั่นการพิมพ์สามมิติ คือผู้ช่วยที่จะสนับสนุนทุกไอเดียของคุณเป็นจริงขึ้นมา ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.hp.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Thoughtworks เผยประโยชน์ของ Machine Learning ที่เพิ่มมากขึ้น

กรุงเทพ 27 ตุลาคม 2565 — Thoughtworks (NASDAQ: TWKS) บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ผสานกลยุทธ์การออกแบบและวิศวกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิตัล ได้เผยแพร่รายงาน Technology Radar ฉบับที่ 27 ซึ่งเป็นรายงานประจำทุก 6 เดือนของ Thoughtworks ที่รวบรวมจากการสังเกต สนทนา และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความท้าทายทางธุรกิจที่ยากที่สุดของลูกค้าทั่วโลก ในฉบับล่าสุดนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ Machine Leaning (ML) ว่าจากที่เคยต้องใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่และการเข้าถึงพลังประมวลผลมหาศาลเพื่อจัดการกับปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนนั้น บัดนี้ องค์กรด้านไอทีสามารถใช้ประโยชน์จาก ML ได้เพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้ในหลายภาคส่วนมากขึ้นด้วย สืบเนื่องมาจากการพัฒนาของเครื่องมือ แอปพลิเคชัน และเทคนิคต่างๆ ที่ก้าวหน้าไปมาก

ด้วยประสิทธิภาพในการคำนวณที่ดีขึ้นบนอุปกรณ์ทุกขนาดและทุกประเภท รวมทั้งการใช้เครื่องมือแบบ open-source ที่แพร่หลายและใช้งานได้ง่ายขึ้น ได้ส่งผลให้ ML สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้กระทั่งองค์กรที่มีขนาดเล็กมาก นอกจากนี้ ข้อกำหนด และข้อควรระวังของข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดมากขึ้น ได้ผลักดันให้องค์กรต่างๆ พยายามค้นหาเทคนิค เช่น federated machine learning หรือการพัฒนาระบบ ML โดยไม่ต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังส่วนกลาง ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ที่ใช้งานร่วมกับ IoT และอุปกรณ์แบบพกพา นอกจากนี้ การพัฒนาระบบ ML ที่ต้องพึ่งพาคุณภาพของข้อมูลเป็นหลัก ได้ทำให้ข้อควรระวังต่างๆ ยังคงมีช่องโหว่อยู่ และเกิดอคติในชุดข้อมูลขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องมือแบบ open source ก็กำลังช่วยสร้างความโปร่งใส ของอัลกอริทึมที่ใช้ในการตีความและจัดการข้อมูล

ดร. รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ของ Thoughtworks กล่าวว่า “เมื่อมีการจำกัดการใช้งานเฉพาะผู้ใช้งานและองค์กรด้านไอทีที่มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงแล้วนั้น โมเดลและส่วนประกอบของ ML ที่องค์กรสามารถหามาได้ง่ายขึ้น และใช้งานได้ไม่ซับซ้อน ก็ช่วยลดอุปสรรคในการพัฒนาระบบ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโซลูชัน ML ได้มากขึ้น องค์กรจึงควรเปิดรับการใช้งานเชิงปฏิบัติมากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จาก ML ที่มีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการปฏิบัติงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริการ ซึ่งนอกจากจะเป็นแอปพลิเคชันที่พลิกโฉมระบบการทำงานแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอีกด้วย”

ประเด็นสำคัญใน Technology Radar ฉบับที่ 27 นี้ ได้แก่

  • กระแสหลักของ ML: ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ Machine Learning ได้ผันตัวเองจากระบบที่ใช้เทคนิคเฉพาะแบบขั้นสูง มาสู่ระบบที่เกือบทุกคนที่มีข้อมูลและรู้วิธีการคำนวณสามารถใช้งานได้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่อุตสาหกรรมก็ยังต้องสามารถจัดการเรื่องการวางแผนเพิ่มจำนวนเครื่องมือ และกรอบการทำงาน รวมทั้งขับเคลื่อนประเด็นด้านจริยธรรมซึ่งมีความสำคัญและเร่งด่วนมากกว่าเดิม
  • พลังของแพลตฟอร์มในฐานะผลิตภัณฑ์: แพลตฟอร์มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเพิ่มขีดความสามารถของนักพัฒนา แต่เมื่อไม่ได้มีการใช้แพลตฟอร์มอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ เราก็มักจะผิดหวังกับผลลัพท์ที่ได้ สิ่งสำคัญก็คือต้องมีการสร้างและบำรุงรักษาแพลตฟอร์มให้ตอบสนองความต้องการของทั้งทีมเทคนิคและองค์กรได้ในวงกว้าง
  • การย้ายความเป็นเจ้าของข้อมูลออกจากศูนย์กลาง: การรวมศูนย์ข้อมูลช่วยในเรื่องความรัดกุมในการเก็บข้อมูลได้ แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคและเครื่องมือใหม่ๆ ที่มีข้อดีทั้งในด้านด้านเทคนิคและความเป็นส่วนตัว ก็จะช่วยให้เราก้าวข้ามความท้าทายของการรวมศูนย์ข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • มือถือก็ควรเป็นแบบโมดูลาร์: ถึงแม้จะเป็นที่ทราบกันดีถึงประโยชน์ของโมดูลาร์ แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ ก็ไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนามือถือ(อุปกรณ์แบบพกพา)มากนัก แต่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าการนำวิธีการแบบโมดูล่าร์มาใช้กับมือถือจะไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงคุณภาพของแอปพลิเคชันมือถือเท่านั้น แต่ยังได้ประโยชน์จากประสบการณ์ในการสร้างแอปพลิเคชันเหล่านั้นด้วย

ผู้สนใจสามารถดูข้อมูล Tech Radar แบบ interactive หรือดาวน์โหลดรายงานได้ที่ https://www.thoughtworks.com/en-th/radar

ช่องทางสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ Thoughtworks ได้ทาง website   Twitter LinkedIn และ YouTube.

–  ### –

เกี่ยวกับ Thoughtworks
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 12,000 คน ในสำนักงาน 49 แห่งใน 18 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“GC” ร่วมมือ “OutSystems” นำเทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูง มาช่วยเร่งทรานฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัล

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 26 ตุลาคม 2565 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ของประเทศไทย มุ่งเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมมือกับ OutSystems นำเทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูงมาพัฒนาแอปพลิเคชันและสร้างระบบ Digital เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีความเป็นอัจฉริยะและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พาองค์กรไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน

ตั้งแต่ในปี 2561 บริษัทฯ ได้วางแผนและเตรียมพร้อมในการทำ Digital Transformation โดยเน้นไปที่การเข้าไปยกระดับและสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 แกนหลักขององค์กร หรือที่รู้จักกันภายในว่า Triple Transformation ประกอบด้วย Business, Technology และ People โดย GC ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กร และได้มีการตั้งทีม Digital Transformation ขึ้นมาเฉพาะ เพื่อสร้างสรรค์ไอเดียแก้ Pain Point ต่าง ๆ

ปัจจุบันบริษัทในประเทศไทยกำลังเผชิญกับต้นทุนในการดำเนินธุรกิจมากมาย และอยู่ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ทีมไอทีมีความสำคัญต่อเป้าหมายทางธุรกิจในยุคนี้ GC นำแพลตฟอร์ม Low-Code จากเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้เพื่อปรับกระบวนการให้เป็นดิจิทัลและพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแก้ Pain Point พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพต่อยอดการดำเนินงานให้มีความทันสมัยมากขึ้น

GC นำเทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูงจาก OutSystems มายกระดับบริการต่าง ๆ และใช้เป็นแพลตฟอร์มเพื่อทำงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2562 โดยล่าสุดทีมงานได้นำแพลตฟอร์ม OutSystems ไปพัฒนาเป็นระบบสำคัญ (Critical Systems) ในโครงการ B-Leap Project ต่อยอดงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ ช่วยทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดเวลาการทำงานของนักวิจัยลงได้ 30 % และลดต้นทุนที่เกิดจากการวิจัยที่ซ้ำซ้อนได้มากถึง 75% นอกจากนี้ยังนำไปพัฒนา Smart Loading Application เพื่อใช้เป็น Digital Systems สำหรับจัดคิวรถบรรทุกน้ำมันจากโรงกลั่น และดีลกับบริษัทฯ ต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งหลังเปิดใช้ในปี 2564 สามารถช่วยลดเวลาการทำงานของทีมงานกลางที่หอกลั่นลงได้ถึง 12.5% และลดการผิดพลาดในการทำงานที่เกิดจากคน (Human Error) ได้ 10%

ในขั้นตอนการดำเนินการ (Implementation & Operation) บริษัทฯ ให้ความสำคัญใน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ Tech Foundation ซึ่ง OutSystems ได้จัดหาแพลตฟอร์มข้อมูล, เครื่องมือเทคโนโลยี, รวมถึงการพิจารณาโครงข่ายการสื่อสาร 5G และทดลองนำร่องในดิจิทัลโปรเจกต์ แกนที่สอง คือ Project Implementation ที่ OutSystems ทำงานร่วมกับตัวแทนของแต่ละหน่วยงาน (BUs) ภายในเครือ GC เพื่อศึกษา Pain Points สรรหาไอเดีย และสร้างโซลูชันเพื่อพัฒนานวัตกรรมได้อย่างตอบโจทย์เชิงธุรกิจ และในแกนสุดท้ายที่ีมีความสำคัญที่สุด คือ Organization Capability Building & Communication มุ่งเน้นพัฒนาความสามารถของทีมนักพัฒนาและการสื่อสารระหว่างทีม ช่วยทำให้ GC พัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตอบโจทย์ทางการตลาด (Time To Market) ได้อย่างรวดเร็ว

นายนัทพล จงจรูญเกียรติ Head of Digital Transformation บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า “สำหรับเป้าหมายด้านดิจิทัลในอนาคตของ GC เราตั้งเป้าเป็นองค์กรแบบกระจายศูนย์มากยิ่งขึ้น (Distributed Enterprise) พร้อมมุ่งสร้างทีมพัฒนา (Domain Expert) ขึ้นเองในแต่ละหน่วยงาน โดยสามารถทำงานร่วมกับทีมไอทีส่วนกลางและนำโซลูชันหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเทคโนโลยี Low-Code ของ OutSystems จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เข้ามาช่วยพัฒนาได้เป็นอย่างดี เพราะที่ GC เราเชื่อว่าทีมงาน คือ พลังงาน ที่สำคัญที่สุดของเรา อันจะช่วยต่อยอดไปสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้”

“นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้ ทำให้ GC สามารถพัฒนาแอปฯ ใหม่ ๆ ได้มากกว่า 18 แอปฯ ในเวลา 2.5 ปี รวมถึงสามารถปรับปรุงหรืออัปเดตระบบต่าง ๆ จาก Manual ให้เป็น Digital ของบริษัทในเครือ สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์ ในฐานะผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ของนักพัฒนาและธุรกิจ” นายนัทพล กล่าวสรุป

ผลวิจัยล่าสุด ‘Total Economic Impact™ of OutSystems’ ที่จัดทำขึ้นโดย ฟอร์เรสเตอร์ คอนซัลติ้ง ในนามของเอาท์ซิสเต็มส์ เผยให้เห็นว่าแพลตฟอร์ม Low-Code ช่วยลดค่าใช้จ่ายแก่องค์กรธุรกิจเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาและค่าใช้จ่ายของการพัฒนาและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองภายในกับการนำแพลตฟอร์ม OutSystems มาปรับใช้ ซึ่งจากผลการศึกษาระบุว่า OutSystems ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแก่องค์กรธุรกิจได้ถึง 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น รวมถึงระยะเวลาการพัฒนาและการเปิดตัวที่สั้นลง

นายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่นของ GC ซึ่งความร่วมมือนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า เทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูงของเอาท์ซิสเต็มส์ เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดไปสู่การออกแบบบริการ นวัตกรรม และลด Painpoints ทางธุรกิจได้”

เกี่ยวกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่มปตท. GC ก่อตั้งมาจากการควบรวมบริษัทชั้นนำของประเทศไทยหลายบริษัท เริ่มต้นตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NPC) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์ม Low-code ประสิทธิภาพสูงของ OutSystems ช่วยให้ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนักพัฒนามีเครื่องมือในการสร้างและปรับใช้แอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อธุรกิจของตนได้อย่างรวดเร็ว  ด้วย Community member กว่า 600,000 ราย พันธมิตรกว่า 400 ราย และลูกค้าประจำใน 87 ประเทศใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม OutSystems คือ “The #1 Low-Code Platform®” และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในตลาดจากนักวิเคราะห์ ผู้บริหารไอที ผู้นำทางธุรกิจ และนักพัฒนาทั่วโลก แบรนด์ธุรกิจที่มีชื่อเสียงบางแบรนด์ใช้ OutSystems เพื่อเปลี่ยนไอเดียยิ่งใหญ่ให้เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ผู้คน และโลกไปข้างหน้า ศึกษาข้อมูลบริษัทฯ เพิ่มเติม ได้ที่  www.outsystems.comwww.outsystems.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Astronize เคลื่อนทัพจัดกิจกรรมแจก NFT Airdrop พร้อมของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ณ งาน Thailand Game Show 2022

กรุงเทพมหานคร, 25 ตุลาคม 2565, Astronize แพลตฟอร์มให้บริการเกมรูปแบบ Hybrid GameFi ภายใต้การจับมือกันระหว่าง บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด สร้างปรากฏการณ์แจกของรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมระเบิดความมันส์ ณ งาน Thailand Game Show 2022 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 21-23 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้เสียงตอบรับจากเหล่าเกมเมอร์และผู้ที่สนใจอย่างล้นหลาม

Astronize คือ แพลตฟอร์ม Play-and-Earn เลือดใหม่ไฟแรง เพื่อช่วยให้เกมที่อยู่บนโลกของ Web 2.0 หรือโมเดลธุรกิจเดิม (Traditional Game) สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเทคโนโลยี Blockchain หรือ Web 3.0 และเปลี่ยนโมเดลเป็น Play-and-Earn ที่จะเน้นจุดแข็งที่มีคุณภาพและความสนุกของเกมเป็นแกนหลัก โดยมีผลตอบแทนหรือ Earning จากการเล่นเป็นเรื่องเสริม ซึ่งต่างจากโมเดล Play-to-Earn หรือ GameFi แบบเดิมที่คุณภาพเกมยังไม่ตอบโจทย์กับผู้เล่น แต่เน้นเรื่องการเก็งกำไรหรือผลตอบแทนซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน

ภายในงาน Thailand Game Show 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แพลตฟอร์ม Astronize ได้ยกทัพนำกิจกรรมจาก EarnKUB มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้สนุกกัน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องมีกระเป๋า Bitkub NEXT และทำ 3 ภารกิจให้ครบถ้วน จากนั้นจะได้รับ Astronize NFT เพื่อใช้ในการแลกรับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ซึ่งแต่ละ Rarity จะได้รับของรางวัลแตกต่างกัน ดังนี้ 1. Astronize NFT Super Special Rare แลกรับเป็น เหรียญ KUB จำนวน 100 KUB (จำนวนจำกัด) 2. Astronize NFT Ultra Rare แลกรับเป็น Razer Kishi V2 Mobile Gaming Controller (จำนวนจำกัด) 3. Astronize NFT Super Rare แลกรับเป็น เหรียญ KUB จำนวน 10 KUB (จำนวนจำกัด) 4. Astronize NFT Rare แลกรับเป็น สเปรย์แอลกอฮอล์ (จำนวนจำกัด) อีกทั้งกิจกรรมจาก Golden Time ที่ผู้เข้าร่วมงานจะมีสิทธิ์ลุ้นรับ NFT Airdrop ที่มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย เพียงแค่มีกระเป๋า Bitkub NEXT ก็สามารถร่วมสนุกได้ รวมถึงได้มีการนำเกมตัวอย่างมาให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองเล่นกัน โดยผู้ใช้งานสามารถสร้าง NFT ในรูปแบบตัวละครเกมและไอเทมง่าย ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวครั้งสำคัญในการริเริ่มการใช้งานฟังก์ชันเบื้องต้นสำหรับตัวเกม

กิจกรรมพิเศษในครั้งนี้ นับเป็นการเน้นย้ำเจตนารมณ์ของแพลตฟอร์ม Astronize ในการตั้งใจที่จะมาเป็น The First Market Mover ในการปฏิวัติวงการเกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัวเกมแรกของแพลตฟอร์ม Astronize ใน 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต้นปีหน้า อีกทั้ง ยังเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกครั้งสำคัญของแพลตฟอร์มที่สามารถนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมแบบ Offline ได้อย่างลงตัว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Bowers & Wilkins เปิดตัว The New 700 S3 ครั้งแรกในเอเชีย พร้อมโชว์นวัตกรรม Diamond Surround Sound System ใน BMW The All New i7

บริษัท มิวสิคพลัส ซีนีม่า จำกัด ในเครือโซนิค วิชั่น กรุ๊ป ผู้นำเครื่องเสียงนำเข้าระดับไฮเอนด์ภายใต้แบรนด์ โบเวอร์ แอนด์ วิลกินส์ (Bowers & Wilkins)  นำโดย คุณสมัคร สมัครคามัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย คุณเถกิงลาภ กอวัฒนา กรรมการบริหาร เผยโฉมลำโพงระดับออดิโอไฟล์สุดพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกในเอเชีย กับ Bowers & Wilkins The New 700 S3 ความล้ำสมัยของนวัตกรรมเทคโนโลยีทวิตเตอร์ออนท็อป (Tweeter on Top) แบบเดียวกับลำโพงรุ่นตำนานอย่าง 800 Series มาสร้างปรากฎการณ์ใหม่แห่งการฟังกับคุณภาพเสียงระดับสตูดิโอในบ้านคุณ พร้อมร่วมโชว์นวัตกรรม Diamond Surround Sound System ใน BMW The All New i7 ด้วยการออกแบบห้องโดยสารให้มีอะคูสติกที่เหมาะสมกับการฟังเพลงหรือสื่อบันเทิงต่างๆ ประกอบด้วยลำโพงจากสุดยอดเทคโนโลยีของ Bowers & Wilkins มากถึง 39 ตัว เป็นการผสานความร่วมมือกับ  BMW แบรนด์อันดับหนึ่งแห่งยานยนต์ Sport Luxury นำโดย มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อเติมเต็มสุนทรียแห่งการขับขี่ สู่ความเหนือระดับทั้งการฟังเสียงระดับสตูดิโอและความสมบูรณ์แบบของการเดินทาง ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Terosoft เผยข้อมูลจัดเต็ม บุกงานเกม TGS 2022 สุดยิ่งใหญ่ นำทัพโดย 8 เกมจากโปรเจกต์ The Game Maker, HamHam Survival และ 15G-IDOLS

Terosoft บริษัท Web3 Tech Company ชั้นนำในประเทศไทย เตรียมบุกมหกรรมงานเกมยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Thailand Game Show 2022 (TGS 2022) ภายในบูธมีกิจกรรมจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ผลงานจากการประกวดพัฒนาออกแบบเกมจากโครงการ “The Game Maker” และครั้งแรก! กับการเปิด ให้ทดลองเล่นก่อนใคร ของเกมน้องใหม่ “HamHam Survival” เตรียมผจญภัยและเอาชีวิตรอดในโลกของหนูแฮมสเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน HamHam Esports closed Tournament รอบชิงชนะเลิศ กับเหล่าไอดอลในสังกัด 15G-IDOLS

พบกับความสนุกจัดเต็มได้ที่บูธ Terosoft ตั้งแต่วันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 3 – 4  ชั้นG

ทำความรู้จักบริษัท Terosoft 

Terosoft เป็น Web3 Tech Company ที่มีความตั้งใจจะเป็นแหล่งรวม Product ด้านเทคโนโลยี Web3 มีบุคลากรนักพัฒนาและนักออกแบบในด้าน Game , DApp , Metaverse และ NFT แบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเมกะเทรนด์แห่งอนาคต ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีถูกขับเคลื่อนให้เติบโตและกว้างขวางยิ่งขึ้น สัมผัสกับนวัตกรรมที่ดีและมีประโยชน์รองรับตลาดสำหรับผู้ที่สนใจเข้าสู่ Metaverse โดยเชื่อมโยงกับทั้งกลุ่มบริษัทในเครือ ประกอบด้วยบริษัท Ivarex, Terosoft, Fifteen G-Earning และ Miti Art Media

รายละเอียดกิจกรรมของบูธ Terosoft ในงาน TGS 2022

• The Game Maker พบกับการ Pitching 8 ทีมสุดท้าย ของเหล่านักสร้างเกม กับ The Game Maker โครงการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการเกมในไทย และเป็นส่วนที่ช่วยในการส่งเสริมความสามารถของคนไทยให้เติบโตสู่อุตสาหกรรมเกมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การแข่งขัน The Game Maker มาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ได้ร่วมจัดแสดงผลงาน ในงาน Thailand Game Show 2022 พร้อมกับการ Pitching ในวันที่ 22 ตุลาคม 2565เพื่อหาผู้ชนะที่จะได้ร่วมงานกับทาง Terosoft

• HamHam Survival เตรียมพบกับ HamHam Survival เกมแนว 2D Battle Royale น้องใหม่ มาพร้อมหนูแฮมสเตอร์สุดกวนที่จะมาชวนให้ท้าทายกับความมันรูปแบบใหม่ เปิดให้ทดลองเล่นก่อนใครที่แรก และร่วมลุ้นไปกับการแข่งขัน Esports ของ HamHam Survival พร้อมเหล่าไอดอลจาก 15G-IDOLS รวมถึง Influencer มากความสามารถอย่างคุณ Ad-Aof TV และคุณตังจาก Play A Lot ห้ามพลาดเด็ดขาด หนูแฮมสเตอร์สุดป่วนรอคุณอยู่! สามารถมาร่วมสนุกกับกิจกรรมรับของที่ระลึกมากมายได้ภายในบูธ Terosoft 

การเข้าร่วมงาน Thailand Game Show 2022 เป็นการประกาศจุดยืนของบริษัท Terosoft ที่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานเกมระดับคุณภาพและผลักดันอุตสาหกรรมเกมให้พัฒนาศักยภาพไปได้ไกลสู่ระดับสากล 

พบกับบริษัท Terosoft ได้ในงาน Thailand Game Show 2022 ตั้งแต่วันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2565 นี้               ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 3 – 4 ชั้นG บูธ [D5-D8]

ติดตามรายละเอียด Terosoft ได้ทาง Facebook page : https://web.facebook.com/terosoftcapital หรือ Website : https://www.terosoft.com/ 

#Terosoft #TheGameMaker #HamHamSurvival #15GEARNING

#thailandgameshow2022 #TGS2022


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลการศึกษาข้อมูลผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของอีริคสัน พบว่า 5G กำลังปูทางไปสู่โลกเมตาเวิร์ส

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดรายงานใหม่ครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึง ณ ปัจจุบัน ระบุถึงการใช้ 5G ในหลายส่วนของโลกเชื่อมหมุดหมายระหว่างผู้นำกระแส (Early Adopter) ไปสู่การยอมรับในวงกว้าง (Mass Adoption) พร้อมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและความคาดหวังของพวกเขาต่อเครือข่าย 5G  กับการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ ในยุคถัดไป

รายงาน Ericsson ConsumerLab หรือในชื่อ 5G: The Next Wave เผยผลกระทบของเครือข่าย 5G ที่มีต่อผู้บริโภคในกลุ่มผู้นำกระแสจากหลากหลายประเทศ รวมถึงประเมินความตั้งใจและความคาดหวังในการสมัครใช้เครือข่าย 5G ของกลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่ได้เป็นผู้ใช้ 5G (Non-5G Subscribers) จากรายงานคาดการณ์ว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนอย่างน้อย 30% ตั้งใจสมัครใช้เครือข่าย 5G ภายในปีหน้า

รายงานนี้เป็นการผนวกและติดตามข้อมูลโดยอีริคสัน ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดตัว 5G เมื่อปี 2562 ซึ่งการสำรวจผู้บริโภคครั้งล่าสุดนี้ ทำให้รายงาน Ericsson ConsumerLab สามารถระบุถึงแนวโน้มสำคัญ 6 ประการอันส่งผลกระทบต่อการนำ 5G มาใช้งานครั้งใหม่

รายงานยังครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่เกิดจากบริการดิจิทัลที่บันเดิลอยู่ในแผนหรือแพ็กเกจ 5G ของผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แอปพลิเคชั่นวิดีโอและ AR ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น

และในรายงานยังระบุถึงความเร็วในการนำเครือข่าย 5G ไปใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น การค้นพบความต้องการของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย 5G และผลกระทบต่อการ รับ-ส่ง ข้อมูลในเครือข่าย

งานวิจัยฉบับนี้ได้สัมภาษณ์ผู้บริโภคมากกว่า 49,000 ราย ใน 37 ประเทศ ถือเป็นการสำรวจผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย 5G ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึง ณ ปัจจุบัน และเป็นแบบสำรวจผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดที่จัดทำโดยอีริคสันในทุกหัวข้อ ซึ่งขอบเขตในการสำรวจนี้จะเป็นตัวแทนความคิดเห็นของผู้บริโภคประมาณ 1.7 พันล้านคนทั่วโลก รวมถึงผู้ใช้เครือข่าย 5G ราว 430 ล้านราย  

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานกรรมการ บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การศึกษาเพิ่มเติมทำให้เราเข้าใจถึงมุมมองและทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเครือข่าย 5G อย่างแท้จริง รายงานนี้แสดงให้เห็นว่าคลื่นลูกต่อไปของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริการ 5G มีความคาดหวังเทคโนโลยีที่แตกต่างจากเดิมเมื่อเทียบกับผู้ใช้ในกลุ่มผู้นำกระแส และในภาพรวม ผู้บริโภคมองว่าการมีส่วนร่วมกับ 5G เป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ในอนาคตของพวกเขา”

“น่าสนใจที่ทราบว่าเครือข่าย 5G กำลังกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเปิดใช้งานสำคัญในบริการที่เกี่ยวข้องกับเมตาเวิร์สของกลุ่มผู้นำกระแส อาทิ การเข้าสังคม การเล่น และการซื้อสินค้าดิจิทัลในแพลตฟอร์มเกมเสมือนจริง 3 มิติ แบบอินเตอร์แอคทีฟ นอกจากนี้ระยะเวลาที่ผู้ใช้ 5G ใช้ไปในแอปพลิเคชั่น Augmented Reality ก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับผู้ใช้ 4G” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

รายงานยังคาดการณ์ว่าผู้บริโภค 5G ที่มีประสบการณ์ใช้ฟังก์ชัน Extended Reality (XR) จะเป็นผู้ใช้กลุ่มแรกที่เปิดรับอุปกรณ์ในอนาคต เนื่องจากพวกเขามีมุมมองแง่บวกเกี่ยวกับศักยภาพของแว่นตา Mixed Reality Glasses โดยผู้ใช้ 5G ครึ่งหนึ่งที่ใช้บริการด้าน XR ทุกสัปดาห์คิดว่าแอปพลิเคชั่น AR จะย้ายจากสมาร์ทโฟนไปสู่อุปกรณ์ XR แบบสวมศีรษะภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ เมื่อเทียบกับ 1 ใน 3 ของผู้บริโภค 4G ที่มีมุมมองแบบเดียวกัน

6 แนวโน้มสำคัญในรายงาน 5G – the Next Wave  

  1. การใช้งานบริการ 5G ยังคงจะเติบโตสวนกระแสอัตราเงินเฟ้อ ผู้บริโภคอย่างน้อย 510 ล้านรายใน 37 ตลาดทั่วโลก มีแนวโน้มเปิดใช้งาน 5G ในปีหน้า (2566)
  2. ความต้องการใช้งานใหม่ ๆ ของผู้ใช้: ผู้ใช้ 5G มีความคาดหวังสูงในด้านประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่าย ต่างจากผู้ใช้ในกลุ่มผู้นำกระแส ซึ่งสนใจเกี่ยวกับบริการที่เป็นนวัตกรรมที่เปิดใช้งานโดย 5G
  3. ความพร้อมใช้งาน 5G ที่รับรู้ได้กำลังกลายเป็นมาตรฐานความพึงพอใจใหม่ในหมู่ผู้บริโภค ความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่ายทางภูมิศาสตร์ ความครอบคลุมสัญญาณในอาคาร/นอกอาคาร และความครอบคลุมของสัญญาณในจุด Hot-Spot มีความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้แก่ผู้ใช้มากกว่าความครอบคลุมของประชากร
  4. 5G กำลังกระตุ้นการใช้วิดีโอและเทคโนโลยี AR ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในช่วงสองปีที่ผ่านมาผู้ใช้ 5G ใช้งานแอปพลิเคชั่น AR เพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็นสองชั่วโมงต่อสัปดาห์
  5. โมเดลการสร้างรายได้ 5จะพัฒนามีความหลากหลายขึ้น: ผู้บริโภค 6 ใน 10 คาดหวังว่าข้อเสนอเกี่ยวกับ 5G จะมากกว่าแค่เรื่องปริมาณการใช้ข้อมูลและความเร็วที่มากขึ้นไปสู่ความสามารถเครือข่ายตามความต้องการเฉพาะ
  6. การนำ 5G มาใช้งานกำลังกำหนดเส้นทางไปสู่เมตาเวิร์ส ผู้ใช้ 5G เฉลี่ยใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในบริการที่เกี่ยวข้องกับเมตาเวิร์ส มากกว่าผู้ใช้เครือข่าย 4G และยังคาดหวังจะใช้เวลาชมเนื้อหาประเภทวิดีโอบนอุปกรณ์เคลื่อนที่อีกสองชั่วโมงทุกสัปดาห์ โดย 1.5 ชั่วโมงชมผ่านแว่นตา AR/VR ภายในปี 2568

ประเทศไทย – จากการศึกษาของอีริคสันพบว่า ความพร้อมใช้งาน 5G ของผู้บริโภคในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยผู้ใช้ถึง 47% ตั้งใจสมัครใช้ 5G ในปี 2566 และประมาณ 9 ใน 10 ของผู้ใช้ 5G ในปัจจุบันระบุว่า พวกเขาไม่อยากกลับไปใช้เครือข่าย 4G อีก แม้ 5G จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อการนำ 5G ไปใช้งาน มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริการ 5G ประมาณ 1.5 เท่า ของผู้ใช้ 5G ปัจจุบัน โดยมองว่าเครือข่ายที่ครอบคลุมเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสมัครใช้ 5G ขณะที่ผู้ใช้ 5G ในกลุ่มผู้นำกระแส (Early Adopter) 92% ต้องการบริการและอุปกรณ์ดีไวซ์ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“HMC Polymers” ขึ้นแท่นผู้นำวงการเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ของอาเซียน ป้อนล้านตันสู่ตลาด ต่อยอดนวัตกรรมควบคู่ความยั่งยืน

บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ HMC Polymers ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติก โพลีโพรพิลีน หรือ PP รายแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มจากเดิม 800,000 ตันต่อปี สู่ 1,0600,000 ตันต่อปีหลังสายการผลิตที่ 4 (โรงงาน PP4) เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2565 นี้  ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงจาก “LyondellBasell”  ผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก PP ระดับโลก และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น HMC Polymers มาใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติก PP เกรดพิเศษ (Specialty) และเกรดคุณภาพ (Differentiated) มีความพรีเมียม มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และแตกต่างจากผู้ผลิตอื่น ๆ ในตลาด                  ก่อนต่อยอดสู่ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ ได้แก่

  • กลุ่มการแพทย์และสุขอนามัย : การเลือกใช้เม็ดพลาสติก PP คุณภาพสูง เกรดการแพทย์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ผลิตต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะส่งผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเม็ดพลาสติก PP ของ HMC Polymers ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล  สอดคล้องกับเภสัช ตำรับของสหรัฐอเมริกา (US Pharmacopeia (USP)) เภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopeia) รวมถึงแฟ้มข้อมูลหลักของยา (Drug Master File (DMFs) จึงมั่นใจได้ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งขวดน้ำเกลือ หลอดเข็มฉีดยา หน้ากากอนามัย และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ : เม็ดพลาสติก PP เป็นต้นทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร เพราะมีความทนทานต่อทั้งอุณหภูมิและรอยขีดข่วน ที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบา ทำให้ขับขี่คล่องตัว และช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้อีกด้วย
  • กลุ่มอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในบ้าน : เพราะความเป็นอยู่ภายในบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการออกแบบให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย บนพื้นฐานของความสะดวกสบายและปลอดภัย  เม็ดพลาสติก PP  จึงเข้ามามีบทบาท ด้วยคุณสมบัติที่ดี มีความเหนียว ทนทาน รับแรงกระแทกได้ดี และมีความต้านทานต่อสารเคมีสูง จึงจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูง-ต่ำของเครื่องใช้ไฟฟ้าได้
  • กลุ่มบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร : เม็ดพลาสติก PP แบบ Food Grade ของ HMC Polymers  เมื่อนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์แล้วจะมีความทนทาน สามารถนำเข้าช่องแช่แข็งและไมโครเวฟได้ ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และนำกลับมาใช้ใหม่หรือนำไปรีไซเคิลได้ ลดการเกิดขยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากเม็ดพลาสติก PP คุณภาพสูงของแล้ว  กระบวนการผลิตของ HMC Polymers ก็ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศ (Operational Excellence) มีการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันบริษัทฯ เดินหน้าโครงการก่อสร้าง หอเผาระดับพื้น (Ground Flare) ควบคู่กับการก่อสร้างโรงงาน PP4 เพื่อลดมลพิษจากการเผาไหม้ที่หอเผาสูง (Elevated Flare) โดยจะเริ่มใช้งานกับโรงงาน PP4 เป็นแห่งแรก และจะขยายการใช้งานกับสายการผลิตที่ 1-3 ต่อไป  โดย Ground Flare นี้ สามารถควบคุมควันดำได้เป็นอย่างดี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงลดเสียงและแสงที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิตได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายต่อไปคือ Zero Flare ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศโลก

ในส่วนของความยั่งยืน (Sustainability) HMC Polymers อยู่ระหว่างพัฒนาเม็ดพลาสติก PPแบบ Mono-Material เพื่อใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกเพียงชนิดเดียว ช่วยลดการใช้ทรัพยากร แต่ได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางเท่าเดิมหรือมากกว่า  นอกจากนี้ ยังทำให้นำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน    HMC Polymers ยังขยายโครงการศึกษาเม็ดพลาสติก PP  รีไซเคิลเพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  และมี “PP Reborn : ชุบชีวิต PP กับ HMC Polymers” แพลตฟอร์มล่าสุด  ที่ช่วยให้ผู้บริโภคนำพลาสติก PP ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบผลิตอีกครั้ง ผ่าน Drop Point และการร่วมใน Event ต่าง ๆ ทุกสัปดาห์ โดยมีปลายทางที่ชัดเจน คือ การนำกลับไปรีไซเคิลและอัพไซเคิลด้วย

และในช่วงที่ COVID-19 คุกคามชีวิตคนไทย HMC Polymers ได้ร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการเพื่อสังคม โดยการนำเม็ดพลาสติก PP เกรดการแพทย์ ผลิตเป็นชุด PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และผลิตเตียงสนามจากเม็ดพลาสติก PP ที่มีน้ำหนักเบา แต่คงทนแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ถึง 200 กิโลกรัม ติดตั้งสะดวก และยังทำความสะอาดง่าย ลดการสะสมของเชื้อโรค

การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากเม็ดพลาสติก PP ของ HMC Polymers  ทั้งเกรดพิเศษ (Specialty) และเกรดคุณภาพ (Differentiated) มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เม็ดพลาสติก PP เท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 3 ปัจจัยมีผลต่อการเติบโต ยอดการใช้จ่ายด้านความปลอดภัย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 18 ตุลาคม 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เปิด 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายด้านความปลอดภัย ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของการทำงานแบบไฮบริดและการทำงานระยะไกล การเปลี่ยนผ่านของเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (หรือ VPN) ไปเป็นเทคโนโลยีการเข้าถึงเครือข่าย Zero Trust Network Access (หรือ ZTNA) และการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการจัดส่งข้อมูลบนคลาวด์

เรอเจโร คอนตู ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การแพร่ระบาดเร่งกระบวนการของการทำงานแบบไฮบริดและการเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ ซึ่งสร้างความท้าทายด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริหารไอที (CISO) ในองค์กรแบบกระจายศูนย์ที่เพิ่มมากขึ้น”

“ผู้บริหารความปลอดภัยด้านสารสนเทศต้องให้ความสำคัญไปที่การขยายพื้นที่ของการโจมตีที่เกิดขึ้นจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นต่าง ๆ อาทิ การนำระบบคลาวด์มาใช้ การผสานรวมเทคโนโลยี IT/OT-IoT การทำงานระยะไกล และรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานจากองค์กรหรือผู้ให้บริการอื่น ๆ ภายนอก ซึ่งความต้องการเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ เช่น ความปลอดภัยบนคลาวด์ ความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน เทคโนโลยี ZTNA รวมถึงข้อมูลภัยคุกคามที่มีความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น สำหรับจัดการกับช่องโหว่และความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดจากการขยายการดำเนินงานเหล่านี้” คอนตูกล่าวเพิ่มเติม

การใช้จ่ายด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการจัดการความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ นั้นคาดว่าจะเติบโตขึ้น 11.3% หรือมีมูลค่ากว่า 188.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 โดยการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์จะเป็นหมวดหมู่ที่เติบโตสูงสุดในอีกสองปีข้างหน้า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ ESG ความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวยังคงเพิ่มมากขึ้น โดยการ์ทเนอร์คาดว่าตลาดการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ (Integrated Risk Management หรือ IRM) จะเติบโตระดับเลขสองหลักจนถึงปี 2567 จนกว่าการแข่งขันในตลาดจะมากขึ้นและมีโซลูชันที่ราคาต่ำกว่า

บริการด้านความปลอดภัย (Security Services) ซึ่งประกอบด้วย บริการการให้คำปรึกษา การสนับสนุนด้านฮาร์ดแวร์ การนำไปใช้งาน และบริการจากภายนอก ถือเป็นหมวดการใช้จ่ายด้านความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าเกือบ 72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 76.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1

มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงข้อมูลทั่วโลกแยกตามเซกเมนต์ ระหว่างปี 2564-2566 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

Market Segment 2021 Spending 2021 Growth (%) 2022 Spending 2022 Growth (%) 2023 Spending 2023 Growth (%)
Application Security 4,963 20.8 6,018 21.3 7,503 24.7
Cloud Security 4,323 36.3 5,276 22.0 6,688 26.8
Data Privacy 1,140 14.2 1,264 10.8 1,477 16.9
Data Security 3,193 6.0 3,500 9.6 3,997 14.2
Identity Access Management 15,865 22.3 18,019 13.6 20,746 15.1
Infrastructure Protection 24,109 22.5 27,408 13.7 31,810 16.1
Integrated Risk Management 5,647 15.4 6,221 10.1 7,034 13.1
Network Security Equipment 17,558 12.3 19,076 8.6 20,936 9.7
Other Information Security Software 1,767 26.2 2,032 15.0 2,305 13.4
Security Services 71,081 9.2 71,684 0.8 76,468 6.7
Consumer Security Software 8,103 13.7 8,659 6.9 9,374 8.3
 TOTAL 157,749.7 14.3 169,156.2 7.2 188,336.2 11.3

Source: Gartner (October 2022)

สำหรับประเทศไทย การใช้จ่ายด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการบริหารความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ คาดว่าจะเติบโตขึ้น 11.8% หรือประมาณ 16.7 พันล้านบาทในปี 2566 ขณะที่บริการรักษาความปลอดภัย (Security Services) มียอดการใช้จ่ายมากที่สุดขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) และการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ (Integrated Risk Management หรือ IRM) จะเป็นกลุ่มตลาดที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในปีนี้และปีหน้า

ตารางที่ 2

มูลค่าการใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงข้อมูลของผู้ใช้ปลายทางในประเทศไทย แยกตามเซกเมนต์ ระหว่างปี 2564-2566 (หน่วย: ล้านบาท) 

Market Segment 2021 Spending 2021 Growth (%) 2022 Spending 2022 Growth (%) 2023 Spending 2023 Growth (%)
Application Security 304.4 20.4% 360.6 18.5% 429.2 19.0%
Cloud Security 379.4 16.4% 518.5 36.7% 693.4 33.8%
Data Privacy 99.2 10.1% 114.2 15.1% 131.8 15.3%
Data Security 229.2 8.2% 257.1 12.2% 283.4 10.3%
Identity Access Management 1,460.6 15.4% 1,666.1 14.1% 1,873.1 12.4%
Infrastructure Protection 2,174.8 35.9% 2,597.0 19.4% 3,084.5 18.8%
Integrated Risk Management 474.3 29.8% 623.2 31.4% 808.1 29.7%
Network Security Equipment 2,240.4 9.6% 2,561.1 14.3% 2,892.9 13.0%
Other Information Security Software 119.8 25.1% 141.4 18.0% 160.2 13.3%
Security Services 5,506.5 2.7% 5,656.5 2.7% 5,891.5 4.2%
Consumer Security Software 446.9 2.8% 473.2 5.9% 485.5 2.6%
 TOTAL 13,435.5 11.5% 14,968.8 11.4% 16,733.7 11.8%

Source: Gartner (October 2022)

Remote Work ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุน

ความต้องการเทคโนโลยีที่เอื้อกับสภาพแวดล้อมการทำงานระยะไกลและแบบไฮบริดที่มีความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2565 เนื่องจากองค์กรธุรกิจมองหาการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานจากบ้านที่ปลอดภัย โดยที่เป็นโซลูชันที่มอบผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ ไฟร์วอลล์เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application Firewalls หรือ WAF) การจัดการการเข้าถึง (Access Management หรือ AM) แพลตฟอร์มการป้องกันปลายทาง (Endpoint Protection Platform หรือ EPP) และเว็บเกตเวย์ที่ปลอดภัย (Secure Web Gateway หรือ SWG) จะกลายเป็นที่ต้องการในช่วงสั้น ๆ อย่างน้อยจนถึงในปีนี้

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ Zero Trust Network Access 

ZTNA เป็นกลุ่มความปลอดภัยเครือข่ายที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุด โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 36% ในปีนี้และ 31% ในปี 2566 โดยได้ปัจจัยหนุนมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการป้องกันแบบ Zero Trust ให้กับผู้ปฏิบัติงานระยะไกลและองค์กรลดการพึ่งพาเครือข่าย VPN เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึง เมื่อองค์กรคุ้นเคยกับ ZTNA แล้ว ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะใช้ในกรณีต่าง ๆ มากกว่าแค่การใช้ในรูปแบบการทำงานระยะไกลเท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับพนักงานที่มาทำงานในสำนักงานด้วย

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 เทคโนโลยี ZTNA จะให้บริการการเข้าถึงจากระยะไกลใหม่อย่างน้อย 70% มากกว่าบริการแบบ VPN ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2564 ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่า 10%

เปลี่ยนไปใช้โมเดลการจัดส่งบนคลาวด์

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ องค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตลอดจนความซับซ้อนของการดำเนินงาน รวมถึงการจัดการเทคโนโลยีที่หลากหลาย การ์ทเนอร์คาดว่าจากปัจจัยที่ว่านี้นำไปสู่การกระตุ้นให้การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) และส่วนแบ่งการตลาดของโซลูชั่นคลาวด์เนทีฟที่เติบโตมากขึ้น

ในปี 2566 มูลค่าตลาดรวมของโบรกเกอร์ความปลอดภัยการเข้าถึงระบบคลาวด์ (Cloud Access Security Brokers หรือ CASB) และแพลตฟอร์มปกป้องโหลดงานบนคลาวด์ (Cloud Workload Protection Platform หรือ CWPP) จะเติบโต 26.8% คิดเป็น 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยความต้องการโซลูชันการตรวจจับและตอบสนองบนคลาวด์ อาทิ การตรวจจับและตอบสนองปลายทาง (Endpoint Detection and Response หรือ EDR) และการตรวจจับและการตอบสนองที่มีการจัดการ (Managed Detection and Response หรือ MDR) จะเติบโตเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Information Security and Risk Management, Worldwide” และ “Forecast: Information Security and Risk Management, Worldwide, 2020-2026, 3Q22 Update.”

หรือเรียนรู้เกี่ยวกับลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้บริหารด้านความปลอดภัยในปี 2565 ในอีบุ๊คของการ์ทเนอร์  2022 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders.

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Exit mobile version